Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 09.51 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (5 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OtpcnHqMtsa2NI6DOYlrx

  • บริการหลังขาย หัวใจเกมใหม่ ถอดรหัส “คูโบต้า” ฝ่าตลาดเครื่องจักรซบ

    บริการหลังขาย หัวใจเกมใหม่ ถอดรหัส “คูโบต้า” ฝ่าตลาดเครื่องจักรซบ

    แม้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จะประเมินว่าเศรษฐกิจการเกษตรไทยในไตรมาสแรกปี 2569 ยังขยายตัว 2.4% แต่กำลังซื้อของเกษตรกรกลับไม่ฟื้นตามตัวเลขเศรษฐกิจ ต้นทุนพลังงาน ราคาปัจจัยการผลิตที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความผันผวนของสภาพอากาศ ทำให้การตัดสินใจลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ชะลอตัว และบีบให้ผู้ประกอบการต้องปรับเกมธุรกิจครั้งใหญ่

    ภาพดังกล่าวสะท้อนมายังสยามคูโบต้าโดยตรง โดยนายไวพจน์ หามาลา Head of Customer Solutions บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ยอมรับว่า

    คูโบต้า
    นายไวพจน์ หามาลา Head of Customer Solutions บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด

    ปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายที่สุดปีหนึ่งของบริษัท ยอดขายเครื่องจักรกลการเกษตรลดลงทั้งจากเป้าหมายที่วางไว้และจากปีก่อนหน้า

    ปีนี้เป็นปีที่เหนื่อยที่สุด… ไม่เคยเห็นตัวเลขที่ขึ้นในจอที่ประชุมเป็นแบบนี้เลย

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางยอดขายที่ชะลอตัว กลับพบอีกภาพหนึ่งที่สวนทางกัน นั่นคือ จำนวนงานบริการหลังการขายเพิ่มขึ้นประมาณ 6% ในช่วงครึ่งปีแรก เพราะเกษตรกรจำนวนมากเลือกซ่อมเครื่องจักรเดิมแทนการซื้อคันใหม่

    แม้จำนวนรถที่เข้ารับบริการจะเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าการซ่อมต่อครั้งกลับลดลงราว 3% เนื่องจากลูกค้าหลายรายเลือกซ่อมเฉพาะชิ้นส่วนที่จำเป็น และเลื่อนการเปลี่ยนอะไหล่อื่นออกไปตามกำลังซื้อที่จำกัด สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

    นอกจากกำลังซื้อที่ชะลอลง บริษัทยังต้องรับมือกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์ แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีปัญหาการขาดแคลนอะไหล่ เนื่องจากชิ้นส่วนส่วนใหญ่ผลิตภายในประเทศ แต่บริษัทต้องบริหารสต๊อกอย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งซื้อและสำรองอะไหล่ล่วงหน้ามากขึ้น เพื่อรองรับความผันผวนของต้นทุนในระยะต่อไป

    จากผู้ขายเครื่องจักร สู่ธุรกิจที่ขาย “ความมั่นใจ”

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สยามคูโบต้าปรับมุมมองการทำธุรกิจ จากการมุ่งขายเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็น Total Agri-Solutions Provider โดยยก “บริการหลังการขาย” ขึ้นเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักขององค์กร

    นายไวพจน์มองว่า ในวันที่เกษตรกรเผชิญต้นทุนสูง การช่วยให้เครื่องจักรทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดเวลาหยุดซ่อม และยืดอายุการใช้งาน คือคุณค่าที่ลูกค้าต้องการมากกว่าการผลักดันให้ซื้อเครื่องจักรใหม่

    แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกมาเป็นกลยุทธ์ Purchase Once, Lifelong Confidence หรือการดูแลลูกค้าตลอดอายุการใช้งานของเครื่องจักร ไม่ใช่เพียงหลังจากวันที่ซื้อสินค้า

    เป้าหมายไม่ใช่ซ่อมรถ แต่คือรักษาลูกค้าทั้งชีวิต

    หัวใจของกลยุทธ์คือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ตั้งแต่ก่อนซื้อ ระหว่างการรับประกัน ไปจนถึงหลังหมดประกัน

    หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการขยายโปรแกรมตรวจเช็กฟรี จากเดิมดูแล 2 ปี ตรวจเช็ก 5 ครั้ง เป็น 5 ปี ตรวจเช็กรวม 11 ครั้ง หลังพบว่าลูกค้ากว่า 90% ยังกลับเข้าศูนย์ในช่วงรับประกัน แต่เริ่มห่างหายหลังปีที่ 3

    การขยายระยะเวลาดูแลจึงไม่ได้เป็นเพียงบริการเพิ่มเติม แต่ยังทำให้บริษัทสามารถติดตามสภาพเครื่องจักร เก็บข้อมูลการใช้งาน สนับสนุนการใช้อะไหล่แท้ และสร้างโอกาสในการเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

    ปัจจุบันโครงการ Service Care ซึ่งดูแลลูกค้าหลังหมดประกัน มีลูกค้าเข้าร่วมประมาณ 100,000 คันต่อปี คิดเป็นงานบริการมากกว่า 400,000 งาน

    Data กลายเป็นหัวใจของการรักษาฐานลูกค้า

    คูโบต้ายังเตรียมนำข้อมูลจากการเข้ารับบริการมาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นสภาพเครื่องจักร ความถี่ในการเข้าศูนย์ ประวัติการซ่อม และการใช้งาน เพื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าและออกแบบบริการที่ตอบโจทย์แต่ละกลุ่ม

    เป้าหมายคือการดึงลูกค้าให้อยู่ใน Ecosystem ของบริษัท ทั้งด้านงานบริการ อะไหล่ การบำรุงรักษา และการเปลี่ยนเครื่องจักรในอนาคต

    หากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงยังยืดเยื้อ บริษัทเตรียมใช้เครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและทีมบริการทั่วประเทศเป็นกำลังหลักในการเข้าถึงลูกค้า โดยให้ทีมบริการทำงานร่วมกับฝ่ายขายมากขึ้น เพื่อค้นหาความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ และรักษาฐานลูกค้าเดิมในช่วงที่การตัดสินใจซื้อเครื่องจักรใหม่ยังชะลอตัว

    แต้มต่อที่ไม่ได้อยู่แค่ตัวสินค้า

    แม้นายไวพจน์จะยอมรับว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อยังคงเป็นคุณภาพสินค้าและโปรโมชั่น แต่บริการหลังการขายยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ลูกค้าเลือกอยู่กับแบรนด์ในระยะยาว

