Category: เศรษฐกิจ

  • มาตรการภาษีรอบใหม่ของสหรัฐฯ อาจไม่กระทบจีดีพีแคนาดา  แต่ผู้บริโภคบางกลุ่มยังต้องรับภาระ

    มาตรการภาษีรอบใหม่ของสหรัฐฯ อาจไม่กระทบจีดีพีแคนาดา แต่ผู้บริโภคบางกลุ่มยังต้องรับภาระ

    ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 การค้าข้ามพรมแดนระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกาอาจมีการปรับเปลี่ยนรายการสินค้าที่ขนส่งระหว่างกันจากเดือนก่อนหน้า ภายหลังสหรัฐฯ ปรับมาตรการทางการค้าและอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าแคนาดาหลายประเภท ส่งผลให้ผู้ประกอบการและภาคการขนส่งต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ล่าสุด สหรัฐฯ เริ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 50 สำหรับสินค้าแคนาดาหลายรายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์โลหะและกระดาษ รวมถึงเครื่องยนต์เรือแบบติดท้าย ขณะเดียวกัน ได้ยกเลิกการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าแคนาดาบางประเภท เช่น ปูนซีเมนต์ น้ำตาล กระดาษชำระ และคันเบ็ดตกปลา 

    นาย Andrew Hencic ผู้อำนวยการและนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ TD Economics ให้ความเห็นว่า การปรับเปลี่ยนรายการสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ในครั้งล่าสุด ไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของแคนาดา อย่างน้อยในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวอาจกระจายตัวไม่เท่าเทียมกัน และยังคงสร้างแรงกดดันต่อชาวแคนาดา ภาคธุรกิจ และนักลงทุนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ การดำเนินธุรกิจ หรือการลงทุนเชื่อมโยงโดยตรงกับอุตสาหกรรมและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีดังกล่าว

    ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จาก Capital Economics ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอิสระ มีมุมมองในทิศทางเดียวกันว่า มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแคนาดาบางประเภทของสหรัฐฯ อาทิ ผลิตภัณฑ์เวย์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และรถจักรยานยนต์ น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของทั้งแคนาดาและสหรัฐฯ ในวงจำกัด เนื่องจากสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับมูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศ

    ทั้งนี้ TD Economics ได้สรุปมาตรการที่สหรัฐฯ ดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อมาตรการภาษีตอบโต้ของรัฐบาลแคนาดา โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

    • การเรียกเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ  50 สำหรับผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์โลหะและกระดาษ รวมถึงเรือที่ติดตั้งเครื่องยนต์ท้ายเรือ โดยสินค้ากลุ่มนี้คิดเป็นประมาณร้อยละ 0.6 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากแคนาดาทั้งหมดของสหรัฐฯ ในปี 2568 

    • การยกเลิกภาษีนำเข้าสำหรับปูนซีเมนต์ น้ำตาล กระดาษชำระ และคันเบ็ดตกปลา ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 0.5 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากแคนาดาของสหรัฐฯ ในปีเดียวกัน 

    • การห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์เวย์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และรถจักรยานยนต์จากแคนาดา ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน โดยสินค้ากลุ่มนี้มีสัดส่วนต่ำกว่าร้อยละ 0.3 ของการนำเข้าจากแคนาดาทั้งหมด  

    กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สหรัฐฯ ได้ปรับเปลี่ยนกลุ่มสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีนำเข้า โดยยกเลิกการเรียกเก็บภาษีสำหรับสินค้าประมาณ 20 รายการ ขณะเดียวกันได้ขยายการจัดเก็บภาษีไปยังสินค้ากลุ่มอื่นมากกว่า 300 รายการแทน สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการเพิ่มหรือลดอัตราภาษีโดยรวม แต่เป็นการปรับโครงสร้างรายการสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ดี แม้สินค้าที่ได้รับประโยชน์และสินค้าที่ได้รับผลกระทบจะแตกต่างกัน แต่คุณ Andrew เห็นว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม เนื่องจากมูลค่าสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เป็นการปรับขอบเขตของสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจแคนาดาต้องเผชิญคือความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ซึ่งส่งผลต่อการวางแผนการผลิต การลงทุน การบริหารห่วงโซ่อุปทาน และการจ้างงาน และอาจนำไปสู่ต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

    เมื่อพิจารณาในระดับมณฑล TD Economics ประเมินว่า ออนแทรีโอ ควิเบก นิวบรันสวิก และโนวาสโกเชีย มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากเป็นฐานการผลิตสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษีรอบใหม่ อาทิ ผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์โลหะและกระดาษ และเครื่องยนต์เรือแบบติดท้าย ขณะที่บริติชโคลัมเบียคาดว่าจะได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง เนื่องจากผลกระทบจากภาษีเพิ่มเติมอาจถูกชดเชยบางส่วนจากสินค้าที่สหรัฐฯ ยกเลิกการเรียกเก็บภาษี

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ผลกระทบจากมาตรการภาษีรุนแรงขึ้น ได้แก่ การยกระดับข้อพิพาททางการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจแคนาดาจะชะลอตัวหรือหดตัวในไตรมาสที่ 4 รวมถึงข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่อาจจำกัดบริษัทแคนาดาในการเข้าร่วมโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะตลาดสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศและอุปกรณ์สำนักงาน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับกรอบเวลาและขอบเขตของมาตรการดังกล่าว

