Category: เศรษฐกิจ

  • “มะแขว่นเชียงใหม่” ชูอัตลักษณ์ถิ่น สร้างโอกาสวัตถุดิบไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    “มะแขว่นเชียงใหม่” ชูอัตลักษณ์ถิ่น สร้างโอกาสวัตถุดิบไทย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    จากเครื่องเทศพื้นบ้านที่อยู่คู่ครัวไทยมานับร้อยปี สู่การเป็น “สินค้า GI” ที่มีแหล่งกำเนิดและอัตลักษณ์ชัดเจน “มะแขว่นเชียงใหม่” ก้าวใหม่ของวัตถุดิบท้องถิ่นที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาหวังใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มมูลค่า เปิดตลาดอาหาร–เครื่องปรุง–ผลิตภัณฑ์แปรรูป พร้อมเปลี่ยนภูมิปัญญาชุมชนให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของเกษตรกร

    เครื่องเทศพื้นบ้านที่เคยอยู่ในวิถีชีวิตและครัวเรือนของชุมชน กำลังถูกยกระดับให้มีบทบาทมากขึ้นในตลาดอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูป หลัง “มะแขว่นเชียงใหม่” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือ GI  

    การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรับรองชื่อและแหล่งกำเนิดสินค้า แต่สะท้อนความพยายามนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้สร้างความแตกต่างให้กับสินค้าเกษตร โดยอาศัยจุดเด่นจากสายพันธุ์ สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และภูมิปัญญาการผลิตของแต่ละพื้นที่ เป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด

    “มะแขว่นเชียงใหม่” เป็นตัวอย่างของเครื่องเทศที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวล้านนามาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่บริเวณไหล่เขาหรือพื้นที่สูงประมาณ 800–1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล สภาพอากาศค่อนข้างเย็นและมีความชื้นสูง ประกอบกับดินที่มีความเป็นกรดและระบายน้ำได้ดี ทำให้ผลผลิตมีลักษณะเด่นทั้งรสเผ็ดร้อนและกลิ่นหอม

    มะแขว่นถูกนำมาใช้ในอาหารพื้นเมืองภาคเหนืออย่างกว้างขวาง ทั้งลาบ หลู้ ส้า แกงแค แกงอ่อม และพริกลาบ โดยผลสดสามารถนำไปดองและรับประทานเป็นผักแนม ขณะที่ผลแห้งใช้เป็นเครื่องเทศและเครื่องปรุงรส

    ปัจจุบันเชียงใหม่มีผู้ผลิตมะแขว่นประมาณ 500–600 ราย ผลผลิตเฉลี่ย 500–600 ตันต่อปี ทั้งในรูปแบบสดและแห้ง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 15–18 ล้านบาทต่อปี และยังมีโอกาสขยายตัวตามความต้องการของตลาดอาหารและอุตสาหกรรมแปรรูป

    การขึ้นทะเบียน GI ทำให้ “มะแขว่นเชียงใหม่” กลายเป็นสินค้า GI รายการที่ 8 ของจังหวัด ต่อจากสินค้าอัตลักษณ์สำคัญอย่างผ้าตีนจกแม่แจ่ม ศิลาดลเชียงใหม่ ร่มบ่อสร้าง ข้าวก่ำล้านนา กาแฟเทพเสด็จ ส้มสายน้ำผึ้งฝาง และลิ้นจี่จักรพรรดิฝาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6204669/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CgXffX3dtjmZM4yLPlGqi

  • ค่าธรรมเนียมสนามบินพุ่ง 1,120 บาท ปชป.จี้ ทอท.ทบทวน หวั่นกระทบท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ

    ค่าธรรมเนียมสนามบินพุ่ง 1,120 บาท ปชป.จี้ ทอท.ทบทวน หวั่นกระทบท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ

    นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงกรณีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการใช้บริการสนามบิน (Passenger Service Charge: PSC) ของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยปรับเพิ่มขึ้นจาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 300 บาท (คิดเป็นเกือบ 50%) ในสนามบินหลักภายใต้การดูแลของ ทอท. เช่น สุวรรณภูมิ, เชียงราย, หาดใหญ่ และภูเก็ต ว่า

    การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวอย่างก้าวกระโดด ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเป้าหมายของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (Regional Hub) ที่กำลังเร่งสร้างศักยภาพเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารต่อเครื่อง (Transit) จากภูมิภาคไกลๆ เช่น ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย เพื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม

    ก่อนหน้านี้ประเทศไทยมีอัตราค่า PSC อยู่ในอันดับที่ 5 ของภูมิภาค แต่การปรับขึ้นเป็น 1,120 บาทในปัจจุบัน ทำให้ประเทศไทยพุ่งขึ้นมาอยู่อันดับที่ 2 ของอาเซียนทันที โดยเป็นรองเพียงสนามบินชางฮี ประเทศสิงคโปร์ เท่านั้น ทั้งที่สนามบินชางฮีถูกจัดให้อยู่อันดับ 1 ของโลก แต่สนามบินของไทยกลับอยู่อันดับที่ 20 ถึงเกือบอันดับที่ 30 ของโลก ซึ่งถือว่าไม่สอดคล้องกับคุณภาพและการบริการ

    ไม่จำเป็นต้องผลักภาระให้ประชาชน-นักท่องเที่ยว

    “ทอท. มีผลประกอบการกำไรสุทธิเฉลี่ยสูงถึงกว่า 18,000 ล้านบาทต่อปี จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องมาผลักภาระและเพิ่มค่า PSC ถึง 50% ให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว พรรคฯจึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลและ ทอท. ให้พิจารณาทบทวนการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม” 

    อย่างไรก็ดี พรรคฯ จะติดตามการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนของกรมท่าอากาศยาน ซึ่งจะได้รับส่วนแบ่ง 10% จากยอดเงินส่วนเพิ่มของค่าธรรมเนียมดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจสอบว่ามีการนำงบประมาณไปใช้ในการพัฒนาสนามบินของกรมท่าอากาศยานอย่างถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่

    ต้องการเห็นสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และสนามบินของกรมท่าอากาศยานทั้งหมด เป็นประตูทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคอย่างแท้จริง แต่ต้องการการพัฒนาที่เหมาะสมและยั่งยืน รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการพัฒนาทางการบินให้เหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/669366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iRu34LR33M04c1YYJM0Kx

