Category: เศรษฐกิจ

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 6 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 6 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/165548&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26crwPO3ioAUx9Wqq-0Tsy

  • ‘สรรเพชญ’ ปั้นโครงการ Mixed-use – สถานีขนส่งตู้สินค้า สร้างค่าเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ‘สรรเพชญ’ ปั้นโครงการ Mixed-use – สถานีขนส่งตู้สินค้า สร้างค่าเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามแนวทางการจัดประโยชน์พื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย นายแวรุสลัน มะสาและ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม โดยมีผู้บริหาร รฟท. และบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุป ก่อนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม 3 พื้นที่สำคัญ ได้แก่ ย่านสถานีกาญจนบุรี สถานีวังเย็น และป้ายหยุดรถไฟสะพานแควใหญ่ เพื่อรับฟังข้อมูลศักยภาพพื้นที่ และข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    นายสรรเพชญ กล่าวว่า ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สินของ รฟท. ซึ่งมีศักยภาพสูงและตั้งอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญทั่วประเทศ โดยมี SRTA เป็นผู้พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์บริหารทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ และสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการของ รฟท. สร้างรายได้ที่มั่นคง ลดภาระทางการเงินของภาครัฐ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อรับทราบศักยภาพของแต่ละพื้นที่ สภาพข้อเท็จจริง และกำหนดทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับศักยภาพของจังหวัดกาญจนบุรีและนโยบายรัฐบาล

    นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่บริเวณย่านสถานีกาญจนบุรี ถือเป็นพื้นที่ศักยภาพสูงใจกลางเมือง มีที่ดินของ รฟท. กว่า 126 ไร่ ปัจจุบันพื้นที่อยู่ในแผนการพัฒนาโครงการของ SRTA ปี 2570 แล้ว โดยแบ่งเนื้อที่ดินออกเป็น 3 แปลง ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการขอเช่าพื้นที่กับ รฟท. ทั้งนี้ มีแนวทางการพัฒนาโครงการในอนาคต อาทิ ตลาดกลางค้าปลีก – ค้าส่ง อาคารที่อยู่อาศัยให้เช่า และสวนสาธารณะ ซึ่งพื้นที่โดยรอบโครงการสามารถเชื่อมต่อไปยังชุมชนเมือง แหล่งการค้า ศูนย์ราชการ สถานศึกษา สถานีขนส่ง แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวติศาสตร์ของจังหวัด รวมถึงพื้นที่ตั้งอยู่ในเขตที่รองรับการขยายตัวเมือง สามารถพัฒนาต่อยอดได้หลากหลาย ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแค่กลุ่มผู้โดยสารรถไฟเพียงอย่างเดียว จึงได้เน้นย้ำหน่วยงานให้บูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพย์สินของรัฐเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนและชุมชนในพื้นที่

    จากนั้น รมช.คมนาคม ได้ลงพื้นที่บริเวณย่านสถานีวังเย็น ตำบลวังเย็น อำเภอเมืองกาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสถานีขนส่งตู้สินค้าทางรางระหว่างประเทศ สามารถรองรับการขนส่งสินค้าระบบตู้สินค้า (Container) และสามารถเชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) เพื่อสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะเส้นทางเมียนมา – มาเลเซีย ผ่านประเทศไทย นับเป็นจุดเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟ เป็นศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าของพื้นที่ภาคกลาง โดย รฟท. มีนโยบายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาและบริหารจัดการลานกองเก็บตู้สินค้า Container Yard (CY) ซึ่งปัจจุบัน รฟท. ได้มีการร่วมมือกับภาคเอกชนในการปรับปรุงพื้นที่ เพื่อพัฒนาให้เกิดเป็นโครงการ Inland Container Depot (ICD) ในอนาคต อีกทั้งได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังข้อมูลภาพรวมโครงการ บริเวณป้ายหยุดรถสะพานแควใหญ่ ณ ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี ซึ่งเป็นเขตทางรถไฟเลียบแม่น้ำสะพานข้ามแม่น้ำแคว มีศักยภาพเชิงการท่องเที่ยว สามารถสร้างรายได้ในระยะยาว

    “รฟท. และ SRTA ต้องเร่งผลักดันการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟตามแนวคิด TOD โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาพื้นที่ว่างและทรัพย์สินที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อีกทั้งต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาลผ่านแนวคิด Mixed-use Development สามารถการเชื่อมโยงระบบขนส่งอย่างไร้รอยต่อ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และระบบโลจิสติกส์ของจังหวัดกาญจนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งต้องสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้น” นายสรรเพชญ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6084119/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0U478z0y-ag0RUb0PNQ43v

  • วิกฤตเศรษฐกิจในฟินแลนด์เกิดขึ้นจากอะไร  | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    วิกฤตเศรษฐกิจในฟินแลนด์เกิดขึ้นจากอะไร  | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    วิกฤตเศรษฐกิจในฟินแลนด์เกิดขึ้นจากอะไร 

    วิกฤตเศรษฐกิจในฟินแลนด์เกิดขึ้นจากอะไร 

    ท่ามกลางหลากหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งจากความขัดแย้งในสงคราม ผลพวงจากโรคระบาด การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หลายประเทศต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปี ค.ศ. 2026 นี้ ฟินแลนด์นับเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งอยู่ในช่วงกลางของเวลาที่เศรษฐกิจมีโอกาสที่จะเติบโต และอยู่ในช่วงที่ต้องรับมือกับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจเส้นทางวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในฟินแลนด์ ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในฟินแลนด์ เป็นผลมาจากปัจจัยหลากหลาย ปัจจัยแรกที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น คือการล่มสลายลงของบริษัท Nokia ก่อนการมาถึงของ Apple บริษัท Nokia เคยประสบความสำเร็จและมีส่วนรับผิดชอบงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศมากถึงร้อยละ 40 ภายหลังปี ค.ศ. 2008 เมื่อ Nokia ถูกแทนที่ด้วย Apple เศรษฐกิจของประเทศจึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก

    ในช่วงเวลาวิกฤตที่ Nokia เริ่มประสบปัญหา ฟินแลนด์ก็เริ่มประสบปัญหาเรื่องแรงงาน เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกลายเป็นผู้สูงอายุ ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 เป็นต้นมา ผลคะแนนทดสอบ PISA ของนักเรียนยังลดลงอย่างต่อเนื่อง ฟินแลนด์จึงเริ่มขาดแรงงานคุณภาพ ประสบปัญหาในการดึงดูดเงินลงทุน โดยเงินทุนส่วนใหญ่มักไหลเวียนในภาคอสังหาริมทรัพย์ แทนที่จะเป็นการลงทุนในการผลิตซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาวได้มากกว่า

    สงครามในยูเครนที่เกิดขึ้นยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของฟินแลนด์ มาตรการคว่ำบาตรตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย ซึ่งนับเป็นคู่ค้าอันดับต้น ๆ ของฟินแลนด์ ทำให้ประเทศได้รับผลกระทบทั้งในด้านการค้าและวิกฤตพลังงาน หลังจากธนาคารกลางยุโรปขึ้นอัตราดอกเบี้ย ราคาบ้านในฟินแลนด์ก็ลดลงเกือบร้อยละ 20 จากที่เคยพุ่งถึงจุดสูงสุดในปี ค.ศ. 2022 ในปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจของฟินแลนด์นับได้ว่าอยู่ในสภาวะที่หยุดนิ่งชะงักงันมานานกว่า 6 ปี อัตราการว่างงานพุ่งสูงเกินกว่าร้อยละ 11 นับเป็นระดับที่สูงที่สุดในกลุ่มสหภาพยุโรป

    แม้เศรษฐกิจของฟินแลนด์จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลากหลายตลอดมา แต่ในขณะเดียวกัน ในปี ค.ศ. 2026 นี้ เศรษฐกิจของฟินแลนด์เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว ธนาคารแห่งประเทศฟินแลนด์คาดการณ์ว่า ในปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโตที่ร้อยละ 0.7 หลังจากที่ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 3 ตลอดช่วงระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของฟินแลนด์มีทิศทางจะเติบโตไปในทางที่ดีขึ้น เห็นได้จากช่วงสามเดือนแรกของปี ค.ศ. 2026 ที่จีดีพีของประเทศเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 0.9 นับเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021 เป็นต้นมา โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของฟินแลนด์ฟื้นตัวขึ้น ได้แก่แรงหนุนจากการส่งออก การลงทุน และการบริโภคภาคเอกชนที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากซบเซามาเนิ่นนาน

