Category: เศรษฐกิจ

  • โฆษกรัฐบาล ชูมาตรการลดค่าครองชีพ ตรึง LPG 423 บาท ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเงินหมุนแสนล้าน

    โฆษกรัฐบาล ชูมาตรการลดค่าครองชีพ ตรึง LPG 423 บาท ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ดันเงินหมุนแสนล้าน

    โฆษกรัฐบาลเผยกำลังซื้อเริ่มฟื้น หลังดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคขยับขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เดินหน้าตรึงก๊าซหุงต้มถัง 15 กก. ที่ 423 บาท ควบคู่ “ไทยช่วยไทย พลัส” กระจายเม็ดเงินสู่ฐานราก พร้อมจับตาฐานะกองทุนน้ำมันฯ ติดลบกว่า 7.1 หมื่นล้านบาท

    8 สิงหาคม 2569 – นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ทั้งนี้ ข้อมูลตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังซื้อเริ่มฟื้นจากมาตรการของรัฐบาล แต่สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง รัฐบาลจึงต้องทำงานควบคู่กันทั้งด้านการเติมรายได้ การลดภาระค่าใช้จ่าย และการดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบชีวิตประจำวัน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเพียงด้านเดียว แต่ใช้มาตรการเป็นชุด โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1 แสนล้านบาท ลดภาระค่าครองชีพ และกระจายเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า จุดสำคัญของไทยช่วยไทย พลัส คือเงินไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ เพราะสัดส่วนการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ อยู่เพียง 15-16% สะท้อนว่าเม็ดเงินไหลถึงต่างจังหวัด ร้านค้ารายย่อยและชุมชนจริง

    นางสาวรัชดา กล่าวอีกว่า ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงพลังงานยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลราคาก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ไม่ให้ปรับขึ้นตามราคาตลาดโลก โดยเพิ่มการชดเชยจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาขายปลีกยังอยู่ที่ถังละ 423 บาท ขนาด 15 กิโลกรัม การตรึงราคา LPG เป็นมาตรการที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะก๊าซหุงต้มเป็นต้นทุนของครัวเรือน ร้านอาหาร และผู้ค้ารายย่อย หากปล่อยให้ราคาพลังงานขยับขึ้น จะส่งต่อไปยังราคาอาหาร สินค้า และบริการทันที

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักว่าการดูแลราคาพลังงานมีต้นทุน โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 2,044 ล้านบาท จึงต้องบริหารอย่างระมัดระวัง

    “รัฐบาลทำเต็มที่ในการดูแลค่าครองชีพบนพื้นฐานศักยภาพทางการคลังของประเทศ เป้าหมายคือให้เงินหมุนถึงฐานราก เศรษฐกิจฟื้นอย่างมั่นคง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวรัชดากล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1046610/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SZsurCGZz7Zs58-w-8TXX

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 12.44 น.  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 70 สตางค์ต่อลิตร 

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 44.98 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 35.99 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 35.62 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 30.99 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (8 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665940&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ch-2KQN8NmI7WwJZQCMO9

  • “ศุภจี” มอบรางวัล สุดยอด SME แห่งชาติ ดันธุรกิจไทยสู่เวทีโลก

    “ศุภจี” มอบรางวัล สุดยอด SME แห่งชาติ ดันธุรกิจไทยสู่เวทีโลก

    “ศุภจี” มอบรางวัล สุดยอด SME แห่งชาติ ดันธุรกิจไทยสู่เวทีโลก

    สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดพิธีมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 (SME National Awards 2026) ร่วมกับงานมอบรางวัล SME Provincial Champion Awards ครั้งที่ 4 ณ โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ

    โดยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติยอดเยี่ยม รางวัล Hall of Fame (3 ปีซ้อน และ 5 ปีซ้อน) รวมถึงรางวัลสุดยอดธุรกิจใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม

    โอกาสนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีและมอบรางวัลพิเศษ (Special Awards) ใน 6 สาขาสำคัญ

    ได้แก่ SME Sustainability & ESG Excellence, SME Digital Transformation, SME Global Frontier, SME Soft Power & Beyond, SME Community Changemaker และ SME New Gen

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัล SME Provincial Champion Awards ครอบคลุมผู้ประกอบการจากทั่วประเทศทั้ง 6 ภูมิภาค พร้อมด้วยการมอบสิทธิประโยชน์พิเศษแก่ SME จาก 7 หน่วยงานพันธมิตรชั้นนำ เพื่อมุ่งยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SME ไทยสู่ระดับสากล

