Category: เศรษฐกิจ

  • “รัชดา” ชี้รัฐบาลเดินหน้าลดค่าครองชีพ ตรึง LPG 423 บาท ควบคู่ไทยช่วยไทยพลัส หมุนเงินแสนล้าน รักษาแรงส่งกำลังซื้อฟื้น ไม่ปล่อยพลังงานซ้ำเติมประชาชน

    “รัชดา” ชี้รัฐบาลเดินหน้าลดค่าครองชีพ ตรึง LPG 423 บาท ควบคู่ไทยช่วยไทยพลัส หมุนเงินแสนล้าน รักษาแรงส่งกำลังซื้อฟื้น ไม่ปล่อยพลังงานซ้ำเติมประชาชน

    “รัชดา” ชี้รัฐบาลเดินหน้าลดค่าครองชีพ ตรึง LPG 423 บาท ควบคู่ไทยช่วยไทยพลัส หมุนเงินแสนล้าน รักษาแรงส่งกำลังซื้อฟื้น ไม่ปล่อยพลังงานซ้ำเติมประชาชน


    8/08/2569 | 213 |

    วันนี้ (8 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  รัฐบาลยังคงเดินหน้าดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

    ที้งนี้  ข้อมูลตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังซื้อเริ่มฟื้นจากมาตรการของรัฐบาล แต่สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง รัฐบาลจึงต้องทำงานควบคู่กันทั้งด้านการเติมรายได้ การลดภาระค่าใช้จ่าย และการดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบชีวิตประจำวัน

    รัฐบาลไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเพียงด้านเดียว แต่ใช้มาตรการเป็นชุด โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1 แสนล้านบาท ลดภาระค่าครองชีพ และกระจายเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า จุดสำคัญของไทยช่วยไทย พลัส คือเงินไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ เพราะสัดส่วนการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ อยู่เพียง 15-16% สะท้อนว่าเม็ดเงินไหลถึงต่างจังหวัด ร้านค้ารายย่อย และชุมชนจริง

    ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงพลังงานยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลราคาก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ไม่ให้ปรับขึ้นตามราคาตลาดโลก โดยเพิ่มการชดเชยจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาขายปลีกยังอยู่ที่ถังละ 423 บาท ขนาด 15 กิโลกรัม

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การตรึงราคา LPG เป็นมาตรการที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะก๊าซหุงต้มเป็นต้นทุนของครัวเรือน ร้านอาหาร และผู้ค้ารายย่อย หากปล่อยให้ราคาพลังงานขยับขึ้น จะส่งต่อไปยังราคาอาหาร สินค้า และบริการทันที

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักว่าการดูแลราคาพลังงานมีต้นทุน โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 2,044 ล้านบาท จึงต้องบริหารอย่างระมัดระวัง

    “รัฐบาลทำเต็มที่ในการดูแลค่าครองชีพบนพื้นฐานศักยภาพทางการคลังของประเทศ เป้าหมายคือให้เงินหมุนถึงฐานราก เศรษฐกิจฟื้นอย่างมั่นคง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวรัชดากล่าว

    ที่มา : 

    วันนี้ (8 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  รัฐบาลยังคงเดินหน้าดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

    ที้งนี้  ข้อมูลตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังซื้อเริ่มฟื้นจากมาตรการของรัฐบาล แต่สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง รัฐบาลจึงต้องทำงานควบคู่กันทั้งด้านการเติมรายได้ การลดภาระค่าใช้จ่าย และการดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบชีวิตประจำวัน

    รัฐบาลไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเพียงด้านเดียว แต่ใช้มาตรการเป็นชุด โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1 แสนล้านบาท ลดภาระค่าครองชีพ และกระจายเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า จุดสำคัญของไทยช่วยไทย พลัส คือเงินไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ เพราะสัดส่วนการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ อยู่เพียง 15-16% สะท้อนว่าเม็ดเงินไหลถึงต่างจังหวัด ร้านค้ารายย่อย และชุมชนจริง

    ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงพลังงานยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลราคาก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ไม่ให้ปรับขึ้นตามราคาตลาดโลก โดยเพิ่มการชดเชยจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาขายปลีกยังอยู่ที่ถังละ 423 บาท ขนาด 15 กิโลกรัม

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การตรึงราคา LPG เป็นมาตรการที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะก๊าซหุงต้มเป็นต้นทุนของครัวเรือน ร้านอาหาร และผู้ค้ารายย่อย หากปล่อยให้ราคาพลังงานขยับขึ้น จะส่งต่อไปยังราคาอาหาร สินค้า และบริการทันที

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักว่าการดูแลราคาพลังงานมีต้นทุน โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 2,044 ล้านบาท จึงต้องบริหารอย่างระมัดระวัง

    “รัฐบาลทำเต็มที่ในการดูแลค่าครองชีพบนพื้นฐานศักยภาพทางการคลังของประเทศ เป้าหมายคือให้เงินหมุนถึงฐานราก เศรษฐกิจฟื้นอย่างมั่นคง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวรัชดากล่าว


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/529816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PTlP4B_ZW6a-yLykIcw1T

