Category: เศรษฐกิจ

  • บทเรียนรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ฉุดไทยรั้งท้ายอาเซียน กดเศรษฐกิจไทย 20 ปีโตต่ำ : อินโฟเควสท์

    บทเรียนรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ฉุดไทยรั้งท้ายอาเซียน กดเศรษฐกิจไทย 20 ปีโตต่ำ : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และอดีตประธานมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย เปิดเผยว่า รัฐประหาร 19 ก.ย. ผ่านไป 20 ปี กระบวนการสืบทอดอำนาจของเครือข่ายอำมาตย์อนุรักษ์นิยมปรปักษ์ประชาธิปไตยยังคงดำรงอยู่
    การจะหยุดยั้งวงจรรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจได้ต้องอาศัยความเป็นเอกภาพของขบวนการประชาธิปไตย
    การผนึกกำลังกันของฝ่ายเสรีนิยมและฝ่ายก้าวหน้า ร่วมกันสร้างสรรค์ระบอบการเลือกตั้งในทุกระดับให้เป็นที่ศรัทธาของประชาชน สร้างการเมืองโปร่งใส สามารถแก้ปัญหาประชาชนได้ ให้ประชาชนศรัทธาต่อสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนให้ประชาชนศรัทธาต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หยุดวงจร ซื้อเสียง ถอนทุน รัฐบาลที่มีปัญหาการทุจริตการเลือกตั้งต้องได้รับการตรวจสอบจากรัฐสภา และต้องพ้นหน้าที่ไปด้วยกลไกรัฐสภาตามวิถีทางประชาธิปไตยไม่ควรเรียกร้องให้มีการใช้อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย หรือ กระบวนการนิติรัฐประหาร อีกต่อไป

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ควรนำ คณะรัฐประหารทุกกลุ่มเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และ มีการชำระสะสางประวัติศาสตร์เพื่อให้ประชาชนรับทราบความจริง และบรรจุข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ชำระแล้ว เป็น บทเรียนในระบบการศึกษาที่เป็นทางการ ตอบโต้ “นิติรัฐประหาร” ขององค์กรอิสระ ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สร้างนิติรัฐนิติธรรมเข้มแข็ง

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ผลของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นำมาสู่วิกฤติความขัดแย้งการเมืองเหลืองแดงที่รุนแรงขึ้นอีก สู่การปรามปรามประชาชนด้วยอาวุธสงครามปี 2553 สู่การรัฐประหารปี 2557 และ การลุกขึ้นต่อต้านระบอบอำนาจนิยมของขบวนการคนรุ่นใหม่หนุ่มสาวปี 2563 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจ 20 ปีหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า ค่าเฉลี่ยการเติบโตของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในรอบ 20
    ปีผลในมิติการเติบโตของเศรษฐกิจคือไทยเราตามหลังอินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ อยู่หลายเท่า

    ในยี่สิบปีมานี้หากค่าเฉลี่ยการเติบโตเศรษฐกิจประเทศอื่นๆอยู่ที่ 3%ค่าเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ที่ 2.6% การรัฐประหารมีผลโดยตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนานาประเทศจะทำการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการค้าแล้ว
    การรัฐประหารที่เกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้งในระยะเวลาไม่ถึงทศวรรษสะท้อนถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ ลดแรงจูงใจในการที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน เมื่อคณะรัฐประหารจัดตั้งรัฐบาลมักมีนโยบายรวมศูนย์การบริหาร ไม่ฟังเสียงประชาชน หนึ่งในผลพวงคือ มีการศึกษาที่ระบุว่าการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ส่วนภาคเหนือ อีสาน
    และใต้มีความสำคัญทางเศรษฐกิจน้อยลง ความเจริญกระจุกในเมืองหลวง: สัดส่วน GDP ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มจาก 44.5% เป็น 47.2% ขณะที่ภาคอีสาน+เหนือ+ใต้รวมกันลดจาก 29.5% เหลือ 24.5% —ช่องว่างเมืองกับภูมิภาคถ่างกว้างขึ้น

    นายอนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และประธานคณะก้าวหน้า ยังได้ประเมินถึง ผลของการรัฐประหาร 2 ครั้ง ปี 2549 และ ปี 2557 อีกว่า รัฐราชการขยายตัวใหญ่ขึ้น โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเพิ่มการตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างไร ยี่สิบปีที่ผ่านมาองค์การมหาชนเพิ่มจำนวนถึงสี่เท่าตัว หน่วยงานรัฐเพิ่มจาก 161 เป็น 225 หน่วยงาน งบประมาณรายจ่ายประจำที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการเพิ่มขึ้นสามเท่า กดงบลงทุนให้ต่ำมาก

