Category: เศรษฐกิจ

  • IMF เดินหน้าตั้งสำนักงานในเวเนซุเอลา หวังกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    IMF เดินหน้าตั้งสำนักงานในเวเนซุเอลา หวังกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยว่า IMF จะเปิดสำนักงานในกรุงการากัส ของเวเนซุเอลา อย่างเป็นทางการในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อกระชับความร่วมมือและเร่งรวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจ ตลอดจนนโยบายการเงินและการคลังของเวเนซุเอลา

    กอร์เกียวายืนยันกับสื่อต่างชาติ ขณะเดินทางออกจากห้องประชุมร่วมกับเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ที่นครนิวยอร์กเมื่อวันจันทร์ (21 ก.ย.) ว่า การตั้งสำนักงานจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนโดยอาจเป็นในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า หลังจากที่ได้หารือกับเจ้าหน้าที่เวเนซุเอลามานานหลายเดือน

    ทั้งนี้ โรดริเกซได้เดินทางถึงนครนิวยอร์กในช่วงเช้าวันจันทร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) นอกจากนี้ เธอยังได้พบปะกับตัวแทนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาอเมริกากลางและอเมริกาใต้ (IDB) และธนาคารโลก (World Bank) ในขณะที่เวเนซุเอลากำลังพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

    ก่อนหน้านี้ บลูมเบิร์ก นิวส์ รายงานว่า IMF กำลังพิจารณาเรื่องการเปิดสำนักงาน ในขณะที่ IMF กำลังเร่งให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค หลังจากที่เวเนซุเอลาเริ่มแบ่งปันข้อมูลทางเศรษฐกิจแก่ IMF มากยิ่งขึ้น

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการยืนยันที่ชัดเจนที่สุดถึงแผนดังกล่าว มีขึ้นในเวลาราว 5 เดือน นับตั้งแต่ที่เวเนซุเอลาเริ่มกลับมาร่วมมือกับ IMF อย่างเป็นทางการภายใต้รัฐบาลรักษาการของโรดริเกซ ซึ่งเข้ามาควบคุมการบริหารประเทศหลังจากกองกำลังสหรัฐฯ บุกรวบตัวอดีตปธน.นิโคลัส มาดูโร

    หลังจากที่เวเนซุเอลาเผชิญภาวะโดดเดี่ยวมานานหลายปี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ IMF ได้เดินทางไปยังกรุงการากัสเมื่อช่วงปลายเดือนก.ค. เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองทศวรรษ โดยมีคณะทำงานของ IMF ตามมาหลังจากนั้น

    กอร์เกียวากล่าวว่า “ขณะนี้เรากำลังเร่งติดตามข้อมูล นโยบายการเงิน และนโยบายการคลังที่สำคัญให้ทันท่วงที”

    โดย ตนุพัฒน์ ปิยะรัตน์/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/652400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eEOF2bp2-m27pHjX5UDGG

  • MTC ต้อนรับนักลงทุน VI ชูกลยุทธ์โปร่งใส หนุนเศรษฐกิจฐานรากโตยั่งยืน

    MTC ต้อนรับนักลงทุน VI ชูกลยุทธ์โปร่งใส หนุนเศรษฐกิจฐานรากโตยั่งยืน

    นายปริทัศน์ พัชรชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC ให้การต้อนรับพร้อมถ่ายภาพร่วมกับ คุณภาคย์ภูมิ ศิริหงษ์ทอง นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) และคุณบุญชู จูระมงคล กรรมการสมาคมนักลงทุนประเทศไทย เนื่องในโอกาสเปิดบ้านต้อนรับคณะนักลงทุนเข้าเยี่ยมชมกิจการ ณ ห้องประชุมสุขสามัคคี ของสำนักงานใหญ่ เมื่อเร็วๆ นี้

    สำหรับการเปิดบ้านต้อนรับในครั้งนี้ ผู้บริหาร MTC ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ โดยเน้นย้ำถึงนโยบายการดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารจัดการด้วยความโปร่งใส

    นอกจากนี้ MTC ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบบริการทางการเงินในมาตรฐานระดับโลก (World-class Thai Microfinance) เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งจะนำไปสู่การสนับสนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/865381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nrHPaR79msNOQ72VA0dwL