    ปัจจุบันคูโบต้ามีผู้แทนจำหน่าย 87 ราย ศูนย์บริการมากกว่า 200 แห่ง และช่างเทคนิคกว่า 1,600 คนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นแต้มต่อสำคัญจากเครือข่ายที่ครอบคลุมและการลงทุนพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

    เกมใหม่ของคูโบต้า ในวันที่ตลาดไม่ง่าย

    สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง บริษัทมองว่างานบริการยังมีโอกาสทรงตัวหรือเติบโตใกล้เคียงปีก่อน เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกรจะเร่งนำเครื่องจักรเข้าตรวจเช็กและซ่อมบำรุง หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย จำนวนงานบริการก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการใช้งานเครื่องจักร

    ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง กำลังซื้อที่อ่อนแรง ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก สยามคูโบต้ามองว่าการแข่งขันในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การขายเครื่องจักรให้ได้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ลูกค้ามั่นใจว่า เมื่อเครื่องจักรมีปัญหา จะมีทีมงานพร้อมเข้าไปดูแลอย่างรวดเร็ว

    เพราะเมื่อการซื้อเครื่องจักรใหม่เกิดขึ้นช้าลง การรักษาลูกค้าเดิมให้ใช้งานต่อ สร้างความเชื่อมั่นผ่านบริการ และทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำในอนาคต อาจกลายเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความได้เปรียบได้มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/280923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mBSLdfam4bGHOQZROVMjW

  • จัดหนัก…สิทธิประโยชน์ EEC ดึงลงทุนใหม่แสนล้าน

    จัดหนัก…สิทธิประโยชน์ EEC ดึงลงทุนใหม่แสนล้าน

    EECO จ่อเสนอ กพอ. อนุมัติ 8 โครงการลงทุนชุดแรกภายใต้สิทธิประโยชน์อีอีซี วงเงินรวมกว่า 1 แสนล้านบาท ในการประชุมเดือนสิงหาคม 2569 นี้ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ

       การประชุมบอร์ด EEC ส.ค.นี้ สำนักงานอีอีซี เตรียมเสนอขออนุมัติโครงการลงทุน ภายใต้สิทธิประโยชน์ของอีอีซี ครั้งแรก ประเดิม 8 โครงการ วงเงินลงทุน 1 แสนล้านบาท เชื่อช่วยกระตุ้นการลงทุนเพิ่มเติม

       ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ จะเสนอให้ที่ประชุมอนุมัติโครงการลงทุนภายใต้สิทธิประโยชน์ของอีอีซีเป็นครั้งแรก รวม 8 โครงการ วงเงินลงทุนประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ

       ดร.จุฬา กล่าวว่า ที่ผ่านมา EECO ได้จัดเตรียมเรื่องการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนผ่านสิทธิประโยชน์ของสำนักงานเอง ตั้งแต่การพิจารณาว่ามีเขตส่งเสริมที่ไหนเหมาะสมกับการลงทุนอะไรไปบ้าง และพยายามให้เห็นว่าการมี One Stop Service ช่วยสนับสนุนจะช่วยให้นักลงทุนได้รับความสะดวกในการเข้ามาลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งกำหนดสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมในแต่ละรายด้วย

       “เราพยายามแนะนำคนที่อยากมาลงทุนตั้งแต่ชวนเข้ามาจนถึงให้เขาประกอบกิจการได้จริงๆ โดยจะบอกว่า ลงทุนแบบนี้ควรจะอยู่ในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจในโซนไหน แล้วเตรียมให้สิทธิประโยชน์ อย่างเช่น การก่อสร้าง การตั้งโรงงานต่าง ๆ แต่ในขั้นตอนที่ผ่านมา เรายังไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์อย่างจริงจัง เนื่องจากไปเตรียมเรื่องเชิงกฎหมาย เพราะสิทธิประโยชน์ EEC ครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งสิทธิประโยชน์ในเชิงภาษีต้องคุยกับสรรพากร คุยกับศุลกากร และเรื่องใบอนุญาติ หรือวีซ่าต่าง ๆ ด้วย” ดร.จุฬา กล่าว

       สำหรับการพิจารณาสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนในพื้นที่อีอีซีนั้นดร.จุฬา กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ด กพอ. ครั้งนี้ จะเป็นการอนุมัติสิทธิประโยชน์ทั้งหมด ซึ่งแต่ละรายจะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่เหมือนกัน เพราะจะมีการประเมินเป็นรายโครงการ และนำเสนอเข้ามายัง กพอ. พิจารณา ส่วนใหญ่จะครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลส่งเสริม เพื่อขับเคลื่อน เศรษฐกิจในอนาคต

       ทำกฎหมายใหม่

       รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ในส่วนของการจัดทำสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนในพื้นที่อีอีซีนั้น ล่าสุด EECO ยังได้ยกร่างกฎหมายขึ้นใหม่เกี่ยวกับการรองรับนักลงทุนต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถพิเศษ โดยจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดลักษณะของบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษและสิทธิที่จะได้รับตามกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. … และร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการได้รับสิทธิของบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษ พ.ศ. …

       สำหรับการจัดทำกฎหมายทั้งสองฉบับนั้น เนื่องจากปัจจุบันประเทศที่มีความสำเร็จในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษจะใช้วิธีการกำหนดสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดบุคคลที่มีความสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเข้ามาประกอบกิจการหรือทำงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการประกอบพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทันสมัยและสร้างนวัตกรรมอันจะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศโดยรวม

       ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดบุคคลที่มีความสำคัญอันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและก่อให้เกิดนวัตกรรม จึงจำเป็นต้องมีมาตรการส่งเสริมให้มีการดึงดูดบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษเข้ามาประกอบกิจการหรือทำงาน ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยใช้กลไกตามกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในการดึงดูด

       สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือในการดึงดูดบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษอันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและก่อให้เกิดนวัตกรรมเข้ามาประกอบกิจการหรือทำงานในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หากรัฐไม่แทรกแซงอาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง การพัฒนาเทคโนโลยีล่าช้า สูญเสียโอกาสในการสร้างนวัตกรรม ขาดการถ่ายทอดความรู้และอาจทำให้บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษออกไปทำงานในต่างประเทศ

       เปิดสิทธิประโยชน์

       รายงานข่าวระบุว่า กฎหมายฉบับใหม่นี้มีการกำหนดสิทธิที่บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษจะได้รับจากคณะกรรมการนโยบายแยกเป็นส่วนแรก คือ สิทธิเกี่ยวกับภาษี ประกอบด้วย 1. สิทธิได้รับการลดหย่อนภาษี โดยให้ลดอัตราภาษีเงินได้ในการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษได้รับ