  • ผู้ว่าฯ อุตรดิตถ์ เปิดงานใหญ่ “ลางสาด-ลองกอง และสินค้า OTOP ปี 69” กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ด้านรองผู้ว่าฯ โชว์ปรุงเมนูเด็ดสร้างสีสัน | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ อุตรดิตถ์ เปิดงานใหญ่ “ลางสาด-ลองกอง และสินค้า OTOP ปี 69” กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ด้านรองผู้ว่าฯ โชว์ปรุงเมนูเด็ดสร้างสีสัน | TOPNEWS

    ​เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 19 ก.ย. 69 ที่บริเวณสนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ นายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “เทศกาลลางสาด ลองกอง และสินค้า OTOP จังหวัดอุตรดิตถ์ ประจำปี 2569” โดยมี นายภูริวัจน์ โชตินพรัตน์ และนายสรพงษ์ มานะสุขอนันต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ นางสาววัลภา ปันต๊ะ เกษตร จังหวัดอุตรดิตถ์พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคักไฮไลต์หลังพิธีเปิด นายสรพงษ์ มานะสุขอนันต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ลงมือโชว์ฝีมือปรุงเมนูอาหารจากลางสาดและลองกอง แจกจ่ายให้ผู้ร่วมงานได้ชิมความอร่อย สร้างบรรยากาศและสีสันภายในงานเป็นอย่างมาก

    ​สำหรับการจัดงานครั้งนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–27 ก.ย. 69 รวม 10 วัน 10 คืน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ประชาสัมพันธ์ผลผลิตคุณภาพโดยเฉพาะ “ลางสาดและลองกอง” ผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัด พร้อมขยายช่องทางการตลาด สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การประกวดลางสาด ลองกอง และกระเช้าผลไม้สวยงาม, การแข่งขันยำลางสาด–ลองกองลีลา, นิทรรศการนวัตกรรมและการแปรรูปผลไม้ ตลอดจนการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร อาหารท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์จากกลุ่ม Smart Farmer, Young Smart Farmer และการจำหน่ายสินค้า OTOP ขึ้นชื่ออีกมากมาย​ทางจังหวัดอุตรดิตถ์จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมเที่ยวชมงาน เลือกซื้อผลไม้คุณภาพดีจากสวนและสินค้าชุมชนโดยตรง เพื่อร่วมอุดหนุนเกษตรกรและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ตั้งแต่วันนี้ถึง 27 ก.ย. 2569 ณ สนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1696860&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05-SuCet0f3basKdvUSi4J

  • โลกเปลี่ยนกติกา ไทยจะ Reinvent ตัวเองอย่างไร

    โลกเปลี่ยนกติกา ไทยจะ Reinvent ตัวเองอย่างไร

    โลกเปลี่ยนกติกา ไทยจะ Reinvent ตัวเองอย่างไร

    สวัสดีผู้ติดตาม THE STANDARD ทุกท่าน

     
    การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกำลังเปลี่ยนกติกาการค้าและการลงทุน AI และระบบอัตโนมัติกำลังเปลี่ยนธุรกิจและตลาดแรงงาน พลังงานกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกจัดวางใหม่ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
     
    โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงว่า เศรษฐกิจปีหน้าจะโตเท่าไร
     
    แต่คือ ประเทศไทยจะโตจากอะไรในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
     
    ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมเผชิญข้อจำกัด ขณะที่เครื่องยนต์ใหม่ยังต้องเร่งสร้างให้เกิดขึ้นจริง
     
    เรามีฐานการผลิต การท่องเที่ยว อาหาร สุขภาพ โครงสร้างพื้นฐาน และทำเลที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของภูมิภาค
     
    แต่ศักยภาพเหล่านี้จะไม่เพียงพอ หากเราไม่สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็น ผลิตภาพ มูลค่าเพิ่ม การลงทุนคุณภาพสูง และความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่
     
    โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า ไทยจะยกระดับจากฐานการผลิตเดิมไปสู่ Advanced Manufacturing ได้อย่างไร จะดึง Data Center, AI และ Digital Services เข้ามาโดยสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างไร และจะต่อยอดจุดแข็งใน Creative Industry, Food & Agriculture, Tourism & Wellness ให้กลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตชุดใหม่ได้หรือไม่
     
    ทั้งหมดนี้ยังขึ้นอยู่กับอีกคำถามสำคัญว่า การตัดสินใจเชิงนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และการพัฒนาคนของไทย จะเดินทันความเร็วของโลกได้แค่ไหน
     
    เพราะโจทย์ของไทยวันนี้ไม่ใช่การฟื้นกลับไปเหมือนเดิม
     
    แต่คือ ‘การออกแบบโมเดลการเติบโตใหม่’
     
    THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 REINVENT THAILAND จึงเกิดขึ้นเพื่อชวนผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และคนลงมือทำจริง มาร่วมกันตั้งโจทย์ ถกทางออก และมองไปข้างหน้าว่า ประเทศไทยควร Reinvent ตัวเองอย่างไร
     
    ตลอด 3 วัน เราจะเริ่มจากการมองว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปทางไหน ก่อนกลับมาถามให้ชัดว่า ‘แล้วประเทศไทยต้องเปลี่ยนอะไร?’
     

    📍 เห็นเทคโนโลยีโลกใหม่ ก่อนอนาคตจะมาถึงไทย

     
    เทคโนโลยีอย่าง AI ระบบอัตโนมัติ รถขนส่งไร้คนขับ หุ่นยนต์ และนวัตกรรมด้านสุขภาพ กำลังสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมชุดใหม่
     
    คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะมาถึงไทยเมื่อไร
     
    แต่คือ ‘ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนใน Value Chain ใหม่ของโลก’
     
    เราจะเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี เป็นสถานที่ตั้งของการลงทุน หรือสามารถสร้างธุรกิจ บุคลากร และ Ecosystem ของเราเองได้
     

    📍 วางเดิมพันเศรษฐกิจไทยปี 2027 และอนาคตหลังจากนั้น

     
    งานจะเจาะลึกเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญ ตั้งแต่ Data Center และ Advanced Manufacturing ไปจนถึง Digital Services, Creative Industry, Food & Agriculture และ Tourism & Wellness
     
    พร้อมถามให้ลึกกว่าคำว่า ‘อุตสาหกรรมแห่งอนาคต’ ว่า ไทยต้องปลดล็อกอะไร และต้องตัดสินใจอะไรตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้โอกาสเหล่านี้เกิดขึ้นจริง
     
