Category: เศรษฐกิจ

  • ออมพลัส เงินออมประชาชน 16,511 ล้าน สู่ทุนประเทศ

    ออมพลัส เงินออมประชาชน 16,511 ล้าน สู่ทุนประเทศ

    ออมพลัส เปลี่ยน ‘เงินออมคนไทย’ สู่พลังเศรษฐกิจประเทศ

    เมื่อการเก็บเงินของประชาชน ไม่ได้จบแค่ผลตอบแทน แต่กลายเป็นทุนให้ประเทศเดินต่อ

    ในวันที่คำว่า ‘เงินออม’ กลายเป็นเรื่องยากขึ้นสำหรับคนจำนวนไม่น้อย เพราะรายได้ต้องรับมือกับค่าครองชีพ ภาระหนี้ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การทำให้ประชาชน ‘เริ่มออม’ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการสร้างวินัยส่วนบุคคล แต่กำลังกลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจที่มีความหมายต่อประเทศในระยะยาว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย เคยชี้ว่า เงินออมเป็นหนึ่งในเกราะสำคัญสำหรับรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ขณะที่การสร้างวินัยทางการเงิน การจัดการรายรับรายจ่าย และการออมอย่างสม่ำเสมอ เป็นพื้นฐานของความมั่นคงทางการเงินในอนาคต

    โจทย์จึงอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรให้การออมเป็นเรื่องที่ “เริ่มง่าย ทำต่อได้ และมีเป้าหมาย” มากขึ้น

    นี่คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง “พันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส” เครื่องมือการออมที่กระทรวงการคลังออกแบบมาเพื่อเปิดให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้น พร้อมเชื่อมเงินออมของประชาชนเข้ากับตลาดทุนและการบริหารหนี้ของภาครัฐ

    และผลตอบรับจากการเปิดขายครั้งแรกกำลังสะท้อนว่า แนวคิดนี้อาจเดินมาถูกทาง

    จากเงิน 100 บาท สู่เงินทุนของประเทศ

    ออมพลัสถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลรูปแบบหนึ่ง แต่เป็นความพยายามทำให้ “การลงทุนภาครัฐ” เข้าใกล้ประชาชนมากขึ้น

    การจำหน่ายครั้งแรกในปีงบประมาณ 2569 แบ่งเป็น 2 ช่องทางหลัก คือ วอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ Bond Connect Platform ผ่านธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ และแอปพลิเคชัน Streaming

    สำหรับช่องทางวอลเล็ต สบม. สามารถเริ่มต้นซื้อได้เพียง 100 บาท ส่วน Bond Connect เริ่มต้นที่ 1,000 บาท โดยรุ่นที่เปิดขายมีอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.80% ต่อปี และอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.80% ต่อปี

    นั่นหมายความว่า การซื้อพันธบัตรรัฐบาลไม่ได้ถูกจำกัดอยู่กับผู้ลงทุนรายใหญ่หรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านตลาดทุนอีกต่อไป

    เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง Financial Inclusion หรือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินและการลงทุนได้กว้างขึ้น

    ผลตอบรับรอบแรก ‘ล้น’ กว่าที่ตลาดคาด

    สัญญาณที่น่าสนใจเกิดขึ้นทันทีหลังเปิดจองผ่าน Bond Connect Platform ระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม 2569

    จากวงเงินจำหน่ายเพียง 2,000 ล้านบาท กลับมียอดจองซื้อสูงถึง 16,511.654 ล้านบาท หรือประมาณ 8 เท่าของวงเงินที่เปิดขาย สะท้อนความต้องการของประชาชนและนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลอย่างชัดเจน

    ขณะที่ผลการจัดสรรพันธบัตรออมพลัสครั้งที่ 1 วงเงินรวม 4,000 ล้านบาท สามารถกระจายให้ประชาชนและนักลงทุนรายย่อยได้ถึง 22,703 ราย แบ่งเป็นผู้ได้รับจัดสรรผ่านวอลเล็ต สบม. 1,590 ราย และ Bond Connect 21,113 ราย

    ตัวเลขนี้จึงมีความหมายมากกว่าการ ‘ขายหมด’

    เพราะมันกำลังบอกว่า เมื่อรัฐออกแบบผลิตภัณฑ์การออมที่เข้าถึงง่าย มีผลตอบแทนที่ชัดเจน และมีช่องทางซื้อที่ประชาชนคุ้นเคย ความต้องการของคนไทยในการนำเงินไปออมและลงทุนยังมีอยู่

    เพียงแต่เครื่องมือดังกล่าวต้อง ‘เข้าถึงได้’ และตอบโจทย์พฤติกรรมทางการเงินของคนยุคใหม่

    Small Lot First จุดเปลี่ยนจาก ‘ใครเร็วกว่าได้ก่อน’ สู่การกระจายโอกาส

    ประเด็นสำคัญอีกเรื่องของออมพลัสรอบนี้คือ วิธีการจัดสรรผ่าน Bond Connect Platform ที่ใช้หลัก Small Lot First

    หลักคิดคือไม่ได้ปล่อยให้ผู้ที่จองวงเงินจำนวนมากได้รับสิทธิ์ก่อนทั้งหมด แต่ทยอยจัดสรรให้ผู้ลงทุนในวงกว้างก่อน เพื่อกระจายโอกาสให้รายย่อยเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลได้มากที่สุด

    ในรอบแรก ผู้ลงทุนผ่าน Bond Connect ได้รับการจัดสรรสูงสุดต่อรายก่อนขั้นตอน Random ที่ 117,000 บาท

    สำหรับเงินส่วนที่ไม่ได้รับการจัดสรร ผู้จองซื้อได้รับเงินคืนในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นวันประกาศผลจัดสรร

    นี่จึงเป็นอีกมิติที่ทำให้ออมพลัสแตกต่างจากการลงทุนที่ผู้มีเงินทุนจำนวนมากอาจมีความได้เปรียบจากขนาดเงินลงทุน

    ออมพลัส ‘พลัส’ อะไร?

    กระทรวงการคลังวางแนวคิดของออมพลัสไว้หลายด้าน โดย…

    พลัสที่ 1 –  พลัสการออม

    ทำให้ประชาชนสามารถทยอยลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องรอการเปิดขายเป็นครั้งคราว โดยกระทรวงการคลังมีแนวทางจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการออมตามกำลังของตัวเองได้

    พลัสที่ 2 – พลัสช่องทาง

    จากเดิมที่พันธบัตรรัฐบาลอาจถูกมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องผ่านขั้นตอนเฉพาะ ออมพลัสขยายช่องทางไปยังเป๋าตัง ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ และ Streaming รวมถึงการใช้บัญชีหุ้นไทยผ่าน Bond Connect

    พลัสที่ 3 –  พลัสตลาดรอง

    พันธบัตรที่ซื้อผ่าน Bond Connect สามารถเข้าสู่ตลาดรองได้ ทำให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกในการบริหารพอร์ตมากกว่าการถือไว้จนถึงวันครบกำหนดเพียงอย่างเดียว โดยราคาซื้อขายในตลาดรองจะสะท้อนกลไกตลาด

    พลัสที่ 4 – พลัสโอกาส

    การใช้ Small Lot First ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อยได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นหัวใจของการทำให้ตลาดทุนเข้าถึงคนในวงกว้างมากขึ้น

    แล้ว ‘เงินออม’ ไปช่วยประเทศอย่างไร?