       ทั้งนี้เนื่องจากการประกอบกิจการหรือทำงาน ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และคงจัดเก็บตลอดระยะเวลาที่ประกอบกิจการหรือทำงานในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยนับจากปีภาษีที่เริ่มประกอบกิจการหรือทำงานในอัตรา คือ ปีที่ 1-3 เก็บ 16% ของเงินได้, ปีที่ 4-5 เก็บ 14%, ปีที่ 7-9 เก็บ 12% และปีที่ 10 เป็นต้นไป เก็บ 10%

       พร้อมทั้งสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ โดยให้ยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจาก หน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ ค่าตอบแทนหรือประโยชน์อย่างอื่น หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ ในต่างประเทศ มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 แห่งประมวลรัษฎากร

       2. สิทธิเกี่ยวกับการเข้าเมือง โดยให้บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษที่ไม่มีสัญชาติไทย และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง มีสิทธิเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรได้ โดยมีกำหนดสูงสุดคราวละไม่เกิน 20 ปี

       3. สิทธิเกี่ยวกับการขออนุญาตทำงาน โดยให้บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษ มีสิทธิประกอบกิจการและทำงานในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เลขาธิการออกหนังสืออนุญาตทำงาน (EEC – Work Permit) โดยมีกำหนดเวลาเท่ากับระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรตาม ข้อ 2

       4. สิทธิอื่นเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ พิเศษเข้ามาประกอบกิจการหรือทำงานในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ คือ (ก) สิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อการอยู่อาศัย มีกำหนดไม่เกินหนึ่งไร่ โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน(ข) สิทธิถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อการอยู่อาศัย โดยได้รับการยกเว้นจากการจำกัดสิทธิของคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

       (ค) สิทธิเช่า เช่าช่วง ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อการอยู่อาศัย โดยมีกำหนดเวลาไม่เกิน 50 ปี ถ้าได้ทำสัญญากันไว้เป็นกำหนดเวลานานกว่านั้นก็ให้ลดลงมาเป็น 50 ปี

       (ง) สิทธิได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามกฎหมายสำหรับการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์และอสังหา ริมทรัพย์ตาม (ก) – (ค)

       (จ) สิทธิได้รับการคืนเงินเท่ากับค่าภาษีสรรพสามิตที่จ่ายจริง สำหรับการซื้อรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ค่าภาษีสรรพสามิตรวมกันไม่เกิน 1 ล้านบาท

       อย่างไรก็ตามในรายละเอียดของสิทธิประโยชน์ดังกล่าวที่อยู่ระหว่างการจัดทำนั้น เลขาธิการ EECO ระบุว่า หากดำเนินการรับฟังความเห็นเสร็จแล้วจะสรุปรายละเอียดและเสนอต่อคณะกรรมการ รวมทั้งเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z0_Pt7XJPM7bPD-pQ7PuB

  • UBS ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ฮ่องกงปี 69 สู่ 4.5% รับโมเมนตัมเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง : อินโฟเควสท์

    UBS ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ฮ่องกงปี 69 สู่ 4.5% รับโมเมนตัมเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง : อินโฟเควสท์

    ธนาคารยูบีเอส (UBS) ของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของฮ่องกงประจำปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 4.5% จากเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 3.3% โดยระบุถึงทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

    UBS เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (3 ส.ค.) ว่า การส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงของฮ่องกงคาดว่าจะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่กิจกรรมในตลาดการเงินจะยังคงแข็งแกร่ง และการลงทุนภายในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

    UBS ระบุเพิ่มเติมว่า การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวในอัตราที่สม่ำเสมอ โดยการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการส่งออกภาคบริการ

    ขณะเดียวกัน UBS ชี้ว่า แผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกของฮ่องกงที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำ จะถือเป็นพิมพ์เขียวสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพการเติบโตใหม่ ๆ ของเขตบริหารพิเศษแห่งนี้

    การวางแผนและดำเนินนโยบายตามแผนดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างเสถียรภาพการเติบโตในช่วงวัฏจักรธุรกิจ และยกระดับแนวโน้มการเติบโตพื้นฐานของเศรษฐกิจในระยะกลางถึงระยะยาว นอกจากนี้ การสนับสนุนจากรัฐบาลกลางจีนจะยังคงช่วยเสริมสร้างการเติบโตของฮ่องกงในอนาคต

    ทั้งนี้ ข้อมูลทางการระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของฮ่องกง ขยายตัว 5.1% เมื่อเทียบรายปีในครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

    โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/626209&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F0t52FJ5YCetdII02uaFH

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 05 สิงหาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 05 สิงหาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 10.19 น.


    กลยุทธ์ : Uptrend
    แนวต้าน : $4,130 , 65,000 บาท
    แนวรับ : $4,000 , 63,900 บาท
    .

    ราคาทองคำเช้าวันนี้ยังเคลื่อนไหวในทิศทางฟื้นตัว แม้ปัจจัยหนุนจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเริ่มลดลง หลังราคาน้ำมันดิบร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ จากความคาดหวังว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะมีความคืบหน้า ส่งผลให้แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยชะลอลง อย่างไรก็ตาม ราคาทองยังสามารถยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ ได้ เนื่องจากได้รับแรงพยุงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลง ประกอบกับแรงขายของนักลงทุนเก็งกำไรเริ่มลดลง ทำให้ทองคำยังคงรักษาโมเมนตัมเชิงบวกในระยะสั้น
    .

    ด้านปัจจัยที่ต้องติดตาม ตลาดยังให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลข ADP การจ้างงานภาคเอกชน, ISM ภาคบริการ และ JOLTS ที่จะประกาศคืนนี้ ก่อนถึงตัวเลข การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ในวันศุกร์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หากข้อมูลแรงงานออกมาอ่อนแอกว่าคาด มีโอกาสกดดัน Bond Yield และหนุนราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้นได้ แต่หากตัวเลขยังแข็งแกร่ง อาจทำให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดและกดดันราคาทองอีกครั้ง
    .

