Category: เศรษฐกิจ

  • “จุลพันธ์” ส่ง “พิพัฒน์ชัย” โฆษกแรงงาน เปิดเวทีพัฒนากำลังคนพังงา ปี 70 ผนึกทุกภาคส่วน พัฒนากำลังคน สู่สถานประกอบการจริง

    “จุลพันธ์” ส่ง “พิพัฒน์ชัย” โฆษกแรงงาน เปิดเวทีพัฒนากำลังคนพังงา ปี 70 ผนึกทุกภาคส่วน พัฒนากำลังคน สู่สถานประกอบการจริง

    นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคนจังหวัดพังงา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570” ระดมผู้แทนภาครัฐ การศึกษา เอกชน และสถานประกอบกิจการ 130 คน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ มุ่งยกระดับแรงงานสู่ทักษะสูง รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมยุคใหม่ มีนายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวต้อนรับ ดร.สุรพันธ์ รักษาพราหมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา กล่าวรายงาน มีจ่าเอก ประยงค์ บุญช่วย ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมโครงการ ณ จังหวัดพังงา

    นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคนจังหวัดพังงา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570” พร้อมชื่นชมสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมกันจัดโครงการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น และประสบการณ์ เพื่อนำไปสู่การกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคนของจังหวัดพังงาให้มีความชัดเจน และสอดคล้องกับบริบทและความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง กระทรวงแรงงานภายใต้การนำของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีเป้าหมายพลิกโฉมบทบาทสู่การเป็น “กระทรวงเศรษฐกิจ” อย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งยกระดับกระทรวงแรงงานให้เป็น “กระทรวงแห่งการพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีมูลค่าสูง” (High-Value Human Capital Ministry) เพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจที่สร้างงานที่มีคุณภาพ (Good Jobs Economy) ควบคู่ไปกับการมีสวัสดิการที่มั่นคงและเท่าเทียม ดังนั้น โจทย์สำคัญของจังหวัดพังงา คือการเปลี่ยนผ่านกำลังแรงงานในพื้นที่ให้เป็นแรงงานที่มีทักษะระดับสูง มีความยืดหยุ่น และพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยุคใหม่ในระดับสากล (Modern Global Industries) ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี โครงสร้างเศรษฐกิจ รูปแบบการประกอบอาชีพ และความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งการพัฒนากำลังคนไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

    นายพิพัฒน์ชัย กล่าวต่อว่า การสัมมนาครั้งนี้มีความสำคัญต่อการร่วมกันศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ และเชื่อมโยงข้อมูลด้านอุปสงค์และอุปทานกำลังคน ตลอดจนประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการพัฒนาแรงงานและการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ของจังหวัด โดยข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากเวทีสัมมนาจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย แนวทาง และข้อเสนอในการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศและแผนพัฒนาจังหวัด รวมทั้งใช้เป็นกรอบในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ อีกทั้งการลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้รับการฝึกอบรมโครงการเพิ่มทักษะแรงงานอิสระและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ กิจกรรม เพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ปีงบประมาณ 2569 และตรวจติดตามผลการดำเนินงานโครงการเพิ่มทักษะแรงงานอิสระและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ กิจกรรม ยกระดับผลิตภาพแรงงานและผู้ประกอบการรองรับเศรษฐกิจใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (พัฒนาศักยภาพแรงงานด้านดิจิทัล) และได้มอบวุฒิบัตรขอบคุณสถานประกอบกิจการ 4 แห่ง และส่งมอบผู้ผ่านการฝึกอบรมโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 12 คน เข้าสู่การทำงาน ซึ่งมุ่งเน้นการนำเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาเข้าสู่การฝึกอบรมสู่สถานประกอบการอาชีพจริง ตามนโยบายเรียนได้งบ จบได้งาน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่มีเครือข่ายสถานผู้ประกอบการกิจการเข้าร่วมการสัมมนาและพร้อมรองรับแรงงานจำนวนมาก

    ด้าน ดร.สุรพันธ์ รักษาพราหมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานพังงา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและแนวทางการพัฒนากำลังคนของจังหวัดพังงาให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาจังหวัด และสอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน สถานประกอบกิจการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพัฒนาและยกระดับศักยภาพกำลังแรงงานในพื้นที่ให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 130 คน ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน สถานประกอบกิจการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ และข้อเสนอแนะ ตลอดจนรวบรวมข้อมูลความต้องการพัฒนากำลังคนของจังหวัดพังงา เพื่อนำไปใช้วางแผน กำหนดทิศทาง และขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการพัฒนากำลังคนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ ได้เยี่ยมชมกิจกรรมของหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดพังงา โดยเชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน และร่วมกันลงมือปฏิบัติ โดยใช้ฐานข้อมูลความต้องการของพื้นที่เป็นสำคัญ จังหวัดพังงาจะสามารถพัฒนากำลังคนให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมั่นคง และนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งต่อประชาชน ผู้ประกอบการ และการพัฒนาจังหวัดในภาพรวมต่อไป โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1055918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PlOxTUWwtPQllv6YrW2fm

  • ตำรวจเตรียมปรับยาย “รถเร่งมรดก” ตัวตึง ม.เศรษฐกิจ นัดเจรจาอีกครั้ง 22 ก.ย.นี้

    ตำรวจเตรียมปรับยาย “รถเร่งมรดก” ตัวตึง ม.เศรษฐกิจ นัดเจรจาอีกครั้ง 22 ก.ย.นี้

    ตำรวจเตรียมปรับ “ยายตัวตึง” ม.เศรษฐกิจ บางแค ขับสามล้อไฟฟ้า หรือ รถเร่งมรดก กีดขวางการจราจร เปิดสาเหตุ เตือนขับขี่เฉพาะพื้นที่ปิด นัดเจรจาพร้อมหน่วยงานเกี่ยวข้อง วันที่ 22 ก.ย.นี้

    จากประเด็น “รถสามล้อไฟฟ้า” หรือที่ชาวโซเชียลเรียกว่า “รถเร่งมรดก” ที่ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ลงพื้นที่ติดตามต่อเนื่อง จากแพลตฟอร์มต่างๆ เป็นระยะพบว่า ส่วนใหญ่ผู้ใช้งานสามล้อไฟฟ้าเป็นผู้สูงอายุ แต่อาจขาดความรู้ด้านกฎหมายหรือการใช้ถนนสาธารณะในการขับขี่ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อผู้ใช้งานและผู้อื่นบนถนนสาธารณะ ขณะที่รถสามล้อไฟฟ้า ไม่สามารถจดทะเบียนได้ จึงไม่มี พ.ร.บ. รองรับเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตของผู้ขับขี่

    ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก แต่ทางหน่วยงานระบุว่า รถไฟฟ้าสามล้อ หรือ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ดังกล่าว ไม่ถือเป็น “รถ” หรือ “รถจักรยานยนต์” ตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งไม่สามารถนำมาจดทะเบียนได้ เนื่องจากไม่มีลักษณะ ขนาด กำลังเครื่องยนต์ หรือส่วนควบอุปกรณ์ตรงตามที่กฎหมายกำหนด ในส่วนความผิดนั้นเป็นส่วนของ พ.ร.บ.จราจร ต้องสอบถามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มเติม

    เตรียมปรับ ยายตัวตึงรถสามล้อไฟฟ้า

    ล่าสุด วันนี้ 16 ก.ย. 69 มีรายงานว่า พ.ต.อ.เลิศศักดิ์ เขียมทรัพย์ ผู้กำกับการ สถานีตำรวจนครบาลหลักสอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่พูดคุย และเสนอแนวทางช่วยเหลือกับคุณยายที่ขับขี่สามล้อไฟฟ้า ในบริเวณ ม.เศรษฐกิจ บางแค กรุงเทพฯ

    โดยทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง พ.ต.อ.เลิศศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า ยายอาศัยอยู่คนเดียวภายในบ้าน ด้วยความที่อายุมากแล้ว เป็นคนพิการ ลูกหลานไม่ได้อยู่ร่วมด้วย แต่อาศัยเพื่อนบ้านเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลบ้างบางครั้ง ในการนำรถสามล้อไฟฟ้า ซึ่งไม่สามารถจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย ออกมาขับขี่นอกบริเวณที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับ ส่วนใบอนุญาตขับขี่คาดว่ายายไม่มี เนื่องจากมีการขับขี่ย้อนศร และเมื่อลูกหลานจะมาอยู่อาศัยร่วมด้วยยายก็ไม่ให้อยู่

    “แกอยู่คนเดียว อายุ 80 กว่า เป็นข้าราชการเกษียณ คือลูกหลานมาอยู่ด้วยก็คงไม่ให้อยู่”

    พ.ต.อ.เลิศศักดิ์ ระบุว่า หลายคนอาจมองว่าเป็นถนนในหมู่บ้าน แต่แท้จริงแล้วเป็นถนนสาธารณะ ไม่ว่าถนนจะมีกี่เลน ก็มีโทษปรับทั้งหมด เพราะไม่ใช่หมู่บ้านส่วนตัว จึงอยากประชาสัมพันธ์ว่า หากมีญาติที่ผู้ใหญ่นำรถประเภทนี้ออกมาใช้ขับขี่บนถนนสาธารณะ เป็นการทำผิดกฎหมายอยู่แล้ว หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทั้งตนเองและผู้อื่นเดือดร้อนแน่นอน อยากให้ช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่ให้มากยิ่งขึ้น

    พ.ต.อ.เลิศศักดิ์ บอกว่า วันนี้ยายไม่พร้อมคุย เนื่องจากยายอยู่คนเดียว ทำอะไรไม่สะดวก รวมถึงยายมีอาการ “หูตึง” จึงนัดวันพูดคุยเพิ่มเติมเป็นวันที่ 22 ก.ย. 69

    เขตบางแค พยายามเข้าไปดูแลยาย

    ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง นายเทียนชัย วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการเขตบางแค ระบุว่า หน้าที่ของเขตจะเกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือ แต่คุณยายไม่ประสงค์ให้เข้าช่วยเหลือในการอนุเคราะห์ สงเคราะห์ ยายอยากขับขี่ตามใจ จึงต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย และหลังจากที่ประเด็นสามล้อไฟฟ้าเป็นที่พูดถึงมากขึ้น คุณยายก็ปิดบ้านไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปหา ไม่พูดคุยกับใคร

    อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการเคารพกฎหมาย หากมีความจำเป็นต้องใช้งานรถสามล้อไฟฟ้า ควรใช้ในหมู่บ้านพื้นที่ปิด ไม่ขับขี่บนถนนสาธารณะ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และแนะนำให้สวมอุปกรณ์ป้องกันเสมอ ได้แก่ หมวกกันน็อก,เข็มขัดนิรภัย, ล้อกันหงาย, ที่วางแขนและเบาะพยุงข้าง และไฟ LED พร้อมเสียงสัญญาณเตือน เป็นต้น รวมถึงข้อศึกษากฎหมาย และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

    โดยกรณีคุณยาย ใน หมู่บ้านเศรษฐกิจ บางแค ที่จะมีการเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจวันที่ 22 ก.ย.นี้ ทีมข่าวจะติดตามมานำเสนอ เพื่อให้กรณีนี้มีการแก้ไขอย่างรอบด้าน ทั้งทางด้านสวัสดิภาพของคุณยาย และการบังคับใช้กฎหมายบนท้องถนนสาธารณะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2960084&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21CsNrigx91jTkUWuxYGq5

  • “ฮ่องกง” เปิดแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรก มุ่งเศรษฐกิจเปิดกว้าง-รุ่งเรือง

    “ฮ่องกง” เปิดแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรก มุ่งเศรษฐกิจเปิดกว้าง-รุ่งเรือง

    สำนักข่าวซินหัวรายงาน วันนี้ (16 ก.ย.69) ว่า จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดประจำเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ได้เปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 1 (2026-2030) ซึ่งตั้งเป้าหมายสร้างฮ่องกงที่เปิดกว้าง ครอบคลุมทั่วถึง เสรี เจริญรุ่งเรือง และปลอดภัยยิ่งขึ้น

    ลีระบุว่า ปี 2026-2030 เป็นช่วงเวลาสำคัญของฮ่องกงในการคว้าโอกาสเพื่อเปลี่ยนผ่านจากเสถียรภาพสู่ความรุ่งเรือง ยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม และสร้างบ้านที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน โดยแผนพัฒนาฉบับนี้จะเผยทิศทางการพัฒนา ยกระดับการกระจายทรัพยากร รักษาความคาดหวังของสังคม รวมถึงคุ้มครองความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมและผลประโยชน์ของนักลงทุนทั่วโลก

    ลีกล่าวว่าปี 2026 เป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ขณะที่แผนพัฒนาฉบับแรกของฮ่องกงสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลฮ่องกงในการปรับปรุงระบบที่นำโดยคณะบริหารสูงสุดของฮ่องกงและยกระดับประสิทธิภาพการบริหารปกครอง

    ทั้งนี้ ลีเสริมว่าแผนพัฒนาฉบับแรกส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของฮ่องกง เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติในเชิงรุก รวมถึงบูรณาการเข้าสู่และสนับสนุนการพัฒนาระดับชาติโดยรวมได้ดียิ่งขึ้น