    นอกจากนี้ประธานคณะก้าวหน้า ยังได้ ประเมินผลที่มีต่อระบบการศึกษา ว่า การศึกษาผลจากสจากสถิติยี่สิบปี PISA Score ของไทยตกลงมาโดยตลอด มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะการขาดความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเนื่องจากโดนรัฐประหาร ส่งผลให้ไม่มีความต่อเนื่องทางนโยบายการศึกษา อีกประการหนึ่ง การรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหารมีแนวโน้มดำเนินนโยบายศึกษาเน้นการท่องจำและเชื่อฟัง ไม่ได้เน้นทักษะใหม่ของโลกอนาคต หรือการพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์ก็อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งทำให้สกอร์ลดลงต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ นายธนาธร ยังได้ประเมินพัฒนการของกองทัพ ว่า กองทัพใช้งบประมาณไปพัฒนาอย่างผิดจุด ไม่ใช่หน้าที่ของกองทัพยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาเสนอให้กองทัพพัฒนาขีดความสามารถในการรบให้ทันตามยุคสมัยรวมถึงส่งเสริมการผลิตเทคโนโลยีและอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐที่จะต้องไปซื้อเอาจากต่างประเทศ และที่สำคัญกองทัพต้องสร้างภาพลักษณ์และความจริงใจในการเป็นเสาหลักในการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย แต่ยี่สิบปีที่ผ่านมาการกระทำกลับตรงกันข้าม

    นอกจากนี้ยัง ประเมินว่า ทรัพย์สินของกองทัพจำนวนมากเป็นภาระงบประมาณกับประเทศ และยังไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจในการป้องกันประเทศหรือรักษาความมั่นคง กองทัพมีสนามกอล์ฟ ปั๊มน้ำมัน สนามมวย โรงแรม ศูนย์ประชุม และอสังหาริมทรัพย์อื่นๆมากมาย ที่อาจจะเกิดประโยชน์มากกว่านี้หากโอนให้กรมธนารักษ์และจัดหาผู้บริหารที่เชี่ยวชาญภาคเอกชนเข้ามาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือมอบให้หน่วยงานอื่นพัฒนาเป็นพื้นที่เพื่อสาธารณะประโยชน์ แก่ประชาชนภาพรวม กองทัพถือครองสนามกอล์ฟ 71 แห่ง, ที่ดินราชพัสดุกว่า 5.8 ล้านไร่ (ราว 45% ของที่ราชพัสดุทั้งประเทศ),คลื่นวิทยุ 196 สถานี, สถานีโทรทัศน์ (ททบ.5) และทีวีดิจิทัล 2 มักซ์, อาคาร/โรงแรม 12 แห่ง, โรงกลั่นน้ำมัน,สโมสรฟุตบอล 6 แห่ง ฯลฯ หลายกิจการขาดทุนและไม่เกี่ยวกับความมั่นคง

    นายอนุสรณ์ ขยายความต่อว่า สองทศวรรษที่ผ่านมา ไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาอย่างต่อเนื่อง มูลนิธิก้าวหน้าได้วิเคราะห์ในมิติการเติบโตทางเศรษฐกิจว่า หากเปรียบเป็นสนามแข่งวิ่ง 20 ปี (ฐานปี 2549 = 100): เวียดนามนำโด่งที่ 300, อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ~250, สิงคโปร์และมาเลเซีย 223, ค่าเฉลี่ยโลก 183 ส่วนไทยรั้งท้ายสุดที่ 162

    นายอนุสรณ์ กล่าวช่วงท้ายว่า การที่ประเทศอย่าง เกาหลีใต้ และ อินโดนีเซีย ที่เคยมีประสบการณ์ในการแทรกแซงการเมืองโดยกองทัพมาตลอดสามารถพัฒนาระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง มั่นคง กรณีเกาหลีใต้ หลังการรัฐประหารครั้งสุดท้ายในช่วงทศวรรษ 1980 และการลุกขึ้นสู้ของประชาชนเมืองกวางจู ประกอบกับมีการนำ “คณะผู้เผด็จการ” และ “ประธานาธิบดี”
    จากรัฐประหาร เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีการตัดสินลงโทษให้เห็นถึงความมีนิติรัฐนิติธรรมของประเทศ การมีระบบสถาบันต่างๆเข้มแข็งเป็นมาตรฐานสากล ทำให้ เกาหลีใต้ สามารถสถาปนา ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างเข้มแข็งมั่นคง เกิดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ประเทศพุ่งทะยานสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และ การพัฒนาทางเศรษฐกิจทำให้ “เกาหลีใต้” เป็นประเทศรายได้สูง นวัตกรรมสูง เป็นประเทศแถวหน้าของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ แม้นมีภัยคุกคามจากระบอบเผด็จการอำนาจนิยมเกาหลีเหนือ แต่ประเทศก็สามารถยืนหยัดได้อย่างมีเสถียรภาพ ประเทศไทยก็ต้องก้าวเดินไปสู่จุดนั้นได้ด้วยพลังของประชาชน

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/651435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HXB6oGcr1yiHVzV8qQMe6

  • เปิดประวัติ “นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ” ว่าที่นายก อบจ.นนทบุรี | เดลินิวส์

    เปิดประวัติ “นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ” ว่าที่นายก อบจ.นนทบุรี | เดลินิวส์

    หลังการนับคะแนนเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2569 คืบหน้าไปแล้วประมาณ 75% ชื่อของ “นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ” ผู้สมัครหมายเลข 1 จากกลุ่มผึ้งหลวง ยังคงอยู่ในอันดับ 1 ของการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้เส้นทางชีวิตและประวัติของผู้สมัครรายนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่

    นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หรือ “ตี๋” มีเส้นทางชีวิตที่เชื่อมโยงกับการเมืองท้องถิ่นนนทบุรี โดยเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากกลุ่มผึ้งหลวงให้เข้ามารับช่วงต่อจาก พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา

    การตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการเสียชีวิตของ พ.ต.อ.ธงชัย โดยกลุ่มผึ้งหลวงมีมติส่งนฤพนธ์ลงสมัคร ขณะที่เจ้าตัวระบุว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดจากความเห็นชอบของครอบครัวเย็นประเสริฐ และต้องการเข้ามาสานต่อเจตนารมณ์ รวมถึงงานที่ พ.ต.อ.ธงชัยวางไว้

    นฤพนธ์เป็น หลานของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ และเป็นบุตรของ นายณรงค์ เย็นประเสริฐ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี โดยก่อนหน้านี้ไม่ได้ทำงานการเมืองท้องถิ่นอย่างเป็นทางการ แต่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.อ.ธงชัย และมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาจังหวัดนนทบุรีมาโดยตลอด

    สำหรับแนวทางการทำงาน นฤพนธ์นำเสนอแนวคิด “การสร้างเมือง เริ่มต้นจากการสร้างคน ควบคู่กับการสร้างโอกาส” โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการศึกษา สาธารณสุข การกีฬา คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจฐานราก

    ขณะที่กลุ่มผึ้งหลวงประกาศแนวทาง สานต่อนโยบายเดิมของ อบจ.นนทบุรี โดยเฉพาะด้านการศึกษา การกีฬา และสาธารณสุข พร้อมต่อยอดนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่

    ทั้งนี้ ผลการนับคะแนนที่นฤพนธ์มีคะแนนนำในขณะนี้ยังเป็น ผลอย่างไม่เป็นทางการ และต้องรอการนับคะแนนครบถ้วนและประกาศรับรองผลตามขั้นตอนต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6206216/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jHQ88z8IE1xHxKPdQf5Ga

  • รฟม.เร่งแก้ไขเหตุ MRT เกิดไฟฟ้าลัดวงจร พร้อมจัดรถขสมก.รับ-ส่งผู้โดยสาร : อินโฟเควสท์

    รฟม.เร่งแก้ไขเหตุ MRT เกิดไฟฟ้าลัดวงจร พร้อมจัดรถขสมก.รับ-ส่งผู้โดยสาร : อินโฟเควสท์

    รฟม. แจ้งเร่งแก้ไขเหตุ MRT สายสีน้ำเงิน เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจร พร้อมประสาน ขสมก. จัดรถ ดูแลรับ – ส่ง ผู้โดยสารตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า

    การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (MRT สายสีน้ำเงิน) เกิดเหตุกระแสไฟฟ้าลัดวงจร ส่งผลกระทบต่อการให้บริการ โดยรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินหยุดให้บริการสถานีบางอ้อ-สถานีกำแพงเพชร และรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (MRT สายสีม่วง) หยุดให้บริการสถานีบางซ่อน – สถานีเตาปูน โดย รฟม. ได้ประสาน ขสมก. สนับสนุนรถโดยสารอำนวยความสะดวกวิ่งให้บริการ ประชาชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า ตั้งแต่เส้นทางสถานีสวนจตุจักร สถานีเตาปูน ปลายทางสถานีบางพลัด จำนวน 3 คัน และเส้นทางระหว่างสถานีบางซ่อน ถึงสถานีเตาปูน จำนวน 2 คัน โดยสถานีเตาปูนเป็นจุดเชื่อมต่อ

    โดยขณะนี้ รฟม. ทีมเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังเร่งเข้าตรวจสอบและจัดการสถานการณ์ โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่เป็นอันดับแรกเพื่อให้สามารถกลับมาเปิดให้บริการได้โดยเร็วและปลอดภัย

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/651447&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2018XEehkYEflISTfKxLSO

  • คลังเผย 3 สถาบันจัดอันดับน่าเชื่อถือปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือประเทศไทย

    คลังเผย 3 สถาบันจัดอันดับน่าเชื่อถือปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือประเทศไทย

    20 กันยายน 2569, 19:53น.

              Fitch เชื่อมั่นทิศทางนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ขึ้นเป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+

              นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เพิ่มขึ้นเป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Moody’s และ S&P มีมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” ทั้งหมด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง ซึ่ง Fitch ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยสำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยเชิงลบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยและสนับสนุนความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายภาครัฐ ส่งผลให้รัฐบาลอยู่ในสถานะที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางมากยิ่งขึ้น รวมถึงการดำเนินการตามแผนการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation)

    2. เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องและสามารถรับแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานโลกได้ดีกว่าที่คาดการณ์ โดย Fitch คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ร้อยละ 2.3 ในปี 2569 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ร้อยละ 2.4 ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการของภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ลดลงร้อยละ 4 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่รายรับจากการท่องเที่ยวยังคงอยู่ในระดับที่ดี และภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวในปีถัดไป

    3. สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาล (General Government Debt) ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) อยู่ที่ร้อยละ 59.3 ในปีงบประมาณ 2568 และคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 63 ภายในปีงบประมาณ 2571 ซึ่งปรับดีขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ระดับร้อยละ 65 เนื่องจากผลทางการคลังในปีงบประมาณ 2568 ดีกว่าคาดการณ์ และเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว แต่ Fitch เห็นว่ารัฐบาลยังคงมุ่งมั่นในการรักษาวินัยทางการคลัง และพร้อมเดินหน้าปฏิรูปรายได้ภาครัฐเพื่อสนับสนุนแผนการปรับสมดุลทางการคลังในระยะปานกลาง

    4. ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดย Fitch คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลร้อยละ 1.5 ของ GDP ในปี 2570 หลังจากการขาดดุลชั่วคราวร้อยละ 0.5 ของ GDP ในปี 2569 จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงและการนำเข้าสินค้าทุนสำหรับการก่อสร้าง Data Center ทั้งนี้ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยมีฐานะสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิ (Net External Asset Position) อยู่ในระดับสูง ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจ่ายต่างประเทศ (External Interest Service) ยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน (Peers)

    5. ผลการประเมินสะท้อนถึงความสามารถของประเทศไทยในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลังท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง กรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่น่าเชื่อถือ และการบริหารจัดการด้านการคลังอย่างมีวินัย ทั้งนี้ Fitch จะติดตามแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ความคืบหน้าของแผนการปรับสมดุลทางการคลัง และการบริหารจัดการภาระหนี้ของรัฐบาล เพื่อประกอบการพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระยะต่อไป

              รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเป็นระดับมีเสถียรภาพในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะเร่งผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เร่งรัดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อยกระดับศักยภาพและวางรากฐานการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน

    …

    สำนักนโยบายและแผนการบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/164566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24qTvebyEcpLAAZRGxrfQi

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (21 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (21 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (21 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (21 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ทุกชนิด 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 48.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 30.03 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 39.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 39.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 34.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (21 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/669380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw155VYS75YzMgfR1yaGEgkn

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 21 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 21 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    สรุปประเด็นร้อนรอบโลก 21 ก.ย. 69 จากภารกิจผู้นำไทย สู่เวทีการทูต เศรษฐกิจ และไวรัลโซเชียล

    เปิดสัปดาห์ใหม่วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 มีหลายประเด็นสำคัญที่น่าจับตาทั้งในประเทศไทยและเวทีโลก ตั้งแต่ภารกิจของนายกรัฐมนตรีไทยในต่างประเทศ การประชุมสหประชาชาติ ทิศทางเศรษฐกิจและการค้า ไปจนถึงกระแสบนโลกออนไลน์ที่เชื่อมโยงทั้งวงการเกม วันสำคัญระดับโลก และเพลงฮิตข้ามยุค

    1. การเมือง: “อนุทิน” เยือนญี่ปุ่น ก่อนเดินหน้าสู่ UNGA81 ควบคู่จับตาผลเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี

    ในมิติการเมืองไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เริ่มภารกิจเยือนต่างประเทศระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 โดยวันที่ 21 กันยายน มีกำหนดพบปะนักกีฬาไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 เพื่อให้กำลังใจและมอบโอวาท ก่อนเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 ซึ่งมีกำหนดภารกิจพบหารือกับผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศ ก่อนกล่าวอภิปรายทั่วไปในวันที่ 24 กันยายน

    ขณะเดียวกัน การเมืองท้องถิ่นในประเทศยังมีประเด็นให้ติดตาม หลังการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา โดยวันที่ 21 กันยายนจึงเป็นช่วงติดตามผลคะแนนและความเคลื่อนไหวหลังปิดหีบ รวมถึงทิศทางการบริหารงานของผู้ได้รับเลือกตั้งต่อจากนี้

    2. ข่าวต่างประเทศ: วันสันติภาพสากล เปิดเวที UNGA81 จับตาวาระโลก

    วันที่ 21 กันยายนตรงกับ วันสันติภาพสากล (International Day of Peace) ซึ่งองค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็นวันส่งเสริมสันติภาพ การไม่ใช้ความรุนแรง และการหยุดยิง โดยปี 2569 ใช้แนวคิด “Invest in Peace: For Everyone, Everywhere, Every Day” หรือการลงทุนเพื่อสันติภาพ สำหรับทุกคน ทุกแห่ง และทุกวัน พร้อมเชิญชวนผู้คนร่วมสร้างสันติภาพผ่านการพูดคุยและการลงมือทำในชีวิตประจำวัน

    ขณะเดียวกัน วันที่ 21 กันยายนยังอยู่ในช่วง High-level Week ของการประชุม UNGA81 ซึ่งเป็นเวทีที่ผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ เดินทางมาร่วมประชุมที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนครนิวยอร์ก โดยวาระสำคัญครอบคลุมประเด็นความมั่นคง การพัฒนา ความร่วมมือระหว่างประเทศ และความท้าทายใหม่ของโลก

