Category: เศรษฐกิจ

  • สธ.ชวนคนไทยปรับทัศนคติต่อการมีลูก “มีได้จริง เลี้ยงได้ดี” เสนอนโยบาย 5 ด้านปรับสวัสดิการให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพเด็กไทยควบคู่ปริมาณไม่ให้ลดลงกว่าเดิม – อนามัยมีเดีย

    สธ.ชวนคนไทยปรับทัศนคติต่อการมีลูก “มีได้จริง เลี้ยงได้ดี” เสนอนโยบาย 5 ด้านปรับสวัสดิการให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพเด็กไทยควบคู่ปริมาณไม่ให้ลดลงกว่าเดิม – อนามัยมีเดีย

        #ANAMAINEWS กรมอนามัยเผยผลการเสวนาระดับชาติ “วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ” ในเวที “สภาผู้แทนราษฎร พบประชาชน” เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา ประเด็น “การส่งเสริมทัศนคติการมีบุตร” โดยมี นายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวกาญจน์ชนิษฐา เอกแสงสี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางสาวภัทรพร เล้าวงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนพัฒนาสังคม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมอภิปราย และรองศาสตราจารย์ ดร.มนสิการ กาญจนะจิตรา สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย
           เวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า การรับมือสถานการณ์เด็กเกิดน้อยของประเทศไทยควรเปลี่ยนจากการรณรงค์ “ชวนให้คนมีลูก” แต่ให้คนที่ต้องการมีลูก “มีได้จริง และเลี้ยงได้ดี” โดยลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้ครอบครัวชะลอหรือยกเลิกการมีบุตร ทั้งค่าครองชีพ ความมั่นคงในการทำงาน ที่อยู่อาศัย ระบบดูแลเด็กเล็ก ต้นทุนด้านเวลาและสุขภาพ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพ ข้อมูลจากการประเมินผลนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ 2 (2560–2569) สะท้อนว่า ต้นทุนที่ครอบครัวคำนึงถึงไม่ได้มีเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิต แต่รวมถึงความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ครอบครัวคาดหวัง ทั้งการศึกษา ที่อยู่อาศัย และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ดังนั้น การลดต้นทุนการเลี้ยงดูเด็กอย่างมีคุณภาพจึงเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ที่ต้องการมีบุตรสามารถตัดสินใจ มีบุตรได้จริง ขณะเดียวกัน รายงานสถานะประชากรโลกปี 2025 ที่ถูกนำเสนอในเวที ระบุว่า คนไทยร้อยละ 51 มีข้อจำกัดทางการเงินเป็นเหตุให้มีบุตรน้อยกว่าที่ตั้งใจ ขณะที่ร้อยละ 12 ระบุว่าเปลี่ยนใจไม่ต้องการมีบุตร สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากทัศนคติของคนรุ่นใหม่เพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และระบบสนับสนุนครอบครัวที่ยังไม่เอื้อต่อการมีและเลี้ยงดูบุตร
            ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์เสนอให้รักษาระดับอัตราการเกิดไม่ให้ลดลง โดยต้องไม่ถูกตีความเป็นการกำหนดให้ประชาชนต้องมีบุตร แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ “คนที่อยากมีลูก สามารถมีลูกได้ตามความตั้งใจ” พร้อมเคารพสิทธิและการตัดสินใจของผู้ที่ไม่ประสงค์จะมีบุตร ผ่านนโยบายหลัก 5 ด้าน ได้แก่ 1) นโยบายด้านการดูแลเด็ก (Childcare Policy) การจัดบริการและมาตรฐานการดูแลเด็กที่มีคุณภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน 2) นโยบายด้านสถานที่ทำงาน (Workplace Policy) สร้างสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตครอบครัว (Family Work-Life Balance) ส่งเสริมนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว (Family Friendly Policy) รวมถึงสิทธิการลา 3) นโยบายด้านการเงิน (Financial Policy) จัดให้มีมาตรการสนับสนุนทางการเงินสำหรับครอบครัว 4) นโยบายด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ (Reproductive Policy) ส่งเสริมการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ ดูแลและสนับสนุนผู้ที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยาก (Infertility) 5) นโยบายด้านครอบครัว (Family Policy) ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ (Gender Equity) ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศและกลุ่ม LGBTQ+ ตลอดจนส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ (RH Literacy) เพื่อสร้างความเข้าใจและความพร้อมในการวางแผนครอบครัว
           เพราะการแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยไม่สามารถเป็นภารกิจของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เนื่องจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องครอบคลุมทั้งสุขภาพ การศึกษา แรงงาน สวัสดิการ ที่อยู่อาศัย ภาษี และเศรษฐกิจ เวทีจึงเสนอให้ รัฐบาลเป็นเจ้าภาพหลัก บูรณาการแผนระดับชาติที่เกี่ยวข้องให้เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน เปลี่ยนกรอบคิดจาก “สวัสดิการ” เป็น “การลงทุนในทุนมนุษย์” ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวของประเทศ

    ***

    กรมอนามัย /18 กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/180969/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GL7Se8OuhrhMmQ6tlg5pj