  • “ฮอร์มุซ” จุดชนวนวิกฤตคนจน สงครามตะวันออกกลางถึงปากท้องอาเซียน

    “ฮอร์มุซ” จุดชนวนวิกฤตคนจน สงครามตะวันออกกลางถึงปากท้องอาเซียน

    สงครามอ่าวครั้งที่ 3 ไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่เฉพาะสมรภูมิในตะวันออกกลาง แต่กำลังส่งแรงกระเพื่อมออกไปไกลถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะผ่าน “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เมื่อการสู้รบทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้หยุดชะงัก ราคาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น ก่อนส่งต่อไปยังต้นทุนการผลิต การขนส่ง ค่าไฟฟ้า การท่องเที่ยว และราคาอาหารในภูมิภาค

    สิ่งที่น่ากังวลไม่ได้อยู่เพียงว่า เศรษฐกิจจะชะลอตัวมากแค่ไหน แต่แรงกระแทกครั้งนี้ กำลังตกลงบนครัวเรือนที่มีรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมีพื้นที่ในการรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น “น้อยกว่า” กลุ่มอื่น ขณะที่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจากราคาพลังงานอาจขยายตัวต่อเนื่อง ไปสู่ความมั่นคงทางอาหารและภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว

    ฮอร์มุซปิด ต้นทุนพลังงานพุ่งกระแทกเศรษฐกิจ

    ก่อนเกิดวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าโลก โดยประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลก ต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ และมากกว่าร้อยละ 80 มีปลายทางอยู่ในเอเชีย เมื่อการสู้รบทำให้เส้นทางดังกล่าวหยุดชะงัก ราคาน้ำมันดิบจึงขยับจากประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลขึ้นไปมากกว่า 100 ดอลลาร์ ขณะที่สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20

    ข้อมูลจาก ISEAS – Yusof Ishak Institute ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันจะเริ่มทรงตัวหลังมีการประกาศหยุดยิง แต่ยังอยู่ที่ระดับเกือบ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แรงกระแทกดังกล่าวมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เพราะหลายประเทศยังพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง แม้บางประเทศจะผลิตพลังงานเอง และพยายามกระจายแหล่งนำเข้าแล้วก็ตาม

    โดยฟิลิปปินส์ พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางร้อยละ 95 เวียดนามร้อยละ 88 มาเลเซียร้อยละ 69 ไทยร้อยละ 59 และสิงคโปร์ร้อยละ 52 ส่วนในด้านก๊าซ เวียดนามพึ่งพาร้อยละ 49 ไทยร้อยละ 28 สิงคโปร์ร้อยละ 20 และอินโดนีเซียร้อยละ 37 ขณะที่อินโดนีเซียพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20-25

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อเส้นทางขนส่งหลักมีปัญหา ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ยังส่งต่อมายังต้นทุนของประเทศทั้งระบบ ตั้งแต่โรงไฟฟ้า โรงงาน รถขนส่ง ไปจนถึงภาคเกษตรและบริการ โดยเฉพาะประเทศที่มีน้ำมันสำรองเพียงประมาณ 30-100 วัน ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นหากการหยุดชะงักยืดเยื้อ

    สิงคโปร์เป็นกรณีที่เห็นภาพชัด เพราะมากกว่าร้อยละ 95 ของไฟฟ้าในประเทศผลิตจากก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG และเกือบร้อยละ 60 ของ LNG ที่นำเข้ามาจากกาตาร์ ขณะที่กาตาร์เป็นผู้ผลิต LNG คิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของผลผลิตโลก

    เมื่อการโจมตีของอิหร่านในเดือน มี.ค. สร้างความเสียหายให้กับโรงงาน รัส ลาฟฟาน ซึ่งเป็นศูนย์ส่งออก LNG ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก กาตาร์จึงต้องลดกำลังการผลิตลงร้อยละ 17 และการซ่อมแซมอาจใช้เวลาหลายปี ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในสิงคโปร์ปรับสูงขึ้น