    สำหรับมุมมองการลงทุน ระยะสั้นภาพทางเทคนิคยังอยู่ในแนวโน้ม Uptrend แต่ยังมีความผันผวนสูงจากการรอข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ จึงแนะนำ เล่นตามแนวโน้มแต่ไม่ไล่ราคา โดยรอสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวบริเวณ แนวรับ 4,000 ดอลลาร์ (63,900 บาท) และทยอยขายทำกำไรเมื่อขึ้นทดสอบ แนวต้าน 4,130 ดอลลาร์ (64,800 บาท) พร้อมติดตามผลประกาศตัวเลขแรงงานสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาทองคำในช่วงถัดไป

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-05-aug-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_OOBpTLuHSzCCIkxKDIG4

  • ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 05/08/69

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล 05/08/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/165331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QmCEv25pTrrfWAVUFCdkY

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 05/08/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 05/08/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/165321&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rAAwt92u8O9C4qjPSA_o-

  • รัฐบาลปรับแผนดันบิ๊กโปรเจ็กต์แสนล้าน เสียบแทนแลนด์บริดจ์ บูมเศรษฐกิจใต้

    รัฐบาลปรับแผนดันบิ๊กโปรเจ็กต์แสนล้าน เสียบแทนแลนด์บริดจ์ บูมเศรษฐกิจใต้

    รัฐบาลประกาศล้มอภิมหาโปรเจ็กต์ “แลนด์บริดจ์” หรือโครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน (ชุมพร-ระนอง) ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงเฉียด 1 ล้านล้านบาท ภายหลังมีเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนและนักวิชาการเรื่องความคุ้มทุน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ตลอดจนความคุ้มค่าในการยกตู้สินค้าขึ้น-ลงหลายรอบ

    เช่นเดียวกับผลการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน ได้ข้อสรุปออกมาอย่างเป็นทางการว่า จำเป็นต้องขอยุติการลงทุนในโครงการไปก่อน เพราะยังไม่คุ้มค่า และกระทบต่อภาระงบประมาณ โดยเฉพาะการศึกษาผลตอบแทนทางการเงิน (Rate of Return) ลดลงจาก 8% เหลือเพียง 4.8% โดยเมื่อคิดมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบ จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกกว่า 6 แสนล้านบาท กลับกลายเป็น ติดลบถึง 10,287 ล้านบาท

    นอกจากนี้โครงการฯยังมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงเพราะจากการศึกษา เมื่อมีผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การค้าโลกลดลง ผลตอบแทนที่เคยมองว่า เป็นบวกอาจจะเป็นลบได้ทำให้มีความเสี่ยงสูง รวมถึงมีความเสี่ยงในเรื่องคู่แข่งและการจัดการ ซึ่งจากเดิมคาดว่าจะมีสายเรือต่าง ๆ ย้ายมาทางเรา แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้น้อย เพราะสายการเดินเรือต่าง ๆ มีพันธมิตรไปเรียบร้อย

    อย่างไรก็ดีเพื่อไม่ให้การพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ชะงัก คณะกรรมการศึกษาชุดดังกล่าว ได้มีมติให้ไปพิจารณาปรับปรุงแผนการใช้ท่าเรือระนองให้เต็มศักยภาพ พร้อมพิจารณาเชื่อมโยงทางรถไฟเชื่อมต่อไปยังท่าเรือระนอง และระบบการขนส่งทางราง หรือ Missing Link เชื่อมโยงไปทางเหนือขึ้นไปประเทศจีน และเชื่อมโยงท่าเรือฝั่งตะวันออก ทำให้กระทรวงคมนาคม ต้องกลับมาปัดฝุ่นโครงข่าย Missing Link อย่างโครงการรถไฟสายใหม่ สถานีชุมพร-ท่าเรือระนอง แทน

    ดันมิสซิ่งลิงก์ชุมพร-ระนอง

    รายงานข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวทางพัฒนาท่าเรือเดิมและเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟ Missing Link ในโครงการรถไฟสายใหม่ สถานีชุมพร-ท่าเรือระนอง ระยะทาง 110 กม. วงเงินลงทุน 27,287 ล้านบาท ต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐด้วย ที่ผ่านมารฟท.ศึกษาออกแบบรายละเอียดเส้นทางดังกล่าวแล้ว โดยรอเตรียมเสนอรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ตามขั้นตอนรฟท.จะต้องผลักดันโครงการฯ เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการรถไฟฯ (บอร์ด) พิจารณาก่อนส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงคมนาคมพิจารณาตามลำดับ

    ลุยเปิดประมูลปี 2570

    นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่า หากโครงข่ายรถไฟ Missing Link ได้รับความเห็นชอบจากภาครัฐ กรมฯ จะหารือร่วมกับรฟท.เพื่อผลักดันโครงการภายในปีนี้ โดยประเมินว่า อีไอเอจะผ่านความเห็นชอบจาก กก.วล. ก่อนเปิดประมูลก่อสร้างได้ภายในปี 2570 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี โดยระยะเวลาดังกล่าวเป็นการประเมินเบื้องต้น เนื่องจากยังมีขั้นตอนการเวนคืนที่ดินและกระบวนการตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน

    “ภาคเอกชนมองว่าไม่จำเป็นต้องรอโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ให้เร่งสร้างทางรถไฟช่วงที่ยังขาดอยู่ก่อน ซึ่งเมื่อเชื่อมโครงข่ายได้ครบ จะสามารถขนส่งสินค้าจากภาคเหนือมายังท่าเรือฝั่งอันดามันได้โดยตรง ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่” นายพิเชฐ กล่าว

    สแกนผลศึกษารถไฟสายใหม่

    สำหรับโครงการรถไฟสายใหม่ สถานีชุมพร-ท่าเรือระนอง วงเงิน 27,287 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าจ้างที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานประเมิน EIA 300 ล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและชดเชยสิ่งปลูกสร้าง 1,640 ล้านบาท ค่าควบคุมงานก่อสร้าง 692 ล้านบาท ค่าก่อสร้างงานก่อสร้างโยธา 21,548 ล้านบาท ค่าก่อสร้างรางและระบบอาณัติสัญญาณ 3,106 ล้านบาท ด้านการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินของโครงการฯ พบว่า ต้องใช้วงเงินรวม 4,451 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าทดแทนเวนคืนที่ดิน 828 แปลง 1,684 ล้านบาท, ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง 525 รายการ 914 ล้านบาท, ค่าทดแทนต้นไม้ 2,583ไร่ 591 ล้านบาท, ค่าทดแทนและค่าเสียหายอื่นๆ 300 ล้านบาท ,ค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด 960 ล้านบาท

