Category: เศรษฐกิจ

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติลดต่อเนื่อง ตลาดกำลังซื้อสูงส่งสัญญาณย่ำแย่

    นักท่องเที่ยวต่างชาติลดต่อเนื่อง ตลาดกำลังซื้อสูงส่งสัญญาณย่ำแย่

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14nJcq5n45Nsih957rkwxd

  • ‘ทีทีบี’ทุบเปรี้ยง!เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งหลังปี69‘เงินบาท’เสี่ยงอ่อนค่าอีก แม้สงครามจบ

    ‘ทีทีบี’ทุบเปรี้ยง!เศรษฐกิจไทยเปราะบาง ครึ่งหลังปี69‘เงินบาท’เสี่ยงอ่อนค่าอีก แม้สงครามจบ

    วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.49 น.

    ttb analytics จับสัญญาณเงินบาทครึ่งหลังปี 2569 เสี่ยงอ่อนค่ามากขึ้น จากความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อวิกฤตพลังงาน และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลก

    13 พฤษภาคม 2569 ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีความเสี่ยงอ่อนค่าแม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานที่ยังค้างในระดับสูง ยังมีผลกระทบต่อบัญชีเดินสะพัด (Current Account) รวมทั้งแนวโน้มการสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของหลายธนาคารทั่วโลก ที่จำกัดการเร่งขึ้นของราคาทองคำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

    ท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัญหาในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทำให้ตลาดปริวรรตเงินตราในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีความผันผวนค่อนข้างสูง และเคลื่อนไหวไปตามรายงานข่าวเป็นหลัก กล่าวคือ เงินสกุลหลักและภูมิภาคปรับอ่อนค่า เมื่อความตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายเพิ่มขึ้น และราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับแข็งค่าจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย และสถานะ Petrodollar โดยค่าเงินบาทเองก็ได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์ดังกล่าวค่อนข้างมาก หลังมีการปรับอ่อนค่าลงประมาณ 3.5% นับตั้งแต่สิ้นเดือน ก.พ. 69 ที่เกิดการปะทะ (จาก 31.08 บาท ช่วง 27 ก.พ. ไป 32.21 บาท ณ วันที่ 8 พ.ค. 69 โดยแตะระดับสูงสุดที่ 33.00 บาท ณ วันที่ 23 มี.ค. 69) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสูง ประกอบกับช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี มักเป็นช่วงที่ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่า ท่ามกลางฤดูกาลจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียน

    ทั้งนี้ ทิศทางการอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มมีแนวโน้มสิ้นสุดลง ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งท้ายที่สุดก็คงจะปรับดีขึ้น ตลอดจนความคาดหวังว่าจะมีบทสรุป ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หลังทั้ง 2 ฝ่ายยังแสดงความต้องการในการเจรจา ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกเริ่มมีสัญญาณกลับมาเปิดรับความเสี่ยงบ้าง และค่าเงินบาทมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าเร็ว จากการเป็นสกุลเงินที่มีความผันผวนสูง (High-Beta Currency)

    นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี ค่าเงินบาทโดยรวมมักกลับมาเคลื่อนไหวแข็งค่าเสมอ โดยเฉพาะช่วงปลายปี อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าของค่าเงินบาทในปีนี้ ยังคงไม่หมดไป โดยเฉพาะหากมองจากปัจจัยแนวโน้มพื้นฐานของเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจ และทิศทางนโยบายการเงินโลกไปบ้างแล้ว และคาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงหลังจากนี้ 

    ทั้งนี้ ttb analytics มองว่าค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังคงมีความเสี่ยงด้านอ่อนค่าจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ 1) ผลกระทบราคาพลังงานที่สูงต่อดุลบัญชีเดินสะพัด (CA : Current Account) และ 2) ความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินโลก ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

    ความเสี่ยงที่ 1 : Current Account ของไทยมีความเปราะบางสูงต่อผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งดุลการค้า และดุลบริการ

    การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท และ Current Account ในภาพรวมมีทิศทางสอดคล้องกัน กล่าวคือ ค่าเงินบาทมักปรับอ่อนค่าในช่วงที่ Current Account ขาดดุลหนัก และปรับแข็งค่าในช่วงที่ Current Account มีการเกิดดุลสูง โดยผลกระทบจากการปิดช่องแคบ Hormuz ส่งผลโดยตรงต่อ Current Account ของไทย ผ่านดุลการค้าที่ปรับแย่ลง หลังประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานที่สูง หากเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะการนำเข้าจากกลุ่มตะวันออกกลางที่เป็นสัดส่วนหลัก

    ทั้งนี้ ไม่ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้เร็ว หรือช้า แต่ผลกระทบต่อราคาและอุปทานพลังงานยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว เนื่องจากแหล่งผลิตพลังงานสำคัญถูกโจมตีจนเสียหาย ส่งผลให้หลายแห่งมีการหยุดผลิตในช่วงก่อนหน้า ทำให้จำเป็นต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ (Overhaul)

