Category: เศรษฐกิจ

  • “รองนายกฯ ศุภจี” เผย นายกฯสั่งก.คลัง หาทางต่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” 2 เดือน ชี้ ไทยยังไม่ฟื้นจากวิกฤตพลังงาน จ่อคลอดมาตราการทันที ไม่รอปลายปี ยัน ไม่ได้มีแค่แจก 60:40 . – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รองนายกฯ ศุภจี” เผย นายกฯสั่งก.คลัง หาทางต่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” 2 เดือน ชี้ ไทยยังไม่ฟื้นจากวิกฤตพลังงาน จ่อคลอดมาตราการทันที ไม่รอปลายปี ยัน ไม่ได้มีแค่แจก 60:40 . – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/120388&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw311IY7NCSL-RT3oNxRVqQR

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (16 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (16 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (16 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (16 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ทุกชนิด 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 48.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 30.03 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 39.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 39.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 34.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (16 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/669028&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FkYJkrJ1BbeUVPITwf9as

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 4.38% แตะ 105.83 ดอลลาร์ ดาวโจนส์ร่วง เช็กราคาน้ำมันไทย 16/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI พุ่ง 4.38% แตะ 105.83 ดอลลาร์ ดาวโจนส์ร่วง เช็กราคาน้ำมันไทย 16/09/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งแรง หลังตลาดกังวลการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียสะดุด ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบทั้ง 3 ดัชนี นักลงทุนจับตาผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ด้านราคาน้ำมันในประเทศไทยประจำวันที่ 16 กันยายน 2569 พบราคาขายปลีกจาก 4 สถานีบริการยังอยู่ในระดับสูง

    ตลาดน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้นแรงในวันอังคารที่ 15 กันยายน 2569 หลังมีรายงานว่า การขนถ่ายน้ำมันดิบที่ท่าเรือยันบู (Yanbu) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันสำคัญของซาอุดีอาระเบียบริเวณชายฝั่งทะเลแดง ถูกระงับ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าปัญหาด้านการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียอาจยืดเยื้อและกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก

    นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียแจ้งลูกค้าในยุโรปถึงการยกเลิกการส่งมอบน้ำมันดิบบางเที่ยวเรือในช่วงปลายเดือนกันยายน ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันในตลาดโลก และเป็นแรงหนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 4.44 ดอลลาร์ หรือ 4.38% ปิดที่ 105.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 3.07 ดอลลาร์ หรือ 2.90% ปิดที่ 108.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ราคาน้ำมัน WTI และเบรนท์ต่างปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม โดย WTI ปรับตัวขึ้นจนอยู่เหนือราคาน้ำมันเบรนท์ ท่ามกลางความวิตกว่าปัญหาด้านอุปทานของซาอุดีอาระเบียอาจขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมัน

    แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือระบุว่า การขนถ่ายน้ำมันดิบที่ท่าเรือยันบูถูกระงับ ขณะที่ก่อนหน้านี้มีรายงานเกี่ยวกับการยกเลิกเที่ยวเรือขนส่งน้ำมันดิบไปยังลูกค้าในยุโรปบางส่วนช่วงปลายเดือนกันยายน ทำให้ตลาดจับตาว่าท่าเรือและเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของซาอุดีอาระเบียจะกลับมาให้บริการตามปกติเมื่อใด

    ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลงทั้ง 3 ดัชนีในวันที่ 15 กันยายน โดยดาวโจนส์ได้รับแรงกดดันจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 52,093.11 จุด ลดลง 328.09 จุด หรือ 0.63% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,585.73 จุด ลดลง 34.25 จุด หรือ 0.45% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,981.57 จุด ลดลง 204.84 จุด หรือ 0.78%

    นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันและบอนด์ยีลด์ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังจับตาการประชุมเฟดในวันที่ 16 กันยายน โดยให้ความสนใจต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย ถ้อยแถลงของเฟด และประมาณการเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อตลาดการเงิน

    สำหรับประเทศไทย ราคาน้ำมันประจำวันที่ 16 กันยายน 2569 อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 05.00 น. โดยราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ จาก 4 สถานีบริการหลัก มีดังนี้