    สำหรับประเทศไทย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมกิจกรรมของ UNGA81 และพบหารือกับผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ รวมถึงการผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อไทยในเวทีระหว่างประเทศ

    อีกประเด็นด้านสังคมที่ตรงกับวันที่ 21 กันยายน คือ วันอัลไซเมอร์โลก (World Alzheimer’s Day) ซึ่งปีนี้ Alzheimer’s Disease International รณรงค์ภายใต้แนวคิด “The Earlier You Know, The More You Can Do: A Dementia Diagnosis Matters” เน้นความสำคัญของการรู้และวินิจฉัยภาวะสมองเสื่อมให้เร็วขึ้น

    3. เศรษฐกิจ: จับตา LPR จีน-ทิศทางการลงทุน และวันสุดท้าย CAEXPO 2026

    ด้านเศรษฐกิจ ตลาดโลกเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยการติดตามข้อมูลและสัญญาณจากเศรษฐกิจจีนและสหรัฐฯ โดยเฉพาะทิศทางอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าเงิน ตลาดหุ้น และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ

    สำหรับประเทศไทย ภารกิจของนายกรัฐมนตรีในสหรัฐฯ มีมิติด้านเศรษฐกิจและการลงทุนควบคู่กับภารกิจ UNGA81 โดยวันที่ 22 กันยายนมีกำหนดหารือกับนักลงทุนและภาคธุรกิจสหรัฐฯ รวมถึงร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำซึ่ง U.S.-ASEAN Business Council (USABC) และ U.S. Chamber of Commerce (USCC) เป็นเจ้าภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยและส่งเสริมการลงทุน

    ขณะเดียวกัน วันที่ 21 กันยายนเป็นวันสุดท้ายของ China-ASEAN Expo หรือ CAEXPO ครั้งที่ 23 ที่นครหนานหนิง ประเทศจีน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–21 กันยายน 2569 โดยไทยส่งผู้ประกอบการเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและผลักดันโอกาสทางการค้าในตลาดจีนและอาเซียน

    กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า มีผู้ประกอบการไทย 109 รายเข้าร่วมงาน CAEXPO ครั้งนี้ สะท้อนความพยายามขยายช่องทางการค้าและนำสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนและอาเซียนมากขึ้น

    4. โลกออนไลน์: ปิดฉาก Tokyo Game Show 2026 พร้อมกระแสวันอัลไซเมอร์-เพลง “September”

    ฝั่งโลกออนไลน์ วันที่ 21 กันยายนมีอีกหลายประเด็นที่สร้างสีสัน โดยเฉพาะวงการเกมกับ Tokyo Game Show 2026 (TGS 2026) ซึ่งจัดขึ้นที่ Makuhari Messe ระหว่างวันที่ 17–21 กันยายน และปีนี้ขยายเป็นการจัดงาน 5 วัน ซึ่งถือว่ายาวที่สุดในประวัติศาสตร์ของงาน

    วันที่ 21 กันยายนเป็นวันสุดท้ายของงานและเปิดให้ประชาชนเข้าชมตั้งแต่เวลา 09.30–16.00 น. โดยมีโปรแกรมบนเวทีทั้ง Red Bull Revenge และ Ending Stage ก่อนปิดฉากมหกรรมเกมประจำปี

    นอกจากกระแสเกมแล้ว โซเชียลยังมีการพูดถึง วันอัลไซเมอร์โลก ซึ่งตรงกับวันที่ 21 กันยายน และมีกิจกรรมรณรงค์เรื่องการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมและการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

    ส่วนกระแสป๊อปคัลเจอร์ที่กลับมาเป็นสีสันประจำวันที่ 21 กันยายน คือเพลง “September” ของ Earth, Wind & Fire ซึ่งถูกนำกลับมาแชร์และพูดถึงเป็นประจำทุกปีจากการเชื่อมโยงกับวันที่ 21 กันยายนในเนื้อเพลง จนเกิดกระแสที่เรียกกันว่า Earth, Wind & Fire Day ในโลกออนไลน์

    ปีนี้ยังมีสีสันเพิ่มเติมจาก SiriusXM ที่จัดช่องพิเศษ Earth, Wind & Fire Radio ตลอดเดือนกันยายน และเปิดให้รับฟังในช่วงวันที่ 21–27 กันยายนด้วย

    21 ก.ย. 69 โลกจับตาทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และกระแสออนไลน์

    ภาพรวมวันที่ 21 กันยายน 2569 จึงเป็นอีกวันที่มีความเคลื่อนไหวหลายมิติ ตั้งแต่ภารกิจของนายกรัฐมนตรีไทยที่ญี่ปุ่น ก่อนเดินทางต่อไปยังสหรัฐฯ เพื่อร่วม UNGA81 การติดตามผลเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ไปจนถึงวาระระดับโลกอย่างวันสันติภาพสากลและวันอัลไซเมอร์โลก

    ด้านเศรษฐกิจยังต้องจับตาทิศทางนโยบายการเงินและการค้าโลก ขณะที่ CAEXPO 2026 เดินทางมาถึงวันสุดท้าย ส่วนโลกออนไลน์มีทั้งการปิดฉาก Tokyo Game Show 2026 และเพลง “September” ที่กลับมาเป็นสีสันบนโซเชียลตามธรรมเนียมของทุกวันที่ 21 กันยายน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/322872&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ENAFTN1SievM2Fn5wrbD-

  • พบจุดรั่วท่อพระราม 3 แผล 6.6 ซม. เร่งตรวจ 32 กม.