  • “ศุภจี” เผยทีมเศรษฐกิจระดมถกรับมือวิกฤติพลังงาน เตรียมชงแพ็กเกจช่วยประชาชนเข้าครม.22 ก.ย.นี้

    “ศุภจี” เผยทีมเศรษฐกิจระดมถกรับมือวิกฤติพลังงาน เตรียมชงแพ็กเกจช่วยประชาชนเข้าครม.22 ก.ย.นี้

    “ศุภจี” เผยทีมเศรษฐกิจระดมถกรับมือวิกฤติพลังงาน เตรียมชงแพ็กเกจช่วยประชาชนเข้าครม.22 ก.ย.นี้   เร่งสร้างความเข้าใจบทบาท พาณิชย์คุมป้ายราคา ไม่ใช่ผู้กำหนดโครงสร้างน้ำมัน

    เมื่อเวลา 10.50 น.วันที่ 18 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นัดประชุมร่วมกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และตนเอง เพื่อหารือถึงแนวทางและมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ตามคำสั่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยคาดว่าจะมีการสรุปมาตรการเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 22 กันยายนนี้

    “นายกฯได้มอบหมายให้หารือถึงการจัดทำมาตรการช่วยเหลือประชาชนแบบบูรณาการร่วมกันหลายกระทรวง โดยกระทรวงพาณิชย์จะรับผิดชอบดูแลในส่วนปลายน้ำ ได้แก่ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ตลอดจนการส่งเสริมการใช้พืชพลังงานชีวภาพเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร”

    ขณะเดียวกัน การเข้าร่วมประชุมของรองนายกฯนายปกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายและระเบียบในการจัดหาแหล่งเงินมาใช้บริหารจัดการราคาพลังงานอย่างเหมาะสม ต้องดูเรื่องกฎระเบียบว่าการที่เราจะนำเงินมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกองทุนพลังงานก็ดี หรือว่าจะเอาเงินที่มาจากเงินกู้ก็ดี หรืองบประมาณปี 2569 ในส่วนที่เป็นงบกลางฯ ว่าสามารถที่จะดึงตัวไหนมาใช้ให้เหมาะสมได้ ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาและเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. อย่างเป็นทางการ

    สำหรับสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ชี้ว่า ความขัดแย้งในต่างประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยเฉพาะการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณทะเลแดง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคยพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันสิงคโปร์เคยแตะระดับ 195 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วง 7-8 เดือนแรกของปี ยังคงอยู่ต่ำกว่า 2% และคาดว่าภาพรวมทั้งปีจะไม่เกินกรอบเป้าหมาย 3% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกิน 6% ไปแล้ว โดยราคาน้ำมันในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากรัฐบาลยังคงอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ประมาณ 39–40 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในสิงคโปร์พุ่งสูงเกิน 100 บาทต่อลิตร และเบนซินสิงคโปร์สูงถึง 88 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ การบริหารจัดการราคาน้ำมันในรอบนี้ จะถอดบทเรียนจากการอุดหนุนในอดีต โดยจะปล่อยให้ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกธรรมชาติบางส่วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างตามมา

    “ราคาน้ำมันของบ้านเราไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน จริงๆ แล้วรัฐบาลยังอุดหนุนในเรื่องของกองทุนพลังงานอยู่ รอบนี้เราก็ต้องพยายามให้มันไม่มีปัญหาเดิมๆ ครั้งที่แล้วที่เราคุยกันว่า 15 วันเราจะไม่ขึ้นเลย มันทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างมาก รอบนี้เราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติบ้าง”

    นางศุภจี ได้ชี้แจงถึงข้อเข้าใจผิดของประชาชนเกี่ยวกับบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ โดยย้ำว่าผู้มีอำนาจกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันคือ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีพระราชบัญญัติและกฎหมายเฉพาะกำกับดูแล ส่วนบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ คือการกำกับดูแลในฐานะสินค้าควบคุม เพื่อให้ผู้ค้าปิดป้ายแสดงราคาชัดเจน ขายตรงตามป้ายประกาศ และตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันให้เต็มลิตรเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

    “คนยังเข้าใจผิดอยู่เลยว่ากระทรวงพาณิชย์เป็นคนกำหนดราคาน้ำมัน ซึ่งไม่ใช่ บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่สั่งหรือกำหนดราคาให้ถูกลง แต่คุมในลักษณะที่ว่า ถ้าติดประกาศราคาลิตรละ 40 บาทก็ต้องขายลิตรละ 40 บาท ถ้าอันไหนที่มีกฎหมายเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์จะไปคุมในเรื่องนั้นไม่ได้ เรื่องการตรึงราคาน้ำมันจะเป็นอีกหน่วยที่ดูแล”นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2960470&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Afa9HoXzBi4t5Hheyr11L

  • ธปท.ยันดอกเบี้ยไทย 1.00% เหมาะสมกับเศรษฐกิจ หลังแบงก์ชาติทั่วโลกเริ่มขึ้นดอกเบี้ย ย้ำไม่กังวลเงินทุนเคลื่อนย้าย-บาทยังมีเสถียรภาพ