  • เดอะมอลล์โคราชฉลองครบรอบ 26 ปี – เซ็นทรัลเปิดงาน ‘โคราชเมืองมีเส้น’ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เดอะมอลล์โคราชฉลองครบรอบ 26 ปี – เซ็นทรัลเปิดงาน ‘โคราชเมืองมีเส้น’ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    เดอะมอลล์โคราชฉลองครบรอบ 26 ปี – เซ็นทรัลเปิดงาน ‘โคราชเมืองมีเส้น’ กระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันเสาร์ ที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ศูนย์การค้าเดอะมอลล์โคราช จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 26 ปี “THE MALL KORAT 26th CELEBRATION” ประกาศตามหาผู้ที่เกิดวันเดียวกับวันก่อตั้งห้างฯ 10 สิงหาคม 2543 จำนวน 10 คนแรก ร่วมเป่าเค้กยักษ์รับมอบของขวัญมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท ควบคู่การจัดกิจกรรมวันแม่แห่งชาติ “THE MALL LIFESTORE MOMGEVITY” ตรวจสุขภาพฟรี ขณะที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช เปิดงาน “โคราชเมืองมีเส้น” ยกทัพร้านค้าชูอัตลักษณ์อาหารเมืองย่าโม ดันเป็น Soft Power กระตุ้นการท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์โคราช อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา นายปรีชา ลิ้มอั่ว ผู้จัดการทั่วไปปฏิบัติการฯ พร้อมด้วย นางสาวสุวรรณอัมพา ไชยฉลาด ผู้จัดการส่วนสื่อมัลติมีเดียศูนย์ฯ คณะผู้บริหาร และพนักงาน ร่วมกันเชิญชวนประชาชนในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง ร่วมฉลองครบรอบ 26 ปี การเปิดให้บริการ ภายใต้แนวคิด “THE MALL KORAT 26th CELEBRATION : CELEBRATING 26 YEARS TOGETHER” พร้อมจัดกิจกรรมตามหาลูกค้า 10 คนแรก ที่มีวันเกิดตรงกับวันเปิดศูนย์การค้าฯ คือวันที่ 10 สิงหาคม 2543 เพื่อเข้าร่วมพิธีเป่าเค้กวานิลาแต่งหน้าสตรอว์เบอร์รีขนาด 1×1 เมตร และรับของขวัญพิเศษมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท ในวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ บริเวณชั้น 2 ฝั่งอาคารใหม่ นอกจากนี้ ผู้ที่เกิดวันที่ 10 สิงหาคม ในปี พ.ศ. อื่น ๆ สามารถเข้าร่วมฉลองวันเกิดพร้อมรับสิทธิพิเศษและร่วมลุ้นรางวัล M Card ได้เช่นเดียวกัน

    พร้อมกันนี้ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์โคราช ยังได้กำหนดจัดงาน “THE MALL LIFESTORE MOMGEVITY สุขภาพดีไปด้วยกัน” เนื่องในเทศกาลวันแม่แห่งชาติ ระหว่างวันที่ 8–12 สิงหาคม 2569 ณ ชั้น 2 อาคารใหม่ โดยร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุข อาทิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 9 นครราชสีมา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, ศูนย์อนามัยที่ 9 นครราชสีมา และโรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา ให้บริการตรวจคัดกรองสุขภาพฟรี เช่น การตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยชุด HPV DNA Test, การตรวจพัฒนาการเด็ก, ตรวจวัดอายุหลอดเลือด ตลอดจนกิจกรรมออกกำลังกายครอบครัว กิจกรรมประกวดร้องเพลง “SINGING MOM CONTEST” ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 22,000 บาท และตลาดสินค้าเด็กและแม่ MOM & KIDS MARKET

    ขณะเดียวกัน ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา นายธนากร ประพฤทธิพงษ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วย นางสาวนิสา ชาภู่พวง ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช, นายจิรศักดิ์ อ่วมอุไร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา, นายวุฒิศักดิ์ ภาวะศิลป์ รองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา, นายไพจิตร มานะศิลป์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และ นายจีระศักดิ์ คาระวิวัฒนา ประธานชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกันเปิดงาน “โคราชเมืองมีเส้น” (Taste of Korat) ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2569

    งาน “โคราชเมืองมีเส้น” จัดขึ้นเพื่อรวบรวมเมนูเส้นอันเป็นอัตลักษณ์ของเมืองย่าโม เช่น ผัดหมี่โคราช และขนมจีน ประจำท้องถิ่น จากร้านค้าชื่อดังกว่า 30 บูธ เพื่อส่งเสริมอาหารท้องถิ่นให้เป็น Soft Power ผลักดันเศรษฐกิจและสอดรับกับโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัสวัฒนธรรมอาหารและวิถีชีวิตท้องถิ่นของจังหวัดนครราชสีมาอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/485870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zlBCCCA1i5vO6LpPX_cTm

  • โซเชียลสะท้อนความกังวล ‘เอลนีโญ’ คนไทยห่วง ‘น้ำ’ มากกว่าภัยแล้ง ถามหารัฐพร้อมแค่ไหนรับมือก่อนวิกฤต

    โซเชียลสะท้อนความกังวล ‘เอลนีโญ’ คนไทยห่วง ‘น้ำ’ มากกว่าภัยแล้ง ถามหารัฐพร้อมแค่ไหนรับมือก่อนวิกฤต

    เอลนีโญยังไม่ถึงจุดพีก แต่ความกังวลของคนไทยมาแล้ว “น้ำ” แซงทุกประเด็น รัฐถูกจับตาความพร้อมรับมือ