    นี่คือหัวใจสำคัญของเรื่องออมพลัส เพราะเมื่อประชาชนซื้อพันธบัตรรัฐบาล เงินที่ระดมได้จะเข้าสู่การบริหารจัดการทางการเงินของภาครัฐ ผ่านกลไกการกู้เงินของรัฐบาล หรือพูดให้เข้าใจง่ายคือ

    ประชาชนออม → ซื้อพันธบัตรรัฐบาล → รัฐระดมเงิน → นำไปบริหารภาระทางการคลังและการลงทุนตามกรอบงบประมาณ → เงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    ดังนั้น การซื้อพันธบัตรรัฐบาลจึงไม่ได้เป็นเพียงการนำเงินไปพักไว้เพื่อรับดอกเบี้ย แต่เป็นการนำเงินออมภายในประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งเงินทุนของรัฐบาล

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อธิบายแนวคิดนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า เงินทุกบาทที่ประชาชนนำมาลงทุนในออมพลัส ไม่เพียงสร้างผลตอบแทนและความมั่นคงให้ครอบครัว แต่ยังเป็นพลังที่ประชาชนและรัฐบาลร่วมกันนำไปสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและอนาคตของประเทศ

    นี่จึงเป็นภาพของ “การออมเพื่อประเทศ” ที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์นี้

    ออมพลัส เหมาะกับใคร?

    ออมพลัสไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่เหมาะกับคนที่ต้องการวางเงินในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำและมีกรอบเวลาการลงทุนชัดเจน

    1. คนที่ต้องการเริ่มลงทุน
    โดยเฉพาะคนที่ยังไม่พร้อมรับความผันผวนของหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยง การเริ่มต้นด้วยพันธบัตรรัฐบาลอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเรียนรู้เรื่องการลงทุน

    2. คนที่ต้องการกระจายเงินออม
    หากมีเงินฝากอยู่แล้วและต้องการแบ่งเงินบางส่วนไปยังตราสารหนี้ การมีพันธบัตรรัฐบาลในพอร์ตสามารถช่วยกระจายประเภทสินทรัพย์ได้

    3. คนที่มีเป้าหมายทางการเงินระยะกลาง-ยาว
    รุ่นอายุ 3 ปีและ 10 ปีเหมาะกับผู้ที่สามารถวางแผนถือเงินตามระยะเวลาที่กำหนดได้ โดยเฉพาะเงินที่ยังไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ในระยะสั้น

    4. ผู้ที่ต้องการผลตอบแทนแบบคาดการณ์ได้
    ออมพลัสรอบแรกกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.80% ต่อปีสำหรับรุ่น 3 ปี และ 2.80% ต่อปีสำหรับรุ่น 10 ปี

    พันธบัตร ‘ออมพลัส’ ข้อดีมีอะไร และต้องระวังอะไร?

    ข้อดี

    ความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ
    พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล จึงมีความน่าเชื่อถือสูงเมื่อเทียบกับตราสารหนี้ภาคเอกชน

    ดอกเบี้ยคงที่
    ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถประมาณกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น

    เข้าถึงง่ายขึ้น
    ซื้อผ่านช่องทางดิจิทัลและบัญชีหุ้นได้ โดย Bond Connect กำหนดขั้นต่ำ 1,000 บาท

    มีตลาดรอง
    ผู้ลงทุนผ่าน Bond Connect สามารถนำพันธบัตรไปซื้อขายในตลาดรองได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่าการออมที่ต้องถือจนถึงวันครบกำหนด

    ช่วยสร้างวินัยการออม
    การนำเงินไปลงทุนในตราสารที่มีอายุ 3 หรือ 10 ปี ทำให้ผู้ลงทุนต้องคิดถึงเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวมากขึ้น

    ข้อควรระวัง

    เงินไม่ควรเป็นเงินที่จำเป็นต้องใช้ทันที
    โดยแม้จะมีตลาดรอง แต่ราคาซื้อขายก่อนครบกำหนดสามารถเปลี่ยนแปลงตามภาวะตลาดและอัตราดอกเบี้ยได้

    ผลตอบแทนไม่ได้สูงที่สุดในตลาด
    จุดเด่นของพันธบัตรรัฐบาลอยู่ที่ความมั่นคงและความแน่นอนของกระแสเงินสด ไม่ใช่การสร้างผลตอบแทนสูงสุด

    ต้องดูระยะเวลาการลงทุน
    รุ่น 10 ปีเหมาะกับเงินที่สามารถวางไว้ได้ระยะยาว ผู้ลงทุนควรพิจารณาสภาพคล่องของตัวเองก่อนตัดสินใจ

    อย่าสับสนระหว่าง ‘ดอกเบี้ยคงที่’ กับ ‘ราคาคงที่’
    เพราะหากนำพันธบัตรไปขายในตลาดรองก่อนครบกำหนด ราคาที่ได้รับอาจสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่ลงทุน ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดและอัตราดอกเบี้ยในขณะนั้น

    จาก ‘ออมเงิน’ สู่ ‘ลงทุนเพื่อประเทศ’

    สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของออมพลัสจึงไม่ใช่เพียงอัตราดอกเบี้ย 1.80% หรือ 2.80% แต่คือการพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมจาก “มีเงินเหลือแล้วค่อยออม” ไปสู่ “กันเงินส่วนหนึ่งไว้ออมและลงทุนอย่างเป็นระบบ”

    และเมื่อเงินออมของประชาชนถูกส่งผ่านกลไกพันธบัตรรัฐบาล เงินก้อนเล็กจากคนจำนวนมากก็สามารถรวมกันกลายเป็นแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ของประเทศ

    ผลตอบรับครั้งแรกกำลังสะท้อนว่าแนวคิดนี้มีตลาดรองรับอย่างชัดเจน เพราะเพียง Bond Connect วงเงิน 2,000 ล้านบาท ก็มีผู้สนใจจองซื้อกว่า 16,511 ล้านบาท หรือมากกว่า 8 เท่าของวงเงิน

    คำถามต่อไปจึงไม่ใช่เพียงว่า “ออมพลัสจะขายหมดหรือไม่” แต่คือ ออมพลัสจะเปลี่ยนเงินออมของคนไทยให้กลายเป็นวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวได้มากแค่ไหน