    (แฟ้มภาพซินหัว : พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งฮ่องกงในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 29 พ.ค. 2022)

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/863642&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YR3hweBmDnHegvmLEkxvR

  • สศช.หวังแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 ปฏิบัติได้จริง

    สศช.หวังแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 ปฏิบัติได้จริง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26QsegRqwrVUr5tw3s-EA9

  • ดีเซลทะลุ 40 บาท! กองทุนน้ำมัน แบกวันละ 770 ล้าน จี้รัฐเร่งอุ้มเศรษฐกิจ

    ดีเซลทะลุ 40 บาท! กองทุนน้ำมัน แบกวันละ 770 ล้าน จี้รัฐเร่งอุ้มเศรษฐกิจ

    “ธนิต โสรัตน์” จับตาวิกฤตน้ำมันโลกหวนคืน ดีเซลพุ่ง 40 บาท กองทุนน้ำมันอุดหนุนวันละ 770 ล้าน จี้รัฐเร่งอุ้มศก. ก่อนขัดแย้งการเมืองบานปลาย

    • ราคาน้ำมันดีเซล B7 หน้าโรงกลั่นปรับขึ้นไปถึงลิตรละ 40.79 บาท ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งสูงสุดในรอบ 7 เดือน จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
    • กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกภาระอุดหนุนราคาพลังงานวันละประมาณ 770 ล้านบาท ทำให้สถานะกองทุนล่าสุดติดลบใกล้ 9 หมื่นล้านบาท
    • ดร.ธนิต โสรัตน์ เรียกร้องให้รัฐบาลและฝ่ายค้านเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและครัวเรือน และให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องของประชาชนก่อนประเด็นการเมือง

    ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางที่ปะทุรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กำลังฉุดราคาพลังงานโลกกลับมาสูงอีกครั้ง ล่าสุด (16 ก.ย.) ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบซึ่งไทยใช้อ้างอิงพุ่งแตะ 116.22 ดอลลาร์/บาร์เรล สูงสุดในรอบ 7 เดือน ขณะที่ดีเซล B7 หน้าโรงกลั่นทะยานถึงลิตรละ 40.79 บาท กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกอุดหนุนวันละกว่า 770 ล้านบาท ฐานะกองทุนติดลบเฉียด 9 หมื่นล้านบาท 

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า ช่วงต้นสัปดาห์ที่สามของเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและพื้นที่เศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นคู่ขัดแย้งหลักในภูมิภาค

    จุดที่น่ากังวลที่สุดคือการโจมตีท่อส่งน้ำมัน “East-West Petroline” ท่อส่งน้ำมันยุทธศาสตร์สำคัญของซาอุดีอาระเบียซึ่งมีความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร จนต้องหยุดจ่ายน้ำมันชั่วคราว ขณะเดียวกันกลุ่มฮูตีในเยเมนได้เปิดฉากเข้ายึดพื้นที่ปากช่องแคบบับ เอล มันเดบ ส่งผลให้สงครามในภูมิภาคเข้าสู่การรบเต็มรูปแบบอีกครั้ง กดดันเส้นทางขนส่งน้ำมันและพลังงานทั้งอ่าวเปอร์เซียและทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านคลองสุเอซสู่ทวีปยุโรป

    ผลกระทบลามไปถึงภาคขนส่งทางทะเล โดยเรือบรรทุกสินค้า โดยเฉพาะเรือคอนเทนเนอร์ ต้องเปลี่ยนเส้นทางจากยุโรปอ้อมทวีปแอฟริกาผ่านแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาเดินเรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว ส่งผลให้ค่าระวางเรือระหว่างประเทศที่ก่อนหน้านี้เริ่มปรับลดลง กลับมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง

    ราคาน้ำมันโลกพุ่งทุกตลาด สูงสุดรอบ 7 เดือน

    ดร.ธนิตระบุว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกมีความอ่อนไหวสูงต่อวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในทุกตลาด ข้อมูลล่าสุดวันที่ 16 กันยายน 2569 พบว่า

    • ตลาดนิวยอร์ก (WTI) อยู่ที่ 104.86 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
    • ตลาดเบรนท์ (Brent) อยู่ที่ 108.1 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
    • ตลาดดูไบ (Dubai) ซึ่งเป็นน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ไทยใช้อ้างอิงราคา พุ่งขึ้นไปถึง 116.22 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

    ระดับราคาดังกล่าวถือเป็น ราคาสูงสุดในรอบ 7 เดือน เทียบเท่ากับช่วงต้นเดือนมีนาคมซึ่งเป็นช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่านเพิ่งเริ่มปะทุ

    ดีเซลแตะ 40 บาท กองทุนน้ำมันอุ้มหนักรอบ 7 เดือน

    สำหรับราคาน้ำมันในประเทศ ดร.ธนิตเปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดีเซล B7 หน้าโรงกลั่นล่าสุดปรับขึ้นไปถึงลิตรละ 40.79 บาท ขณะที่ราคาขายปลีกหน้าปั๊มอยู่ที่ลิตรละ 40.69 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 16 ก.ย.) เนื่องจากรัฐบาลโดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุดหนุนราคาลิตรละ 9.83 บาท ซึ่งถือเป็นการอุดหนุนสูงสุดในรอบ 7 เดือน ก่อนจะปรับลดเหลืออุดหนุนลิตรละ 8.43 บาท ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 7.30 บาท

    ภาพรวมกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกภาระอุดหนุนราคาพลังงานวันละประมาณ 770 ล้านบาท ส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบเฉียด 9 หมื่นล้านบาท

    ดร.ธนิต ให้ความเห็นว่า ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้กำลังกดดันราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติก โพลิเมอร์ ปิโตรเคมี และปุ๋ย ซึ่งปัจจุบันราคาสูงอยู่แล้วให้สูงขึ้นไปอีก และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

    “หากรัฐบาลปล่อยราคาน้ำมันลอยตัว ราคาแก๊สโซฮอล์ E20 จะพุ่งขึ้นอีกลิตรละ 7 บาทเป็นอย่างน้อย และราคาน้ำมันดีเซล B7 จะเพิ่มขึ้นอีกลิตรละ 8.5-9.5 บาท จะเป็นระดับราคาสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง”

    อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน คงไม่กล้าปล่อยราคาน้ำมันขึ้นเต็มเพดาน เนื่องจากจะกระทบต่อค่าขนส่งทั้งรถบรรทุกและรถยนต์ส่วนบุคคลโดยตรง ขณะที่ค่าระวางเรือ (Freight Charge) ระหว่างประเทศเป็นปัจจัยที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้ เพราะเป็นไปตามกลไกตลาดโลก ซึ่งที่ผ่านมาเคยปรับขึ้นไปถึง 80-90% แล้ว