    ขณะที่รูปแบบการลงทุนโครงการฯ พบว่า แนวทางที่มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการฯ ต้องมีการสนับสนุนในด้านต่างๆ โดยภาครัฐจะสนับสนุนในส่วนโครงสร้างพื้นฐาน รวมค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และระบบอาณัติสัญญาณ โดยรฟท.จะรับผิดชอบในส่วนของการจัดหาขบวนรถ รวมถึงค่าดำเนินการการบริหารและซ่อมบํารุง ซึ่งรฟท.จะเป็นผู้จัดเก็บรายได้โครงการทั้งหมด

    อย่างไรก็ตามการสนับสนุนดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้โครงการมีความเหมาะสมในการดำเนินการ ดังนั้นเพื่อลดภาระในการลงทุนของ รฟท. ภาครัฐต้องสนับสนุนเงินในช่วงเปิดดำเนินการโครงการเพิ่มเติมตลอดระยะเวลา 30 ปี เป็นมูลค่าประมาณ 78,161 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันเท่ากับ 27,986 ล้านบาท ที่จะทำให้ รฟท. ปลอดภาระในการลงทุนพัฒนาโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้

    เส้นทางเชื่อม 4 อำเภอ 2 จังหวัด

    ทั้งนี้โครงการรถไฟสายใหม่ สถานีชุมพร-ท่าเรือระนอง มีแนวเส้นทางโครงการพาดผ่าน 4 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร อำเภอกระบุรี อำเภอละอุ่น และอำเภอเมือง จังหวัดระนอง คือ เส้นทางหลักจากชุมพร-ท่าเรือน้ำลึกระนอง โดยเชื่อมจากรถไฟสายใต้ (สุราษฎร์ธานี) เข้าสู่เส้นทางหลัก และเส้นทางแยกเข้าสู่ตัวเมืองระนอง โดยรูปแบบการก่อสร้าง 3 รูปแบบ คือ รูปแบบคันทาง รูปแบบโครงสร้างสะพาน และรูปแบบโครงสร้างอุโมงค์ เขตทางทั่วไป 50 ม. ความเร็วที่ใช้ในการออกแบบ คือ 160 กม.ต่อชม. ในบริเวณพื้นที่ทั่วไป และ 120 กม.ต่อชม. ในบริเวณที่มีข้อจำกัดพื้นที่

    อย่างไรก็ดีโครงการฯมีจุดเริ่มต้นของเส้นทางรถไฟตั้งอยู่บริเวณที่โล่งระหว่างสถานีชุมพรกับสถานีรถไฟแสงแดด โดยก่อสร้างเป็นทางเลี่ยง แยกออกมาจากทางรถไฟสายใต้ปัจจุบัน และมุ่งไปทางด้านทิศตะวันตก ตัดผ่านทางหลวงหมายเลข 2009 และทางหลวงหมายเลข 41 

    หลังจากนั้นแนวเส้นทางรถไฟจะยังคงมุ่งไปด้านทิศตะวันตกและขนานกับทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) มีระยะห่างไม่เกิน 1 กม. ผ่านพื้นที่ตำบลขุนกระทิงตำบลบ้านนา ตำบลวังใหม่ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และผ่านตำบล จ.ป.ร. ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

    จากนั้นเส้นทางรถไฟจะมุ่งลงด้านทิศใต้และขนานไปกับถนนเพชรเกษมด้านฝั่งตะวันออกมีระยะห่างราว 1-2 กม. ผ่านพื้นที่ตำบลมะมุ ตำบลน้ำจืดน้อย ตำบลน้ำจืด อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

    ก่อนที่แนวเส้นทางจะยกข้ามถนนเพชรเกษมใกล้กับรอยต่อระหว่างตำบลน้ำจืดกับตำบลลำเลียง โดยแนวรถไฟจะยังคงมุ่งลงใต้ขนานกับถนนเพชรเกษม แต่สลับมาอยู่ด้านตะวันตก

    ผ่านพื้นที่ตำบลลำเลียง ตำบลบางใหญ่ อำเภอกระบุรี และตำบลบางแก้ว อำเภอละอุ่น และเข้าสู่พื้นที่ตำบลทรายแดง อำเภอเมืองระนอง หลังจากนั้นทางรถไฟจะแยกเข้าสู่สถานีรถไฟระนอง ที่ตำบลบางนอน อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนองและทางรถไฟสายหลักจะมุ่งหน้าสู่จุดสิ้นสุดโครงการที่สถานีขนส่งสินค้าภายในท่าเรือน้ำลึกระนอง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง

    อย่างไรก็ดีหากโครงการนี้แล้วเสร็จ สินค้าจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ จะสามารถขนส่งทางรางตรงสู่ท่าเรือระนองได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งไปใช้รถบรรทุกในช่วงสุดท้าย ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ลดระยะเวลาการขนส่ง เพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก ทำให้ประเทศไทยมีทางเลือกในการเชื่อมโยงการค้าทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน โดยโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศจะสามารถเชื่อมต่อกับท่าเรือสำคัญฝั่งอ่าวไทย เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือมาบตาพุด

    ดัน 3 รถไฟทางคู่สายใต้

    นอกจากการผลักดันรถไฟทางสายใหม่ สถานีชุมพร-ท่าเรือระนอง แล้ว การพัฒนาโครงข่ายระบบรางทางภาคใต้ของประเทศไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญผ่านการผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 จำนวน 3 เส้นทาง ประกอบด้วย รถไฟทางคู่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท ควบคู่ไปกับโครงการรถไฟสายใหม่ สถานีชุมพร-ท่าเรือระนอง รวม 4 เส้นทาง วงเงินรวม 131,751 ล้านบาท 

    สำหรับความคืบหน้าการผลักดันโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 จำนวน 3 เส้นทาง วงเงินรวม 104,464 ล้านบาท แหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า ประกอบด้วย ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ขณะนี้ รฟท. อยู่ระหว่างเร่งรัดเสนอต่อที่ประชุมครม. เพื่อขออนุมัติโครงการ ภายในเดือนกันยายนหรือตุลาคมนี้ เนื่องจากทั้ง 3 เส้นทางนี้มีความต่อเนื่องกัน

    ขณะเดียวกันยังต้องรอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณารายละเอียดโครงการ เนื่องจากมีการทบทวนราคาวัสดุก่อสร้างและค่าขนส่ง ค่าน้ำมันที่มีการปรับตัวสูงขึ้นมากจากช่วงก่อนหน้า รวมถึงการปรับปรุงข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของการวางแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งการปรับปรุงข้อมูลเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อวงเงินงบประมาณและเนื้อโครงการบางส่วน ซึ่งหากทางสศช. มองว่าภาพรวมในเชิงเศรษฐกิจยังคงมีความคุ้มค่าและไม่ได้รับผลกระทบมากนัก อาจอนุมัติให้นำเสนอต่อ ครม.เห็นชอบได้โดยไม่ต้องนำกลับมาพิจารณาซ้ำ