    ความเห็น สคต. มาตรการภาษีรอบล่าสุดของสหรัฐฯ เป็นการปรับเปลี่ยนรายการสินค้าที่ถูกเรียกเก็บภาษี มากกว่าการเพิ่มภาระภาษีในภาพรวม จึงคาดว่าจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจแคนาดาในระยะสั้นค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในบางอุตสาหกรรมอาจทำให้ผู้นำเข้าแคนาดาพิจารณากระจายแหล่งจัดหาสินค้า ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้สินค้าไทย โดยเฉพาะอาหารและอาหารแปรรูป ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท ขยายตลาดในแคนาดาได้มากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และเตรียมปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดและห่วงโซ่อุปทานที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

    ที่มาข่าว https://ca.finance.yahoo.com/news/u-tariffs-import-bans-wont-123000919.html 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/et9t1fnn9idw9531rbve95dr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k9Yeka2AQLaKCPRNzem-v

  • อุตฯชูงาน BCT Expo 2026 เชื่อมโยงกลุ่มก่อสร้าง-รีไซเคิลสู่ Net Zero

    อุตฯชูงาน BCT Expo 2026 เชื่อมโยงกลุ่มก่อสร้าง-รีไซเคิลสู่ Net Zero

    ‘วราวุธ’ ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน ลั่นงาน BCT Expo 2026 เชื่อมโยงนวัตกรรมวัตถุดิบและการรีไซเคิลกับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ชูนวัตกรรม M-Sand–กระจกโซลาร์เซลล์รีไซเคิล สร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี ดันอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero

    16 ก.ย. 2569 – นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน Building Construction Technology Expo 2026 (BCT Expo 2026) และงานสัมมนาวิชาการ DPIM CE EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “Circular Economy : The Game Changer for Sustainable Thai Industry พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย สู่ความยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน” ว่าภาคก่อสร้างมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และคุณภาพชีวิต

    ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ การก่อสร้างอัจฉริยะ และ การสร้างแบบจำลองสารสนเทศอาคาร กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยต้องเดินควบคู่ทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

    ทั้งนี้ ต้องให้ความสำคัญกับวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง โรงงานอัจฉริยะ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ เพื่อลดของเสียจากกระบวนการผลิต และส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบทดแทน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

    “การจัด DPIM CE EXPO ร่วมกับ BCT Expo เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมวัตถุดิบและการรีไซเคิลเข้ากับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน” นายวราวุธ กล่าว

    สำหรับงาน DPIM CE EXPO 2026 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) นำองค์ความรู้ นวัตกรรมด้านแร่ โลหะ เทคโนโลยีรีไซเคิล และผลงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 40 ต้นแบบ มาจัดแสดงในพื้นที่ DPIM Circular Economy Pavilion โดยเป็นการรวบรวมผลงานที่พัฒนาขึ้นในปีงบประมาณ 2569 มาเผยแพร่ร่วมกับงาน BCT Expo ซึ่งเป็นเวทีรวมเทคโนโลยี เครื่องจักร วัสดุก่อสร้าง ระบบดิจิทัล และองค์ความรู้จากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ

    นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดี กพร. กล่าวว่า เรามุ่งบริหารจัดการวัตถุดิบทั้งจากแหล่งแร่ธรรมชาติ (Primary Raw Materials) วัตถุดิบทดแทนจากการรีไซเคิลของเสีย (Secondary Raw Materials) และวัตถุดิบขั้นสูง (Advanced Raw Materials) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคอุตสาหกรรม

    ไฮไลต์สำคัญคือ “M-Sand” หรือทรายทดแทน ซึ่งผลิตจากหินฝุ่นที่เกิดจากกระบวนการโม่ บด และย่อยหินปูนในพื้นที่ภาคใต้ ช่วยลดการใช้ทรายธรรมชาติและแก้ปัญหาของเสียจากกระบวนการผลิต โดยหากสามารถนำหินฝุ่นจากกระบวนการผลิตมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี

    อีกผลงานคือ กระจกจากแผงโซลาร์เซลล์รีไซเคิล ซึ่งนำกระจกจากแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพกลับมาใช้ประโยชน์ รองรับแนวโน้มปริมาณซากแผงที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และคาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาทต่อปี

    นอกจากนี้ ยังมีต้นแบบที่เชื่อมโยงกับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ คอนกรีตใช้หินฝุ่นทดแทนทราย ไฟเบอร์ซีเมนต์จากเศษตะกอนระบบบำบัดน้ำเสีย ปูนเกร้าท์ไม่หดตัวที่ใช้เถ้าลอยทดแทนซีเมนต์ การนำกากคอนกรีตกลับมาเป็นวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพเตาหลอมอะลูมิเนียมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวัสดุโฟมโลหะขั้นสูง

    ทั้งนี้ การนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในห่วงโซ่วัตถุดิบ ไม่เพียงช่วยลดของเสีย แต่ยังเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบธรรมชาติ และเปลี่ยนของเสียจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบทดแทนที่มีมูลค่า ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเตรียมผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับกติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม

    ภายในงานยังมีการสัมมนาถ่ายทอดองค์ความรู้กว่า 12 หัวข้อ ครอบคลุมเทคโนโลยีรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนชนิดลิเทียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) วัสดุโลหะ–สารอินทรีย์ (MOFs) สำหรับดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับโรงงาน การออกแบบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และสถาบันการศึกษา

    สำหรับ DPIM CE EXPO 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 ก.ย. 2569 ณ Exhibition Hall 7 และห้องประชุม Amber 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ เอกชน หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษามากกว่า 1,000 ราย เข้าร่วม เพื่อเร่งนำองค์ความรู้และต้นแบบไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมโยงเศรษฐกิจหมุนเวียนกับภาคอุตสาหกรรมจริง และผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1070486/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OKv7vdJcRACRVRVNXqfbK