    จากจุดนี้เอง วิกฤตพลังงานเริ่มขยายออกจากตลาดน้ำมันเข้าสู่เศรษฐกิจจริง ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ขณะที่ราคาน้ำมันเครื่องบินซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ต้นทุนดังกล่าวจึงไม่ได้กระทบเพียงผู้ใช้รถ แต่ยังรวมถึงภาคการบิน การขนส่งสินค้า การผลิต และการท่องเที่ยว

    แม้สายการบินบางแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนเส้นทางบิน ในช่วงที่การเดินทางผ่านตะวันออกกลางหยุดชะงัก แต่ต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้นและราคาตั๋วที่เพิ่มขึ้น กลับกดดันภาคการท่องเที่ยวโดยรวม ในเดือน มี.ค. จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยลดลงร้อยละ 50 จากเดือนก่อนหน้า

    และมีการประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อนานกว่า 6 เดือน ไทยอาจสูญเสียนักท่องเที่ยวสูงสุด 3,000,000 คน และสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 150,000 ล้านบาท

    แรงกระเพื่อมดังกล่าวทำให้รัฐบาลหลายประเทศ ต้องออกมาตรการลดการใช้พลังงานและพยุงราคาภายในประเทศ ฟิลิปปินส์ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเมียนมาให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน 1 วัน/สัปดาห์ ลาวลดวันเรียนจาก 5 วันเหลือ 3 วัน ส่วนเวียดนามลดเที่ยวบินในบางเส้นทางภายในประเทศเพื่อประหยัดน้ำมันเครื่องบิน และเมียนมาระงับเที่ยวบินบางส่วน พร้อมใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล

    อินโดนีเซีย ประกาศว่าจะคงมาตรการอุดหนุนเชื้อเพลิงไปตลอดปี เพื่อป้องกันแรงกดดันภายในประเทศ แต่ในเวลาเดียวกันก็เริ่มจำกัดปริมาณน้ำมันสำหรับผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการอุดหนุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นทำให้อินโดนีเซีย ต้องลดโครงการอาหารกลางวันฟรี สำหรับเด็กของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต ลง 1 วัน/สัปดาห์

    ส่วนมาเลเซีย ซึ่งมีภาระงบประมาณอุดหนุนน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในเดือน มี.ค. ได้ลดโควตาน้ำมันที่ได้รับการอุดหนุนชั่วคราวจาก 300 ลิตร เหลือ 200 ลิตร/เดือน

    มาตรการเหล่านี้สะท้อนปัญหาอีกชั้นหนึ่ง เพราะเมื่อรัฐบาลต้องใช้งบประมาณมากขึ้นเพื่อพยุงราคาพลังงาน ก็ย่อมเหลืองบประมาณน้อยลง สำหรับมาตรการช่วยเหลือด้านอื่น ขณะเดียวกันรัฐบาลในภูมิภาคยังพยายามหาน้ำมันและก๊าซจากแหล่งนอกตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐฯ รัสเซีย ไนจีเรีย และบราซิล รวมถึงการเจรจาของมาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์กับอิหร่านเพื่อให้เรือของตนสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้

    ขณะที่สิงคโปร์ เลือกไม่ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่าสิทธิในการผ่านช่องแคบระหว่างประเทศ ได้รับการรับรองภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 หรือ UNCLOS

    ในระยะสั้น บางประเทศยังหันกลับไปเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อรับมือกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แม้จะทำให้เป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนทำได้ยากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้กลับเป็นแรงผลักให้รัฐบาลในภูมิภาคเร่ง เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ด้วย

    จากราคาน้ำมันสู่ราคาข้าว วิกฤตพลังงานกระทบคนรายได้น้อย

    จุดที่น่ากังวลมากกว่าราคาน้ำมันคือ ผลกระทบที่กำลังเดินทางต่อไปยังอาหาร เพราะตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงแหล่งพลังงานสำคัญ แต่ยังเป็นศูนย์กลางการผลิตปุ๋ย และมีการประเมินว่าปุ๋ยที่ซื้อขายในตลาดโลกประมาณหนึ่งในสามต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ก๊าซธรรมชาติเหลวเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย โดยเฉพาะยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนราคาถูกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการปลูกข้าวและข้าวสาลี เมื่อก๊าซมีราคาแพงและการขนส่งติดขัด ต้นทุนการผลิตปุ๋ยก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และหากปุ๋ยมีไม่เพียงพอ เกษตรกรอาจลดการใช้ปุ๋ยลง ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะประเทศที่มีข้อจำกัดด้านพลังงานอย่างเมียนมาและกัมพูชา