    ธปท.ยันดอกเบี้ยไทย 1.00% เหมาะสมกับเศรษฐกิจ หลังแบงก์ชาติทั่วโลกเริ่มขึ้นดอกเบี้ย ย้ำไม่กังวลเงินทุนเคลื่อนย้าย-บาทยังมีเสถียรภาพ

    ธปท.มองส่วนต่างดอกเบี้ยกดดันเงินทุนเคลื่อนย้ายจำกัด หลังธนาคารกลางหลายประเทศปรับขึ้นอันตราดอกเบี้ย ชี้เงินบาทเคลื่อนไหวมีเสถียรภาพ ย้ำอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับปัจจุบันเหมาะสมกับบริบทไทย

    วันนี้ (18 กันยายน) สุรัช แทนบุญ ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามการเปลี่ยนแปลงตามสกุลเงินดอลลาร์เป็นสำคัญ ซึ่งขึ้นกับปัจจัยพัฒนาการเศรษฐกิจโลก การดำเนินนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศหลัก และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

    ขณะที่ แนวโน้มส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ นั้น มองว่า ตลาดได้รับรู้และคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว สะท้อนจากเงินบาทที่เคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพในช่วงที่ผ่านมา

    สำหรับกรณีของญี่ปุ่นล่าสุด แม้จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปที่ 1.25% ซึ่งไม่ได้ห่างจากไทยอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับ มติผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ออกมา 7 : 2 ไม่เป็นเอกฉันท์ชัดเจน ทำให้ตลาดปรับลดน้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยครั้งถัดๆ ไป

    ธปท. ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ระดับปัจจุบันเหมาะสมกับบริบทไทย โดยการดำเนินนโยบายการเงินจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มไปข้างหน้า (outlook dependent) ซึ่งหากพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่ำกว่าศักยภาพ และไม่ทั่วถึง เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน และมีแนวโน้มลดลงในปี 2570 ดังนั้น นโยบายการเงินจึงสามารถอยู่ในระดับผ่อนคลาย ควบคู่ไปกับการผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน เสถียรภาพภายนอกของไทยยังแข็งแกร่งและมีกันชน (buffer) สะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล และครอบคลุมหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 2.8 เท่า ดังนั้น ความเสี่ยงที่จะเกิดการเงินทุนไหลออกรุนแรงจึงยังอยู่ในวงจำกัด โดยแม้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะมีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากประเทศไทยบ้าง แต่การไหลออกอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ธปท.จึงไม่ได้กังวลเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้าย

    โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2569 เงินทุนเคลื่อนย้ายยังคงไหลเข้าลงทุนในสินทรัพย์ไทยสุทธิประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เป็นการไหลเข้าตลาดหุ้นเป็นสำคัญ รวมทั้งตลาดพันธบัตร

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ระดับ 1.00% ซึ่งนับเป็นอันดับต่ำที่สุดอันดับต้นของโลก โดยเป็นรองจากธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss National Bank: SNB) ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.00%

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bot-interest-rate-appropriate-baht-stable/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pAjo-Cul2Qma6O03BqANi

  • เปิดภารกิจโกอินเตอร์ นายกฯ ลุย 3 ประเทศ สหรัฐ-ญี่ปุ่น-อังกฤษ 20-27 ก.ย.นี้

    เปิดภารกิจโกอินเตอร์ นายกฯ ลุย 3 ประเทศ สหรัฐ-ญี่ปุ่น-อังกฤษ 20-27 ก.ย.นี้

    โฆษกรัฐบาล ไฮไลต์ภารกิจ 3 ประเทศ นายกฯ ร่วมประชุม UNGA81 -พบผู้นำโลก- หารือเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจไทย

    18 กันยายน 2569 – ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภารกิจสำคัญของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินทางเยือนญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรว่า เป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะร่วมแสดงจุดยืนต่อประชาคมโลกและพบปะหารือกับผู้นำประเทศ ภาคีต่างประเทศ ภาคเอกชน นักลงทุน ของสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ซึ่งนายกรัฐมนตรีตั้งใจจะใช้โอกาสนี้และเวทีนี้ สื่อสารทิศทางของไทยต่อการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการลงทุนในประเทศไทย โดยจะมีผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมคณะด้วย

    โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 นายกรัฐมนตรีจะนำเสนอบทบาทไทยในฐานะประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก ย้ำให้เห็นว่าประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กก็สามารถร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างสร้างสรรค์ และไทยก็มีจุดยืนในการส่งเสริมความร่วมมือและการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ระหว่างการเข้าร่วมประชุม นายกรัฐมนตรียังมีกำหนดการพบปะผู้นำและภาคีต่างประเทศ อาทิ ผู้นำภูฏาน อาร์เมเนีย และบังกลาเทศ รวมถึงเลขาธิการสหประชาชาติ รวมทั้งพบหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) พร้อมเยี่ยมชมและลั่นระฆังเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ด้วย