    สัญญาณของการฟื้นตัวนับเป็นจุดเริ่มต้นอันดีที่ฟินแลนด์จะพลิกฟื้นวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้ง ในอนาคต ฟินแลนด์อาจสามารถพลิกกลับมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ จากความได้เปรียบทางด้านพลังงานไฟฟ้าที่สะอาดและมีราคาถูก ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ จากนี้ไป เราคงได้แต่คอยจับตาดูการพัฒนาของเศรษฐกิจฟินแลนด์ ท่ามกลางข้อได้เปรียบ และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงไม่คลี่คลาย

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] TLDR News EU. (May 25, 2026). What’s Gone Wrong with Finland’s Economy?. https://www.youtube.com/watch?v=13HR4yGRWOU 

    [2] Roundtable. (June 8, 2026). Why is Finland’s economy stuck in a rut?. https://www.youtube.com/watch?v=S_o3y7CzDUY

    [3] Bank of Finland Snellmaninaukio. (June 12, 2026). Finland’s economy at a turning point. https://www.suomenpankki.fi/en/news-and-topical/press-releases-and-news/releases/2026/finlands-economy-at-a-turning-point/

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/attitude/eco-finland/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Dag1ArTNSQ-fRNmhaYw8B

  • กลุ่มทีเอสเอ็ม ชูเกษตรนวัตกรรม – เศรษฐกิจชีวภาพ ชงรัฐปั้นเกษตรไทย | เดลินิวส์

    กลุ่มทีเอสเอ็ม ชูเกษตรนวัตกรรม – เศรษฐกิจชีวภาพ ชงรัฐปั้นเกษตรไทย | เดลินิวส์

    กลุ่มทีเอสเอ็ม  เสนอให้ภาครัฐเร่งบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านกฎหมาย นโยบาย มาตรฐาน การลงทุน และการเปิดตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ อย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการยกระดับภาคเกษตรด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจชีวภาพและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับโลก

    นายเจษฎา ว่องวัฒนะสิน ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน กลุ่มทีเอสเอ็ม ระบุว่า การผลักดันประเทศไทยสู่อุตสาหกรรมชีวภาพไม่ควรเริ่มที่ปลายทาง แต่ต้องเริ่มจากการยกระดับภาคเกษตรและวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำ เพราะตราบใดที่เกษตรกรยังเผชิญกับต้นทุนการผลิตสูง การบริหารจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ ขาดองค์ความรู้ และเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี การนำผลผลิตทางการเกษตรไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงย่อมเกิดขึ้นได้ยาก หัวใจสำคัญคือการทำให้เกษตรกรสามารถผลิตอ้อยที่มีคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีต้นทุนที่เหมาะสม เพราะอ้อยคุณภาพ คือ วัตถุดิบตั้งต้นของอุตสาหกรรมชีวภาพ หากต้นน้ำแข็งแรง

    การสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมต่อเนื่องก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม การนำระบบบริหารจัดการน้ำ เทคโนโลยีชีวภาพ และระบบจัดเก็บข้อมูลแปลงเพาะปลูกมาใช้ จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มเทคโนโลยีให้ภาคเกษตร แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับคุณภาพอ้อย และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร ซึ่งถือเป็นฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวเป็นหนึ่งในประเด็นที่ TSM Group ร่วมแลกเปลี่ยนบนเวที Global Innovation Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ Frontier Innovation: Innovation Industrial Linkage towards Innovation Nation จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในการเสวนา Thailand Innovation Industrial Linkage from Research to Market Commercialization เพื่อสะท้อนมุมมองภาคเอกชนต่อการเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

    ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากฐานวัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะ “อ้อย” ซึ่งไม่ได้มีศักยภาพเพียงการผลิตน้ำตาล แต่สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงได้หลากหลาย หากภาคการเกษตร งานวิจัย เทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรม และนโยบายภาครัฐสามารถเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรที่มีอยู่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ปัจจุบัน TSM Group พัฒนานวัตกรรมชีวภาพ ขับเคลื่อนอนาคต Bio-based Innovation Driving the Future ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจากการส่งเสริมการปลูกอ้อยอย่างยั่งยืนและนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ก่อนนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มภายใต้แนวคิด Circular Economy และ Zero Waste เพื่อใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของอ้อยให้เกิดมูลค่าสูงสุด จากอ้อยหนึ่งต้น TSM Group ต่อยอดตั้งแต่การผลิตน้ำตาลและเอทานอล ไปสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น น้ำตาลเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์จากเซลลูโลส บรรจุภัณฑ์จากชานอ้อย และวัสดุทดแทนพลาสติก

    รวมถึงการศึกษาพัฒนาทรายแมวจากชานอ้อยที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เพื่อรองรับตลาดผลิตภัณฑ์รักษ์โลกที่มีแนวโน้มเติบโต อีกหนึ่งการต่อยอดสำคัญ คือ Sustainable Bio-CO₂ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ชีวภาพจากกระบวนการหมักเอทานอล ซึ่งนำเทคโนโลยี Carbon Capture มาใช้ดักจับและทำให้ก๊าซมีความบริสุทธิ์สูง ก่อนอัดเป็นของเหลวสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม การแพทย์ และภาคการเกษตร เปลี่ยนก๊าซที่เกิดจากกระบวนการผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกัน TSM Group ยังศึกษาการต่อยอดเอทานอลสู่เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) และการพัฒนาวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ เพื่อรองรับทิศทางอุตสาหกรรมโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6083792/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_ZqA8rJMDwkyZl8kGomkx

  • กกร.ปรับเป้าส่งออกโต 8-10%  หนุนจีดีพีไทยขยายตัว 1.6-2%

    กกร.ปรับเป้าส่งออกโต 8-10% หนุนจีดีพีไทยขยายตัว 1.6-2%

    วันนี้ (5 ส.ค.2569) นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า เศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เผชิญความไม่แน่นอนสูง ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และเทรนด์เทคโนโลยี AI ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในแบบ K-shape สะท้อนจากมุมมองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในการปรับประมาณการจีดีพีปี 2569

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

    นายผยง กล่าวต่อว่า โดยกลุ่มประเทศซึ่งมีการนำเข้าพลังงานในระดับสูงมีแนวโน้มชะลอตัว ส่วนกลุ่มประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสดิจิทัลขยายตัวได้ดีขึ้น ซึ่งประกอบด้วยชาติเอเชียรวมทั้งไทย ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อซึ่งสูงขึ้น หลังเหตุการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ทำให้ตลาดคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าจากการบริหารค่าเงินเยนด้วยสกุลเงินยูโร โดยธนาคารกลางพันธมิตร ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ในการดำเนินนโยบายการเงิน

    ทั้งนี้ ที่ประชุม กกร. ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยทั้งปีให้ขยายตัวที่ 1.6%-2.0% ด้านเงินเฟ้อเป็น 2.5-3.0% และการส่งออกเป็นขยายตัว 8%-10% จากเดิม -0.5ถึง -1.5% สำหรับเศรษฐกิจไทย เผชิญความท้าทายจากการปรับตัวและ capture โอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มตามกระแสดิจิทัลของโลก แม้การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มเติบโตดี โดยมูลค่าการส่งออกไทยครึ่งปีแรกขยายตัวสูง 17.6% จากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีเติบโตถึง 45.9% ตามเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์โลก

    อีกทั้งภาคการผลิตใน K ขาบนที่เติบโตสูง แต่ยังไม่สามารถส่งผ่านมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งต้องเร่งยกระดับ local content อันจะช่วยตอบโจทย์ RVC รวมถึงการส่งเสริมการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่งเสริมให้เกิดการสร้าง supply chain ในประเทศ และการวางแผนการสร้างงานที่มีคุณภาพในอนาคต เพื่อให้ได้รับอานิสงส์จากคลื่นการลงทุนจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มไหลเข้าสู่ไทย รวมถึงแยกแยะกลุ่ม K ขาลงให้ชัดเจนในรายอุตสาหกรรม เพื่อให้การช่วยเหลือและสนับสนุนได้อย่างตรงจุด