    งานวิจัยที่จัดทำโดยนักวิจัยจาก University of Edinburgh, University of Aberdeen และ Scotland’s Rural College ภายใต้การสนับสนุนของ International Chamber of Commerce หรือ ICC ชี้ให้เห็นว่า หากวิกฤตพลังงานและปุ๋ดยืดเยื้อ ผลกระทบจะค่อย ๆ เคลื่อนจากตลาดพลังงานไปสู่ไร่นา ก่อนจะมาถึงผู้บริโภค โดยในสถานการณ์รุนแรงที่สุด การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอาจลดลงประมาณร้อยละ 37 และผลผลิตธัญพืชอาจลดลงได้ถึงร้อยละ 10

    เมื่อผลผลิตลดลง ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาธัญพืชทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นสูงสุดร้อยละ 81 เมื่อเทียบกับระดับปี 2020 และราคาผู้บริโภคด้านอาหารในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก รวมถึงแอฟริกาตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา อาจเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 70 จากฐานปี 2020 ในสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อ

    ตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าการบอกว่า “อาหารจะแพงขึ้น” เพราะเมื่อราคาพลังงานและอาหารเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยจะมีทางเลือกในการปรับตัวน้อยกว่าครัวเรือนรายได้สูง ค่าอาหารและค่าเดินทางเป็นรายจ่ายที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เมื่อราคาขึ้น เงินที่เหลือสำหรับการศึกษา สุขภาพ ที่อยู่อาศัย หรือการออมจึงถูกบีบให้ลดลงตามไปด้วย

    งานวิจัยเดียวกันประเมินว่า ภายใต้สถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้อ วิกฤตดังกล่าวอาจมีส่วนทำให้เกิดผู้เสียชีวิต เพิ่มเติมจากปัจจัยด้านอาหารและสุขภาพประมาณ 1,000,000 คนในปี 2030 และทำให้มีคนเข้าสู่ภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์เพิ่มขึ้น 67 ล้านคน โดยภาระส่วนใหญ่ตกอยู่กับภูมิภาคที่มีรายได้ต่ำกว่า โดยภูมิภาคเอเชียใต้, แอฟริกาใต้ซาฮารา และ เอเชียตะวันออกและแปซิฟิก รวมกันคิดเป็นประมาณร้อยละ 80 ของการเสียชีวิตเพิ่มเติม และมากกว่าร้อยละ 90 ของภาระผู้มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์

    ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นกับพืชไร่เท่านั้น แต่ยังลามไปถึงการประมง เพราะน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญของเรือประมง ในไทย ราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทำให้เรือประมงเกือบครึ่งหนึ่งต้องจอดอยู่ในท่าเรือ ขณะที่ปีที่ผ่านมา การส่งออกอาหารทะเลของไทยมีมูลค่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.32 แสนล้านบาท นั่นหมายความว่า ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังเชื่อมโยงทั้งรายได้ของชาวประมง การส่งออก และราคาอาหารทะเลในตลาด

    ขณะเดียวกัน ประเทศในภูมิภาคพยายามลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาปุ๋ยตะวันออกกลาง โดยอินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน ตกลงเสริมความร่วมมือด้านการผลิตปุ๋ยเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่าความมั่นคงทางอาหาร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศหนึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกมากเพียงใดเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงพลังงาน ปุ๋ย และระบบขนส่งด้วย

    เมื่อมองจากภาพนี้ วิกฤตฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตลาดพลังงาน แต่เป็นวิกฤตที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่เรือบรรทุกน้ำมันที่ไม่สามารถเดินทางผ่านช่องแคบ ต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้น โรงงานปุ๋ยที่ผลิตได้ลดลง เกษตรกรที่ต้องจ่ายแพงขึ้น ไปจนถึงผู้บริโภคที่ต้องจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับอาหารหนึ่งมื้อ