    ปตท. (PTT)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 48.93 บาท/ลิตร

    บางจาก (Bangchak)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.88 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาท/ลิตร

    พีที (PT)
    ดีเซล ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 49.43 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ (Shell)
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.14 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.07 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวเป็นราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร โดยราคาหน้าปั๊มอาจแตกต่างกัน และผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาก่อนเติมน้ำมันทุกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321835&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TXFiUJj76Pi39aHr1zVJW

  • “เซี่ยงไฮ้คอมโพสิต” เปิดลบ 0.07% กังวลเศรษฐกิจจีนชะลอตัว หลังยอดค้าปลีก-ลงทุนอ่อนแอ – สยามรัฐ

    “เซี่ยงไฮ้คอมโพสิต” เปิดลบ 0.07% กังวลเศรษฐกิจจีนชะลอตัว หลังยอดค้าปลีก-ลงทุนอ่อนแอ – สยามรัฐ

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดลบในวันนี้ (16 ก.ย. 2569) โดยปรับตัวลงต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า หลังทางการจีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งรวมถึงยอดค้าปลีกและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ส่งผลให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

    ทั้งนี้ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดตลาดที่ระดับ 3,861.75 จุด ลดลง 2.53 จุด หรือ 0.07%

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ยอดค้าปลีกของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอตัวลงจากเดือนก.ค.ที่เพิ่มขึ้น 0.6% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.8% สะท้อนถึงแรงกดดันต่อการบริโภคภายในประเทศ

    ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเขตเมือง ซึ่งครอบคลุมทั้งการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ลดลง 7.2% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 หรือระหว่างเดือนม.ค.-ส.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แย่ลงจากช่วง 7 เดือนแรกของปี ซึ่งลดลง 6.7% และถือเป็นการหดตัวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเดือนม.ค.-เม.ย. 2563

    ข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าวเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับแรงส่งของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะภาคการบริโภคและการลงทุน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดยังจับตาท่าทีของทางการจีนว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือไม่

    ทั้งนี้ รัฐบาลจีนกำหนดเป้าหมายการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไว้ที่ 4.5-5% ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม GDP ในไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี ส่งผลให้นักลงทุนยังคงติดตามข้อมูลเศรษฐกิจจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวและทิศทางตลาดหุ้นในระยะต่อไป

    #หุ้นจีน #ตลาดหุ้นจีน #เซี่ยงไฮ้คอมโพสิต #ShanghaiComposite #SSE #SSEComposite #หุ้นจีนวันนี้ #ตลาดหุ้นเอเชีย #หุ้นเอเชีย #เศรษฐกิจจีน #เศรษฐกิจจีนวันนี้ #GDPจีน #GDP #ยอดค้าปลีกจีน #การลงทุนจีน #เศรษฐกิจโลก #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวหุ้น #ตลาดหุ้น #การลงทุน #หุ้นต่างประเทศ #ตลาดทุน #จีน #China #ข่าวต่างประเทศ #ข่าววันนี้ #เศรษฐกิจโลก #นักลงทุน #ตลาดการเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/321848&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NK__itk5GgRj-riYiThkl

  • SCB EIC  ห่วง ‘เอสเอ็มอี’ เปราะบาง บริษัทผีดิบพุ่ง12% ลามฉุดเศรษฐกิจ

    SCB EIC ห่วง ‘เอสเอ็มอี’ เปราะบาง บริษัทผีดิบพุ่ง12% ลามฉุดเศรษฐกิจ

    SCB EIC ชี้ ธุรกิจ SME กำลังเผชิญความเปราะบางอย่างหนักจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบไม่ทั่วถึง K-Shaped Recovery ซึ่งการเติบโตกระจุกตัวในธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้ SME ถูกทิ้งห่างทั้งด้านรายได้และกำไร สัดส่วน “บริษัทผีดิบ”Zombie Firms ในกลุ่ม SME ซึ่งมีกำไรไม่พอจ่ายดอกเบี้ย ได้พุ่งสูงขึ้นถึง 12

