Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจอังกฤษเติบโตแกว่งตัวท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางและความปั่นป่วนทางการเมือง

    เศรษฐกิจอังกฤษเติบโตแกว่งตัวท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางและความปั่นป่วนทางการเมือง

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษเผยแพร่ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เมื่อวันพฤหัสบดี แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจขยายตัว 0.6% ในไตรมาสแรกของปี 2568 เร่งขึ้นจากการเติบโต 0.2% ที่ปรับปรุงแล้วในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปีก่อน การเติบโตนี้ให้กำลังใจแก่นายกรัฐมนตรี Keir Starmer ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการเมืองภายในและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    เศรษฐกิจฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย

    ข้อมูล GDP เดือนมีนาคมแสดงการขยายตัว 0.3% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในช่วงเริ่มต้นของสงครามตะวันออกกลาง Rachel Reeves รัฐมนตรีการคลัง กล่าวว่าตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีแผนเศรษฐกิจที่ถูกต้อง และเศรษฐกิจอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งขึ้นในขณะที่จัดการกับต้นทุนจากสงครามในอิหร่าน

    ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและราคาพลังงาน

    สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มต้นด้วยการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น กระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อใหม่และคุกคามการเติบโตทางเศรษฐกิจ Ruth Gregory นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Capital Economics ระบุว่าเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพดีในช่วงแรกของแรงกระแทกราคาพลังงาน แต่เตือนว่าการเติบโตอาจอ่อนแอลงเมื่อผลบวกชั่วคราวจากการสะสมสินค้าคลี่คลายและการกดดันรายได้ครัวเรือนจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นทวีความรุนแรง

    Starmer เผชิญวิกฤตการเมือง

    นายกรัฐมนตรี Starmer กำลังต่อสู้กับการกบฏภายในพรรคเลเบอร์หลังจากพ่ายแพ้อย่างหนักต่อพรรค Reform UK แนวขวาจัดและพรรคกรีนแนวซ้ายในการเลือกตั้งท้องถิ่นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลการเลือกตั้งนี้เป็นจุดสิ้นสุดของช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับพรรคที่ดิ้นรนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอังกฤษตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกรกฎาคม 2567 โดยเพิ่มภาษีในงบประมาณประจำปีสองครั้ง

    ธนาคารกลางเตรียมปรับนโยบายการเงิน

    ธนาคารแห่งอังกฤษส่งสัญญาณว่าอาจต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากสงครามผลักดันเงินเฟ้อขึ้น แม้จะเสียสละการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ตาม อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ เนื่องจากนักลงทุนขายออกด้วยความกังวลว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ

    ความท้าทายอนาคต

    Susannah Streeter นักยุทธศาสตร์การลงทุนหัวหน้าจาก Wealth Club แสดงความเห็นว่าผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของอังกฤษอาจมาสายเกินไปสำหรับ Starmer นักวิจารณ์ระบุว่านายกรัฐมนตรีหลงทางจากข้อผิดพลาดทางนโยบายหนึ่งไปยังอีกข้อผิดพลาดหนึ่งในระหว่าง 22 เดือนที่ดำรงตำแหน่ง ขณะที่เขายังต้องเผชิญกับเสียงเรียกร้องจากในพรรคให้ลาออกจากตำแหน่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/uk-economy-grows-amid-mideast-war-political-turmoil&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Gqy8_xsmY4-IV0MLC1NY

  • “อนุทิน” เปิดทำเนียบรับฟัง10 เจ้าสัวยักษ์ใหญ่พลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” เปิดทำเนียบรับฟัง10 เจ้าสัวยักษ์ใหญ่พลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    นายกฯ เตรียมเปิดทำเนียบรับ 10 เจ้าสัวยักษ์ใหญ่ จัดเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” พลิกฟื้นเศรษฐกิจ-เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

    วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความพร้อมการจัดเวทีสำคัญ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เชิญ CEO และผู้บริหารระดับสูงจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของไทยเข้าร่วมหารือเพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” อย่างเต็มรูปแบบ

