Loading…
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sfJnVuO5awkU_Qcl4q6I-

Loading…
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sfJnVuO5awkU_Qcl4q6I-

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เรียกร้องประชาชนกลับมาใช้มาตรการประหยัดพลังงานแบบช่วงโควิด-19 ทั้งการทำงานจากที่บ้าน และลดเดินทางไปต่างประเทศ ลดการซื้อทอง หวั่นสงครามยืดเยื้อกระทบเศรษฐกิจอินเดีย
โมดีกล่าวระหว่างร่วมงานสาธารณะในเมืองไฮเดอราบัด ทางตอนใต้ของประเทศเมื่อวันอาทิตย์ว่า การใช้ชีวิตอย่างประหยัดและมีวินัยในช่วงนี้ถือเป็นความรักชาติรูปแบบหนึ่ง
พร้อมย้ำว่า อินเดียจำเป็นต้องรักษาเงินตราต่างประเทศ ให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง
คำประกาศดังกล่าวถูกนักวิเคราะห์มองว่า เป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดของรัฐบาลอินเดีย นับตั้งแต่วิกฤตตะวันออกกลางเริ่มกระทบเศรษฐกิจโลก
ปัจจุบัน อินเดียนำเข้าน้ำมันดิบมากถึง 90% ของความต้องการทั้งประเทศ และต้องเผชิญต้นทุนพลังงานพุ่งสูงหลายพันล้านดอลลาร์ หลังสงครามในอิหร่านส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก ถูกปิดมานานกว่า 2 เดือนครึ่งแล้ว
ผู้นำอินเดียยังขอให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าเมโทร รวมถึงการแชร์รถเดินทางร่วมกันเพื่อลดการใช้น้ำมัน
นอกจากนี้ ยังขอให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลงครึ่งหนึ่ง เพื่อลดผลกระทบจากภาวะปุ๋ยขาดแคลนและต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น
คำกล่าวของโมดีส่งผลทันทีในตลาดการเงินอินเดีย โดยดัชนี Sensex ร่วงลงมากกว่า 1,000 จุดในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางความกังวลว่าเศรษฐกิจอินเดียอาจเผชิญภาวะชะลอตัวยาวนาน
ขณะเดียวกัน ค่าเงินรูปีของอินเดียก็อ่อนค่าทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น และเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
แม้รัฐบาลอินเดียยังไม่ขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลภายในประเทศ แต่แรงกดดันต่อบริษัทพลังงานของรัฐเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานเริ่มลามไปยังหลายอุตสาหกรรมสำคัญของอินเดีย โดยเฉพาะโรงงานผลิตแก้ว พลาสติก และกระเบื้อง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งงานหลายแสนอัตรา
ขณะเดียวกัน ปริมาณปุ๋ยที่ลดลงยังสร้างความกังวลต่อผลผลิตทางการเกษตรและราคาสินค้าอาหารที่อาจพุ่งสูงขึ้นในอนาคต
นักวิเคราะห์มองว่า คำพูดของโมดีอาจเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลอินเดียกำลังเตรียมออกมาตรการควบคุมการใช้พลังงานเพิ่มเติม รวมถึงอาจปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศในระยะต่อไป.
ที่มา : BBC
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2932089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FifkqPVmD2E7dvj4npVDP

“พิพัฒน์” กางนโยบาย “ทางหลวงชนบทเพื่อประชาชน” เร่งเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ มุ่งลดรายจ่าย – เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน ทุกภูมิภาคทั่วไทย
11/05/2569 | 91 |
วันนี้ (11 พฤษภาคม 2569) เวลา 9.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานให้แก่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) โดยมี นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายรัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศกว่า 125 คน เข้ารับนโยบาย ณ อาคารฝึกอบรม สะพานพระราม 7 เพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในทุกภูมิภาค
นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหาปากท้อง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างภูมิต้านทานทางเศรษฐกิจ ตนจึงได้นำนโยบายดังกล่าวมาแปรสู่การปฏิบัติ โดยสั่งการกำชับให้ ทช. ในฐานะหน่วยงานที่มีโครงข่ายเส้นทางเข้าถึงชุมชนและใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด เร่งเดินหน้ายกระดับระบบคมนาคมทั่วประเทศให้ทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป้าหมายสูงสุดของการสร้างถนน เชื่อมต่อเส้นทาง คือการลดภาระค่าใช้จ่าย ลดภาระในการเดินทาง และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน ได้ย้ำให้บริหารงบประมาณทุกบาทให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุดควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม เช่น การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การเปลี่ยนโคมไฟถนนเป็นระบบ LED และการติดตั้งแผงโซลาร์ฟาร์มริมทาง ตลอดจนสั่งเดินหน้าเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่ที่ค้างอยู่ให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ทันที
นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดี ทช. กล่าวว่า ทช. พร้อมเดินหน้าเต็มกำลังในปี 2569 เพื่อเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมให้สมบูรณ์แบบและกระจายความเจริญสู่ทุกภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ โดยเตรียมลุยโครงการสำคัญระดับประเทศ อาทิ สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (สงขลา – พัทลุง) และสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ปัจจุบันได้ผู้ชนะการประมูลแล้วและเตรียมลงนามสัญญาเพื่อเดินหน้าก่อสร้างทันทีหลังกระทรวงการคลังอนุมัติเงินกู้จากธนาคารโลก การส่งเสริมการท่องเที่ยวในโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) ตั้งแต่สมุทรสงครามถึงนราธิวาส โดยระยะที่ 3 (เพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์) ได้เริ่มนำเครื่องจักรเข้าพื้นที่ก่อสร้างแล้วกว่า 81 กิโลเมตร ควบคู่กับการผลักดันถนนเลียบแม่น้ำโขงนาคาวิถี เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชนท้องถิ่น อีกทั้งได้กระจายงบประมาณลงสู่พื้นที่ชุมชนอย่างแท้จริง ผ่านโครงการยกระดับมาตรฐานชั้นทาง ถนนสนับสนุนรถไฟทางคู่ และถนนเพื่อการท่องเที่ยวกว่า 333 โครงการ (ระยะทาง 813 กิโลเมตร) พร้อมสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 46 แห่งทั่วประเทศ และเร่งรัดโปรเจกต์แก้ปัญหาจราจรระดับภูมิภาค เช่น ถนนสาย ง เมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถนนสาย จ เมืองกำแพงเพชร และทางลอดแยกศูนย์ราชการ จังหวัดเชียงราย นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทช. ยังเน้นการดูแลประชาชนในยามวิกฤตตามข้อสั่งการของกระทรวงคมนาคม เช่น การระดมเครื่องจักรและถุงยังชีพเข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่อย่างทันท่วงที พร้อมกันนี้ได้นำเทคโนโลยีศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุอัจฉริยะมาใช้ตรวจสอบความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ และนำนวัตกรรมรักษ์โลกอย่างการใช้ถนนจากขยะพลาสติกรีไซเคิลมาต่อยอด เพื่อลดมลพิษอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน ทช. ดูแลรับผิดชอบโครงข่ายถนนกว่า 3,662 สายทาง ระยะทางกว่า 51,295 กิโลเมตร และสะพานอีกกว่าหมื่นแห่ง ทิศทางจากนี้ไปจนถึงปี 2570 ทช. จะเดินหน้าตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่ระดับสากล เพื่อให้ทางหลวงชนบททุกสายเป็น “ฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และนำพาความสุขไปสู่หน้าประตูบ้านของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง” นายพิชิต กล่าว
ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163935
รูปภาพ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/502063&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uAzmLf2Wyjo8_OVBb846j

กรมทรัพย์สินทางปัญญาถอดบทวิเคราะห์จากรายงาน “WIPO Pathfinders Report” ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) ซึ่งสะท้อนฉากทัศน์ระบบทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ชี้เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวสู่เกมการค้ายุคใหม่ ที่แข่งขันกันด้วยทุนทางความคิด นวัตกรรม และการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่างทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น โดยกรมฯ มองวาระปีที่ 34 ของการขับเคลื่อนภารกิจ เป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับกลยุทธ์ IP ให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของคนไทยให้เป็นมูลค่าที่จับต้องได้ และสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจไทยในเวทีสากล
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า รายงาน WIPO Pathfinders เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มและฉากทัศน์อนาคตของระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลก ซึ่งรวบรวมมุมมองของผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อประเมินทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม ที่ส่งผลต่อทรัพย์สินทางปัญญาในระยะ 10 ปี โดยรายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ทรัพย์สินที่จับต้องได้” ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย “ทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ ข้อมูล ซอฟต์แวร์ งานสร้างสรรค์ แบรนด์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจ
รายงานดังกล่าวยังได้เน้นย้ำถึงความท้าทายจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมระบบทรัพย์สินทางปัญญาโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการคิดค้นนวัตกรรม การสร้างสรรค์ผลงาน การบริหารจัดการสิทธิ และการแข่งขันทางธุรกิจ โดย WIPO ได้เสนอแนวทางสำคัญสำหรับประเทศสมาชิก ในการเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง การเร่งเปลี่ยนผ่านบริการสู่ระบบดิจิทัล การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัพ รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน นักลงทุน ภาคการศึกษาและนวัตกรรม เพื่อให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