    สำหรับ “SME” ถือเป็นรากฐานและหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติของการสร้างงาน การกระจายรายได้ และการขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจลงไปสู่ชุมชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

    ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รูปแบบการค้าใหม่ๆ ตลอดจนความท้าทายด้านความยั่งยืน รัฐบาลมุ่งหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการ SME ไทย ไม่เพียงแต่รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ แต่สามารถเปลี่ยนทุกความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสใหม่ในการเติบโต โดยอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตร

    เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อย (Micro Enterprises) และผู้ประกอบการในระดับภูมิภาคสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสทางการตลาดได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

    อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จจากผลประกอบการหรือตัวเลขทางการเงินเท่านั้น หากแต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับองค์กร ความสามารถในการปรับตัวอย่างชาญฉลาด

    และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง รางวัลในครั้งนี้ ถือเป็น ‘ต้นแบบ’ และแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ได้ก้าวเดินไปข้างหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

    การจัดงาน “งานมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18” (SME National Awards) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศและวงการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในหลากหลายมิติ

    เป็นกระบวนการพัฒนาผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบ ผ่านแนวคิด “Diagnose – Unlock -Upgrade” เริ่มตั้งแต่การตรวจสุขภาพธุรกิจ การลงพื้นที่ตรวจระบบการผลิตและบริการ การสัมภาษณ์ผู้บริหาร ไปจนถึงการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวจากผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์ปัญหา ปลดล็อกข้อจำกัด และนำผลประเมินไปปรับปรุงองค์กรได้จริง

    โดยมี 5 จุดเด่นสำคัญของโครงการในปีนี้ ได้แก่ การใช้เกณฑ์ประเมินที่รอบด้าน มิได้มองแค่ผลประกอบการ แต่ครอบคลุมถึงวิสัยทัศน์องค์กรและการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน

    เป็นกระบวนการพัฒนาธุรกิจที่แท้จริง ผู้เข้าร่วมได้รับประโยชน์ตั้งแต่ขั้นตอนประเมิน ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อใช้ยกระดับธุรกิจในระยะยาว และครอบคลุมทุกกลุ่มและกระจายโอกาสทั่วไทย เปิดรับทั้งภาคการผลิต ค้าส่ง-ค้าปลีก บริการ และเกษตร

    พร้อมมอบรางวัล SME Provincial Champion Awards เพื่อดันผู้ประกอบการรายย่อยจากทั้ง 77 จังหวัดเข้าสู่ระบบการพัฒนา กระจายความแข็งแกร่งสู่เศรษฐกิจฐานราก และสร้างต้นแบบธุรกิจ (Role Model)

    ผู้ได้รับรางวัลรวมถึงผู้เข้าสู่ระดับ Hall of Fame จะร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและส่งต่อความสำเร็จให้แก่ SME รายอื่นทั่วประเทศ และสอดคล้องทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่

    จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Sustainability, Digital, Global : Empowering SMEs for the Future” มุ่งเน้นการปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล ซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายภาครัฐทั้งด้านการค้า การส่งออก และการเพิ่มผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/746642&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PZuMhRRXafHha_sgeFs_h

  • “ไทย – เมียนมา” เปิดบทใหม่ความร่วมมือเศรษฐกิจ ดันการค้าชายแดนฟื้นตัว รับสัญญาณบวกจากการเยือนระดับผู้นำ

    “ไทย – เมียนมา” เปิดบทใหม่ความร่วมมือเศรษฐกิจ ดันการค้าชายแดนฟื้นตัว รับสัญญาณบวกจากการเยือนระดับผู้นำ

    “ไทย – เมียนมา” เปิดบทใหม่ความร่วมมือเศรษฐกิจ ดันการค้าชายแดนฟื้นตัว รับสัญญาณบวกจากการเยือนระดับผู้นำ


    8/08/2569 | 50 |

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายมิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6 – 7 สิงหาคม 2569 นับเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย – เมียนมา ที่อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ในการฟื้นฟูความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน หลังจากทั้งสองประเทศเผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์ในเมียนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยการหารือระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้งการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน สิ่งแวดล้อม การพัฒนาแรงงาน ตลอดจนการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมทั้งงาน Thailand – Myanmar Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “A New Chapter in Thailand – Myanmar Business Partnership” สะท้อนเจตนารมณ์ของทั้งสองฝ่ายในการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจให้ก้าวสู่บทใหม่

    อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่าการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การค้าชายแดนไทย – เมียนมา ยังคงเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแม้จะเผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่และมาตรการด้านการค้าของเมียนมา จากข้อมูลสถิติพบว่า ในปี 2568 ไทยและเมียนมามีมูลค่าการค้ารวม 244,051 ล้านบาท โดยเป็นการค้าชายแดนและผ่านแดนสูงถึง 199,112 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 81% ของมูลค่าการค้ารวม สะท้อนให้เห็นว่าการค้าระหว่างสองประเทศยังคงพึ่งพาช่องทางชายแดนเป็นหลัก

    โดยเฉพาะด่านแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นประตูการค้าสำคัญเชื่อมโยงกับเมืองเมียวดี แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเปิด – ปิดด่านชายแดน การขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ข้อกำหนดด้านเงินตราต่างประเทศ การขนส่งสินค้า และสถานการณ์ความมั่นคง ส่งผลให้ต้นทุนการค้าเพิ่มสูงขึ้นและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจทั้งสองประเทศ จึงอาจกล่าวได้ว่าการหารือระดับผู้นำครั้งนี้มีความสำคัญในฐานะ “Political Signal” หรือสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลทั้งสองประเทศในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลดอุปสรรคทางการค้าและการอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน 

    อีกประเด็นที่สำคัญคือการที่ฝ่ายไทยเสนอให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย – เมียนมา (Joint Trade Commission: JTC) ภายในปี 2569 เป็นกลไกสำคัญในการหารือและผลักดันการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงขั้นตอนการนำเข้า การลดมาตรการที่มิใช่ภาษี การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร ตลอดจนการพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงการค้าชายแดน ขณะเดียวกันการจัดงาน Thailand – Myanmar Business Forum 2026 ยังช่วยเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศได้พบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจและสร้างเครือข่ายการค้า ซึ่งจะช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านการลงทุนและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคต

    อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวทิ้งท้ายว่า การเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีเมียนมาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับผู้นำ แต่เป็นโอกาสสำคัญในการวางรากฐานความร่วมมือทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่อาจนำไปสู่การฟื้นตัวของการค้าชายแดนไทย – เมียนมา และสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจชายแดนกลับมาขยายตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2077&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31OLNKz8-FmSkulUplYkl8

  • ไทยชูวิสัยทัศน์ผลักดันอาเซียนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    ไทยชูวิสัยทัศน์ผลักดันอาเซียนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    ไทยชูวิสัยทัศน์ผลักดันอาเซียนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.25 น.

    ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการแสดงวิสัยทัศน์ในการประชุม The ASEAN & Asia Forum (AAF) ครั้งที่ 18 จัดโดยสถาบันกิจการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากภาคการเมือง การทูต ภาคธุรกิจ และภาควิชาการจากหลายประเทศกว่า 300 คน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจและความร่วมมือของภูมิภาคเอเชียและอาเซียน โดยไทยได้เสนอว่าอาเซียนจำเป็นต้องรักษาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเชื่อมโยง และร่วมลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของภูมิภาคจากผู้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจโลกไปสู่การเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก

    ทั้งนี้แม้อาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบเศรษฐกิจโลก แต่ภูมิภาคนี้ยังคงมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก ความหลากหลายของประเทศสมาชิกไม่ใช่อุปสรรค หากแต่เป็นจุดแข็งที่ช่วยเสริมศักยภาพของอาเซียนในการสร้างความร่วมมือและวางตำแหน่งให้เป็นพันธมิตรด้านการค้าและการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาคมระหว่างประเทศ

    ในขณะเดียวกันอาเซียนควรเดินหน้าเร่งสร้างความก้าวหน้าในด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีทักษะ และการเชื่อมโยงด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของภูมิภาคในระยะยาว

    นอกจากนี้ความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากสินค้าเกษตร จะเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของอาเซียนในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภูมิภาคมีฐานการผลิตภาคเกษตรที่เข้มแข็ง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และพลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต (Carbon Footprint) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจชีวภาพของภูมิภาค

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/982156&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qrdkZxwyXxtpB25BkkP5B

  • ยกระดับ “กล้วยไม้-สินค้าเกษตรคุณภาพ” จัดมหกรรมสีสรรพรรณกล้วยไม้ สินค้าเกษตรดี นครปฐมการันตี 2026