  • เศรษฐกิจ 6 ชาติใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดโตเฉลี่ย 4.8% ปี 2569-2578 แต่ไทยตามหลังชาติอื่น : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจ 6 ชาติใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดโตเฉลี่ย 4.8% ปี 2569-2578 แต่ไทยตามหลังชาติอื่น : อินโฟเควสท์

    รายงานของ Bain & Company, DBS Bank และ Vriens & Partners ระบุว่า เศรษฐกิจของ 6 ประเทศขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม มีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 4.8% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2578

    รายงานที่เผยแพร่ในวันนี้ (16 ก.ย.) ระบุว่า การเติบโตจะได้รับแรงหนุนจากการลงทุนจากต่างประเทศและการสะสมทุนอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงการเพิ่มผลิตภาพจากการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้

    นอกจากนี้ การบริโภคภายในประเทศที่ยังคงแข็งแกร่ง และโครงสร้างประชากรที่เอื้อต่อการเติบโตในหลายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตด้วยเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน โดยความแข็งแกร่งเชิงสถาบัน ความมั่นคงทางพลังงาน และความพร้อมด้านเทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดขีดความสามารถของแต่ละประเทศในการรับมือกับความผันผวนและคว้าโอกาสใหม่ ๆ

    รายงานคาดการณ์ว่า เวียดนามจะยังคงเป็นผู้นำการเติบโตในภูมิภาค ขณะที่ไทยมีแนวโน้มเติบโตตามหลังประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากกว่าในกรณีที่สถานการณ์เศรษฐกิจเลวร้ายลง ขณะที่มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม มีโอกาสขยายตัวได้มากขึ้นหากปัจจัยแวดล้อมเอื้ออำนวย

    สิงคโปร์ยังคงเป็นเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับความผันผวนได้ดีที่สุดในภูมิภาค โดยได้รับปัจจัยบวกจากสถานะการเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย ตลาดการเงินที่มีสภาพคล่องสูง ฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง และความน่าเชื่อถือในฐานะศูนย์กลางธุรกิจระดับภูมิภาค นอกจากนี้ การที่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางด้านเงินทุนของภูมิภาค ยังเอื้อให้เกิดการลงทุนและโอกาสทางธุรกิจทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

    โดย ปรียพรรณ มีสุข/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/649509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pl554PQh09iOgIMJjyo6m

  • ส่อง 6 ชาติอาเซียน ในอีก 10 ปี ‘มาเลย์’ มีพัฒนาการสุด ‘ไทย’ โตรั้งท้ายสุด

    ส่อง 6 ชาติอาเซียน ในอีก 10 ปี ‘มาเลย์’ มีพัฒนาการสุด ‘ไทย’ โตรั้งท้ายสุด

    DBS เผยบทวิเคราะห์เศรษฐกิจ 6 ชาติอาเซียนภายใน 10 ปีข้างหน้า โตแตกต่างกระจัดกระจาย ‘เวียดนาม’ เป็นผู้นำในแง่จีดีพี, ‘มาเลเซีย’ มีพัฒนาการดีที่สุด ขณะที่ ‘ไทย’ รั้งท้ายกลุ่ม โตไม่ถึงครึ่งของค่าเฉลี่ยภูมิภาค

    รายงานล่าสุดของ DBS Bank ร่วมกับ Bain & Company และ Vriens & Partners เผยภาพอนาคตภายใน 10 ปีข้างหน้าของ 6 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม พบว่ามีแนวโน้มขยายตัวได้เฉลี่ย 4.8% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2578 แต่การเติบโตนั้นมีความแตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ 

    การเติบโตจะได้รับแรงหนุนจากการลงทุนจากต่างประเทศ และการสะสมทุนอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงการเพิ่มผลิตภาพจากการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้

    “การค้า” ยังคงเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สุดของอาเซียน แต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็นจุดเปราะบาง โดยมูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 90% ของจีดีพีภูมิภาค ทำให้อาเซียนมีความเสี่ยงต่อปัจจัยภายนอกเป็นพิเศษ

    ‘มาเลย์’ พัฒนาการดีสุด ‘ไทย’ รั้งท้าย

    รายงานระบุว่า 6 ชาติอาเซียนกำลังเผชิญแนวโน้มการเติบโตที่แตกต่างกันมากขึ้น เนื่องจากช่องว่างด้านความแข็งแกร่งของสถาบัน ความมั่นคงด้านพลังงาน และความพร้อมด้านเทคโนโลยี เป็นปัจจัยกำหนดความสามารถของแต่ละประเทศในการรับมือกับแรงกระแทก

    เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุด 6 ประเทศในอาเซียน คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 4.8% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า แต่ความแตกต่างด้านโครงสร้างที่กว้างขึ้น กำลังทำให้แต่ละประเทศมีทิศทางการเติบโตที่แตกต่างกันมากขึ้น

    “เวียดนาม” คาดว่าจะยังคงเป็นประเทศที่มีการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงสุดในภูมิภาค ส่วน

    “มาเลเซีย” ได้รับการระบุว่าเป็นประเทศที่มี “พัฒนาการดีขึ้นมากที่สุด” จากนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน ตลอดจนธรรมาภิบาลและโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น 

    ด้าน “อินโดนีเซีย” ยังมีพัฒนาการที่ “ผสมผสาน” โดยความคืบหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานถูกหักล้างบางส่วนจากการพัฒนากำลังแรงงานที่ยังล่าช้าและนโยบายที่ขาดความสม่ำเสมอ 