    “เรื่องการปรับปรุงราคาวัสดุให้เป็นปัจจุบันถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากใช้ราคากลางเดิมที่ไม่สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน จะเกิดผลกระทบต่อการประมูลอย่างแน่นอน ดังนั้น รฟท. จึงจำเป็นต้องปรับปรุงราคาให้เป็นปัจจุบันที่สุดก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประกวดราคา” แหล่งข่าวจากรฟท. กล่าว

    อย่างไรก็ดีตามแผนหาก ครม. อนุมัติโครงการฯทั้ง 3 เส้นทาง คาดว่าจะเตรียมจัดทำร่างเอกสารการประกาศประกวดราคา ประมาณ 3-4 เดือน ก่อนเปิดประมูลทั้ง 3 เส้นทาง พร้อมกันภายในต้นปี 2570 เนื่องจากเป็นแนวเส้นทางที่มีความจำเป็นเรื่องระบบอาณัติสัญญาณและเทคนิคต่าง ๆ ที่ต้องมีความสอดคล้องกันตลอดทั้งเส้นทาง

    นอกจากนี้ด้านการก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2570 ซึ่งระยะเวลาการก่อสร้างแต่ละเส้นทางจะไม่เท่ากัน โดยเส้นทางช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่ จะใช้เวลาก่อสร้างนานที่สุดประมาณ 72 เดือน ซึ่งมีงานก่อสร้างอุโมงค์รวมอยู่ด้วย

    ขณะที่ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี จะใช้เวลาประมาณ 60 เดือน และช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ จะใช้เวลาก่อสร้างสั้นที่สุด ประมาณ 48 เดือน เนื่องจากระยะทางสั้นกว่าเส้นทางอื่น ก่อนทยอยเปิดให้บริการตามลำดับต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/665666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZSKw2leb9mgptXQisfA2g

  • ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบเล็กน้อย จับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบเล็กน้อย จับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดขยับลงเล็กน้อยในวันนี้ (5 ส.ค.) ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการของจีนในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงข้อมูลการค้าและเงินเฟ้อ

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] เปิดที่ระดับ 3,815.12 จุด ลดลง 7.16 จุด หรือ -0.19%

    นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีนในสัปดาห์นี้ โดยในวันนี้จะมีการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือนก.ค.จาก RatingDog ขณะเดียวกัน ทางการจีนจะเปิดเผยข้อมูลการค้าประจำเดือนก.ค.ในวันศุกร์ (7 ส.ค.) และข้อมูลเงินเฟ้อประจำเดือนก.ค.ในวันอาทิตย์ (9 ส.ค.)

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/626050&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XfPm5ODiJ5xv_h7Efcrlv

  • “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหลายล้านครัวเรือน และมีพื้นที่เพาะปลูกคิดเป็นสัดส่วนสูงของพื้นที่เกษตรทั้งหมด ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 3 ประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ร่วมกับอินเดียและเวียดนาม โดยมีจุดแข็งด้านคุณภาพและความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าว มากกว่าการแข่งขันด้านราคา แม้ว่าไทยจะมีจุดแข็ง โดยเฉพาะ ข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งเป็นสินค้าพรีเมียม ได้รับการยอมรับในตลาดโลกด้านคุณภาพและกลิ่นหอม

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    แต่ความท้าทายของอุตสาหกรรมข้าวไทยคือ มีต้นทุนการผลิตสูงกว่าคู่แข่ง เช่น อินเดีย เวียดนาม และปากีสถาน การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงจากประเทศคู่แข่ง รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ค่าระวางเรือ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายความมั่นคงทางอาหารของประเทศผู้นำเข้า ซึ่งอาจลดการนำเข้าบางช่วง

    ชี้สงคราม สู้รบ กระทบตลาดส่งออกข้าวไทย

    นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสออนไลน์ ถึงสถานการณ์การส่งออกข้าว ว่า 6 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) ไทยส่งออกข้าวแล้ว 3.5 ล้านตัน จากเป้าทั้งปี 7 ล้านตัน ดังนั้นในช่วง 1-2 เดือนหลังจากนี้ คาดว่าจะยังส่งออกได้เฉลี่ย 700,000 ตัน/เดือน เนื่องจากประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ยังมีความต้องการสั่งซื้อข้าวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ตลาดที่หายไปอย่างอิรัก เริ่มกลับมาซื้อแต่จะไม่ใช้ลักษณะเดิมที่ซื้อตรงจากผู้ส่งออก แต่จะเป็นการซื้อผ่านประเทศที่สามอย่างตุรกี โดยข้าวจะถูกส่งไปยังตุรกีและขนส่งโดยรถบรรทุกเข้าอิรักอีกที

    “นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย

    “นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย

    ทั้งนี้ในอดีตอิรักเคยสั่งซื้อข้าวเดือนละ 80,000-90,000 ตัน โดยปี 2568 ไทยส่งออกข้าวขาว 5% ไปอิรักประมาณ 1 ล้านตัน ส่วนปีนี้ถือว่าลดลงอย่างมาก โดยไทยส่งออกไปอิรักแค่เดือนเดียวเพียง 90,000 ตันเท่านั้น และไม่มีการส่งออกไปอีกเลยซึ่งหากดูจากสถานการณ์เชื่อว่าตลาดอิรักคงไม่กลับมาเหมือนเดิม เพราะการสู้รบยังคงรุนแรงขึ้น ประกอบกับการส่งออกไปอิรักจากนี้คงต้องผ่านประเทศที่สาม ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้นำเข้าที่สูงขึ้นอีกตันละ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯโดยเฉพาะโลจิสติกส์ที่ปรับตัวขึ้น เพราะต้องผ่านตุรกีวิ่งข้ามไปอิรักระยะทางประมาณ 300-400 กิโลเมตร เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นตลาดอิรักคงไม่กลับสู่ภาวะปกติในเร็วๆนี้

    ลุ้นฟิลิปปินส์-มาเลเซีย สั่งซื้อข้าวเพิ่ม รองรับ “เอลนีโญ”