    • SCB EIC ชี้ธุรกิจ SME กำลังเผชิญความเปราะบางอย่างหนักจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบไม่ทั่วถึง K-Shaped Recovery
    • การเติบโตกระจุกตัวในธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้ SME ถูกทิ้งห่างทั้งด้านรายได้และกำไร
    • สัดส่วน “บริษัทผีดิบ” Zombie Firms ในกลุ่ม SME ซึ่งมีกำไรไม่พอจ่ายดอกเบี้ย ได้พุ่งสูงขึ้นถึง 12% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความสามารถในการแข่งขันที่รุนแรง
    • การมีอยู่ของบริษัทผีดิบจำนวนมากส่งผลให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด  
    • เงินทุนและแรงงานยังคงติดอยู่ในธุรกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ แทนที่จะถูกนำไปใช้ในภาคส่วนที่มีศักยภาพมากกว่า
    • ปัญหาของ SME ได้ลุกลามไปฉุดเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งในตลาดแรงงานและระบบสินเชื่อ ท้ายที่สุดลามกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
    SCB EIC  ห่วง ‘เอสเอ็มอี’ เปราะบาง บริษัทผีดิบพุ่ง12% ลามฉุดเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาพการฟื้นตัวที่“ไม่ทั่วถึง”มากขึ้น การเติบโตที่เกิดขึ้นกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กหรือ SME ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จนเริ่มสะท้อนผ่านรายได้ กำไร สินเชื่อ และสัดส่วนธุรกิจที่ไม่สามารถสร้างรายได้เพียงพอต่อการชำระดอกเบี้ย

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว 2.2% และปีหน้าขยายตัว2.1% แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP หากเป็นคุณภาพของการเติบโตเพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวไม่ได้กระจายประโยชน์ไปยังทุกภาคส่วนเท่าเทียมกัน

    ภาพของ K-Shaped Recovery ชัดเจนและรุนแรงขึ้น โดยขาขึ้นของ K เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค ดิจิทัล อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและอุตสาหกรรมสีเขียว

    ขณะที่ขาลงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม อสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง และภาคเกษตรกรรม ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

    อุตสาหกรรมที่เป็นพระเอกของการเติบโตในเวลานี้ เช่นกลุ่มไฮเทค อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center เป็นกลุ่มที่มีการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบสูงถึง 28% ทำให้การเติบโตดังกล่าวมีลักษณะของการรั่วไหลออกไปยังต่างประเทศ หรือ Leakage ในระดับสูง

    ขณะเดียวกันเครื่องยนต์ด้านอุปสงค์ภายในประเทศ ทั้งการบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐ ยังมีความเปราะบาง

    ภาพเศรษฐกิจวันนี้จึงไม่ใช่การฟื้นตัวพร้อมกันทั้งระบบ แต่เป็นการฟื้นตัวที่ธุรกิจบางกลุ่มสามารถเดินหน้าได้ ขณะที่ธุรกิจอีกจำนวนมากยังคงอยู่ในภาวะอ่อนแรง

    บริษัทใหญ่ยิ่งโต SME ยิ่งถูกทิ้งห่าง
    อีกหนึ่งภาพสะท้อนของ K-Shape ที่ยิ่งห่างเรื่อยๆ คือความแตกต่างตามขนาดของธุรกิจ จากการติดตามข้อมูลผลประกอบการของนิติบุคคลในประเทศไทยประมาณ 400,000 บริษัท พบว่าบริษัทขนาดใหญ่ Top1% หรือประมาณ 4,000 บริษัท กำลังมีส่วนแบ่งรายได้ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สูงถึง 76% และยังสามารถขยายอัตรากำไรได้ดี

    ตรงกันข้ามกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย หรือ SME ที่รายได้และอัตรากำไรอยู่ในลักษณะทรงตัวไม่สามารถเติบโตตามกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ได้

    ประเด็นนี้สะท้อนมากกว่าความแตกต่างด้านขนาดธุรกิจ เพราะเป็นสัญญาณถึงความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SME ที่ลดลง
    สอดคล้องผ่านสินเชื่อ SME ของธนาคารพาณิชย์ที่ติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง16 ไตรมาสหรือประมาณ 4 ปี