    นอกจากนี้ ภาพดังกล่าวยังคงไม่นับถึงความเสี่ยงจากภาษีนำเข้ารอบใหม่จากสหรัฐฯ ผ่าน Section 301 ที่กำลังใช้เวลาในการตรวจสอบประเทศที่มีนโยบายการค้าไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ และคาดว่าจะมีข้อสรุปในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบ หากมีการบังคับใช้ หลังจากเป็น 1 ใน 10 ของประเทศที่มีสถานะเกินดุลสหรัฐฯ ในปี 2568

    ในส่วนของดุลบริการ ก็ได้รับผลกระทบจากสงครามไปบ้างแล้วเช่นกัน หลังการขาดแคลนน้ำมัน ส่งผลให้เส้นทางการบินต่าง ๆ ถูกรบกวน และหยุดชะงัก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวของกลุ่มยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็น 27% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดของปี 2568 และเป็นกลุ่มที่โดยเฉลี่ยมีการใช้จ่ายสูง หากเทียบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวในภูมิภาค โดยล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พ.ค. 68) เริ่มมีการปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 2569 ลง จาก 36.7 ล้านคน เหลือ 30.07 – 33.20 ล้านคน ขณะที่การขนส่งเองก็มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบเช่นกันจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น หากเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ผ่านต้นทุนความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามา

    ความเสี่ยงที่ 2 : ความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินโลก ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์สำคัญโดยเฉพาะทองคำ

    การเร่งขึ้นของเงินเฟ้อทั่วโลกจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ทิศทางนโยบายการเงินโลกปีนี้ ยังคงมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง โดยการสื่อสารของหลายธนาคารกลางในช่วงเดือน พ.ค. 69 ส่วนใหญ่มีแนวโน้มสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ท่ามกลางความคาดหวังของตลาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ ประกอบกับบางแห่งเริ่มมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปบ้างแล้ว ในส่วนของ Fed แม้ว่าการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้มีโอกาสต่ำ แต่การคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปียังคงมีโอกาสอยู่ ประกอบกับ Kevin Warsh ว่าที่ประธาน Fed คนใหม่ มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการลดงบดุลของ Fed จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ทั่วโลกโดยเฉพาะราคาทองคำ

    ราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นและทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหลักต่อการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้ทางการของไทยพยายามออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความสัมพันธ์ดังกล่าว

    ทั้งนี้ หากดูข้อมูลในอดีตพบว่า ราคาทองคำมักมีความสัมพันธ์ที่ผกผันกับผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่แท้จริง (Real Yield) อาทิ ปี 2556 และ ปี 2561 ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณลด QE (Quantitative Easing) และขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ตามลำดับ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับลดลงราว 28% และ 1.6% จากความสัมพันธ์ดังกล่าว ส่งผลให้ราคาทองคำมีความเสี่ยงที่จะไม่ Perform ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นที่จำกัด เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากทิศทางนโยบายการเงินทั่วโลกเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น ซึ่งน่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี หลังธนาคารกลางหลายแห่งรอดูพัฒนาการของเงินเฟ้อ

    โดยสรุป ทิศทางของค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปี ยังมีความเสี่ยงด้านอ่อนค่าอยู่ หากมองจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลกที่ส่งผลต่อราคาทองคำ ทั้งนี้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าเงินไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้า-ส่งออก ผู้ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ หรือผู้ที่มีหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศ ควรติดตามข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจการเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ยังควรศึกษาและใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเหมาะสม เพื่อลดความผันผวนและความเสี่ยงของค่าเงินบาท และเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนที่จะมีต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 2569 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/964125&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2twbyEzNZv000amNX0FMYv

  • เงินบาทครึ่งปีหลัง “เสี่ยงอ่อนค่ามาก” จากเศรษฐกิจเปราะบาง

    เงินบาทครึ่งปีหลัง “เสี่ยงอ่อนค่ามาก” จากเศรษฐกิจเปราะบาง

    เช็กอาการค่าเงินบาทช่วงครึ่งปีหลัง  มีความเสี่ยงที่จะอ่อนค่า แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลาย แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานที่ยังค้างในระดับสูง ยังมีผลกระทบต่อบัญชีเดินสะพัด (Current Account)

    รวมทั้งแนวโน้มการสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงของหลายธนาคารทั่วโลก ที่จำกัดการเร่งขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

    ttb analytics
    เงินบาทครึ่งปีหลัง “เสี่ยงอ่อนค่ามาก” จากเศรษฐกิจเปราะบาง ราคาพลังงานค้างอยู่ในระดับสูง นโยบายการเงินโลกไม่แน่นอน

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ระบุว่า ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนของปัญหาในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทำให้ตลาดปริวรรตเงินตรามีความผันผวนค่อนข้างสูง และเคลื่อนไหวไปตามรายงานข่าวเป็นหลัก  คือ อ่อนค่า