    ในขณะที่ “ประเทศไทย” จะเติบโตต่ำสุด โดยประเทศไทยเผชิญข้อจำกัดจากจำนวนแรงงานที่ลดลง และแรงส่งด้านการพัฒนาสถาบันที่อ่อนแอลง

    มูลค่าการค้าของภูมิภาคอยู่ที่ประมาณ 90% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกมากกว่า 2 เท่า ทำให้ภูมิภาคนี้มีความเสี่ยงต่อปัจจัยภายนอกเป็นพิเศษ

    อัตราการเติบโตที่คาดการณ์ไว้ตลอดช่วง 10 ปีข้างหน้านี้ ต่ำกว่าประมาณการเดิมของกลุ่มที่จัดทำไว้สำหรับช่วงปี 2024-2034 ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเฉลี่ย 5.1%

    รายงานระบุว่า “มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม” มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์ “มากกว่าประเทศอื่นอย่างมีนัยสำคัญ” หากสภาพแวดล้อมโลกเอื้ออำนวย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากบทบาทของประเทศเหล่านี้ในด้านการเป็นตัวกลางทางการเงินและห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิต

    ขณะที่ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง คาดว่าจะจำกัดประโยชน์ที่ “อินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์” จะได้รับ

    ราวี วิจายารากวัน หุ้นส่วนอาวุโสของ Bain & Company  กล่าวว่า ในท้ายที่สุด แม้ปัจจัยภายนอกจะมีอิทธิพลต่อทิศทางการเติบโต แต่ผลลัพธ์ของแต่ละประเทศจะยังคง “ถูกกำหนดเป็นส่วนใหญ่จากความสามารถของแต่ละประเทศในการสร้างความน่าเชื่อถือของสถาบัน ยกระดับความมั่นคงของระบบพลังงาน และใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านด้าน AI เพื่อเปลี่ยนศักยภาพให้กลายเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1252194&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zsBrtiK5ohwhpGNsCZKC4

  • อาร์เจนตินาเปิดการทบทวนมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเครื่องปรับอากาศจากไทย

    อาร์เจนตินาเปิดการทบทวนมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเครื่องปรับอากาศจากไทย

    ภายใต้กฤษฎีกาเลขที่ 33/2025 กระทรวงเศรษฐกิจอาร์เจนตินา ได้ออกมติเลขที่ 1458/2026 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 เปิดการทบทวนเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของมาตรการและการทบทวนกรณีมีการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ สำหรับมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดซึ่งเดิมกำหนดไว้ตามมติ 529/2021 ลงวันที่ 7 กันยายน 2564 สินค้าที่อยู่ภายใต้การทบทวน คือ เครื่องปรับอากาศที่มีความสามารถในการทำความเย็นไม่เกิน 6,500 ฟริโกรีต่อชั่วโมง รุ่นทำความเย็นอย่างเดียวหรือทำความเย็นและทำความร้อน โดยใช้วาล์วกลับทิศทางวงจรความร้อน เป็นเครื่องปรับอากาศแบบติดผนังหรือแบบหน้าต่างที่ประกอบรวมเป็นเครื่องเดียว และมีอุปกรณ์สำหรับปรับเปลี่ยนอุณหภูมิของอากาศ เป็นสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากไทย และจัดอยู่ภายใต้พิกัดศุลกากร 8415.10.19 โดยสำนักเลขาธิการอุตสาหกรรม การพาณิชย์ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Secretaría de Industria, Comercio y de la Pequeña y Mediana Empresa) ได้พิจารณาเกี่ยวกับความเหมาะสมในการเปิดการทบทวน และเห็นพ้องกับคณะกรรมการการค้าต่างประเทศแห่งชาติ (Comisión Nacional de Comercio Exterior: CNCE) ว่าไม่ควรคงการบังคับใช้มาตรการเดิมจนกว่ากระบวนการทบทวนที่เริ่มขึ้นจะเสร็จสิ้น ซึ่งมาตรการเดิมได้กำหนดอากรตอบโต้การทุ่มตลาดขั้นสุดท้ายในอัตราร้อยละ 85 ของมูลค่าการส่งออก FOB

    สมาคมผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของอาร์เจนตินา (AFARTE) รวมทั้งบริษัทผู้ผลิตภายในประเทศ BGH S.A. และ Newsan S.A. ได้ยื่นคำขอให้เปิดการทบทวนเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของมาตรการ ที่กำหนดไว้ตามมติเลขที่ 529/2021 ของกระทรวงการพัฒนาการผลิตเดิม โดยคณะกรรมการการค้าต่างประเทศแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักเลขาธิการอุตสาหกรรม การพาณิชย์ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กระทรวงเศรษฐกิจ ได้เสนอผลการพิจารณา โดยส่งรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหาร ฉบับที่ 2640 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นรายงานที่พิจารณาเกี่ยวกับพยานหลักฐาน โดยในส่วนของการกำหนดอัตราการทุ่มตลาดที่อาจกลับมาเกิดขึ้น ได้มีการเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าปกติที่กำหนดสำหรับประเทศแหล่งกำเนิดสินค้าที่อยู่ภายใต้คำขอทบทวนกับราคาเฉลี่ย CIF ของการส่งออกจากประเทศแหล่งกำเนิดดังกล่าวไปยังตลาดประเทศที่สามที่ได้รับเลือก เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ที่พฤติกรรมการทุ่มตลาดจะกลับมาเกิดขึ้นอีก ในประเด็นดังกล่าว จากรายงานการประชุมคณะกรรมการบริหารข้างต้นพบว่า การส่งออกสินค้าที่อยู่ภายใต้คำขอทบทวนจากประเทศไทยไปยังประเทศเม็กซิโก ซึ่งถูกเลือกให้เป็นตลาดประเทศที่สาม มีอัตราการทุ่มตลาดที่อาจกลับมาเกิดขึ้นร้อยละ 256.25 โดยระบุว่าการส่งออกจากไทยไปเม็กซิโกมีราคาต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศร้อยละ 28 – 59 สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวแทน ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาเครื่องปรับอากาศแบบคอมแพ็กทั้งหมด พบว่าราคาต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศร้อยละ 54 – 70 จากข้อมูลดังกล่าว คณะกรรมการฯ ระบุว่า หากไม่มีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะสามารถสันนิษฐานได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่การส่งออกจากไทยมายังอาร์เจนตินาจะมีราคาต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ และอาจทำให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศของอาร์เจนตินาที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ดังนั้น จึงมีเหตุผลอันสมควรที่จะดำเนินการเปิดการทบทวนตามที่ได้ยื่นคำขอ 