    กกร.สนับสนุนให้เกิดการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลที่อัปเดต ครอบคลุม และมีกลไกตรวจสอบความถูกต้องอย่างแม่นยำ เพื่อนำไปสู่การออกแบบมาตรการที่เหมาะสม ตรงจุด วัดผลได้ และช่วยให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด

    นอกจากนี้ กกร.สนับสนุนการบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (Connect the dots) มีฐานข้อมูลที่อัปเดต เชื่อถือได้ และครอบคลุม ก้าวไปสู่การเป็น Open government ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการแบ่งประเภทความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบล่าสุด ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลตรงกับความจำเป็น

    ทั้งนี้ กกร. พร้อมร่วมผลักดันการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของ กรอ. ประกอบด้วย (1) Investment & Industry Transformation Hub (2) AI & Digital Hub (3) Green Economy (4) Financial Hub (5) Medical Hub ซึ่งเป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย

    โดยนักวิเคราะห์ประเมินแนวโน้ม FDI ระยะข้างหน้าที่เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2578 ซึ่งไทยเป็นประเทศเป้าหมายของการลงทุนไม่แพ้เพื่อนบ้าน สอดคล้องกับการขอรับการลงทุนผ่าน BOI ครึ่งปีแรกที่ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีที่ก่อน ทิศทางดังกล่าวถือเป็นปัจจัยหนุนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อเร่งรัดการเติบโตสู่ประเทศรายได้สูงในอนาคต

    อ่านข่าว:

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    ตลาดหลักเร่งซื้อข้าวไทย ดันส่งออกครึ่งปีหลัง คาดแตะเป้า 7 ล้านตัน

    ส่งออกไทยทำสถิติใหม่โต 20.8% พาณิชย์เตือนครึ่งปีหลังส่งออกเริ่มชะลอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509070&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vmF83iFAcuvFJAZjwEEL7

  • ‘วิกฤตความเชื่อมั่น’ สะเทือนเศรษฐกิจอินโดฯ เป้าการค้า 2.3 หมื่นล้าน ไทยจะไปถึงหรือไม่?

    ‘วิกฤตความเชื่อมั่น’ สะเทือนเศรษฐกิจอินโดฯ เป้าการค้า 2.3 หมื่นล้าน ไทยจะไปถึงหรือไม่?

    GDP ยังโต…แต่ความเชื่อมั่นกำลังถดถอย อินโดนีเซียกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญ

    ทั้งเงินทุนไหลออก ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่า และความกังวลต่อวินัยการคลัง ท่ามกลางเป้าหมายที่ไทยต้องการ ผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่ 23,000 ล้านดอลลาร์

    คำถามคือ ความเสี่ยงเหล่านี้จะกระทบโอกาสของไทยหรือไม่?

    การเดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายสำคัญด้านเศรษฐกิจไทยเชื่อมภูมิภาค

    ภาพธงชาติไทยและธงชาติอินโดนีเซียโบกสะบัดคู่กัน 1

    โดยเฉพาะเป้าหมายการผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างไทยและอินโดนีเซียให้แตะ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 จากระดับปัจจุบันที่ 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านความเป็นหุ้นส่วนสำคัญ

    ทั้งมิติการลงทุน การท่องเที่ยว การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาล

    เศรษฐกิจอินโดนีเซียกำลังอยู่ในช่วง ‘เปลี่ยนผ่าน’

    อย่างไรก็ตาม ความตกลงดังกล่าว เกิดขึ้นขณะที่เศรษฐกิจอินโดนีเซียกำลังอยู่ในช่วง ‘เปลี่ยนผ่าน’ จากการฟื้นตัวอย่างร้อนแรงในช่วงต้นปี ไปสู่ภาวะที่แรงส่งเริ่มอ่อนแรงลง

    ภาพของประเทศดาวรุ่งแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังนักลงทุนต่างชาติเร่งเทขายสินทรัพย์อินโดนีเซีย จนเกิดภาวะ ‘Triple Sell-Off’ หรือการเทขายพร้อมกัน ทั้งตลาดหุ้น พันธบัตร และค่าเงิน

    ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลดลงกว่า 36% จากจุดสูงสุด

    ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    บวกกับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูง โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมจนเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นส่งผลให้ความน่าเชื่อถือทางการคลังที่ถูกปรับลดลง

    สัญญาณชะลอตัวทางเศรษฐกิจเหล่านี้ อยู่ในระดับที่น่ากังวลหรือไม่ และจะกระทบต่อโอกาสของไทยมากน้อยเพียงใด จึงเป็นคำถามที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง


    จากพี่ใหญ่อาเซียน ‘อินโดนีเซีย’ แรงส่งเริ่มอ่อน

    อินโดนีเซียถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในอาเซียน และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดเป็นอันดับที่ 16 ของโลกที่ 1.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    ด้วยจำนวนประชากรกว่า 284 ล้านคน แรงงานหนุ่มสาวที่สูง แม้รายได้ต่อหัวจะยังต่ำกว่าไทย แต่ด้วยขนาดของตลาดภายในประเทศ อินโดนีเซียยังเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเนื่องจากมีทรัพยากรแร่สำคัญ

    แม้โดยอินโดนีเซียมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2026 ที่ 5.61% YoY จากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงมีความยืดหยุ่น และเศรษฐกิจที่เร่งตัวต่อเนื่องตลอดช่วงครึ่งหลังของปี 2025 อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าวมีแนวโน้มอ่อนแรงลงเมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2/2026 โดย GDP ไตรมาส 2/2026 ของอินโดนีเซียหดตัวเหลืออยู่ที่ 5.30% YoY

    โดย Lavanya Venkateswaran นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคอาเซียนของ ธนาคาร OCBC มองว่า การบริโภคภาคเอกชนเริ่มชะลอลงจากผลของ Post-festival Effect หรือการใช้จ่ายที่อ่อนตัวลงหลังผ่านช่วงเทศกาล ขณะที่มาตรการกระตุ้นทางการคลังยังไม่สามารถชดเชยแรงส่งที่หายไปได้ทั้งหมด

    ทั้งนี้ การบริโภคครัวเรือนมีสัดส่วน 54.38% ของมูลค่า GDP ทั้งประเทศ ถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย และเมื่อรวมกับมาตรการกระตุ้นภาครัฐ สัดส่วนดังกล่าวจะสูงถึง 61% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียพึ่งพาการบริโภคและการกระตุ้นค่อนข้างมาก

    ด้านสถาบันวิจัยเศรษฐกิจและสังคม แห่งคณะเศรษฐศาสตร์และธุรกิจของมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย คาดว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะเติบโตอยู่ที่ 5% ในปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 5.4% ของรัฐบาล ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียคาดการณ์ว่า GDP อยู่ที่ 4.9% ถึง 5.7%.