    เมื่อความตึงเครียดเพิ่มขึ้น และราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น สวนทางเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น จากความต้องการของสินทรัพย์ปลอดภัย  โดยเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงประมาณ 3.5% นับตั้งแต่สิ้นเดือน ก.พ. 69 ที่เกิดการปะทะ (จาก 31.08 บาท ช่วง 27 ก.พ. ไป 32.21 บาท ณ วันที่ 8 พ.ค. 69 โดยแตะระดับสูงสุดที่ 33.00 บาท ณ วันที่ 23 มี.ค. 69) 

    ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานสูง ประกอบกับช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี มักเป็นช่วงที่ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่า ท่ามกลางฤดูกาลจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียน

    และดูเหมือนว่า ความเสี่ยงด้านอ่อนค่าของค่าเงินบาทในปีนี้ ยังคงไม่หมดไป โดยเฉพาะหากมองจากปัจจัยแนวโน้มพื้นฐานของเศรษฐกิจ หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจ และทิศทางนโยบายการเงินโลกไปบ้างแล้ว และคาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงหลังจากนี้ ซึ่งมาจาก 2 ปัจจัย คือ 

    1.ผลกระทบราคาพลังงานที่สูงต่อดุลบัญชีเดินสะพัด (CA : Current Account) โดยผลกระทบจากการปิดช่องแคบ Hormuz ส่งผลโดยตรงต่อ Current Account ของไทย ผ่านดุลการค้าที่ปรับแย่ลง หลังประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานที่สูง หากเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะการนำเข้าจากกลุ่มตะวันออกกลางที่เป็นสัดส่วนหลัก 

    ทั้งนี้ ไม่ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้เร็ว หรือช้า แต่ผลกระทบต่อราคาและอุปทานพลังงานยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว เนื่องจากแหล่งผลิตพลังงานสำคัญถูกโจมตีจนเสียหาย ส่งผลให้หลายแห่งมีการหยุดผลิตในช่วงก่อนหน้า ทำให้จำเป็นต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ (Overhaul)

    ในส่วนของดุลบริการ ก็ได้รับผลกระทบจากสงครามไปบ้างแล้วเช่นกัน หลังการขาดแคลนน้ำมัน ส่งผลให้เส้นทางการบินต่าง ๆ ถูกรบกวน และหยุดชะงัก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวของกลุ่มยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็น 27% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดของปี 2568 และเป็นกลุ่มที่โดยเฉลี่ยมีการใช้จ่ายสูง หากเทียบกับกลุ่มนักท่องเที่ยวในภูมิภาค โดยล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา (ข้อมูล ณ วันที่ 6 พ.ค. 68) เริ่มมีการปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 2569 ลง จาก 36.7 ล้านคน เหลือ 30.07 – 33.20 ล้านคน

    ขณะที่การขนส่งเองก็มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบเช่นกันจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น หากเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม ผ่านต้นทุนความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามา

    2. ความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินโลก  ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์สำคัญโดยเฉพาะทองคำ การเร่งขึ้นของเงินเฟ้อทั่วโลกจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ทิศทางนโยบายการเงินโลกปีนี้ ยังคงมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง โดยการสื่อสารของหลายธนาคารกลางในช่วงเดือน พ.ค. 69 ส่วนใหญ่มีแนวโน้มสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ท่ามกลางความคาดหวังของตลาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ 

    ราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นและทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหลักต่อการแข็งค่าของเงินบาทในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยค่าเงินบาทมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำสูงที่สุดในภูมิภาค ส่งผลให้ทางการของไทยพยายามออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดความสัมพันธ์ดังกล่าว 

    โดยสรุป ทิศทางของค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปี ยังมีความเสี่ยงด้านอ่อนค่าอยู่ หากมองจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินโลกที่ส่งผลต่อราคาทองคำ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/275393&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw055XjhFANohBGW62P7qt4n

  • “อภิสิทธิ์” อัดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ซ้ำเติมเศรษฐกิจ จี้เก็บ “ภาษีลาภลอย” แทนการสร้างหนี้ “กรณ์” เปิดตัวเลขกำไรโรงกลั่นพุ่ง 456%

    “อภิสิทธิ์” อัดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ซ้ำเติมเศรษฐกิจ จี้เก็บ “ภาษีลาภลอย” แทนการสร้างหนี้ “กรณ์” เปิดตัวเลขกำไรโรงกลั่นพุ่ง 456%

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/147272&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fD8ajgYqGs22s22oC8sOZ

  • S&P มั่นใจเศรษฐกิจอินเดียโตแกร่งช่วยลดความกังวลเม็ดเงินทุนต่างชาติไหลออก : อินโฟเควสท์

    S&P มั่นใจเศรษฐกิจอินเดียโตแกร่งช่วยลดความกังวลเม็ดเงินทุนต่างชาติไหลออก : อินโฟเควสท์

    สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์ (S&P Global Ratings) ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า อินเดียจะสามารถรับมือกับแรงกดดันทางการเงินทั่วโลกได้ดี พร้อมระบุว่ากระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับเม็ดเงินทุนต่างชาติไหลออกนั้น ถือเป็นความกังวลที่มากเกินไป