    พบจุดรั่วท่อพระราม 3 แผล 6.6 ซม. เร่งตรวจ 32 กม.

    ‘ฐิติภัสร์’ เผยพบจุดรั่วท่อส่งน้ำมันพระราม 3 แล้ว หลังตรวจใต้ปลอกครอบท่อ พบแผลยาว 6.6 เซนติเมตร ลึก 7 มิลลิเมตร เตรียมซ่อมด้วยวิธี Wrap ก่อนทดสอบแรงดันและตรวจสอบภายในท่อตลอดแนว 32 กิโลเมตร พร้อมสั่งตรวจประวัติซ่อมบำรุงและจุดติดตั้งปลอกครอบท่อ วางแผนเปลี่ยนท่อจุดเสี่ยง โดยเฉพาะแนวท่อบริเวณตอม่อ

    ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบเหตุน้ำมันรั่วไหลบริเวณถนนเชื้อเพลิง พระราม 3 พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบความปลอดภัยของระบบท่อขนส่งน้ำมัน หลังเจ้าหน้าที่ใช้เวลาค้นหาจุดรั่วซึมซึ่งอยู่ใต้ปลอกครอบท่อ

    rama3-oil-pipeline-leak-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ล่าสุดสามารถระบุตำแหน่งจุดรั่วได้แล้ว โดยอยู่ใต้ Sleeve หรือปลอกครอบท่อ ซึ่งมีความยาวประมาณ 1.8 เมตร และติดแน่นกับท่อ ทำให้ไม่สามารถเลื่อนออกเพื่อตรวจสอบได้ บริษัทจึงปรับวิธีเป็นการลอกปลอกครอบออกทีละแผ่น เพื่อเปิดพื้นที่ตรวจสอบสภาพท่อ

    กรมธุรกิจพลังงานได้กำชับให้กลุ่มบริษัทบางจากจัดหา Third Party ที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมเครื่องมือ UT Scan (Ultrasonic Testing) เข้ามาตรวจสอบ เนื่องจากสามารถตรวจสภาพวัสดุและค้นหารอยร้าวภายในโดยไม่ทำลายชิ้นงาน

    rama3-oil-pipeline-leak-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ผลการตรวจสอบด้วย UT Scan สามารถระบุจุดที่มีการรั่วซึมได้ โดยอยู่ห่างจากปลายปลอกครอบท่อเข้าไปประมาณ 1.2 เมตร พบแผลบนตัวท่อมีความยาวประมาณ 6.6 เซนติเมตร และลึกประมาณ 7 มิลลิเมตร

    ขั้นตอนต่อไป ทีมวิศวกรและช่างเทคนิคจะเร่งซ่อมแซมแผลด้วยวิธี Wrap จากนั้นเมื่อวัสดุซ่อมแห้ง จะตรวจสอบด้วย UT Scan ซ้ำ รวมถึงใช้เครื่องมืออื่นตรวจสอบเพิ่มเติมอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อยืนยันว่าจุดซ่อมไม่มีการรั่วซึม ก่อนเข้าสู่ขั้นตอน Pressure Test หรือการทดสอบแรงดัน

    rama3-oil-pipeline-leak-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ฐิติภัสร์ กล่าวว่า การดำเนินการจะไม่สิ้นสุดที่การซ่อมจุดรั่วที่พบ แต่ต้องตรวจสอบความปลอดภัยของระบบท่อทั้งแนว โดยหลังผ่านการซ่อมและทดสอบแรงดันแล้ว จะมีการทำ Intelligent Pigging Test ส่งกระสวยอัจฉริยะเข้าไปตรวจสอบภายในท่อระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร เพื่อประเมินความหนาของท่อและค้นหาจุดที่อาจมีความเสี่ยงต่อการรั่วซึมเพิ่มเติม

    หากพบจุดที่มีความเสี่ยง บริษัทจะต้องจัดทำแผนเปลี่ยนท่อใหม่ ขณะที่จุดที่พบความเสียหายในครั้งนี้ก็ต้องเสนอแผนเปลี่ยนท่อตามหลักวิศวกรรม โดยมีเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานกำกับดูแลการซ่อมและการทดสอบอย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ กรมธุรกิจพลังงานยังสั่งให้บริษัทส่ง ประวัติการบำรุงรักษาท่อ และข้อมูลบริเวณที่มีการติดตั้งปลอกครอบท่อทั้งหมด เพื่อประเมินว่ามีจุดใดที่เคยเกิดปัญหาหรือมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลอีกหรือไม่