    แม้ประเทศไทยจะยังอยู่ในช่วงติดตามสถานการณ์สภาพอากาศอย่างใกล้ชิด แต่บนโลกออนไลน์ “เอลนีโญ” ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ประชาชนกังวลกลับไม่ใช่เพียงคำว่า “ภัยแล้ง” หากแต่เป็น ความไม่แน่นอนของทรัพยากรน้ำ ที่อาจส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจ การเกษตร สุขภาพ และความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการของภาครัฐ

    ข้อมูลวิเคราะห์บทสนทนาบน Social Media โดย Spacebar DataOps ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 3 สิงหาคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยกำลังมอง “เอลนีโญ” ในฐานะ วิกฤตคุณภาพชีวิต มากกว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

    DataOps-indicates-that-Thais-are-not-afraid-of-drought-but-of-insufficient-water-SPACEBAR-Photo01.png

    “น้ำ” คือความกังวลอันดับ 1 ผลวิเคราะห์พบว่า ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ

    ·       ทรัพยากรน้ำ 43%

    ·       นโยบายและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล 24%

    ·       เศรษฐกิจและปากท้อง 14%

    ·       การเกษตร 12%

    ·       สุขภาพ 7%

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า คนไทยไม่ได้มองเอลนีโญเป็นเพียงเรื่องสภาพอากาศ แต่เป็นปัจจัยที่จะกระทบต่อการดำรงชีวิตในทุกมิติ

    คนไม่ได้กลัว “แล้ง” แต่กลัว “น้ำไม่แน่นอน” เมื่อเจาะเฉพาะประเด็นทรัพยากรน้ำ พบว่า

    ·       55% กังวลฝนตกไม่เป็นฤดูกาล และปริมาณน้ำไม่แน่นอน

    ·       28% ห่วงน้ำในเขื่อนไม่เพียงพอ

    ·       17% กังวลคุณภาพน้ำ

    Spacebar DataOps พบว่า บทสนทนาส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึงภัยแล้งโดยตรง แต่สะท้อนความกังวลว่า หากฝนทิ้งช่วงหรือมีน้ำไม่พอ จะกระทบตั้งแต่การอุปโภคบริโภค การเพาะปลูก ไปจนถึงต้นทุนการผลิตอาหารของประเทศ

    ความเชื่อมั่นรัฐ กลายเป็นประเด็นใหญ่ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความกังวลอันดับสองไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือ ความเชื่อมั่นต่อการรับมือของรัฐบาล

    DataOps-indicates-that-Thais-are-not-afraid-of-drought-but-of-insufficient-water-SPACEBAR-Photo02.png

    ประชาชนตั้งคำถามว่า รัฐจะสามารถลดความเสียหายได้ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตหรือไม่ สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง ได้แก่

    ·       48% ต้องการมาตรการเชิงป้องกันก่อนเกิดปัญหา

    ·       38% อยากเห็นแผนบริหารและกักเก็บน้ำที่ชัดเจน

    ·       14% เรียกร้องความโปร่งใสเรื่องงบประมาณและเงินกู้

    Key Insight สำคัญคือ ประชาชนต้องการเห็น “การป้องกัน” มากกว่าการเยียวยาหลังเกิดความเสียหาย

    DataOps-indicates-that-Thais-are-not-afraid-of-drought-but-of-insufficient-water-SPACEBAR-Photo03.png

    ห่วงเศรษฐกิจ แต่ห่วง “หนี้จากการแก้วิกฤต” มากกว่า ในด้านเศรษฐกิจ ผลวิเคราะห์พบว่า

    ·       67% กังวลภาระหนี้และภาษีจากการใช้งบรับมือวิกฤต

    ·       28% กังวลค่าครองชีพ

    ·       5% กังวลราคาอาหารและสินค้าเกษตร

    สะท้อนว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะผลกระทบของเอลนีโญ แต่ยังจับตาว่ารัฐจะใช้งบประมาณอย่างไร และภาระจะตกมาที่ประชาชนหรือไม่

    DataOps-indicates-that-Thais-are-not-afraid-of-drought-but-of-insufficient-water-SPACEBAR-Photo04.png

    เกษตรกรห่วงผลผลิต สุขภาพคนเมืองก็ได้รับผลกระทบ

    ด้านการเกษตร

    ·       58% พูดถึงพืชผลเสียหาย

    ·       26% ลดรอบการเพาะปลูก

    ·       10% น้ำไม่พอทำการเกษตร

    ·       6% การปรับตัวด้านการผลิต

    ·        

    ขณะที่ด้านสุขภาพ

    ·       70% กล่าวถึงโรคจากอากาศร้อนและฮีตสโตรก

    ·       27% ปัญหาระบบทางเดินหายใจและฝุ่น

    ·       3% ปัญหาการนอนหลับ

    DataOps-indicates-that-Thais-are-not-afraid-of-drought-but-of-insufficient-water-SPACEBAR-Photo05.png

    บทสนทนาจำนวนมากสะท้อนว่า อากาศร้อนจัดส่งผลกระทบกับคนทำงานกลางแจ้ง ผู้สูงอายุ และเด็ก ขณะเดียวกันภาวะแห้งแล้งยังทำให้ปัญหาฝุ่นละอองและคุณภาพอากาศรุนแรงขึ้น