    สำหรับการเดินทางเยือนญี่ปุ่นจะเป็นโอกาสในการพบหารือกับหน่วยงานและภาคส่วน “ทีมประเทศไทย” ผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ส่วนภารกิจระหว่างการเยือน สหราชอาณาจักร จะพบหารือบริษัทการเงินชั้นนำ เพื่อขยายโอกาสความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน โดยเฉพาะการส่งเสริมตลาดทุนไทย

    “นอกจากการพบหารือกับผู้นำหลายประเทศแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรียังได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมชมและพูดคุยกับผู้บริหาร Google ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อนำเสนอศักยภาพของประเทศตลอดจนโอกาสและสิทธิประโยชน์ที่จะดึงดูดอุตสาหกรรมดิจิทัล ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมภารกิจ. นายเอกภพ กล่าว

    นายเอกภพ กล่าวอีกว่า การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงภารกิจด้านการประชุมระหว่างประเทศเท่านั้น แต่เป็นการใช้เวทีระหว่างประเทศสื่อสารจุดยืนของประเทศไทย ควบคู่กับการนำเสนอศักยภาพทางเศรษฐกิจ ตลาดทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยต่อผู้นำ ภาคเอกชน และนักลงทุนในต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่น เปิดโอกาสทางธุรกิจ และส่งเสริมการลงทุน เพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเดินทางร่วมคณะครั้งนี้ เปิดเผยภารกิจด้านตลาดทุนว่า ต้องขอบคุณรัฐบาลเห็นโอกาสตลาดทุนไทย โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและพันธมิตรจะใช้โอกาสนี้จัดกิจกรรมให้นายกรัฐมนตรีพบปะนักลงทุนและสถาบันภาคเอกชนขนาดใหญ่ ทั้งในนครนิวยอร์กและกรุงลอนดอน อาทิ Bank of America และ Jefferies Group ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำ ขณะที่ การเยือนกรุงลอนดอนจะพบปะกับ UBS เพื่อนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจไทย สร้างความน่าสนใจและความน่าเชื่อถือให้กับตลาดทุนไทย เพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1071824/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Yhw0LhorERMeOW6N1ASKg

  • เปิดเกมรุก “ตราด” ฝ่าวิกฤตชายแดน ดัน Sport Tourism ผสานดนตรี ชูทุเรียนกู้เศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เปิดเกมรุก “ตราด” ฝ่าวิกฤตชายแดน ดัน Sport Tourism ผสานดนตรี ชูทุเรียนกู้เศรษฐกิจ | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา พร้อมคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษา และเลขานุการ เปิดเวทีสัมมนาใหญ่ “TRAT CONNECT เชื่อมทุกสิ่ง ผสานการท่องเที่ยวและกีฬา พัฒนาตราดสู่ความยั่งยืน” ระดมพลังจากภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายด้านการท่องเที่ยว และสื่อมวลชนกว่า 200 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชาวดี บ้านปูรีสอร์ท จังหวัดตราด

    ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของจังหวัดกำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ หลังสถานการณ์ปัญหาแนวชายแดนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งด้านการค้าชายแดนและการท่องเที่ยว โดยรายได้จากการท่องเที่ยวหดตัวประมาณ 10-15% รวมถึงเกิดข้อจำกัดในการระบายผลผลิตทางการเกษตร

    อย่างไรก็ตาม จังหวัดตราดยังมี “แต้มต่อ” สำคัญจากผลผลิตทุเรียนที่ออกสู่ตลาดเร็วกว่าพื้นที่อื่น จึงเตรียมเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส พร้อมเร่งผลักดันการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ให้ลงสู่มือประชาชนโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

    สำหรับแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจ จังหวัดตราดเตรียมวางยุทธศาสตร์ด้าน Sport Tourism ควบคู่กับการจัดเทศกาลดนตรีสากล เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงลึก พร้อมเร่งปรับภูมิทัศน์และยกระดับความสะอาดในพื้นที่โดยรอบ สร้างภาพจำใหม่ให้จังหวัดตราดมีความปลอดภัยและพร้อมต้อนรับผู้มาเยือน หวังช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาคึกคักโดยเร็ว

    ขณะเดียวกัน เสียงสะท้อนจากภาคประชาชนเสนอให้ผลักดันจังหวัดตราดสู่การเป็น “นครแห่งการเรียนรู้” โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างสถาบันการศึกษาแห่งใหม่ แต่สามารถนำศักยภาพและภูมิปัญญาของแต่ละชุมชนมาใช้เป็น “ห้องเรียนมีชีวิต” พร้อมส่งเสริมการสร้าง “นักสื่อความหมายท้องถิ่น” เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว อัตลักษณ์ และคุณค่าของบ้านเกิดได้อย่างแท้จริง

    ภาคประชาชนยังเสนอให้ภาครัฐปรับบทบาทจาก “ผู้คิดแทน” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” ทั้งด้านงบประมาณ องค์ความรู้ และเครือข่าย รวมถึงปรับหลักสูตรการศึกษาให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของท้องถิ่นตนเอง เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เดินหน้าไปพร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้งหมดจากเวที TRAT CONNECT จะถูกรวบรวมเป็นฐานข้อมูลสำคัญ เพื่อนำไปจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายของคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา เป็นแนวทางในการปูทางสู่การฟื้นฟูและพัฒนาจังหวัดตราดให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1695093&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1j5rHiHXxON3fW6oPj0bst

