Category: เศรษฐกิจ

  • รัฐบาลยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยทุกมิติ รับโลกการทำงานยุคใหม่

    รัฐบาลยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยทุกมิติ รับโลกการทำงานยุคใหม่

    รัฐบาลยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยทุกมิติ รับโลกการทำงานยุคใหม่

    วันนี้, 12:22น.

              ร้อยเอกหญิง ดร. ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงแรงงาน เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยอย่างเป็นระบบ พร้อมปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและรูปแบบการจ้างงานยุคใหม่ โดยนาย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับผู้บริหารระดับสูงขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เพื่อหารือความร่วมมือด้านแรงงานและสังคมระหว่างประเทศไทยกับนานาชาติ สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกระทรวงแรงงานในการผลักดันมาตรฐานแรงงานไทยสู่ระดับสากล โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงาน การคุ้มครองแรงงานนอกระบบ แรงงานแพลตฟอร์ม และการเตรียมกำลังคนรองรับเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญของโลกการทำงานในอนาคต

              ภายใต้กรอบความร่วมมือ Decent Work ระยะที่ 2 ช่วงปี 2566–2570 ไทยและ ILO มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างโอกาสการเข้าถึงงานที่มีคุณค่า ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ Future, Access และ Connect เพื่อสร้างระบบแรงงานที่ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน

              กระทรวงแรงงานยังเร่งเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายและกลไกคุ้มครองแรงงานให้ทันต่อบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะแรงงานแพลตฟอร์มและแรงงานนอกระบบ เพื่อเพิ่มหลักประกันทางสังคมและความมั่นคงในการทำงานให้ครอบคลุมมากขึ้น สอดรับกับแนวโน้มตลาดแรงงานโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

              ขณะเดียวกัน ไทยยังเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 (ALMM) ในเดือนสิงหาคมนี้ ภายใต้แนวคิด “Advancing ASEAN Human Capital: Skills Certification towards Global Recognition” เพื่อผลักดันการรับรองมาตรฐานทักษะแรงงานอาเซียนสู่ระดับสากล และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของแรงงานไทยในเวทีโลก

              นอกจากนี้ ความร่วมมือกับ ILO ยังครอบคลุมประเด็นสิทธิแรงงาน การพัฒนาทักษะสำหรับอุตสาหกรรมอนาคต การส่งเสริมบทบาทสตรีในสายงาน STEM การคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ตลอดจนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับเป้าหมายการยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนไทยในระยะยาว สะท้อนภาพการทำงานเชิงรุกของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยให้เท่าทันโลกยุคใหม่ พร้อมสร้างงานที่มีคุณค่า และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่แรงงานทุกกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

    #แรงงาน

    #ทำเนียบรัฐบาล

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P89HPK2YfdgoZ2pIvlhgC

  • รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ คุย 35 เจ้าสัว รับฟังข้อเสนอร่วมขับเคลื่อนประเทศ

    รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ คุย 35 เจ้าสัว รับฟังข้อเสนอร่วมขับเคลื่อนประเทศ

    วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.11 น.

    รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ คุย 35 เจ้าสัว รับฟังข้อเสนอร่วมขับเคลื่อนประเทศ หวังเอกชนเป็นหัวหอกพลิกโฉมเศรษฐกิจระยะยาว

    15 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญกว่า 35 คน เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความความคิดเห็น ที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 17.00 น.โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการร่วมหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

    “เวทีนี้จะเป็นเวทีที่เน้นการรับฟังความเห็นเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสายเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับฟังภาคธุรกิจกันอย่างพร้อมเพรียง โดยการพูดคุยวันนี้จะหารือเรื่องแนวทางการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยภายใต้บริบทโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สั่งการแบบเดิมมาเป็นผู้สนับสนุน เพื่อให้ภาคเอกชนเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปมากจนเราต้องทำงานร่วมกัน”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของการหารือกับผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจะร่วมหารือถึงแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยว่าจะต้องไปในทิศทางไหน เพื่อกำหนดอนาคตประเทศไทยภายใต้ภูมิทัศน์โลกใหม่ รวมถึงแนวทางในการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ และจะสอบถามว่าทางภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนในเรื่องอะไรบ้าง และเมื่อรัฐบาลได้รับฟังความคิดเห็นทั้งหมดแล้ว จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอทั้งหมดมาขับเคลื่อนต่อผ่านกลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งจะผลักดันให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติภายใน 6 เดือน