    แรงกระเพื่อมถึงแรงงาน เศรษฐกิจ และสมดุลมหาอำนาจ

    ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังขยายไปถึงแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นอีกกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงโดยตรง ระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับตะวันออกกลาง ฟิลิปปินส์มีประชาชนอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางประมาณ 2,400,000 คน โดยอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประมาณ 975,000 คน ซาอุดีอาระเบีย 813,000 คน และกาตาร์ 250,000 คน ขณะที่อินโดนีเซียมีมากกว่า 500,000 คน และเวียดนาม 10,000 คน

    แรงงานจำนวนมากเลือกอยู่ต่อ แม้จะเผชิญความไม่แน่นอน เพราะกังวลว่าจะสูญเสียงาน หรือไม่สามารถแบกรับค่าโดยสารเครื่องบินที่สูงขึ้นจากการปิดน่านฟ้าได้ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางกลับ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ประสานงานผ่านกระทรวงการต่างประเทศ สถานทูต และความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อจัดเที่ยวบินส่งกลับและการอพยพผ่านพรมแดนทางบก

    หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ปัญหาของแรงงานกลุ่มนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความปลอดภัย เพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจตะวันออกกลางอาจหมายถึงการลดจำนวนงาน รายได้ของแรงงานที่ลดลง และเงินโอนกลับประเทศที่หดตัว ซึ่งจะย้อนกลับมากระทบครัวเรือนในประเทศต้นทางอีกทอดหนึ่ง โดยเฉพาะครอบครัวที่พึ่งพารายได้จากสมาชิกที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ

    ในระดับภูมิภาค ประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่เลือกวางตัวเป็นกลาง และเรียกร้องให้ยุติการสู้รบและแก้ไขปัญหาผ่านการทูต มาเลเซีย บรูไน และติมอร์-เลสเตประณามทั้งการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลและการตอบโต้ของอิหร่าน สิงคโปร์แสดงความเสียใจต่อความล้มเหลวของการเจรจา ขณะที่อินโดนีเซียเสนอเป็นคนกลาง และฟิลิปปินส์เรียกร้องให้มีการหยุดยิงโดยไม่เลือกประณามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

    ส่วนไทย เมียนมา เวียดนาม ลาว และกัมพูชา แสดงความกังวลและเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งแก้ไขปัญหาด้วยการทูต และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ

    ท่าทีของอาเซียนสะท้อนทั้งความพยายามรักษาความเป็นกลาง และความจำเป็นต้องรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงคราม รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างจริงจัง ต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง และมีการประชุมออนไลน์เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น ขณะที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนประชุมแบบพบหน้าในฟิลิปปินส์

    ทั้ง 2 เวทีให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ รวมถึงความจำเป็นในการประสานงาน เพื่อช่วยเหลือพลเมืองอาเซียนที่ติดอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง

    ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ซึ่งฟิลิปปินส์เป็นประธานอาเซียนในปีนี้ ประกาศว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นการประชุมแบบ “bare-bones” โดยมุ่งเน้นผลกระทบของสงครามต่อพลังงาน อาหาร และแรงงานข้ามชาติเป็นหลัก สะท้อนว่าประเด็นเหล่านี้กลายเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาค

    ในอีกด้านหนึ่ง สงครามยังอาจเปลี่ยนสมดุลความสัมพันธ์ ระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับมหาอำนาจ เพราะสหรัฐฯ ต้องโยกกำลังจากอินโด-แปซิฟิกกลับไปยังตะวันออกกลาง ทั้งระบบ Patriot และ THAAD กองกำลังนาวิกโยธิน 2 ชุด และกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน ขณะที่คลังขีปนาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงของสหรัฐฯ ถูกใช้ไปมากและอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการเติมกลับ

    ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามต่อเนื่องว่าสหรัฐฯ จะสามารถรักษาขีดความสามารถในการรับมือกับวิกฤตในเอเชีย เช่น ช่องแคบไต้หวันหรือทะเลจีนใต้ ได้มากน้อยเพียงใด

    จีนจึงมีโอกาสใช้วิกฤตครั้งนี้ แสดงบทบาทในฐานะหุ้นส่วนด้านพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจีนมีน้ำมันสำรองจำนวนมาก และส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังเวียดนามและฟิลิปปินส์แล้ว

    ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงาน ยังอาจเป็นแรงผลักให้ฟิลิปปินส์และจีน กลับมาพูดคุยเรื่องความร่วมมือด้านพลังงานในพื้นที่ทะเลจีนใต้ที่มีข้อพิพาท โดยจีนระบุว่า การพักข้อพิพาทด้านอธิปไตยเพื่อร่วมกันพัฒนาทรัพยากรเป็น “แนวทางที่ถูกต้อง”

    รัสเซียเองก็อาจได้ประโยชน์ จากความต้องการหาแหล่งพลังงานและวัตถุดิบใหม่ เพราะเป็นผู้ผลิตน้ำมัน ปุ๋ย และข้าวสาลีรายใหญ่ โดยฟิลิปปินส์ ซึ่งก่อนหน้านี้ปฏิเสธการซื้อน้ำมันจากรัสเซียหลังการรุกรานยูเครน สั่งซื้อน้ำมันดิบรัสเซียและผลิตภัณฑ์อื่นรวม 2,480,000 บาร์เรล ขณะที่ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวโน้มที่จะหันไปพึ่งพารัสเซียมากขึ้น และเวียดนามสั่งซื้อเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 2 เครื่องจากรัสเซียแล้ว

    ท้ายที่สุด ผลกระทบของสงคราม จึงไม่ได้วัดกันเพียงว่าราคาน้ำมันจะกลับลงมาเร็วแค่ไหน แต่ยังอยู่ที่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โรงงานปุ๋ย ห่วงโซ่อุปทาน และกำลังการผลิตที่อาจใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายปี แม้การสู้รบจะยุติลงก็ตาม ISEAS ประเมินว่าผลกระทบด้านราคาอาหารและพลังงาน เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจลากยาวไปจนถึงปี 2026 และอาจต่อเนื่องเข้าไปในปี 2027

    นั่นทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ได้เป็นเพียงจุดยุทธศาสตร์บนแผนที่ตะวันออกกลางอีกต่อไป แต่เป็นจุดที่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ราคาปุ๋ย ผลผลิตทางการเกษตร ราคาข้าว รายได้ของชาวประมง งานของแรงงานข้ามชาติ และค่าครองชีพของครัวเรือนหลายสิบล้านครัวเรือนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยิ่งวิกฤตยืดเยื้อออกไปมากเท่าไร ต้นทุนของสงครามก็ยิ่งถูกส่งต่อจากสมรภูมิไปยังเศรษฐกิจ และโต๊ะอาหารของคนธรรมดามากขึ้นเท่านั้น

    อ่านข่าว :

    เดินหน้า “ประกันภัยพิบัติ” วงเงิน 1.55 หมื่นล้านบาท เริ่ม 1 ต.ค.นี้

    วอลเลย์บอลหญิงไทย ชนะ เกาหลีใต้ 3-0 เซต คว้าเหรียญทองแดงเอเชียนเกมส์ 2026

    “แอม กัญจุฑา” MMA หญิงคว้าเหรียญทอง หลังชนะบาห์เรน เอเชียนเกมส์ 2026

    ครม.ไฟเขียว ตั้ง “ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล” นั่งอธิบดี DSI

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/558340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ErRZr8bjKBZcHeHrotiPq

  • ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 เงินกระตุ้นรอบใหม่จะพยุงเศรษฐกิจได้แค่ไหน

    ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 เงินกระตุ้นรอบใหม่จะพยุงเศรษฐกิจได้แค่ไหน

    หลัง ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เดินหน้ามาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของเฟสแรก มาตรการเติมกำลังซื้อกำลังถูกจับตาอีกครั้ง เมื่อกระทรวงการคลังเตรียมนำรายละเอียดการขยายโครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันนี้(22 ก.ย. 69) เพื่อเดินหน้าต่อในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน

    คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า ประชาชนจะได้เงินเพิ่มเท่าไร แต่คือ เม็ดเงินรอบใหม่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน และเมื่อรัฐต้องใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นการบริโภค เงิน 1 บาทที่ใส่เข้าไปสามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาได้มากน้อยเพียงใด