    สำหรับรายชื่อผู้เข้าร่วมนำโดยเจ้าสัวและนักธุรกิจแถวหน้าของเมืองไทย ประกอบด้วยเครือซีพี นายธนินท์ เจียรวนนท์ และนายศุภชัย เจียรวนนท์ บริษัท กัลฟ์ นายสารัชถ์ รัตนาวะดี บริษัท สหพัฒน์ นายเวทิต โชควัฒนา กลุ่มค้าปลีก/ห้างสรรพสินค้า นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ (เซ็นทรัล) และ นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช (เดอะมอลล์) กลุ่มพลังงาน/อสังหาฯ/ก่อสร้าง นายคงกระพัน อินทรแจ้ง (ปตท.), นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม (SCG), นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ (ช.การช่าง) และ นางสาวจรีพร จารุกรสกุล (WHA)

    โฆษกรัฐบาลย้ำว่า นายกรัฐมนตรีต้องการสร้างรัฐบาลที่ “เข้าถึงง่าย” โดยเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนสะท้อนปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ทั้งภารกิจที่ต้องทำทันที ยุทธศาสตร์ระยะ 4 ปี รวมถึงการเสนอให้ยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เพื่อนำไปกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจจริง พร้อมประเมินดัชนีความเชื่อมั่นของ CEO ต่อรัฐบาลในรอบ 12 เดือนข้างหน้า

    ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ณ ตึกสันติไมตรี โดยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นผู้ดำเนินการจัดเลี้ยง เพื่อแสดงศักยภาพทักษะวิชาชีพของนักศึกษาไทยในภาคบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าหารือเจาะลึกรายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2932808&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eeHIQNaZ14MuflelGOF11

  • เอกนิติย้ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อปากท้องประชาชน ไม่ใช่ตีเช็กเปล่า

    เอกนิติย้ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อปากท้องประชาชน ไม่ใช่ตีเช็กเปล่า


    เอกนิติ ยืนยันการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เป็นมาตรการจำเป็นเพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชน ไม่ใช่การตีเช็กเปล่าหรือเอื้อนายทุน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่า การออก พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังขยายตัวจากปัญหาพลังงาน

    นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นวิกฤตในหลายประเทศทั่วโลก โดยต้นตอมาจากวิกฤตพลังงานที่กำลังลุกลามเข้าสู่ปัญหาปากท้องของประชาชน จึงทำให้รัฐบาลเห็นความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อดูแลประชาชนอย่างเร่งด่วน และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    พร้อมกันนี้ นายเอกนิติยังชี้แจงถึงการนำสถานการณ์ครั้งนี้ไปเปรียบเทียบกับการออก พ.ร.ก.กู้เงินในอดีตว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างวิกฤตปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเกิดจากปัญหาค่าเงินสำรองระหว่างประเทศหมด จนนำไปสู่การลอยตัวค่าเงินบาท และวิกฤตสถาบันการเงินล้มละลาย ซึ่งถือเป็นวิกฤตของภาคธุรกิจและคนมีฐานะ

    ส่วนวิกฤตปี 2552 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้การส่งออกของไทยติดลบ และฉุดเศรษฐกิจไทยตามไปด้วย แต่สำหรับวิกฤตครั้งนี้ เป็นวิกฤตที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะเริ่มจากภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูงขึ้น และต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น ไม่ได้เริ่มจากเศรษฐกิจติดลบ

    นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ปัญหาดังกล่าวมีที่มาจากสงครามโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งยังไม่สิ้นสุด ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในบางช่วง ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ก่อนลุกลามไปสู่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพ โดยประเทศไทยเห็นอัตราเงินเฟ้อจากเดิมติดลบในไตรมาสแรก ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากไม่เร่งแก้ไขจะกระทบประชาชนจำนวนมาก

    นายเอกนิติกล่าวว่า งบกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ที่ถูกตั้งคำถามว่าแบ่งเป็นเงินเยียวยาประชาชน 200,000 ล้านบาท และงบเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 200,000 ล้านบาทนั้น ไม่ควรมองว่าเป็นคนละส่วน แต่ต้องมองว่าเป็นเงินเยียวยาทั้งหมด เพียงแต่ส่วนที่ใช้เปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวควบคู่กับการบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น