    ทั้งนี้ กระทรวงเศรษฐกิจอาร์เจนตินาได้เปิดกระบวนการทบทวนมาตรการดังกล่าว และกำหนดให้ผู้ส่งออกที่ประสงค์เข้าร่วมกระบวนการยื่นแบบสอบถามผู้ส่งออก (Exporter Questionnaire) ต่อคณะกรรมการการค้าต่างประเทศแห่งชาติ (CNCE) ภายในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในการทบทวนมาตรการดังกล่าว 

    แหล่งที่มา:

    1. https://www.argentina.gob.ar/normativa/nacional/norma-429678/texto 

    2. https://www.argentina.gob.ar/noticias/equipos-de-aire-acondicionado-originarios-de-tailandia-apertura-de-examen-por-expiracion-de 

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงบัวโนสไอเรส สาธารณรัฐอาร์เจนตินา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/dnmdx81j5ampigs9r0xoft2a&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IfdMErlzeliIB8D32S2fr

  • สรุปราคาทองคำ 16 ก.ย.2569  ปิดตลาด +1,000 ผันผวน 26 ครั้ง

    สรุปราคาทองคำ 16 ก.ย.2569 ปิดตลาด +1,000 ผันผวน 26 ครั้ง

    วันนี้ (16 ก.ย.2569) เว็บไซต์ฮั่วเซ่งเฮง เผยทองโลกฟื้นระยะสั้น จากดัชนีเงินดอลลาร์และราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI มีการย่อตัวลงระยะสั้น หลังสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติ 220 ต่อ 204 เสียง ผ่านร่างมติใช้อำนาจสงคราม เพื่อสั่งการให้ ปธน.ทรัมป์ ถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากการสู้รบกับอิหร่าน ปัจจัยดังกล่าวได้ทำให้นักลงทุนบางส่วนมีมุมมองว่าสงครามอาจไม่ขยายวงกว้างเป็นเวลานาน อาจหนุนให้เงินเฟ้อภาคพลังงานชะลอตัวลง เป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงติดตามการประชุม FOMC คืนนี้ โดย FedWatch Tool ของ CME Group ได้คาดการณ์เกิน 90% แล้วว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในคืนนี้ ซึ่งปัจจัยหลักที่ตลาดติดตามต่อจากนี้ไปก็คือ ถ้อยแถลงของ นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด เกี่ยวกับเงินเฟ้อและตลาดแรงงานในอนาคต และ ตัวเลข Dot Plot ที่ใช้คาดการณ์ดอกเบี้ยในอนาคต และการคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจในอนาคต (Summary of Economic Projections) ซึ่งจะมีผลต่อดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ และทองคำหลังจากนี้ไป

    ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม คืนนี้เวลา 19.30 น. สหรัฐฯ เผยยอดค้าปลีกพื้นฐานเดือน ส.ค. เทียบรายเดือน และยอดค้าปลีกเดือน ส.ค. เทียบรายเดือน / รายปี, เวลา 01.00 น. การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ และการประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ และเวลา 01.30 น. การแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ

    วิเคราะห์ราคาทองโลกอยู่ในระยะ Sideways Down โดยมีแนวโน้มแกว่งตัวอยู่ในกรอบแนวรับและแนวต้านที่ 4,380 และ 4,200 ดอลลาร์ ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม หากคืนนี้ทองโลกหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,150 ดอลลาร์ ทองโลกจะมีความเสี่ยงสูงที่จะปรับฐานลงทดสอบแนวรับใหญ่ทางจิตวิทยาที่ 4,000 ดอลลาร์

    สรุปราคาทองคำ วันที่ 16 ก.ย.2569

    ครั้งที่ 26 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 68,200 บาท

    ขายออก บาทละ 68,400 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,840.44 บาท

    ขายออก บาทละ 69,200 บาท

    ครั้งที่ 25 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 68,150 บาท

    ขายออก บาทละ 68,350 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,779.80 บาท

    ขายออก บาทละ 69,150 บาท

    ครั้งที่ 24 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 68,100 บาท

    ขายออก บาทละ 68,300 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,734.32 บาท

    ขายออก บาทละ 69,100 บาท

    ครั้งที่ 23 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 68,050 บาท

    ขายออก บาทละ 68,250 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,688.84 บาท

    ขายออก บาทละ 69,050 บาท

    ครั้งที่ 22 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 68,000 บาท

    ขายออก บาทละ 68,200 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,643.36 บาท

    ขายออก บาทละ 69,000 บาท

    ครั้งที่ 21 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,950 บาท

    ขายออก บาทละ 68,150 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,597.88 บาท