    ยี่ฟาน ฟัว ผู้อำนวยการฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือภาครัฐและต่างประเทศประจำภูมิภาคเอเชียของ S&P กล่าวว่า อินเดียมีกันชนที่เพียงพอในการรองรับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน พร้อมกับแสดงความเห็นว่า กระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับการไหลออกสุทธิของเม็ดเงินลงทุนจากธุรกิจต่างชาตินั้นเป็นความกังวลที่ค่อนข้างมากเกินไป เนื่องจากเม็ดเงินส่วนใหญ่เหล่านี้สะท้อนถึงการนำผลกำไรกลับสู่ประเทศ ขณะที่ยอดเงินลงทุนไหลเข้าขั้นต้น (gross inflows) ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง

    นอกจากนี้ เขากล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือเมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานแล้ว เศรษฐกิจอินเดียยังคงแข็งแกร่ง และยังมีโอกาสในการลงทุนอีกมาก

    การประเมินดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า S&P ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคของอินเดีย หลังจากที่ S&P ได้ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของอินเดียสู่ระดับ BBB จากเดิมที่ BBB- เมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้ว และให้แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือมีเสถียรภาพ

    การแสดงความเห็นของ S&P มีขึ้นในช่วงเวลาที่อินเดียเผชิญภาวะช็อกด้านน้ำมันอันเนื่องมาจากสงครามในอิหร่าน และเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดหุ้นอินเดียสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ฉุดสกุลเงินรูปีร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดระดับใหม่

    ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่มีต่อเศรษฐกิจ รัฐบาลอินเดียกำลังพิจารณาใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการปรับขึ้นราคาน้ำมันและควบคุมการนำเข้าสินค้าที่ไม่จำเป็น เช่น ทองคำและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

    สื่อต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า เจ้าหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลังอินเดียได้หารือกับธนาคารกลางอินเดีย (RBI) เกี่ยวกับมาตรการหลายอย่างที่อาจนำมาใช้เพื่อจำกัดความเสียหายจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน โดยหนึ่งในข้อเสนอที่มีการหารือกันคือการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับมาตรการฉุกเฉินเหล่านี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/592270&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1A8gNA7sHrXXPISgRePiMn

  • รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ แก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย พร้อมหารือจัดระบบแรงงานกัมพูชากว่า 2 แสนคน

    รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ แก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย พร้อมหารือจัดระบบแรงงานกัมพูชากว่า 2 แสนคน

    รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ แก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย พร้อมหารือจัดระบบแรงงานกัมพูชากว่า 2 แสนคน


    13/05/2569 | 104 |

    วันนี้ (13 พฤษภาคม 2569) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมรัฐมนตรีด้านกฎหมายและเศรษฐกิจ กับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน เพื่อดึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับมาตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาต้นทุนการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด การปรับกฎหมายให้เอื้อต่อธุรกิจ และปัญหาแรงงาน โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

    ทั้งนี้  นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับการฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยเชิญ 3 สถาบันเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมเป็นเวทีประจำในการสะท้อนปัญหา เสนอทางออก และผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลจริง เหมือนในอดีตที่ความร่วมมือรัฐ–เอกชนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด

    น.ส.รัชดา  กล่าวว่า  นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหาสภาพคล่อง การเป็น NPL และบางส่วนหลุดไปสู่หนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลจะพิจารณากลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติให้มากที่สุด ควบคู่การพัฒนาศักยภาพให้เป็นเอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าซึ่งแข่งขันได้ พร้อมผลักดันการใช้กำลังซื้อภาครัฐผ่านนโยบาย Made in Thailand หรือ MiT เพื่อสร้างคำสั่งซื้อให้สินค้าไทย ช่วยให้เอสเอ็มอีมีรายได้ มีหลักประกัน และเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น

    ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพของเอกชน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้จุดที่ยังเป็น Missing Link ต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม แต่คือการวางฐานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โลจิสติกส์ และการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อทำให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือด้านแรงงาน โดย ส.อ.ท.เสนอให้มีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงานกับภาคเอกชน เพื่อออกแบบระบบการลงทะเบียน การควบคุม และการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชากว่า 200,000 คนที่ยังอยู่นอกระบบ เนื่องจากแรงงานแต่ละสัญชาติมีทักษะและความชำนาญแตกต่างกัน ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการระบบบริหารแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิต

    โดยกระทรวงแรงงานได้รับข้อเสนอดังกล่าวไปดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนต่อไป โดยเป้าหมายคือการจัดระบบแรงงานให้ถูกต้อง ชัดเจนทั้งด้านความมั่นคง การคุ้มครองแรงงาน สวัสดิการ และความต่อเนื่องของภาคการผลิต รวมถึงไม่ให้ปัญหาระหว่างรัฐกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้อย่างจำเป็น