    1. เฟสแรก เงินสะพัดกว่า 1.61 แสนล้านบาท

    ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ระบุว่า ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ มียอดใช้จ่ายสะสม 161,555.6 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว 1,192,528 ราย

    ในจำนวนนี้เป็นเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 92,900.7 ล้านบาท ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 68,654.9 ล้านบาท สะท้อนว่าเม็ดเงินจากมาตรการไม่ได้มาจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ถูกนำไปต่อยอดเป็นการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจ

    ที่สำคัญ ยอดใช้จ่ายกว่า 1.55 แสนล้านบาท เกิดขึ้นผ่านร้านค้าปกติ ขณะที่อีกกว่า 6,200 ล้านบาทมาจากการใช้บริการ Food Delivery ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นภาพว่า กลไกรัฐร่วมจ่าย–ประชาชนร่วมจ่าย สามารถผลักให้เกิดการใช้จ่ายที่สูงกว่าวงเงินที่รัฐใส่เข้ามาโดยตรง

    แต่ต้องแยกให้ออกว่า ยอดใช้จ่าย 1.61 แสนล้านบาท ไม่ได้เท่ากับมูลค่าเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งเป็นการใช้จ่ายที่ประชาชนอาจเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพียงเปลี่ยนช่องทางหรือได้รับแรงจูงใจให้ใช้จ่ายผ่านโครงการ

    นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของเฟส 2

    2. เงินรอบใหม่จะ ‘เพิ่มการใช้จ่าย’ หรือแค่ ‘ประคองกำลังซื้อ’

    หัวใจของมาตรการลักษณะนี้อยู่ที่การทำให้เงินของรัฐกลายเป็นการบริโภคเพิ่มเติม ไม่ใช่เพียงการทดแทนเงินที่ประชาชนจะใช้จ่ายอยู่แล้ว

    หากประชาชนได้รับวงเงินเพิ่มและนำไปซื้ออาหาร สินค้า หรือบริการที่จำเป็น เงินจะไหลจากผู้บริโภคไปยังร้านค้า จากร้านค้าไปยังผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ และหมุนต่อไปยังแรงงานและธุรกิจอื่น ๆ

    แต่หากกำลังซื้อเดิมของประชาชนถูกกดดันจากค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน หรือราคาพลังงานที่สูงขึ้น เงินจากโครงการก็อาจทำหน้าที่เพียงพยุงไม่ให้การบริโภคลดลงมากกว่าเดิม ดังนั้น ผลของมาตรการจึงควรมองสองด้านพร้อมกัน ด้านแรก คือ ช่วยประชาชนลดภาระค่าใช้จ่าย อีกด้าน คือ ช่วยรักษารายได้ของร้านค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    กระทรวงการคลังเองระบุว่า เป้าหมายของโครงการคือการบรรเทาภาระประชาชน รักษากำลังซื้อ และช่วยให้ร้านค้ารายย่อยมีรายได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ

    3. เฟส 2 จึงไม่ได้วัดกันแค่ ‘แจกเท่าไร’

    รายละเอียดที่ถูกพูดถึงสำหรับเฟส 2 คือการขยายโครงการออกไปอีก 2 เดือนในช่วง ตุลาคม–พฤศจิกายน 2569 ขณะที่รายละเอียดเรื่องวงเงินและเงื่อนไขสุดท้ายต้องรอมติ ครม. อย่างเป็นทางการ

    หากยังใช้กลไกรัฐร่วมจ่ายกับประชาชนเหมือนเดิม สิ่งที่ต้องจับตาคือ ขนาดของวงเงินและจำนวนผู้ได้รับสิทธิ เพราะวงเงินมากไม่ได้แปลว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากเสมอไป สิ่งสำคัญกว่าคือ เงินก้อนนั้นถูกใช้ที่ไหน ซื้ออะไร และตกถึงใคร

    หากเงินไหลไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร ผู้ประกอบการชุมชน และธุรกิจที่มีการจ้างงานสูง ผลทางเศรษฐกิจอาจกระจายตัวได้กว้างกว่าเงินที่กระจุกอยู่กับสินค้าหรือบริการบางประเภท นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาคค้าปลีกเสนอให้พิจารณาขยายกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มช่องทางให้เม็ดเงินหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    4. โจทย์ใหญ่คือ ‘เงินรัฐ’ กับ ‘เงินประชาชน’