    เอลนีโญกำลังทดสอบ “การบริหารน้ำ” ของประเทศไทย หากพิจารณาภาพรวม ข้อมูลชุดนี้ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยไม่ได้กังวลเฉพาะ “ฝนจะตกหรือไม่” แต่กำลังจับตา 4 เรื่องสำคัญพร้อมกัน คือ ประเทศจะมีน้ำเพียงพอหรือไม่ ระบบบริหารจัดการน้ำพร้อมหรือยัง ปากท้องประชาชนจะได้รับผลกระทบแค่ไหน รัฐจะบริหารงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง “เอลนีโญ” กำลังถูกมองเป็นบททดสอบทั้ง ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และธรรมาภิบาลของภาครัฐ

    สิ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลครั้งนี้ คือ ประชาชนไม่ได้รอให้ภัยแล้งเกิดก่อนแล้วจึงเรียกร้องความช่วยเหลือ แต่กำลังส่งสัญญาณล่วงหน้าว่า ต้องการเห็นการบริหารจัดการเชิงรุก

    นั่นหมายความว่า “ความเชื่อมั่น” ในสายตาประชาชนอาจไม่ได้วัดจากจำนวนงบประมาณที่ใช้ แต่ถูกวัดจากความสามารถในการวางแผน การบริหารน้ำ การสื่อสารข้อมูล และการดำเนินมาตรการเชิงป้องกันก่อนที่วิกฤตจะเกิดขึ้นจริง

    หากรัฐสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจช่วยลดแรงกระเพื่อมที่ลุกลามไปถึงเศรษฐกิจ การเกษตร สุขภาพ และความเชื่อมั่นของประชาชนได้ในเวลาเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/dataops-indicates-that-thais-are-not-afraid-of-drought-but-of-insufficient-water&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e0kM7NNCsK488IFUIvWR9

  • วิเคราะห์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 10/08/69

    วิเคราะห์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบก่อนเปิดตลาด 10/08/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ln4LCYsu5hwR78p6w86vH

  • วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 10/08/69

    วิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 10/08/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166250&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bfgl5nxzr093R_xeRIIG3

  • “รัชดา” ชี้รัฐบาลเดินหน้าลดค่าครองชีพ ตรึง LPG 423 บาท ควบคู่ไทยช่วยไทยพลัส หมุนเงินแสนล้าน รักษาแรงส่งกำลังซื้อฟื้น ไม่ปล่อยพลังงานซ้ำเติมประชาชน

    “รัชดา” ชี้รัฐบาลเดินหน้าลดค่าครองชีพ ตรึง LPG 423 บาท ควบคู่ไทยช่วยไทยพลัส หมุนเงินแสนล้าน รักษาแรงส่งกำลังซื้อฟื้น ไม่ปล่อยพลังงานซ้ำเติมประชาชน

    “รัชดา” ชี้รัฐบาลเดินหน้าลดค่าครองชีพ ตรึง LPG 423 บาท ควบคู่ไทยช่วยไทยพลัส หมุนเงินแสนล้าน รักษาแรงส่งกำลังซื้อฟื้น ไม่ปล่อยพลังงานซ้ำเติมประชาชน


    8/08/2569 | 181 |

    วันนี้ (8 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  รัฐบาลยังคงเดินหน้าดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

    ที้งนี้  ข้อมูลตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังซื้อเริ่มฟื้นจากมาตรการของรัฐบาล แต่สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง รัฐบาลจึงต้องทำงานควบคู่กันทั้งด้านการเติมรายได้ การลดภาระค่าใช้จ่าย และการดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบชีวิตประจำวัน

    รัฐบาลไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเพียงด้านเดียว แต่ใช้มาตรการเป็นชุด โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1 แสนล้านบาท ลดภาระค่าครองชีพ และกระจายเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า จุดสำคัญของไทยช่วยไทย พลัส คือเงินไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ เพราะสัดส่วนการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ อยู่เพียง 15-16% สะท้อนว่าเม็ดเงินไหลถึงต่างจังหวัด ร้านค้ารายย่อย และชุมชนจริง

    ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงพลังงานยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลราคาก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ไม่ให้ปรับขึ้นตามราคาตลาดโลก โดยเพิ่มการชดเชยจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาขายปลีกยังอยู่ที่ถังละ 423 บาท ขนาด 15 กิโลกรัม

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การตรึงราคา LPG เป็นมาตรการที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะก๊าซหุงต้มเป็นต้นทุนของครัวเรือน ร้านอาหาร และผู้ค้ารายย่อย หากปล่อยให้ราคาพลังงานขยับขึ้น จะส่งต่อไปยังราคาอาหาร สินค้า และบริการทันที

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักว่าการดูแลราคาพลังงานมีต้นทุน โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 2,044 ล้านบาท จึงต้องบริหารอย่างระมัดระวัง

    “รัฐบาลทำเต็มที่ในการดูแลค่าครองชีพบนพื้นฐานศักยภาพทางการคลังของประเทศ เป้าหมายคือให้เงินหมุนถึงฐานราก เศรษฐกิจฟื้นอย่างมั่นคง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวรัชดากล่าว

    ที่มา : 

    วันนี้ (8 สิงหาคม 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า  รัฐบาลยังคงเดินหน้าดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 50.2 เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

    ที้งนี้  ข้อมูลตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังซื้อเริ่มฟื้นจากมาตรการของรัฐบาล แต่สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง รัฐบาลจึงต้องทำงานควบคู่กันทั้งด้านการเติมรายได้ การลดภาระค่าใช้จ่าย และการดูแลราคาพลังงานไม่ให้กระทบชีวิตประจำวัน

    รัฐบาลไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเพียงด้านเดียว แต่ใช้มาตรการเป็นชุด โดยโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1 แสนล้านบาท ลดภาระค่าครองชีพ และกระจายเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า จุดสำคัญของไทยช่วยไทย พลัส คือเงินไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะกรุงเทพฯ เพราะสัดส่วนการใช้จ่ายในกรุงเทพฯ อยู่เพียง 15-16% สะท้อนว่าเม็ดเงินไหลถึงต่างจังหวัด ร้านค้ารายย่อย และชุมชนจริง

    ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงพลังงานยังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลราคาก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ไม่ให้ปรับขึ้นตามราคาตลาดโลก โดยเพิ่มการชดเชยจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาขายปลีกยังอยู่ที่ถังละ 423 บาท ขนาด 15 กิโลกรัม

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การตรึงราคา LPG เป็นมาตรการที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะก๊าซหุงต้มเป็นต้นทุนของครัวเรือน ร้านอาหาร และผู้ค้ารายย่อย หากปล่อยให้ราคาพลังงานขยับขึ้น จะส่งต่อไปยังราคาอาหาร สินค้า และบริการทันที

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักว่าการดูแลราคาพลังงานมีต้นทุน โดยฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนประมาณ 2,044 ล้านบาท จึงต้องบริหารอย่างระมัดระวัง

    “รัฐบาลทำเต็มที่ในการดูแลค่าครองชีพบนพื้นฐานศักยภาพทางการคลังของประเทศ เป้าหมายคือให้เงินหมุนถึงฐานราก เศรษฐกิจฟื้นอย่างมั่นคง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นางสาวรัชดากล่าว


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/529816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36H2xZDnhMctGFOUveI-E6

  • รองนายกฯ – รมว.พาณิชย์ ร่วมเวที ‘สุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18’ มอบรางวัลพิเศษ 6 ด้านสำคัญ ผลักดัน SME ไทยสู่เวทีโลก

    รองนายกฯ – รมว.พาณิชย์ ร่วมเวที ‘สุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18’ มอบรางวัลพิเศษ 6 ด้านสำคัญ ผลักดัน SME ไทยสู่เวทีโลก

    รองนายกฯ – รมว.พาณิชย์ ร่วมเวที ‘สุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18’ มอบรางวัลพิเศษ 6 ด้านสำคัญ ผลักดัน SME ไทยสู่เวทีโลก


    8/08/2569 | 101 |

    7 ส.ค.69 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดพิธีมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 (SME National Awards 2026) ร่วมกับงานมอบรางวัล SME Provincial Champion Awards ครั้งที่ 4 ณ โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติยอดเยี่ยม, รางวัล Hall of Fame (3 ปีซ้อน และ 5 ปีซ้อน) รวมถึงรางวัลสุดยอดธุรกิจใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม  

    โอกาสนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีและมอบรางวัลพิเศษ (Special Awards) ใน 6 สาขาสำคัญ ได้แก่  SME Sustainability & ESG Excellence , SME Digital Transformation , SME Global Frontier , SME Soft Power & Beyond , SME Community Changemaker  และ SME New Gen  นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัล SME Provincial Champion Awards ครอบคลุมผู้ประกอบการจากทั่วประเทศทั้ง 6 ภูมิภาค พร้อมด้วยการมอบสิทธิประโยชน์พิเศษแก่ SME จาก 7 หน่วยงานพันธมิตรชั้นนำ เพื่อมุ่งยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SME ไทยสู่ระดับสากล  

    สำหรับ “SME” ถือเป็นรากฐานและหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติของการสร้างงาน การกระจายรายได้ และการขับเคลื่อนโอกาสทางเศรษฐกิจลงไปสู่ชุมชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รูปแบบการค้าใหม่ๆ ตลอดจนความท้าทายด้านความยั่งยืน รัฐบาลมุ่งหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการ SME ไทย ไม่เพียงแต่รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ แต่สามารถเปลี่ยนทุกความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสใหม่ในการเติบโต โดยอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อย (Micro Enterprises) และผู้ประกอบการในระดับภูมิภาคสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสทางการตลาดได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

    อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จจากผลประกอบการหรือตัวเลขทางการเงินเท่านั้น หากแต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับองค์กร ความสามารถในการปรับตัวอย่างชาญฉลาด และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง รางวัลในครั้งนี้ ถือเป็น ‘ต้นแบบ’ และแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ได้ก้าวเดินไปข้างหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