    “นายกรัฐมนตรีมองว่าการพบ ส.อ.ท.ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับฟังข้อเสนอ แต่เป็นการวางกลไกทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน กฎหมาย พลังงาน และแรงงาน เพื่อให้เอกชนแข่งขันได้ ประชาชนมีงานทำ และประเทศไทยกลับมายืนในจุดที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอีกครั้ง” น.ส.รัชดากล่าว 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/164002


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/502643&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05jjNCpn4TzkdzSnEgDiSW

  • รัฐบาลจับมือเอกชน เล็งฟื้น กรอ. แก้โจทย์เศรษฐกิจ เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลจับมือเอกชน เล็งฟื้น กรอ. แก้โจทย์เศรษฐกิจ เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ : อินโฟเควสท์

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวานนี้ (12 พ.ค.) ว่า นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับการฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยเชิญ 3 สถาบันเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมเป็นเวทีประจำในการสะท้อนปัญหา เสนอทางออก และผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลจริง เหมือนในอดีตที่ความร่วมมือรัฐ-เอกชนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด และถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน เพื่อดึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับมาตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

    ทั้งนี้ น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาต้นทุนการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด การปรับกฎหมายให้เอื้อต่อธุรกิจ และปัญหาแรงงาน โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหาสภาพคล่อง การเป็น NPL และบางส่วนหลุดไปสู่หนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลจะพิจารณากลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติให้มากที่สุด ควบคู่การพัฒนาศักยภาพให้เป็นเอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าซึ่งแข่งขันได้ พร้อมผลักดันการใช้กำลังซื้อภาครัฐผ่านนโยบาย Made in Thailand หรือ MiT เพื่อสร้างคำสั่งซื้อให้สินค้าไทย ช่วยให้เอสเอ็มอีมีรายได้ มีหลักประกัน และเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น

    ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพของเอกชน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้จุดที่ยังเป็น Missing Link ต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม แต่คือการวางฐานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โลจิสติกส์ และการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อทำให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือด้านแรงงาน โดย ส.อ.ท.เสนอให้มีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงานกับภาคเอกชน เพื่อออกแบบระบบการลงทะเบียน การควบคุม และการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชากว่า 200,000 คนที่ยังอยู่นอกระบบ เนื่องจากแรงงานแต่ละสัญชาติมีทักษะและความชำนาญแตกต่างกัน ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการระบบบริหารแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิต

    โดยกระทรวงแรงงานได้รับข้อเสนอดังกล่าวไปดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนต่อไป โดยเป้าหมาย คือ การจัดระบบแรงงานให้ถูกต้อง ชัดเจนทั้งด้านความมั่นคง การคุ้มครองแรงงาน สวัสดิการ และความต่อเนื่องของภาคการผลิต รวมถึงไม่ให้ปัญหาระหว่างรัฐกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้อย่างจำเป็น

    “นายกรัฐมนตรี มองว่า การพบ ส.อ.ท.ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับฟังข้อเสนอ แต่เป็นการวางกลไกทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน กฎหมาย พลังงาน และแรงงาน เพื่อให้เอกชนแข่งขันได้ ประชาชนมีงานทำ และประเทศไทยกลับมายืนในจุดที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอีกครั้ง” น.ส.รัชดากล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/592276&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F8jHzkUp0utIsgSGitHGt

  • จับตานัดสำคัญ ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ โบรกมองบวกหนุน‘หุ้นโลก-ไทย’

    จับตานัดสำคัญ ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ โบรกมองบวกหนุน‘หุ้นโลก-ไทย’

    การพบกันระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” ที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 13-15 พ.ค. นี้ กำลังถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่อาจกำหนดทิศทาง “เศรษฐกิจ” และ “ตลาดทุนโลก” หลังนักลงทุนเผชิญ “แรงกดดัน” ต่อเนื่องจากสงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจที่ร้อนแรงขึ้นต่อเนื่อง

    จับตานัดสำคัญ ‘ทรัมป์-สี จิ้นผิง’ โบรกมองบวกหนุน‘หุ้นโลก-ไทย’

    “ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การพบกันครั้งสำคัญนี้มีแนวโน้ม “เชิงกลางถึงบวก” ต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นโลกและหุ้นไทย โดยคาดการเจรจาจะดำเนินไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ เนื่องจากมีภาคเอกชนรายใหญ่ร่วมเดินทางหารือด้านธุรกิจจำนวนมาก

    ทั้งนี้ การเจรจาไม่น่าจะออกมาใน “เชิงลบ” เนื่องจาก “ทรัมป์” มีท่าทีให้เกียรติประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ค่อนข้างมาก ประกอบกับการเดินทางครั้งนี้มีบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่จากสหรัฐเข้าร่วมหลายแห่ง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า AI และอุตสาหกรรมชิป ซึ่งสะท้อนความคาดหวังต่อการบรรลุข้อตกลงทางธุรกิจรวมกัน

    โดยบริษัทที่ถูกจับตาคือ Tesla รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูง ที่อาจได้รับอานิสงส์หากบรรยากาศความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐผ่อนคลายลง

    สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามจากการเจรจาครั้งนี้ ได้แก่ ความคืบหน้าด้านการค้าระหว่างประเทศ และข้อตกลงด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะการส่งออกชิปและเทคโนโลยีขั้นสูงไปยังจีน รวมถึงนโยบายการส่งออกแร่หายากของจีน ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาดทั่วโลก

    ในเชิงกลยุทธ์แนะนำให้รอติดตามผลการเจรจาอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม แต่สำหรับผู้ที่เก็งกำไรระยะสั้น มองหุ้นกลุ่ม China Play ยังมีความน่าสนใจ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะบริษัทที่มีฐานการผลิตในจีน รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมีที่อาจได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนและความต้องการใช้วัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น

    “สรพล วีระเมธีกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า การเดินทางของสหรัฐครั้งนี้มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลก เนื่องจากมีคณะผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันการเงินและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมากกว่า 10 รายร่วมเดินทาง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามรักษาความร่วมมือทางธุรกิจ

    ทั้งนี้ การหารือจะอยู่ที่การเข้าถึงวัตถุดิบต้นน้ำ และเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ โดยทั้งสองประเทศยังคงมีความจำเป็นต้องพึ่งพากันซึ่งสหรัฐยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าแร่หายากจากจีน ขณะที่จีนยังต้องอาศัยชิปเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐ

    โดยในมุมมองต่อตลาดทุน ประเมินผลกระทบจากการพบกันครั้งนี้จะอยู่ในระดับเป็นกลาง ต่อทั้งตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นโลก โดยคาดว่าจะไม่มีทั้งข่าวดีที่เหนือความคาดหมาย หรือมาตรการคว่ำบาตรใหม่ ๆ ที่จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อการลงทุน ซึ่งกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนควรติดตามผลการหารืออย่างใกล้ชิด

    “ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา มองว่าถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดต่อทิศทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นจีนในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะในมิติของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิหลักของมหาอำนาจโลก

    ทั้งนี้ จุดที่น่าจับตามองมากที่สุดการที่ทรัมป์ นำคณะผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐ ร่วมเดินทางไปเจรจากับจีนถึง 16 คน สะท้อนชัดเจนว่าการเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเชิงธุรกิจและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรง

    และสิ่งที่ถูกจับตาเป็นพิเศษกลับเป็นการไม่มีชื่อของ Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia อยู่ในคณะเดินทาง ทั้งที่ Nvidia ถือเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม AI และชิปประมวลผลระดับโลก ซึ่งการไม่เชิญ Nvidia เข้าร่วมครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์ของทรัมป์ในการเก็บเป็นไพ่ต่อรองสำคัญไว้ใช้ในการเจรจา

    อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐ กำลังผลักดันให้จีนเร่งเดินหน้ายุทธศาสตร์ Made in China อย่างจริงจังมากขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันแนวคิดการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1233637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Oi3bxT84jTm88FjrIvtbo

  • รัฐบาลฟื้นกลไก กรอ. ประสานทำงานร่วมเอกชน ดันเศรษฐกิจ-เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

    รัฐบาลฟื้นกลไก กรอ. ประสานทำงานร่วมเอกชน ดันเศรษฐกิจ-เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมรัฐมนตรีด้านกฎหมายและเศรษฐกิจ กับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน เพื่อดึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับมาตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาต้นทุนการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด การปรับกฎหมายให้เอื้อต่อธุรกิจ และปัญหาแรงงาน โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

    ทั้งนี้  นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับการฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยเชิญ 3 สถาบันเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมเป็นเวทีประจำในการสะท้อนปัญหา เสนอทางออก และผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลจริง เหมือนในอดีตที่ความร่วมมือรัฐ–เอกชนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด

    น.ส.รัชดา  กล่าวว่า  นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหาสภาพคล่อง การเป็น NPL และบางส่วนหลุดไปสู่หนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลจะพิจารณากลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติให้มากที่สุด ควบคู่การพัฒนาศักยภาพให้เป็นเอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าซึ่งแข่งขันได้ พร้อมผลักดันการใช้กำลังซื้อภาครัฐผ่านนโยบาย Made in Thailand หรือ MiT เพื่อสร้างคำสั่งซื้อให้สินค้าไทย ช่วยให้เอสเอ็มอีมีรายได้ มีหลักประกัน และเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น

    ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพของเอกชน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้จุดที่ยังเป็น Missing Link ต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม แต่คือการวางฐานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โลจิสติกส์ และการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อทำให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือด้านแรงงาน โดย ส.อ.ท.เสนอให้มีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงานกับภาคเอกชน เพื่อออกแบบระบบการลงทะเบียน การควบคุม และการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชากว่า 200,000 คนที่ยังอยู่นอกระบบ เนื่องจากแรงงานแต่ละสัญชาติมีทักษะและความชำนาญแตกต่างกัน ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการระบบบริหารแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิต

    โดยกระทรวงแรงงานได้รับข้อเสนอดังกล่าวไปดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนต่อไป โดยเป้าหมายคือการจัดระบบแรงงานให้ถูกต้อง ชัดเจนทั้งด้านความมั่นคง การคุ้มครองแรงงาน สวัสดิการ และความต่อเนื่องของภาคการผลิต รวมถึงไม่ให้ปัญหาระหว่างรัฐกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้อย่างจำเป็น

    “นายกรัฐมนตรีมองว่าการพบ ส.อ.ท.ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับฟังข้อเสนอ แต่เป็นการวางกลไกทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน กฎหมาย พลังงาน และแรงงาน เพื่อให้เอกชนแข่งขันได้ ประชาชนมีงานทำ และประเทศไทยกลับมายืนในจุดที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอีกครั้ง” น.ส.รัชดากล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1233693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VgtYovSu2VYzysix-YCqO

  • ส่องธุรกิจ “โซลาร์ฟาร์มไทย” เมื่อแสงแดดกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศ

    ส่องธุรกิจ “โซลาร์ฟาร์มไทย” เมื่อแสงแดดกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศ

    ส่องธุรกิจ

    ส่องธุรกิจ “โซลาร์ฟาร์มไทย” เมื่อแสงแดดกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจประเทศ

    ข่าวจากเพจ The Northern Report รายงานสั้นๆ ว่า กลางพื้นที่กว้างกว่า 826 ไร่ ที่ตำบลฝายกวาง ในอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา กำลังมีโครงการพลังงานขนาดใหญ่ที่เริ่มถูกจับตาในแวดวงธุรกิจพลังงานของไทย นั่นคือโครงการโซลาร์ฟาร์มมูลค่ากว่า 5,800 ล้านบาท ของ บริษัท ดวงตะวันพลังงาน จำกัด แม้รายละเอียดของโครงการจะยังเปิดเผยต่อสาธารณะไม่มากนัก แต่เพียงขนาดพื้นที่และเม็ดเงินลงทุนก็เพียงพอจะสะท้อนว่า อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยกำลังเดินเข้าสู่ “ยุคใหม่” อย่างเต็มตัว

    ในอดีต “โซลาร์ฟาร์ม” เคยเป็นธุรกิจที่หลายคนมองว่าไกลเกินจริง ต้นทุนสูง และต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างหนัก แต่วันนี้พลังงานแสงอาทิตย์กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “พลังงานทางเลือก” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” ที่มีผลต่อทั้งภาคอุตสาหกรรม การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โพสต์ทูเดย์ Smart City ชวนสำรวจโซลาร์ฟาร์มในไทยที่กำลังเปลี่ยนเกมธุรกิจพลังงานในอนาคต

    ย้อนกลับไปเมื่อราว 15 ปีก่อน การลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยังถือเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย ต้นทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าในช่วงปี 2553–2555 อยู่ในระดับสูงมาก โดยโรงไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่า 80–120 ล้านบาท ขณะที่ประสิทธิภาพของแผงโซลาร์ยังต่ำเมื่อเทียบกับปัจจุบัน ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สูงกว่าพลังงานจากก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินอย่างชัดเจน ในเวลานั้น นักลงทุนจำนวนมากยังมองว่าโซลาร์เป็นเพียงธุรกิจที่เหมาะกับการทดลอง มากกว่าจะเป็นธุรกิจพลังงานหลักของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมพลังงานโลกเริ่มเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว เมื่อจีนกลายเป็นฐานการผลิตแผงโซลาร์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก การผลิตจำนวนมหาศาลทำให้ราคาแผงโซลาร์ลดลงต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันต้นทุนติดตั้งโซลาร์ฟาร์มในไทยลดลงเหลือเฉลี่ยราว 25–40 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ระบบสายส่ง และการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ International Energy Agency (IEA) หรือสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ระบุว่า พลังงานแสงอาทิตย์กำลังกลายเป็น “แหล่งผลิตไฟฟ้าที่ถูกที่สุดในประวัติศาสตร์” สำหรับหลายประเทศทั่วโลก

    ส่องธุรกิจ

    สำหรับประเทศไทย จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจากนโยบายภาครัฐ

    ในช่วงปลายทศวรรษ 2550 รัฐบาลเริ่มใช้นโยบาย “Adder” เพื่อสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยใช้วิธีจ่าย “เงินเพิ่ม” จากค่าไฟปกติให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม และชีวมวล เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงในเวลานั้น หากค่าไฟทั่วไปขายได้ประมาณ 3 บาทต่อหน่วย รัฐอาจจ่ายส่วนเพิ่มอีก 5–8 บาทต่อหน่วยให้กับโซลาร์ฟาร์ม ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มมองเห็นความคุ้มค่าทางธุรกิจ

    ต่อมา เมื่อเทคโนโลยีมีราคาถูกลง ภาครัฐจึงเริ่มปรับนโยบายจากระบบ Adder ไปสู่ “Feed-in Tariff” หรือ FiT ซึ่งเป็นระบบกำหนด “ราคารับซื้อไฟฟ้าคงที่” ให้กับผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนตลอดอายุสัญญา วิธีนี้ช่วยให้รัฐควบคุมต้นทุนได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้นักลงทุนสามารถประเมินรายได้ระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ระบุว่า ระบบ FiT เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งการลงทุนพลังงานสะอาดของประเทศ และเป็นเครื่องมือหลักในการผลักดันสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าไทย