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน เทคโนโลยี คน การลงทุน หรือกติกาที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป
     

    📍 หลังมหกรรมการเงินโลก ไทยต้องเดินต่ออย่างไร

     
    หลังประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Annual Meetings ในเดือนตุลาคม 2026 อีกหนึ่งช่วงสำคัญของงานคือ Host Country Reflection
     
    เพื่อถอดบทเรียนว่า โลกมองเห็นศักยภาพและข้อจำกัดอะไรของประเทศไทย และไทยจะต่อยอดความสนใจจากเวทีระดับโลกให้กลายเป็น Momentum ใหม่ของการลงทุน การปฏิรูป และการเติบโตได้อย่างไร
     

    📍 จากการตั้งโจทย์ สู่การลงมือทำ

     
    THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ไม่ได้มีเพียงเวทีใหญ่ แต่ถูกออกแบบให้เกิดทั้งการแลกเปลี่ยนความคิด การเชื่อมต่อ และการมองหาทางออกที่นำไปสู่การลงมือทำ
     
    Main Stage จะรวมผู้กำหนดนโยบายและผู้นำระดับประเทศและระดับโลก เพื่อเสนอทิศทางและแผน Reinvent ประเทศไทย
     
    X Stage จะเป็นพื้นที่ของเหล่า Builders จากหลากหลายอุตสาหกรรม มาปะทะความคิด แลกเปลี่ยนมุมมอง และค้นหาโอกาสใหม่
     
    ขณะที่ Exhibition & Lounge จะเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรม โซลูชัน ธุรกิจ นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และคนลงมือทำจริงได้มาเชื่อมต่อกัน
     
    เพราะการ Reinvent ประเทศไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากวิสัยทัศน์เพียงอย่างเดียว
     
    ต้องเกิดจาก การตัดสินใจ การลงทุน การเปลี่ยนกติกา และการลงมือทำ
     
    ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนกติกา และหลายประเทศกำลังเร่งวางเดิมพันอนาคตของตัวเอง
     

    คำถามของประเทศไทยจึงไม่ใช่ว่าเราต้องเปลี่ยนหรือไม่ แต่คือเราจะเปลี่ยนอย่างไร และเร็วพอหรือไม่

     
    นี่คือบทสนทนาที่จะเกิดขึ้นตลอด 3 วันของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 REINVENT THAILAND เห็นทิศทางโลก เข้าใจทิศทางไทย จากผู้นำที่สร้างอนาคตจริง
     
    📅 4-6 พฤศจิกายน 2026
     
    📍 พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน
     
    Blind Ticket ราคา 990 บาท
     
    เปิดจำหน่าย 21 กันยายน – 14 ตุลาคม 2026 จำนวนจำกัด
     
    ร่วมตั้งโจทย์ ถกทางออก และวางแผนลงมือทำ เพื่อ Reinvent ประเทศไทยไปด้วยกัน
     
    #TheStandardEconomicForum
     
    #TheStandardEconomicForum2026
     
    #ReinventThailand
     


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/economicforum/newsletter20092026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cHefDtLAeirishHJ9skuc

  • เลขาสภาพัฒน์คาดเกณฑ์ควบคุม “ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์” ได้ข้อสรุปและเริ่มใช้จริง กลาง ต.ค.นี้ : อินโฟเควสท์

    เลขาสภาพัฒน์คาดเกณฑ์ควบคุม “ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์” ได้ข้อสรุปและเริ่มใช้จริง กลาง ต.ค.นี้ : อินโฟเควสท์

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ฯ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเสนอนำเสนอข้อมูลรายละเอียด เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาวางเกณฑ์ควบคุมธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ว่า ขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ส่งข้อมูลเข้ามาแล้ว อาทิ เรื่องผู้ให้บริการปัจจุบัน เกณฑ์จัดแบ่งขนาดดาต้าเซ็นเตอร์ ค่าเฉลี่ยข้อมูลการใช้ไฟและน้ำ เป็นต้น

    ส่วนหลักเกณฑ์เรื่องไฟฟ้า กระทรวงพลังงานจะต้องนำไปดำเนินการว่าจะมีเกณฑ์ควบคุมการใช้ปริมาณเท่าไหร่ ส่วนอัตราค่าไฟมีอยู่แล้วซึ่งจะใช้อัตราค่าไฟสำหรับกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ

    นอกจากนี้จะมีการออกเกณฑ์ควบคุมขนาดของแต่ละประเภท หากเข้าเกณฑ์รูปอุตสาหกรรมก็ต้องไปตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่กำหนด โดยจะต้องไม่ให้กระทบภาคครัวเรือน แต่คิดว่าต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล ควรกำหนดระดับการใช้ใช้ไฟ 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป ส่วนความชัดเจนจะต้องวางเกณฑ์ที่เท่าไหร่นั้น ต้องรอการพิจารณาของบอร์ดฯ ก่อน

    เลขาฯสภาพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนไทม์ไลน์การดำเนินการหลังครบกำหนดได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน (ประชุมครั้งแรก 4 ก.ย.) เมื่อได้ข้อสรุปข้อมูลรายละเอียดต่างๆ และความต้องการในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์เรียบร้อย จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการร่างนโยบายสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ และจะต้องไปดูว่า มีกลไกการพิจารณาอย่างไรเพื่อไม่ให้กระจัดกระจาย ส่วนหน่วยงานที่จะมาเป็นเจ้าภาพต้องรอข้อสรุปอีกครั้ง

    “คาดว่า เกณฑ์ควบคุมธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ จะสามารถดำเนินการบังคับใช้จริงได้ไม่เกินกลางเดือน ต.ค.นี้ ทุกอย่างต้องเรียบร้อย เพราะขณะนี้หลายฝ่ายรอความชัดเจนเรื่องนี้อยู่” นายดนุชา กล่าว

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/เสาวลักษณ์ อวยพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/651382&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AYVd3X0OpOX1Xz-p24wLH

  • เปิดโรดแมป โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก พร้อมแค่ไหน-จะมาเมื่อไร?

    เปิดโรดแมป โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก พร้อมแค่ไหน-จะมาเมื่อไร?