    การจัดงาน “งานมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18” (SME National Awards) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศและวงการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในหลากหลายมิติ เป็นกระบวนการพัฒนาผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบ ผ่านแนวคิด “Diagnose – Unlock – Upgrade” เริ่มตั้งแต่การตรวจสุขภาพธุรกิจ การลงพื้นที่ตรวจระบบการผลิตและบริการ การสัมภาษณ์ผู้บริหาร ไปจนถึงการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวจากผู้เชี่ยวชาญ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวิเคราะห์ปัญหา ปลดล็อกข้อจำกัด และนำผลประเมินไปปรับปรุงองค์กรได้จริง 5 จุดเด่นสำคัญของโครงการในปีนี้ ได้แก่ การใช้เกณฑ์ประเมินที่รอบด้าน มิได้มองแค่ผลประกอบการ แต่ครอบคลุมถึงวิสัยทัศน์องค์กรและการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน ,เป็นกระบวนการพัฒนาธุรกิจที่แท้จริง ผู้เข้าร่วมได้รับประโยชน์ตั้งแต่ขั้นตอนประเมิน ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อใช้ยกระดับธุรกิจในระยะยาว , ครอบคลุมทุกกลุ่มและกระจายโอกาสทั่วไทย : เปิดรับทั้งภาคการผลิต ค้าส่ง-ค้าปลีก บริการ และเกษตร พร้อมมอบรางวัล SME Provincial Champion Awards เพื่อดันผู้ประกอบการรายย่อยจากทั้ง 77 จังหวัดเข้าสู่ระบบการพัฒนา กระจายความแข็งแกร่งสู่เศรษฐกิจฐานราก , สร้างต้นแบบธุรกิจ (Role Model) : ผู้ได้รับรางวัลรวมถึงผู้เข้าสู่ระดับ Hall of Fame จะร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและส่งต่อความสำเร็จให้แก่ SME รายอื่นทั่วประเทศ และสอดคล้องทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่ : จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Sustainability, Digital, Global : Empowering SMEs for the Future” มุ่งเน้นการปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล ซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายภาครัฐทั้งด้านการค้า การส่งออก และการเพิ่มผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2076&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zBEkCoyM45SuBYnHzNTru

  • ‘คาถาศักดิ์สิทธิ์’สำหรับโลกในช่วงระยะผ่าน!!!

    ‘คาถาศักดิ์สิทธิ์’สำหรับโลกในช่วงระยะผ่าน!!!

    คือนักธุรกิจอย่างคุณ สวัสดิ์ นั้น…คงไม่ใช่แค่รวย แค่มีเงิน-มีทองระดับหมื่นๆ ล้าน แต่ในแง่ของ คุณธรรม หรือความเข้าถึง-เข้าใจใน ความถูกต้อง-ยุติธรรม น่าจะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปมิใช่น้อย เรียกว่า…ขนาดผู้ที่ใครต่อใคร กลัวปาก กันไปทั้งบ้าน ทั้งเมือง หรืออภิมหาพิธีกรรายการสนทนาปัญหาบ้านเมืองของสำนักข่าว ผู้จัดการ อย่าง อาเฮีย สนธิ ลิ้ม ท่านยังเคยเอ่ยปากสรรเสริญ ยกย่อง พี่หวัด หรือคุณ สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง แบบตรงไป-ตรงมา และแบบเต็มปาก-เต็มคำ การออกมากระตุ้นเตือนใครต่อใครในบ้านเมือง ให้เร่งหันไปหา ความพอเพียง จึงเป็นอะไรที่ควรเก็บมาเป็นอุทาหรณ์ สอนใจ มาใคร่ครวญ พิจารณาไม่ต่ำกว่าแปดตลบ สิบตลบ เป็นอย่างน้อย…

    เพราะ ช่วงระยะผ่าน ที่ไม่ว่าโลกหรือสังคมไทยจำเป็นต้องเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ช่วงเหตุการณ์ หรือช่วงระยะเวลาที่ว่า มันออกจะเป็นอะไรที่น่าตื่นตระหนก น่าตกตะลึง พรึงเพริศ เป็นอย่างยิ่ง หรือแทบคาดคำนวณไม่ได้เอาเลยก็ว่าได้ อย่างที่คุณ สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง ท่านสรุปไว้คร่าวๆ นั่นแหละว่า ไม่ใช่แค่มหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกอย่างคุณพ่ออเมริกาเท่านั้น ที่กำลังต้องเจอกับความน่าเกลียด น่ากลัว น่าสยดสยอง พองขน ในทางเศรษฐกิจ แต่ยังต้องเหมารวมไปถึงยุโรป แอฟริกา อเมริกาใต้ เอเชีย หรือแม้แต่ญี่ปุ่น-ยุ่นปี่ที่กำลังเจอปัญหาค่าเงินเยน จนอาจถึงขั้นต้องเทขายพันธบัตรสหรัฐในช่วงนี้ ฯลฯ แถมยังมีปัญหาโลกร้อน ปัญหา AI หรือปัญหา Technology Disruption เข้ามาผสมผสาน ร่วมด้วยช่วยกระทืบให้เกิดความน่าเกลียด น่าชัง ยิ่งๆ ขึ้นไป…

    หรือถ้าว่ากันตามสำบัด สำนวน ของนักคิด นักวิเคราะห์เหตุการณ์บ้านเมือง และนักวิชาการที่พร้อมจะคว้าปังตอสับใครต่อใครที่ไม่ชอบมาพากลมาโดยตลอด อย่าง อาจารย์แก้ว หรือ แก้วสรร อติโพธิ ที่ได้ว่าเอาไว้ในข้อเขียน บทความชิ้นล่าสุด ก็คือ…โลกเหมือนรถยางแตกที่ดันไปค้างอยู่บนรางรถไฟ!!! นี่…เรียกว่าถึงขั้นสามารถหลับตานึกภาพ นึกถึงความน่าสยดสยอง พองขน โดยไม่ต้องเสียเวลาแปลความ ตีความ แต่อย่างใด คือมันน่าจะเป็นอะไรที่ก่อให้เกิดความสับสน อลหม่าน ความระส่ำระสาย ต่อใครก็ตามที่กำลังชุลมุนวุ่นวายอยู่ในภายในรถ โดยเฉพาะเมื่อต่างฝ่ายต่างก็น่าจะพอได้ยินเสียง หวูด ดังสนั่น ไม่รู้กี่ตู๊ด ต่อกี่ตู๊ด เข้าไปแล้วในทุกวันนี้…