    นายกกิตติมศักดิ์ฯ กล่าวอีกว่า ในช่วง1-2 เดือนจากนี้จะมีการส่งมอบข้าวให้กับฟิลิปปินส์และมาเลเซีย และต้องติดตามต่อว่าทั้ง 2 ประเทศจะซื้อข้าวกับไทยต่อหรือไม่ เพราะข้าวอินเดียและปากีสถานกำลังออกครอปใหม่ในเดือนก.ย.นี้ประกอบกับราคาข้าวของทั้งอินเดียและปากีสถาน มีราคาที่ถูกกว่าข้าวไทย แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าข้าวไทยจะแพงกว่าข้าวอินเดียและปากีสถาน แต่ทั้ง2ประเทศยังซื้อข้าวไทยเพราะต้องการข้าวใหม่ ในขณะที่อินเดียเป็นข้าวเก่าแม้ว่าราคาจะต่างกัน 50-60 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    การซื้อกับอินเดีย อาจจะมีปัญหาเรื่องส่งมอบและเป็นข้าวเก่า 2 ประเทศนี้ ไม่นิยมกินข้าวเก่าถือว่าเป็นโอกาสของข้าวไทยที่แม้ราคาจะแพงกว่า แต่ทั้งนี้ต้องระวังข้าวเวียดนาม เพราะฟิลิปปินส์และมาเลเซียเริ่มหันไปซื้อข้าวเวียดนามเพราะราคาถูกกว่าไทย

    อย่างไรก็ตามดูผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกมาในช่วง ส.ค.-ก.ย. ประมาณ 3 ล้านตันข้าวเปลือก ว่าราคาจะปรับลดลงมาหรือไม่ ซึ่งถ้าราคาลงมาระดับหนึ่งคาดว่าฟิลิปปินส์และมาเลเซียจะยังคงซื้อข้าวไทย คาดว่าปีนี้ฟิลิปปินส์จะนำเข้าไม่ต่ำกว่า 6 ล้านตัน จากปกติที่นำเข้า 3.5-5 ล้านตัน เนื่องจากมีการประเมินว่าผลผลิตในประเทศอาจได้รับผลกระทบจากเอลนีโญที่ค่อนข้างรุนแรงทำให้ปริมาณข้าวในประเทศลดลง 1.5-2 ล้านตันทำให้ฟิลิปปินส์จะต้องนำเข้าข้าวเพิ่มเพื่อสต็อกด้านความมั่นคงทางด้านอาหาร

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    เช่นเดียวกับมาเลเซียช่วงสถานการณ์ปกติจะนำเข้าปีละ 1.4-1.5 ล้านตัน แต่คิดว่าปีนี้รัฐบาลมาเลเซียกลัวในเรื่องของเอลนีโญและผลผลิตในประเทศที่ลดลง ดังนั้น รัฐบาลสั่งให้เบอร์นาส หรือ Padiberas Nasional Berhad (Bernas) เป็นบริษัทเอกชนรายเดียวในประเทศมาเลเซียที่ได้รับสัมปทานผูกขาดจากรัฐบาล ให้ทำสต็อกข้าวจาก 3 เดือนเป็น 9 เดือน เพื่อป้องกันการขาดแคลนหรือเกิดเหตุการณ์วิกฤตเรื่องอาหาร ดังนั้นคาดว่ามาเลเซียจะมีการซื้อข้าวเพิ่มเป็น 2 ล้านตัน

    หากดูจากตัวเลขที่ประเมินไว้ คิดว่าไทยน่าจะส่งออก 7 ล้านตันตามเป้าที่ตั้งไว้ เดือน ก.ค.-ส.ค.จะส่งออกไปต่ำกว่า 7 แสนตัน ส่วน ก.ย.-ต.ค. ต้องมาดูตัวเลขอีกที ส่วนปัญหาเอลนีโญที่ทำให้หลายประเทศมีการนำเข้าข้าวเพิ่มนั้น ขณะนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่า เอลนีโญจะรุนแรงเพียงใด มีแต่คาดการณ์ ว่าจะเป็นซุปเปอร์เอลนีโญหรือสตรองเอลนีโญ หรือจะเอลนีโญธรรมดา

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    คาด “เอลนีโญ” ฉุดผลผลิตข้าวลดทั่วโลก

    ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯคาดการณ์ ผลผลิตจะลดลง โดยนาปรังจะลดลง 5 แสนตันข้าวเปลือก ข้าวนาปีลดลง 1 ล้านตันข้าวเปลือกแต่เชื่อว่าผลผลิตไม่น่าลดลงเพราะ 1.ราคาข้าวยังดี 2.นาปรังส่วนใหญ่ปลูกที่ภาคกลางที่มีระบบชลประทานที่ดี และ3.น้ำในเขื่อนปีนี้ไม่ขาดแคลน

    สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ข้าวนาปี เพราะสิ่งที่จะเกิดจากวันนี้ หากเอลนีโญมีผลกระทบจริงและฝนทิ้งช่วง ส.ค.-ก.ย. ฝนตกน้อยหรือไม่ตกอาจจะมีปัญหา เพราะข้าวนาปีอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ผลผลิตปีหนึ่งประมาณ 25 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งต้องดูข้าวนาปีเป็นหลักว่ามีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    ตอนนี้เราไม่ได้เห็นราคาข้าวเปลือกราคาที่ 5,000-6,000 บาทในความชื้น 15% แต่ราคาข้าวขาว 5% ราคาอยู่ที่ 9,500 บาทต่อตัน ข้าวหอมมะลิราคาไปถึง 19,000 บาทต่อตันข้าวเปลือก ที่ชาวนาบอกว่าราคาข้าวยังต่ำ ไม่รู้ว่าชาวนาจังหวัดไหน ตอนนี้สต็อกข้าวทั้งหมดอยู่ที่โรงสีเป็นหลัก

    สำหรับราคา FOB เดือน ก.ค. ข้าวไทยเคยราคาขึ้นไปถึง 485-490 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน หลังจากนั้นก็ทยอยลงมาที่ 460 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน แต่ยังถือว่าแพงกว่าคู่แข่ง สาเหตุที่ราคาร่วง เพระราคาขึ้นไปเร็วมาก จาก 11 บาท/กก. ขึ้นไป 15 บาท/กก. หรือขึ้นมาตันละ 4,000 บาท ประมาณ 100 ดอลลาร์/ตัน (ค่างินบาทที่ 33 บาท/ดอลลาร์) ส่วนหนึ่งเพราะส่งออกมากในช่วงที่ผ่านมาและเป็นการเก็งกำไรของโรงสี

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    USDA คาดการณ์สต็อกข้าวโลกหาย 2.8%