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-216&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Nq_MzA79qo1TBeSO2suN4

  • “รัฐบาล” เผย “ไทยช่วยไทย พลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.61 แสนล้านบาท พยุงกำลังซื้อ-ส่งรายได้ถึงร้านค้า ช่วยเศรษฐกิจฐานรากฝ่าวิกฤตพลังงาน จ่อชงครม.ต่ออายุ 22 ก.ย. | TOPNEWS

    “รัฐบาล” เผย “ไทยช่วยไทย พลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.61 แสนล้านบาท พยุงกำลังซื้อ-ส่งรายได้ถึงร้านค้า ช่วยเศรษฐกิจฐานรากฝ่าวิกฤตพลังงาน จ่อชงครม.ต่ออายุ 22 ก.ย. | TOPNEWS

    “รัฐบาล” เผย “ไทยช่วยไทย พลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.61 แสนล้านบาท พยุงกำลังซื้อ-ส่งรายได้ถึงร้านค้า ช่วยเศรษฐกิจฐานรากฝ่าวิกฤตพลังงาน จ่อชงครม.ต่ออายุ 22 ก.ย.

    • เผยแพร่ : 20/09/2026 09:43

    “รองโฆษก รบ.” เผย “ไทยช่วยไทย พลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.61 แสนล้านบาท พยุงกำลังซื้อ–ส่งรายได้ถึงร้านค้า ช่วยเศรษฐกิจฐานรากฝ่าวิกฤตพลังงาน กระทรวงการคลังเตรียมนำผลการดำเนินงานและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 ขยายระยะเวลาโครงการ

    “รัฐบาล” เผย “ไทยช่วยไทย พลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.61 แสนล้านบาท พยุงกำลังซื้อ-ส่งรายได้ถึงร้านค้า ช่วยเศรษฐกิจฐานรากฝ่าวิกฤตพลังงาน จ่อชงครม.ต่ออายุ 22 ก.ย. – Top News รายงาน

    รัฐบาล

    เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) ว่า ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 161,555.6 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,528 ราย สะท้อนการหมุนเวียนของเม็ดเงินจากมาตรการไปสู่ประชาชน ร้านค้า และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพ

    ยอดใช้จ่ายสะสม 161,555.6 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินภาครัฐร่วมจ่าย 92,900.7 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 68,654.9 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติรวม 155,335.8 ล้านบาท และผ่าน Food Delivery รวม 6,219.8 ล้านบาท

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จุดสำคัญของโครงการไทยช่วยไทย พลัส ไม่ได้อยู่เพียงการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่เป็นกลไกร่วมจ่ายที่นำเงินภาครัฐมาสมทบกับกำลังซื้อของประชาชน และส่งต่อไปเป็นรายรับของร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคบริการ ช่วยให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในช่วงที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    “ยอดใช้จ่ายกว่า 1.61 แสนล้านบาท สะท้อนว่าความช่วยเหลือถูกนำไปใช้กับสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ขณะที่ประชาชนร่วมจ่ายกว่า 6.86 หมื่นล้านบาท ทำให้เม็ดเงินจากภาครัฐสามารถต่อยอดเป็นกำลังซื้อและรายรับของร้านค้าได้มากขึ้น มาตรการนี้จึงช่วยทั้งลดภาระประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน” นางสาวลลิดากล่าว

    ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน โดย Fitch Ratings ประเมินว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อเงินเฟ้อ กำลังซื้อ และต้นทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงสนับสนุนจากการบริโภคและมาตรการภาครัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    “รัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตรการที่ช่วยประชาชนได้ตรงจุดและทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ไทยช่วยไทย พลัสจึงดูแลทั้งสองด้านพร้อมกัน คือช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และช่วยประคองรายได้ของผู้ประกอบการ โดยยอดใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสะท้อนการหมุนเวียนของกำลังซื้อไปสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

    สำหรับแนวทางดำเนินมาตรการในระยะต่อไป กระทรวงการคลังเตรียมนำผลการดำเนินงานและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 โดยการขยายระยะเวลา วงเงิน สิทธิ หรือเงื่อนไขต่าง ๆ จะต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี รัฐบาลจะแจ้งรายละเอียดอย่างเป็นทางการให้ประชาชนทราบโดยเร็ว จึงขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากช่องทางราชการ และอย่าหลงเชื่อข้อความที่ระบุว่าโครงการระยะต่อไปได้รับอนุมัติแล้วก่อนมีมติคณะรัฐมนตรี

    สำหรับโครงการระยะปัจจุบัน ผู้ได้รับสิทธิยังสามารถใช้สิทธิได้ตามหลักเกณฑ์จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยภาครัฐร่วมจ่ายร้อยละ 60 ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้ สิทธิคงเหลือในแต่ละเดือนไม่สามารถสะสมไปใช้ในเดือนถัดไปได้

    ปก web กมธ.คมนาคม ลุยแม่ฮ่องสอน

    ปก web ยกย่อง 195 อาสาดีเด่น

    หยันมาเย้ยกลับ!! “โฆษกกลุ่มพันธมิตร” โต้ปฏิบัติการกองกำลังฮูตี ยันซาอุฯสกัดกั้นได้หมด ขีปนาวุธ โดรน โจมตีไม่ถูกเป้าหมายเลย!??

    “นายกฯอนุทิน” บินนิวยอร์กร่วมเวทีประชุม UNGA81 ยันเจรจาภาษีการค้าสหรัฐคืบหน้าตามเป้าหมาย มั่นใจทำให้โลกเข้าใจท่าทีไทยต่อปัญหาพิพาทชายแดนกัมพูชา

    “สัญจัย จันทร์ผ่อง” ผู้ตรวจการอัยการพบปะสังสรรค์ คณะที่ปรึกษาหารือวางแผนนโยบายการทำงานสร้างความสงบสุขในสังคม

    ทุกครัวเรือนเฮ! “กุลวดี” ชี้รัฐเปลี่ยนวิธีคิดครั้งสำคัญ จัดทำ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ดูแลเยียวยา ปชช.ราว 30 ล้านครัวเรือน สร้างความอุ่นใจในอนาคต

    สหรัฐเตือนภัยพลเมืองหลังฮูตีโจมตีเมืองหลวงซาอุฯ

    ซาอุฯอ้างสกัดจรวดฮูตีได้ทั้งหมดยันไม่ถูกเป้าแม้แต่ลูกเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1696721&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dOToqYRk89-PODZEZDNZs