    เพราะหากคนไทยจำนวนมากขึ้นเริ่มกันเงินบางส่วนจากรายได้มาออมอย่างสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นกับบัญชีของแต่ละคนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเพิ่มฐานเงินออมภายในประเทศ และเพิ่มช่องทางให้ภาครัฐระดมทุนจากประชาชนในประเทศได้อย่างเป็นระบบ

    จาก “เงินออมของคนหนึ่งคน” จึงอาจกลายเป็น “เงินทุนของประเทศ” ได้ และนี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า ‘ออมพลัส’

    รอบต่อไป จับตา ‘วงเงิน’ และการเข้าถึงรายย่อย

    หลังผลตอบรับรอบแรกที่เกินความคาดหมาย กระทรวงการคลังเตรียมเปิดจำหน่ายรอบถัดไปในเดือนกันยายน 2569 โดยกำหนดช่วงวันที่ 4-15 กันยายนสำหรับวอลเล็ต สบม. และวันที่ 7-9 กันยายนสำหรับ Bond Connect ตามข้อมูลที่ประกาศไว้ ขณะที่รายละเอียดวงเงินและอัตราดอกเบี้ยรอบใหม่จะประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

    จุดที่ต้องติดตามจึงมีทั้ง วงเงินจำหน่าย อัตราดอกเบี้ย และการออกแบบสัดส่วนการจัดสรร เพราะยอดจองที่สูงถึงกว่า 16,500 ล้านบาท จากวงเงินเพียง 2,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าความต้องการของรายย่อยอาจมีมากกว่าปริมาณพันธบัตรที่เปิดขายอยู่หลายเท่า

    หากภาครัฐเพิ่มวงเงินหรือเพิ่มช่องทางการจำหน่ายได้อย่างเหมาะสม ออมพลัสอาจไม่ได้เป็นเพียง “พันธบัตรรัฐบาลตัวใหม่” แต่สามารถพัฒนาไปสู่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการออมของคนไทย ที่เชื่อมระหว่างความมั่นคงทางการเงินของประชาชนกับความสามารถในการระดมทุนของประเทศได้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/aomplus-saving-bond&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19U1KCqpJeSWpIddThhBfG

  • ผู้แทนการค้าไทย พบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าอินเดีย – ไทย ยกระดับด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ

    ผู้แทนการค้าไทย พบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าอินเดีย – ไทย ยกระดับด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ

    ผู้แทนการค้าไทย พบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าอินเดีย – ไทย ยกระดับด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ

    (5 ส.ค.69) ผู้แทนการค้าไทย (นายชุตินทร คงศักดิ์) และคณะผู้บริหารหอการค้าอินเดีย-ไทย (ITCC) ได้หารือในประเด็นการยกระดับด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทย-อินเดีย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า หากสามารถลดอุปสรรคทางการค้าและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ก็จะสามารถเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ผู้แทนการค้าไทยเห็นว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจควรมุ่งเน้นการสร้างการค้าแบบเกื้อหนุน (Complementary Trade) มากกว่าการแข่งขันทางการค้า (Competitive Trade) เนื่องจากทั้งสองประเทศมีศักยภาพในภาคอุตสาหกรรมที่สามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ เช่น อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจนภาคการเกษตรและอาหาร ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

    คณะผู้บริหารหอการค้าอินเดีย-ไทย เสนอว่าควรให้มีการผลักดันการเชื่อมโยงการชำระเงินดิจิทัล ระหว่าง Unified Payments Interface (UPI) ของอินเดียกับระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย เนื่องจาก ระบบ UPI เป็นที่ยอมรับสูงในหลายประเทศ จึงเห็นว่าการเชื่อมโยงกับไทยจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการคลังและธนาคารกลางของสองประเทศ

    นอกจากนี้ คณะผู้บริหารหอการค้าอินเดีย-ไทย เห็นว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดอุปสรรคทางการค้าคือมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTBs) ในขั้นตอนด้านศุลกากร กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และสินค้าที่ยังไม่ผ่านการอนุญาตนำเข้า ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น จึงเสนอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันทบทวนและปรับปรุงกระบวนการดังกล่าวควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (ASEAN–India Free Trade Agreement)

    ทั้งนี้ ผู้แทนการค้าไทยรับทราบประเด็นที่ฝ่ายหอการค้าอินเดีย-ไทย เสนอ เพื่อการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย พร้อมระบุว่าการเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินเดียของผู้บริหารระดับสูงของไทย รวมถึงการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม BRICS ครั้งที่ 18 (18th BRICS Summit) ในห้วงเดือนกันยายน ๒๕๖๙ จะเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุน การขยายตลาด และความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/76946&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ghv6P9jzc-WK54Mz8RPqk

  • สรุปราคาทองคำ 7 ส.ค.2569  ปิดตลาด +700บาท ผันผวน 27 ครั้ง

    สรุปราคาทองคำ 7 ส.ค.2569 ปิดตลาด +700บาท ผันผวน 27 ครั้ง

    วันนี้ (7 ส.ค.2569) “ฮั่วเซ่งเฮง” ทองโลกมีการปรับตัวขึ้น หลังตลาดเริ่มมีความกังวลสงครามการค้าระหว่างจีน – สหรัฐอเมริกา รอบใหม่ ในขณะที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติ Saudi Aramco ประกาศลดราคาขายน้ำมันดิบ Arab Light สำหรับการส่งมอบในเดือนหน้าแก่ลูกค้าในเอเชียลง 50 เซนต์ต่อบาร์เรล เหลือ ต่ำกว่าราคามาตรฐานภูมิภาค 2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งมีส่วนช่วยให้ราคาน้ำทันดิบ Brent ปรับตัวลง และอาจหนุนให้เงินเฟ้อและดอกเบี้ยเฟด อาจมีทิศทางลดลงในอนาคต เป็นบวกต่อทองคำเช่นกัน

    ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตามวันนี้เวลา 19.30 น. สหรัฐฯ เผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ วิเคราะห์ราคาทองโลกสามารถปรับตัวขึ้นยืนเหนือแนวรับใหม่ที่ 4,250 ดอลลาร์ จึงประเมินว่า ทองโลกอาจปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,315 และ 4,330 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากทองโลกหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,230 ดอลลาร์ ทองโลกอาจกลับมา Sideways อีกครั้ง

    สรุปราคาทองคำ วันที่ 7 ส.ค.2569

    ครั้งที่ 27 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,250 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,450 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,900.52 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,250 บาท

    ครั้งที่ 26 บวก 100 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,200 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,400 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,855.04 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,200 บาท

    ครั้งที่ 25 บวก 100 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,100 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,300 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,764.08 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,100 บาท

    ครั้งที่ 24 ลบ 150 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,000 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,200 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,657.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,000 บาท

    ครั้งที่ 23 บวก 150 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,150 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,350 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,809.56 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,150 บาท

