Category: เศรษฐกิจ

  • 15 พ.ค.’อนุทิน’ ขน รมต.เปิดทำเนียบฯ ฟัง 10 ผู้นำอุตสาหกรรม

    15 พ.ค.’อนุทิน’ ขน รมต.เปิดทำเนียบฯ ฟัง 10 ผู้นำอุตสาหกรรม

    โฆษกรัฐบาลเผยเปิดทำเนียบฯพรุ่งนี้ จัดเวที ‘ผู้ประกอบการพูดรัฐบาลฟัง’ นายกฯ – รมต. รับฟังเสียงสะท้อนจากตัวจริงเสียงจริงภาคเอกชน หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปด้วยกัน จับตาเจ้าสัวระดับประเทศตบเท้าเข้าร่วม

    14 พ.ค.2569 – ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ช่วงเย็นวันที่ 15 พ.ค.รัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพเชิญภาคเอกชนทุกภาคส่วนร่วมในงาน“ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งเป็นงานสำคัญครั้งแรกของรัฐบาลในการจัดเวทีนี้ เพื่อเป้าหมายจับมือภาคเอกชนเดินหน้าเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน รัฐบาลจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด เราตั้งใจรับฟังเสียงของทุกภาคส่วน และภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายเรื่องเศรษฐกิจบรรลุผลได้ จึงนำมาสู่ความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการจัดเวทีรับฟังเสียงจากภาคเอกชน แต่ละกลุ่มธุรกิจจะมีผู้แทนเข้ามาเสนอประเด็นให้นายกรัฐมนตรีรับฟัง ซึ่งจะเป็นเวทีเปิดใจรับฟังของภาครัฐ จะมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมารับฟัง ซึ่งรูปแบบการจัดจะจัดเป็นเก้าอี้นั่งนำเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า เวทีครั้งนี้สะท้อนความจริงจังของรัฐบาลในการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบ โดยจะรับฟังข้อเสนอจากผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชน 10 กลุ่ม ได้แก่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กลุ่มการเงิน เกษตรและอาหาร ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ โรงแรมและท่องเที่ยว ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และเทคโนโลยี

    น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า เรื่องนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เราต้องไปด้วยกัน ทั้งภาครัฐและเอกชน และในมิติอื่นๆ จะมีเวทีรับฟังเสียงประชาชนในส่วนอื่น เพราะรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจขับเคลื่อนงานทุกด้านโดยรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน

    เมื่อถามว่า จะมีเจ้าสัวระดับประเทศมาเข้าร่วมหมดหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า โดยภาพรวมตอบรับมา ขอให้ไปติดตามว่าจะมีท่านใดมาบ้าง แต่โดยภาพรวมคือได้รับความสนใจ

    เมื่อถามว่า นอกจากรัฐบาลรับฟังแล้ว จะมีการขอความร่วมมือกับภาคเอกชนหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า คงต้องมีการพูดคุยอธิบายกันด้วย กรณีภาคเอกชนมีคำถาม ณ จุดนั้น หากรัฐบาลต้องการสร้างความเข้าใจ ขอความร่วมมือ นายกรัฐมนตรีคงได้ชี้แจง แต่หลักๆคือรับฟังอยากให้ผู้ประกอบการได้พูดถึงความคิดเห็นสิ่งที่ทำอยู่ สิ่งที่ทำอยู่อยากให้เพิ่มเติมอะไรบ้างหรือมีข้อกังวลใด ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะรับฟังอย่างเต็มที่ โดยที่ผ่านมาการรับฟังจากภาครัฐ เวลาไปรับฟังเสียงจากภาคเอกชนคือผ่านสมาคม แต่ครั้งนี้คือตัวแทนของสมาคมพูดเอง และคนอื่นจะอยู่รับฟัง ดังนั้นจะเป็นข้อมูลที่ตรง ลึก และนายกรัฐมนตรีได้รับฟังถึงหูจริงๆ โดยไม่ได้มีการสกรีน เรียกว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงมาเล่าให้นายกรัฐมนตรีฟัง และเราจะได้หาจุดร่วม ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกันระหว่างรัฐบาลและเอกชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/996251/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cWL3sM3Rlbvq9ArVFhAD6

  • ขนส่ง แจงกรณีรถพุ่มพวงขับขี่ในทำเนียบรัฐบาล พร้อมยกร่างกฎหมายรองรับ “รถเศรษฐกิจชุมชน”

    ขนส่ง แจงกรณีรถพุ่มพวงขับขี่ในทำเนียบรัฐบาล พร้อมยกร่างกฎหมายรองรับ “รถเศรษฐกิจชุมชน”

    เศรษฐกิจ

    ขนส่ง แจงกรณีรถพุ่มพวงขับขี่ในทำเนียบรัฐบาล พร้อมยกร่างกฎหมายรองรับ “รถเศรษฐกิจชุมชน”

    วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ขนส่ง แจงกรณีรถพุ่มพวงขับขี่ในทำเนียบรัฐบาล พร้อมยกร่างกฎหมายรองรับ “รถเศรษฐกิจชุมชน”

    นายฐิติพัฒน์  ไทยจงรักษ์  ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ และโฆษกกรมการขนส่งทางบก  (ขบ.) เปิดเผย กรณีที่มีการเผยแพร่ภาพการขับขี่รถลักษณะรถพุ่มพวงภายในบริเวณทำเนียบรัฐบาล จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความถูกต้องตามกฎหมายนั้น กรมการขนส่งทางบก ขอชี้แจงว่า จากการตรวจสอบพบว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นการจัดอีเวนต์เปิดกิจกรรม เพื่อการประชาสัมพันธ์และรณรงค์ซอฟต์พาวเวอร์ด้านสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นการขับขี่ภายใน “พื้นที่ปิด” หรือเขตจำกัดเฉพาะภายในทำเนียบรัฐบาล มิใช่การนำออกมาขับขี่ในทางสาธารณะที่มีการจราจรพลุกพล่าน จึงถือเป็นการจัดกิจกรรมภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ และเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการสื่อสารภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์เป็นสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกได้ให้ความสำคัญประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยและการนำรถที่ดัดแปลงลักษณะมาใช้งานจริงในวิถีชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีรถที่ใช้ในวิถีชีวิตชุมชนจำนวนมาก เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หรือรถเกษตรกรรมลักษณะต่าง ๆ ที่ยังอาจไม่สามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายปัจจุบัน เนื่องจากโครงสร้างรถอาจยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานทางวิศวกรรมที่กำหนดไว้สำหรับรถยนต์ทั่วไป แต่ในอีกทางหนึ่ง รถดังกล่าวก็เป็นยานพาหนะที่อยู่คู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจชุมชนที่ประชาชนใช้ประกอบอาชีพเป็นปกติในวิถีชีวิตประจำวัน 

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่าง กรมการขนส่งทางบกมีนโยบายสนับสนุนวิถีชีวิตชุมชนควบคู่ไปกับความปลอดภัยทางถนน ขณะนี้ อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายและระเบียบรองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่นๆ โดยมีแนวทางที่สำคัญ 1.สนับสนุนการสร้างรายได้ มุ่งเน้นการรับรองสถานะของรถให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพรายย่อยสามารถใช้เครื่องมือทำกินได้อย่างมั่นใจ สอดคล้องกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก  /กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย พิจารณาเกณฑ์ทางเทคนิคที่เหมาะสมกับลักษณะของรถแต่ละประเภท เพื่อให้ตัวรถมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอต่อการใช้งาน และสร้างความปลอดภัยให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้ร่วมใช้ถนน 

    “จะปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเป้าหมายสำคัญคือการส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อสร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชนอย่างทั่วถึง” นายฐิติพัฒน์  กล่าว

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/476101&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O-ulroV_C_-Uw-exiaPA8

  • เอกนิติ ยัน พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน​ ปัดเอื้อนายทุน

    เอกนิติ ยัน พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน​ ปัดเอื้อนายทุน

    เอกนิติ ยัน พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน​ ปัดเอื้อนายทุน

    วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

    “เอกนิติ​ ” ย้ำ​ออก พ.ร.ก.กู้เงิน​ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน​   ก่อนยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดจำเป็น เปรียบเหมือนกันกินยา หากรอคงไม่ทันการ​ โต้ตีเช็กเปล่า ปัดเอื้อนายทุน ระบุ เขียนกลไกชัดเจน มีคกก.กลั่นกรอง ลั่น ไม่ได้แค่เยียวยา แต่ช่วยปชช.เปลี่ยนผ่านในระยะยาว ย้ำ พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้แล้ว เดินหน้าต่อ

    วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา​ 15.35 น. ที่​ทำเนียบ​รัฐบาล​ นายเอกนิติ​ นิติทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​ กล่าวถึง​กรณี​ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตีความ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 แสนล้านบาท​ ว่า เรายืนยันว่าเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะวันนี้มีความชัดเจนแล้วว่า เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เป็นวิกฤตทั้งโลก ทุกคนยอมรับว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตพลังงาน ซึ่งกำลังจะลามไปถึงเรื่องปากท้องของประชาชน พร้อมย้ำว่า พ.ร.ก. กู้เงินมีความจำเป็นในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ 

    ส่วนที่มีการยกประเด็นไปเปรียบเทียบกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ครั้งที่ผ่านมาในอดีตที่ผ่านมา​ ซึ่งตนก็อยู่ในทุกวิกฤต ทั้งปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง ที่เกิดจากวิกฤตค่าเงินสำรองหมด จึงต้องมีการลอยตัวค่าเงิน เกิดวิกฤตธนาคารล้มละลายที่มองว่าล้มบนฟูก เพราะเป็นวิกฤตของคนรวย และวิกฤตปี 2552 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เกิดจากการที่สหรัฐอเมริกา ส่งออกติดลบทำให้เศรษฐกิจไทยติดลบตามไปด้วย แต่วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตปากท้องประชาชน และเป็นวิกฤตที่มาจากค่าครองชีพ ไม่ได้เริ่มจากเศรษฐกิจติดลบ แต่เริ่มจากอัตราเงินเฟ้อ​ พร้อมย้ำถึงเหตุผลที่ทำให้มั่นใจว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะว่าไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เกิดกับทุกประเทศ ซึ่งชัดเจนว่าเกิดขึ้นจากวิกฤตสงคราม 

    ซึ่งวันนี้ยังไม่จบ และลามมาสู่วิกฤตพลังงานในช่วงหนึ่งที่น้ำมันขาด​ ส่งผลต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้น​ และขยายสู่การเป็นวิกฤตต้นทุนสินค้า เราเห็นเงินเฟ้อจากการติดลบในไตรมาสแรก ขึ้นมาเป็น 2.9% และจะสูงขึ้น ซึ่งต่อไปจะเป็นวิกฤตค่าครองชีพ จะกระทบกับประชาชนจำนวนมาก ฉะนั้น พ.ร.ก.ที่ออกมาก็เพื่อดูแลปากท้องประชาชน

    นายเอกนิติ​ ยังระบุอีกว่า กรณีที่มีการทักท้วงว่าเหตุใด นอกจากการนำเงินมาเยียวยา​ประชาชน 2 แสนล้านบาท แล้วจะยังนำมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาทอีกด้วย ตนขออย่ามองจำนวนเงินดังกล่าว แยกเป็น 2 ส่วน แต่ให้มองว่าเป็นเงินเยียวยาทั้งคู่ แต่เงินเยียวยาในการที่นำไปเปลี่ยนผ่านพลังงาน เป็นการยิงนกครั้งเดียว ได้นก 2 ตัว​ คือ​ ช่วยประชาชนและช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่าน พร้อมเปรียบเทียบเหมือนยา​ วันนี้ประเทศต่างๆยอมรับว่า วันนี้คือวิกฤตปากท้อง จึงขอให้ไปถามประชาชนว่าวันนี้ต้นทุนค่าครองชีพสูงขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าปล่อยไป ธุรกิจอาจจะกระทบ​ คนจะตกงาน เพราะหากค่าต้นทุนสูงขึ้นกำไร สินค้าจะลดลง หรือบางคนขาดทุน​ ธุรกิจใหญ่ๆ อาจรองรับได้แต่ธุรกิจขนาดเล็กไม่มีอะไรรองรับ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีอะไรรองรับ หากปล่อยไปถึงตรงนั้น จะยิ่งเกิดความวุ่นวาย​ การออกพ.ร.ก.กู้เงินมาในวันนี้ก็เหมือนกับยา​ เพื่อบรรเทาผลกระทบ และทำให้แข็งแรงขึ้น พร้อมระบุว่าหากให้รออีก 5 เดือนแล้วค่อยกินยา​ก็ไม่ใช่​ การที่คนป่วยแล้วให้ยาวันนี้ กว่ายาจะออกฤทธิ์ มีประสิทธิผลอาจจะ 4-5 เดือน แต่ต้องกินยาวันนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเจอวิกฤตรัสเซีย​-ยูเครนที่ทำให้เงินเฟ้อสูง และส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้น ซึ่งเราควรจะเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ตอนนั้น หากเราทำให้ประชาชนและธุรกิจเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น วันนี้การที่เราช่วยคนในการติดโซล่าร์​ รถขนส่งเติมไบโอดีเซล จะช่วยทำให้มีการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น และสามารถช่วยลดค่ากล่องชีพและค่าใช้จ่าย   

    นายเอกนิติ​ ยังมองว่า​ การที่มาบอกว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานรอได้ จนมองว่าไม่ใช่​ เพราะรอไม่ได้​ ซึ่งควรทำตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วด้วยซ้ำ และหากเราทำวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าวิกฤตจะจบเมื่อใด ถ้ามีการสู้รบขึ้นมาอีก ราคา พลังงานสูงขึ้นอีก​ ก็ต้องไปช่วยเยียวยาเขาอีก​ ถ้ามาบอกว่า วันนี้อย่าเพิ่งกินยาเม็ดที่ 2 แล้วรอไปอีก 5 เดือน ตนว่ามันไม่ใช่​ เพราะหากวิกฤตลุกลามขึ้นอีก​ ซึ่งก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตนว่ารับไม่ได้ วันนี้เราต้องช่วยคน การให้ยาต้องช่วยตั้งแต่วันนี้ แล้วพอช่วยยาวันนี้หลังจากวิกฤตมันจบให้เขากลับมาแข็งแรงมากขึ้น เราจะได้ลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมัน นำเข้าแก๊สธรรมชาติ ช่วยเขาลดค่าใช้จ่ายค่าไฟ มาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น คนป่วยตอนนี้ต้องให้ยาวันนี้ ไม่ใช่รอให้ยาอีก 4-5 เดือน รองบประมาณปี 2570 มันไม่ทัน

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านติดใจในประเด็นงบเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไม่มีรายละเอียดชัดเจน เหมือนเป็นการตีเช็กเปล่า ช่วยนายทุนมากกว่าช่วยประชาชน นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่า ไม่ได้ช่วยนายทุน และที่บอกว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นการตีเช็กเปล่านั้น ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการตีเช็กเปล่าเลย พ.ร.ก.ทุกฉบับมีการเขียนกลไกอย่างชัดเจน มีคณะกรรมการกลั่นกรอง ตอนนี้คณะกรรมการกลั่นกรองประชุมอยู่ว่า จะมีกลไกอย่างไร ตนเน้นเรื่องของความโปร่งใส เพราะฉะนั้น จะให้เปิดเผยข้อมูลทุกอย่างว่า เราพิจารณาอะไรไป และการขอรายละเอียดของโครงการมา ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดสักโครงการหนึ่ง เราถึงให้กระทรวงต่างๆ หน่วยงานต่างๆ เสนอโครงการมา 1.โครงการต้องช่วยประชาชน เยียวยาประชาชน ต้องช่วยให้ตรงเป้า ตรงจุด 2.ไม่ได้แค่ช่วยอย่างเดียว หรือเยียวยาอย่างเดียว แต่ต้องช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านได้ด้วย 

    นายเอกนิติ กล่าวว่า 3.ต้องช่วยให้เขาปฏิรูป หลังวิกฤตต้องให้เขาฟื้นกลับมาได้ดียิ่งขึ้น ถึงมีโครงการเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาทักษะแรงงานเข้ามาด้วย พร้อมกับการช่วยเหลือเขา โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่กำลังพิจารณาอยู่ตอนนี้ที่มีคำว่า พลัสเข้ามาด้วย เพราะหลังจากช่วยบรรเทาผลกระทบแล้ว เราจะพลัสด้วยการสอนทักษะต่างๆ ให้ด้วย ช่วยทำให้เข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ขายของตามตลาดสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารออมสิน ธนาคารของรัฐได้ด้วยเช่นเดียวกัน จะทำให้ช่วยลดการกู้นอกระบบ นี่คือความตั้งใจ 4.จะเน้นเรื่องความโปร่งใส ตนอยากให้โครงการทุกอย่างมีความโปร่งใส และเปิดเผย และ5.ให้เอกชนมาร่วมนำเสนอได้ด้วย จะใช้ความโปร่งใสทำงานร่วมกับเอกชน ฉะนั้น จะมาบอกว่า ตีเช็กเปล่านั้น ไม่ใช่เลย โครงการทุกอย่างต้องโปร่งใส เป็นกระบวนการอนุมัติตามปกติ