    ห่วงผลกระทบลูกโซ่ ต้นทุนพุ่ง-รายได้ครัวเรือนหด

    ดร.ธนิต กล่าวว่า ผลกระทบจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นจะส่งต่อไปยังราคาวัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูปทั้งที่นำเข้าและผลิตในประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มปรับราคาตามต้นทุนน้ำมัน และจะกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ราคาอาหาร ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการเดินทางของครัวเรือนโดยตรง

    “หากความขัดแย้งและความรุนแรงในตะวันออกกลางซึ่งกระทบแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งลำเลียงน้ำมันไม่ยุติในเร็ววัน ราคาพลังงานที่สูงจะส่งต่อกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้รายได้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนนอกจากไม่เพิ่มแต่กลับลดลง ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันสูงขึ้น ทำให้รายได้สุทธิหรือเงินในกระเป๋าลดลง” ดร.ธนิต กล่าว

    ผลกระทบดังกล่าวจะฉุดให้การจับจ่ายใช้สอยชะลอตัว ส่งผลต่อเนื่องไปถึงภาคการผลิตที่ลดลง และตามมาด้วยความเสี่ยงต่อการจ้างงานในที่สุด

    จี้รัฐบาล-ฝ่ายค้าน โฟกัสปากท้องประชาชน

    สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้จะเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวหรือไม่ เพราะหากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยซึ่งมีความอ่อนแอและเปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การรับมือกับสถานการณ์นี้จึงเป็นความท้าทายทั้งในระดับประเทศและระดับครัวเรือน

    ดร.ธนิต เรียกร้องให้รัฐบาลและฝ่ายค้านเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเสริมสภาพคล่องให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน ซึ่งควรถือเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ไปติดกับดักประเด็น “ฮั้ว ส.ว.” โดยระบุว่าหากกติกาที่ใช้อยู่มีปัญหาจริง ก็ควรแก้ไขที่ต้นตอคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การเล่นตีรวนกันทั้งในและนอกสภาฯ

    “ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจ การจ้างงาน และปากท้องของประชาชน เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมาก่อนความขัดแย้งทางการเมือง” ดร.ธนิต กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1252207&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EnMwlZfepRxe-2Nxj15KT

  • “ฮ่องกง” คลอด แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี ฉบับแรก

    “ฮ่องกง” คลอด แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี ฉบับแรก

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า  วันที่ 16 กันยายน 2569 จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดประจำเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน เผยว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีนเป็นช่วงเวลา 5 ปีที่สำคัญยิ่งสำหรับฮ่องกงในการคว้าโอกาสเร่งเปลี่ยนผ่านจากเสถียรภาพสู่ความรุ่งเรือง ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และสร้างบ้านที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน

    ลี กล่าวว่า ขณะนำเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของฮ่องกง ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 1 (2026-2030) ในห้วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่ฮ่องกงจะได้ปรับตัวให้สอดรับกับแนวโน้มการพัฒนาในยุคใหม่ เสริมแกร่งและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน บ่มเพาะแรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ และบรรลุการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีคุณภาพสูง ทั้งยังเป็น 5 ปีแห่งโอกาสสำหรับฮ่องกงในการสนับสนุนและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระดับชาติโดยรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/669071&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07kfu73PsB1Y-qDMk33W3l

  • ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย : ก้าวกระโดดสำคัญสู่ประเทศรายได้สูง

    ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย : ก้าวกระโดดสำคัญสู่ประเทศรายได้สูง

    หากจะเป็นประเทศรายได้สูงตามเกณฑ์ของธนาคารโลก (World Bank) ปัจจุบันต้องมีรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) มากกว่า 14,375 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีขึ้นไป 

    รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ของประเทศไทยในปี 2025อยู่ที่ 7,690 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เรียกได้ว่าเราเดินมาเกินครึ่งทางของการเป็นเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงแล้ว แต่ปัญหาคือ ในช่วง 35 ปีที่ผ่านมา แม้ไทยจะลดความยากจนและขยายชนชั้นกลางได้อย่างก้าวกระโดด ทว่าระยะหลังอัตราเร่งของเรากลับถดถอยลงอย่างน่ากังวล  

    รายงาน “Building Thailand’s future today” โดยธนาคารโลก (World Bank) ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 56% ในปี 2019 ก่อนจะร่วงลงมาเหลือเพียง 51% ในปี 2023 โดยประเทศไทยใช้เวลาถึง 26 ปี ในการผลักดันรายได้ต่อหัวให้เพิ่มเป็นสองเท่า ในขณะที่ประเทศอย่างมาเลเซียใช้เวลา 16 ปี และกลุ่มประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างเกาหลีใต้และจีน ใช้เวลาเพียงราว 10 ปีเท่านั้น  

    ปัจจุบัน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย หลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ชะลอตัวอยู่ที่ระดับเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.2 ธนาคารโลกประเมินว่า หากประเทศไทยยังคงรักษาความเร็วไว้เท่านี้ เราจะต้องรอถึงปี ค.ศ. 2056 กว่าจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง แต่หากเราเร่งเครื่องปฏิรูปโครงสร้างและผลักดันให้เศรษฐกิจโตแตะระดับร้อยละ 5.4 ต่อปี เป้าหมายประเทศรายได้สูงภายในปี ค.ศ. 2037 ก็ยังมีความเป็นไปได้ 

    การชะลอตัวของการลงทุนและปัจจัยเชิงสถาบัน 

    สาเหตุสำคัญของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงประการเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากการลดลงของการลงทุนภายในประเทศ 

    • การลงทุนในทุนกายภาพ (Physical capital investment): ในช่วงปี 1991–1996 การลงทุนในส่วนนี้เคยเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจถึงร้อยละ 77 ทว่าในช่วงปี 1999–2008 สัดส่วนดังกล่าวได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 20 โดยเม็ดเงินลงทุนในระยะหลัง มักถูกจัดสรรเพื่อการบำรุงรักษาทุนเดิม มากกว่าการลงทุนเพื่อขยายขีดความสามารถทางการผลิตใหม่ 

    •การสะสมทุนมนุษย์ (Human capital): มีแนวโน้มชะลอตัวลงตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ซึ่งส่งผลให้อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงาน (Labor productivity) ในช่วงปี 2015–2023 อยู่ในระดับที่ร้อยละ 2.1 

    แนวโน้มการชะลอตัวของการลงทุน ยังมีความเชื่อมโยงกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้กระบวนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมีความล่าช้า ข้อมูลสถิติระบุว่า ในช่วงปี 2010-2019 ประเทศไทยมีการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปเฉลี่ย 43 ฉบับต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น เวียดนาม และ มาเลเซีย 