    ยกระดับ “กล้วยไม้-สินค้าเกษตรคุณภาพ” จัดมหกรรมสีสรรพรรณกล้วยไม้ สินค้าเกษตรดี นครปฐมการันตี 2026

    จังหวัดนครปฐม เดินหน้ายกระดับศักยภาพภาคการเกษตรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการจัดงาน “สีสรรพรรณกล้วยไม้ สินค้าเกษตรดี นครปฐมการันตี 2026” มหกรรมแสดงและจำหน่ายกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ และสินค้าเกษตรคุณภาพของจังหวัด ระหว่างวันที่ 5-9 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณด้านหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม โดยตั้งเป้าดึงประชาชนและนักท่องเที่ยวกว่า3,000 คน เข้าร่วมงาน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจังหวัดไม่น้อยกว่า10 ล้านบาท พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจชุมชนกว่า 100 ราย/บูธ พบผู้บริโภคโดยตรง เพื่อเพิ่มรายได้ ยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตร และสร้างโอกาสทางการตลาดอย่างยั่งยืน

    723277_0

    นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จังหวัดนครปฐมเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญของประเทศ มีความโดดเด่นทั้งด้านการผลิตกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ผลไม้ และสินค้าเกษตรคุณภาพที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน การจัดงาน “สีสรรพรรณกล้วยไม้ สินค้าเกษตรดี นครปฐมการันตี 2026” ในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่างานแสดงและจำหน่ายสินค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด อันเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร โดยเชื่อมโยงการผลิตเข้ากับการตลาด และกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยในปีนี้คาดว่าว่าประชาชนและนักท่องเที่ยวกว่า 3,000คน เข้าร่วมงาน ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจังหวัดไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาทตลอดการจัดงาน พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจชุมชนกว่า 100 ราย/บูธ

    “จังหวัดนครปฐมต้องการผลักดันให้ภาคการเกษตรเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด โดยใช้จุดแข็งด้านสินค้าเกษตรคุณภาพและอัตลักษณ์ของพื้นที่มาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม งานนี้จึงไม่ใช่เพียงงานจำหน่ายสินค้า แต่เป็นเวทีที่เชื่อมโยงการผลิต การตลาด การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวอโรชา นันทมนตรี กล่าว
    ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวต่อว่า จังหวัดมีเป้าหมายผลักดันตราสัญลักษณ์ “นครปฐมการันตี” ให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสินค้าเกษตรและของดีจังหวัดนครปฐม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค พร้อมยกระดับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรนครปฐมให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น ทั้งในระดับประเทศและต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต

    723269_0

    นอกจากนี้ จังหวัดยังคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว การกระตุ้นการใช้จ่ายในธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม ร้านของฝาก ตลาดชุมชน และบริการต่าง ๆ ภายในจังหวัด ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจตลอดช่วงการจัดงาน ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้เกษตรกรได้สร้างฐานลูกค้าใหม่ ขยายเครือข่ายการค้า และต่อยอดสู่การจำหน่ายสินค้าในระยะยาว
    นางพลัศริญญา อมรพันธุ์ศักดิ์ เกษตรจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นการยกระดับสินค้าเกษตรของจังหวัดผ่านการสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสสินค้าคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง เปิดโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น ได้นำผลผลิตคุณภาพออกสู่ตลาด พร้อมสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์สินค้าเกษตรนครปฐมในวงกว้าง

    723271_0

    “เราไม่ได้มองงานนี้เป็นเพียงตลาดนัดสินค้าเกษตร แต่เป็นเวทีสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรของจังหวัด เปิดโอกาสให้เกษตรกรพบผู้บริโภคโดยตรง สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เรียนรู้ความต้องการของตลาด และต่อยอดการจำหน่ายทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว” นางพลัศริญญา อมรพันธุ์ศักดิ์ กล่าว

    ภายในงานได้รวบรวมกล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายสายพันธุ์จากผู้ผลิตทั่วจังหวัด พร้อมการประกวดกล้วยไม้ระดับ “แชมป์ชนแชมป์” การจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ ผลไม้สดจากสวน และของดีนครปฐมส่งตรงจากเกษตรกร นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างสีสันตลอดทั้งงาน อาทิ การแข่งขันกินผลไม้ “ศึกชิงเจ้าตัวตึง” การแข่งขันส้มตำผลไม้ลีลา การประกวดออกแบบแฟชั่นจากกล้วยไม้ไทย และการแข่งขันเรียงร้อยกล้วยไม้ถวายองค์พระร่วงโรจนฤทธิ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชน เยาวชน และนักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วม สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น