    เมื่อถามว่า เมื่อฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ จะกระทบโครงการต่างๆ ที่จะออกมาหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาของศาล แต่เราต้องยึดหลักว่า ตามกฎหมาย พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้วหลังจากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา 1 วัน ถือว่า มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา เราดำเนินการไปตามขั้นตอนปกติ ซึ่งเราต้องชี้แจงไป ตนคิดว่า วันนี้ พ.ร.ก.มีจุดประสงค์อย่างชัดเจนคือ ไม่ใช่แค่บรรเทาผลกระทบประชาชน แต่ช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านให้ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายไม่ใช่แค่สั้นๆ แต่เป็นการช่วยระยะยาวด้วย ดังนั้น ยิงทีเดียวได้นกสองตัว คือ ช่วยบรรเทาผลกระทบและเปลี่ยนผ่านระยะยาวด้วย เพราะแค่เยียวยาอย่างเดียวไม่พอ นี่คือเหตุผลที่ตนมั่นใจในเรื่องการเปลี่ยนผ่าน หรือช่วงที่ช่วยเขาเปลี่ยนผ่าน มันมีความจำเป็น และต้องทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รออีก 5 เดือน 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14EMsNVg5LoXhdrgk3Ceke

  • เจาะลึกปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างชาติ ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ถอดรหัสความจริงที่คนไทยต้องรู้

    เจาะลึกปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างชาติ ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ถอดรหัสความจริงที่คนไทยต้องรู้

    วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.17 น.

    14 พฤษภาคม 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โฑสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึก “ปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างชาติ”: ยุทธศาสตร์ดึงทุนหนา หรือ เปิดประตูรับอันตราย? วิเคราะห์ความจริงที่คนไทยต้องรู้

    ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี (เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569) ที่มีการร่างกฎกระทรวงปลดล็อกธุรกิจบริการ 8 ประเภท ให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาประกอบกิจการได้โดย “ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” ตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

    หลายเสียงกังวลว่านี่คือการ “ขายชาติ” หรือการ “เปิดช่องให้ทุนเทา” เข้ามากลืนกินคนไทย วันนี้ในฐานะ นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ผมขออาสาถอดรหัสเรื่องนี้ให้ละเอียด เพื่อให้เรามองเห็นภาพรวมที่แท้จริงว่า “ไทยได้อะไร” และ “ความกังวลเหล่านั้นมีทางออกอย่างไร”

    1. ทำความเข้าใจก่อน: “ไม่ต้องขออนุญาต” ไม่เท่ากับ “ไม่ต้องทำตามกฎหมาย”

    ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือคำว่า “ไม่ต้องขออนุญาต” หลายคนคิดว่าต่างชาติจะเดินเข้ามาเปิดบริษัททำอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่ในความเป็นจริง “กลไกการกำกับดูแลไม่ได้หายไป แต่ถูกย้ายไปอยู่ในจุดที่แม่นยำขึ้น”

    ในอดีต ธุรกิจทั้ง 8 ประเภทนี้ ต้องขออนุญาตซ้ำซ้อน ทั้งจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ตามกฎหมายคนต่างด้าว) และต้องไปขอใบอนุญาตเฉพาะทางจากหน่วยงานกำกับดูแลตรง (Regulator) อีกครั้ง

    การปลดล็อกครั้งนี้หมายถึง:

    ต่างชาติไม่ต้องขออนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว แต่ยังต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงานคุมกฎเฉพาะด้านอยู่ดี เช่น:

    ธุรกิจโทรคมนาคม: ยังต้องขออนุญาตและอยู่ใต้กำณฑ์ของ กสทช. อย่างเข้มงวด

    ธุรกิจหลักทรัพย์และตลาดทุน: ยังต้องผ่านเกณฑ์ของ ก.ล.ต.

    ธุรกิจขุดเจาะปิโตรเลียม: ยังต้องอยู่ภายใต้สัมปทานหรือสัญญาของ กระทรวงพลังงาน

    ดังนั้น การที่บอกว่า “ทุนเทา” จะเข้ามาทำได้ง่ายๆ จึงเป็นไปได้ยาก เพราะหน่วยงานเฉพาะทางเหล่านี้มีมาตรฐานการตรวจสอบ (Due Diligence) ที่เข้มงวดกว่าการจดทะเบียนบริษัททั่วไปเสียด้วยซ้ำครับ

    2. วิเคราะห์ 8 ธุรกิจ: ทำไมต้องเป็นกลุ่มนี้?

    หากเรามองด้วยเลนส์ของนักยุทธศาสตร์ เราจะเห็นว่า 8 กลุ่มธุรกิจนี้คือ “หัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่”

    โทรคมนาคม และ IT (ข้อ 1 & 3): ไทยกำลังมุ่งสู่การเป็น Data Hub ของอาเซียน การปลดล็อกให้ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเข้ามาลงทุน Cloud หรือ Data Center ได้ง่ายขึ้น จะช่วยให้ต้นทุนด้านดิจิทัลของบริษัทไทยถูกลง และเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้เร็วขึ้น

    ศูนย์บริหารเงิน (ข้อ 2): การดึงดูดให้บริษัทข้ามชาติมาตั้งสำนักงานบริหารการเงินในไทย จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงินบ้านเรา และสร้างงานทักษะสูงให้กับคนรุ่นใหม่

    การขุดเจาะปิโตรเลียม (ข้อ 6): พลังงานคือความมั่นคง การให้ผู้ที่มีเทคโนโลยีการขุดเจาะที่ทันสมัยและประหยัดต้นทุนที่สุดเข้ามาดำเนินการ จะช่วยให้เรามีพลังงานใช้ในราคาที่เหมาะสม และรัฐยังได้ค่าภาคหลวงและภาษีเช่นเดิม

    3. ตอบข้อสงสัย: “คนไทยได้อะไร?” และ “ความกังวลเรื่องความมั่นคง”

    ผมเข้าใจถึงความกังวลที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย ซึ่งผมขอสรุปและตอบด้วยข้อมูลดังนี้ครับ:

    กังวลเรื่อง: อธิปไตย ข้อมูลประชาชน และแก๊ง Call Center

    ความจริง: การที่ต่างชาติเข้ามาตั้งนิติบุคคลอย่างถูกต้องในไทย กลับทำให้รัฐควบคุมได้ “ง่ายกว่า” การปล่อยให้เขาให้บริการข้ามพรมแดนจากนอกประเทศครับ ตัวอย่างเช่น หากบริษัทโทรคมนาคมต่างชาติตั้งอยู่ในไทย รัฐสามารถบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือ PDPA ได้ทันที แต่หากเขาอยู่ต่างประเทศ เราแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย ส่วนเรื่อง Call Center นั้น ส่วนใหญ่เป็นอาชญากรที่ไม่ได้จดทะเบียนบริษัท การมีกฎหมายนี้จึงไม่ได้ส่งเสริมคนกลุ่มนั้น แต่จะช่วยให้มีบริการดิจิทัลที่ถูกกฎหมายมาเป็นทางเลือกให้ประชาชนมากกว่า

    กังวลเรื่อง: การจ้างงานคนไทย (AI จะมาแทนคนแล้วจะจ้างใคร?)

    ความจริง: จริงอยู่ที่ AI กำลังมาแรง แต่การที่บริษัทระดับโลกมาตั้งฐานในไทย จะเกิดการสร้าง “ระบบนิเวศการทำงาน (Ecosystem)” เช่น การจ้างบริษัทก่อสร้างไทยทำ Data Center, การใช้บริการแม่บ้าน-รปภ. ไทย, และที่สำคัญที่สุดคือการ “Transfer Know-how” ให้กับวิศวกรและนักวิเคราะห์ชาวไทย ซึ่งเป็นต้นทุนทางปัญญาที่หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ

    กังวลเรื่อง: ทรัพยากรชาติถูกตักตวงและกำไรส่งออกนอก

    ความจริง: การทำธุรกิจในไทยต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทยครับ และการที่เขาไม่ต้องใช้ “นอมินี” (Nominee) กลับเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นโปร่งใส ตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ชัดเจนว่าใครคือเจ้าของที่แท้จริง รัฐจะจัดเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่าการปล่อยให้มีการซ่อนเร้นผ่านตัวแทนคนไทย

    4. ทำไมผมถึง “เห็นด้วย” กับแนวทางนี้?

    ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมมองว่า “ประโยชน์ที่เราจะได้นั้นมีน้ำหนักมากกว่าโทษ” หากรัฐบาลมีมาตรการกำกับดูแลที่ดีพอ:

    ลดปัญหาคอร์รัปชันจากการใช้นอมินี: เมื่อทำได้อย่างถูกกฎหมาย ความจำเป็นในการจ่าย “ใต้โต๊ะ” เพื่อซิกแซกหาคนไทยมาถือหุ้นแทนก็หมดไป

    ไทยจะเติบโตแบบก้าวกระโดด: เราไม่ได้มีทุนหรือเทคโนโลยีในการทำทุกอย่างเอง การเป็น “พันธมิตร” กับทุนต่างชาติที่เก่งๆ คือทางลัดที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยไม่หยุดนิ่ง

    สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน: ในยุคที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรืออินโดนีเซียกำลังแย่งชิงเม็ดเงินลงทุน การลดความยุ่งยากทางกฎหมาย (Ease of Doing Business) คืออาวุธสำคัญที่จะทำให้ไทยยังคงน่าสนใจในสายตาโลก

    มุมมองทางยุทธศาสตร์ โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

    การเปลี่ยนแปลงย่อมนำมาซึ่งความกลัวครับ แต่ความกลัวควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ ไม่ใช่การยกสมบัติชาติให้ใคร แต่มันคือการ “ปรับจูนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ให้ทันสมัยขึ้น

    หน้าที่ของภาคประชาชนอย่างเรา ไม่ใช่การค้านทุกอย่างที่ต่างชาติเข้ามา แต่คือการ “ตรวจสอบและเร่งรัดให้ภาครัฐบังคับใช้กฎหมายเฉพาะทางให้เข้มแข็ง” เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเขาเข้ามาแล้ว เขาจะเคารพกฎกติกาบ้านเรา และสร้างประโยชน์ให้คนไทยอย่างยั่งยืน

    ผมเชื่อมั่นว่าหากเราบริหารจัดการ “การเปิดรับ” นี้ให้ดี ไทยเราจะได้ทั้งเทคโนโลยี งานคุณภาพ และความมั่งคั่งที่แท้จริงกลับมาครับ

    แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? มาแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้อย่างปัญญาชนที่คอมเมนต์ด้านล่างนี้เลยครับ

    ณัฏฐ์มงคลนาวิน
    นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม
    13 พฤษภาคม 2569

    #ณัฏฐ์มงคลนาวิน #วิเคราะห์เศรษฐกิจ #การลงทุนต่างชาติ #ยุทธศาสตร์ชาติ #ปลดล็อกธุรกิจต่างชาติ #นโยบายเศรษฐกิจ #ForeignDirectInvestment

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/964305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ng9wnbexSbAfpk-X4MrNS

  • ตลาดหุ้นทั่วโลกไม่พัง ราคาทองคำไม่ขึ้น และครั้งนี้อาจเป็น ‘ยุคสุดท้าย’ ของน้ำมันแพง เมื่อสงครามตะวันออกกลางเขย่าตลาดการเงิน

    ตลาดหุ้นทั่วโลกไม่พัง ราคาทองคำไม่ขึ้น และครั้งนี้อาจเป็น ‘ยุคสุดท้าย’ ของน้ำมันแพง เมื่อสงครามตะวันออกกลางเขย่าตลาดการเงิน

    ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมากว่า 75 วัน โลกกำลังเผชิญความผันผวนครั้งใหม่ในแทบทุกสินทรัพย์การเงิน ตั้งแต่ทองคำ ตลาดหุ้น ไปจนถึงตลาดตราสารหนี้ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามว่า ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นเพียงแรงกระแทกระยะสั้น หรือกำลังกลายเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ สำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

    แม้ทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤต แต่ครั้งนี้ ราคาทองกลับไม่ได้พุ่งขึ้นรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายคาด ขณะที่ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมา และทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศชะลอการลดดอกเบี้ย ส่วนตลาดหุ้นโลกแม้เผชิญแรงขายในช่วงแรก ทว่าหลายตลาดกลับฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม AI และ Data Center ที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลกการลงทุนยุคใหม่ ท่ามกลางความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกอาจกำลังเข้าใกล้ภาวะ ‘Stagflation’

    อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ตลาดการเงินโลกตอบสนองต่อสงครามครั้งนี้แตกต่างจากอดีต ราคาน้ำมันยังมีโอกาสพุ่งต่อหรือไม่ ทองคำจะกลับมาเป็น Safe Haven อีกครั้งเมื่อใด และโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสุดท้ายของน้ำมันแพงจริงหรือเปล่า

    The Momentum พูดคุยกับ ชยนนท์ รักกาญจนันท์ CEO and Co-Founder Finnomena Funds เพื่อวิเคราะห์ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ทิศทางสินทรัพย์การลงทุน และความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาหลังจากนี้

    ทำไมทองคำไม่พุ่งแรงหรือทำหน้าที่เป็น Safe Haven แบบที่ควรจะเป็น

    ชยนนท์เปิดเผยว่า แม้ทองคำมักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงสงครามหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่สถานการณ์ครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะตั้งแต่เกิดสงครามจนถึงปัจจุบัน ราคาทองคำยังคงติดลบ โดยสาเหตุสำคัญมาจากก่อนหน้านี้ทองคำปรับตัวขึ้นแรงไปมากแล้ว ตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาทองพุ่งจากประมาณ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.36 แสนบาท) ขึ้นไปแตะราว 5,400 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.75 แสนบาท) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ภายใน 1 เดือน ซึ่งถือว่าผิดปกติเมื่อเทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังราว 30 ปี ที่ทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงปีละประมาณ 5-6% เท่านั้น จึงสะท้อนว่า มีแรงเก็งกำไรจำนวนมากเข้ามาก่อนหน้าแล้วกลายเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น

    ขณะเดียวกัน ตลาดยังกังวลเรื่องเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลาง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งนักลงทุนจะหันไปถือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เช่น ตราสารหนี้ แทนการถือทองคำ อีกปัจจัยคือการแข็งค่าของดอลลาร์ เนื่องจากทองคำซื้อขายในสกุลดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ต้นทุนการซื้อทองสำหรับนักลงทุนทั่วโลกจะสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อบางส่วนชะลอการลงทุนในทองคำออกไป จึงกลายเป็นอีกแรงกดดันสำคัญต่อราคาทองในช่วงนี้เช่นกัน

    ทั้งนี้ ในระยะถัดไปยังมองว่า ทองคำมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น แม้อาจไม่ได้ปรับขึ้นรุนแรงเหมือนช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญมาจากมุมมองต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำค่อนข้างมาก โดยหากดอลลาร์อ่อนค่า ราคาทองมักจะปรับตัวขึ้น 

    “ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงนโยบายด้านการค้าของสหรัฐฯ เช่น การตั้งกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ได้พึ่งพาหรือทำการค้ากับสหรัฐฯ มากนัก เริ่มลดความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ และอาจลดการถือครองดอลลาร์ในฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศลง เมื่อความต้องการดอลลาร์ลดลง ก็มีแนวโน้มทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อทองคำในระยะยาว”

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะหลังอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ทำให้ความเสี่ยงที่จะกลับมาปะทะกันอีกครั้งยังอยู่ในระดับสูง ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สินทรัพย์ที่ทำหน้าที่เป็น Safe Haven ได้ดีที่สุดยังคงเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อดอลลาร์กลับมาแข็งค่า จึงทำให้ทองคำยังไม่สามารถปรับขึ้นได้เต็มที่ ดังนั้น ทองคำจะกลับมาฟื้นตัวได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อข่าวสงครามยุติ และดอลลาร์กลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่า

    หุ้นปรับฐานเบาที่สุดเมื่อเทียบกับสงครามตะวันออกกลางในอดีต

    ชยนนท์กล่าวว่า หากมองภาพรวมตลาดหุ้นโลก หลังเกิดความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง ตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับฐานลงในช่วงแรก แต่ถือว่าปรับตัวลงน้อยมากเมื่อเทียบกับวิกฤตในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหรือตะวันออกกลางในอดีต โดยมองว่า นี่อาจเป็นหนึ่งในรอบการปรับฐานที่เบาที่สุดครั้งหนึ่งในรอบประมาณ 40-50 ปีที่ผ่านมา

    สาเหตุสำคัญเป็นเพราะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานมากขึ้น แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นเส้นทางสำคัญของการขนส่งน้ำมันโลก แต่ปัจจุบันหลายประเทศไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคนี้เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป โลกมีทั้ง Shale Oil (น้ำมันหินดินดาน) และ Shale Gas (ก๊าซหินดินดาน) มีพลังงานสะอาดอย่างพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ามาช่วยรองรับความต้องการพลังงาน จึงทำให้ผลกระทบจากความเสี่ยงในการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อเศรษฐกิจโลกไม่ได้รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับฐานเพียงเล็กน้อย

    ตลาดหุ้นหลายแห่งก็ฟื้นตัวกลับขึ้นมา (Rebound) โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ หรือ All Time High ได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่น และตลาดหุ้นไต้หวันที่ต่างทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม ยังมีบางตลาดที่ไม่สามารถกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้เมื่อเทียบกับก่อนเกิดสงคราม เช่น ตลาดยุโรป จีน อินเดีย เวียดนาม รวมถึงประเทศไทย 