    The Missing Middle: โครงสร้างภาคธุรกิจและการขาดพลวัต
    พลวัตภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการเติบโตของภาคธุรกิจที่ชะลอตัวลง โดยข้อมูลจากสถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ชี้ให้เห็นว่าอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ของภาคธุรกิจในประเทศไทยได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากค่าเฉลี่ยร้อยละ 8.3 ในปี 2013 เหลือเพียงร้อยละ 6.3 ในปี 2024 

    •อัตราการเกิดใหม่ของธุรกิจอยู่ในระดับต่ำ: ไทยมีการจัดตั้งธุรกิจใหม่เพียง 1.7 แห่งต่อประชากรวัยทำงาน 1,000 คน (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศรายได้สูงซึ่งอยู่ที่ 7.5 แห่ง)

    •การกระจุกตัวของผลประโยชน์และทรัพยากร: วิสาหกิจขนาดจิ๋วมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 81-92 แต่มีผลิตภาพต่ำ ในขณะที่กลุ่มธุรกิจชั้นนำ (Superstar firms) เพียงร้อยละ 1 กลับครองสัดส่วนการส่งออกกว่าร้อยละ 80 รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มและยอดขายได้เกินครึ่งหนึ่งของภาคการผลิต

    •ข้อจำกัดการจัดสรรทรัพยากรทุน (Capital Misallocation): ทุนกระจุกตัวอยู่ในกิจการที่มีประสิทธิภาพลดลง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วิสาหกิจขนาดกลางหายไปจากระบบ 

    •อุปสรรคการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs: แม้ SMEs จะรองรับการจ้างงานถึง 13.6 ล้านคน แต่กลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 1 ใน 5 (ต่ำกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงได้กว่าร้อยละ 60)

    •ต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าความเสี่ยงจริง: SMEs ต้องรับภาระดอกเบี้ยเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 7.8 ซึ่งเป็นการประเมินส่วนเพิ่ม (Premium) ที่สูงกว่าความเสี่ยง สวนทางกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มักได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าความเสี่ยง

    •การกระจุกตัวของสินเชื่อในระบบ: โครงสร้างการเงินที่ขาดความสมดุลทำให้สินเชื่อถึง 3 ใน 4 ตกอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs นับแสนรายได้รับส่วนแบ่งเพียง 1 ใน 4 ของระบบเท่านั้น 
    ข้อจำกัดในการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ ที่นำไปใช้ในการส่งออกของประเทศอื่น (Forward GVC participation) ของไทยจึงทรงตัวอยู่ที่เพียงร้อยละ 14 ซึ่งหากประเทศไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนนี้ได้อีกร้อยละ 10 จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการจ้างงานโดยรวมได้ถึงร้อยละ 7.8

    ความท้าทายด้านแรงงานและการศึกษา: รอยต่อที่หายไปของการยกระดับผลิตภาพ  

    ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจไทยจะสามารถสร้างงานในระบบได้ถึง 15 ล้านตำแหน่ง แต่ปัจจุบันกลไกการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังภาคเศรษฐกิจ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า (Structural transformation) กลับอยู่ในภาวะชะงักงัน  

    •ข้อจำกัดในการยกระดับโครงสร้างแรงงาน: กว่าร้อยละ 90 ของการเติบโตของค่าจ้างช่วงปี 2011-2024 มาจากการปรับขึ้นภายในอุตสาหกรรมเดิม แทนที่จะเป็นการเคลื่อนย้ายสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงกว่า

    •ขนาดและสัดส่วนแรงงานนอกระบบ: มีแรงงานไร้หลักประกันทางสังคมสูงถึง 20.9 ล้านคน หรือร้อยละ 52.4 ของผู้มีงานทำทั้งประเทศ (ข้อมูลปี 2568) โดยกระจุกตัวในภาคเกษตรกรรมถึง 11.1 ล้านคน

    •ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้: แรงงานในระบบมีรายได้เฉลี่ย 26,436 บาทต่อเดือน สูงกว่าแรงงานนอกระบบซึ่งมีรายได้เฉลี่ย 17,549 บาทต่อเดือน และลดลงเหลือเพียง 9,735 บาทต่อเดือนสำหรับแรงงานนอกระบบในภาคเกษตร

    •ช่องว่างด้านทักษะและการศึกษา: ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมีค่าจ้างสูงกว่าผู้จบประถมศึกษาร้อยละ 62.9 โดยแรงงานในระบบร้อยละ 36.3 จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา สวนทางกับแรงงานนอกระบบร้อยละ 46 ที่มีระดับการศึกษาเพียงประถมศึกษาหรือต่ำกว่า

    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่ภาวะสูงวัย ซึ่งอาจส่งผลให้กำลังแรงงานของไทยลดลงจาก 51 ล้านคน เหลือเพียง 44 ล้านคนในปี 2040 การเร่งพัฒนานโยบายการศึกษา ยกระดับทักษะแรงงาน ตลอดจนขยายความคุ้มครองทางสังคมให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่จะช่วยรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

    สองยุทธศาสตร์พลิกโฉมประเทศ และ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    เพื่อยกระดับรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ข้ามเกณฑ์ประเทศรายได้สูงที่ 14,375 ดอลลาร์สหรัฐ รายงานได้เสนอ 2 ยุทธศาสตร์คู่ขนาน ได้แก่: 

    1.The Upgrading Imperative (ยุทธศาสตร์การยกระดับขีดความสามารถ): เปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันจากการพึ่งพาต้นทุนค่าแรงต่ำ ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยทักษะ นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง

    2.The Dynamism Imperative (ยุทธศาสตร์การสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจ): สร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมการแข่งขัน ลดการผูกขาด เปิดทางให้ธุรกิจใหม่เข้าสู่ตลาด และกระจายความเจริญอย่างทั่วถึงเพื่อเพิ่มโอกาสทางสังคม (Inclusive & Social mobility)

    ยุทธศาสตร์เหล่านี้จะถูกขับเคลื่อนผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 กลุ่ม ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพและมูลค่าเพิ่มสูง ประกอบด้วย:  

    1.การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing): ต่อยอดฐานการผลิตสู่ศูนย์กลางส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์รองรับ AI (AI-enabling goods) ซึ่งการส่งออกในกลุ่มนี้ขยายตัวถึงร้อยละ 50 ในปี 2025

    2.การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและเชิงสุขภาพ (Sustainable & Wellness Tourism): เปลี่ยนจากการเน้นปริมาณสู่การเน้นมูลค่าและคุณภาพ โดยยกระดับเศรษฐกิจเวลเนส (Wellness economy) ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายรับจากการท่องเที่ยวได้ถึงร้อยละ 9 ภายในปี 2032 ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม

    3.บริการดิจิทัล (Digital Services): ลดข้อจำกัดทางการค้าในภาคบริการเพื่อดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบนิเวศสตาร์ทอัพ (ปัจจุบันไทยมีเพียง 10 รายต่อประชากรล้านคน) เพื่อเป็นฐานสนับสนุนเทคโนโลยีการเงิน (Fintech) และ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce)

    4.เกษตรอาหาร (Agrifood): แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของภาคเกษตรที่สร้าง GDP ไม่ถึงร้อยละ 15 แต่รับภาระการจ้างงานถึงร้อยละ 30 โดยเปลี่ยนการอุดหนุนแบบให้เปล่าเป็นการผูกเงื่อนไข  Conditionality) ให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพและเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร

    5.อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industries): ยกระดับสู่บริการสร้างสรรค์และคอนเทนต์ดิจิทัลมูลค่าสูง โดยแปลงทุนทางวัฒนธรรมเป็นมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการพัฒนาระบบการเงินและการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม

    โอกาสจากการเข้าเป็นสมาชิก OECD

    กระบวนการขอเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยผลักดันให้ไทยต้องยกระดับกฎหมาย นโยบาย และมาตรฐานสู่ระดับสากล ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การเปิดเสรีการค้า นโยบายการแข่งขัน ความโปร่งใส ไปจนถึงการปฏิรูปการศึกษาและสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้จะช่วยเปลี่ยนผ่านการทำงานของภาครัฐที่เคยกระจัดกระจาย ให้กลายเป็นยุทธศาสตร์การเติบโตที่เป็นเอกภาพและมุ่งผลลัพธ์ระยะยาวอย่างแท้จริง

    บทสรุป: ถึงเวลาขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม

    เป้าหมายประเทศรายได้สูงในปี 2037 จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ หากยังคงดำเนินนโยบายแบบรักษาสถานะเดิม ปัญหาการกระจุกตัวของทรัพยากร วิกฤตแรงงานนอกระบบ และความท้าทายด้านการศึกษา ล้วนเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโต 

    ภาครัฐจึงต้องเร่งแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน เดินหน้าเจรจาการค้าเสรีเชิงลึก (Deep Trade Agreements) และที่สำคัญที่สุดคือต้องลงทุนขนานใหญ่ใน ‘ทุนมนุษย์’ เพื่อสร้างโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมและยกระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิต 
    เป้าหมายปี 2037 ไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อม แต่เพื่อไปให้ถึง ประเทศไทยจำเป็นต้องเริ่มต้นขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้

    เอกสารอ้างอิง (References): 

    1.World Bank. (2026). Building Thailand’s Future Today. 
    2.สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2568). รายงานการสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2568 (The Informal Employment Survey 2025). 
    3.สถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER). (2026). Misallocation: โจทย์ใหญ่ของภาคการเงินในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย.
    4.สถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER). (2026). ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทย ผ่านการจัดสรรทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น.

    คอลัมน์เศรษฐเสวนา จุฬาฯ ทัศนะ โดย… ดร.วรมาศ ลิมป์ธีระกุล คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4236 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/setsawana/669069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Urea5xZFBe-6atoE_TP8Q

  • ฮ่องกงออก ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคม’ ระยะ 5 ปี ฉบับแรก

    ฮ่องกงออก ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคม’ ระยะ 5 ปี ฉบับแรก

    คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการศึกษาและพัฒนาศักยภาพนักศึกษาแพทย์สู่ระดับสากล

    รศ.นพ.นเรนทร์ โชติรสนิรมิต คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มช. พร้อมด้วย รศ.พญ.เกษมศรี ศรีสุพรรณดิฐ ผู้ช่วยคณบดีด้านการศึกษาก่อนปริญญา และ ผศ.พญ.กรองกาญจน์ สุธรรม ผู้ช่วยคณบดีด้านการศึกษาก่อนปริญญา ร่วมให้โอวาทและให้กำลังใจนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 คณะแพทยศาสตร์ มช. ในโอกาสเดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ภายใต้ โครงการหลักสูตรสองปริญญา (Dual Degree Program) ระหว่างปริญญาตรีหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ Master Degree ของ University of Leeds สหราชอาณาจักร เป็นเวลา 1 ปี โดยนักศึกษาแพทย์ รุ่นที่ 3 ที่ได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการ ได้แก่• นศพ.ธนัท สกุลชัยพรวงศ์ – Faculty of Biological Sciences สาขา Infection Immunity and Human Disease โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพด้านวิชาการ งานวิจัย […]

    ลุยพัฒนาป่าช้าจีน! เคลียร์พื้นที่ ปรับภูมิทัศน์ให้สะอาด น่าใช้

    อนุวัธ นายก อบจ.แพร่ หนุนสุริยา นายก ทม.แพร่ ลุยพัฒนาป่าช้าจีน! เคลียร์พื้นที่ ปรับภูมิทัศน์ให้สะอาด น่าใช้ เมืองแพร่เดินหน้าพัฒนาพื้นที่สาธารณะ “อนุวัธ วงศ์วรรณ” นายก อบจ.แพร่ ส่งเครื่องจักรหนักสนับสนุน “สุริยา อินต๊ะนอน” นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ลุยเคลียร์พื้นที่ ป่าช้าจีน ปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ ให้สะอาด เป็นระเบียบ และพร้อมรองรับการใช้งานของประชาชน เมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน 2569 นายสุริยา อินต๊ะนอน นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ได้รับการสนับสนุนจาก นายอนุวัธ วงศ์วรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ นำเครื่องจักรหนัก อาทิ รถแม็คโคร และรถบรรทุกหกล้อ เข้าร่วมดำเนินการเคลียร์พื้นที่บริเวณป่าช้าจีนการดำเนินงานครั้งนี้ เทศบาลเมืองแพร่ โดย กองสาธารณสุข และงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกันกำจัดวัชพืช สิ่งรกร้าง และทำความสะอาดพื้นที่ พร้อมปรับภูมิทัศน์ให้มีความเป็นระเบียบ สะอาด และเหมาะสมต่อการใช้งานของประชาชนภารกิจครั้งนี้สะท้อนการทำงานร่วมกันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลพื้นที่และสาธารณประโยชน์ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับสภาพแวดล้อมและสร้างเมืองแพร่ให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น“ร่วมแรง ร่วมมือ พัฒนาเมืองแพร่ เพื่อประโยชน์ของประชาชน”เทศบาลเมืองแพร่ […]

    มทร.ล้านนา ยกระดับระบบรองรับนักศึกษาต่างชาติ และผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน

    มทร.ล้านนา ยกระดับระบบรองรับนักศึกษาต่างชาติ และผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน เสริมความพร้อมบุคลากร–สร้างมาตรฐานการดูแลผู้เรียนอย่างเท่าเทียม สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จัดโครงการ “เตรียมความพร้อมบุคลากรสำหรับการรองรับนักศึกษาต่างชาติ” ระหว่างวันที่ 16–17 กันยายน 2569 ณ โรงแรม The Clover Hotel Chiang Mai จังหวัด โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.สมเกียรติ วงษ์พานิช รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ วิจัยและบริการวิชาการ เป็นประธานเปิดโครงการ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของ มทร.ล้านนา ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ความเป็นสากล ควบคู่กับการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและเปิดโอกาสการเรียนรู้แก่ผู้เรียนทุกกลุ่ม โดยปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีนักศึกษาชาวต่างชาติ นักศึกษาไร้สัญชาติ และผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน เข้าศึกษาจำนวน 457 ราย โดยมีนายบุญส่ง แสงกฤช ปลัดอำเภอเมืองเชียงใหม่ นางสาวลออ กู่แก้วเกษม จากมูลนิธิพันธกิจลอว์ และ นายสุมิตร วอพะพอ จากมูลนิธิศุภมิตรแห่งประเทศไทย เป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านข้อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาต่างชาติและผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ตลอดจนสร้างความเข้าใจแนวทางการดูแลนักศึกษาร่วมกัน สรุปแนวทางปฏิบัติร่วมกัน บทบาทความรับผิดชอบร่วมกันระหว่าง หน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัย และนักศึกษา ตลอดจนหาทางออกและแก้ไขปัญหาให้แก่กลุ่มนักศึกษาดังกล่าว ร่วมแสดงความคิดเห็น […]

    นพค.36 ส่งมอบถนนลูกรัง 9.5 กม. ใน อ.ขุนยวม ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวบ้านห้วยฟาน

    นพค.36 ส่งมอบถนนลูกรัง 9.5 กม. ใน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวบ้านห้วยฟาน ในการเดินทางและขนส่งพืชผลทางการเกษตรออกมาจำหน่าย เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 กองบัญชาการกองทัพไทย (หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา) โดย หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นพค.36 สนภ.3 นทพ.) จัดพิธีส่งมอบโครงการงานซ่อมทางผิวจราจรลูกรัง ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลขุนยวม โดยมี รองผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 36 เป็นผู้แทนส่งมอบ ณ บ้านห้วยฟาน หมู่ที่ 5 ตำบลขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามแผนงานโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในการปรับปรุงและซ่อมแซมเส้นทางคมนาคมเดิมที่ชำรุดเสียหาย ให้เป็นทางผิวจราจรลูกรัง ขนาดความกว้าง 5 เมตร (ไม่มีไหล่ทาง) รวมระยะทางทั้งสิ้น 9.550 กิโลเมตร การปรับปรุงเส้นทางในครั้งนี้ ช่วยแก้ปัญหาการเดินทางที่ยากลำบากในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ประชาชนสามารถสัญจรไป-มาได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ตลาด ลดระยะเวลาและต้นทุนในการเดินทาง ตลอดจนส่งเสริมให้ราษฎรเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น […]

    ปภ. จังหวัดลำปาง เร่งวางมาตรการเชิงรุก เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัย

    สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดลำปาง บูรณาการทุกภาคส่วนเร่งวางมาตรการเชิงรุกเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างเข้มข้น หลังศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติประเมินสภาพอากาศที่มีความเสี่ยงจากปริมาณฝนและน้ำหลากในช่วงรอยต่อฤดูกาล นายมนัส คำต่าย หัวหน้าสำนักงาน ปภ.ลำปาง เปิดเผยว่า ทาง ปภ. ได้ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน เช่น เหตุการณ์วันที่ 29 พฤษภาคม 69 ที่ผ่านมา พื้นที่ ต.เวียงตาล ต.ปงยางคก อ.ห้างฉัตร และ ต.ลำปางหลวง อ.เกาะคา เสียหายกว่า 400 หลังคาเรือน ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนล่วงหน้าแบบ “ชิงรุกก่อนน้ำถึง” ทุกวินาที โดยจัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์น้ำฝนและระดับน้ำในลำน้ำสำคัญอย่างใกล้ชิด ประชุมติดตามสถานการณ์ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงที ในด้านความพร้อมของสรรพกำลังและเครื่องมือ จ.ลำปาง มี ปภ.เขต 10 ลำปาง ซึ่งได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ประกอบด้วย รถยนต์ยกสูง, เรือท้องแบน, และเรือเจ็ตสกี พร้อมสนับสนุนการอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย นอกจากนั้นยังมีการเตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยง เช่น บริเวณลำน้ำแม่วังและลำน้ำแม่ตุ๋ย, รถสูบส่งน้ำระยะไกลที่สามารถดึงน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติได้ในรัศมี 3–10 กิโลเมตร ในส่วนเรื่องอาหาร ก็มีรถประกอบอาหารเคลื่อนที่ […]

    AIS ผนึก ททท. ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน ช่วง Golden Week

    AIS ผนึก ททท. ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน ช่วง Golden Week รับอินเทอร์เน็ตเพิ่มฟรีจำนวน 8GB เติมเต็มประสบการณ์เที่ยวไทย เชื่อมต่อทุกการเดินทางบนเครือข่ายอัจฉริยะ AIS 5G AIS เดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Nihao Month 2026” ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีน (Golden Week) พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ ผ่านบริการและสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ตลอดการเดินทาง โดยมี นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด AIS และ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ ในโอกาสนี้ AIS สนับสนุนอินเทอร์เน็ต 5G เพิ่มให้ฟรีจำนวน 8GB ใช้งานได้ 1 วัน จำนวน 10,000 สิทธิ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ถือหนังสือเดินทางจีน เพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสาร ค้นหาข้อมูล และแชร์ประสบการณ์ตลอดการเดินทาง พร้อมรับสิทธิประโยชน์และบริการจากพันธมิตรที่สามารถใช้ได้จริงระหว่างทริป เพื่อเติมเต็มประสบการณ์และให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสการท่องเที่ยวไทยอย่างเต็มที่ […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/4117594/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3myatljuvTFl6xzl6rHyTN

  • “สส.ร่มธรรม” หนุนเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ ยกระดับการพัฒนาภาคใต้สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตยั่งยืน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “สส.ร่มธรรม” หนุนเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศ ยกระดับการพัฒนาภาคใต้สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตยั่งยืน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/120438&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19B7Pb18i0CtjslgpKOF8e