    สำหรับผู้บริหารที่จะเข้าร่วมหารือกับนายกฯ มีรายชื่อเบื้องต้น ดังนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

    รวมทั้งผู้บริหารจากกลุ่มค้าปลีก การเงิน ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ และสุขภาพ อาทิ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)

    นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายผยง ศรีวณิช สมาคมธนาคารไทย ดร.ณพพงศ์ ธีระวร สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช: สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายชัย อรุณานนท์ชัย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ สมาคมโรงแรมไทย

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BjnRYpFMVs0gzTGkfQnkd

  • “เอกนิติ” เผย หารือ 10 CEO หวังดันเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงของโลก

    “เอกนิติ” เผย หารือ 10 CEO หวังดันเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงของโลก

    “เอกนิติ” หวังเวทีระดมความเห็น CEO วันนี้ ยกเครื่องประเทศ ดันเศรษฐกิจสู่ภูมิทัศน์ใหม่ แข่งขันได้ในเวทีโลก  เตรียมรวมความเห็นเอกชน บวกยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจที่เตรียมไว้ ขับเคลื่อนผ่าน กรอ. เน้นลงทุน ต่อยอดพัฒนาคน AI 

    วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนครั้งใหญ่ภายใต้แนวคิด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งจะเชิญผู้บริหารระดับสูง (CEO) ประมาณ 34-35 ท่าน จาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมมาร่วมเสนอแนะแนวทางในวันนี้ (15 พ.ค.) ว่าการจัดเวทีครั้งนี้เป็นดำริของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยซึ่งต้องการรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนโจทย์สำคัญคือการพาเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงของโลก และการปรับโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ (Economy Transformation) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

    “รูปแบบการจัดเวทีครั้งนี้จะรับฟังจากภาคเอกชนที่จะแสดงความคิดเห็นแบบเปิดกว้าง แล้วผมจะสรุปประเด็นต่างๆ ที่ได้จากที่ประชุมเพื่อให้ได้แนวทางการขับเคลื่อนที่เป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยให้แข่งขันกับประเทศต่างๆ ซึ่งจะนำเอาแนวทางที่ได้มารวมกับยุทธศาสตร์การยกเครื่องเศรษฐกิจที่ได้ทำงานร่วมกับทีมงานไว้” นายเอกนิติ กล่าว

    ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ได้จัดทำไว้เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย จะผลักดันผ่านเครื่องยนต์หลักได้แก่ การลงทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy), เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การปฏิรูปการศึกษา รวมถึงการปฏิรูประบบราชการ

    ทั้งนี้ การลงทุนในอนาคตต้องเป็นเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เช่น พลังงานสะอาด และการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การยกเครื่องและเพิ่มความสามารถของเศรษฐกิจไทยสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สำหรับการขับเคลื่อนข้อเสนอของภาคเอกชน และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนั้นตั้งใจที่จะใช้เวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เป็นกลไกหลัก ซึ่งถือว่าเป็นการนำกลไกในอดีตกลับมาอีกครั้ง แต่จะมีการปรับปรุงบทบาทให้มีความทันสมัยและกระฉับกระเฉงมากขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่ภาครัฐเป็นฝ่ายนำมาเป็นการทำงานร่วมกันโดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในประเด็นที่เชี่ยวชาญ และรัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยเฉพาะการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ทั้งนี้ วางแผนว่าจะมีการติดตามผลงานอย่างใกล้ชิดทุกเดือน และตั้งเป้าให้เห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2932851&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DSX-RvVLD68G-JWHfcqcB

  • โอกาสทองพลิกเศรษฐกิจ

    โอกาสทองพลิกเศรษฐกิจ

    โลกอยู่ไม่สุขนับแต่ทรัมป์ก่อสงคราม ในแต่ละวัน ตื่นเช้ามาก็ต้องเฝ้าติดตามข่าวสารสงคราม ตลาดหุ้น ราคาทอง ราคาน้ำมัน อันพอจะถือเป็นดัชนีชี้วัดระดับสถานการณ์ได้ระดับหนึ่ง หากรุนแรงก็หดหู่ แต่หากผ่อนคลาย ก็ค่อยสบายใจขึ้น สภาพจิตใจไม่เป็นปกติสุขเอาเสียเลย

    ท่ามกลางข่าวร้าย ก็ยังมีข่าวดี!