    “นักลงทุนทั่วโลกยังคงเล่นธีมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI Supply Chain แม้นักลงทุนจะทราบดีว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และอาจทำให้หลายประเทศต้องปรับลดประมาณการ GDP ลงในปีนี้ แต่อุตสาหกรรมที่แทบไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้คือ การลงทุนด้าน AI Infrastructure, AI Supply Chain และ Data Center”

    ด้วยเหตุนี้ ประเทศใดที่มีหุ้นเกี่ยวข้องกับ Data Center และเทคโนโลยี AI อยู่ในดัชนีจำนวนมาก ตลาดหุ้นของประเทศนั้นก็ยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ โดยในสหรัฐฯ มีกลุ่ม Hyper Scaler อย่าง Microsoft (MSFT), Google (GOOGL), และ Amazon (AMZN) รวมถึงหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ สำหรับ AI Data Center อย่าง NVIDIA (NVDA), Qualcomm (QCOM), Intel (INTC) และ Broadcom (AVGO) ซึ่งยังเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ เกาหลีใต้สามารถปรับตัวขึ้นได้ เพราะมี SK Hynix และ Samsung Electronics ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก ส่วนไต้หวันได้แรงหนุนจาก Taiwan Semiconductor Manufacturing Company Limited (TSMC) ผู้ผลิตชิปสำคัญให้กับ NVIDIA ด้านญี่ปุ่นก็มีบริษัทอย่าง Advantest และ Tokyo Electron ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์สำคัญสำหรับการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center

    “แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะดูน่ากังวล แต่ตลาดหุ้นโลกหลายแห่งยังสามารถเดินหน้าปรับตัวขึ้นต่อได้”

    ขณะที่ตลาดหุ้นไทยกลับฟื้นตัวช้ากว่าตลาดโลก เพราะไทยมีหุ้นเทคโนโลยีในตลาดน้อย โดยมีเพียง Delta Electronics (DELTA) ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี แต่ธุรกิจหลักยังเน้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากกว่ากลุ่ม Data Center จึงไม่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI อย่างเต็มที่ อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาพลังงานและน้ำมันค่อนข้างมาก เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น เงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว

    อินเดียก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน เนื่องจากยังพึ่งพาพลังงานจากช่องแคบฮอร์มุซในระดับสูง และแม้จะมีหุ้นเทคโนโลยีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีน้ำหนักมากพอเหมือนในตลาดหุ้นหลักอื่นๆ จึงทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดโลก (Underperform)

    ส่วนตลาดหุ้นจีนยังอยู่ในแนวโน้มขาลง แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในช่วง 2-3 สัปดาห์ โดยปัจจัยสำคัญมาจากความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว และการที่สหรัฐฯ เข้าโจมตีอิหร่านยิ่งทำให้การเจรจาระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ นักลงทุนเลยกังวลว่า นี่อาจกลายเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจจีน

    “หากการเจรจาระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ออกมาในทิศทางที่ดี ตลาดหุ้นจีนอาจกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีโอกาสฟื้นตัวได้มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาเป็นตลาดที่ Underperform มากที่สุดหลังวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ และรีบาวด์ขึ้นมาน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดอื่นทั่วโลก”

    อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไม่ได้รีบาวด์แรงเหมือนหุ้นในกลุ่ม AI แต่ก็ไม่ได้ปรับตัวลงรุนแรงเช่นกัน ซึ่งการที่ตลาดหุ้นหลายกลุ่มยังไม่ปรับฐานหนัก ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะไม่แย่ เพราะในความเป็นจริง ตลาดอาจเพียงกำลังมองข้ามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น

    Bond Yield พุ่ง ตลาดกังวลเงินเฟ้อ

    ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ ช่วงที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่า เมื่อเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ธนาคารกลางทั่วโลกจะไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยได้อีก และอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม หากมองจากมุมของผู้กำหนดนโยบายหรือธนาคารกลางของแต่ละประเทศ หลายฝ่ายยังไม่ได้ต้องการรีบขึ้นดอกเบี้ย เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญภาวะที่ GDP มีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่เงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงสำคัญจึงอยู่ที่การเกิดภาวะ ‘Stagflation’ (ภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำ แต่เงินเฟ้อสูง) ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกไม่ต้องการเผชิญ 

    หลายประเทศจึงมีแนวโน้มใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการต่างๆ เพื่อพยุงเศรษฐกิจ เพื่อกดเงินเฟ้อให้ลดลง หากสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้จริง ก็อาจทำให้ไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม

    แต่เนื่องจากนักลงทุนในตลาดยังไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของนโยบายในหลายประเทศ จึงทำให้ Bond Yield ปรับดีดขึ้นไปก่อน อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของ Bond Yield ก็ยังไม่ได้รุนแรง เพราะตลาดยังเชื่อว่า รัฐบาลทั่วโลกมีทั้งเครื่องมือและความตั้งใจที่จะควบคุมเงินเฟ้อให้ได้ รวมทั้งความหวังว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังสามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ เพราะหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อใด แรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็จะลดลงตามไปด้วย

    “หากเชื่อว่าสุดท้ายแล้วสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดได้ และสหรัฐฯ กับอิหร่านจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ การปรับขึ้นของ Bond Yield ครั้งนี้อาจเป็นเพียงชั่วคราว Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่ปัจจุบันอยู่บริเวณประมาณ 4.40-4.45% อัตราผลตอบแทนไม่น่าจะปรับขึ้นเกิน 4.5% ขึ้นไป เพราะสหรัฐฯ เป็นประเทศประชาธิปไตย และหากประชาชนเริ่มได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น ก็อาจส่งผลต่อคะแนนนิยมทางการเมือง”

    ทั้งนี้ สหรัฐฯ กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ อาจไม่ต้องการให้ประชาชนหันไปสนับสนุนพรรคเดโมแครต จนกระทบต่ออำนาจทางการเมืองของตนเองในสภา ประธานาธิบดีทรัมป์อาจพยายามทำทุกวิถีทางในช่วงไตรมาส 3 ก่อนเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งกลางเทอมในไตรมาส 4 เพื่อกดเงินเฟ้อลง ผ่านความพยายามยุติสงครามให้ได้ รวมถึงอาจใช้เวทีเจรจากับจีนเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางดังกล่าว โดยอาจขอให้จีนช่วยเจรจากับอิหร่าน เนื่องจากจีนถือเป็นหนึ่งในลูกค้ารายสำคัญของอิหร่านเช่นกัน

    เข้าสู่ภาวะ Stagflation แล้วหรือยัง?

    ชยนนท์ระบุว่า ผลกระทบจากสงครามและราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นยังไม่ได้กระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) อย่างชัดเจน จนกว่าจะเห็นเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น (Cost-Push Inflation) ซึ่งต่างจากเงินเฟ้อที่เกิดจากกำลังซื้อของผู้บริโภค

    “เงินเฟ้อมี 2 รูปแบบหลักคือ เงินเฟ้อจากอุปสงค์ (Demand-Pull Inflation) ซึ่งเกิดจากผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสูง เศรษฐกิจดี และสามารถผลักดันให้ราคาสินค้าปรับขึ้นได้ กับอีกแบบคือเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-Push Inflation) ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกกำลังเสี่ยงเผชิญในปีนี้ โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตและผู้ให้บริการเพิ่มขึ้น จนจำเป็นต้องผลักภาระต้นทุนมายังผู้บริโภคเพื่อรักษากำไรของธุรกิจไว้”

    อย่างไรก็ตาม แม้ราคาสินค้าจะเพิ่มขึ้น แต่รายได้หรือเงินเดือนของผู้บริโภคยังไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่ได้เติบโตดี ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องใช้เงินมากขึ้นกับสินค้าและบริการจำเป็น เช่น พลังงาน อาหาร หรือค่าครองชีพพื้นฐาน จนเหลือเงินน้อยลงสำหรับการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะเริ่มเกิดขึ้นกับ Real Sector ทั่วโลกในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคจะเริ่มอ่อนแอลง

    นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากพยายามพูดถึงและเตือนเรื่อง Stagflation อย่างต่อเนื่อง เพื่อกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายตระหนักถึงความเสี่ยงและเร่งรับมือ เพราะหากปล่อยให้เกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจลากยาวเป็นเวลาหลายปี

    “ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลังทศวรรษ 1980 ที่เข้าสู่ภาวะ Lost Decade ซึ่งเศรษฐกิจแทบไม่เติบโตต่อเนื่องนานกว่า 10 ปี รวมถึงจีนที่กำลังเผชิญปัญหาเงินฝืดและเศรษฐกิจชะลอตัว จากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ ประเทศไหนก็ตามที่เข้าสู่ภาวะ Stagflation มีความเสี่ยงสูงที่ปัญหาจะยืดเยื้อในระยะยาว”