    โดยเปรียบเทียบว่า เป็นการยิงนกครั้งเดียวได้นกสองตัว คือ ช่วยประชาชนในวันนี้ และช่วยให้ประชาชนสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต เช่น การสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้ไบโอดีเซลในภาคขนส่ง หรือส่งเสริมพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

    นายเอกนิติกล่าวว่า การออก พ.ร.ก.ในครั้งนี้เปรียบเหมือนการให้ยาแก่คนป่วย หากปล่อยให้รออีก 4-5 เดือน หรือรอถึงงบประมาณปี 2570 จึงเริ่มดำเนินการ ก็จะไม่ทันการณ์ เพราะแม้ให้ยาวันนี้ กว่าจะเห็นผลก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน ดังนั้น หากประเทศกำลังเผชิญวิกฤต ก็ต้องเริ่มรักษาตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาลุกลาม

    พร้อมย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เรื่องที่รอได้ และจริง ๆ ควรเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ 3 ปีก่อนแล้ว เพราะหากความขัดแย้งระหว่างประเทศกลับมารุนแรงอีก ราคาพลังงานอาจปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง และรัฐก็ต้องกลับมาใช้งบเยียวยาประชาชนซ้ำอีก

    นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลจึงต้องการใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤต พร้อมสร้างความแข็งแรงให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว ด้วยการลดการนำเข้าน้ำมัน ลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ และสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

    เมื่อถูกถามถึงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านที่มองว่างบเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่มีรายละเอียดชัดเจน เสมือนเป็นการตีเช็กเปล่า และอาจเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน นายเอกนิติยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และ พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ใช่การตีเช็กเปล่าอย่างแน่นอน

    โดยระบุว่า พ.ร.ก.ทุกฉบับมีกลไกกำกับดูแลชัดเจน มีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ และขณะนี้คณะกรรมการกำลังประชุมเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาอย่างโปร่งใส ทั้งนี้ ขณะนี้ยังไม่มีโครงการใดได้รับอนุมัติ เพราะอยู่ระหว่างให้กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ เสนอรายละเอียดเข้ามา

    สำหรับหลักเกณฑ์พิจารณาโครงการ มี 5 ข้อสำคัญ ได้แก่

    1. โครงการต้องช่วยเหลือประชาชน เยียวยาความเดือดร้อนให้ตรงจุดตรงเป้า
    2. ต้องไม่ใช่เพียงการแจกเงินระยะสั้น แต่ต้องช่วยให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านและลดต้นทุนในอนาคต
    3. ต้องช่วยปฏิรูปและฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อยในตลาดให้เข้าถึงธนาคารออมสินและธนาคารรัฐ ลดการกู้นอกระบบ
    4. ทุกโครงการต้องมีความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลได้ ตรวจสอบได้
    5. เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามานำเสนอแนวทางและร่วมดำเนินการภายใต้ระบบที่โปร่งใส

    นายเอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา ก็เป็นแนวคิดที่จะไม่เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อน แต่จะเพิ่มทักษะอาชีพ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และสร้างรายได้ให้ประชาชนในระยะยาว

    เมื่อถามว่า การที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญจะกระทบต่อการเดินหน้าโครงการหรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาของศาล แต่ในทางกฎหมาย พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้ว หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา

    ดังนั้น รัฐบาลยังคงเดินหน้าตามขั้นตอนปกติ พร้อมชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นต่อทุกฝ่าย โดยย้ำว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ใช่เพียงบรรเทาผลกระทบระยะสั้น แต่ต้องการช่วยให้ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    “การเยียวยาอย่างเดียวไม่พอ ต้องช่วยให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านได้ด้วย นี่คือเหตุผลที่เราต้องทำวันนี้ ไม่ใช่รออีก 5 เดือน” นายเอกนิติกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42780&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3noyONHhYZ1CdMaHVzsHL3

  • เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนี้ ศุภชัย-สารัชถ์ มาด้วย

    เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนี้ ศุภชัย-สารัชถ์ มาด้วย

    เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนี้ ศุภชัย-สารัชถ์ มาด้วย

    วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

    เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนั้ “ศุภชัย-สารัชถ์” มาด้วย  เดินหน้าผนึกกำลังเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ พลิกฟื้น เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ 

    วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการจัดเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ในวันศุกร์ที่ 15 พ.ค. 2569  ซึ่งรัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม 

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า เวทีครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลที่รับฟัง เข้าถึงง่าย และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารระดับสูงของภาคธุรกิจสะท้อนปัญหา ข้อเสนอ และมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้รัฐบาลนำไปประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจจริง

    การหารือครั้งนี้เป็นพัฒนาการสำคัญต่อเนื่องจากแนวทางที่รัฐบาลประกาศไว้ในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชนให้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับดูแลกับผู้ประกอบการ โดยนายกรัฐมนตรีต้องการรับฟังข้อเสนอจากผู้นำภาคธุรกิจ ทั้งภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที รากฐานยุทธศาสตร์ในระยะ 4 ปี นโยบายหรือกฎระเบียบที่ควรยกเลิก ข้อความตรงถึงนายกรัฐมนตรี รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นของซีอีโอต่อรัฐบาลในการขับเคลื่อนขีดความสามารถของประเทศในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

    สำหรับผู้บริหารภาคธุรกิจที่จะเข้าร่วม อาทิ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) 

    นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารจากกลุ่มค้าปลีก การเงิน ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ และสุขภาพ อาทิ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)  นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป  นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

    โฆษกฯกล่าวว่า หลังการหารือ นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้เข้าร่วม ณ ตึกสันติไมตรี หลังนอก ทำเนียบรัฐบาล เวลา 19.00 น.  ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาร่วมกับโรงแรมวังสวนสุนันทา ซึ่งนอกจากเป็นการรับรองภาคเอกชนแล้ว ยังเป็นโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพ ทักษะวิชาชีพ และความพร้อมของสถาบันการศึกษาไทยในการผลิตกำลังคนคุณภาพเข้าสู่ภาคบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    น.ส.รัชดากล่าวว่า หลังเวทีครั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าหารือรายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเจาะลึกปัญหา ผลักดันมาตรการให้เกิดผลจริง และวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข่งขันได้ โดยนายกรัฐมนตรียืนยันแนวทางการทำงานแบบเปิดกว้าง รับฟังเสียงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าถึงได้ และพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964510&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iSlJjID13Q-BUFX_l_wtH

  • “นิกร” รมว.พม. นำคณะผู้แทนไทย เตรียมร่วมเวทีเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ 2569 ชูบทบาทไทย หนุนพลังสตรีขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก

    “นิกร” รมว.พม. นำคณะผู้แทนไทย เตรียมร่วมเวทีเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ 2569 ชูบทบาทไทย หนุนพลังสตรีขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก

    “นิกร” รมว.พม. นำคณะผู้แทนไทย เตรียมร่วมเวทีเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ 2569 ชูบทบาทไทย หนุนพลังสตรีขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก


    14/05/2569 | 72 |

    วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการเข้าร่วมประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (2026 APEC Women and the Economy Forum : WEF) ภายใต้หัวข้อ “การเสริมพลังสตรีในทางเศรษฐกิจ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Promoting Women’s Economic Empowerment to Prosper Together in the Asia-Pacific)” ระหว่างวันที่ 15 – 16 พ.ค. 2569 ณ ศูนย์การประชุม Shanghai Expo Center นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยวันพรุ่งนี้ (15 พ.ค. 69) ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมในการส่งเสริมบทบาทของสตรีในฐานะกลไกสำคัญและผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เพื่อการพัฒนาภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกอย่างยั่งยืน

    นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (2026 APEC Women and the Economy Forum : WEF) เป็นกลไกการทำงานสำคัญของเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) ซึ่งเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีการประชุมที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1) การประชุมหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านการเพิ่มการมีส่วนร่วมของสตรีในระบบเศรษฐกิจ (Policy Partnership on Women and the Economy : PPWE) เป็นการประชุมระดับคณะทำงานที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานกลางเพื่อบูรณาการมิติเพศภาวะ (Gender Mainstreaming) และกำหนดการประชุมระดับสูง 2) การประชุมระหว่างภาครัฐและเอกชนด้านสตรีและเศรษฐกิจ (Public Private Dialogue on Women and the Economy : PPDWE) เป็นการประชุมเพื่อมาหารือและวางนโยบายร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของสตรี และ 3) การประชุมระดับสูงสำหรับผู้กำหนดนโยบายด้านสตรีและเศรษฐกิจ (High level Policy Dialogue on Women and the Economy: HLPDWE) เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีเพื่อหารือและกล่าวถ้อยแถลงเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของสตรี ทั้งนี้ การประชุมทั้งหมด จัดโดยหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านการเพิ่มการมีส่วนร่วมของสตรีในระบบเศรษฐกิจ (Policy Partnership on Women and the Economy : PPWE)

    ที่มา: https://www.thaigov.go.th/th/news/164054


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/503111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wakPD8Sp9WrBmy6nsGgVy

  • 15พ.ค.นายกฯ เปิดทำเนียบรับผู้บริหารระดับสูงเอกชน  แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกัน

    15พ.ค.นายกฯ เปิดทำเนียบรับผู้บริหารระดับสูงเอกชน แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกัน

    วันนี้, 14:31น.

              วันศุกร์ที่ 15  พ.ค.นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เชิญตัวแทนภาคเอกชน ผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ มาร่วมหารือที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลอนุทิน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ เพื่อแลกเปลี่ยนและรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจ ว่าอยากให้คำแนะนำอะไรรัฐบาล หรือให้รัฐบาลช่วยคลี่คลายปัญหาด้านการลงทุนอย่างไร

              วัตถุประสงค์การหารือครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องการอยากทำงานใกล้ชิดภาคเอกชนให้มากขึ้น เห็นได้จากเมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เชิญคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มาพูดคุยเพื่อรับทราบความต้องการในการร่วมพัฒนาภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศไทย  โดยมีผู้บริการระดับสูง10 กลุ่มธุรกิจ ที่ได้รับเชิญครั้งนี้เช่น  กลุ่มคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ,กลุ่มการเงิน-การธนาคาร,กลุ่มบริษัทการเกษตร , กลุ่มยานยนต์ , กลุ่มพลังงาน , กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และการก่อสร้าง ,กลุ่มธุรกิจสุขภาพ ,  กลุ่มโรงแรมและการท่องเที่ยว , กลุ่มธุรกิจค้าปลีก , กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ  โดยกำหนดการจะเริ่มในเวลา  17.00 -19.00 น. จากนั้นจะเป็นการรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน

               มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี มีความต้องการให้รัฐบาลและภาคเอกชนทำงานร่วมกันให้ใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เดินหน้า เหมือนสมัยที่ประเทศไทยทำโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด (ESB)  ที่ต้องอาศัยเอกชนคอยให้คำแนะนำรัฐบาล ว่าสมควรต้องปรับปรุงหรือแก้ไขตรงไหน เพื่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนใหม่ทางเศรษฐกิจ

              ด้านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าช่วงเย็นวันพรุ่งนี้ (15 พ.ค.) รัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพ เชิญภาคเอกชนทุกภาคส่วนร่วมในงาน“ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งเป็นงานสำคัญ ครั้งแรกของรัฐบาลในการจัดเวทีนี้ เพื่อเป้าหมายจับมือภาคเอกชนเดินหน้าเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน รัฐบาลจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด เราตั้งใจรับฟังเสียงของทุกภาคส่วน และภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายเรื่องเศรษฐกิจบรรลุผลได้ จึงนำมาสู่ความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการจัดเวทีรับฟังเสียงจากภาคเอกชน แต่ละกลุ่มธุรกิจจะมีผู้แทนเข้ามาเสนอประเด็นให้นายกรัฐมนตรีรับฟัง ซึ่งจะเป็นเวทีเปิดใจรับฟังของภาครัฐ จะมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมารับฟัง ซึ่งรูปแบบการจัดจะจัดเป็นเก้าอี้นั่งนำเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ

              เรื่องนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาล ในเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เราต้องไปด้วยกัน ทั้งภาครัฐและเอกชน และในมิติอื่นๆ จะมีเวที รับฟังเสียงประชาชนในส่วนอื่น เพราะรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจขับเคลื่อนงานทุกด้านโดยรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน

              ส่วนจะมีเจ้าสัวระดับประเทศมาเข้าร่วมมากน้อยแค่ไหนนั้น นางสาวรัชดากล่าวว่า โดยภาพรวมตอบรับมา ขอให้ไปติดตามว่าจะมีท่านใดมาบ้าง แต่โดยภาพรวมคือได้รับความสนใจ

    #นายกนัดหาหรือเอกชน 

    #ผู้ประกอบการพูดรัฐบาลฟัง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161433&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WgLAy79zO4DPTUC5wba4z

  • ธปท. ยันเศรษฐกิจไม่โตเพราะสงคราม เงินเฟ้อไทยเกือบทะลุ 3% | TOPNEWS

    ธปท. ยันเศรษฐกิจไม่โตเพราะสงคราม เงินเฟ้อไทยเกือบทะลุ 3% | TOPNEWS

    ธปท. ยันเศรษฐกิจไม่โตเพราะสงคราม เงินเฟ้อไทยเกือบทะลุ 3% “ณรงค” เทียบให้เห็นกำเงิน 100บ. กินข้าวไม่อิ่มแล้ว – “เอกนิติ” กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นความมั่นคงที่ชัดเจนที่ต้องทำ

    #topnewstv #รัฐบาล #เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1574124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08OChYlDyhC_0eoBi6VvG6

  • ปธ.บุนเดสแบงก์ชี้ ECB มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย หากคาดการณ์เงินเฟ้อยังสูง : อินโฟเควสท์

    ปธ.บุนเดสแบงก์ชี้ ECB มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย หากคาดการณ์เงินเฟ้อยังสูง : อินโฟเควสท์

    โจอาคิม นาเกล ประธานธนาคารกลางเยอรมนี (บุนเดสแบงก์) และสมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า ECB มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากการคาดการณ์เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง

    นาเกลให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Handelsblatt ของเยอรมนี ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธ (13 พ.ค.) ว่า ECB มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น หากการคาดการณ์เงินเฟ้อยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

    นาเกลเตือนว่า ราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้นจะส่งผ่านไปยังสินค้าในหมวดอื่น ๆ พร้อมระบุว่า ขณะนี้แรงกดดันด้านราคาส่งผลกระทบอย่างหนักอยู่แล้ว และสถานการณ์เงินเฟ้ออาจรุนแรงขึ้นอีกในระยะต่อไป

    ประธานธนาคารกลางเยอรมนีคาดว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของเยอรมนีในปี 2569 จะอยู่ที่ราว 2.7% และอาจมีบางเดือนที่เงินเฟ้อกลับขึ้นไปสูงกว่า 3% อีกครั้ง

    ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายของ ECB ได้หารืออย่างละเอียดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ระหว่างการประชุมกำหนดนโยบายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา แต่ท้ายที่สุดมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม

    ถ้อยแถลงดังกล่าวยังสอดคล้องกับคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ที่ระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในกรอบ “สมมติฐานพื้นฐาน” ตามที่เจ้าหน้าที่ Eurosystem เคยประเมินไว้อีกต่อไป

    นอกจากนี้ นาเกลย้ำว่า ECB ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับเป้าหมายควบคุมเงินเฟ้อ และพร้อมดำเนินนโยบายตามพันธกิจของธนาคารกลาง โดยระบุว่า “ไม่มีใครต้องการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก แต่หน้าที่ของเราคือรักษาเสถียรภาพด้านราคา”

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/592754&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Psc4UqdPpG4ICtPjzuKrS

  • “เอกนิติ” ยัน พ.ร.ก.กู้เงินจำเป็นต่อเศรษฐกิจ-ช่วยค่าครองชีพ ปัดเอื้อนายทุน ลั่นเดินหน้าต่อหลังมีผลบังคับใช้แล้ว