    ครั้งที่ 22 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,000 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,200 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,657.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,000 บาท

    ครั้งที่ 21 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,950 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,150 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,612.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,950 บาท

    ครั้งที่ 20 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,900 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,100 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,567 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,900 บาท

    ครั้งที่ 19 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,850 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,050 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,506.36 บาท

    • ขายออก บาทละ 6567,850 บาท

    ครั้งที่ 18 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,900 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,100 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,567 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,900 บาท

    ครั้งที่ 17 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,850 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,050 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,506.36 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,850 บาท

    ครั้งที่ 16 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,900 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,100 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,567 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,900 บาท

    ครั้งที่ 15 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,950 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,150 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,612.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,950 บาท

    ครั้งที่ 14 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 67,000 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,200 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,657.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 68,000 บาท

    ครั้งที่ 13 บวก 100 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,950 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,150 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,612.48 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,950 บาท

    ครั้งที่ 12 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,850 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,050 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,506.36 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,850 บาท

    ครั้งที่ 11 บวก 100 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,900 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,100 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,567 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,900 บาท

    ครั้งที่ 10 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,800 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,000 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,460.88 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,800 บาท

    ครั้งที่ 9 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,750 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,950 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,415.40 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,750 บาท

    ครั้งที่ 8 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,700 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,900 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,369.92 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,700 บาท

    ครั้งที่ 7 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,650 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,850 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,324.44 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,650 บาท

    ครั้งที่ 6 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,600 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,800 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,263.80 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,600 บาท

    ครั้งที่ 5 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,218.32 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,550 บาท

    ครั้งที่ 4 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,172.84 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,500 บาท

    ครั้งที่ 3 บวก 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,218.32 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,550 บาท

    ครั้งที่ 2 ลบ 50 บาท

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,500 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,172.84 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,500 บาท

    ครั้งที่ 1 ไม่เปลี่ยนแปลง

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 66,550 บาท

    • ขายออก บาทละ 66,750 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 65,218.32 บาท

    • ขายออก บาทละ 67,550 บาท

    อ่านข่าว:

    จับตา “ทองคำ” ขาขึ้นทำนิวไฮรอบ 7 สัปดาห์ เปิดเป้า 5,250 ดอลลาร์ “ทองไทย”ลุ้นแตะ 82,200 บาท

    สรุปราคาทองคำ 4 ส.ค.2569 ปิดตลาด -50บาท ผันผวน 11 ครั้ง

    “ทองคำ” เช้านี้ +200 บาท “รูปพรรณ” ขายออก 65,050 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509169&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QjFSt5j8wq9ZryjxtEkum

  • ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 เริ่มเมื่อไหร่ ลงทะเบียนวันไหน ล่าสุด นายกฯ ตอบแล้ว

    ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 เริ่มเมื่อไหร่ ลงทะเบียนวันไหน ล่าสุด นายกฯ ตอบแล้ว

    ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ลงทะเบียนวันไหน เริ่มเมื่อไหร่ ได้สิทธิ์คนละกี่บาท ล่าสุด นายกฯ ตอบแล้ว

    โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 1” กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2569 ทำให้ประชาชนและร้านค้าจำนวนมากต่างตั้งตารอคอยความชัดเจนเกี่ยวกับ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ว่าจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนวันไหน เริ่มใช้สิทธิ์เมื่อไหร่ และจะได้เงินคนละกี่บาท

    ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงทิศทางของโครงการเฟส 2 รวมถึงสถานะทางการเงินของรัฐบาลไว้อย่างน่าสนใจ

    ปัจจุบัน ยังไม่มีการกำหนดวันเปิดลงทะเบียนหรือวันเริ่มโครงการที่แน่นอน เนื่องจากต้องรอให้เฟสแรกสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2569 เสียก่อน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรียืนยันว่า นโยบายใดที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ช่วยให้การค้าขายคล่องตัว และกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง รัฐบาลพร้อมนำกลับมาพิจารณาต่อยอดอย่างแน่นอน

    ได้สิทธิ์คนละกี่บาท และจะปรับเป็นสูตร 50:50 หรือไม่?

    สำหรับวงเงินสิทธิ์และเงื่อนไขการร่วมจ่าย (เช่น การปรับจากเดิม 60:40 ไปเป็น 50:50) ยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด รัฐบาลจำเป็นต้องประเมินที่มาของเงินทุนอย่างรอบคอบ ทั้งจากงบประมาณปกติ หรือการใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ

    นายกฯ ชี้แจงว่า แม้จะมีข้อห่วงใยเรื่องภาระหนี้สินจากการกู้เงิน แต่ พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวมีอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 1.2% ซึ่งหากนำมาอัดฉีดลงระบบแล้วสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้คุ้มค่ากว่าต้นทุนดอกเบี้ย ก็นับเป็นมาตรการที่คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ช่วยกระจายรายได้และดันตัวเลข GDP ให้เติบโต

    เช็กสถานะการเงินรัฐบาล และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ

    นอกจากโครงการคนละครึ่ง/ไทยช่วยไทยพลัสแล้ว นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า สถานะเงินคงคลังและทางการเงินของรัฐบาลในปัจจุบันยังคงมีความแข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กันไปในหลายมิติ ได้แก่:

    • ลดภาระค่าครองชีพ: ปรับลดและจัดแยกประเภทค่าไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน

    • ควบคุมพลังงาน & Data Center: จัดระเบียบศูนย์ข้อมูล (Data Center) ใหม่ กำกับการใช้น้ำและไฟฟ้าไม่ให้กระทบต่อส่วนรวม

    • ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ: เร่งส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ให้คนไทย

    สรุป: โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาโครงสร้างงบประมาณและเงื่อนไขที่เหมาะสม โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากเฟส 1 สิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2569 นี้ สำหรับผู้ที่รอลงทะเบียน แนะนำให้ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/955315/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DSKgfYaivJhWMhLuZPkP0

  • รัฐบาลรอประเมินผลมาตรการกลุ่ม “พลัส” ก่อนเคาะแพคเกจกระตุ้นศก.รอบใหม่ หนุน “ไทยเที่ยวไทย พลัส” รับไฮซีซั่น : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลรอประเมินผลมาตรการกลุ่ม “พลัส” ก่อนเคาะแพคเกจกระตุ้นศก.รอบใหม่ หนุน “ไทยเที่ยวไทย พลัส” รับไฮซีซั่น : อินโฟเควสท์

    นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไปว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เพื่อพิจารณาภาพรวมของมาตรการทั้งหมดอย่างรอบคอบ โดยรัฐบาลยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะใช้เงินจากแหล่งใด ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้หรืองบประมาณรายจ่ายปกติ เพราะต้องประเมินให้ชัดว่า เม็ดเงินที่ใช้ต้องเกิดประสิทธิภาพสูงสุด กระจายประโยชน์ได้ทั่วถึง และไม่สร้างภาระเกินจำเป็นต่อฐานะการคลัง