    แต่สิ่งที่น่ากังวลคือปัญหานี้ไม่ใช่เพียงปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น แต่กำลังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SME

    ยิ่งไปกว่านั้น สัดส่วนหนี้ของ SME ที่อยู่ในStage 2 ที่ค้างชำระไม่เกิน 90 วันและ Stage 3 กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย(เอ็นพีแอล)ปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 25% ของสินเชื่อรวม และตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมลูกหนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว

    สะท้อนว่าปัญหาของ SME ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการขอสินเชื่อไม่ได้ แต่มีธุรกิจจำนวนมากที่อยู่ในภาวะความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลงแล้ว

    “สินเชื่อ SME ติดลบติดต่อกัน 16 ไตรมาสหรือ4 ปีซ้อนมันเป็นเหรียญด้านหนึ่งของปัญหาที่สำคัญ สะท้อนก็ขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องสภาพคล่องเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของขีดความสามารถในการแข่งขัน”

    • Zombie Firms เพิ่มขึ้นแม้ดอกเบี้ยต่ำ

    สะท้อนความอ่อนแอของเอสเอ็มอีอีกด้านคือการเพิ่มขึ้นของZombie Firmsในกลุ่ม SME ที่บริษัทมีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย หรือ Interest Coverage Ratio(ICR)ต่ำกว่า1 เท่า หมายถึงกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทไม่เพียงพอแม้แต่สำหรับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้

    ข้อมูลที่น่าห่วงคือ สัดส่วน Zombie Firms ในกลุ่มธุรกิจ SME ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 12% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ถึง 3 เท่า

    ดร.ยรรยงค์ มองว่า สิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้น่ากังวลมากขึ้น คือการเกิดขึ้นของ Zombie Firms ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำที่ 1% และมีมาตรการช่วยเหลือทางการเงินจากทั้งภาครัฐและสถาบันการเงินออกมาอย่างต่อเนื่อง

    ดังนั้น การที่ธุรกิจจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานให้เพียงพอต่อการจ่ายดอกเบี้ย จึงสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าต้นทุนทางการเงิน กลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วน Zombie Firms สูง ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย ธุรกิจโรงแรมและที่พัก รวมถึงธุรกิจร้านอาหารและบริการอาหาร

    “ถ้ามี Zombie Firms เยอะๆ ก็เหมือนกับการ Allocation ของทรัพยากร ทั้งเงินทุนและแรงงานที่ควรจะไปอยู่ใน Sector อื่นที่มีอนาคต และถ้าปล่อยไว้จะเป็นค่าเสียโอกาสที่สะสมนานขึ้น และทำให้อัตราการเติบโตโดยรวมชะลอลง“

    • “ทรัพยากรถูกล็อก”ลามฉุดเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ สิ่งที่ SCB EIC ยังห่วงคือ จากการเพิ่มขึ้นของ Zombie Firms นอกจากไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัญหาของธุรกิจแต่ละราย แต่เป็นผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม หากธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันได้ยังคงอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก จะทำให้เกิดภาวะ“Resource Misallocation”หรือ

    การจัดสรรทรัพยากรผิดพลาด
    ทำให้เงินทุนและแรงงานจะยังคงถูกดึงไว้ในธุรกิจที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขันและมีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะถูกปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายไปสู่ธุรกิจใหม่ที่มีอนาคตและมีศักยภาพในการเติบโตสูงกว่า

    ปัญหาจึงไม่ได้จบอยู่ที่ SME รายหนึ่งไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ย หรือธุรกิจหนึ่งไม่สามารถขยายกิจการ แต่จะกระทบต่อการจัดสรรทรัพยากรทั้งระบบเมื่อทุนและแรงงานไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงกว่า ก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Total Factor Productivity หรือ TFP ของไทยลดต่ำลง

    และท้ายที่สุดฉุดศักยภาพการเติบโตของ GDP ไทยในระยะยาว
    จึงเป็นเหตุผลที่ปัญหา Zombie Firms มีความหมายมากกว่าปัญหาหนี้เสียเพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและศักยภาพในการเติบโตของประเทศ

    ไม่ใช่แค่ SME แต่ลามถึงแรงงาน
    ความเปราะบางของเศรษฐกิจขาล่างยังสะท้อนออกมาที่ตลาดแรงงานและครัวเรือน แม้อัตราการว่างงานอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 1.1% แต่จำนวนคนว่างงานจริงในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนผู้ทำงานต่ำระดับ หรือ Underemployment ก็เพิ่มขึ้น

    อีกประเด็นคือรายได้แรงงาน เมื่อพิจารณาค่าจ้างรวม OT และโบนัสแล้วหักด้วยเงินเฟ้อ พบว่าค่าจ้างที่แท้จริงหรือ Real Wage ของแรงงานไทยติดลบ แรงงานนอกระบบได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยรายได้ที่เป็นตัวเงินติดลบ ขณะที่รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนไทยยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือและสวัสดิการจากภาครัฐสูงถึง 70% ของรายได้ทั้งหมด
     

    • 4 แรงกระแทกที่อาจซ้ำเติมSME

    ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้คลี่คลาย เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากภายนอกที่จะเข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจขาล่าง

    ด้านแรก ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการดำรงชีวิตและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย

    โดย SCB EIC คาดว่าบัญชีเดินสะพัดอาจขาดดุล2.5-3% ของGDP
    ขณะเดียวกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบเกือบ 90,000 ล้านบาท และมีเงินไหลออกเพื่อชดเชยเกือบ 400 ล้านบาทต่อวัน หากยังจำเป็นต้องตรึงราคาอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้กองทุนติดลบถึง 128,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังในการรับมือกับสถานการณ์มีข้อจำกัดขึ้น

    ด้านที่สอง สงครามการค้าและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยสินค้าไทยกำลังเผชิญภาษี Force Labor ที่อัตรา12.5% และมีความเสี่ยงต่อมาตรการ Section 301 กรณี Excess Capacity ขณะที่ไทยถูกจัดอยู่ใน Tier 2 ในรายงานของสหรัฐฯ จากความกังวลเรื่องความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจีน

    ด้านที่สามความเสี่ยงจากภัยแล้งและปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจกระทบผลผลิตทางการเกษตร โดย SCB EIC ประเมินว่าจะฉุด GDP ไทยประมาณ 0.2-0.4% ในช่วง 2 ปีนี้

    ด้านสุดท้ายภาวะการเงินและข้อจำกัดทางการคลัง แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1% แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับสูงขึ้นตามตลาดโลก ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในตลาดทุนสูงขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นกู้เกิดภาวะ Flight to Quality และตราสารหนี้ที่ต่ำกว่า A-ประสบปัญหาการ Rollover

    สุดท้ายแล้วมองว่า ทางออกในการแก้ปัญหา K-Shape ไม่ใช่“อุ้มทุกธุรกิจ” หัวใจสำคัญคือ ไม่ควรตั้งเป้าหมายที่จะ Protect ทุกตำแหน่งงานหรือทุกธุรกิจดั้งเดิม เพราะการพยายามรักษาทุกธุรกิจเอาไว้ อาจไม่ใช่คำตอบของปัญหาเชิงโครงสร้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1252055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZSoStlUY5Y7Y_oAjoYW_I

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 16 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 16 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    การเมือง-เศรษฐกิจเดือด! 16 ก.ย. 69 จับตา “ฮั้ว สว.”-Fed-พื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา สะเทือนทั้งประเทศ

    เข้าสู่วันที่ 16 กันยายน 2569 ท่ามกลางหลายประเด็นร้อนที่ต้องจับตา ทั้งการเมืองไทย เศรษฐกิจโลก และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมีทั้งปมคดีฮั้วเลือก สว. ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อไป

    “ฮั้ว สว.” ร้อนต่อ ฝ่ายค้านจ่อเดินหน้าฟ้อง กกต.