    โดยเฉพาะแนวท่อบริเวณ ตอม่อ ซึ่งกระทรวงพลังงานต้องการให้มีการสำรวจและวางแผนแนวท่อใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุซ้ำ

    ฐิติภัสร์ ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จำเป็นต้องตรวจสอบให้ครอบคลุมทั้งระบบ ไม่ใช่แก้ไขเฉพาะจุดที่พบการรั่ว โดยกระทรวงพลังงานและกรมธุรกิจพลังงานจะกำกับให้บริษัทดำเนินการตั้งแต่การซ่อมแซม การทดสอบแรงดัน ไปจนถึงการตรวจสอบท่อตลอดแนว เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของระบบและลดความเสี่ยงการรั่วไหลในอนาคต

    rama3-oil-pipeline-leak-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/rama3-oil-pipeline-leak&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rMhLupjigvjyL056oriAY

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 21 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 21 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    จับตาทิศทางเศรษฐกิจโลก-ไทย! สแกน 4 ไฮไลต์ใหญ่ เปิดตลาดสัปดาห์ใหม่ 21 ก.ย. 69

    เปิดสัปดาห์ใหม่วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 ตลาดการเงินและการค้าโลกมีหลายปัจจัยที่ต้องจับตา ตั้งแต่ทิศทางนโยบายการเงินของจีน ความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐฯ ไปจนถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันและภารกิจของไทยในการขยายการค้าและการลงทุนในต่างประเทศ

    สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน มี 4 ประเด็นสำคัญที่ควรติดตามตลอดวัน ดังนี้

    1. จับตา LPR จีน-ถ้อยแถลงเจ้าหน้าที่เฟด

    หนึ่งในข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของวันจันทร์อยู่ที่การประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี หรือ LPR ของธนาคารกลางจีน (PBoC) ซึ่งมีกำหนดประกาศในช่วงเช้า โดยตลาดจะจับตาว่าระดับอัตราดอกเบี้ยจะส่งสัญญาณต่อแนวโน้มสินเชื่อและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนอย่างไร

    ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ มีข้อมูลดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือนสิงหาคมจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาชิคาโก รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลายราย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดใช้ประเมินทิศทางนโยบายการเงินและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป

    ตลาดเอเชียยังต้องติดตามปริมาณการซื้อขายในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางวันหยุดของตลาดบางแห่งในภูมิภาค

    2. น้ำมัน WTI ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ จับตาความเสี่ยงตะวันออกกลาง

    ตลาดพลังงานยังเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญก่อนเปิดการซื้อขายสัปดาห์ใหม่ โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนตุลาคมปิดการซื้อขายวันที่ 18 กันยายนที่ 100.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤศจิกายนปิดที่ 104.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    แม้ราคาน้ำมันมีแรงขายทำกำไรหลังปรับตัวขึ้นแรง แต่ตลาดยังเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเส้นทางขนส่งน้ำมันและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

    ดังนั้น ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลของ WTI จึงเป็นหนึ่งในจุดที่ตลาดให้ความสนใจเป็นพิเศษในช่วงเปิดสัปดาห์ เพราะการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันมีผลต่อทั้งต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และแนวโน้มตลาดการเงินทั่วโลก

    3. ไทยเดินหน้าภารกิจต่างประเทศ ดึงการค้า-การลงทุน

    อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตามคือภารกิจของรัฐบาลไทยในต่างประเทศ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเดินทางเยือนญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 20–27 กันยายน 2569 เพื่อเข้าร่วมภารกิจสำคัญด้านการต่างประเทศ เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

    ภารกิจดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นและขยายความร่วมมือกับภาคธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยต้องการผลักดันการลงทุนและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจจากตลาดต่างประเทศ

    สำหรับวันที่ 21 กันยายน นายกรัฐมนตรีมีกำหนดภารกิจที่กรุงโตเกียว ก่อนเดินทางต่อไปยังนครนิวยอร์ก เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81

    4. ปิดฉาก CAEXPO ครั้งที่ 23 จับตาการค้าไทย-จีน-อาเซียน

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของวันที่ 21 กันยายน คือวันสุดท้ายของงาน China-ASEAN Expo หรือ CAEXPO ครั้งที่ 23 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–21 กันยายน 2569 ณ นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ประเทศจีน

    งานดังกล่าวเป็นเวทีการค้าและความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศสมาชิกอาเซียน โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ การสร้างเครือข่ายธุรกิจ การค้า การลงทุน และการจับคู่ธุรกิจ

    สำหรับผู้ประกอบการไทย CAEXPO ถือเป็นช่องทางสำคัญในการนำสินค้าเข้าสู่ตลาดจีนและสร้างเครือข่ายกับคู่ค้า โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในหลายกลุ่ม ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ของใช้และของตกแต่งบ้าน แฟชั่นและเครื่องประดับ รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Soft Power

    เปิดสัปดาห์ใหม่ ตลาดจับตา 4 ปัจจัย

    ภาพรวมเศรษฐกิจวันที่ 21 กันยายน 2569 จึงต้องจับตาทั้งข้อมูลเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ภารกิจของไทยในการสร้างความเชื่อมั่นและขยายโอกาสด้านการลงทุน ตลอดจนการปิดฉาก CAEXPO ครั้งที่ 23