    นางศุภจี กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือ มาตรการต้องไม่ใช่เพียงการอัดฉีดระยะสั้น แต่ต้องช่วยสร้างรายได้จริงให้ภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ร้านค้า ผู้ประกอบการท้องถิ่น และประชาชนที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้เงินหมุนลงพื้นที่และกระตุ้นกิจกรรมเศรษฐกิจได้เป็นวงกว้าง

    “เรื่องนี้ต้องดูอย่างระมัดระวัง ขอให้ดูให้เรียบร้อยก่อน เพราะต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และกระจายตัวให้ได้ทั่วถึงมากที่สุด” นางศุภจี กล่าว

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างประเมินผลตอบรับของมาตรการที่ดำเนินไปก่อนหน้านี้ รวมถึงข้อเสนอของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ที่ต้องการให้ดูผลลัพธ์ของมาตรการในกลุ่ม “พลัส” ให้รอบด้านก่อนตัดสินใจเดินหน้าแพ็กเกจชุดใหม่

    สำหรับโครงการไทยเที่ยวไทย พลัสและไทยช่วยไทย พลัส นางศุภจี กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องประกาศหรือเริ่มพร้อมกันทั้งหมด เพราะแต่ละมาตรการมีวัตถุประสงค์ ช่วงเวลา และกลุ่มเป้าหมายต่างกัน ต้องพิจารณาตามความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนและเศรษฐกิจได้ประโยชน์สูงสุดจริง

    นางศุภจี กล่าวว่า มาตรการด้านท่องเที่ยวควรเดินในช่วงที่สอดคล้องกับฤดูกาลท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นสูงสุดต่อการเดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และบริการเกี่ยวเนื่อง

    ส่วนมาตรการช่วยเหลือที่เกี่ยวกับความจำเป็นเร่งด่วน หรือมาตรการที่มุ่งดึงศักยภาพเศรษฐกิจภายในประเทศออกมาใช้ให้เต็มที่ อาจต้องเดินในอีกจังหวะหนึ่ง เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ค่าครองชีพ รายได้ประชาชน และแรงซื้อในระบบ

    ทั้งนี้ ประเด็นทั้งหมดจะเข้าสู่การพิจารณาในคณะทำงานของนายเอกนิติ เพื่อกลั่นกรองรายละเอียด ทั้งวงเงิน แหล่งเงิน กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลา และผลต่อเศรษฐกิจ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอีกครั้ง

    *ลุ้น “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2”

    ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวว่า ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มสะท้อนผ่านตัวชี้วัด หลายตัว ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น มูลค่าการค้า การส่งออก การลงทุน รวมถึงการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งสะท้อนว่ามาตรการของรัฐบาลเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม

    สำหรับความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” ภายหลังโครงการเฟสแรกจะสิ้นสุดในเดือนก.ย.นี้ รัฐบาลพร้อมพิจารณาสานต่อนโยบาย หากพิสูจน์ได้ว่าส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ส่วนข้อเสนอการปรับเงื่อนไขเป็น 50:50 จาก 60:40 นั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะกำหนดรายละเอียด เนื่องจากต้องพิจารณาความพร้อมของงบประมาณและฐานะการคลังของรัฐบาล รวมไปถึงแหล่งเงินจะมาจากงบประมาณปกติหรือการใช้พ.ร.ก.กู้เงินฯ ด้วย

    นายอนุทิน กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปว่า รัฐบาลจะเดินหน้าดำเนินการหลายด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดภาระประชาชน การบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน การจัดระเบียบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าปริมาณมาก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน รวมถึงการเร่งส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยสร้างการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/627921&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2et6fw4YscnmJ0zB0Kg-jG

  • ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของเปรู

    ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของเปรู

    มื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นางเคโกะ ฟูจิโมริ ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการให้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี รอบที่ 2 ของเปรู โดยเอาชนะนายโรแบร์โต ซานเชซ จากพรรค Juntos por el Perú อย่างเฉียดฉิว ซึ่งการประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากการลงคะแนนเสียงเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 และมีการทบทวนบัตรลงคะแนนที่มีการพิพาทจากหลายฝ่าย โดยนางเคโกะ ฟูจิโมริ ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569  และ ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของเปรูอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569

    นางเคโกะ ฟูจิโมริ นักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดี อัลแบร์โต ฟูจิโมริ เอาชนะนายโรแบร์โต ซานเชซ ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลชุดก่อนหน้าของนายเปโดร กัสติโย ด้วยคะแนนเสียงร้อยละ 50.135 ต่อร้อยละ 49.865 หรือมีคะแนนแตกต่างกันเพียง 50,000 คะแนน ถือเป็นการเลือกตั้งที่มีการลงคะแนนเสียงที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเปรู การลงสมัครรับเลือกตั้งของนางเคโกะ ฟูจิโมริ ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งได้ชัยชนะและถือเป็นการสานต่อความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของผู้สมัครรับเลือกตั้งจากฝ่ายขวาในลาตินอเมริกา ที่รวมถึงโคลอมเบีย ชิลี คอสตาริกา โบลิเวีย เอกวาดอร์ และอาร์เจนตินา  

              นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเคโกะ ฟูจิโมริ 

              รัฐบาลเปรูที่ผ่านมาหลายทศวรรษดำเนินนโยบายการคลังอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และให้ความสำคัญต่อการเปิดตลาด ส่งผลให้เปรูสามารถเติบโตและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ อย่างไรดี ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) และสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองระหว่างปี 2565 – 2567 ทำให้เปรูมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จากรากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของเปรู ทำให้เปรูสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว โดยในปี 2567 มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 3.5 และในปี 2568 มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 3.4 รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศที่อยู่ในกลุ่มพัฒนาแล้วและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ อย่างไรก็ดี เปรูยังต้องเผชิญความท้าทายหลายประการ เช่น การขาดดุลงบประมาณที่ร้อยละ 2 ของ GDP การจ้างงานนอกระบบในระดับสูง อัตราการเกิดอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การคอรัปชัน การทำเหมืองแร่ผิดกฎหมาย เป็นต้น  

    รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเคโกะ ฟูจิโมริ ให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งมีการกำหนดแผนงาน 100 มาตรการ แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ การฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุน การพัฒนาเกษตรกรรม พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน สุขภาพ และการพัฒนาสังคม และการศึกษา โดยหนึ่งในภารกิจหลัก คือ การฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมืองของเปรูจากการมีประธานาธิบดี 8 คนในระยะเวลา 10 ปี 

    ความมั่นคง

    ความมั่นคงเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญลำดับต้นของรัฐบาลชุดนี้ โดยมีการดกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องจำนวน 25 มาตรการ เพื่อมุ่งปรับปรุงสถานการณ์ความไม่สงบต่าง ๆ ในประเทศ เช่น 