นางอรมน กล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างนวัตกรรม แต่เป็นการต่อยอดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง โดยประเทศที่สามารถเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ จะเป็นประเทศที่กุมความได้เปรียบในตลาดโลก ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และสตาร์ทอัพ ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันบนฐานของนวัตกรรมและการสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ กรมฯ จึงวางแนวทางยกระดับกลยุทธ์ IP เชิงรุก เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ และขยายโอกาสทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อฉากทัศน์เศรษฐกิจยุคใหม่ กรมฯ ได้เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในหลายมิติ อาทิ โครงการ IP Financing วางรากฐานระบบประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเร่งรัดจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาผ่านบริการ Fast Track เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่และนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วขึ้น การปรับปรุงกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ทันสมัยและสอดรับกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งการปกป้องแบรนด์ไทยผ่านโครงการ Trademark Monitor เฝ้าระวังการฉวยโอกาสนำเครื่องหมายการค้าของไทยไปจดทะเบียนในต่างประเทศโดยมิชอบ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถปกป้องแบรนด์ไทย เช่น “หมูเด้ง” (Moo Deng) ในประเทศจีน แบรนด์ยาดม “หงส์ไทย” (Hongthai) ในประเทศจีนและเวียดนาม รวมถึงแบรนด์ “เต่าบิน” ในประเทศเวียดนาม และระงับความเสียหายได้ทันท่วงที เป็นต้น
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมฯ จะนำข้อเสนอแนะและฉากทัศน์สำคัญจากรายงาน WIPO มาใช้เป็นกรอบในการพัฒนาระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของไทย ให้พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างแต้มต่อและโอกาสทางการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทย อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1018425&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0b8MxIyoHexjz5ikQUAZip

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.40 น.
11 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ได้เรียกร้องให้ชาวอินเดียทำงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home รวมถึง ลดการซื้อทองคำ และจำกัดการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่
มาตรการรัดเข็มขัดซึ่งคล้ายคลึงกับมาตรการในยุคโควิด-19 จะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงของอินเดียและช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ
อินเดียต้องนำเข้าน้ำมันถึง 90% และค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันดิบของอินเดียพุ่งสูงขึ้นหลายพันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลทำสงครามกับอิหร่าน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในอ่าวเปอร์เซีย ถูกปิดมานานกว่าสองเดือนครึ่งแล้ว
นักวิเคราะห์ กล่าวว่า คำอ้อนวอนของ โมดี ที่กล่าวในงานสาธารณะที่เมืองไฮเดอราบัด ทางตอนใต้ของอินเดีย เมื่อวันอาทิตย์นั้น เป็นคำอ้อนวอนที่ “รุนแรงที่สุด” เท่าที่เคยมีมา
“ความรักชาติไม่ได้หมายถึงแค่ความเต็มใจที่จะเสียสละชีวิตที่ชายแดนเท่านั้น ในยุคนี้ ความรักชาติหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความรับผิดชอบและทำหน้าที่ของเราต่อประเทศชาติในชีวิตประจำวัน” โมดีกล่าว
“ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการประหยัดเงินตราต่างประเทศ”
พร้อมกันนี้ นายโมดี ยังเรียกร้องให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน และแนะนำให้ใช้รถร่วมกันเพื่อประหยัดน้ำมัน นอกจากนี้ เขายังขอให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลงครึ่งหนึ่ง
ผลกระทบปรากฏให้เห็นในตลาดหุ้นอินเดีย นักวิเคราะห์ กล่าวว่า คำพูดของโมดีเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ดัชนี Sensex ร่วงลงมากกว่า 1,000 จุด ในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (11 พ.ค.) ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ
อินเดียยังคงหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ปั๊มน้ำมัน แม้จะมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อผู้ค้าปลีกน้ำมันของรัฐ แต่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันได้เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างแล้ว
ผลกระทบนั้นเห็นได้ชัดในหลายอุตสาหกรรม โดยมีงานหลายแสนตำแหน่งในโรงงานผลิตแก้ว ผลิตภัณฑ์พลาสติก และกระเบื้องที่ตกอยู่ในความเสี่ยง นอกจากนี้ปริมาณปุ๋ย ที่ลดลง ยังก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงและราคาอาหารที่สูงขึ้น
แต่ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นกับเงินรูปีของอินเดีย ซึ่งอ่อนค่าลงเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ
นักวิเคราะห์ กล่าวว่า คำกล่าวของ โมดี บ่งชี้ว่ารัฐบาลอาจออกคำสั่งบางอย่างเพื่อควบคุมการใช้พลังงานในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ การปรับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน
ผู้นำฝ่ายค้านของอินเดียวิพากษ์วิจารณ์คำพูดของโมดี โดยกล่าวว่าเป็นการชี้ให้เห็นถึงการวางแผนที่ไม่ดีของรัฐบาลกลาง
นายราหุล คานธี หัวหน้าพรรคคองเกรส กล่าวว่า รัฐบาลกำลัง “โยนความรับผิดชอบไปให้ประชาชน” และหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของตนเอง “ข้อเสนอแนะของโมดีไม่ใช่คำเทศนา แต่เป็นหลักฐานแห่งความล้มเหลว”
สงครามในอิหร่านและการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งหลายประเทศกำลังเผชิญกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้อธิบายเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
ในช่วงเวลาหลังจากสงครามเริ่มต้นขึ้นประเทศต่างๆ จำนวนหนึ่งได้ออกมาตรการเพื่อจำกัดผลกระทบต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจ
จีนสั่งให้โรงกลั่นน้ำมันหยุดส่งออกเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว แต่ราคาน้ำมันเบนซินยังคงสูงขึ้นในประเทศจีน และสายการบินบางแห่งในจีนได้ลดเที่ยวบินลงเนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น
บางรัฐในออสเตรเลียได้ยกเลิกค่าโดยสารหรือลดค่าโดยสารลงครึ่งหนึ่งเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนไม่ขับรถเอง
ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศในเดือนมีนาคม โดยรัฐบาลได้ให้เงินอุดหนุนแก่คนขับรถขนส่ง ลดบริการเรือข้ามฟาก และกำหนดให้ข้าราชการทำงานสัปดาห์ละสี่วัน
ศรีลังกาก็ได้เริ่มใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงและเปลี่ยนมาใช้ระบบทำงานสี่วันต่อสัปดาห์ เป็นการชั่วคราว โดยปิดโรงเรียน วิทยาลัย และสถาบันของรัฐอื่นๆ ในวันพุธ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/963809&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZbGsXWKvSCbG9721ecOIx

“เงินเฟ้อทางการแพทย์” หรือ Medical Inflation กำลังกลายเป็นแรงกดดันใหม่ของเศรษฐกิจไทย หลังต้นทุนค่ารักษาพยาบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วกว่าค่าครองชีพทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่านเบี้ยประกันสุขภาพที่ทยอยปรับขึ้น และภาระร่วมจ่าย (Co-payment) ที่เริ่มกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดประกันสุขภาพ
รายงาน Global Medical Trends ล่าสุดของ WTW ระบุว่า ต้นทุนด้านสุขภาพทั่วโลกในปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.3% ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 10.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แม้เงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ในระดับต่ำเพียง -0.1%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “ค่ารักษาพยาบาล” ไม่ได้เคลื่อนไหวตามภาวะค่าครองชีพทั่วไปอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวจากแรงกดดันเฉพาะของระบบสุขภาพ ทั้งต้นทุนเทคโนโลยี บุคลากร การใช้บริการ และโครงสร้างประกันสุขภาพ
ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงพยาบาลรวม 1,491 แห่ง แบ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐ 1,110 แห่ง และเอกชน 381 แห่ง แม้ระบบรัฐยังเป็นฐานหลักในการดูแลประชาชน แต่กำลังเผชิญภาระผู้ป่วยจำนวนมากภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า อัตราครองเตียงของโรงพยาบาลรัฐเฉลี่ยอยู่ในระดับ 80–90% และบางพื้นที่สูงเกิน 100% สะท้อนภาวะ “เตียงเต็ม” ที่เกิดขึ้นจริง ขณะที่ประชาชนจำนวนมากต้องรอรับบริการนาน 5–8 ชั่วโมงต่อครั้ง
เมื่อ “เวลา” และ “คุณภาพบริการ” กลายเป็นต้นทุนสำคัญ ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อจึงหันไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น แม้ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการเริ่มชัดเจนขึ้น
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือบทบาทของประกันสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในระบบรักษาพยาบาล โดยผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้จ่ายค่ารักษาเต็มจำนวนด้วยตนเอง ทำให้ “ความรู้สึกต่อราคา” ลดลง และมีแนวโน้มใช้บริการทางการแพทย์มากขึ้น
ในอีกด้าน โรงพยาบาลเองก็ไม่ได้ถูกกดดันให้แข่งขันด้านราคามากนัก เพราะผู้จ่ายเงินหลักคือบริษัทประกัน ไม่ใช่ผู้ป่วยโดยตรง
ผลลัพธ์คือ ค่าใช้จ่ายในระบบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก่อนถูกส่งกลับไปยังประชาชนในรูปของเบี้ยประกันที่แพงขึ้น และภาระร่วมจ่ายที่สูงขึ้นในที่สุด
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เงินเฟ้อทางการแพทย์ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากแรงจูงใจหลายด้านที่ทำงานพร้อมกัน
โรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น MRI, CT Scan และการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา แต่ก็มาพร้อมต้นทุนมหาศาล