    ทั้ง 4 ประเด็นจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับประเมินบรรยากาศตลาดการเงิน การค้า และการลงทุนในช่วงเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ ขณะที่นักลงทุนและผู้ประกอบการยังต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322867&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01BEP4qWU4S-WBNFUxyojQ

  • BEM หยุดให้บริการ MRT ชั่วคราว หลังรางรถไฟฟ้าสถานีเตาปูน-บางโพเกิดไฟไหม้ : อินโฟเควสท์

    BEM หยุดให้บริการ MRT ชั่วคราว หลังรางรถไฟฟ้าสถานีเตาปูน-บางโพเกิดไฟไหม้ : อินโฟเควสท์

    รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (20 กันยายน 2569) เวลา 12.30 น.เกิดเหตุเพลิงไหม้บนรางรถไฟฟ้า MRT สายเฉลิมรัชมงคลช่วงสถานีเตาปูน-สถานีบางโพ คาดเกิดจากระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าขัดข้อง

    บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ [BEM] แจ้งว่า จากเหตุเพลิงไหม้บริเวณแนวทางรถไฟ ช่วงระหว่าง สถานีเตาปูน – สถานีบางโพทำให้รถไฟฟ้า MRT หยุดให้บริการชั่วคราว ตั้้งแต่สถานีบางอ้อ-สถานีกำแพงเพชร ผู้โดยสารสามารถใช้สถานีใกล้เคียง ส่งผลให้บางสถานีเกิดความล่าช้า ประมาณ 60นาที

    ล่าสุด ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าดำเนินการและตรวจสอบพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดย BEM ยังคงประเมินความพร้อมของระบบและความปลอดภัยก่อนพิจารณากลับมาเปิดให้บริการ

    ขอให้ผู้โดยสารติดตามประกาศจาก BEM อย่างใกล้ชิด และขออภัยสำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้น บริษัทจะเร่งดำเนินการเพื่อให้การเดินทางกลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/651428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FkoAvU4yqgxxzCG7YMXS2

  • “อนุทิน” ถึงญี่ปุ่น เตรียมถกเศรษฐกิจ 2 ประเทศ ชวนส่งแรงเชียร์นักกีฬาไทยในเอเชียนเกมส์

    “อนุทิน” ถึงญี่ปุ่น เตรียมถกเศรษฐกิจ 2 ประเทศ ชวนส่งแรงเชียร์นักกีฬาไทยในเอเชียนเกมส์

    นายกฯ ถึงโตเกียวแล้ว เตรียมคุย “ทีมประเทศไทย” กระชับการลงทุน ส่งเสริมเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น พร้อมขอคนไทยฝากส่งแรงใจถึงทัพนักกีฬาไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ 

    วันที่ 20 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และเตรียมเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ณ โรงแรม Imperial Tokyo ในวันพรุ่งนี้ โดยจะรับฟังผลการปฏิบัติงาน ปัญหา และข้อเสนอแนะ เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานไทยในญี่ปุ่นสอดคล้องกับทิศทางและเป้าหมายของรัฐบาลในการส่งเสริมธุรกิจและการลงทุนจากญี่ปุ่น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย รวมถึงการขยายห่วงโซ่อุปทานการผลิตและส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ประชาชนและภาคเอกชนไทย

    “ทีมประเทศไทย” ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานของไทยในต่างประเทศ ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันและเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยกับประเทศนั้น ๆ โดยบูรณาการการทำงานและขับเคลื่อนนโยบายของไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการทูต เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายและรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

    ทั้งนี้ ทีมประเทศไทยในญี่ปุ่นประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังมีแนวคิด “ทีมประเทศไทย พลัส” เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยในต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน

    สำหรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย รองจากจีนและสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าการค้ารวมกว่า 53,204 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 7.77 ของมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับต่างประเทศทั้งหมด โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่นมูลค่า 23,549 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ด้านการลงทุน ญี่ปุ่นยังคงเป็นนักลงทุนต่างชาติที่มียอดการลงทุนสะสมในไทยเป็นอันดับ 1 โดยในปี 2568 มีมูลค่า 184,741 ล้านบาท ขณะที่ BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นจำนวน 248 โครงการ มูลค่ารวม 67,158 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในอันดับ 5 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติทั้งหมด สาขาการลงทุนหลัก ได้แก่ เครื่องจักรและยานยนต์ อุตสาหกรรมโลหะและวัสดุ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

    “นอกจากการเตรียมประชุมทีมประเทศไทยในวันพรุ่งนี้แล้ว วันนี้นายกรัฐมนตรียังฝากส่งแรงใจถึงทัพนักกีฬาไทยที่เข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ขอให้ทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ทุกคนคือตัวแทนประเทศไทยที่มุ่งมั่นทำหน้าที่และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศในการแข่งขันระดับนานาชาติ ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ” นายเอกภพกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2960853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nPx-QGzE1M_BX1Nwcxiqj