  • ไทยจมกับดักโครงสร้างเศรษฐกิจ GDP 1.9% อุตฯใหม่โตแรง-อุตฯเก่าถดถอย

    ไทยจมกับดักโครงสร้างเศรษฐกิจ GDP 1.9% อุตฯใหม่โตแรง-อุตฯเก่าถดถอย

    ไทยจมกับดักโครงสร้างเศรษฐกิจ GDP 1.9% อุตฯใหม่โตแรง-อุตฯเก่าถดถอย

    หลังจากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ เปิดตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ประจำไตรมาสที่สองของปีนี้ อยู่ที่ 1.9% แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่ค่อยมีใครแปลกใจเท่าใดนัก เพราะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยอยู่รั้งท้ายของอาเซียน 6 มาหลายไตรมาสติดต่อกันแล้ว 

    โดยล่าสุดในไตรมาสสอง ปี 2569 เวียตนามมีอัตราการขยายตัวสูงสุดในกลุ่ม ที่ 8.6% ในขณะที่ไทยอยู่ที่ 1.9% ก็น้อยกว่าประมาณ 4 เท่ากว่า ๆ เพราะทุกฝ่ายรู้ว่าศักยภาพในการแข่งขันกับคนอื่นของไทยต่ำลงมาตลอด 

    สัญญานส่งมาต่อเนื่อง จากทุกวิกฤติเศรษฐกิจที่โครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่เผชิญในช่วงที่ผ่านมา หลังจากการฟื้นตัวไทยไม่เคยกลับมายืนอยู่ที่เดิมได้เลย เพราะหลังทุกวิกฤติสภาพแวดล้อมทุกมิติมีการเปลี่ยนแปลง แต่ไทยไม่มีการขยับอะไรในเชิงโครงสร้าง และหลายอย่างยิ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของไทยแย่ลงกว่าเดิม เช่น กฎระเบียบที่ล้าสมัย หรือคอรัปชั่นที่รุนแรงมากขึ้น แม้จะพูดกันมาตลอด แต่ดูเหมือนไม่ค่อยมีใครออกโรงเป็นเจ้าภาพและลงมือจริง ๆ จัง ๆ แบบเต็มรูปแบบ อาจเป็นเพราะความยุ่งยากซับซ้อน ใช้เวลานานและต่อเนื่อง หรือกระทบประโยชน์ตนเอง ทำให้ขาดเสน่ห์จากฝ่ายการเมือง 

    แต่อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญพอๆ กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ช้าลง นั้นก็คือ โครงสร้างการขยายตัวเศรษฐกิจที่ไม่เสมอภาค(Uneven Growth) ที่มักเรียกว่า K-shape คือการขยายตัวสูงบางกลุ่ม และบางสาขาลดลงจนทำให้เกิดความแตกต่างในระบบมากขึ้น และหากมองละเอียดแบ่งเป็นกลุ่ม ขนาด และความเป็นเจ้าของแล้ว ยิ่งทำให้การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ไขนั้นจะมีความซับซ้อนมากกว่าที่คิดมาก และยิ่งในลัทธิเศรษฐกิจทุนนิยมและเสรี ยิ่งทำให้โอกาสที่ปลาเล็กจะถูกกลืนกินยิ่งง่ายขึ้น ทำให้ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ซึมเซา เงียบเหงา และดูท่าจะซึมนานนี้มีหลายมิติซ้ำซ้อนอยู่

    ไทยจมกับดักโครงสร้างเศรษฐกิจ GDP 1.9% อุตฯใหม่โตแรง-อุตฯเก่าถดถอย

    ทั้งนี้ จะลองเสนอภาพของปัญหาแสดงผ่านออกมาทางตัวเลขหลายด้านมาเป็นข้อ ๆในแต่ละมิติ ดังนี้ 

    มิติอุตสาหกรรมรายสาขา

    • การขยายตัวของสาขาอุตสาหกรรมกระจุกตัวในบางสาขาที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือ AI-related เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน ที่มีอัตราการขยายตัวในครึ่งปีนี้เฉลี่ย 30%-40% ส่วนอุตสาหกรรมเก่า ๆ เช่น ยานยนต์ (สันดาป) ลดลง 12-15% อิเล็กทรอนิกส์ดั้งเดิม ลดลง 5-7% ปุ๋ยเคมีและส่วนประกอบลดลง 20-25% น้ำมันปาล์มแปรรูปลดลง 8-10%
    • ผู้ส่งออกรายใหญ่สุด 20 บริษัทแรก คิดเป็นมูลค่ารวม 27% ของการส่งออกรวม โดยเป็นสัญชาติไทย 3 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 2% ของการส่งออกรวม และเป็นของบริษัทต่างชาติ 25% และหากแบ่งผู้ส่งออกตามสาขาอุตสาหกรรมที่ส่งออก พบว่าเป็นผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 11 ราย ยานยนต์ 7 ราย ปิโตรเลียม 2 ราย และ 1 รายเป็นเครื่องจักรและอุปกรณ์  
    • ในภาพรวม อุตสาหกรรมส่งออกมากที่สุดเป็นสาขาอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นสัดส่วนราว 14% ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ อีกราว 7.5% อัญมณีและเครื่องประดับ 7%  และปิโตรเลียม 4% และทั้งหมดมีอัตราการขยายตัวการส่งออกสูง ในขณะที่สินค้าสาขานำเข้า คิดเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 17% ปิโตรเลียม 13% อัญมณีและชิ้นส่วนเครื่องประดับ 8% และยานยนต์และชิ้นส่วน ประมาณ 3% ที่มีอัตราการขยายตัวสูงมากกว่า 2 digits 