    1) การใช้เรือนจำทางทหารเป็นเรือนจำชั่วคราวในการรองรับจำนวนผู้ก่ออาชญากรรม เพื่อเป็นการควบคุมการก่ออาชญากรรมอย่างทันท่วงที 

    2) การสร้างเรือนจำขนาดใหญ่ที่มีการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด จำนวน 4 แห่ง ในพื้นที่ห่างไกล ป้องกันการใช้สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์

    3) การควบคุมพื้นที่ชายแดนโดยกองกำลังทหาร เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองของอาชญากรรมข้ามชาติ 

    4) การปรับปรุงสถานีตำรวจสำคัญทั่วประเทศจำนวนกว่า 200 แห่ง เพื่อความทันสมัยและการพัฒนาความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รวมถึงการเพิ่มอัตราค่าตอบแทนเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็น 2 เท่า อย่างค่อยเป็นค่อยไป การกำหนดชั่วโมงการทำงานอย่างชัดเจน การชำระหนี้) 

    5) การปรับโครงสร้างหน่วยงานตำรวจแห่งชาติ โดยการฟื้นฟูหน่วยตำรวจสืบสวน เพื่อเสริมสร้างระบบข่าวกรองด้านอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ การลงโทษเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดวินัยในทันที รวมถึง การบูรณาการระบบต่อต้านข่าวกรองของหน่วยงานตำรวจแห่งชาติ และกองทัพ  การจัดตั้งหน่วยข่าวกรองด้านการเงินพิเศษ (Special Financial Intelligence) และอาชญากรรมไซเบอร์ (Cybercrime Unit) ให้มีการดำเนินการงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

    เศรษฐกิจและการลงทุน

    รัฐบาลกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุน จำนวน 25 มาตรการ ในด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือร้อยละ 1 ของ GDP ภายในปี 2574 ในด้านการลงทุน มุ่งเน้นการส่งเสริมการลงทุนในประเทศ เช่น การยกเลิกขั้นตอนทางราชการที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น จำนวนกว่า 500 รายการสำหรับบริษัท การลดระยะเวลาทางกฎหมายลงร้อยละ 40 สำหรับการอนุมัติโครงการลงทุน เป็นต้น 

              นอกจากนี้ รัฐบาลกำหนดแผนดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนจากต่างประเทศที่มีเป้าหมาย 5 – 7 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี พร้อมการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนเกี่ยวกับความแน่นอนและคาดการณ์ได้ของกฎหมายสำหรับนักลงทุนระยะยาว

              ในส่วนของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ รัฐบาลจะสานต่อการดำเนินโครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ Zafranal mining megaproject[1] และให้ความสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืนทางสังคม การดำเนินโครงการเหมืองถ่านหิน  Tía María บนพื้นฐานมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อมขั้นสูง การขยายและการปรับปรุงการดำเนินงานของหน่วยงานด้านเหมืองแร่ หรือ Cerro Verde mining unit นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนดำเนินการสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัยทางภาคเหนือ กลาง และภาคใต้ของประเทศ โดยจะจัดมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยสำหรับการการดำเนินงาน

    เกษตรกรรม พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน

              แผนการพัฒนาเกษตรกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น 

                1) การจัดสรรเงินทุนโดยตรงจากรัฐบาลสำหรับการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ทางการเกษตรให้แก่เกษตรกร

                2) การจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณสำหรับโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำขนาดใหญ่สำหรับเกษตรกร

                3) การขยายระบบชลประทาน และการให้การอุดหนุนด้านการชลประทานเฉพาะแก่เกษตรกรรายย่อย 

                4) การก่อสร้างถนนและทางเท้าในพื้นที่ชนบทระยะทางรวม 500 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมต่อพื้นที่เกษตรกรรม

                5) การริเริ่มโครงการประกันภัยภิบัติทางการเกษตร ที่ให้มีการจ่ายค่าชดเชยในทันทีที่เกิดเหตุภัยแห้งและการเกิดน้ำแข็งปกคลุมดิน      

    แผนการพัฒนาพลังงาน เช่น 

    1) การปรับโครงสร้างทางการเงินของ Petroperú[2] เพื่อเพิ่มสภาพคล่องผ่านการเลือกขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ในเชิงกลยุทธ์ (มีภาระหนี้สินรวมประมาณ 5 – 7.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีการขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่อง) 

    2) การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 20 สำหรับกระบวนการผลิตไฟฟ้าของประเทศ

    3) การอุดหนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย 

    4) การส่งเสริมการเชื่อมต่อไฟฟ้าสำหรับชุมชนห่างไกลที่สุดในพื้นที่อเมซอน 

    5) การป้องกันไฟดับในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ผ่านการให้ประมูลการให้บริการจากต่างประเทศ

    สุขภาพและการพัฒนาสังคม 

    แผนการพัฒนาภาคสุขภาพ เช่น

    1) การนำระบบแพทย์ทางไกลมาใช้เพิ่มขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญมีการเชื่อมต่อระบบกับสถานีตำรวจและสถานีสาธารณสุขในชนบท รวมถึงการกระจายศูนย์ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งผ่านสถาบันเฉพาะทางในแคว้นทางตอนเหนือ กลาง และใต้ของประเทศ 

    2) การสร้างหน่วย/สถานพยาบาลเฉพาะทางที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (category II-E hospitals) ตามการจัดประเภทสถานบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขเปรู โดยมีแผนการสร้างฯ จำนวน 15 แห่ง ตามเขตพื้นที่สำคัญที่อยู่ห่างไกล

    3) การส่งเสริมโภชนาการและการแพทย์สำหรับเด็กอายุ 1,000 วันแรกของชีวิตทารก

    4) การจัดหายาในร้านยาสาธารณะโดยผ่านการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในห่วงโซ่การจัดจำหน่าย

              แผนการพัฒนาสังคม รัฐบาลจะเสนอโครงการสร้างศูนย์ดูแลเด็กสาธารณะที่มีประสิทธิภาพสำหรับมารดาที่ต้องทำงานในพื้นที่รอบเมือง  และการจัดการแก้ปัญหาทุพโภชนาการเรื้อรังและโรคโลหิตจางในเด็กผ่านการบริโภคอาหารเสริมวิตามินที่ดำเนินการแจกจ่ายโดยรัฐบาล

    การศึกษา

    แผนการพัฒนาการศึกษา เช่น

    1) การสร้างและปรับปรุงโรงเรียนของภาครัฐบาลทั้งหมด จำนวนกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ

    2) การปรับปรุงห้องเรียนที่เชื่อมต่อระบบดิจิทัล และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

    3) การสร้างห้องปฏิบัติการสำหรับหุ่นยนต์ รวมถึงการพัฒนาการเขียนโปรแกรม และวิทยาศาสตร์ในเครือข่ายโรงเรียนในแคว้นหลักของประเทศ 

    4) การสร้างความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 

    5) การแจกจ่ายอุปกรณ์พกพาที่มีเนื้อหาการศึกษาติดตั้งล่วงหน้าอย่างครอบคลุม โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต

    6) การเพิ่มทุนการศึกษาในระดับวิชาชีพและระดับมหาวิทยาลัย สำหรับผู้มีรายได้น้อย[3]

    บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคตฯ.