    ขณะนี้สิ่งที่ทั่วโลกกำลังพูดถึงยังเป็นเพียงความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ภาวะดังกล่าวเท่านั้น ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม ยิ่งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนตระหนักรู้และเตรียมตัวรับมือกับความเสี่ยงเรื่อง Stagflation มากเท่าไร โอกาสที่ภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงก็จะยิ่งลดลง

    ยุคสุดท้ายของน้ำมันแพง

    ชยนนท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่ใช่เพียงปัจจัยระยะสั้นที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าเท่านั้น แต่กำลังเป็นเหตุการณ์ที่อาจเปลี่ยน ‘ระเบียบโลก’ และโครงสร้างอำนาจด้านพลังงานในตะวันออกกลางไปอย่างสิ้นเชิง

    “จริงๆ แล้วสหรัฐฯ มีแผนยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า National Security Strategy 2025 ซึ่งเป็นแนวคิดด้านความมั่นคงจากทีมรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์คือ สหรัฐฯ จะเลือกคบหาประเทศต่างๆ บนพื้นฐานของผลประโยชน์ และจะลดบทบาทการเข้าไปแทรกแซงหรือทำหน้าที่ตำรวจโลกเหมือนในอดีต โดยถอยออกจากการเป็นผู้คุ้มครองโดยตรง แต่ยังได้ประโยชน์จากการขายอาวุธให้ประเทศเหล่านั้น”

    อย่างไรก็ตาม สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านกำลังทำให้ระเบียบอำนาจขององค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (Organization of the Petroleum Exporting Countries: OPEC) แตกออกจากกันอย่างมีนัยสำคัญ และอาจทำให้กลุ่ม OPEC ต้องพึ่งพาความร่วมมือกับรัสเซียมากขึ้น เพื่อรักษาอำนาจต่อรองด้านอุปทานพลังงานกับโลก

    เมื่อประเทศต่างๆ แข่งขันกันผลิตน้ำมันมากขึ้น อุปทานน้ำมันในตลาดโลกก็จะเพิ่มขึ้นตาม และจะทำให้ราคาน้ำมันในอนาคตมีโอกาสพุ่งขึ้นแรงได้ยากกว่าเดิม โลกกำลังก้าวเข้าสู่ระเบียบใหม่ที่ประเทศในตะวันออกกลางต้องพยายามสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในรูปแบบอื่น นอกเหนือจากการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว

    “วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นหนึ่งในครั้งสุดท้ายที่โลกจะได้เห็นราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงมาก หรือปรับขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ประมาณ 3,200 บาท) เพราะหลังจากนี้ ไม่ว่าสงครามจะจบอย่างไร โลกจะยิ่งเร่งกระจายความเสี่ยงไปสู่พลังงานรูปแบบอื่นมากขึ้น และการแข่งขันด้านการผลิตน้ำมันก็จะรุนแรงขึ้น ทำให้โอกาสที่ราคาน้ำมันจะกลับไปสูงมากเหมือนในอดีตมีน้อยลง”

    สำหรับแนวโน้มการยุติสงคราม ชยนนท์ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากที่จะประเมิน แต่เชื่อว่าอิหร่านเองก็ไม่ต้องการให้สถานการณ์ยืดเยื้อ เพราะเศรษฐกิจภายในประเทศมีปัญหา อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังต้องการใช้การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเป็นอำนาจต่อรองกับสหรัฐฯ

    “การเจรจาน่าจะยังยืดเยื้ออย่างน้อยอีกประมาณ 1 เดือน จนกว่าสหรัฐฯ จะเริ่มเผชิญแรงกดดันจริง ทั้งจากปริมาณน้ำมันสำรองโลกที่ลดต่ำลง หรือคะแนนนิยมภายในประเทศที่ตกลงมากพอ จนต้องยอมรับเงื่อนไขบางส่วนของอิหร่าน เพื่อยุติความขัดแย้งในที่สุด”

    Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-global-market-stagflation-oil-gold/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gwLCodGzD-Pq9DCy2Yx2U

  • “ดร.ยุทธพร” มองบวกบทบาท “อนุทิน” ผ่านเวทีประชุมอาเซียน เทียบเป็นผู้ร่วมออกแบบสันติภาพ เศรษฐกิจภูมิภาค เห็นชัดเพิ่มอำนาจต่อรองระดับปท. | TOPNEWS

    “ดร.ยุทธพร” มองบวกบทบาท “อนุทิน” ผ่านเวทีประชุมอาเซียน เทียบเป็นผู้ร่วมออกแบบสันติภาพ เศรษฐกิจภูมิภาค เห็นชัดเพิ่มอำนาจต่อรองระดับปท. | TOPNEWS

    รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพร ระบุว่า ในเชิงเศรษฐกิจ ไทยได้เสนอแนวคิดที่สะท้อนการยกระดับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ไปสู่ยุคใหม่ ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่

    ประการแรก การผลักดัน “ASEAN Digital Trade Corridor” หรือระบบการค้าดิจิทัลอาเซียน ที่เชื่อมโยงการชำระเงินข้ามพรมแดนและการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ SME ไทยในการค้ากับประเทศสมาชิกอาเซียน

    ประการที่สอง การผลักดันเส้นทางโลจิสติกส์ใหม่ เชื่อมไทย–กัมพูชา–ฟิลิปปินส์ เพื่อเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือที่มีความเสี่ยงจากความตึงเครียดในทะเลจีนใต้

    และประการที่สาม การประกาศบทบาทของไทยในฐานะ “Green Investment Hub” หรือศูนย์กลางการลงทุนสีเขียวของภูมิภาค เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวร่วมกันในอาเซียน
    .
    ไฮไลต์สำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือความพยายามลดความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา ผ่านแนวทางที่ถูกเรียกว่า “The Cebu Consensus” หรือ “ฉันทามติเซบู” โดยเฉพาะแนวคิด “แยกข้อพิพาทด้านอธิปไตยออกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA)

    ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางเทคนิค หรือ JTC เพื่อเร่งสำรวจและศึกษาศักยภาพด้านพลังงาน ทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งถูกมองว่า อาจกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ ในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังผันผวน

    ขณะเดียวกัน ไทยและกัมพูชายังหารือเรื่องการยกระดับความร่วมมือด้านพรมแดน การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการจัดการจุดผ่านแดนร่วมกัน ซึ่งจะช่วยลดแรงเสียดทานด้านความมั่นคง และเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนในระยะยาว
    .

    รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธพร ระบุอีกว่า ไทยพยายามผลักดันแนวคิด “Positive Peace” หรือ “สันติภาพเชิงบวก” ที่ไม่ใช่เพียงการไม่มีสงคราม แต่หมายถึงการที่ประชาชนมีอาหาร มีงาน และเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม
    จึงเกิดข้อเสนอ “ASEAN Food Bank & Energy Storage Network” ซึ่งเป็นแนวคิดสร้างเครือข่ายสำรองอาหารและพลังงานระดับภูมิภาค โดยใช้ศักยภาพด้านเกษตรกรรมของไทยและกัมพูชา ผนวกกับเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของฟิลิปปินส์
    .

    ในเชิงยุทธศาสตร์ นักวิชาการประเมินว่า สิ่งที่ไทยได้รับจากแนวทางดังกล่าว คือการเพิ่ม “อำนาจต่อรอง” บนเวทีระหว่างประเทศ เพราะไทยกำลังวางตัวเองเป็น “ตัวกลาง” ระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มใกล้ชิดโลกตะวันตกอย่างฟิลิปปินส์ และประเทศที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดจีนอย่างกัมพูชารวมถึงโอกาสในการปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจจากพลังงานและการลงทุนข้ามพรมแดนในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งอาจถูกตีความทางการเมืองภายในประเทศ และถูกใช้เป็นประเด็นโจมตีจากกระแสชาตินิยม หากรัฐบาลไม่สามารถสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส

    นอกจากนี้ การเจรจาเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ในพื้นที่ OCA ยังเป็นประเด็นละเอียดอ่อนเชิงเทคนิค ซึ่งต้องอาศัยความรอบคอบอย่างมาก เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1574039&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oHg8LDnDpSzkHr3ItmUZ0

  • เศรษฐกิจของตุรกีกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่าน

    เศรษฐกิจของตุรกีกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่าน

    สงครามในอิหร่านและสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกลางที่ยังคงยืดเยื้อกำลังสร้างความตึงเครียดระลอกใหม่ให้กับเศรษฐกิจของตุรกี โดยเป็นตัวเร่งให้ต้นทุนการผลิตสินค้าต่างๆ พุ่งสูงขึ้น ความต้องการสินค้าส่งออกอ่อนตัวลง และสร้างแรงกดดันซ้ำเติมต่อค่าเงินลีราและทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ

    ตัวเลขการค้าในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบดังกล่าว โดยพบว่ามีการขาดดุลการค้าที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความต้องการสินค้าจากต่างประเทศที่ลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามได้ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของตุรกี ในขณะที่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นได้ผลักดันให้ต้นทุนการนำเข้าพุ่งสูงตามไปด้วย ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ตุรกีระบุว่า การส่งออกของตุรกีในเดือนมีนาคมลดลงร้อยละ 6.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าประมาณ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8.4 เป็นประมาณ 3.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดการขาดดุลรายเดือนสูงถึง 1.13 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ 

    การลดลงของการส่งออกนั้นปรากฏชัดเจนที่สุดในการค้ากับกลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ โดยยอดการส่งออกสินค้าลดลงเกือบร้อยละ 37 เหลือเพียง 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าจากภูมิภาคอ่าวอาหรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เป็น 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยรายงานตัวเลขในเดือนมีนาคมแสดงยอดขาดดุลการค้าสะสมในช่วง 3 เดือนแรกพุ่งสูงเกือบ 2.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งบ่งชี้ว่ายอดรวมในปี 2026 อาจแซงหน้ายอดขาดดุลของปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 9.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสงครามยังคงดำเนินต่อไปและสร้างความเสียหายทางอ้อมให้กับตุรกีและคู่ค้าของตน

    ผลกระทบจากความขัดแย้งและการหดตัวของการส่งออกยังปรากฏให้เห็นในภาคการผลิตของตุรกี โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2020 ซึ่งเป็นช่วงสูงสุดของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (Turkstat) ระบุว่าโรงงานผลิตในประเทศมีการเดินเครื่องใช้งานเพียงประมาณ 3 ใน 4 ของกำลังการผลิตทั้งหมดในเดือนมีนาคม

    นาย Abdülkadir Çelenk หัวหน้าเขตอุตสาหกรรมในจังหวัดอดิยามานทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2023 กล่าวว่า ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นอีกเหตุการณ์ที่เข้ามาซ้ำเติมความเสียหายของภาคอุตสาหกรรมตุรกี เขาให้สัมภาษณ์กับ AGBI ว่า สงครามนี้ได้เพิ่มแรงกดดันต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ผลิตในอุตสาหกรรมและผู้ส่งออกที่ต้องแบกรับภาระอย่างหนัก ด้วยราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 ต้นทุนด้านโลจิสติกส์จะเข้ามากระทบเราและบีบคั้นกำไรจนหมดสิ้น” เขากล่าว “ภาคการผลิตตกอยู่ภายใต้ความกดดันอยู่แล้ว และตอนนี้ด้วยต้นทุนที่เกิดจากสงคราม ทุกภาคส่วนต่างสัมผัสได้ถึงผลกระทบของสงครามครั้งนี้” นับตั้งแต่เริ่มต้นสงครามในอ่าวอาหรับ ค่าเงินลีราของตุรกีประสบกับสภาวะการอ่อนค่าแบบมีการบริหารจัดการ (managed depreciation) โดยขยับลดลงเล็กน้อยจาก 43.9 เป็น 44.5 ต่อเหรียญสหรัฐฯ ณ วันที่ 6 เมษายน อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงมาก

    ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 เมษายน แสดงให้เห็นว่าทุนสำรองของธนาคารกลางลดลง 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม เหลืออยู่ที่ 1.55 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ กลยุทธ์ดังกล่าวอาจได้ผลในระดับหนึ่ง โดยรายงานจาก Turkstat เมื่อวันที่ 3 เมษายน ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อรายเดือนในเดือนมีนาคมอยู่ที่ต่ำกว่าร้อยละ 1.94 เล็กน้อย ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อรายปีลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 30.8 จากร้อยละ 31.5 ในเดือนกุมภาพันธ์

    ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

    อย่างที่ทราบกันว่า ในช่วงสองปีมานี้ตุรกีเพิ่มความเข้มข้นในการจัดเก็บภาษีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ไม่เว้นแม้แต่การซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซของประชาชนทั่วไปก็ต่างได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว โดยหวังให้ประชาชนเพิ่มการบริโภคสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ลดการนำเข้าและเพิ่มการส่งออก โดยมีเป้าหมายให้ตัวเลขการขาดดุลการค้าลดลงมากที่สุด รวมไปถึงการออกมาตรการต่างๆ ด้านภาษีและอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่สูงมากสะสมมายาวนาน ซึ่งที่ผ่านมาก็ดูจะเริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้น แต่สงครามอิหร่านที่เกิดขึ้นและความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ กำลังสร้างผลกระทบที่คาดว่าจะร้ายแรงมากยิ่งขึ้นกับตุรกี และยิ่งหากสงครามดังกล่าวยืดเยื้อ และสถานการณ์โดยรวมยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ย่อมมีผลกระทบต่อกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับที่ถือเป็นคู่ค้าสำคัญของตุรกี ความต้องการของสินค้าที่ลดลง ประกอบกับต้นทุนด้านพลังงานและวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น อาจจะกลายเป็นฝันร้ายให้แก่ภาคการผลิตและส่งออกของตุรกีอย่างน่ากังวล

    ที่มา: https://www.agbi.com/analysis/economy/2026/04/turkeys-economy-under-increasing-strain-from-iran-conflict/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vz9cn2no8zlzrx5nnjaswg7a&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1La-mDh6MkUVGMFnCv5FqN

  • เศรษฐกิจอังกฤษเติบโตแกว่งตัวท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางและความปั่นป่วนทางการเมือง

    เศรษฐกิจอังกฤษเติบโตแกว่งตัวท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางและความปั่นป่วนทางการเมือง

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษเผยแพร่ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เมื่อวันพฤหัสบดี แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจขยายตัว 0.6% ในไตรมาสแรกของปี 2568 เร่งขึ้นจากการเติบโต 0.2% ที่ปรับปรุงแล้วในช่วงสามเดือนสุดท้ายของปีก่อน การเติบโตนี้ให้กำลังใจแก่นายกรัฐมนตรี Keir Starmer ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการเมืองภายในและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    เศรษฐกิจฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย

    ข้อมูล GDP เดือนมีนาคมแสดงการขยายตัว 0.3% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในช่วงเริ่มต้นของสงครามตะวันออกกลาง Rachel Reeves รัฐมนตรีการคลัง กล่าวว่าตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีแผนเศรษฐกิจที่ถูกต้อง และเศรษฐกิจอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งขึ้นในขณะที่จัดการกับต้นทุนจากสงครามในอิหร่าน

    ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและราคาพลังงาน

    สงครามตะวันออกกลางที่เริ่มต้นด้วยการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น กระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อใหม่และคุกคามการเติบโตทางเศรษฐกิจ Ruth Gregory นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Capital Economics ระบุว่าเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพดีในช่วงแรกของแรงกระแทกราคาพลังงาน แต่เตือนว่าการเติบโตอาจอ่อนแอลงเมื่อผลบวกชั่วคราวจากการสะสมสินค้าคลี่คลายและการกดดันรายได้ครัวเรือนจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นทวีความรุนแรง

    Starmer เผชิญวิกฤตการเมือง

    นายกรัฐมนตรี Starmer กำลังต่อสู้กับการกบฏภายในพรรคเลเบอร์หลังจากพ่ายแพ้อย่างหนักต่อพรรค Reform UK แนวขวาจัดและพรรคกรีนแนวซ้ายในการเลือกตั้งท้องถิ่นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผลการเลือกตั้งนี้เป็นจุดสิ้นสุดของช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับพรรคที่ดิ้นรนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอังกฤษตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกรกฎาคม 2567 โดยเพิ่มภาษีในงบประมาณประจำปีสองครั้ง

    ธนาคารกลางเตรียมปรับนโยบายการเงิน

    ธนาคารแห่งอังกฤษส่งสัญญาณว่าอาจต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากสงครามผลักดันเงินเฟ้อขึ้น แม้จะเสียสละการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ตาม อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ เนื่องจากนักลงทุนขายออกด้วยความกังวลว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ

    ความท้าทายอนาคต

    Susannah Streeter นักยุทธศาสตร์การลงทุนหัวหน้าจาก Wealth Club แสดงความเห็นว่าผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของอังกฤษอาจมาสายเกินไปสำหรับ Starmer นักวิจารณ์ระบุว่านายกรัฐมนตรีหลงทางจากข้อผิดพลาดทางนโยบายหนึ่งไปยังอีกข้อผิดพลาดหนึ่งในระหว่าง 22 เดือนที่ดำรงตำแหน่ง ขณะที่เขายังต้องเผชิญกับเสียงเรียกร้องจากในพรรคให้ลาออกจากตำแหน่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/uk-economy-grows-amid-mideast-war-political-turmoil&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03Gqy8_xsmY4-IV0MLC1NY