    ประเด็นการเมืองที่ยังร้อนแรงต่อเนื่องคือกรณีมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่สั่งฟ้องคดีทุจริตเลือก สว. 77 ราย ขณะที่มีการยกคำร้องในส่วนของนักการเมืองและพรรคการเมือง โดยฝ่าย พรรคประชาชน เตรียมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับ กกต. ตามมาตรา 157 ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

    วันนี้จึงต้องจับตาท่าทีของฝ่ายค้าน รวมถึงการชี้แจงจาก กกต. และกลุ่ม สว. ที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันประเด็นการตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระยังมีแนวโน้มถูกนำเข้าสู่เวทีรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง

    ไทย-กัมพูชา ลุ้นผลเจรจา OCA อ่าวไทย

    อีกหนึ่งวาระสำคัญคือการเจรจาเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล หรือ OCA ระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน และมีกำหนดสิ้นสุดวันที่ 16 กันยายน

    ประเด็นที่ต้องติดตามคือแนวทางของทั้งสองฝ่ายต่อการกำหนดเขตแดนทางทะเล รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องทั้งกับความมั่นคงและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ

    Fed ชี้ทิศทางดอกเบี้ยโลก ตลาดเงินจับตา Dot Plot

    ด้านเศรษฐกิจโลก การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตา โดยตลาดประเมินว่า Fed อาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% แต่สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้ผลการประชุมคือสัญญาณจาก Dot Plot และประมาณการเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

    ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังติดตามตัวเลขยอดค้าปลีกเดือนสิงหาคมของสหรัฐฯ เพื่อประเมินกำลังซื้อและทิศทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้น ค่าเงิน และราคาทองคำทั่วโลก

    ราคาน้ำมัน-ค่าครองชีพ ยังเป็นแรงกดดันในประเทศ

    สำหรับเศรษฐกิจไทย ปัจจัยราคาพลังงานยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม หลังมีการปรับราคาน้ำมันขายปลีกขึ้น 0.85 บาทต่อลิตร ทำให้ประเด็นค่าครองชีพกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ขณะที่รัฐบาลเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนและการบริหารงบประมาณเพื่อรับมือกับภาระด้านพลังงานและค่าครองชีพ

    วันที่ 16 กันยายน 2569 จึงเป็นอีกวันที่มีหลายปัจจัยต้องติดตามพร้อมกัน ตั้งแต่ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ ปมตรวจสอบองค์กรอิสระ การเจรจาผลประโยชน์ในอ่าวไทย ไปจนถึงทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และราคาพลังงาน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจกำหนดบรรยากาศทางการเมืองและเศรษฐกิจในช่วงต่อจากนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321812&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V5SM4lJCagLh7Jumx40Db

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 16 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 16 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    จับตาเศรษฐกิจโลก-ไทยลุ้นนัดสำคัญ! Fed ชี้ชะตาอัตราดอกเบี้ย – คลังลุยต่อยอดมาตรการอุ้มค่าครองชีพ

    นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่นักลงทุนและประชาชนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เมื่อทิศทางเงินทุนระดับโลกกำลังจะถูกกำหนดผ่านบทสรุปการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงทยอยรับแรงส่งจากนโยบายรัฐบาลเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ

    สรุปประเด็นร้อนเศรษฐกิจประจำวันที่ 16 กันยายน 2569

    Fed ชี้ชะตาอัตราดอกเบี้ยโลก

    สิ้นสุดการประชุมนโยบายการเงิน (FOMC) นัดสำคัญ ระหว่างวันที่ 15–16 ก.ย. โดยตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50–3.75% แต่ต้องจับตาสัญญาณ Dot Plot และประมาณการเศรษฐกิจ ท่ามกลางความกังวลเรื่องแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน

    ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชี้วัดกำลังซื้อ

    คืนนี้ติดตามรายงาน “ยอดค้าปลีก” (Retail Sales) เดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นดัชนีสำคัญในการสะท้อนความแข็งแกร่งของผู้บริโภคชาวอเมริกันก่อนรู้ผลแถลงการณ์เฟด

    ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวระมัดระวัง

    นักลงทุนในประเทศเน้นถือเงินสดหรือซื้อขายในกรอบแคบ (Risk-off) เพื่อรอดูทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยมีหุ้นเพิ่มทุนของ บริษัท บูติค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC เริ่มเข้าซื้อขายวันแรก

    เกาะติดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล

    รับผลสืบเนื่องจากมติ ครม. ที่เร่งปรับเกลี่ยงบประมาณมาใช้ในมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ รวมถึงความคืบหน้าการขยายระบบชำระเงิน “ไทยช่วยไทยพลัส” ให้รองรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ถือเป็นวันที่เต็มไปด้วยปัจจัยกำหนดทิศทาง ทั้งเรื่อง อัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน และนโยบายเยียวยาจากภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนได้ตลอดทั้งวัน นักลงทุนจึงควรบริหารความเสี่ยงและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09i3QgfCU-nTrtB7-FXihQ

  • ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดลบ 21.05 จุด หลังข้อมูลชี้เศรษฐกิจจีนอ่อนแอ : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดลบ 21.05 จุด หลังข้อมูลชี้เศรษฐกิจจีนอ่อนแอ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดลบในวันนี้ (15 ก.ย.) หลังจากจีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ซึ่งรวมถึงยอดค้าปลีกและตัวเลขการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร สะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนยังคงเปราะบาง

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] ปิดที่ระดับ 3,864.28 จุด ลดลง 21.05 จุด หรือ -0.54%

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า ยอดค้าปลีกของจีนขยับขึ้นเพียง 0.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี ชะลอตัวลงจากเดือนก.ค.ที่ปรับตัวขึ้น 0.6% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.8%

    ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในเขตเมือง ซึ่งรวมถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน ร่วงลง 7.2% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี (ม.ค.-ส.ค.) เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งย่ำแย่กว่าในช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) ที่ลดลง 6.7% และเป็นการปรับตัวลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเดือนม.ค.-เม.ย. 2563

    ส่วนอัตราว่างงานในเขตเมืองของจีนเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5.3% ในเดือนส.ค. จากระดับ 5.2% ในเดือนก.ค.

    ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้กำหนดเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไว้ในช่วง 4.5% – 5% ในปี 2569 แต่ GDP ในไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 4.3% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/648857&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LgAHrEc04O4zRAQRJ8GFR

  • WTO เตือนผลกระทบร้ายแรงจากการหยุดชะงักทางการค้าที่ยืดเยื้อ

    WTO เตือนผลกระทบร้ายแรงจากการหยุดชะงักทางการค้าที่ยืดเยื้อ

    15 กันยายน 2569, 22:42น.

              องค์การการค้าโลก (WTO) เผยแพร่รายงานประจำปี 2569 เตือนว่า นโยบายการค้าโลกกำลังเผชิญกับความปั่นป่วนที่รุนแรงและยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีการก่อตั้งระบบการค้าพหุภาคีเมื่อ 80 ปีที่แล้ว ท่ามกลางความท้าทายต่อกฎระเบียบทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการครองชีพใน “โลกที่แตกแยกทางภูมิศาสตร์” มีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในอำนาจทางเศรษฐกิจ และบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นและความหลากหลายของการแทรกแซงของรัฐบาลในตลาด

              สงครามในตะวันออกกลาง และนโยบายกำแพงภาษีเชิงรุก (Tariff Blitz) ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ส่งผลให้สัดส่วนการค้าโลกภายใต้เงื่อนไขภาษีชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN) ลดลงจากร้อยละ 80 ในปี 2567 เหลือร้อยละ 72 ในปีนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจทำให้ GDP โลกลดลงประมาณร้อยละ 5 และการส่งออกลดลงร้อยละ 18.6 ภายในปี 2593