    ผลจากนโยบายเหล่านี้ ทำให้ธุรกิจโซลาร์ฟาร์มของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่เป็นเพียงโครงการทดลองขนาดเล็ก ปัจจุบันได้กลายเป็นอุตสาหกรรมระดับหลายแสนล้านบาท และดึงดูดผู้เล่นรายใหญ่เข้าสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็น GULF Energy Development, BCPG, B.Grimm Power และ Energy Absolute (EA) ซึ่งต่างเร่งขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ทั้งโซลาร์ฟาร์ม ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า

    จากเดิมที่การลงทุนกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดหลัก ปัจจุบันคลื่นลูกใหม่ของโซลาร์ฟาร์มเริ่มขยายตัวสู่จังหวัดรองอย่างพะเยา เพชรบูรณ์ อุดรธานี เชียงราย และนครศรีธรรมราช เพราะนักลงทุนเริ่มมองหาพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนต่ำกว่าและยังมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูง โครงการที่เชียงคำ จังหวัดพะเยา จึงสะท้อนเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน

    ส่องธุรกิจ

    หากประเมินจากพื้นที่ 826 ไร่ โครงการดังกล่าวอาจมีกำลังการผลิตระดับ 70–100 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นโรงไฟฟ้าระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และหากคำนวณจากมูลค่าการลงทุนที่สูงกว่า 5,800 ล้านบาท ก็มีความเป็นไปได้ว่าโครงการอาจรวมระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Battery Energy Storage System (BESS) เข้าไปด้วย ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจพลังงานยุคใหม่

    ปัญหาใหญ่ของพลังงานแสงอาทิตย์คือสามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงกลางวัน ระบบแบตเตอรี่จึงมีบทบาทสำคัญในการเก็บพลังงานไว้ใช้ในช่วงกลางคืน และช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้า หลายประเทศทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุค “Solar + Battery” และประเทศไทยเองก็กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน

    ขณะเดียวกัน โลกธุรกิจก็กำลังผลักดันความต้องการพลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Microsoft และ Amazon Web Services ต่างประกาศเป้าหมายใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายใต้แนวคิด RE100 เมื่อประเทศไทยกำลังกลายเป็นฐานใหม่ของธุรกิจ Data Center ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความต้องการ “ไฟฟ้าสะอาด” จึงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของอุตสาหกรรมโซลาร์ไทย

    ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยยังพยายามสร้างจุดแข็งใหม่ผ่านโครงการ “Floating Solar” หรือโซลาร์ลอยน้ำ หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ เขื่อนสิรินธร ของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ EGAT ซึ่งถูกพัฒนาให้เป็นระบบ Hybrid Hydro-Floating Solar ขนาดใหญ่ระดับโลก การใช้ผิวน้ำของเขื่อนเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์ ไม่เพียงช่วยลดการใช้พื้นที่บนบก แต่ยังช่วยลดอุณหภูมิของแผง ทำให้ผลิตไฟฟ้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โครงการลักษณะนี้กำลังกลายเป็นต้นแบบใหม่ของพลังงานสะอาดไทยในสายตานานาชาติ

    แม้ภาพรวมของอุตสาหกรรมจะดูสดใส แต่โซลาร์ฟาร์มก็ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งปัญหาการใช้พื้นที่เกษตร ความสามารถในการรองรับของระบบสายส่ง และความไม่เสถียรของพลังงานแสงอาทิตย์ หลายพื้นที่ของไทยเริ่มเผชิญปัญหา “ผลิตไฟได้ แต่ส่งไฟเข้าระบบไม่ได้” เพราะโครงสร้างสายส่งยังรองรับไม่เพียงพอ ขณะเดียวกัน ภาระค่าใช้จ่ายจากนโยบาย Adder และ FiT ในอดีตก็ยังเป็นประเด็นถกเถียง เนื่องจากรัฐต้องรับซื้อไฟฟ้าในราคาสูงตามสัญญาระยะยาว ซึ่งบางฝ่ายมองว่าอาจกลายเป็นภาระต่อระบบค่าไฟฟ้าในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพใหญ่ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนแผงโซลาร์ในประเทศ แต่คือการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ของไทย จากอดีตที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และน้ำมัน ไปสู่ระบบพลังงานใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่าง Solar, Battery, EV, Smart Grid และ Data Center เข้าด้วยกัน

    และบางที โครงการโซลาร์ฟาร์มกลางทุ่งในเชียงคำ จังหวัดพะเยา อาจไม่ใช่เพียงข่าวการลงทุนระดับท้องถิ่น หากแต่เป็นสัญญาณของยุคสมัยใหม่ ที่ “แสงแดด” กำลังกลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/742283&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dsYGXh3s2hA7KDY8g3CHt