    723270_0

    เกษตรจังหวัดนครปฐม ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานลักษณะนี้ ยังช่วยสร้างความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิต ภาคการตลาด และภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้สินค้าเกษตรของจังหวัดเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพสินค้า สร้างนวัตกรรม และเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ จังหวัดนครปฐมจึงขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของกล้วยไม้และสินค้าเกษตรคุณภาพ เลือกซื้อผลไม้สดจากสวน ชิมอาหารร้านดังของจังหวัด และร่วมกิจกรรมความบันเทิงตลอด 5 วัน ระหว่างวันที่ 5-9 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ณ บริเวณด้านหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

    723274_0

    723276_0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/955323/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m7hqsfa_f-a7A9InfCZDH

  • ทรัมป์เดินหน้าทุ่ม 3 พันล้านดอลลาร์หนุนเหมืองแร่สำคัญ ลดพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจีน : อินโฟเควสท์

    ทรัมป์เดินหน้าทุ่ม 3 พันล้านดอลลาร์หนุนเหมืองแร่สำคัญ ลดพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจีน : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (7 ส.ค.) ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมลงทุน 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในโครงการเหมืองแร่สำคัญ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่จีนมีบทบาทครอบงำ

    ทรัมป์กล่าวในการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ว่า โครงการเหล่านี้จะสร้างงานหลายพันตำแหน่ง และช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมระบุว่า รัฐบาลกำลังผลักดันให้คนงานเหมืองกลับมาทำงาน และนำสหรัฐฯ กลับสู่สถานะมหาอำนาจด้านแร่ธาตุของโลก

    หนึ่งในโครงการสำคัญคือข้อตกลงเงินกู้ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกับ Sila Nanotechnologies จากสำนักงาน Office of Strategic Capital ในสังกัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อขยายการผลิตแอโนดซิลิคอนสำหรับแบตเตอรี่และเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

    กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังเตรียมลงทุน 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน Sunrise Energy Metals เพื่อขยายการผลิตสแกนเดียมในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นแร่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ รวมถึงอุตสาหกรรมกลาโหม และลงทุนอีก 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน Niron Magnetics บริษัทผลิตแม่เหล็กจากรัฐมินนิโซตา

    ขณะเดียวกัน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าสหรัฐฯ กำลังดำเนินการจัดหาเงินทุนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับโครงการเหมืองทองแดง Santa Cruz ของ Ivanhoe Electric ในรัฐแอริโซนา ตามข้อตกลงที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ รวมถึงการลงทุน 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเริ่มดำเนินการเหมืองกราไฟต์ในรัฐแอละแบมา

    รัฐบาลสหรัฐฯ ยังเตรียมใช้งบประมาณมากกว่า 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนโครงการด้านการศึกษาสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ โดยมีเป้าหมายฝึกอบรมคนงานเหมืองชาวอเมริกันรุ่นใหม่

    ทรัมป์ระบุว่า ความพยายามดังกล่าวจะช่วยให้สหรัฐฯ ไม่ต้องพึ่งพาประเทศต่างชาติที่เป็นปฏิปักษ์สำหรับทรัพยากรที่จำเป็นต่อการสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศในอนาคต

    ผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย ซึ่งรวมถึง Rio Tinto Group, BHP Group, MP Materials, USA Rare Earth, Energy Fuels, US Antimony และ The Metals Company

    การประชุมดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการเร่งพัฒนาการผลิตและแปรรูปแร่สำคัญภายในประเทศ ก่อนที่ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน มีกำหนดเยือนกรุงวอชิงตันในเดือนก.ย.

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628470&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IXrBj5_mPi1y7zVT4nnet

  • รัฐบาลขยาย G to G ขายข้าวให้จีนเพิ่มอีก 2.2 แสนตัน ส่งมอบภายในปีนี้ : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลขยาย G to G ขายข้าวให้จีนเพิ่มอีก 2.2 แสนตัน ส่งมอบภายในปีนี้ : อินโฟเควสท์

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า รัฐบาลได้อนุมัติการขยายปริมาณซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ภายใต้บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร ฉบับลงนามเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2557 เพิ่มเติม ปริมาณ 220,000 ตัน ซึ่งล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ทั้งนี้ ที่ประชุมครม. ขอให้กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ภายใต้บันทึกความเข้าใจฯ ตามความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ และให้กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