    แรงส่งแผ่ว ไม่น่าห่วงเท่า ‘วิกฤตความเชื่อมั่น’

    วิจัยกรุงศรี ฉายภาพถึงความท้าทายใหม่ของรัฐบาลอินโดนีเซีย หลังดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นแนวทางประชานิยม การแทรกแซงเศรษฐกิจโดยภาครัฐ และชาตินิยมด้านทรัพยากร จนก่อให้เกิดความกังวลในคุณภาพธรรมาภิบาล วินัยทางการคลัง และความน่าเชื่อถือของนโยบาย

    มากไปกว่านั้น ความเชื่อมั่นของรัฐบาลเริ่มสั่นคลอนมากขึ้น และอาจนำไปสู่สิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘วิกฤตความเชื่อมั่น’ หลังรัฐบาลอินโดนีเซียตัดสินใจตรึงราคาพลังงานภายในประเทศ อันเป็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) เริ่มทบทวนมุมมองต่ออินโดนีเซียมากขึ้น ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Moody’s ได้ทำการปรับแนวโน้ม (Outlook) อันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอินโดนีเซีย (Baa2) ลงจากมีเสถียรภาพ (Stable) เป็นเชิงลบ (Negative) ตามด้วย Fitch ที่ปรับลดแนวโน้มในลักษณะเดียวกันในเดือนมีนาคม

    บริษัทจัดทำดัชนีหลักทรัพย์และการลงทุนชั้นนำระดับโลกอย่าง MSCI (Morgan Stanley Capital International) ถอดบริษัทขนาดใหญ่ของอินโดนีเซีย 6 แห่งออกจากดัชนีฯ สะท้อนความกังวลด้านธรรมาภิบาลในภาคการเงิน

    แรงกดดันด้านความเชื่อมั่นยิ่งเพิ่มขึ้นอีก เมื่อรัฐบาลอินโดนีเซียเดินหน้านโยบายชาตินิยมด้านทรัพยากรอย่างโจ่งแจ้ง ผ่านการจัดตั้งบริษัท PT Danantara Sumberdaya Indonesia (DSI) ในเดือนพฤาภาคม เพื่อเป็นตัวกลางเพียงรายเดียวในการส่งออก สินค้าโภคภัณฑ์สำคัญของประเทศ เช่น น้ำมันปาล์มดิบ และถ่านหิน ซึ่งสะท้อน

    โดยนักลงทุนมองว่า นโยบายดังกล่าวมีแนวโน้มบิดเบือนกลไกตลาด เป็นเหตุให้ทาง MSCI ส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาปรับสถานะอินโดนีเซียจากกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market: EM) ลงสู่กลุ่มตลาดชายขอบ (Frontier Market) อีกด้วย

    ทั้งนี้ หากต้นตอของปัญหาเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข วิจัยกรุงศรีมองว่า ปัญหาความเชื่อมั่นอาจส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงผ่านหลายช่องทาง ดังนี้

    • ประการแรก ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐที่สูงขึ้นจะส่งผลให้พื้นที่การคลังลดลง จนภาครัฐจำเป็นต้องชะลอหรือลดขนาดโครงการลงทุนที่สำคัญ
    • ประการที่สอง หากปัญหาความเชื่อมั่นทำให้ FDI ชะลอลงต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคเอกชนและการสร้างงานในประเทศได้
    • ประการที่สาม ภาวะการเงินที่ตึงตัวและอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นอาจชะลอการขยายตัวของสินเชื่อ และกดดันทั้งการลงทุนของภาคธุรกิจและการบริโภคของครัวเรือน

    จากผู้ส่งออกวัตถุดิบ สู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มของอาเซียน

    แม้เศรษฐกิจระยะสั้นจะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมองว่า อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพเติบโตระยะกลางสูงที่สุดในอาเซียน

    จากการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากประเทศผู้ส่งออกวัตถุดิบ ไปสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค

    แกนสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าวคือ Downstreaming หรือการต่อยอดการแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มก่อนส่งออก แทนการขายวัตถุดิบ

    โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมนิกเกิล ทองแดง เหล็ก รวมถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และแบตเตอรี่ ซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ภาคการผลิตมากขึ้น

    ข้อมูลจากกระทรวงการลงทุนอินโดนีเซีย (BKPM) ระบุว่า การลงทุนรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศในไตรมาสแรกปี 2569 เพิ่มขึ้น 7.2% จากปีก่อน

    ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรม Downstream คิดเป็นราวหนึ่งในสามของการลงทุนทั้งหมด และกว่า 67% เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สะท้อนว่า นักลงทุนยังเชื่อมั่นต่อศักยภาพของอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มของอินโดนีเซีย

    นอกเหนือจากภาคการผลิต อินโดนีเซียยังเร่งวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการลงทุนใน Data Center และ Cloud Infrastructure โดยมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

    ไม่ว่าจะเป็น Microsoft และ Digital Edge เข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากข้อได้เปรียบด้านขนาดตลาด ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนมาก และความต้องการบริการดิจิทัลที่เติบโตเร็ว ทำให้อินโดนีเซีย กำลังก้าวสู่การเป็น Digital Economy Hub ของอาเซียน

    ภาพธงชาติไทยและธงชาติอินโดนีเซียโบกสะบัดคู่กัน 2

    ไทย-อินโดฯ คู่ค้าอันดับ 12

    ครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) ไทยมีการค้าขายกับอินโดนีเซีย มากสุดเป็นอันดับที่ 11 จากประเทศคู่ค้าของไทยทั้งหมด 247 ประเทศ

    • มูลค่าการค้าที่ 11,042.87 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.31% YoY
    • ส่งออก 5,189.29 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.96% YoY
    • นำเข้า 5,853.58 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.73% YoY
    • ดุลการค้า -664.29 ล้านดอลลาร์ลดลง 0.03% YoY

    สินค้าไทยส่งออกไปอินโดนีเซีย 5 อันดับแรก ได้แก่

    • รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 628.89 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 12.12%
    • เม็ดพลาสติก มูลค่า 438.01 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 8.44%
    • อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่า 422.94 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 8.15%
    • น้ำตาลทราย มูลค่า 380.09 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 7.32%
    • เคมีภัณฑ์ มูลค่า 295.16 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 5.69%

    สินค้าไทยนำเข้าจากอินโดนีเซีย 5 อันดับแรก ได้แก่

    • สินค้าอื่นๆ มูลค่า 884.79 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 15.12%
    • สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะ และผลิตภัณฑ์ มูลค่า 628.03 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 10.73%
    • ถ่านหิน มูลค่า 589.77 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 10.08%
    • น้ำมันดิบ มูลค่า 510.05 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 8.71%
    • เคมีภัณฑ์ มูลค่า 302.99 ล้านดอลลาร์ สัดส่วน 5.18%

    จากรายการสินค้าระหว่างไทยและอินโดนีเซีย สะท้อนว่า อินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ของไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน เม็ดพลาสติก อัญมณี และเคมีภัณฑ์

    ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียยังเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญของภาคการผลิตไทยด้วย จากการนำเข้าวัตถุดิบและพลังงานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมันดิบ และสินแร่โลหะ

    เป้า 2.3 หมื่นล้าน ยังเป็นไปได้? หากอินโดฯ ฟื้นเชื่อมั่นสำเร็จ

    แม้เศรษฐกิจอินโดนีเซียยังเติบโตในระดับราว 5% และมีศักยภาพจากการเปลี่ยนผ่านสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม แต่ปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา ไม่ใช่อัตราการเติบโตเพียงอย่างเดียว หากเป็นความสามารถของรัฐบาลในการฟื้นความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจและธรรมาภิบาล

    วิจัยกรุงศรีมองว่า หากรัฐบาลสามารถคลี่คลายความกังวลด้านวินัยการคลัง ลดความไม่แน่นอนของนโยบาย และสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา ผลกระทบที่เกิดขึ้นในตลาดการเงินอาจไม่ลุกลามไปสู่เศรษฐกิจจริง แต่หากปัญหายืดเยื้อ แรงกดดันอาจส่งผ่านไปยังการลงทุน การจ้างงาน และการบริโภคในที่สุด

    ในภาพรวมแล้ว ความสำเร็จของเป้าหมายการค้าระหว่างสองประเทศที่ 23,000 ล้านดอลลาร์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงนามความร่วมมือเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่า อินโดนีเซียจะสามารถรักษาเสถียรภาพและฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้มากเพียงใดในช่วงหลายปีข้างหน้า

    ภาพ: Carsten Reisinger, Oselote / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/indonesia-confidence-crisis-thai-trade/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LiNFIBA_BoIFtP2Bt8Zqb

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนกรกฎาคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนกรกฎาคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

    ประจำเดือนกรกฎาคม 2569

    ***************************************

    1. ภาพรวมเศรษฐกิจ/ สถานการณ์สำคัญ

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ ณ เดือน เมษายน 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,977.754 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,465.914 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 103 โครงการ