    “เอกนิติ” ยัน พ.ร.ก.กู้เงินจำเป็นต่อเศรษฐกิจ-ช่วยค่าครองชีพ ปัดเอื้อนายทุน ลั่นเดินหน้าต่อหลังมีผลบังคับใช้แล้ว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/147598&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nC6RO4ebOqHOEaRCAvSNO

  • เศรษฐกิจ ‘อังกฤษ’ ขยายตัว 0.6%  หวั่น ‘เงาสงคราม-วิกฤติการเมือง’

    เศรษฐกิจ ‘อังกฤษ’ ขยายตัว 0.6% หวั่น ‘เงาสงคราม-วิกฤติการเมือง’

    เศรษฐกิจอังกฤษไตรมาส 1 สดใส โต 0.6% แต่หวั่น ‘เงาสงคราม-วิกฤตการเมือง’ ทุบซ้ำ จับตาศรัทธา ‘เคียร์ สตาร์เมอร์’ สู่แรงกดดัน BoE ปรับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ดันบอนด์ยีลด์พุ่งแตะ 5%

    สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (ONS) เปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นระบุว่า เศรษฐกิจอังกฤษในไตรมาสแรกของปี ขยายตัวอยู่ที่ 0.6% ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าตรงตามที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ และเป็นการเติบโตต่อเนื่องหลังจากที่ไตรมาสก่อนหน้าที่มีการปรับปรุงตัวเลขการเติบโตขึ้นมาอยู่ที่ 0.2%

    ลิซ แมคคีโอว์น ผู้อำนวยการฝ่ายสถิติเศรษฐกิจของ ONS ระบุว่า แรงหนุนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นมาจากการเติบโตในวงกว้างของ “ภาคบริการ” ขณะที่ภาคการผลิตมีการเติบโตขึ้นเล็กน้อย ส่วนภาคการก่อสร้างเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้บ้างแต่ยังคงไม่เต็มที่นัก 

    เงาสงคราม ดัน BoE ขึ้นดอกเบี้ย

    แม้ภาพรวมไตรมาสแรกจะออกมาดูดี โดยเฉพาะในเดือนมี.ค.ที่เติบโตถึง 0.3% แต่กูรูเศรษฐกิจกังวลว่า “สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐ” จะกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญต่อเศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ  

    สหราชอาณาจักรเริ่มได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากภาวะสงคราม 

    ด้านธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ประเมินว่าผลกระทบจะรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสงคราม และคาดการณ์ว่าอาจจำเป็นต้อง “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ภายในปีนี้เพื่อควบคุมสถานการณ์

    นอกจากปัญหาเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ยังต้องเผชิญกับวิกฤติการเมืองอย่างหนัก หลังพรรคแรงงานพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่น จนมีเสียงเรียกร้องให้เขาลาออก โดย

    ขณะนี้มี ส.ส. ในพรรคตัวเองกว่า 90 คนที่ต้องการเปลี่ยนตัวผู้นำ แม้ว่าตัวนายกจะยืนยันว่าจะทำหน้าที่ต่อไปก็ตาม

    ความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้นักลงทุนในตลาดพันธบัตรเกิดความกังวลว่า หากมีการเปลี่ยนตัวผู้นำอาจได้นายกที่มีนโยบายเอียงซ้ายจัดและผ่อนคลายวินัยการเงินเกินไป ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของอังกฤษดีดตัวสูงขึ้น โดยบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ทะยานไปแตะระดับมากกว่า 5% แล้ว

    ทางด้าน ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาย้ำความเชื่อมั่นว่าตัวเลขการเติบโตล่าสุดคือข้อพิสูจน์ว่าแผนเศรษฐกิจของรัฐบาลมาถูกทางแล้ว พร้อมเตือนว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเปลี่ยนผ่านจนทำให้เสถียรภาพสั่นคลอน เพราะจะยิ่งทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนเดือดร้อนหนักกว่าเดิม 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1233959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bqw0Jnp52JtruFlf42CC_