              รายงานฉบับนี้สอดคล้องกับคำเตือนของนางเอ็นโกวี โอคอนโจ อิเวลา ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การฯ ในเดือนมีนาคม (2569) หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอล โจมตีอิหร่าน และได้เขียนไว้ในคำนำของรายงานฉบับนี้ว่า “เราได้เห็นกฎระเบียบทางการค้าถูกท้าทายในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่มีการก่อตั้งสถาบันพหุภาคีขึ้นเพื่อสนับสนุนการค้าโลกที่เปิดกว้าง มีเสถียรภาพ และคาดการณ์ได้ภายหลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่และสงครามโลกครั้งที่สอง” ยืนยันว่า ความร่วมมือทางการค้าจะสามารถลดช่องว่างรายได้ระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีส่วนช่วยให้เกิดสันติภาพในหมู่สมาชิก แม้ว่าภูมิทัศน์การค้าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่ด้วยหลักการพื้นฐานที่ว่า ทุกประเทศจะได้รับประโยชน์มากกว่าหากร่วมมือกัน มากกว่าที่จะดำเนินการฝ่ายเดียว ยังคงมีความสำคัญในปัจจุบัน

              องค์การการค้าโลกชี้ให้เห็นถึงปัจจัยหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือ ทั้งการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางเศรษฐกิจ และบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นและความหลากหลายของการแทรกแซงของรัฐบาลในตลาด

    …

    #เศรษฐกิจ

    #การค้าโลก

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164462&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M6wB6GRcqAtRSbYcBXhBn

  • บูร์กินาฟาโซ: ผลิตทองคำได้ 26.7 ตัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน

    บูร์กินาฟาโซ: ผลิตทองคำได้ 26.7 ตัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน

    รายงานอย่างเป็นทางการระบุว่า การผลิตทองคำในภาคอุตสาหกรรมในประเทศบูร์กินาฟาโซยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยแตะระดับ 26.7 ตัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 10.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    การผลิตทองคำในบูร์กินาฟาโซเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเดือนมิถุนายน โดยแตะระดับ 26.7 ตัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการเติบโตด้านอุตสาหกรรมของภาคการผลิตเหมืองแร่ โดยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับที่ 160 ซึ่งเผยแพร่ในเดือนกรกฎาคม 2026 ของกรมเศรษฐกิจและการวางแผน (DGEP) ระบุว่า การผลิตทองคำในภาคอุตสาหกรรมแตะระดับ 4,477 ตันในเดือนมิถุนายน 2026 เพิ่มขึ้น 39.6% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2025 โดยอิงจากการคาดการณ์ประจำปีที่ปรับปรุงใหม่เป็น 52,938 ตันในเดือนมีนาคม 2026 ระดับที่บรรลุได้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน คิดเป็นอัตราความสำเร็จ 50.5% อัตรานี้อยู่ที่ 47.1% ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้น

    ทองคำเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจบูร์กินาฟาโซและเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐบาล ทั้งนี้ การเติบโตที่บันทึกไว้ในช่วงครึ่งแรกของปีเกิดขึ้นในขณะที่หน่วยงานภาครัฐบาลพยายามเสริมสร้างบทบาทของภาคเหมืองแร่ในการพัฒนาเศรษฐกิจและเพิ่มการแปรรูปทรัพยากรในประเทศ

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ บูร์กินาฟาโซเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ในทวีปแอฟริกา โดยอุตสาหกรรมทองคำเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ 
    และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากรายได้จากเหมืองทองคำคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และเป็นรายได้เข้าประเทศที่สำคัญ โดยบูร์กินาฟาโซได้เริ่มก่อสร้างโรงงานสกัดทองคำแห่งแรกของประเทศเมื่อปลายปี 2566 ภายใต้การนำของรัฐบาล อิบราฮิม ตราโอเร เพื่อเพิ่มมูลค่าแร่ทองคำในประเทศ แทนการส่งออกแร่ดิบทั้งหมด ปัจจุบันรัฐบาลพยายามเข้ามาควบคุมและปรับนโยบาย เช่น การสร้างโรงงานสกัดเอง และการดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ เช่น จากกลุ่มทุนตะวันออกกลางและรัสเซีย และมีการจัดระเบียบและระงับการส่งออกทองคำจากเหมืองรายย่อยบางส่วน เพื่อนำมาเข้าสู่ระบบการตรวจสอบและการคลังของรัฐมากขึ้น 

    เครดิตภาพและที่มาข่าว https://fr.apanews.net/

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา

    กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/jnrr5xhqx22woievobpzs1ft&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vNtgo2U_IBiCfXwgek1fW