  • ธนาคารโลก วางกรอบ 5 ปี ดันไทยสร้างงาน-เพิ่มขีดแข่งขัน รับเศรษฐกิจผันผวน

    ธนาคารโลก วางกรอบ 5 ปี ดันไทยสร้างงาน-เพิ่มขีดแข่งขัน รับเศรษฐกิจผันผวน

    ธนาคารโลก วางกรอบ 5 ปี ดันไทยสร้างงาน-เพิ่มขีดแข่งขัน รับเศรษฐกิจผันผวน

    คณะกรรมการบริหารของกลุ่มธนาคารโลกหารือกรอบความร่วมมือ (Country Partnership Framework: CPF) ฉบับใหม่สำหรับประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ 2570–2575 โดยมุ่งเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงาน พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น

    ธนาคารโลกระบุว่า กรอบความร่วมมือฉบับใหม่ต่อยอดจากการทำงานร่วมกับประเทศไทยมานานกว่า 75 ปี โดยจะผสานองค์ความรู้และการสนับสนุนด้านการปฏิรูป เข้ากับการจัดหาเงินทุนแก่ภาครัฐอย่างคัดสรร และการส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

    4 กลุ่มเศรษฐกิจเป้าหมาย สร้างงานใหม่

    ธนาคารโลก วางกรอบ 5 ปี ดันไทยสร้างงาน-เพิ่มขีดแข่งขัน รับเศรษฐกิจผันผวน

    กรอบความร่วมมือใหม่นี้มุ่งผลักดัน 2 ด้านหลัก โดยด้านแรกคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน สนับสนุนธุรกิจเพิ่มผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ และขยายการแข่งขันในตลาดภูมิภาคและตลาดโลก รวมถึงเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

    ธนาคารโลกจะให้น้ำหนักกับภาคเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสร้างงาน ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ห่วงโซ่มูลค่าดิจิทัล และธุรกิจการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาทักษะ การเงินที่ยั่งยืน และการส่งเสริมนวัตกรรม

    สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าวว่า การประชุม Bangkok Business Summit สะท้อนความเห็นพ้องในการเปลี่ยนจากการวิเคราะห์ปัญหาไปสู่การลงมือปฏิบัติ โดยกรอบความร่วมมือฉบับใหม่จะช่วยผลักดันไปสู่การลงทุนที่เป็นรูปธรรม การสร้างงานที่มีจำนวนมากขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น การเสริมความเข้มแข็งให้ภาคธุรกิจ และการสร้างความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน

    ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รับมือภัยพิบัติ

    อีกด้านสำคัญคือการเสริมความแข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโต โดยมุ่งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน น้ำ คมนาคม และพลังงาน รวมถึงความยืดหยุ่นทางการคลัง การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติจากสภาพอากาศ และระบบคุ้มครองทางสังคม

    แผนงานครอบคลุมการรับมืออุทกภัยและภัยแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจและแรงงานในภูมิภาคที่มีการพัฒนาล่าช้าเข้ากับตลาดระดับประเทศ รวมถึงการวางรากฐานด้านการคลังผ่านระบบจัดเก็บรายได้ที่เข้มแข็งขึ้นและการใช้จ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเติบโตที่สมดุลในเชิงพื้นที่ โดยสนับสนุนการปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองและแนวพื้นที่เศรษฐกิจภูมิภาค

    อาร์โนด์ ดูปัวซาต์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก IFC กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งระดมและเอื้อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนในวงกว้าง เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยเติบโต สร้างนวัตกรรม และสร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยจะผนึกจุดแข็งของธนาคารโลก IFC และสถาบันประกันการลงทุนพหุภาคี (MIGA) เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปและการลงทุนที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ ขยายโอกาส และเสริมสร้างความยืดหยุ่น

    ธนาคารโลก วางกรอบ 5 ปี ดันไทยสร้างงาน-เพิ่มขีดแข่งขัน รับเศรษฐกิจผันผวน

    จับตาไทยเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank ต.ค.นี้

    การจัดทำ CPF ฉบับใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพมหานคร

    การประชุมดังกล่าวจะเป็นเวทีนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาของประเทศไทย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกระชับความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/669251&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hT-hY9o43IVHtvatNanUk

  • จีนมีอิทธิพลมากเพียงไรต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    จีนมีอิทธิพลมากเพียงไรต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    จีนมีอิทธิพลมากเพียงไรต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป

    จีนมีอิทธิพลมากเพียงไรต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป

    จีนนับเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับที่สองของโลกรองลงมาจากสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีอำนาจรองเพียงอเมริกาย่อมมีอิทธิพลแผ่ขยายไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสหภาพยุโรป ในไตรมาสแรกของปีค.ศ. 2026 นี้ จีนมีอิทธิพลต่อโลกการค้าของสหภาพยุโรปอย่างมหาศาล โดยสหภาพยุโรปขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 98,000 ล้านยูโร โดยเฉลี่ยแล้ว สหภาพยุโรปขาดดุลการค้าต่อจีนมากถึงวันละ 1,000 ล้านยูโร ในที่นี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจอิทธิพลของจีนที่มีต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3] 

    ในปัจจุบัน จีนมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปอย่างมหาศาล โดยเป็นไปในทิศทางที่ยุโรปกำลังเสียเปรียบ สหภาพยุโรปขาดดุลกับจีนอย่างหนัก จากที่เคยขาดดุล 180,000 ล้านยูโรในปีค.ศ. 2015 พุ่งสูงเป็น 360,000 ล้านยูโรในปีค.ศ. 2025 ทั้งนี้ จีนนับเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าอันดับหนึ่งของสหภาพยุโรป การนำเข้าสินค้าจากจีนช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบ ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในยุโรป แต่ในขณะเดียวกัน สินค้านำเข้าจากจีนก็กลับทำให้ภาคการผลิตของยุโรปเติบโตได้เชื่องช้า เพราะผู้คนหันไปซื้อสินค้าจากจีนที่มีราคาถูกกว่า ทำให้สินค้าที่ผลิตในยุโรปเสื่อมความนิยม 

    นอกจากการขาดดุลทางการค้า สหภาพยุโรปยังพึ่งพาจีนอย่างมากในด้านการนำเข้าแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยา เคมีภัณฑ์ และการป้องกันประเทศ ไม่ว่าจะเป็นลิเธียม นิกเกิล หรือแรร์เอิร์ธ ในขณะที่จีนก็จำเป็นต้องพึ่งพาสหภาพยุโรปเช่นเดียวกัน โดยจีนจำเป็นต้องพึ่งพาสหภาพยุโรปในการนำเข้าสินค้ายุทธศาสตร์ โดยเฉพาะเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ชิปยานยนต์ขั้นสูง และเครื่องจักรเฉพาะทาง มากกว่าที่สหภาพยุโรปต้องการจากจีนถึง 2 เท่า 

    ความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและจีนยังคงต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ดี สหภาพยุโรปจำเป็นต้องคำนึงถึงการรักษาสมดุลภายในตนเอง เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลอย่างมหาศาลที่กำลังเกิดขึ้น สหภาพยุโรปเริ่มเปลี่ยนยุทธศาสตร์ จากที่เคยเน้นการค้าเสรี เปลี่ยนเป็นการเน้นให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สร้างความยืดหยุ่นทางอุตสาหกรรม และลดความเสี่ยง รวมทั้งเตรียมเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็กเป็นร้อยละ 50 เก็บภาษีตอบแทนการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในอัตราร้อยละ 7.5–35.5 

    สหภาพยุโรปพยายามหาหนทางลดการพึ่งพาจีนให้ต่ำกว่าร้อยละ 60 ภายในปีค.ศ. 2030 และพยายามเสนอกฎหมาย Industrial Accelerator Act (IAA) เพื่อควบคุมเงื่อนไขการถ่ายโอนเทคโนโลยี การจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ หากไม่มีข้อตกลงต่างตอบแทน จากนี้ไป เราคงได้แต่จับตากันต่อไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหภาพยุโรปจะเป็นไปในทิศทางที่ทั้งสองฝ่ายได้รับผลกระโยชน์อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ พร้อมกันนั้นก็คอยเฝ้าดูความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป ท่ามกลางการขยายอำนาจของจีนต่อไป  

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] Philippe Le Corre. (July 7, 2026). Europe’s “Wake-Up Call”. https://asiasociety.org/policy-institute/europes-wake-call

    [2] Ryan Hass, Daniel S. Hamilton, Constanze Stelzenmüller, Kari Heerman, Carlo Bastasin, Jonathan A. Czin, and Susan A. Thornton. (September 8, 2026). Europe’s China Shock 2.0: Where does it go from here?. https://www.brookings.edu/articles/europes-china-shock-2-0-where-does-it-go-from-here/

    [3] Alessandra Amicucci, Nicolò Gnocato, Vanessa Gunnella, Clara Lindemann, Alfonso Merendino and Carlos Montes-Galdón. (March 2, 2026). The impact of China’s industrial rise on the euro area. https://www.ecb.europa.eu/press/economic-bulletin/focus/2026/html/ecb.ebbox202603_02~7df7facd9a.en.html

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/society/eco-europe-china/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cSrJv7M6EpeCQT4blRTQn

  • “เอกนิติ” จ่อชง ครม. 22 ก.ย. ต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” นาน 2 เดือน

    “เอกนิติ” จ่อชง ครม. 22 ก.ย. ต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” นาน 2 เดือน

    วันนี้ (17 ก.ย.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” นาน 2 เดือน คงสูตรเดิม 60/40 ในวันที่ 22 ก.ย.นี้ โดยยืนยันว่าไม่มีโยกงบฯ จาก พ.ร.ก.กู้เงิน ในส่วนที่ 2 เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มารองรับการดำเนินการ

    ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการใช้เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพจากสถานการณ์ ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่เปิดเผยข้อสรุปรูปแบบโครงการรอบใหม่ เพื่อป้องกันความสับสน และต้องให้ รมว.การคลัง เสนอ ครม.พิจารณาขั้นสุดท้าย

    ทั้งนี้ การดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 จะไม่ใช้วงเงินจากกรอบเงินกู้ เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เนื่องจากยังมีวงเงินคงเหลือจากโครงการรอบแรก ที่ใช้ไปแล้วประมาณ 9 หมื่นล้านบาท และกรอบวงเงินเยียวยาอีกเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินโครงการโดยไม่ต้องโยกงบฯ

    คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ยังคงให้สิทธิแจกเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ เฉพาะผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ ส่วนผู้ถูกตัดสิทธิจะใช้สิทธิเท่ากับประชาชนทั่วไป

    อ่านข่าว :

    โปรดเกล้าฯ เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 9 อดีต ขรก.ตุลาการ

    สบอ.9 ยืนยันไม่เคยคัดค้านสร้างถนนยุทธวิธีเนิน 450 ช่องสะงำ

    พบจุดน้ำมันรั่วจากท่อพระราม 3 “ฐิติภัสร์” จี้ BPT-BFPL เร่งซ่อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/558101&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07QCO4BKHWMGu5oI0ACeqw

  • ยอดค้าปลีก UK เดือนส.ค. โต 0.5% MoM สวนทางคาดการณ์ แม้เผชิญผลกระทบราคาน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    ยอดค้าปลีก UK เดือนส.ค. โต 0.5% MoM สวนทางคาดการณ์ แม้เผชิญผลกระทบราคาน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยในวันนี้ (18 ก.ย.) ว่า ปริมาณยอดค้าปลีกของสหราชอาณาจักรในเดือนส.ค. ปรับตัวขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายเดือน (MoM) ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย แม้ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นจากการปะทุขึ้นอีกครั้งของสงครามอิหร่านก็ตาม

    ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ว่าจะลดลง 0.2% หลังจากที่ปริมาณยอดค้าปลีกในเดือนก.ค. ปรับตัวลดลง 0.5%

    ONS ระบุว่า ปัจจัยหนุนสำคัญในเดือนส.ค.มาจากยอดขายทางออนไลน์และการจับจ่ายในห้างสรรพสินค้า รวมถึงยอดขายเสื้อผ้าและอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน สวนทางกับยอดขายน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง 1.3% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค.

    ทั้งนี้ ในช่วงสองเดือนก่อนหน้า ผู้บริโภคได้เพิ่มการใช้จ่ายอย่างคึกคักโดยได้แรงหนุนจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและการแข่งขันฟุตบอลโลกที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนมิ.ย.

    เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ปริมาณยอดค้าปลีกในเดือนส.ค. ขยายตัวขึ้น 2.4%

    อย่างไรก็ดี ภาพรวมผลประกอบการล่าสุดของบรรดาผู้ค้าปลีกรายใหญ่ใน UK ยังคงอยู่ในภาวะซบเซา โดยไพรมาร์ค (Primark) ร้านค้าปลีกเสื้อผ้าราคาประหยัด รายงานอัตราเติบโตของยอดขายพื้นฐานใน UK ไตรมาส 4 ทรงตัว ขณะที่จอห์น ลูอิส พาร์ตเนอร์ชิป (John Lewis Partnership) รายงานผลขาดทุนในช่วงครึ่งปีแรกที่ขยายตัวกว้างขึ้น ส่วนเน็กซ์ (Next) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของยอดขายในช่วงหลายเดือนข้างหน้าลง เนื่องจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศ สอดคล้องกับข้อมูลภาคอุตสาหกรรมที่ระบุว่ายอดขายสินค้าหมวดอาหารในเดือนส.ค. อยู่ในระดับทรงตัว

    นายกรัฐมนตรีแอนดี เบอร์แนม ได้ออกมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพแก่ภาคครัวเรือนบางส่วนแล้ว อย่างไรก็ตาม เบอร์แนมและ จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังคงมีข้อจำกัดทางการคลังในการออกมาตรการลดภาษีหรือแจกเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมในร่างงบประมาณแรกของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีกำหนดแถลงในวันที่ 28 ต.ค. นี้

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/651064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oIWHnA3_XLy_2_Zbstdvq

  • เศรษฐกิจฟื้นแต่ไร้เสถียรภาพ? เจาะลึกความท้าทายครั้งใหม่ของปากีสถานในปี 2026

    เศรษฐกิจฟื้นแต่ไร้เสถียรภาพ? เจาะลึกความท้าทายครั้งใหม่ของปากีสถานในปี 2026

    ช่วงปีที่ผ่านมา ปากีสถานพยายามอย่างมากที่จะส่งสัญญาณต่อโลกว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังกลับเข้าสู่เส้นทางที่มีเสถียรภาพ หลังต้องเผชิญวิกฤติเงินเฟ้อ เงินสำรองระหว่างประเทศลดลง และความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในช่วงก่อนหน้า