    มิติด้านขนาดของกิจการ

    • ครึ่งปีแรก 2569 สัดส่วนสินเชื่อรวมในระบบจะเป็นของธุรกิจขนาดใหญ่ประมาณ 7-8% และ SME ราว 22% และอัตราดอกเบี้ยของ SME ประมาณ 7-8% ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 3-4%
    • สินเชื่อรวมขยายตัวประมาณ 2% ซึ่งสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัว 6.6% แต่ชะลอตัวในกลุ่ม SME โดยลดลง 4.6% ในไตรมาสที่สอง 2569 นับว่าหดตัวติดต่อกันมากกว่า 16 ไตรมาส และหลายฝ่ายยังมองไม่เห็นสัญญานการขยายตัว
    • สัดส่วนสินเชื่อ SME ที่มีปัญหาในการชำระตามกำหนด (ทั้ง Special Mention และ NPL) รวมประมาณ 24% เพิ่มจากปี 2566 ที่อยู่ที่ 16% และแม้ว่าในไตรมาสล่าสุด สัดส่วนของ NPL อยู่ที่2.82% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 2.85% แต่ก็ไม่ได้สะท้อนคุณภาพหนี้ เพราะ ธนาคารเร่งขายหนี้เสีย ตัดหนี้สูญ รวมทั้งเร่งปรับโครงสร้างหนี้เพื่อตัดออกจากรายการ NPL
    • คุณภาพหนี้ SME ยังมีปัญหา จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าในไตรมาสสอง 2569 มีสัดส่วนหนี้ที่ตกชั้นที่มีปรับโครงสร้างหนี้ไหลกลับมา กลายเป็น NPL ประมาณ 47-50% คิดเป็นมูลค่ากว่า5.2 หมื่นล้านบาท
    • สินเชื่อ SME ที่เป็น NPL ไม่มีทีท่าจะปรับตัวดีขึ้น ยังคงค้างที่ 7-9% ในขณะที่ ในขณะที่ของธุรกิจขนาดใหญ่อยู่ที่ 1.40%  

    ข้อเท็จจริงที่เห็นข้างต้นแสดงให้เห็นภาพของปัญหาที่เรากำลังเผชิญในวันนี้ที่หลายคนเรียกว่า K-Shape อย่างชัดเจนว่า 

    • สาขาอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และนวัตกรรม มีความสามารถในการแข่งขันสูง ทำให้สามารถส่งออกเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง แต่อุตสาหกรรมเหล่านี้ส่วนมากจะเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ฯลฯ ในขณะที่อุตสาหกรรมที่ลดลงเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่พึ่งพาอุตสาหกรรมในประเทศ พึ่งพาตลาดในประเทศเป็นสำคัญ และความสามารถในการแข่งขันจากสินค้านำเข้าได้น้อย อาทิ เครื่องนุ่งห่ม และเหล็กและเหล็กกล้า ฯลฯ 
    • อุตสาหกรรมส่งออกที่มีความสามารถในการแข่งขันนั้นอาศัยเทคโนโลยีและขิ้นส่วนประกอบสำคัญจากต่างประเทศผ่านการนำเข้า และมีค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธ์ของนวัตกรรมจากต่างประเทศอัตราสูง รวมทั้งเป็นอุตสาหกรรมประเภททุนเข้มข้น (Capital intensive) ทำให้มูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมเหล่านี้ในประเทศมีไม่สูง โดยจะเห็นจากดุลการค้าของไทยหดตัวลงอย่างมากเมื่ออุตสาหกรรมเหล่านี้ขยายตัว

    ไทยจมกับดักโครงสร้างเศรษฐกิจ GDP 1.9% อุตฯใหม่โตแรง-อุตฯเก่าถดถอย

    • การจัดสรรทุนและทรัพยากรของประเทศไหลไปสู่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากกว่าขนาดเล็ก สินเชื่อเกือบสามในสี่เทไปที่ธุรกิจขนาดใหญ่ และยิ่งกว่านั้นต้นทุนของทุนสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ยังต่ำกว่าของ SME ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของ SME ในการประกอบธุรกิจ และเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของ SME ทำให้เราเห็นภาพ K-shape ในบริบทนี้ชัดว่าธุรกิจขยาดใหญ่ยังมีทรัพยากรเพียงพอและต้นทุนต่ำในการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ SME ยังมีภาระต้นทุนของเงินทุนสูง แถมยังเข้าถึงทุนได้ยากกว่า ส่งผลให้อัตราการขยายตัวต่ำ 

    นโยบายมหภาคต่อปัญหาการขยายตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน ดูเหมือนไม่ง่ายนัก เพราะภายใต้ระบบทุนเสรีที่ผ่านมาทำให้เงื่อนไขต่าง ๆ สร้างความได้เปรียบให้กับธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งกฎ ระเบียบ ความสามารถ ความรู้ และขนาดของทรัพยากรอบด้าน ทำให้ SME จำนวนมากมีโอกาสแข่งขันและเติบโตได้น้อยมาก จนตัวเลขของซอมบี้ SME หรือธุรกิจขนาดเล็กที่มีกำไรต่ำจนเกือบหรือไม่สามารถใช้หนี้ได้ มีชีวิตไปวัน ๆ อยู่รอดในระยะสั้น แต่ไม่มีโอกาสเติบโต มีจำนวนมากขึ้น ดังนั้นนโยบายเร่งด่วนด้านอุตสาหกรรมในสถานการณ์ K-shape growth นี้ น่าจะพิจารณาดังนี้ 

    • ในระยะเร่งด่วนต้องรักษาสภาพการจ้างงานและความต่อเนื่องการดำเนินธุรกิจของธุรกิจไทยที่มีศักยภาพให้ดำรงอยู่ได้ ผ่านการสนับสนุนทางด้านการตลาด การลดต้นทุนพร้อมกับเงื่อนไขในการพัฒนาตนเอง และเงินทุนหมุนเวียนให้ประคองธุรกิจอยู่ได้ พร้อม ๆ กับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวไปพร้อมกัน ผมยังคิดว่าการเพิ่มผลิตภาพการผลิตของอุตสาหกรรมไทยยังเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้น ๆ และเร่งรีบ
    • ให้โครงการของรัฐต้องมีผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการไทยในประเทศในสัดส่วนที่ชัดเจน เพราะที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีโครงการ Thai First แต่ก็ทำไปแบบขอไปที ทำให้ไม่มีประสิทธิภาพในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย
    • สำหรับ SME การสร้างโอกาสทางการตลาดให้ เป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องตรงจุด ส่วนตลาดการสร้างโอกาสทางออนไลน์ในต้นทุนที่ลดลงเป็นสิ่งเร่งด่วน เพราะในปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเป็นการสั่งซื้อออนไลน์มากขึ้นและต้นทุนการให้บริการของแพลตฟอร์มสูง ทำให้ SME เผชิญกับสถานการณ์ยอดขายสูง กำไรต่ำ ทำให้โอกาสขยายตัวได้ยาก
    • เชื่อม FDI กับผู้ประกอบการไทย โดยต้องสร้างเงื่อนไข และมีกติกาที่ให้ FDI มีแผนการที่ต้องเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานให้ได้ และต้องเข้มงวด ไม่เช่นนั้น FDI จะนำซัพพลายเช้นส์ของตนเองเข้ามา หรือนำเข้าชิ้นส่วนประกอบจากประเทศแม่เข้ามาแทนที่จะร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการไทย รวมทั้งต้องมีแผนชัดเจนทั้งการพัฒนาเพื่อให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการไทยให้สามารถอยู่ในห่วงโซ่อุปทานอย่างแข็งแรง มาตรการด้านนี้ เช่น กำหนดจำนวนผู้ประกอบการไทยในซัพพลายเช้นส์ จำนวนมูลค่าเพิ่มและค่าจ้างงานในประเทศ ฯลฯ