  • “อนุทิน” เปิดทำเนียบรับฟัง10 เจ้าสัวยักษ์ใหญ่พลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” เปิดทำเนียบรับฟัง10 เจ้าสัวยักษ์ใหญ่พลิกฟื้นเศรษฐกิจ

    นายกฯ เตรียมเปิดทำเนียบรับ 10 เจ้าสัวยักษ์ใหญ่ จัดเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” พลิกฟื้นเศรษฐกิจ-เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ

    วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความพร้อมการจัดเวทีสำคัญ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เชิญ CEO และผู้บริหารระดับสูงจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของไทยเข้าร่วมหารือเพื่อยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” อย่างเต็มรูปแบบ

    สำหรับรายชื่อผู้เข้าร่วมนำโดยเจ้าสัวและนักธุรกิจแถวหน้าของเมืองไทย ประกอบด้วยเครือซีพี นายธนินท์ เจียรวนนท์ และนายศุภชัย เจียรวนนท์ บริษัท กัลฟ์ นายสารัชถ์ รัตนาวะดี บริษัท สหพัฒน์ นายเวทิต โชควัฒนา กลุ่มค้าปลีก/ห้างสรรพสินค้า นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ (เซ็นทรัล) และ นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช (เดอะมอลล์) กลุ่มพลังงาน/อสังหาฯ/ก่อสร้าง นายคงกระพัน อินทรแจ้ง (ปตท.), นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม (SCG), นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ (ช.การช่าง) และ นางสาวจรีพร จารุกรสกุล (WHA)

    โฆษกรัฐบาลย้ำว่า นายกรัฐมนตรีต้องการสร้างรัฐบาลที่ “เข้าถึงง่าย” โดยเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนสะท้อนปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ทั้งภารกิจที่ต้องทำทันที ยุทธศาสตร์ระยะ 4 ปี รวมถึงการเสนอให้ยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เพื่อนำไปกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจจริง พร้อมประเมินดัชนีความเชื่อมั่นของ CEO ต่อรัฐบาลในรอบ 12 เดือนข้างหน้า

    ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ณ ตึกสันติไมตรี โดยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นผู้ดำเนินการจัดเลี้ยง เพื่อแสดงศักยภาพทักษะวิชาชีพของนักศึกษาไทยในภาคบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าหารือเจาะลึกรายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2932808&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eeHIQNaZ14MuflelGOF11

  • เอกนิติย้ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อปากท้องประชาชน ไม่ใช่ตีเช็กเปล่า

    เอกนิติย้ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อปากท้องประชาชน ไม่ใช่ตีเช็กเปล่า


    เอกนิติ ยืนยันการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เป็นมาตรการจำเป็นเพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชน ไม่ใช่การตีเช็กเปล่าหรือเอื้อนายทุน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่า การออก พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังขยายตัวจากปัญหาพลังงาน

    นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นวิกฤตในหลายประเทศทั่วโลก โดยต้นตอมาจากวิกฤตพลังงานที่กำลังลุกลามเข้าสู่ปัญหาปากท้องของประชาชน จึงทำให้รัฐบาลเห็นความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อดูแลประชาชนอย่างเร่งด่วน และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    พร้อมกันนี้ นายเอกนิติยังชี้แจงถึงการนำสถานการณ์ครั้งนี้ไปเปรียบเทียบกับการออก พ.ร.ก.กู้เงินในอดีตว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างวิกฤตปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเกิดจากปัญหาค่าเงินสำรองระหว่างประเทศหมด จนนำไปสู่การลอยตัวค่าเงินบาท และวิกฤตสถาบันการเงินล้มละลาย ซึ่งถือเป็นวิกฤตของภาคธุรกิจและคนมีฐานะ

    ส่วนวิกฤตปี 2552 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้การส่งออกของไทยติดลบ และฉุดเศรษฐกิจไทยตามไปด้วย แต่สำหรับวิกฤตครั้งนี้ เป็นวิกฤตที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะเริ่มจากภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูงขึ้น และต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น ไม่ได้เริ่มจากเศรษฐกิจติดลบ

    นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ปัญหาดังกล่าวมีที่มาจากสงครามโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งยังไม่สิ้นสุด ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในบางช่วง ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ก่อนลุกลามไปสู่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพ โดยประเทศไทยเห็นอัตราเงินเฟ้อจากเดิมติดลบในไตรมาสแรก ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากไม่เร่งแก้ไขจะกระทบประชาชนจำนวนมาก

    นายเอกนิติกล่าวว่า งบกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ที่ถูกตั้งคำถามว่าแบ่งเป็นเงินเยียวยาประชาชน 200,000 ล้านบาท และงบเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 200,000 ล้านบาทนั้น ไม่ควรมองว่าเป็นคนละส่วน แต่ต้องมองว่าเป็นเงินเยียวยาทั้งหมด เพียงแต่ส่วนที่ใช้เปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวควบคู่กับการบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น

    โดยเปรียบเทียบว่า เป็นการยิงนกครั้งเดียวได้นกสองตัว คือ ช่วยประชาชนในวันนี้ และช่วยให้ประชาชนสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต เช่น การสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้ไบโอดีเซลในภาคขนส่ง หรือส่งเสริมพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

    นายเอกนิติกล่าวว่า การออก พ.ร.ก.ในครั้งนี้เปรียบเหมือนการให้ยาแก่คนป่วย หากปล่อยให้รออีก 4-5 เดือน หรือรอถึงงบประมาณปี 2570 จึงเริ่มดำเนินการ ก็จะไม่ทันการณ์ เพราะแม้ให้ยาวันนี้ กว่าจะเห็นผลก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน ดังนั้น หากประเทศกำลังเผชิญวิกฤต ก็ต้องเริ่มรักษาตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาลุกลาม

    พร้อมย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เรื่องที่รอได้ และจริง ๆ ควรเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ 3 ปีก่อนแล้ว เพราะหากความขัดแย้งระหว่างประเทศกลับมารุนแรงอีก ราคาพลังงานอาจปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง และรัฐก็ต้องกลับมาใช้งบเยียวยาประชาชนซ้ำอีก

    นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลจึงต้องการใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤต พร้อมสร้างความแข็งแรงให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว ด้วยการลดการนำเข้าน้ำมัน ลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ และสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

    เมื่อถูกถามถึงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านที่มองว่างบเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่มีรายละเอียดชัดเจน เสมือนเป็นการตีเช็กเปล่า และอาจเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน นายเอกนิติยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และ พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ใช่การตีเช็กเปล่าอย่างแน่นอน

    โดยระบุว่า พ.ร.ก.ทุกฉบับมีกลไกกำกับดูแลชัดเจน มีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ และขณะนี้คณะกรรมการกำลังประชุมเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาอย่างโปร่งใส ทั้งนี้ ขณะนี้ยังไม่มีโครงการใดได้รับอนุมัติ เพราะอยู่ระหว่างให้กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ เสนอรายละเอียดเข้ามา

    สำหรับหลักเกณฑ์พิจารณาโครงการ มี 5 ข้อสำคัญ ได้แก่

    1. โครงการต้องช่วยเหลือประชาชน เยียวยาความเดือดร้อนให้ตรงจุดตรงเป้า
    2. ต้องไม่ใช่เพียงการแจกเงินระยะสั้น แต่ต้องช่วยให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านและลดต้นทุนในอนาคต
    3. ต้องช่วยปฏิรูปและฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อยในตลาดให้เข้าถึงธนาคารออมสินและธนาคารรัฐ ลดการกู้นอกระบบ
    4. ทุกโครงการต้องมีความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลได้ ตรวจสอบได้
    5. เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามานำเสนอแนวทางและร่วมดำเนินการภายใต้ระบบที่โปร่งใส

    นายเอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา ก็เป็นแนวคิดที่จะไม่เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อน แต่จะเพิ่มทักษะอาชีพ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และสร้างรายได้ให้ประชาชนในระยะยาว

    เมื่อถามว่า การที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญจะกระทบต่อการเดินหน้าโครงการหรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาของศาล แต่ในทางกฎหมาย พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้ว หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา

    ดังนั้น รัฐบาลยังคงเดินหน้าตามขั้นตอนปกติ พร้อมชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นต่อทุกฝ่าย โดยย้ำว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ใช่เพียงบรรเทาผลกระทบระยะสั้น แต่ต้องการช่วยให้ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    “การเยียวยาอย่างเดียวไม่พอ ต้องช่วยให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านได้ด้วย นี่คือเหตุผลที่เราต้องทำวันนี้ ไม่ใช่รออีก 5 เดือน” นายเอกนิติกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42780&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3noyONHhYZ1CdMaHVzsHL3