    นายชูเกียรติ มองว่า เอลนีโญ ปี 2569–2570 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการผลิตข้าวโลก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ /เอเชียใต้ และแอฟริกา ขณะที่ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงานยิ่งซ้ำเติมตลาดข้าวโลก โดย USDA คาดการณ์การค้าข้าวโลก ปี 2570 ผลผลิตข้าวโลกจะลดลง 1.6% เหลือ 537.2 ล้านตันข้าวสาร และสต็อกข้าวโลกจะลดลง 2.8% เหลือ 192.6 ล้านตันข้าวสาร

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    หากเอลนีโญมีความรุนแรงตามที่หลายสำนักคาดการณ์จะกระทบกับประเทศผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็น “ไทย” คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากปริมาณฝนที่ต่ำและน้ำในอ่างเก็บน้ำลดลง โดยเฉพาะการทำนาปรังในปี 2570 ส่งผลให้ผลผลิตอาจลดลง 5–10% หากเกิดภาวะแล้งรุนแรง “เวียดนาม” พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงมีความเสี่ยงจากภัยแล้งและการรุกล้ำของน้ำเค็ม คาดว่าผลผลิตอาจลดลง 3–7%

    “ฟิลิปปินส์” เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูง โดยมีการประเมินว่าหากเกิดเอลนีโญรุนแรง ผลผลิตข้าวอาจลดลงได้ประมาณ 6 ล้านตันข้าวเปลือก เมื่อเทียบกับภาวะปกติ ส่งผลให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ “อินโดนีเซีย” คาดว่าผลผลิตอาจลดลงประมาณ 11% จากผลกระทบของภัยแล้งและการลดพื้นที่เพาะปลูกในบางพื้นที่ และ “ อินเดีย” แม้มีความเสี่ยงจากฝนมรสุมที่แปรปรวน แต่ยังมีสต็อกข้าวขนาดใหญ่ จึงคาดว่าจะยังรักษาสถานะผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกได้ และสามารถช่วยบรรเทาความตึงตัวของตลาดโลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    ดังนั้นแนวโน้มความต้องการนำเข้าข้าวโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยฟิลิปปินส์ยังเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ที่สุด คาดนำเข้ามากกว่า 5 ล้านตันเพื่อชดเชยผลผลิตทีลดลง ขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซียมีแนวโน้มนำเข้าเพิ่มขึ้นหากผลผลิตลดลงตามที่คาดการณ์และรองรับการบริโภคภายในประเทศ เพราะ 40% พึ่งพาการนำเข้า

    ส่วนประเทศในแอฟริกาหลายแห่ง จะเพิ่มการนำเข้า เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหาร เช่นเดียวกับจีนยังอาจนำเข้าเพื่อบริหารสต็อกและรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศ อย่างไรก็ตามการค้าข้าวโลกยังขยายตัว แม้อุปทานลดลง โดย USDA คาดว่าปริมาณการค้าข้าวโลกปี 2570 จะทำสถิติสูงสุดที่ 62.9 ล้านตัน สะท้อนว่าความต้องการนำเข้าของหลายประเทศยังอยู่ในระดับสูง

    “ไทย” ผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 3ของโลก รั้งท้ายเวียดนาม

    นายชูเกียรติ กล่าวว่า ปีนี้ ไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 3 ของโลกเช่นเดิม เพราะถ้าดูตัวเลข 6 เดือนแรกที่ส่งออกได้ 3.5 ล้านตัน อินเดียส่งออก 12 ล้านตัน เวียดนาม ส่งออก 4.5 ล้านตัน โดยราคาข้าวเวียดนามอยู่ที่ 415-420 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ส่วนอินเดีย ราคา 355-360 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ปากีสถาน ราคาขึ้นมาที่ 390 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ส่วน ราคาข้าวเมียนมาราคาใกล้เคียงกับไทยที่ 450-460 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    สิ่งที่ลูกค้าคอมเพลนเกี่ยวกับข้าวไทย คือ ราคาหอมมะลิแพงมาก 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ซึ่งทุกตลาดชะลอมาก ทั้งตลาดสหรัฐฯและตลาดจีน โดยเฉพาะตลาดจีนซื้อข้าวหอมมะลิไทยลดลงมากและหันไปซื้อข้าวกัมพูชาแทน อย่างข้าวผกาลำดวน ซึ่งคุณสมบัติใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทยอย่างมากและราคาต่างกันเพียง 400 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน โดยข้าวผกาลำดวนของกัมพูชาราคาอยู่ที่ 800 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ซึ่งน่าเป็นห่วง หากปล่อยไปแบบนี้ในอนาคตตลาดข้าวหอมมะลิจะถูกกลืนไปเรื่อยๆและถ้าไปแล้วไปลับไม่กลับมาเพราะคนกินเริ่มชินกับข้าวของคู่แข่ง

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน  จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    “ข้าวไทย” เจอศึกหนัก คู่แข่งรอบด้าน จับตา “เอลนีโญ” หนุนดีมานด์โลก

    สิ่งที่ผู้ส่งออกกังวลและต้องการให้หน่วยงานรัฐเร่งดำเนินการ คือ ทำอย่างไร “ข้าวกินอิ่ม” สามารถแข่งขันได้ดีขึ้นและมีต้นทุนถูกลง เพราะการที่ข้าวของไทยมีราคาแพงกว่า ข้าวเวียดนาม เมียนมาร์ อินเดีย ปากีสถาน เหตุผลเพราะว่า ผลผลิตต่อไร่ของไทยต่ำกว่าและไทยมีพันธุ์ข้าวที่ไม่หลากหลาย ซึ่งหากจะมองไปในระยะยาว ต้องทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมข้าวไทยโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องเร่งพัฒนาและมองหาจุดอ่อนของข้าวไทยให้สามารถกลับมาแข็งขันได้และทำอย่างไรให้ต้นทุนข้าวไทยถูกลงและมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยทำให้อึตสาหกรรมข้าวไทย ชาวนาไทย อยู่ได้ในระบบการค้าโลก

    อ่านข่าว:

    เกมรุกข้าวไทยแดนมังกร “ชนินทร หริ่มเจริญ” ชี้คุณภาพเหนือราคา คือ คำตอบ

    ข้าวไทยปักหมุด “กว่างโจว” รุกจีนตอนใต้ ดัน”ข้าวประณีต”เจาะตลาดพรีเมียม

    Twin Crisis เขย่าตลาดข้าวไทย เอลนีโญฉุดผลผลิต ส่งออกแข่งขันรุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509017&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kKKuYUoAUaEuYD4RVB40x