    1.1 เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานล่าสุด (ข้อมูล เม.ย. 69) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเมียนมา (GDP) ปี 68 หดตัวร้อยละ 2.7 อัตราเงินเฟ้อ ปี 68 อยู่ที่ร้อยละ 31.00 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 68 อยู่ที่ระดับ 1,100 เหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งคาดการณ์ ปี 69 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศของ เมียนมา (GDP) ปี 69 คาดว่าขยายตัวร้อยละ 3 อัตราเงินเฟ้อ ปี 69 คาดว่าร้อยละ 19 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 69 คาดว่า 1,520 เหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจเมียนมา

    ตัวชี้วัดทาง

    เศรษฐกิจที่สำคัญ

    ปี

    2561

    ปี

    2562

    ปี

    2563

    ปี

    2564

    ปี

    2565

    ปี 2566

    ปี 2567

    ปี
     2568

    ปี 2569

    (คาดการณ์)

    GDP Growth (%)

    6.3

    6.6

    -9

    -11.99

    4.01

    0.99

    -1.1

    -2.7

    3

    GDP (billions of US$)

    66.7

    68.8

    81.26

    68.05

    61.77

    64.51

    64.28

    65.01

    83.83

    GDP per Capita (US$)

    1,270

    1,300

    1,530

    1,271

    1,146

    1,190

    1,179

    1,100

    1,520

    Inflation (%)

    7.3

    9.1

    2.2

    9.60

    28.00

    25.48

    26.50

    31.00

    19.00

    ที่มา: IMF https://www.imf.org/en/countries/mmr

    1.2 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

    เปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าตต่อสกุลเงินสำคัญ ก.ค. 68 และ ก.ค. 69

    ประเทศ/สหภาพ

    สกุลเงิน

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน ก.ค. 68

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน ก.ค. 69

    อัตราตลาดออนไลน์

    สิ้นเดือน ก.ค. 69

    อัตราตลาด

    สิ้นเดือน ก.ค. 69

    USA 

    USD

    2,100.00 MMK

    2,100.0 MMK

    3,658.00 MMK

    4,340.00 MMK

    Euro

    EUR

    2,417.94 MMK

     2,417.94 MMK

    4,211.82 MMK

    4,945.00 MMK

    Singapore 

    SGD

    1,627.02 MMK

    1,637.43 MMK

    2,852.24 MMK

    3,340.00 MMK

    Thailand

    THB

    62.43 MMK

    62.8MMK

    109.5MMK

    129.03 MMK

                        ข้อมูลจากธนาคารกลางเมียนมา https://forex.cbm.gov.mm/index.php/fxrate,Myanmar Market Price Application

    1.3 ภาวะการลงทุน

    1.3.1 มูลค่าการลงทุนตามรายประเทศนักลงทุนสำคัญ

    ภาพรวมด้านการลงทุนทางตรงของต่างประเทศในเมียนมา (FDI) ในเดือน เมษายน 2569 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเมียนมา (Myanmar Investment Commission : MIC) อนุมัติโครงการไปแล้ว คิดเป็นมูลค่า 472.627 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    ประเทศที่มีการลงทุนทางตรง FDI ในเมียนมา เดือนเมษายน 2569

    อันดับ

    ประเทศ

    มูลค่าการลงทุน 

    (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    เม.ย.69

    สัดส่วน (%)

    1

    สิงคโปร์

    155.004

    32.79 %

    2

    จีน

    201.129

    42.55%

    3

    ฮ่องกง

    54.891

    11.61 %

    4

    ไทย

    31.589

    6.68 %

    5

    เกาหลีใต้

    14.823

     3.14 %

    6

    ไต้หวัน

    2.295

     0.49 %

    7

    ญี่ปุ่น

    1.500

    0.32 %

    รวม

    472.627  

    100%

                                                    https://www.dica.gov.mm

    image.png

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสม จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    image.png

    https://www.dica.gov.mm

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสมจนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน เมษายน 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 96,388.942 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ไทย 4) ฮ่องกง และ 5) สหราชอาณาจักร ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 3 มูลค่า 11,716.148 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 12.45 โดยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว จำนวน 160 โครงการ

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่ จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    ­­image.png

                         https://www.dica.gov.mm 

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน เมษายน 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,977.754 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,465.914 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 103 โครงการ

    1.3.2 มูลค่าการลงทุนตามประเภทสาขาการลงทุนที่สำคัญ

         ในส่วนของอุตสาหกรรมที่ต่างชาติลงทุนในเมียนมาของปีงบประมาณ 2026 – 2027 ในเดือน เมษายน 2569 รายละเอียดดังตาราง 

    อุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมียนมา

    ปีงบประมาณ 2026-2027 (เม.ย. 69)

    อันดับ

    ประเภทธุรกิจ มูลค่า(ล้านเรียญสหรัฐ) เม.ย. 69 สัดส่วน

    1

    Manufacturing  

    245.249

    51.8%

    2

    Power  

    68.750

    14.55 %

    3

    Services  

    3.688

    0.78 %

    4

    Livestock&Fisheries

    2.500

    0.53 %

    5

    Agriculture  

    0.525

    0.11 %

    รวม

    472.627

    100%

      สาขาการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    image.png

                                   https://www.dica.gov.mm

    2. สถานการณ์การค้า (การนำเข้า-ส่งออก) ของเมียนมา 

    การค้าระหว่างประเทศเมียนมา (ข้อมูล GTA)

    1. เมียนมามีการค้ารวมประมาณ 4-5 หมื่นล้านเหรียญ

    2. เมียนมานำเข้าประมาณ 2.1-2.5 หมื่นล้านเหรียญ

    3. เมียนมาส่งออกประมาณ 2.1-2.3 หมื่นล้านเหรียญ

    อันดับของไทยกับการค้าเมียนมา

     1. ไทย เป็นคู่ค้า ลำดับ 2 ของเมียนมา (รองจากจีน)

     2. ไทย เป็นแหล่งนำเข้า ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 20% จีนประมาณ 50%

     3. ไทย เป็นตลาดส่งออก ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 15% จีนประมาณ 40%

    image.png

    image.png

    image.png

    สถิติการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ข้อมูล GTA: .. – พ.ค. 69)

    มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ม.. – พ.ค. 69)

                                                                                                                          หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    Export

    Import

    Trade Volume

    2026

    2025

    %

    2026

    2025

    %

    2026

    2025

    %

    Jan-May

    Jan-May

    change

    Jan-May

    Jan-May

    change

    Jan-May

    Jan-May

    change

    9,090

    8,412

    7 %

    10,155

    9,697

    5 %

    19,446

    18,306

    %

    GTA:GlobalTradeAtalas

    ในเดือนมกราคม  พฤษภาคม 2569 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศโดยรวมของเมียนมามีมูลค่า 19,446 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยในส่วนของการส่งออกมีมูลค่า 9,090 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 % การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของเมียนมามีมูลค่า 10,155 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 % ทั้งนี้          ในเดือน มกราคม  พฤษภาคม 2569 เมียนมาขาดดุลการค้าเป็นมูลค่า 1,065 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

    สินค้าที่เมียนมาส่งออก ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องแต่งกาย ก๊าซธรรมชาติ พืชพันธุ์ ผักต่างๆ  สินแร่ รองเท้า ยางพารา  ปลา สัตว์น้ำ ไม้ เมล็ดน้ำมัน อัญมณี เป็นต้น 

    สินค้าที่เมียนมานำเข้า ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกล ผ้าทอ เส้นด้าย ยานพาหนะ พลาสติก เหล็ก ปุ๋ย เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยา เป็นต้น

     สถานการณ์การค้าระหว่างไทย – เมียนมา (ข้อมูลกรมศุลกากรไทย: .. – มิ.ย. 69)

    ตารางที่ 11 สรุปมูลค่าการค้าระหว่างไทย – เมียนมา

    รายการ

    มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    อัตราขยายตัว (%)

    สัดส่วน (%) / โลก

    2568

    ม.ค.-มิ.ย.

    2569

    ม.ค.-มิ.ย.

    2568

    ม.ค.-มิ.ย.

    2569

    ม.ค.-มิ.ย.

    2568

    ม.ค.-มิ.ย.

    2569

    ม.ค.-มิ.ย.