เมื่อการลงทุนสูง โรงพยาบาลย่อมมีแรงจูงใจในการใช้งานเพื่อให้คุ้มทุน ซึ่งในบางกรณีอาจนำไปสู่การตรวจหรือรักษาที่เกินความจำเป็น
บุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์เฉพาะทาง กลายเป็นทรัพยากรที่มีการแข่งขันสูงในตลาด
แพทย์ทั่วไปในภาครัฐมีรายได้เฉลี่ย 50,000–80,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ภาคเอกชนอยู่ที่ 80,000–140,000 บาท ส่วนแพทย์เฉพาะทางอาจสูงถึง 160,000–350,000 บาทต่อเดือน
ต้นทุนด้านบุคลากรจึงกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักของค่ารักษาพยาบาล
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือความแตกต่างของราคายาและเวชภัณฑ์ระหว่าง “ราคาตลาด” กับ “ราคาที่เรียกเก็บในโรงพยาบาลเอกชน”
ตัวอย่างเช่น น้ำเกลือ NSS 0.9% ขนาด 1,000 มล. ซึ่งมีราคาตลาดราว 45 บาท แต่บางแห่งคิดค่าบริการรวมสูงถึง 919 บาท
แม้ส่วนหนึ่งสะท้อนต้นทุนแฝง เช่น ค่าบริหารจัดการ ระบบบริการ และมาตรฐานคุณภาพ แต่ข้อจำกัดด้านข้อมูลราคาที่ยังเปรียบเทียบได้ยาก ทำให้ผู้บริโภคขาดอำนาจต่อรอง
อัตราการเรียกร้องค่าสินไหมประกันสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเพิ่มจาก 67% ในปี 2566 เป็น 89% ในปี 2569
ส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบประกันแบบ “เหมาจ่าย” ที่ลดแรงจูงใจในการควบคุมการใช้บริการ และอาจนำไปสู่การใช้สิทธิที่เกินความจำเป็น
ภายใต้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทประกันจึงเริ่มนำระบบ Co-payment มาใช้มากขึ้น เพื่อให้ผู้เอาประกันร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน และลดการใช้บริการเกินจำเป็น
นักวิเคราะห์มองว่า “เงินเฟ้อทางการแพทย์” ไม่ใช่เพียงปัญหาค่ารักษาแพงขึ้น แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการเข้าถึงบริการสุขภาพของไทย
เมื่อค่ารักษาเติบโตเร็วกว่ารายได้ครัวเรือน ขณะที่เบี้ยประกันและภาระร่วมจ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มชนชั้นกลางอาจกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดในระยะยาว
โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่แค่ “รักษาอย่างไรให้ดีขึ้น” แต่คือ “ทำอย่างไรให้ประชาชนยังเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้ในต้นทุนที่รับไหว”
บทความโดย Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด(มหาชน)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/658750&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z5WF6_ZbcfXYlYG0rsWyl

โฆษกรัฐบาลเผย “อนุทิน” ลุยเกาะพะงัน 13 พ.ค. ต่อเนื่องภูเก็ต สั่งสแกนนอมินีทั่วประเทศ ชี้เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ย้ำไม่ปล่อยทุนสีเทาใช้ช่องว่างกฎหมายแย่งงานคนไทย
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 13 พฤษภาคมนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย มีกำหนดลงพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามปัญหาการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติผ่านนอมินีอย่างใกล้ชิด ต่อเนื่องจากการลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และการคุ้มครองประชาชนให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย
น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีติดตามเรื่องนี้ด้วยตนเอง และย้ำว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้การใช้นอมินีหรือช่องว่างทางกฎหมายกลายเป็นภัยคุกคามประชาชน เพราะปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องการจดทะเบียนธุรกิจ แต่เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง มีการจ้างงานจำนวนมาก และส่งผลต่อรายได้ของประชาชนในวงกว้าง
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้สแกนนิติบุคคลในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน พบว่ามีนิติบุคคลรวม 16,811 ราย โดยเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนถึง 11,426 ราย หรือ 67.97% แบ่งเป็นเกาะพะงัน 3,213 ราย จากทั้งหมด 4,761 ราย และเกาะสมุย 8,213 ราย จากทั้งหมด 12,050 ราย สะท้อนความจำเป็นที่รัฐต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้นว่ามีการใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือให้นอมินีบังหน้าเพื่อเลี่ยงกฎหมายหรือไม่
“นายกรัฐมนตรีให้นโยบายฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สแกนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภูเก็ต สมุย หรือพะงัน หากพบการใช้ช่องว่างกฎหมายแย่งอาชีพและการทำมาหากินของคนไทย ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด”