    ไทยจมกับดักโครงสร้างเศรษฐกิจ GDP 1.9% อุตฯใหม่โตแรง-อุตฯเก่าถดถอย

    • พัฒนาปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมดั้งเดิมเข้าสูงอุตสาหกรรมใหม่บนฐานความชำนาญเดิม เช่น จากชิ้นส่วนยานยนต์เดิม สู่ชิ้นส่วนยานยนต์ หรือจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ไปสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ สิ่งทอ ไปสู่สิ่งทอเทคนิคในอุตสาหกรรมอื่นที่ไม่ใช่เครื่องนุ่งห่ม หรือจากอาหาร ไปเป็น Functional food หรืออาหารทางการแพทย์ ฯลฯ
    • สำหรับการพัฒนา SME ในระยะยาวนั้น ยังคิดว่าต้องรื้อระบบใหม่ทั้งหมด เพราะปัจจุบันมีหน่วยงานที่ทำงานด้านนี้หลายสิบหน่วยงาน ต่างคนต่างทำ ซ้ำซ้อน ทำให้การใช้งบประมาณไม่มีประสิทธิภาพและทิศทางไม่ชัดเจน ซึ่งน่าจะสังขยานาทั้งระบบ ไม่เช่นนั้นก็จะมีหน่วยงานเกือบ 30 แห่งที่มีงบประมาณด้าน SME และต่างทำ ตามความเข้าใจของตนเอง หน่วยงานรัฐต้องมีเครือข่ายระหว่างกันในการช่วยเหลือพัฒนา SME ทั้งระบบ และแต่ละพื้นที่ 

    เชื่อว่าข้อเสนอข้างต้นทุกฝ่ายรู้ดีว่าต้องทำอะไร ปัญหาเหล่านี้มีหลากหลาย ซับซ้อน และยังเชื่อมโยงกัน ซึ่งหลายคนบอกว่าคือปัญหาโครงสร้าง ทำให้หลายหน่วยงานลงมือทำตามที่ตนเองเข้าใจ และตามหน้าที่ อำนาจที่มีอยู่ และหลายหน่วยงานคิดว่าไม่ต้องทำเพราะอย่างไรก็ไม่สำเร็จ รวมทั้งหลายหน่วยงานที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไร 

    ไทยไม่มีระบบการจัดการภาพรวมแบบศูนย์รวม

    แต่ที่สำคัญ ตอนนี้ไทยไม่มีระบบการจัดการในภาพรวมแบบศูนย์รวมว่าใครควรเป็นคนรับผิดชอบและมีอำนาจในการมองภาพรวม กำหนดภาพการพัฒนา ปรับเปลี่ยน และทิศทางในภาพใหญ่ให้ชัดเจน และต้องมีอำนาจในการจัดการมอบหมายงานและสั่งการให้กับหน่วยงานในการดำเนินการตามทิศทางต่าง ๆ ให้สอดประสานกัน 

    แม้ว่าสภาพัฒน์ฯ จะออกแผนพัฒนาฯ ในภาพรวมออกมา แต่ยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ ตีความ แบบทำอะไรก็ใช่ ก็ถูก และไม่มีอำนาจสั่งการ ทำให้เห็นแบบที่ผ่าน ๆ มา และยิ่งเจตนารมย์ทางการเมือง และกฏ ระเบียบในปัจจุบัน ในความคิดเห็นส่วนตัวยังไม่เห็นหนทางของความสำเร็จ ไทยยังคงน่าจะติดกับดักโครงสร้างทางเศรษฐกิจนี้อีกนาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/tell-as-you-see/669274&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0thN6beodX4zV-SxWoplkt

  • 3 สถาบันจัดอันดับโลก ให้ไทย “มีเสถียรภาพ” สะท้อนความเชื่อมั่นรัฐบาลอนุทิน

    3 สถาบันจัดอันดับโลก ให้ไทย “มีเสถียรภาพ” สะท้อนความเชื่อมั่นรัฐบาลอนุทิน

    รัฐบาลเผย 3 สถาบันจัดอันดับโลกให้ไทย “มีเสถียรภาพ” สะท้อนความเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเมืองไทยภายใต้การนำของ “อนุทิน” เดินหน้าต่อยอดการลงทุน-งาน-รายได้ประชาชน

    วันที่ 19 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยินดีต่อกรณี Fitch Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จาก “เชิงลบ” (Negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2569 สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมือง แนวโน้มหนี้ภาครัฐในระยะปานกลาง และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของประเทศไทย

    การปรับมุมมองของ Fitch ส่งผลให้ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable) ทั้งหมด โดย Moody’s ปรับมุมมองประเทศไทยเป็น Stable พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 เมื่อเดือนเมษายน 2569 ขณะที่ S&P คงอันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของไทยที่ BBB+ และมีมุมมอง Stable

    นางสาวลลิดา กล่าวต่อไปว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ Fitch ระบุในการปรับมุมมองประเทศไทยครั้งนี้ คือ “เสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น” โดย Fitch มองว่า รัฐบาลผสมที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีเสถียรภาพในการบริหารมากกว่ารัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลอยู่ในสถานะที่เอื้อต่อการดำเนินนโยบายที่มีกรอบระยะปานกลางมากขึ้น รวมถึงการเดินหน้าปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation)

    “การที่ Fitch มองเห็นเสถียรภาพที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อความไม่แน่นอนลดลง การดำเนินนโยบายระยะกลางก็มีความต่อเนื่องและคาดการณ์ได้มากขึ้น ทั้งในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ การรักษาวินัยทางการคลัง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจลงทุน” 

    รองโฆษกรัฐบาล เผยต่อไปว่า การที่ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกมีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ Stable ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นในประเทศ รัฐบาลจะใช้จังหวะนี้เดินหน้าสร้างความต่อเนื่องทางนโยบาย รักษาวินัยทางการคลัง และเร่งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศเชื่อมต่อไปสู่การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ของประชาชน