    สำหรับการดำเนินการดังกล่าว เป็นผลมาจากจากที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน เพื่อความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2557 โดยฝ่ายจีนตกลงจัดซื้อข้าวจากประเทศไทยเป็นข้าวใหม่ 1 ล้านตัน และข้าวในสต็อกของรัฐบาลไทย 1 ล้านตัน

    ต่อมาทั้ง 2 ฝ่าย ได้มีการลงนามสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ปริมาณ 1 ล้านตัน สำหรับข้าวใหม่ ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว กรมการค้าต่างประเทศได้ส่งมอบข้าวให้รัฐบาลจีน โดย COFCO Corporation แล้ว จำนวน 8 งวด รวมปริมาณ 720,000 ตัน และคงเหลือปริมาณที่ต้องส่งมอบอีก 280,000 ตัน และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดังกล่าวแล้ว 10 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดได้ขยายระยะเวลาการส่งมอบข้าวงวดสุดท้ายให้เป็นภายในปี 2569

    ต่อมารัฐบาลจีน โดย COFCO Corporation แสดงความประสงค์รับซื้อข้าวจากประเทศไทยเพิ่มเติม 500,000 ตัน แบ่งเป็น ปริมาณคงค้างตามสัญญาเดิม 280,000 ตัน และปริมาณเพิ่มเติม 220,000 ตัน โดยให้ดำเนินการภายใต้สัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐฉบับเดิม ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายข้าวดังกล่าว เพื่อรองรับปริมาณการซื้อขายเพิ่มเติม รวมทั้งขยายระยะเวลาการส่งมอบข้าวงวดสุดท้ายเป็นภายในปี 2569

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ เห็นว่าการขยายปริมาณซื้อขายข้าวดังกล่าว เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญที่อยู่นอกเหนือกรอบปริมาณตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบไว้ ซึ่งกำหนดการซื้อขายข้าวใหม่ที่ปริมาณ 1 ล้านตัน ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการซื้อขายข้าวในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้อง ครบถ้วนตามกระบวนการ สอดคล้องกับกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงได้ขอเสนอ ครม.เพื่อพิจารณา

    นอกจากนี้ ครม.ยังรับทราบแนวทางปฏิบัติในการเจรจาและการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) โดยเป็นการกำหนดหลักการสำคัญในการเจรจา และทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบ G to G (การเจรจาและทำสัญญาการชำระเงิน และการส่งมอบข้าว) ขั้นตอนในการเจรจาและทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบ G to G และการเปิดเผยข้อมูลในสัญญาซื้อขายข้าวแบบ G to G

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nz7pQ0mH-i1cWY1s-FJV3

  • สหรัฐเผยจ้างงานนอกภาคเกษตร -23,000 เดือนก.ค. สวนทางคาดการณ์ +88,000 : อินโฟเควสท์

    สหรัฐเผยจ้างงานนอกภาคเกษตร -23,000 เดือนก.ค. สวนทางคาดการณ์ +88,000 : อินโฟเควสท์

    กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลง 23,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าเพิ่มขึ้น 88,000 ตำแหน่ง

    ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.1% ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 4.2%

    นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐได้ปรับตัวเลขการจ้างงานในเดือนมิ.ย.เป็นเพิ่มขึ้น 20,000 ตำแหน่ง จากเดิมรายงานว่าเพิ่มขึ้น 57,000 ตำแหน่ง

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 30,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. ขณะที่ภาครัฐมีการจ้างงานลดลง 53,000 ตำแหน่ง

    ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 3.2% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.5% และเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.3%

    ทั้งนี้ ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ

    ส่วนตัวเลขอัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของสหรัฐ ซึ่งแสดงสัดส่วนของกำลังแรงงานต่อจำนวนประชากรทั้งหมด ลดลงสู่ระดับ 61.4% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/628368&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RPWu_6XATZLIeMGuXoryu

  • “ต้องพร้อมก่อนน้ำมา” “รมช.สรรเพชญ” เร่งเครื่องป้องกันน้ำท่วมสงขลา ลุยคลองอู่ตะเภา เปิดทางน้ำรับฤดูฝน เดินหน้าขุดลอกต่อเนื่อง 3 โครงการ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “ต้องพร้อมก่อนน้ำมา” “รมช.สรรเพชญ” เร่งเครื่องป้องกันน้ำท่วมสงขลา ลุยคลองอู่ตะเภา เปิดทางน้ำรับฤดูฝน เดินหน้าขุดลอกต่อเนื่อง 3 โครงการ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/117888&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e-INglYjLgPcBnUkwDFi3