    ขายออก บาทละ 68,950 บาท

    ครั้งที่ 20 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 68,000 บาท

    ขายออก บาทละ 68,200 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,643.36 บาท

    ขายออก บาทละ 69,000 บาท

    ครั้งที่ 19 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,950 บาท

    ขายออก บาทละ 68,150 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,597.88 บาท

    ขายออก บาทละ 68,950 บาท

    ครั้งที่ 18 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 68,000 บาท

    ขายออก บาทละ 68,200 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,643.36 บาท

    ขายออก บาทละ 69,000 บาท

    ครั้งที่ 17 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 68,050 บาท

    ขายออก บาทละ 68,250 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,688.84 บาท

    ขายออก บาทละ 69,050 บาท

    ครั้งที่ 16 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 68,000 บาท

    ขายออก บาทละ 68,200 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,643.36 บาท

    ขายออก บาทละ 69,000 บาท

    ครั้งที่ 15 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,950 บาท

    ขายออก บาทละ 68,150 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,597.88 บาท

    ขายออก บาทละ 68,950 บาท

    ครั้งที่ 14 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,900 บาท

    ขายออก บาทละ 68,100 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,537.24 บาท

    ขายออก บาทละ 68,900 บาท

    ครั้งที่ 13 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,950 บาท

    ขายออก บาทละ 68,150 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,597.88 บาท

    ขายออก บาทละ 68,950 บาท

    ครั้งที่ 12 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,900 บาท

    ขายออก บาทละ 68,100 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,537.24 บาท

    ขายออก บาทละ 68,900 บาท

    ครั้งที่ 11 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,950 บาท

    ขายออก บาทละ 68,150 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,597.88 บาท

    ขายออก บาทละ 68,950 บาท

    ครั้งที่ 10 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 68,000 บาท

    ขายออก บาทละ 68,200 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,643.36 บาท

    ขายออก บาทละ 69,000 บาท

    ครั้งที่ 9 บวก 150 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 68,050 บาท

    ขายออก บาทละ 68,250 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,688.84 บาท

    ขายออก บาทละ 69,050 บาท

    ครั้งที่ 8 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,900 บาท

    ขายออก บาทละ 68,100 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,537.24 บาท

    ขายออก บาทละ 68,900 บาท

    ครั้งที่ 7 บวก 100 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,850 บาท

    ขายออก บาทละ 68,050 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,491.76 บาท

    ขายออก บาทละ 68,850 บาท

    ครั้งที่ 6 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,750 บาท

    ขายออก บาทละ 67,950 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,400.8 บาท

    ขายออก บาทละ 68,750 บาท

    ครั้งที่ 5 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,700 บาท

    ขายออก บาทละ 67,900 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,340.16 บาท

    ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ครั้งที่ 4 บวก 100 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,650 บาท

    ขายออก บาทละ 67,850 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,294.68 บาท

    ขายออก บาทละ 68,650 บาท

    ครั้งที่ 3 บวก 100 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,550 บาท

    ขายออก บาทละ 67,750 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,203.72 บาท

    ขายออก บาทละ 68,550 บาท

    ครั้งที่ 2 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,450 บาท

    ขายออก บาทละ 67,650 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,097.6 บาท

    ขายออก บาทละ 68,450 บาท

    ครั้งที่ 1 บวก 200 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,400 บาท

    ขายออก บาทละ 67,600 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,052.12 บาท

    ขายออก บาทละ 68,400 บาท

    อ่านข่าว:

    ราคา “ทองคำ” เช้านี้ +350 บาท “รูปพรรณ” ขายออก 68,550 บาท

    สรุปราคาทองคำ 15 ก.ย.2569 ปิดตลาด -250 ผันผวน 19 ครั้ง

    ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง รับแรงบอนด์ยีลด์พุ่ง-น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์

    จับตา 3 แบงก์กลางใหญ่ชี้ชะตาทองคำโลก ฮอร์มุซป่วน-เงินเฟ้อกดดันตลาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/558037&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JOU_7j8IRSbcIcUSWjR3a

  • เงินเฟ้อ UK พุ่งแตะ 3.1% สูงสุดรอบ 5 เดือน แต่เงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัว หนุนคาดการณ์ BoE ตรึงดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    เงินเฟ้อ UK พุ่งแตะ 3.1% สูงสุดรอบ 5 เดือน แต่เงินเฟ้อพื้นฐานทรงตัว หนุนคาดการณ์ BoE ตรึงดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยข้อมูลในวันนี้ (16 ก.ย.) ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.1% ในเดือนส.ค. แตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน และสอดคล้องกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ โดยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียที่ปะทุขึ้นมาใหม่

    อย่างไรก็ดี ตัวเลขเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาพลังงานยังคงทรงตัว ช่วยคลายความกังวลให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ได้ในระดับหนึ่ง ก่อนหน้าการประชุมนโยบายการเงินในวันพรุ่งนี้ (17 ก.ย.) ที่ตลาดคาดว่า BoE จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม

    สำหรับข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญในรายงานดังกล่าว มีดังนี้

    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI): พุ่งแตะระดับ 3.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในเดือนส.ค. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าและแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน
    • อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI): ไม่นับรวมหมวดที่มีความผันผวนสูง เช่น อาหารและเชื้อเพลิง ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 2.6% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4
    • อัตราเงินเฟ้อในภาคบริการ (Services Inflation): ตัวชี้วัดที่ BoE ติดตามอย่างใกล้ชิดเนื่องจากสะท้อนถึงการเติบโตของค่าจ้าง ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.4%
    • ดัชนีราคาผลผลิต (PPI Output/ราคาหน้าโรงงาน): ปรับตัวขึ้น 3.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ทั้งหมด หลังตัวเลขเดือนก.ค. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.3%
    • ดัชนีราคาปัจจัยการผลิต (PPI Input): พุ่งขึ้น 6.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่ตัวเลขในเดือนก.ค. ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 5.8% จากเดิม 4.9%