  • วว. ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน ชูนวัตกรรม วทน. ขับเคลื่อนบริการด้านสังคมคาร์บอนต่ำ ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ – newswit

    วว. ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน ชูนวัตกรรม วทน. ขับเคลื่อนบริการด้านสังคมคาร์บอนต่ำ ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ – newswit

    วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่อยู่ตรงหน้าและเป็นกติกาใหม่ของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ในการมุ่งสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065

    วว. ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน ชูนวัตกรรม วทน. ขับเคลื่อนบริการด้านสังคมคาร์บอนต่ำ ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

    ท่ามกลางจุดเปลี่ยนสำคัญดังกล่าว สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) หน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ก้าวเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยนำ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ให้บริการ “ด้านสังคมคาร์บอนต่ำ” ที่นำไปใช้งานตอบโจทย์ได้จริง โดยการส่งตรงถึงภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และเกษตรกร เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน

    เปลี่ยนโจทย์วิกฤตโลก ให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจไทย การเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ไม่เพียงแต่เป็นภารกิจทางสิ่งแวดล้อม แต่คือความท้าทายด้านความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และมาตรการทางการค้าโลก เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) รวมถึงข้อกำหนด ESG ของนักลงทุนทั่วโลก ซางเป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการไทยทุกระดับต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

    วว. จึงตั้งเป้าเป็น “Enabler & Solution Provider” ที่นำผลงานวิจัยเชิงลึกจากห้องปฏิบัติการ สู่การให้บริการ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่จับต้องได้ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม ภาคการจัดการของเสีย ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการก่อสร้าง

    รูปแบบการดำเนินงาน : STI for Total Solution & Quadruple Helix การขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำของ วว. ไม่ได้ดำเนินงานแบบแยกส่วน แต่ใช้รูปแบบการทำงานเชิงบูรณาการ “STI for Total Solution” ควบคู่กับกลไก จตุภาคี (Quadruple Helix) ซึ่งเชื่อมโยง 4 ภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    1.หน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) ที่มีต้นทุนเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

    2.ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ (SMEs) นำนวัตกรรมยกระดับกระบวนการผลิต ลดขยะ ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ (Value Creation)

    3.ภาคชุมชนและท้องถิ่น สร้างโมเดลการจัดการสิ่งแวดล้อมระดับพื้นที่ เช่น การจัดการขยะชุมชนและการเกษตรปลอดการเผา

    4.ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล เชื่อมโยงมาตรฐานการวัด การรายงาน และการทบทวน (MRV) พร้อมผลักดันมาตรฐานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้เป็นยอมรับในระดับสากล

    “4 เสาหลักบริการนวัตกรรม วทน. เพื่อสังคมคาร์บอนต่ำ” วว. ให้บริการนวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียวครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่

    1.นวัตกรรมเกษตรคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Agriculture)

    • ย่อยสลายตอซัง ลดการเผา วิจัยและพัฒนาจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย เช่น นวัตกรรม BioD วว. ช่วยย่อยสลายตอซังและฟางข้าวในแปลงนาได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฝุ่น 5 จากการเผาไร่นา พร้อมเพิ่มความสมบูรณ์ให้ดิน
    • ชีวภัณฑ์และปุ๋ยชีวภาพ ส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนเคมีเกษตร ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในกระบวนการผลิตพืชผลทางการเกษตร
    1. นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการขยะ (Circular Economy & Waste to Resource)
    • นวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน พัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปขยะและวัสดุรีไซเคิลอย่างครบวงจร แปลงขยะชุมชนและขยะพลาสติกให้เป็นวัตถุดิบทุติยภูมิหรือพลังงาน
    • ลดการฝังกลบ (Zero Waste to Landfill) บริการให้คำปรึกษาและจัดตั้งระบบบริหารจัดการขยะในระดับเทศบาลและโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ
    1. วัสดุก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Materials)
    • คอนกรีตคาร์บอนต่ำ พัฒนานวัตกรรมนำเถ้าจากโรงไฟฟ้าและวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมมาใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ในการผลิตคอนกรีต ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 จากกระบวนการผลิตซีเมนต์ได้อย่างมหาศาล โดยยังคงคุณสมบัติความแข็งแรงตามมาตรฐานวิศวกรรม
    1. บริการตรวจวัดและแพลตฟอร์มบริหารจัดการคาร์บอน (Carbon Service Platform)
    • Carbon Footprint Services บริการวิเคราะห์ ทดสอบ และให้การรับรองการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP)
    • Carbon Management Platform พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษาเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตรวจวัด คำนวณ และวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแม่นยำและสะดวกสบาย

    การดำเนินงานด้าน วทน. ของ วว. ไม่เพียงแต่ช่วยกู้วิกฤตสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสร้าง ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

    • ลดต้นทุนภาคเกษตรและอุตสาหกรรม การใช้สารชีวภัณฑ์และจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสารเคมีและปุ๋ยเคมีของเกษตรกรได้เฉลี่ย 15 – 30% พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการจำหน่ายพืชผลราคาสูงขึ้นในกลุ่มตลาดเกษตรคาร์บอนต่ำ
    • มูลค่าเพิ่มจากขยะและของเสีย (Value Creation) การเปลี่ยนขยะชุมชนเป็นวัตถุดิบรีไซเคิลและพลังงาน ช่วยลดงบประมาณในการกำจัดขยะของท้องถิ่นได้หลักล้านบาทต่อปีต่อพื้นที่ พร้อมสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนเพิ่มขึ้นมากกว่า 20%
    • สร้างโอกาสทางการค้าต่างประเทศ การได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ช่วยให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs สามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดที่มีมาตรการเข้มงวด เช่น สหภาพยุโรป ได้ โดยไม่ถูกลงโทษด้วยภาษีคาร์บอน ปกป้องมูลค่าการส่งออกของประเทศนับแสนล้านบาท
    • ลดก๊าซเรือนกระจกสะสม โครงการนำร่องในพื้นที่เกษตรและอุตสาหกรรมของ วว. มีเป้าหมายและศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า หลายแสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี

    การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงภาระด้านต้นทุนอีกต่อไป หากแต่คือ โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ (New Green Economy) ที่จะสร้างภูมิคุ้มกันและความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ

    สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมเคียงข้างภาคธุรกิจ ภาคเกษตร และชุมชนทั่วประเทศ ในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยบริการด้านสังคมคาร์บอนต่ำที่ตอบโจทย์และจับต้องได้จริง เพราะความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ สามารถเจริญเติบโตไปพร้อมกันได้ด้วยพลังแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieki3yu9ksdbqokyemfctbrutggb085b&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SqnO1kGpEv81B9-odY1Z3