    มูลค่าการค้า

    3,876.75

    3,884.96

    7.01

    0.21

    1.16

    0.91

    การส่งออกของไทย

    2,347.28

    2,520.03

    12.54

    7.36

    1.40

    1.28

    การนำเข้าของไทย

    1,529.46

    1,364.94

    -0.49

    -10.76

    0.92

    0.60

    ดุลการค้าของไทย

    817.82

    1,155.09

    49.06

    41.24

           ที่มา : Thailand’s Trade Statistic (moc.go.th) 

    ปี 2569 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและเมียนมาระหว่าง เดือน มกราคม-มิถุนายน  มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น  3,884.96              ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.21 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไทยมีการส่งออกไปยังเมียนมาเป็นมูลค่า 2,520.03          ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.36 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับการนำเข้าสินค้าจากเมียนมามายังประเทศไทย         มีมูลค่า 1,364.94 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 10.76 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ไทยได้ดุลการค้าเป็นมูลค่า 1,155.09 ล้านเหรียญสหรัฐ 

    สินค้าที่ไทยส่งออกไปเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอืนๆ เม็ดพลาสติก เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปูนซิเมนต์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ เป็นต้น

    image.png

    สินค้าที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น  แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ ลวดและสายเคเบิล ไม้ซูง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ  กล้อง เสนส์และอุปกรณ์การถ่ายรูป    ถ่ายภาพยนตร์ เสื่อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

    image.png

    3. สถานการณ์สำคัญ 

    3.1 พิธีเปิดงาน Instore Promotion 2026 ส่งเสริมการขายสินค้าไทยในเมียนมา (เมืองมัณฑะเลย์)

    พิธีเปิดงาน Instore Promotion 2026 ส่งเสริมการขายสินค้าไทยในเมียนมา (เมืองมัณฑะเลย์) โดยสคต.ย่างกุ้ง ร่วมกับ Supermarket ในเมียนมา ได้แก่ CIS2 Supermarket, Ready Food Mart และ Capital Supermarket เมียนมา จัดงาน Instore Promotion 2026 ธีม “Thai Best” ส่งเสริมการขายสินค้าไทยในเมียนมา (เมืองมัณฑเลย์) ช่วงเดือน ก.ค. 69 

    1. CIS2 Supermarket เมียนมา ชื่องาน “Thai Best Choice 2026″ วันที่ 3 – 23 ก.ค. 69 (3 สัปดาห์) สินค้าไทยร่วมโปรโมชั่นมากกว่า 200 รายการ โดยมีพิธีเปิดงานวันศุกร์ที่ 3 ก.ค. 69 ณ CIS2 สาขาถนน 35 เมืองมัณฑะเลย์

    2. Ready Food Mart เมียนมา ชื่องาน “Thai Best Food 2026″ วันที่ 4 – 17 ก.ค. 69 (2 สัปดาห์) สินค้าไทยร่วมโปรโมชั่นมากกว่า 150 รายการ ครอบคลุม Ready Food Mart มัณฑะเลย์ 4 สาขา โดยมีพิธีเปิดงานวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 69 ณ Ready Food Mart สาขาถนน 27 เมืองมัณฑะเลย์

    3. Capital เมียนมา ชื่องาน “Thai Best Buy 2026″ วันที่ 10 – 23 ก.ค. 69 (2 สัปดาห์) สินค้าไทยร่วมโปรโมชั่นมากกว่า 100 รายการ ครอบคลุม Capital เมืองมัณฑะเลย์และเมืองพิลอูลวิน 

    พิธีเปิดงานนอกจาก สคต.ย่างกุ้ง และผู้บริหาร Supermarket เมียนมา (เมืองมัณฑะเลย์) ที่จัดงานร่วมกันแล้ว ได้รับเกียรติจากผู้บริหารสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมมัณฑะเลย์ (MRCCI) เข้าร่วมพิธีเปิดงานด้วย รวมทั้งมี KOL ศิลปินเมียนมาใส่ชุดไทยร่วมพิธีเปิดงาน รีวิวอาหารไทย สินค้าไทย ความชื่นชอบประเทศไทยและสินค้าไทย การตกแต่งออกแบบเน้นสีธงชาติไทย เพื่อตอกย้ำแบรนด์ประเทศไทย เชื่อมโยง สินค้าไทยและการเลือกซื้อสินค้าไทย ในงานมีการแสดงวัฒนธรรมไทยคือเซิ้งส้มตำ เชื่อมโยงความเป็นไทยกับอาหารไทยและสินค้าไทย รวมทั้งมีการสาธิตการทำอาหารไทย โดยร้าน Thai Select เมืองมัณฑะเลย์ (ร้านมหาชัย) เชื่อมโยงอาหารไทยกับเครื่องปรุงรสไทยและสินค้าไทยด้วย

    บรรยากาศในงานคึกคักผู้คนเลือกซื้อจับจ่ายสินค้าไทย ในงานมีสินค้าไทยหลากหลาย เช่น ผลไม้ไทย อาหารสำเร็จรูป ขนม เครื่องปรุงรส เครื่องดื่มเครื่องสำอาง เครื่องครัว ของใช้ในบ้าน เป็นต้น โดยจัด Promotion ลดราคาสินค้า (บางสินค้าลดสูงสุด 30%) ซื้อสินค้าครบ 50,000 จ๊าต ได้คูปองชิงโชค จับรางวัล Lucky Draw รวมทั้งมีกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการขายสินค้าไทย ขอเชิญท่านที่สนใจ เข้าร่วมงาน Instore Promotion ส่งเสริมสินค้าไทยในเมียนมา (เมืองมัณฑะเลย์)

    ผลกระทบ/โอกาส การจัดงาน Instore Promotion ส่งเสริมการขายสินค้าไทยในเมียนมา เป็น “โอกาสที่ดี” ของสินค้าไทยในตลาดเมียนมา ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยและสินค้าไทย ซึ่งชาวเมียนมามีความชื่นชอบและนิยมสินค้าไทยอยู่แล้ว จึงเป็นการตอกย้ำแบรนด์ประเทศไทยและสินค้าไทยให้อยู่ในใจลูกค้าชาวเมียนมามากขึ้น โดยการจัดงานร่วมกับ CISSupermarket, Ready Food Mart และ Capital ซึ่งเป็นศูนย์การค้าและ Supermarket ชั้นนำในเมียนมา (เมืองมัณฑะเลย์) เป็นช่องทางการค้าที่มีศักยภาพและเข้าถึงลูกค้าชาวเมียนมาในวงกว้าง 

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ตลาดเมียนมามีศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจ เพราะมีความต้องการและนิยมสินค้าไทยมากอย่างไรก็ตาม ตลาดเมียนมามีความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะ กฎระเบียบการค้า เช่น Import License สินค้านำเข้าสู่เมียนมา อัตราแลกเปลี่ยนและสภาพคล่องเงินต่างประเทศในเมียนมา โดยขอให้ธุรกิจไทยติดตามและปรับกลยุทธ์รองรับ เช่น พิจารณาการผลิตสินค้าไทยในเมียนมา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเมียนมาเรื่องส่งเสริมการผลิตในประเทศ ทั้งนี้ เมียนมาได้เปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น มีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่แล้ว รวมทั้งมีแนวโน้มที่ดีในการการผ่อนคลายกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นและได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน 

    ทั้งธุรกิจเมียนมาและธุรกิจไทยต่อไป 

    ที่มา: สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง (สคต.ย่างกุ้ง)

    3.2  เมียนมาส่งเสริมการวิจัย ขับเคลื่อนการส่งออกให้เติบโต

    เมียนมาส่งเสริมการวิจัย ขับเคลื่อนการส่งออกให้เติบโต พลเอกอาวุโส มินอ่องไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา กล่าวในที่ประชุม เน้นย้ำเรื่องสันติภาพ       ความมั่นคง และการพัฒนาประเทศ รวมทั้งได้มอบนโยบายให้ส่งเสริมการวิจัย โดยเฉพาะด้านเกษตรและอาหาร ยกระดับการผลิตในเมียนมาและการส่งออกจากเมียนมา โดยมุ่งเน้นการผลิตในเมียนมาทดแทนการนำเข้า และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในเมียนมา ทั้งด้านพลังงาน การขนส่ง เดินทาง โลจิสติกส์ 