    พูดง่ายๆ ว่า…ไม่ใช่แค่ เสี่ยหนู-อนุทิน ตลอดไปจน ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ รวมไปถึง ครูใหญ่-เนวิน เท่านั้น ที่ต้องตั้งหน้า-ตั้งตา หายใจทางเหงือก ไม่ใช่แค่ทางปาก อยู่ในช่วงระยะนี้ แต่ไม่ว่าจะพวกสีแดง สีเขียว หรือสีส้ม ฯลฯ เผลอๆ…อาจจะหนักซะยิ่งกว่าเอาเลยก็ไม่แน่ หรือต่างก็น่าจะ เอาไม่อยู่ ไปด้วยกันทั้งนั้น สำหรับฉากสถานการณ์ความเป็นไปของบ้านเมือง ความเป็นไปทางเศรษฐกิจ นับจากนี้ไปจนอนาคตเบื้องหน้า หรือไม่ใช่เป็นสิ่งที่ รัฐบาล ใดๆ ก็ตาม จะสามารถตอบสนองต่อความปรารถนา-ความต้องการของผู้คนใน ช่วงระยะผ่าน กันได้ง่ายๆ ไม่ว่าใครจะ ชอบ ใครจะ ชัง ใครต่อใครไปตาม มาตรฐานรสนิยม หรือ การปรุงแต่ง ตามแบบฉบับของใครก็ของมัน แต่สุดท้ายแล้ว…ก็น่าจะ เละ-กับ-เละ ไปด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่ามากหรือน้อยไปกว่ากันและกันเท่านั้นเอง…

    อันนี้นี่เอง…ที่มันเลยทำให้คำพูดของอดีตนักปราชญ์โรมันอย่าง Epictetus ที่ว่าไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งอดีต นั่นก็คือคำพูดที่ว่า Fortify yourself with contentment, for this an impregnable fortress.” หรือจงสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวท่าน ด้วยความสันโดษหรือความพอเพียง เพราะนี่คือป้อมปราการที่ไม่มีผู้ใดจะตีแตก ซึ่งเป็นสิ่งที่ออกจะสอดคล้องกับ คาถาศักดิ์สิทธิ์ กับคำชี้แนะ ชี้นำ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าด้วยความพอเพียง หรือ เศรษฐกิจพอเพียง นั่นเอง หรือคงต้องหันมา พึ่งตนเอง สร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง ย่อมน่าจะดีกว่าการหันไป ด่ารัฐบาล ที่มีแต่ต้องด่ากันไปอีกนาน ด่าแล้ว ด่าเล่า ไปในทุกๆ รัฐบาล ไม่ใช่แต่เฉพาะรัฐบาล เสี่ยหนู เท่านั้น อันไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์โพดผล ไม่ได้ช่วยให้ ตัวกูเอง เกิดความเข้มแข็ง เกิดขีดความสามารถในการผ่านไปจาก ช่วงระยะผ่าน ได้เลยแม้แต่น้อย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1046651/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xZcBYe_Zc9KnLi-G18RVs

  • อว. หนุน ‘นวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบ’ เสริมความเชื่อมั่นดิจิทัลไทย ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สู่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ

    อว. หนุน ‘นวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบ’ เสริมความเชื่อมั่นดิจิทัลไทย ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สู่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ

    อว. หนุน ‘นวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบ’ เสริมความเชื่อมั่นดิจิทัลไทย ยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สู่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ในงาน TB-CERT Cybersecurity Annual Conference 2026

    วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “การสร้างชาติดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบในยุคปัญญาประดิษฐ์” (Building Trusted Digital Nations and Strengthening Economic Trust through Responsible Innovation in the AI Era) ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี TB-CERT Cybersecurity Annual Conference 2026 จัดโดยศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ภาคธนาคาร (TB-CERT) ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบ : การประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจ” (Responsible Innovation: Quantifying Cyber Risk for Business Trust) เพื่อสร้างความเข้าใจด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงทางไซเบอร์ด้วยการประเมินความเสี่ยงเชิงปริมาณ (Cyber Risk Quantification) พร้อมเชื่อมโยงเทคโนโลยีเกิดใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบคลาวด์ (Cloud) เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Computing) และอัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital Identity) เข้ากับการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนให้แก่ระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

    ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ในยุคที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญ สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการไม่ใช่เพียงการไล่ตามเทคโนโลยี แต่คือการสร้าง “ความไว้วางใจ” ให้เป็นรากฐานของการพัฒนาดิจิทัล ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ปลอดภัย ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ระบบคลาวด์ และระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่นานาชาติเชื่อมั่นและพร้อมเข้ามาลงทุนและสร้างความร่วมมือ

    ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศจะมุ่งเน้น 5 เสาหลัก ได้แก่

    1.ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความรับผิดชอบและยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Responsible & Human-Centered AI) มุ่งพัฒนา AI ที่คำนึงถึงคุณค่าของมนุษย์ ความโปร่งใส และจริยธรรม

    2.ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เข้มแข็งและสถาปัตยกรรมความเชื่อมั่นเป็นศูนย์ (Cyber Resilience & Zero Trust) เพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจและภาคการเงิน

    3.ความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนและการสร้างผู้ประกอบการ (Multi-Stakeholder Partnership & Entrepreneurs) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อผลักดันงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    4.การพัฒนากำลังคนแห่งอนาคต (Future Talent Engine) มุ่งยกระดับทักษะ (Up-skill / Re-skill) และเพิ่มความฉลาดรู้ด้าน AI (AI Literacy) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ และวิทยาศาสตร์ข้อมูล

    5.เทคโนโลยีขั้นลึก เทคโนโลยีควอนตัม และนวัตกรรมอวกาศ (Deep Tech, Quantum & Space Innovation) โดยต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งเทคโนโลยีควอนตัม เทคโนโลยีอวกาศเพื่อการจัดการภัยพิบัติ และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ผ่านโครงการ Siam Silicon และแนวคิด ASEAN Chip Act เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค

    “ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในแง่ของความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) พื้นฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง และการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ เราขอเชิญชวนพันธมิตร นักลงทุน และสตาร์ทอัพจากทั่วโลก มาร่วมสร้างนวัตกรรมที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ร่วมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ และเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยในฐานะ ‘Trust Digital Nation’ ที่สร้างความไว้วางใจให้แก่สังคมโลกอย่างแท้จริง” รมว.อว. กล่าวทิ้งท้าย

    ทั้งนี้ ภายในงานดังกล่าวยังมี นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และ ดร.ดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และโครงการพิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าร่วม พร้อมวิทยากรและผู้ทรงคุณวุฒิชั้นนำมาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารความเสี่ยงทางไซเบอร์ การกำกับดูแล AI (AI Governance) และการเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามในอนาคตเพื่อความยั่งยืนของภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/vW5OMTTEj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tvhgKje2ZYG4jBJ1bP7bM

  • เศรษฐศาสตร์วันหยุด : อย่า‘โลกสวย’กับเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : อย่า‘โลกสวย’กับเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : อย่า‘โลกสวย’กับเศรษฐกิจไทย

    วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

    nn ต้องบอกว่าเห็นด้วยอย่างยิ่งที่…คุณผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้กล่าวไว้ภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ครั้งล่าสุด (5 สิงหาคม)….ว่า ที่ประชุมได้ประเมินเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และเทรนด์เทคโนโลยี AI ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในแบบ K-shape สะท้อนจากมุมมองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในการปรับประมาณการจีดีพีปี 2569 โดยกลุ่มประเทศซึ่งมีการนำเข้าพลังงานในระดับสูงมีแนวโน้มชะลอตัว ส่วนกลุ่มประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสดิจิทัลขยายตัวได้ดีขึ้น ซึ่งประกอบด้วยชาติเอเชียรวมทั้งไทย ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อซึ่งสูงขึ้นหลังเหตุการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ทำให้ตลาดคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าจากการบริหารค่าเงินเยนด้วยสกุลเงินยูโร โดยธนาคารกลางพันธมิตรซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ในการดำเนินนโยบายการเงิน

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากการปรับตัว และคว้าโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มตามกระแสดิจิทัลของโลก แม้การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มเติบโตดี โดยมูลค่าการส่งออกไทยครึ่งปีแรกขยายตัวสูง 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี (สัดส่วน 26.5%) ที่เติบโตถึง 45.9% YoY ตามเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์โลก…ส่วน ด้านภาคการผลิตใน K ขาบนที่เติบโตสูง แต่ยังไม่สามารถส่งผ่านมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งต้องเร่งยกระดับ local content อันจะช่วยตอบโจทย์ RVC (Regional Value Content :สัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ) รวมถึงการส่งเสริมการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่งเสริมให้เกิดการสร้าง supply chain ในประเทศ และการวางแผนการสร้างงานที่มีคุณภาพในอนาคต เพื่อให้ได้รับอานิสงส์จากคลื่นการลงทุนจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มไหลเข้าสู่ไทย รวมถึงแยกแยะกลุ่ม K ขาลงให้ชัดเจนในรายอุตสาหกรรม เพื่อให้การช่วยเหลือและสนับสนุนได้อย่างตรงจุด

    ขณะเดียวกัน…ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังของปีด้วยแรงส่งที่ลดลง และมีตัวช่วยไม่มาก มาตรการกระตุ้นทางการคลังระยะสั้นจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ แต่ไม่เพียงพอ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้น กำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่มั่นคงขึ้น และการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างทันท่วงที จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากการฟื้นตัวที่ยังเปราะบางไปสู่การฟื้นตัวที่ยั่งยืนมากขึ้น…แต่ความเป็นจริงที่จะต้องเจอคือ..การบริโภคภาคเอกชนและภาคท่องเที่ยวยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน…และความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยมาจากแรงกดดันของเศรษฐกิจโลก พัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่อาจอ่อนแอกว่าคาด ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ และความเป็นไปได้ของความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ…

    ดังนั้น…นักวิชาการใต้อาณัติของรัฐบาล…หน่วยงานทางความคิดของรัฐบาล…อย่า“โลกสวย”และให้ข้อมูลผิดๆ กับสังคม…เพราะถ้าประชาชนเชื่อ ภาคธุรกิจที่เขาเชื่อ…จะได้รับความเสียหายจากการตัดสินใจที่ผิด…เพราะเชื่อในฐานข้อมูลที่ผิดของรัฐบาล

    พงษ์พันธุ์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/982296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CV_pJSO6IKlqNcqiAOuzr