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI แจ้งข่าวดีว่าในช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้ มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 624 โครงการ มูลค่าเงินลทุน 1,016,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    หากเกิดการ “ลงทุนจริง” ก็จะส่งผลพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น

    ตามหลัก “ตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจ” หรือ “มัลติพลายเออร์ เอฟเฟกต์” ของชาวเคนเชียนส์ เงินลงทุนแสนแสนล้านล้านบาทเพิ่ม 1 หน่วย สามารถสร้างรายได้เพิ่มได้มากกว่า 1 ซึ่งอาจจะเป็น 2-3-4 หรือ 5 เท่าก็ได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนรอบของการใช้จ่าย ยิ่งมากรอบก็ยิ่งดี

    อาทิเช่นรัฐลงทุนสร้างถนน 1,000 ล้านบาท ผู้รับเหมาเอาเงินไปจ้างแรงงาน ซื้อวัสดุ คนงานนำเงินไปซื้อสินค้า และร้านค้าก็มีรายได้เพิ่ม แล้วจ้างงานเพิ่มต่อ ยิ่งใช้วัตถุดิบ แรงงาน และธุรกิจในประเทศ และยิ่งมีห่วงโซ่อุปทานหลายระดับ เงินก็ยิ่งหมุนเวียนหลายรอบ

    เงิน 1 พันล้านบาท อาจจะทวีคูณกลายเป็น 5 พันล้านบาทไปเลย ดังเช่นการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานหรือการท่องเที่ยว

    กรณีคำขอ BOI มูลค่าลงทุน 1 ล้านล้านบาท หากมีการลงทุนเกิดขึ้นจริง ย่อมมีการจ้างงาน คนงานมีเงินไปซื้อสินค้าและบริการ ผู้รับเหมาเอาเงินไปซื้อวัสดุอุปกรณ์ เงินก็หมุนเข้าสู่โรงงาน โรงงานก็เอาเงินไปจ้างคนงาน เกิดการจับจ่ายใช้สอยขึ้นอีก

    เงิน 1 ล้านล้านบาทย่อมจะหมุนไป อาจจะทวีคูณเป็น 2 เท่า ก็จะกลายเป็น 2 ล้านล้านบาท หรือหมุน 3 รอบก็จะกลายเป็น 3 ล้านล้านบาท ย่อมส่งผลกระทบต่อ GDP ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศได้อย่างแน่นอน

    ยิ่งมามองไส้ในของคำขอ BOI 1 ล้านล้านบาท มีกลุ่มที่ขอการลงทุนสูงสุดในกลุ่มดิจิทัลและ AI เช่น ดาต้า เซ็นเตอร์ และคลาวด์เซอร์วิส คิดเป็นเงินลงทุนทั้งสิ้นกว่า 9.1 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

    นี่แหละคือเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ประเทศชาติขาดแคลนและมีความจำเป็นต้องสร้างขึ้นมา เพื่อความอยู่รอด และเป็นการสร้างพื้นฐานรองรับการเจริญเติบโตในอนาคตอีกด้วย

    คำขอส่งเสริมการลงทุนตั้ง 1 ล้านล้านบาท เปรียบเหมือนมีคนเอาเงินพร้อมลงทุนมากองไว้หน้าบ้าน เหลือแต่ความสามารถเจ้าของบ้าน จะนำเงินเข้าบ้านไปใช้จ่ายอย่างไรเท่านั้น

    แค่นี้มีหรือไม่?

    ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาคำขอส่งเสริมการลงทุนมักจะติดขัดเกิดความล่าช้าทั้งอุปสรรคจากข้อกฎหมาย และขั้นตอนในการขออนุญาตหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่ากรมที่ดิน กรมโรงงาน การนิคมอุตสาหกรรม หรือหน่วยงานสาธารณูปโภคทั้งหลาย

    นอกจากนั้น ก็อาจจะมีปัญหาเรื่อง “เงินใต้โต๊ะ” ด้วย

    แต่ห้วงเวลานี้ ประเทศชาติประสบปัญหาความขัดสนยากไร้ไปทั่วแผ่นดิน ติดกับดักประเทศที่มีความเจริญเติบโตต่ำ และสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านมานานหลายปีแล้ว

    เงินลงทุนจากภาคเอกชน 1 ล้านล้านบาท โดยไม่ใช้เงินรัฐสักแดงเดียวนั้นมีความหมาย หากจะติดขัดเรื่องข้อจำกัดการลงทุนของต่างชาติ ก็จำเป็นต้องทะลายกำแพงนี้เพื่อกู้วิกฤตชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/831583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20f7Iv8o3EMeucOXcxPLIl

  • “เอกนิติ” หวังเวทีระดมความเห็น CEO  ดันเศรษฐกิจสู่ภูมิทัศน์ใหม่ เล็งรวมความเห็นเอกชนบวกยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนผ่าน กรอ.

    “เอกนิติ” หวังเวทีระดมความเห็น CEO ดันเศรษฐกิจสู่ภูมิทัศน์ใหม่ เล็งรวมความเห็นเอกชนบวกยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนผ่าน กรอ.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/147677&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CED_OMEWLXnCCiPAPJSYK

  • นายกฯ เปิดทำเนียบถกบิ๊กซีอีโอ พลิกโฉมเศรษฐกิจ หนุนเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

    นายกฯ เปิดทำเนียบถกบิ๊กซีอีโอ พลิกโฉมเศรษฐกิจ หนุนเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

    นายกฯ เปิดทำเนียบถกบิ๊กซีอีโอ พลิกโฉมเศรษฐกิจ หนุนเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

    นายกฯ เปิดทำเนียบถกบิ๊กซีอีโอ พลิกโฉมเศรษฐกิจ หนุนเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

    วันนี้ (15 พฤษภาคม 2569) ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เกิดอีเวนต์สำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดทำเนียบฯ เป็นประธานในเวทีหารือวาระพิเศษภายใต้หัวข้อ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพบปะตามปกติ แต่ถูกนิยามว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชนให้กลายเป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” แทนที่บทความเดิมที่เป็นเพียงผู้กำกับดูแลกับผู้ประกอบการ

    การรวมตัวของ CEO จาก 10 อุตสาหกรรมหลัก

    รัฐบาลได้เชิญผู้นำองค์กรระดับสูงและ CEO จากบริษัทยักษ์ใหญ่รวมกว่า 20 ท่าน ครอบคลุม 10 กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)  กลุ่มการเงิน เกษตรและอาหาร ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ โรงแรมและท่องเที่ยว ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และเทคโนโลยี 

    สำหรับผู้บริหารภาคธุรกิจที่จะเข้าร่วม อาทิ

    • นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
    • นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
    • นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
    • นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) 
    • นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
    • นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
    • นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)  
    • นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    • นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด 
    • นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

    การระดมสมองครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การรับฟังข้อเสนอเชิงลึก ทั้งในส่วนของภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำทันที และยุทธศาสตร์ระยะยาว 4 ปี รวมถึงการรับฟังเสียงสะท้อนเกี่ยวกับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ

    ก้าวต่อไป จากการฟังสู่การปฏิบัติจริง

    รัฐบาลมีแผนจะเดินหน้าหารือรายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเจาะลึกปัญหาและผลักดันมาตรการให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข่งขันได้

    นัยสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดทุน

    นักวิเคราะห์จาก บล.เอเซีย พลัส มองว่า การระดมสมองของผู้นำระดับ TOP ในแต่ละอุตสาหกรรม สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำให้กระบวนการพิจารณานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ EV และการปล่อยคาร์บอนต่ำ มีความรวดเร็วและตอบโจทย์ตลาดโลกมากยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นตัวเร่งให้ตัวเลข GDP ไทยทยอยฟื้นตัวขึ้นตามลำดับในไตรมาสถัด ๆ ไป

    นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้เป็น “ตัวเร่งเชิงบวก” ต่อความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากบริษัทที่เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) สูง โดยมีประเด็นที่น่าจับตาในรายกลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ

    กลุ่มธนาคาร : ความร่วมมือครั้งนี้อาจนำไปสู่ความชัดเจนด้านมาตรการสินเชื่อเพื่อประคอง SME หรือการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจะช่วยลดความกังวลเรื่องหนี้เสีย (NPL) ในระบบ

    กลุ่มค้าปลีกและเกษตร-อาหาร : หุ้นกลุ่มค้าปลีกมีโอกาสรับอานิสงส์เต็มที่ หากที่ประชุมสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นการบริโภคหรือนโยบายเพิ่มกำลังซื้อในประเทศได้สำเร็จ เพื่อต่อยอดจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”

    กลุ่มพลังงาน ยานยนต์ชิ้นส่วน และก่อสร้าง : การส่งเสริมแผนพลังงานทดแทน การวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรม EV และการปลดล็อกข้อจำกัดเมกะโปรเจกต์ จะสร้าง GROWTH STORY ใหม่ๆ ให้กับหุ้นกลุ่มนี้

    กลุ่มท่องเที่ยวและสุขภาพ : การขจัดอุปสรรคด้านการท่องเที่ยว การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน หรือการยกระดับ MEDICAL TOURISM จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยหนุนรายได้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

    การทำงานแบบ “เปิดกว้างและเข้าถึงได้” ของรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยกลับมามีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม 

    สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จจากหารือกันในครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับการแปรเปลี่ยนข้อเสนอจากโต๊ะเจรจาไปสู่การปฏิบัติที่รวดเร็วและตอบโจทย์ตลาดโลกอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/742407&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vT26NGrYMMqQ7otXURqF0

  • คืบหน้าสงครามตะวันออกกลาง : ไอเอ็มเอฟกังวลเศรษฐกิจโลก-สีจิ้นผิงเสนอช่วยเหลือ

    คืบหน้าสงครามตะวันออกกลาง : ไอเอ็มเอฟกังวลเศรษฐกิจโลก-สีจิ้นผิงเสนอช่วยเหลือ

    – IMF มองการเติบโตในแง่ลบ –

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าการหยุดชะงักอย่างต่อเนื่องจากสภาวะสงครามในตะวันออกกลางหมายความว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนไปสู่สถานการณ์ที่ไม่ดี โดยการเติบโตลดลงและมีความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อมากขึ้น

    เมื่อเดือนที่แล้ว รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของสถาบันการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลงเหลือ 3.1% ในปี 2026 และเตือนว่าแนวโน้มจะเลวร้ายยิ่งกว่าหากสงครามยืดเยื้อออกไป

    ในสถานการณ์ที่เลวร้ายซึ่งราคาน้ำมันยังคงสูงเป็นเวลานาน, ความคาดหวังเรื่องเงินเฟ้อไม่มั่นคง และเงื่อนไขทางการเงินตึงตัว การเติบโตจะชะลอตัวลงเหลือ 2.5%

    – ผู้นำจีนเสนอช่วยเหลือช่องแคบฮอร์มุซ –

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้เสนอความช่วยเหลือในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และให้คำมั่นว่าจะไม่ส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารไปช่วยอิหร่านในสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

    “เขากล่าวว่าจะไม่ให้ยุทโธปกรณ์ทางทหาร เขาพูดอย่างหนักแน่นเช่นนั้น” ทรัมป์กล่าวหลังจากผู้นำทั้งสองพบกันที่ปักกิ่ง

    ผู้นำสหรัฐฯเสริมว่า “เขาอยากเห็นช่องแคบฮอร์มุซเปิด และบอกว่าถ้าเขาสามารถช่วยเหลืออะไรได้ เขาก็ยินดีที่จะช่วย”

    – การเจรจาและการโจมตีครั้งใหม่ –

    อิสราเอลและเลบานอนเปิดการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ในกรุงวอชิงตัน ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงล่าสุดกำลังจะสิ้นสุดลงท่ามกลางผู้เสียชีวิตหลายร้อยรายจากการโจมตีของอิสราเอล

    ทางภาคพื้นดิน กองทัพอิสราเอลโจมตีฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอนตอนใต้เมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากเตือนประชาชนในเมืองและหมู่บ้านหลายแห่งในพื้นที่ดังกล่าวและทางตะวันออกของประเทศให้อพยพ ขณะที่โดรนของฮิซบุลเลาะห์ตกในดินแดนอิสราเอล ทำให้พลเรือนหลายคนได้รับบาดเจ็บ

    – เรือจีนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ –

    สื่ออิหร่านรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่ากองกำลังทางเรืออนุญาตให้กลุ่มเรือจีนผ่านช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่คืนก่อนหน้า

    สำนักข่าวทัสนิมรายงานว่า “หลังจากการตัดสินใจของสาธารณรัฐอิสลาม เรือจีนจำนวนหนึ่งได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายใต้ระเบียบการขนส่งที่อิหร่านบริหารจัดการ”

    รายงานเพิ่มเติมว่า การผ่านช่องแคบซึ่งเป็นการร้องขอจากปักกิ่ง เริ่มขึ้นในเย็นวันพุธภายหลังการสื่อสารทำความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบการบริหารจัดการของอิหร่าน

    – อิหร่านประณามยูเออี –

    อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวหาสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่ามีบทบาทชัดเจนต่อสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลที่มีต่อประเทศของเขา

    “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นหุ้นส่วนที่แข็งขันในการรุกรานครั้งนี้ และไม่มีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว นอกจากนี้ยังชัดเจนว่าพวกเขามีส่วนร่วมในการโจมตีและอาจกระทำการโดยตรงต่อเราด้วยซ้ำ” อาราคชีกล่าวขณะเข้าร่วมการประชุมสุดยอด BRICS ในอินเดีย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/996809/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QNf5-T3xG6MKhhVIGA3DN

  • สายสัมพันธ์เศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

    สายสัมพันธ์เศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

    ปักกิ่ง, 14 พ.ค. ซินหัว รายงานว่า — วันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ กรุงปักกิ่ง ว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ นั้นเกื้อหนุนและเอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

    สีจิ้นผิง ระบุว่า เมื่อวันพุธ (13 พ.ค.) คณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ บรรลุผลลัพธ์เชิงบวกและสมดุลในภาพรวม ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศและของโลก

    นอกจากนี้ สีจิ้นผิง เผยว่า ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์หลายครั้งแล้วว่าสงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ และการหารือบนพื้นฐานของความเท่าเทียมคือหนทางที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวในยามที่มีความเห็นต่างและข้อขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่ร่วมสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก

    (แฟ้มภาพซินหัว : สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน พบปะหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ อาคารมหาศาลาประชาชน ใจกลางกรุงปักกิ่งของจีน วันที่ 14 พ.ค. 2026)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/71868&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dzKM87S3NYluNT7W7nsSE

  • “อนุทิน” เปิดทำเนียบจัด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” พรุ่งนี้ ถกบิ๊กเอกชนผ่าทางตันเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” เปิดทำเนียบจัด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” พรุ่งนี้ ถกบิ๊กเอกชนผ่าทางตันเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะจัดงาน “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00-20.30 น. ภายในทำเนียบรัฐบาล โดยเชิญผู้บริหารระดับสูงเอกชนและตัวแทนภาคธุรกิจเข้าร่วมเสนอความคิดเห็นต่อรัฐบาล

    นางสาวรัชดา ระบุว่า นายกรัฐมนตรีต้องการเปิดพื้นที่รับฟังเสียงจากผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อให้ภาคเอกชนสะท้อนทั้งปัญหา ข้อเสนอ และความต้องการที่อยากให้รัฐบาลสนับสนุน โดยแต่ละกลุ่มธุรกิจจะมีตัวแทนนำเสนอประเด็นสำคัญต่อหน้ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

    “ที่ผ่านมา ภาครัฐรับฟังผ่านสมาคมหรือกลไกตัวกลาง แต่ครั้งนี้เป็นตัวจริง เสียงจริงจากภาคธุรกิจมาพูดโดยตรง ทำให้นายกรัฐมนตรีได้รับฟังข้อมูลที่ลึก ตรง และไม่ผ่านการสกรีน” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ

    สำหรับเวทีนี้จะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน แบ่งกลุ่มผู้ประกอบการเป็น 10 กลุ่มหลัก ได้แก่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.), กลุ่มการเงิน, กลุ่มเกษตรและอาหาร, กลุ่มยานยนต์, กลุ่มพลังงาน, กลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มสุขภาพ, กลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว, กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเทคโนโลยี

    ทั้งนี้ รูปแบบการจัดงานจะเปิดให้ผู้แทนแต่ละกลุ่มเสนอความคิดเห็นอย่างกระชับภายในเวลา 3 นาที ก่อนเข้าสู่วงสนทนา Open Dialogue เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างรัฐบาลและภาคธุรกิจอย่างเสรี ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังพยายามสร้างบรรยากาศการพูดคุยที่เปิดกว้าง ด้วยหลัก Privacy และ Trust เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถสะท้อนความคิดเห็นได้เต็มที่ โดยจะไม่มีการเปิดเผยหรืออ้างอิงถึงบุคคลระหว่างการหารือ

    มีรายงานข่าวว่า ภาคเอกชนที่ตอบรับเข้าร่วมงานนี้ อาทิ กลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี), กลุ่มเครือเบทาโกร, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), กลุ่มเซ็นทรัล, บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    “เจ้าสัว-บิ๊กเอกชน” ตอบรับพรึ่บ! ร่วมเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” พรุ่งนี้

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/831421&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vezmJvmau_gKUR96Uj2q8

  • IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเข้าสู่สถานการณ์แย่ลงจากสงครามอิหร่าน

    IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเข้าสู่สถานการณ์แย่ลงจากสงครามอิหร่าน

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายลงจากผลกระทบต่อเนื่องของสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวและเพิ่มความเสี่ยงต่ออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

    โฆษกหลักของ IMF จูลี โคแซค เปิดเผยในการแถลงข่าวที่วอชิงตันว่า “เรากำลังเข้าสู่สถานการณ์เลวร้าย แต่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และสภาวะทางการเงินยังคงเอื้ออำนวย”

    การคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในสถานการณ์ต่างๆ

    เมื่อเดือนที่แล้ว World Economic Outlook ของ IMF ได้ทำนายว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกจะลดลงเหลือ 3.1% ในปี 2026 ภายใต้สถานการณ์ “อ้างอิง” แต่เตือนถึงแนวโน้มที่มืดมนหากสงครามยืดเยื้อ

    ในสถานการณ์ “เลวร้าย” ที่ราคาน้ำมันยังคงสูงเป็นเวลานาน ความคาดหวังเงินเฟ้อไม่เสถียร และสภาวะทางการเงินตึงตัว การเติบโตจะชะลอลงเหลือ 2.5% ขณะที่ในสถานการณ์ “รุนแรง” การเติบโตจะลดลงเหลือ 2.0% และเงินเฟ้อพุ่งขึ้นถึง 6%

    ผลกระทบจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ

    สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่านได้ครอบคลุมตะวันออกกลางด้วยความรุนแรง โดยการตอบโต้ของเตหะรานมีเป้าหมายที่พันธมิตรในภูมิภาคของวอชิงตัน และการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซแทบสิ้นเชิง

    ช่องทางน้ำสำคัญนี้ปกติจะมีการขนส่งน้ำมันและก๊าซประมาณหนึ่งในห้าของโลกผ่าน การปิดกั้นทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก

    ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิก

    IMF อยู่ระหว่างการหารือกับประเทศสมาชิกเกี่ยวกับความต้องการของพวกเขา โดย “หลายประเทศขอความช่วยเหลือจากเราในด้านนโยบาย” โคแซค กล่าว

    ในการประชุมฤดูใบไม้ผลิของ IMF เมื่อเดือนที่แล้ว ผู้อำนวยการใหญ่คริสตาลินา จอร์จีเวา ระบุว่าประเทศต่างๆ ถึง 12 ประเทศอาจต้องการความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF รวมมูลค่า 20-50 พันล้านดอลลาร์

    ความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหาร

    โฆษก IMF ยังเตือนถึงความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารจากสงครามครั้งนี้ โดยการจัดหาปุ๋ยหนึ่งในสามของโลกก็หยุดชะงักเช่นกัน

    “เรารู้จากประวัติศาสตร์ว่าเมื่อราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น จะใช้เวลาประมาณหกเดือนให้สิ่งนี้ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของราคาอาหาร และในบางกรณีการลดลงของผลผลิตและปัญหาความมั่นคงทางอาหาร” โฆษกกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/imf-warns-global-economy-adverse-scenario-iran-war&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1070wIAswj3vRx-W_l9lQ0