    ผลกระทบ/โอกาส การส่งเสริมการวิจัยและขับเคลื่อนการส่งออกของเมียนมาให้เติบโต “เป็นแนวโน้มสำคัญ” สะท้อนนโยบายของเมียนมาที่มุ่งเน้นการผลิตในประเทศและการส่งออกจากเมียนมา โดยยกระดับการผลิตด้วยการวิจัยและนวัตกรรม เป็นโอกาสของธุรกิจไทยที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเมียนมาดังกล่าว เช่น การผลิตในเมียนมา การยกระดับการผลิตในเมียนมา และการส่งออกจากเมียนมา โดยเฉพาะ การพัฒนาธุรกิจเกษตรและอาหาร การพัฒนาธุรกิจ MSME (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กของเมียนมา) ซึ่งเป็นนโยบายที่เมียนมาให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณาโอกาสธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น การผลิตในเมียนมา การยกระดับการผลิตในเมียนมา และการส่งออกจากเมียนมา โดยเฉพาะ ธุรกิจเกษตรและอาหาร ธุรกิจ MSME (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กของเมียนมา) เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมา สำหรับการผลิตและส่งออกจากเมียนมา สามารถนำรายได้การส่งออกจากเมียนมา (Export Earning) ประกอบการจับคู่การขอ     Import License นำเข้าสินค้าไทยสู่เมียนมาได้ด้วย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการค้าไทย-เมียนมา ทั้งไทยส่งออกเมียนมาและไทยนำเข้าจากเมียนมา เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.3 ไทยเห็นชอบการพัฒนาท่าเรือระนอง ขยายเส้นทางรถไฟชุมพร-ระนอง เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์

    นายกรัฐมนตรีไทยเห็นชอบมอบนโยบายให้พัฒนาท่าเรือระนอง โดยขยายเส้นทางรถไฟชุมพร-ระนอง เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ทั้งระบบ โดยนายกรัฐมนตรีไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูร กล่าวว่าการปรับปรุงท่าเรือ เชื่อมต่อเส้นทางรถไฟ ถนนที่ขาด สามารถทำในระยะต่อไปได้เลย โดยมอบนโยบายให้เริ่มจากการปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกฝั่งตะวันตกที่ระนองและเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟกับชุมพรก่อน เพื่อให้ท่าเรือระนองรองรับและเชื่อมโยงกับโลจิสติกส์ทั้งระบบ ทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ ทางทะเล เชื่อมโยงประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ได้มากขึ้นและสะดวกขึ้นต่อไป 

    ผลกระทบ/โอกาส การพัฒนาท่าเรือระนองและขยายเส้นทางรถไฟชุมพร-ระนอง (รางต่อเรือ) เป็น “ศักยภาพและโอกาส”เนื่องจากเป็นแผนสำคัญของไทยและจะเกิดขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยง (Connectivity) การค้าการขนส่งไทย-เมียนมา (ท่าเรือระนอง-ท่าเรือย่างกุ้ง) รวมทั้ง เป็น Gateway การค้าผ่านแดนเมียนมาและการค้าผ่านแดนไทย เชื่อมโยงไทย เมียนมา และภูมิภาครอบข้าง เช่น อาเซียน จีน BIMSTEC (บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา ภูฏาน เนปาล เมียนมา และไทย)

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณาโอกาสธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถใช้เส้นทางดังกล่าว ได้แก่ ท่าเรือระนอง-ท่าเรือย่างกุ้ง โดยเฉพาะเชื่อมโยงท่าเรือระนองกับเส้นทางรถไฟระนอง-ชุมพร ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งนอกจากสนับสนุนการค้าการขนส่งไทย-เมียนมาแล้ว สามารถสนับสนุนการค้าการขนส่งผ่านแดนไทยไปจีนหรืออาเซียน และการค้าการขนส่งผ่านแดนเมียนมาไป BIMSTEC เป็นต้น เป็นประโยชน์ร่วมกันของไทย เมียนมา และภูมิภาคต่อไป

    ที่มา: ข่าว นสพ.ผู้จัดการออนไลน์

    3.4 รมว.กต.เมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการ

    รมว.กต.เมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา (U Tin Maung Swe) เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ช่วงวันที่ 13-14 ก.ค. 69 และได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีของไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) โดยหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดีของไทยและเมียนมา รวมทั้งเรื่องความมั่นคงปลอดภัย ในพื้นที่ชายแดนไทยและเมียนมา ซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมา นอกจากนี้ รมว.กต.เมียนมา ได้พบหารือรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) โดยหารือเรื่องการส่งเสริมความร่วมมือ ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาและการสนับสนุนให้เกิดสันติภาพในเมียนมา การป้องกันปราบปรามยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมาย การอำนวยความสะดวกทางการค้า ตลอดจนความร่วมมือ ในการการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการลดมลพิษ เช่น ฝุ่นควันข้ามพรมแดน เป็นต้น

    ผลกระทบ/โอกาส การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ รมว.กต.เมียนมา “เป็นสัญญาณที่ดี” สะท้อนความสัมพันธ์อันดีของไทยและเมียนมา รวมทั้งความร่วมมือกันในเรื่องต่างๆ ของไทยและเมียนมา ทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อประโยชน์ร่วมกันของไทยและเมียนมาต่อไป

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ผู้ประกอบการไทยติดตามข้อมูลและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ นโยบายเมียนมาด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเงิน ซึ่งเมียนมามีแนวโน้มผ่อนคลายกฎระเบียบและอำนวยความสะดวกธุรกิจ การค้า การลงทุน การเงิน มากยิ่งขึ้นตามความเหมาะสมในอนาคต ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา รวมทั้งการเยือนของผู้นำระดับสูงระหว่างกัน ทั้งผู้นำระดับสูงของไทยและผู้นำระดับสูงของเมียนมาที่เป็นกลไกพบหารือและส่งผลดีต่อเรื่องต่างๆ ช่วยสร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและผ่อนคลายกฎระเบียบด้านเศรษฐกิจของเมียนมาต่อไป 

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง

                                                                           สิงหาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/rfafrh0b034ekc74i18hmj1z&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CApc4Ha-CWw5KgjhOIIvc

  • กรุงไทยก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ต่อยอด 60 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    กรุงไทยก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ต่อยอด 60 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกรุงไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ผ่านการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและดิจิทัล การพัฒนานวัตกรรม เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง ตลอดจนการสนับสนุนมาตรการสำคัญของภาครัฐเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า สังคม และประเทศ ได้สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แข็งแกร่ง และยั่งยืน จนทำให้ธนาคารกรุงไทยก้าวขึ้นเป็นธนาคารชั้นนำที่ได้รับการยอมรับจากผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

    กรุงไทยก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ต่อยอด 60 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    “ความสำเร็จของธนาคารตลอด 60 ปีที่ผ่านมา เกิดจากความไว้วางใจของลูกค้า การสนับสนุนจากพันธมิตรทุกภาคส่วน ก้าวต่อไปของกรุงไทย คือการร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อสร้างโอกาสให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมทางการเงิน และการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ (Data-driven) เพื่อส่งมอบบริการที่ชาญฉลาด ปลอดภัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนได้ดียิ่งขึ้น พร้อมยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ลูกค้า สังคม และประเทศ”

    กรุงไทยก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ต่อยอด 60 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ภายในงานได้จัดนิทรรศการ “60 ปีกรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต” ถ่ายทอดเส้นทางการเติบโตของธนาคารผ่าน 6 หมุดหมายสำคัญ ที่สะท้อนบทบาทการเคียงข้างคนไทยและการขับเคลื่อนประเทศในแต่ละยุค ได้แก่

    กรุงไทยก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ต่อยอด 60 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    -จุดกำเนิดก้าวที่ยิ่งใหญ่ (ก่อน พ.ศ. 2509) รากฐานของธนาคารกรุงไทยเริ่มจากการควบรวมธนาคารไทยและธนาคารมณฑล จนก่อตั้งเป็นธนาคารกรุงไทย พร้อมตราสัญลักษณ์ “นกวายุภักษ์” ที่สะท้อนความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินของรัฐ

    กรุงไทยก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ต่อยอด 60 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    -ก้าวบุกเบิก (พ.ศ. 2509 – 2524) เริ่มต้นจากสำนักงานใหญ่แห่งแรกบนถนนเยาวราช ก่อนขยายสาขาครอบคลุมทุกจังหวัดและอำเภอสำคัญทั่วประเทศ จนได้รับความไว้วางใจในฐานะ “แบงก์หลวง” ที่อยู่เคียงข้างภาครัฐและประชาชน

    -ก้าวขับเคลื่อนงานพัฒนา (พ.ศ. 2525 – 2546) ขยายบทบาทสู่เวทีสากล เปิดสาขาต่างประเทศ พัฒนานวัตกรรมทางการเงิน ทั้ง ATM และบัตรเครดิต พร้อมมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง และสนับสนุนผู้ประกอบการและเกษตรกรทั่วประเทศ

    -ก้าวไกลไปกับคุณ (พ.ศ. 2547 – 2553) ยกระดับการให้บริการสู่แนวคิด “ธนาคารแสนสะดวก” พร้อมร่วมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านการจัดตั้งหอศิลป์กรุงไทย

    กรุงไทยก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ต่อยอด 60 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    -ก้าวที่กล้าแกร่ง (พ.ศ. 2554 – 2564) ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ด้วย Krungthai NEXT และแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งกลายเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลของคนไทย พร้อมสนับสนุนมาตรการภาครัฐและดูแลประชาชนในช่วงวิกฤตโควิด-19

    -ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต (พ.ศ. 2565 – ปัจจุบัน) เดินหน้าขับเคลื่อนโอกาสให้คนไทยในทุกมิติ ผ่านนวัตกรรมและแพลตฟอร์มดิจิทัล อาทิ Krungthai BUSINESS สลากดิจิทัล และโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงการผลักดัน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    กรุงไทยก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ต่อยอด 60 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ธนาคารกรุงไทย ยังได้มอบประสบการณ์ในค่ำคืนแสนพิเศษ ผ่านมื้ออาหารค่ำทีได้รับการรังสรรค์จากเชฟวิชิต มุกุระ ภายใต้แนวคิด “Tribute to a Timeless Legacy” ถ่ายทอดความประณีต โดยรังสรรค์อาหารไทย ที่เป็นรากฐานแห่งความภูมิใจ บอกเล่าผ่านเรื่องราวแห่งกาลเวลา ตลอด 6 ทศวรรษของธนาคารกรุงไทย ที่คัดสรรวัตถุดิบจาก “โครงการกรุงไทยรักชุมชน”  นำเสนอในรูปแบบร่วมสมัย ร้อย เรื่องราวเส้นทางการเติบโตของธนาคาร  อาทิ เมนู “ปฐมบทอันล้ำค่า” เสิร์ฟด้วยปูหลนทอดห่อเผือก ข้าวเม่าทอดไส้ล็อบสเตอร์และมะพร้าว พร้อมโรตีกรอบหน้ามูสแกงกะหรี่ไก่ เชื่อมโยงที่เป็นอาหารเอกลักษณ์ของสามชนชาติที่อาศัยในย่านเยาวราช อันเป็นที่ตั้งธนาคารกรุงไทยสาขาแรกในปี พ.ศ.2509

    กรุงไทยก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ต่อยอด 60 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    โดยความพิเศษของจานนี้คือ การใช้ปูม้าจากบ้านเกาะปู จังหวัดกระบี่ “ก้าวสำคัญสู่อนาคต” กับเนื้อสันนอกย่างซอสแกงเขียวหวาน มะเขือยาว และปลาเก๋าแดงทอดซอสแกงเขียวหวาน เสิร์ฟพร้อมกับข้าวยำเครื่องกรอบ โดยข้าวที่ใช้เป็นข้าวหอมบุญ จากอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงผักปลอดสาร จากบ้านลวงเหนือจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น 

    กรุงไทยก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ต่อยอด 60 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    สำหรับกิจกรรมบนเวที มีทอล์กโชว์พิเศษ “A 60-Years Journey Through Time” โดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ของธนาคารกรุงไทย ที่เติบโตเคียงข้างคนไทย ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีแขกรับเชิญคนพิเศษ เบลล่า-ราณี แคมเปน พรีเซ็นเตอร์ สินเชื่อกรุงไทยบ้านแลกเงิน ที่ได้มาร่วมถ่ายทอดความรู้สึกที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกรุงไทย พร้อมร่วมร้องเพลง สร้างบรรยากาศแสนอบอุ่นภายในงาน พร้อมด้วย Special Concert จากวง B5  มาร่วมสร้างค่ำคืนแห่งความสุข และความประทับใจ ให้กับแขกผู้มีเกียรติ ปิดท้ายงานอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

    กรุงไทยก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ต่อยอด 60 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    กรุงไทยก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ต่อยอด 60 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    กรุงไทยก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ต่อยอด 60 ปี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378981278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OCNVC-ZpgIe7R4Ug89lE9

  • เปิดภารกิจ ‘พูนพงษ์’ ปลัดพาณิชย์คนใหม่

    เปิดภารกิจ ‘พูนพงษ์’ ปลัดพาณิชย์คนใหม่

    การแต่งตั้ง พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขึ้นดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

    แม้การแต่งตั้งครั้งนี้จะเป็นไปตามวาระการเกษียณอายุราชการของปลัดกระทรวงคนปัจจุบัน แต่โจทย์ที่รออยู่กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกระทรวงพาณิชย์มีบทบาทสำคัญในการดูแลการค้า การส่งออก ราคาสินค้า และการพัฒนาผู้ประกอบการ ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    1. เร่งยกระดับ SME ไทย

    ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ยังเผชิญปัญหาต้นทุนที่สูง การแข่งขันจากสินค้านำเข้า และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

    การผลักดันให้ SMEs ใช้เทคโนโลยี พัฒนาสินค้า และขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ จะเป็นภารกิจสำคัญของปลัดกระทรวงคนใหม่

    2. เดินหน้าปราบธุรกิจนอมินี

    ในช่วงที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เร่งตรวจสอบธุรกิจนอมินีและการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

    การรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการไทย จะเป็นอีกภารกิจที่ต้องเดินหน้าต่อ

    3. ผลักดันการค้าดิจิทัล

    พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้การค้าออนไลน์และเศรษฐกิจดิจิทัลมีบทบาทมากขึ้น

    โจทย์สำคัญคือการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันบนแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการค้า

    4. รักษาเสถียรภาพราคาสินค้า

    ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนพลังงานและเศรษฐกิจโลก กระทรวงพาณิชย์ยังมีบทบาทสำคัญในการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าครองชีพของประชาชน

    การสร้างสมดุลระหว่างผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้บริโภค จะเป็นความท้าทายที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ

    5. ขยายตลาดส่งออก

    เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลัก แต่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและมาตรการกีดกันทางการค้าทำให้การรักษาตลาดเดิมและการเปิดตลาดใหม่มีความสำคัญมากขึ้น

    การทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย จะเป็นอีกภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการ

    ประสบการณ์ที่อาจเป็นแต้มต่อ

    พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์  เป็นข้าราชการสายพาณิชย์ที่เติบโตจากงานด้านนโยบายและการพัฒนาธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้มีประสบการณ์ทั้งด้านการกำหนดนโยบาย การวิเคราะห์เศรษฐกิจ และการส่งเสริมภาคธุรกิจ

    การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ จึงเป็นทั้งความต่อเนื่องของการบริหารงาน และบททดสอบสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการค้าและเศรษฐกิจของประเทศ

    ทั้งนี้การแต่งตั้งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวผู้บริหารในสายตาของหลายคน แต่ในทางเศรษฐกิจ นี่คือจุดเริ่มต้นของการรับมือกับโจทย์ใหญ่ที่รออยู่ ทั้งการยกระดับผู้ประกอบการไทย การรักษาเสถียรภาพการค้า และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ความสามารถในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-poonpong-commerce&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TjcANQx8SidhsZk7g0JDC

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 09.51 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OtpcnHqMtsa2NI6DOYlrx