    แม้ว่าตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะออกมาสูงกว่าระดับที่ BoE เคยประเมินไว้ในรายงานคาดการณ์เมื่อเดือนก.ค. และมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นอีกในระยะข้างหน้าตามรอบการปรับขึ้นค่าพลังงานในครัวเรือน (ค่าไฟและก๊าซ) ที่สะท้อนต้นทุนพลังงานโลกแบบมีความล่าช้า แต่นักกำหนดนโยบายมีแนวโน้มจะให้น้ำหนักกับมาตรวัดการเติบโตของราคาในระดับพื้นฐานมากกว่า

    ทั้งนี้ นักลงทุนในตลาดประเมินว่ามีโอกาสราว 20% ที่ BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ แต่น้ำหนักความน่าจะเป็นพุ่งขึ้นแตะระดับ 75% ที่ BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งก่อนสิ้นปี 2569 สะท้อนถึงความกังวลว่าราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอาจผลักดันให้ราคาสินค้าในวงกว้างปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตยังเป็นจุดที่น่ากังวลสำหรับ BoE ในแง่แรงกดดันเงินเฟ้อระยะยาว

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/649745&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1B9KO8mSwI0h0Z8UbiHLDG

  • กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เปิดงาน “สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” ณ ศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา

    กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เปิดงาน “สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” ณ ศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา

    กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เปิดงาน “สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” ณ ศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา


    16/09/2569 | 71 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เปิดงาน “สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” ณ ศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา

    วันที่ 16 กันยายน 2569 เวลา 15.00 น. ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา กรุงเทพมหานคร นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “สัมผัสเสน่ห์ไทย เที่ยวไปกับชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” พร้อมด้วยรองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ผู้แทนชุมชนท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมพิธีเปิดและเยี่ยมชมงานอย่างพร้อมเพรียง

    การจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 11.00–22.00 น. เพื่อสนองตอบนโยบายรัฐบาลในการยกระดับการท่องเที่ยวให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้าชุมชน อาหาร วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อกระจายรายได้ลงสู่พื้นที่อย่างทั่วถึง โดยภายในงานได้รวบรวมชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีจาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ มาไว้ในที่เดียว จำนวน 100 บูธ นำเสนอโปรแกรมการท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์เด่น OTOP ชวนชิม จำนวน 30 บูธ กิจกรรม Workshop ภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่องทางจำหน่ายออนไลน์ และการจับคู่ธุรกิจเพื่อขยายโอกาสทางการตลาด

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้กล่าวในพิธีเปิดว่า การจัดงานดังกล่าวเป็นการแปลงนโยบายของรัฐบาลสู่การขับเคลื่อนในระดับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำ “เสน่ห์ของชุมชนไทย” ทั้งวิถีชีวิต ภูมิปัญญา วัฒนธรรม อาหารถิ่น และผลิตภัณฑ์ OTOP มานำเสนอให้ประชาชนได้รู้จักและเกิดการเดินทางไปสัมผัสด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนการรับรู้เป็นการเดินทาง เปลี่ยนการเดินทางเป็นรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/421238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dFWn7k9tzYdPuLI2TNkI0

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 17 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 17 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    สรุปประเด็นข่าวร้อนแรง 17 ก.ย. 69 จับตา “อนุทิน-ทรัมป์” ดีลภาษี Fed ฝนหนัก-พลังงานโลก

    วันที่ 17 กันยายน 2569 มีหลายประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ทั้งความเคลื่อนไหวทางการเมืองไทย ทิศทางเศรษฐกิจ ตลาดการเงินโลก สถานการณ์พลังงาน รวมถึงสภาพอากาศและกระแสบนโลกออนไลน์

    1. การเมืองไทย จับตา “อนุทิน” ต่อสายตรง “ทรัมป์” ปิดดีลภาษี ART

    ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การหารือทางโทรศัพท์ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อหารือการเจรจาการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART)

    ประเด็นสำคัญคือการสรุปกรอบข้อตกลงและอัตราภาษีขั้นสุดท้าย ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมระดับสูงที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ในสัปดาห์หน้า

    2. เศรษฐกิจ จับตาผลประชุม Fed และ Dot Plot

    ตลาดการเงินทั่วโลกเฝ้ารอผลการประชุมของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมถึงประมาณการแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย หรือ Dot Plot

    สัญญาณจาก Fed เป็นปัจจัยที่ตลาดให้ความสำคัญ เพราะอาจมีผลต่อทิศทางเงินดอลลาร์ ค่าเงินบาท ตลาดหุ้น ราคาทองคำ และกระแสเงินทุนในตลาดโลก

    3. คลังเร่งดัน “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” เข้า ครม.