    การดำเนินนโยบายของประธานาธิบดี เคโกะ ฟูจิโมริ มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมหภาค โดยมีการกำหนดแผนการดำเนินงานตามนโยบายที่ชัดเจน อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้านที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน เช่น ความแตกแยกของรัฐสภา การปรับกฎระเบียบต่าง ๆ รวมถึงการสร้างพันธมิตรที่ยั่งยืนกับพรรคการเมือง และผู้มีอิทธิพลและบทบาทในสังคม เป็นต้น 

    การพัฒนาประเทศที่ส่งเสริมการเปิดตลาดเพื่อการค้าและการลงทุน จะเป็นโอกาสสำหรับคู่ค้าของเปรู รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับ ได้แก่ 

    • สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่เปรูต้องการเพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ภาคเหมืองแร่ 

    • กฎระเบียบที่สามารถคาดการณ์ได้ 

    • การเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการคมนาคมผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน 

    • ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในสังคม

    • การให้ความสำคัญทางการค้ากับคู่ค้าทั้งฝั่งเอเชียและสหรัฐอเมริกา เช่น การเสริมสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา ส่งเสริมความร่วมมือด้านข่าวกรองและการต่อต้านอาชญากรรมร่วมกัน การใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือและความตกลงทางการค้าในการขยายการค้าและการลงทุน

    • การให้ความสำคัญต่อการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โคลอมเบีย ชิลี เม็กซิโก เป็นต้น  

    สคต.ฯ เห็นว่านโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ของเปรูจะเป็นโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย ในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ดังนี้ 

    • เหมืองแร่และพลังงาน: การดำเนินโครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ Zafranal และ Tía María จะสร้างความต้องการเพิ่มขึ้นในส่วนของเครื่องจักร อุปกรณ์ก่อสร้างและอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน  

    • โครงสร้างพื้นฐาน: การขยายท่าเรือ การสร้างถนนและนิคมอุตสาหกรรม และการปรับปรุง/พัฒนาหน่วยงานต่าง ๆ รัฐบาลเปรูเปิดโอกาสให้ต่างชาติสามารถเข้าร่วมประมูลงาน และยังเป็นโอกาสสำหรับสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง 

    • ธุรกิจการเกษตร: โครงการปรับปรุงระบบชลประทานและห่วงโซ่อุปทานด้านการเกษตรกรรม จะสร้างความต้องการเพิ่มขึ้นในส่วนของสินค้าวัตถุดิบทางการเกษตร สินค้าทุนทางการเกษตร และความรู้/ความเชี่ยวชาญในการแปรรูปอาหาร 

    _____________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    สิงหาคม 2569


    [1] The Zafranal Project is a large copper-gold mining project in southern Peru, in the Arequipa region. It is designed as an open-pit mine with a conventional concentrator and is expected to produce copper-gold concentrate over a mine life of about 19 years. it is one of Peru’s strategic mining projects and has been discussed as a priority for investment and permitting. Teck Resources Ltd., a major Canadian mining and resource company, says it is intended to help meet growing copper demand tied to economic development and the energy transition

    [2] รัฐวิสาหกิจด้านน้ำมันและปิโตรเลียมขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศเปรู มีหน้าที่หลักในการขนส่ง กลั่น จำหน่าย และการตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั่วประเทศ 

    [3] A global Law firm, particularly known for handling high-profile cross-border transactions, international arbitration, and complex regulatory matters – https://www.hsfkramer.com/en_US/notes/latamlaw/2026-posts/the-return-of-fujimorismo-perus-new-government-and-its-economic-ambitions?__cf_chl_f_tk=9hmth4GRYTEySF27UbTMwREon_kdSEujZ9.YZ0IuRzs-1783454360-1.0.1.1-CK1eMqQUV5Ven.hf6vgUr82RBZygCESxVOPj0MErbpw  

    The official website of Fuerza Popular (Popular Force), the Peruvian political party founded and led by Keiko Fujimori – https://fuerzapopular.com.pe/wp-content/uploads/2026/02/Plan-de-Gobierno-Reforzado_V2.pdf

    Chilean local newspaper – https://www.emol.com/noticias/Internacional/2026/07/01/1204416/keiko-fujimori-propuestas-gobierno.html  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/f0fg8fim1442jijlwx4o2ufe&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08e-ymKTLtkTYldCUn9JTt

  • ‘เอกนิติ’ ชูเร่งลงทุน-ปั๊มขีดแข่งดันดันศก.ไทย รับงบประมาณมีจำกัดลุยงัด5Tปูพรมโตยาว

    ‘เอกนิติ’ ชูเร่งลงทุน-ปั๊มขีดแข่งดันดันศก.ไทย รับงบประมาณมีจำกัดลุยงัด5Tปูพรมโตยาว

    ‘เอกนิติ’ ยอมรับศักภาพเศรษฐกิจไทยถอยหลัง เร่งวางรากฐานปูพรมสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ชูปั๊มลงทุนเพิ่มเป็น 30% ของจีดีพี-อัปขีดความสามารถแข่งขันติดTop20-ปั้นจีดีพีโตทะลุ 3% พลัส เร่งอัดลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รับ ‘ภาคการคลังภาระหนัก’ งบประมาณมีจำกัด เร่งงัดยุทธศาสตร์ 5T ย้ำต้องใช้เงินทุกบาทอย่างคุ้มค่า

    7 ส.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวในหัวข้อ New Horizons of Fiscal Policy : Empowering People, Building Resilience ขอบฟ้าใหม่ของนโยบายการคลัง : สร้างโอกาสให้ประชาชน เสริมสร้างภูมิคุ้กันเศรษฐกิจ ว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันศักยภาพเศรษฐกิจไทยถอยหลังเหลือ 2% ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อการวางรากฐานและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะยาว ภายใน 12 ปี ยกระดับให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง

    ขณะที่เป้าหมายระยะสั้นภายใน 4 ปี รัฐบาลต้องเร่งวางรากฐานให้เศรษฐกิจเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ประกอบด้วย การเพิ่มระดับการลงทุนของประเทศเป็น 30% ของจีดีพี จากปัจจุบันเหลือ 23% ของจีดีพี เพราะเมื่อประเทศไม่มีการลงทุนใหม่ก็ไม่มีปัจจัยที่จะสนับสนุนการเติบโต จึงทำให้เศรษฐกิจไทยถดถอยมาเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันยังต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้ติด Top20 จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 26 รวมถึงเร่งยกระดับศักยภาพเพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 3% พลัส จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.8-2.9% ซึ่งแนวทางสำคัญคือการเพิ่มการลงทุน เพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสในโลกเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังจะมาถึงได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งอุตสาหกรรม AI อุตสาหกรรมเซมิคอนดักซ์เตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เป็นต้น