    แต่สำหรับนักลงทุนต่างชาติ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “เศรษฐกิจปากีสถานกำลังฟื้นหรือไม่” หากคือ การฟื้นตัวครั้งนี้มั่นคงเพียงพอที่จะนำเงินเข้าไปลงทุนระยะยาวแล้วหรือยัง

    เพราะปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของปากีสถานคือ สถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศที่ทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว เดือนกรกฎาคม 2569 กลายเป็นเดือนที่มีความรุนแรงมากที่สุดของปี

    โดย Pakistan Institute for Conflict and Security Studies ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงและปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มติดอาวุธมากกว่า 600 คน และแม้จำนวนผู้เสียชีวิตจะลดลง แต่จำนวนการโจมตีกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะใน บาลูจิสถาน ซึ่งยังคงเป็นศูนย์กลางของความรุนแรง

    สำหรับนักลงทุน บาลูจิสถาน มีความสำคัญมาก เพราะที่นี่คือหัวใจส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของปากีสถาน เป็นที่ตั้งของ ท่าเรือกวาดาร์ และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน หรือ CPEC ซึ่งปากีสถานหวังว่าจะใช้เชื่อมจีน เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และมหาสมุทรอินเดียเข้าด้วยกัน 

    อย่างไรก็ตาม พื้นที่นี้ที่ปากีสถานต้องการส่งเสริมการลงทุนในฐานะ “ประตูเศรษฐกิจแห่งอนาคต” กลับเป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งรัฐต้องทุ่มทรัพยากรจำนวนมากเพื่อควบคุมความไม่สงบ การโจมตีในบาลูจิสถานเพิ่มขึ้นจาก 83 ครั้งในเดือนกรกฎาคมเป็น 89 ครั้งในเดือนสิงหาคม 

    ความไม่มั่นคงเช่นนี้สามารถเปลี่ยนเป็นต้นทุนทางธุรกิจโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายด้านการรักษาความปลอดภัย ค่าเบี้ยประกัน ความเสี่ยงต่อบุคลากร การขนส่ง และความต่อเนื่องของโครงการ

    ที่สำคัญ นักลงทุนต้องพิจารณาด้วยว่าความขัดแย้งในบาลูจิสถานไม่ได้เกิดขึ้นจากกลุ่มติดอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับความไม่พอใจเรื่องการกระจายทรัพยากร การมีส่วนร่วมทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐบาลกลางที่สะสมมานาน 

    ความเสี่ยงประการต่อมาคือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองและเชิงนโยบาย ปากีสถานยังอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจที่รัฐบาลพลเรือนต้องแบ่งปันพื้นที่กับกองทัพซึ่งมีอิทธิพลทางการเมืองสูง ความตึงเครียดระหว่างพรรครัฐบาลและพันธมิตร ตลอดจนการขยายบทบาทของผู้นำกองทัพ ทำให้คำถามเรื่องความต่อเนื่องและความคาดการณ์ได้ของนโยบายยังคงอยู่ 

    IMF จัดให้ “policy uncertainty” เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของปากีสถาน และเตือนว่าการแทรกแซงสถาบันทางเศรษฐกิจสามารถบั่นทอนความเชื่อมั่น เพิ่ม risk premium และกดดันการลงทุนและเงินทุนไหลเข้าได้

    ความเปราะบางดังกล่าวยิ่งชัดในปี 2569 เมื่อสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและเส้นทางขนส่ง IMF ประเมินว่าความขัดแย้งจะกดการเติบโตของปากีสถาน เพิ่มเงินเฟ้อ และทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดแย่ลง ผลกระทบสะสมต่อ GDP อาจสูงถึงประมาณ 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในปีงบประมาณ 2570 

    ปัญหาของปากีสถานในปี 2569 จึงไม่ใช่ว่าประเทศไม่มีโอกาสทางเศรษฐกิจ ปากีสถานมีประชากรจำนวนมาก อยู่บนทำเลยุทธศาสตร์ มีทรัพยากร มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน และกำลังสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับสหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และประเทศในตะวันออกกลาง แต่สำหรับนักลงทุน โอกาสเหล่านี้มาพร้อมกับ risk premium ที่สูงกว่าตลาดทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

    ภายใต้เรื่องราวของ “เศรษฐกิจปากีสถานกำลังฟื้น” ยังมีความจริงอีกด้านหนึ่งที่ต้องมองให้ชัด นั่นคือปากีสถานยังเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงทางการเมือง ความมั่นคง การคลัง พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ซ้อนทับกันหลายชั้น การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการสิ้นสุดของความเปราะบางเชิงโครงสร้าง

    สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ปากีสถานอาจเป็นตลาดที่มีโอกาส แต่ในปี 2569 สิ่งที่ควรศึกษาก่อน “ผลตอบแทน” อาจเป็น ราคาของความเสี่ยงที่ต้องจ่ายเพื่อเข้าไปอยู่ในตลาดแห่งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1251325&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3US54YZR8piI1E_cVe9BdH