    กระทรวงการคลังเร่งพิจารณารายละเอียดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ก่อนมาตรการเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569

    มาตรการดังกล่าวถูกจับตาในฐานะหนึ่งในแนวทางช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

    4. Gastech 2026 โค้งสุดท้าย จับตาทิศทางพลังงานโลก

    กรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ซึ่งเข้าสู่วันสุดท้ายของการประชุม โดยมีผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมพลังงานจากหลายประเทศเข้าร่วม

    ประเด็นสำคัญครอบคลุม ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไฮโดรเจน และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานโลก

    5. UNGA 81 จับตาเวทีโลก ท่ามกลางความผันผวนของน้ำมัน

    อีกหนึ่งวาระสำคัญคือการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA 81 ณ นครนิวยอร์ก

    การประชุมเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดพลังงานจับตา เนื่องจากอาจส่งผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก

    6. เตือนฝนตกหนัก 17–20 ก.ย. เช็กสภาพอากาศก่อนเดินทาง

    ด้านสภาพอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนประชาชนเตรียมรับมือ ฝนตกหนักถึงหนักมากในช่วงวันที่ 17–20 กันยายน 2569

    หลายพื้นที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากฝนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชาชนควรติดตามประกาศสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด และวางแผนการเดินทางให้เหมาะสม

    7. Fortnite x Kingdom Hearts กระแสเกมเมอร์จับตาคอลแลบใหม่

    ฝั่งโลกออนไลน์และไลฟ์สไตล์ วงการเกมกลับมาคึกคักจากการอัปเดตความร่วมมือระหว่าง Fortnite และ Kingdom Hearts

    การคอลแลบดังกล่าวได้รับความสนใจจากชุมชนเกมและผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะกลุ่มแฟนเกมที่ติดตามคอนเทนต์และอัปเดตใหม่ของ Fortnite

    8. 17 กันยายน วันความปลอดภัยผู้ป่วยโลก

    วันที่ 17 กันยายนของทุกปีตรงกับ วันความปลอดภัยผู้ป่วยโลก (World Patient Safety Day) ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ใช้เป็นวาระสำคัญในการสร้างความตระหนักเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วย

    สำหรับปี 2026 ประเด็นสำคัญมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) พร้อมกิจกรรมรณรงค์และการเปิดไฟสีส้มตามสถานที่สำคัญในหลายพื้นที่ทั่วโลก

    มีหลายเรื่องที่เชื่อมโยงทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สถานการณ์โลก และชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเจรจา ART ไทย-สหรัฐฯ ผลประชุม Fed และ Dot Plot มาตรการ ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 เวทีพลังงาน Gastech 2026 การประชุม UNGA 81 ไปจนถึงคำเตือนฝนตกหนัก กระแส Fortnite x Kingdom Hearts และวันความปลอดภัยผู้ป่วยโลก ทั้งหมดเป็นประเด็นสำคัญที่ควรติดตามความเคลื่อนไหวตลอดวันที่ 17 กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/322019&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RvHUg_TxAlL–o2j5UOQA

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 17 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 17 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    จับตา 3 บิ๊กอีเวนต์เศรษฐกิจ 17 ก.ย. 69 รับมือผลประชุมเฟด-ลุ้น “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2”

    เปิด 3 ประเด็นเศรษฐกิจสำคัญประจำวันที่ 17 กันยายน 2569 ที่ต้องจับตา ทั้งผลประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก ความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” และสถานการณ์ราคาน้ำมัน-ทองคำ ท่ามกลางความผันผวนทั้งในและต่างประเทศ

    1. ลุ้นผลประชุมเฟด จับตาสัญญาณดอกเบี้ยโลก

    ประเด็นสำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกเฝ้าติดตาม คือ ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) โดยนอกจากการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยแล้ว นักลงทุนยังจับตา Dot Plot ซึ่งเป็นประมาณการแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงถ้อยแถลงของประธานเฟดอย่างใกล้ชิด

    ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปประเมินทิศทาง เงินเฟ้อและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปี 2569 ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดโลก รวมถึงทิศทางค่าเงินบาท ราคาทองคำ และกระแสเงินทุนต่างชาติที่เคลื่อนย้ายเข้าสู่และออกจากตลาดการเงินไทย

    ดังนั้น หลังผลประชุมเฟดออกมา ตลาดไทยจึงต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในสินทรัพย์สำคัญ โดยเฉพาะเงินบาท หุ้น และทองคำ

    2. จับตา “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” เดินหน้าต่ออายุโครงการ

    ด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตามคือการประชุมของ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อพิจารณาความคืบหน้าและแนวทางต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2”

    โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยมีการเตรียมเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้การดำเนินมาตรการมีความต่อเนื่อง ก่อนที่โครงการในเฟสแรกจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2569

    หากเดินหน้าต่อในเฟส 2 มาตรการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ภาครัฐใช้ในการประคองกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในระดับฐานราก

    3. ราคาน้ำมัน-ทองคำผันผวน ตลาดพลังงานยังต้องจับตา

    ขณะที่ ตลาดพลังงานและตลาดโภคภัณฑ์ ยังคงมีความผันผวน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ได้รับแรงกดดันจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ระหว่างประเทศ

    ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ การขนส่ง และต้นทุนการผลิต ซึ่งอาจเชื่อมโยงไปถึงราคาสินค้าและภาระค่าครองชีพของประชาชน

    ส่วน ราคาทองคำ ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหลังผลประชุมเฟด เนื่องจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ตลาดใช้ประกอบการประเมินแนวโน้มราคาทองคำ

    วันที่ 17 กันยายน 2569 จึงเป็นอีกวันที่มีหลายปัจจัยเศรษฐกิจให้ต้องติดตามพร้อมกัน ตั้งแต่ทิศทาง ดอกเบี้ยเฟด ค่าเงินบาท ราคาทองคำ และราคาน้ำมัน ไปจนถึงความคืบหน้าของมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2”

    ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของตลาดการเงินและต้นทุนพลังงาน ขณะที่ประชาชนควรติดตามมาตรการด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อการใช้จ่ายและเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Zu-yL2AnF4Jpq_7gXpZBH