    ดังนั้น โจทย์ของอุตสาหกรรมใหม่สำหรับประเทศไทยจึงไม่เหมือนเดิม ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งออกแบบมาตรการเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะเข้ามา เพื่อดึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ การดึง Local Supply Chain ในประเทศให้เกิดขึ้น

    “การลงทุนจะเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่ีอนเศรษฐกิจของไทยจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ในอุตสาหกรรมใหม่ และลงทุนในคน เพื่อเป็นการคว้าโอกาส ซึ่งไทยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากภูมิประเทศที่ได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่เราสามารถค้าขายได้กับทุกคนทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก เรามีวัตถุดิบที่เพียงพอ เรามีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี วันนี้เห็นชัดว่าลมพัดมาแล้ว หน้าที่ของรัฐบาลคือการเป็นลมใต้ปีกเพื่อให้ลมพัดไปตรงจุดจากนี้” นายเอกนิติ กล่าว

    ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวยอมรับว่า ปัจจุบันภาคการคลังมีภาระหนักมาก ด้วยเพราะงบประมาณไม่ได้มีเหลือเยอะมากเหมือนในอดีต เงินทุกบาทจึงสำคัญมาก ดังนั้นรัฐบาลจึงเน้นการดำเนินนโยบายในการบริหรเศรษฐกิจแบบตรงเป้า ใช้เงินให้คุ้มค่า ผ่านกรอบการทำงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ 5T ได้แก่ Targeted (มุ่งเป้าเยียวยา), Transition (เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน), Transform (ปฏิรูปเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง), Transparency (เน้นความโปร่งใสใช้ดิจิทัลตรวจสอบได้) และ Together (ดึงเอกชนร่วมกลั่นกรอง)

    อย่างไรก็ดี มองว่าหากไม่เร่งดำเนินการอะไรเลย เศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ก็จะมีแต่ถอยหลัง วันนี้ทุกคนอาจจะเหนือ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาตรงนี้แล้วและมีความตั้งใจอยากทำให้ประเทศดีขึ้น การลุกขึ้นมาทำอะไรวันนี้อาจจะไม่ง่าย แต่เชื่อว่าหากคนไทยทุกคนอยากเห็นประเทศดีขึ้น การรวมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ก็จะทำให้ประเทศดีขึ้นได้ เพราะประเทศไทยยังมีความหวัง การดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ในวันนี้ให้ดี เพื่อรองรับอนาคตของลูกหลานที่จะช่วยนำพาประเทศไทยไปสู่ขอบฟ้าใหม่

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2569 FPO Symposium ภายใต้แนวคิด FPO’s New Horizons Data In Dept Reshape Fiscal Policy ว่า ยอมรับว่าปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่จำกัดมาก ประเทศไทยอยู่บนความท้าทายที่การคลังมีปัญหา โดยเปรียบเทียบกับวิกฤตปี 2540 ที่เป็นวิกฤตภาคการเงิน แต่ในปัจจุบันภาคการเงินมีความเข้มแข็ง ขณะที่ภาคการคลังกลับต้องแบกรับภาระหนัก

    “ยอมรับภาคการคลังเหนื่อย ทำอย่างไรจะใช้เครื่องมือที่มีให้มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจมีความท้าทายด้วยวิกฤตบนความไม่แน่นอน”นายวินิจ กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1046122/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BubeCVoI7mdPpwPl-ya0h

  • กรมการพัฒนาชุมชน ปิดฉากการฝึกอบรมหลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ (พัฒนากร)” ประจำปี 2569 มุ่งสร้างนักพัฒนาพันธุ์ใหม่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน ปิดฉากการฝึกอบรมหลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ (พัฒนากร)” ประจำปี 2569 มุ่งสร้างนักพัฒนาพันธุ์ใหม่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน ปิดฉากการฝึกอบรมหลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ (พัฒนากร)” ประจำปี 2569 มุ่งสร้างนักพัฒนาพันธุ์ใหม่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน


    7/08/2569 | 47 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ปิดฉากการฝึกอบรมหลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ (พัฒนากร)” ประจำปี 2569 มุ่งสร้างนักพัฒนาพันธุ์ใหม่เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) เวลา 15.00 น. ณ วิทยาลัยการพัฒนาชุมชน อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีปิดการฝึกอบรมโครงการพัฒนาข้าราชการที่อยู่ระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ หลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ (พัฒนากร)” ของกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมทั้งมอบใบวุฒิบัตรแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมทุกท่าน โดยได้รับการต้อนรับจากผู้อำนวยการสถาบันการพัฒนาชุมชน และเจ้าหน้าที่สถาบันการพัฒนาชุมชน

    สำหรับการจัดโครงการดังกล่าว กรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินโครงการขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 7 สิงหาคม 2569 โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นข้าราชการใหม่ตำแหน่งนักวิชาการพัฒนาชุมชนในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชน จำนวนรวมทั้งสิ้น 110 คน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาข้าราชการใหม่ให้มีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะกระบวนการทำงานในบทบาทนักพัฒนา รวมถึงการสร้างจิตสำนึกและอุดมการณ์ในการทำงานเคียงคู่พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

    ในโอกาสนี้ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนได้กล่าวแสดงความยินดี พร้อมทั้งมอบโอวาทและแนวทางปฏิบัติราชการอันทรงคุณค่าแก่บรรดา “ต้นกล้าพัฒนากร” ทุกท่าน ตระหนักเสมอว่าบทบาทของ ‘พัฒนากร’ คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ ขอให้นำความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรมตลอดหลักสูตรนี้ ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริงด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความมุ่งมั่นทุ่มเท กล้าคิด กล้าทำ บนพื้นฐานของความถูกต้อง และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมทั้งต้องเรียนรู้ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/402853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZCgH9klnMd8g8l6l5j_K-

  • ‘รัชดา’ ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สัญญาณเศรษฐกิจฟื้น รัฐบาลเร่งลดค่าครองชีพ ดันส่งออก-ท่องเที่ยว

    ‘รัชดา’ ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สัญญาณเศรษฐกิจฟื้น รัฐบาลเร่งลดค่าครองชีพ ดันส่งออก-ท่องเที่ยว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/165829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09j_ySuLHPBD24C5JqL0i2

  • คลังย้ำคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ข้อมูลคลาดเคลื่อน

    คลังย้ำคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ข้อมูลคลาดเคลื่อน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nI_9GXEXB1aI7MceSEDQi