น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ารัฐบาลไทยสนับสนุนการลงทุนต่างชาติที่ถูกต้อง โปร่งใส และสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย แต่จะไม่ยอมให้ทุนสีเทา นอมินี หรือเครือข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจเข้ามาตักตวงผลประโยชน์บนแผ่นดินไทย พร้อมขอให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ และไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้ต่างชาติใช้ชื่อคนไทยบังหน้า เพราะการปกป้องอาชีพคนไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2932054&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_Y1lT00OjR1hk-CghRdOV

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคมสำคัญในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อยกระดับระบบคมนาคม เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมีนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) คณะผู้บริหารจาก จท. และกรมทางหลวง (ทล.) และข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมคลองตันหยงมัส ความยาว 260 เมตร ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง ลดความเสียหายต่อพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรของประชาชนบริเวณริมคลอง ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานด้วยความเรียบร้อย มีคุณภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามการดำเนินงานตามแผนพัฒนาร่องน้ำในพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ 2570 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการขุดร่องน้ำโคกเคียน บริเวณบ้านบาเฆ๊ะ ตำบลโคกเคียน ระยะทาง 650 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2570 และโครงการขุดร่องน้ำปากอ่าวนราทัศน์ ตำบลบางนาค ระยะทาง 300 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 15,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2570 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยลดความตื้นเขินของร่องน้ำ ทำให้เรือและเรือประมงสามารถสัญจรเข้า – ออกพื้นที่ได้สะดวก และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งในจังหวัดนราธิวาส

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์การเดินทางของประชาชนในพื้นที่พบว่า บริเวณทางหลวงหมายเลข 4056 ช่วง กม.15+600 และ กม.16+911 เป็นจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากและมีความรุนแรงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณทางแยกและวงเวียนที่มีการใช้ความเร็วสูง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย ขณะเดียวกัน บริเวณ กม.12+900 และ กม.15+000 ยังประสบปัญหาน้ำท่วมผิวทางเป็นประจำ เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจากภูเขา จึงได้สั่งการให้ ทล. เร่งผลักดันแนวทางแก้ไข ทั้งการพัฒนาระบบสะพานและอาคารระบายน้ำ ปรับเปลี่ยนท่อลอดเหลี่ยมเป็นโครงสร้างสะพาน รวมถึงขยายสะพานเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับปริมาณน้ำหลาก และยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ ทล. ได้รายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4056 สายนราธิวาส – สุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นการขยายทางหลวง 4 ช่องจราจร ระยะทาง 36.275 กิโลเมตร แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงบ้านโคกตา – บ้านกือเม็กกาแม ระหว่าง กม.36+275 – กม.47+775 ระยะทาง 11.5 กิโลเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567 ระยะที่ 2 ช่วงบ้านบูเก๊ะตาโมง – บ้านโคกตา ระหว่าง กม.19+775 – กม.36+275 ระยะทาง 16.5 กิโลเมตร อยู่ระหว่างเสนอของบประมาณผูกพันปี 2570 – 2573 และระยะที่ 3 ระหว่าง กม.0+000 – กม.19+775 ระยะทาง 19.775 กิโลเมตร เป็นช่วงที่เชื่อมต่อกับโครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก (สะพานมิตรภาพไทย – มาเลเซีย แห่งที่ 2) เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมสู่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก รองรับการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต ทล. มีแผนความต้องการประจำปีงบประมาณ 2571 – 2572 เพื่อพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการก่อสร้างพัฒนาทางหลวงแผ่นดิน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการค้าชายแดน บนทางหลวงหมายเลข 4056, 4066, 4057, 4300 และ 4321 โครงการทางเลี่ยงเมืองสุไหงโก-ลก เส้นทางแนวใหม่เบตง – สุคิริน สะพานข้ามแม่น้ำบางนรา และสะพานข้ามทางรถไฟตันหยงมัส รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายทางหลวง หมายเลข 4055, 4155, 4168, 4058 และ 4107 การเพิ่มมาตรฐานทางหลวงในสายรองต่าง ๆ เพื่อยกระดับการเดินทางและขนส่งในพื้นที่ชายแดนใต้ ควบคู่กับการปรับปรุงจุดเสี่ยงและบำรุงรักษาสะพานในความรับผิดชอบของแขวงทางหลวงนราธิวาส และการบำรุงรักษาทางหลวง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวในภูมิภาค
นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทาง และสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในระยะยาว
โอกาสนี้ นายสรรเพชญ ได้เข้าร่วมงานเมาลิด ณ สวนสาธารณะพรุจงเปื่อย บ้านยางแดง ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยมุสลิม โดยงานดังกล่าวเป็นประเพณีสำคัญทางศาสนาอิสลามที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันประสูติของศาสดามุฮัมมัด มีการประกอบศาสนกิจ การอ่านบทสรรเสริญ การบรรยายหลักธรรมทางศาสนา และกิจกรรมสร้างความสามัคคีในชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงวิถีวัฒนธรรมและความหลากหลายทางสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5853559/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Z9mhwwKSYfy25oj9X_unt

11 พฤษภาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคมสำคัญในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อยกระดับระบบคมนาคม เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมีนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) คณะผู้บริหารจาก จท. และกรมทางหลวง (ทล.) และข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมคลองตันหยงมัส ความยาว 260 เมตร ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง ลดความเสียหายต่อพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรของประชาชนบริเวณริมคลอง ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานด้วยความเรียบร้อย มีคุณภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามการดำเนินงานตามแผนพัฒนาร่องน้ำในพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ 2570 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการขุดร่องน้ำโคกเคียน บริเวณบ้านบาเฆ๊ะ ตำบลโคกเคียน ระยะทาง 650 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2570 และโครงการขุดร่องน้ำปากอ่าวนราทัศน์ ตำบลบางนาค ระยะทาง 300 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 15,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2570 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยลดความตื้นเขินของร่องน้ำ ทำให้เรือและเรือประมงสามารถสัญจรเข้า – ออกพื้นที่ได้สะดวก และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งในจังหวัดนราธิวาส


นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์การเดินทางของประชาชนในพื้นที่พบว่า บริเวณทางหลวงหมายเลข 4056 ช่วง กม.15+600 และ กม.16+911 เป็นจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากและมีความรุนแรงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณทางแยกและวงเวียนที่มีการใช้ความเร็วสูง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย ขณะเดียวกัน บริเวณ กม.12+900 และ กม.15+000 ยังประสบปัญหาน้ำท่วมผิวทางเป็นประจำ เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจากภูเขา จึงได้สั่งการให้ ทล. เร่งผลักดันแนวทางแก้ไข ทั้งการพัฒนาระบบสะพานและอาคารระบายน้ำ ปรับเปลี่ยนท่อลอดเหลี่ยมเป็นโครงสร้างสะพาน รวมถึงขยายสะพานเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับปริมาณน้ำหลาก และยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนในระยะยาว
ทั้งนี้ ทล. ได้รายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4056 สายนราธิวาส – สุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นการขยายทางหลวง 4 ช่องจราจร ระยะทาง 36.275 กิโลเมตร แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงบ้านโคกตา – บ้านกือเม็กกาแม ระหว่าง กม.36+275 – กม.47+775 ระยะทาง 11.5 กิโลเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567 ระยะที่ 2 ช่วงบ้านบูเก๊ะตาโมง – บ้านโคกตา ระหว่าง กม.19+775 – กม.36+275 ระยะทาง 16.5 กิโลเมตร อยู่ระหว่างเสนอของบประมาณผูกพันปี 2570 – 2573 และระยะที่ 3 ระหว่าง กม.0+000 – กม.19+775 ระยะทาง 19.775 กิโลเมตร เป็นช่วงที่เชื่อมต่อกับโครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก (สะพานมิตรภาพไทย – มาเลเซีย แห่งที่ 2) เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมสู่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก รองรับการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต ทล. มีแผนความต้องการประจำปีงบประมาณ 2571 – 2572 เพื่อพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการก่อสร้างพัฒนาทางหลวงแผ่นดิน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการค้าชายแดน บนทางหลวงหมายเลข 4056, 4066, 4057, 4300 และ 4321 โครงการทางเลี่ยงเมืองสุไหงโก-ลก เส้นทางแนวใหม่เบตง – สุคิริน สะพานข้ามแม่น้ำบางนรา และสะพานข้ามทางรถไฟตันหยงมัส รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายทางหลวง หมายเลข 4055, 4155, 4168, 4058 และ 4107 การเพิ่มมาตรฐานทางหลวงในสายรองต่าง ๆ เพื่อยกระดับการเดินทางและขนส่งในพื้นที่ชายแดนใต้ ควบคู่กับการปรับปรุงจุดเสี่ยงและบำรุงรักษาสะพานในความรับผิดชอบของแขวงทางหลวงนราธิวาส และการบำรุงรักษาทางหลวง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวในภูมิภาค
นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทาง และสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในระยะยาว
โอกาสนี้ นายสรรเพชญ ได้เข้าร่วมงานเมาลิด ณ สวนสาธารณะพรุจงเปื่อย บ้านยางแดง ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยมุสลิม โดยงานดังกล่าวเป็นประเพณีสำคัญทางศาสนาอิสลามที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันประสูติของศาสดามุฮัมมัด มีการประกอบศาสนกิจ การอ่านบทสรรเสริญ การบรรยายหลักธรรมทางศาสนา และกิจกรรมสร้างความสามัคคีในชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงวิถีวัฒนธรรมและความหลากหลายทางสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1571394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wT94t-KOgvTRefvZHwgrS


นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เป็นประธานร่วมกับ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อหารือถึงสถานการณ์ ‘นอมินี’ ในประเทศไทย หลังพบธุรกิจที่ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังหลายแห่งมีลักษณะเข้าข่าย ‘นอมินี’ หลังจากเปิดปฏิบัติการสแกนข้อมูลบริษัทภายในจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งพบความเป็นไปได้สูงที่จะมีบริษัทนอมินีอยู่เป็นจำนวนมากและหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ ยังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย (เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี) ว่ามีชาวต่างชาติบางคนรวมกลุ่มกันตั้งเป็นก๊กก๊วนแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพยากรของไทย และมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย/สังคม เป็นที่เอือมระอาของชาวบ้านในพื้นที่
DBD และ DSI จึงร่วมกันวางแนวทางการตรวจสอบบริษัทนอมินีอย่างเข้มข้น โดยเบื้องต้นทั้ง 2 หน่วยงานเห็นพ้องว่าจะโฟกัสไปที่ ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี’ ก่อนเป็นลำดับแรก โดยนำข้อมูลบริษัทที่ได้สแกนอย่างละเอียดจำนวน 11,426 บริษัท มาจำแนกโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเป็น ‘บริษัทนอมนี’ ในระดับสูง กลาง ต่ำ และจะกำหนดระยะเวลาการตรวจสอบ โดยเริ่มจากบริษัทที่มีโอกาสสูงที่จะเป็นนอมินีก่อน และดำเนินการตรวจสอบไล่ลำดับลงไป แต่หากเกิดกรณีร้องเรียนจากภาคประชาชนที่บ่งชี้ถึงพฤติกรรมนอมินีอย่างชัดเจน ก็พร้อมส่งทีมปราบนอมินีตรวจสอบทันที ขณะเดียวกัน ก็จะประสานหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบด้วย โดยจะมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มข้น ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบบริษัทนอมินีมีความรัดกุมและสามารถดำเนินคดีกับบริษัทนอมินีได้หลากหลายมิติ หลากหลายความผิด ซึ่งจะส่งผลต่อการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบนอมินีบนเกาะพะงันและเกาะสมุยครั้งนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้น ‘จับจริง’ และพร้อมนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษขั้นเด็ดขาดตามที่กฎหมายกำหนด โดยหวังว่าสถานการณ์นอมินีในประเทศไทยจะดีขึ้นตามลำดับ และนำความปกติสุขมาสู่ประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ DBD และ DSI รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติการปราบปรามนอมินีเกาะพะงันและเกาะสมุย รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทยา หัวหิน โดยเร็ว ใช้ทุกสรรพกำลังของทุกหน่วยงานตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นนอมินี และนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษอย่างจริงจัง ‘นอมินี’ เป็นปัญหาสำคัญระดับชาติที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงทางธุรกิจของประเทศในหลายมิติ ทั้งด้านการแข่งขัน การจัดเก็บรายได้ภาครัฐ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน การดำเนินธุรกิจผ่านนอมินีทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถเข้ามาครอบครองธุรกิจที่กฎหมายสงวนไว้โดยไม่เป็นธรรมกับชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ไม่สามารถแข่งขันด้านเงินทุน เทคโนโลยี และต้นทุนได้อย่างเท่าเทียม จนอาจนำไปสู่การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการปิดกิจการของคนไทยในระยะยาว
นอกจากนี้ ธุรกิจนอมินียังเป็นช่องทางสำคัญของการหลีกเลี่ยงภาษี การปกปิดแหล่งที่มาของเงินทุน และการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่โปร่งใส ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการฟอกเงินหรือธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อระบบกำกับดูแลของไทย อีกทั้งยังสร้างภาพลักษณ์เชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยในเวทีระหว่างประเทศ เพราะสะท้อนถึงช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมายและการกำกับดูแลภาคธุรกิจ
ดังนั้น การตรวจสอบและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง จึงเป็นมาตรการสำคัญในการคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
#ปราบนอมินีเกาะสมุย
#ปรายนอมินีเกาะพงัน
Cr:เฟสบุ๊กกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_5ew8WoknoI8zgyVh4y_q