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ Fitch คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 2.3 ในปี 2569 ใกล้เคียงกับร้อยละ 2.4 ในปี 2568 โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการบริโภคภายในประเทศ

    ขณะเดียวกัน Fitch ปรับประมาณการแนวโน้มหนี้ภาครัฐบาลของไทยดีขึ้น โดยคาดว่าจะทรงตัวต่ำกว่าร้อยละ 63 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายในปีงบประมาณ 2571 จากเดิมที่เคยประเมินว่าจะอยู่ใกล้ร้อยละ 65 สะท้อนมุมมองต่อแนวโน้มฐานะการคลังของไทยที่ปรับตัวดีขึ้นจากประมาณการเดิม

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งจากฐานะการเงินต่างประเทศ โดย Fitch คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลร้อยละ 1.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2570 ขณะที่หนี้ภาครัฐส่วนใหญ่ระดมทุนเป็นเงินบาทภายในประเทศและมีต้นทุนการกู้ยืมในระดับต่ำ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะตลาดการเงินโลก

    นางสาวลลิดา กล่าวในช่วงท้ายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าต่อยอดความเชื่อมั่นดังกล่าวไปสู่การดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI ศูนย์ข้อมูล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการส่งเสริมให้การลงทุนเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างงานที่มีคุณภาพ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศในวงกว้าง

    “เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงรักษาอันดับเครดิตหรือ Stable Outlook แต่คือการเปลี่ยนความเชื่อมั่นให้เป็นการลงทุนจริง งานจริง และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2960625&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hyw9G-FyU4wC_7wDa_p1I

  • วิเคราะห์ตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 21/09/69 – สยามรัฐ

    วิเคราะห์ตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาด 21/09/69 – สยามรัฐ

    ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีแนวโน้มเปิดการซื้อขายวันที่ 21 กันยายน 2569 ภายใต้บรรยากาศที่ยังเต็มไปด้วยความระมัดระวัง หลังการซื้อขายวันที่ 18 กันยายนปิดแบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 95.40 จุด หรือ 0.18% ปิดที่ 51,682.64 จุด ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 12.74 จุด หรือ 0.17% ปิดที่ 7,650.50 จุด และดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 104.25 จุด หรือ 0.39% ปิดที่ 26,522.55 จุด

    ปัจจัยสำคัญที่ตลาดต้องจับตาในช่วงเปิดสัปดาห์ใหม่คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ขยับขึ้นแตะระดับ 5% ซึ่งถือเป็นระดับสูงมากและอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายปี การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและผู้บริโภคสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังเพิ่มความน่าสนใจของสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้เมื่อเทียบกับหุ้น จึงเป็นแรงกดดันต่อการประเมินมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่มีราคาสูงและหุ้นเติบโต

    อีกประเด็นที่ตลาดยังไม่สามารถมองข้ามได้คือ ราคาน้ำมันดิบที่ยังยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ราคาจะอ่อนตัวลงจากระดับสูงสุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันดิบสหรัฐปิดที่ประมาณ 100.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 1.6% ในวันที่ 18 กันยายน การที่ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงทำให้ตลาดกังวลว่าแรงกดดันด้านต้นทุนจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ และทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวได้ยากขึ้น

    สถานการณ์ดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 ขณะที่ตลาดยังประเมินทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด การที่ทั้งราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับสูง จึงกลายเป็นแรงกดดันสองด้านต่อหุ้นสหรัฐฯ เพราะอาจกระทบทั้งต้นทุนของบริษัทและแนวโน้มการบริโภคในระบบเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีปัจจัยพยุงจาก หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ โดยวันที่ 18 กันยายน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ช่วยหนุนตลาด ขณะที่การฟื้นตัวของหุ้นชิปช่วยให้แนสแด็กและเอสแอนด์พี 500 สามารถปิดในแดนบวก แม้ภาพรวมตลาดจะมีหุ้นปรับตัวลดลงมากกว่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นก็ตาม

    สำหรับผลการดำเนินงานตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดาวโจนส์เป็นดัชนีที่อ่อนแอที่สุด โดยลดลงประมาณ 1.7% หรือ 890.65 จุด ขณะที่เอสแอนด์พี 500 ลดลงประมาณ 0.1% และแนสแด็กเพิ่มขึ้นประมาณ 0.7% สะท้อนให้เห็นถึงการหมุนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์บางส่วน แม้ตลาดโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนพลังงาน

    สำหรับการเปิดตลาดวันที่ 21 กันยายน นักลงทุนจึงน่าจะให้น้ำหนักกับ ทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ราคาน้ำมัน และความคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นหลัก หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังทรงตัวบริเวณ 5% หรือปรับตัวสูงขึ้นอีก อาจเพิ่มแรงกดดันต่อหุ้นโดยเฉพาะกลุ่มที่มีมูลค่าตามปัจจัยการเติบโตในอนาคต ขณะที่หากราคาน้ำมันปรับตัวลงต่อเนื่อง ก็อาจช่วยลดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดได้

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังมีศักยภาพส่งผลต่ออุปทานน้ำมันโลก หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้การส่งออกน้ำมันหยุดชะงักเพิ่มเติม ราคาพลังงานอาจกลับมาเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นและอัตราเงินเฟ้ออีกครั้ง

    ขณะเดียวกัน สัปดาห์นี้ยังมีข้อมูลเศรษฐกิจและเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตาม โดยข้อมูลเบื้องต้นของดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและบริการของสหรัฐฯ รวมถึงตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน จะช่วยให้นักลงทุนประเมินทิศทางเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มเติม ขณะที่การพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนในวันที่ 24 กันยายน ก็เป็นอีกประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจ

    สรุปภาพรวมก่อนเปิดตลาด 21 กันยายน 2569: ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังอยู่ในภาวะที่ต้องรับมือกับแรงกดดันจาก บอนด์ยีลด์ 10 ปีระดับ 5% และราคาน้ำมันเหนือ 100 ดอลลาร์ ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นแรงพยุงสำคัญ ดังนั้นทิศทางตลาดในช่วงต้นสัปดาห์มีแนวโน้มขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของพันธบัตรและน้ำมันเป็นสำคัญ รวมถึงการตีความของนักลงทุนต่อทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sOvwTCB9B2Knasfio7jZM