    ตัวเลขเฟสแรกสะท้อนกลไกที่น่าสนใจ รัฐร่วมจ่าย 92,900.7 ล้านบาท ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 68,654.9 ล้านบาท และเกิดยอดใช้จ่ายรวม 161,555.6 ล้านบาท

    พูดง่าย ๆ คือเงินจากภาครัฐไม่ได้ถูกใช้เพียงลำพัง แต่ทำหน้าที่เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนควักเงินของตัวเองออกมาใช้จ่ายด้วย อย่างไรก็ตาม การจะประเมินว่ามาตรการ ‘คุ้มค่า’ หรือไม่ จำเป็นต้องดูมากกว่ายอดใช้จ่ายรวม ต้องดูด้วยว่า หากไม่มีมาตรการ ประชาชนจะใช้จ่ายเท่าไรอยู่แล้ว

    หากประชาชนใช้เงินเพิ่มขึ้นจริง เศรษฐกิจได้รับแรงส่งเพิ่มจริง และรายได้ของร้านค้ารายย่อยเพิ่มขึ้นจริง ผลทางเศรษฐกิจก็ย่อมแตกต่างจากกรณีที่เงินเพียงเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายจากช่องทางหนึ่งไปอีกช่องทางหนึ่ง

    ดังนั้น ตัวเลขที่น่าจับตาหลังจบเฟส 2 จึงไม่ควรมีแค่คำว่าเงินสะพัดกี่แสนล้าน แต่ควรตอบให้ได้ว่า เงินที่รัฐใช้ไปช่วยสร้างรายได้ การจ้างงาน และการบริโภคเพิ่มเติมมากน้อยเพียงใด

    5. เมื่อเศรษฐกิจเจอ ‘น้ำมันแพง’ มาตรการกระตุ้นยิ่งมีโจทย์

    อีกเหตุผลที่เฟส 2 ถูกจับตาคือเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน หากต้นทุนน้ำมันและพลังงานสูงขึ้น เงินที่ประชาชนได้รับเพิ่มอาจไม่ได้กลายเป็นการบริโภคใหม่ทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งอาจถูกใช้เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร หรือราคาสินค้า

    ในมุมหนึ่ง เงินช่วยเหลือจึงมีความสำคัญในการประคองกำลังซื้อ แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนของผู้ประกอบการก็เพิ่มขึ้นตาม และอาจทำให้แรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐถูกหักล้างบางส่วน

    นี่คือความท้าทายของนโยบายเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2569 เพราะรัฐบาลไม่ได้กำลังรับมือกับโจทย์ ‘กำลังซื้ออ่อนแรง’ เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องรับมือกับ ต้นทุนพลังงาน ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และภาระทางการคลัง ไปพร้อมกัน

    6. เฟส 2 จะเป็น ‘สะพาน’ หรือ ‘เครื่องยนต์’ ของเศรษฐกิจ

    คำตอบสุดท้ายอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าโครงการจะมีวงเงินเท่าไร แต่อยู่ที่ว่าเศรษฐกิจไทยสามารถกลับมายืนได้ด้วยแรงของภาคเอกชนและรายได้ประชาชนมากน้อยแค่ไหน

    หากมาตรการช่วยประคองการบริโภคในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแรง ก็สามารถทำหน้าที่เป็น ‘สะพาน’พาเศรษฐกิจผ่านช่วงที่มีแรงกดดันสูงได้

    แต่หากเศรษฐกิจยังต้องพึ่งมาตรการเติมเงินอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาการบริโภค คำถามเรื่องความยั่งยืนก็จะยิ่งสำคัญขึ้น เพราะทุกมาตรการต้องใช้ทรัพยากรของภาครัฐ และมีต้นทุนค่าเสียโอกาสเมื่อเทียบกับการนำเงินไปใช้กับมาตรการอื่น

    ท้ายที่สุดไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นโครงการเติมเงินให้ประชาชน แต่ควรถูกมองเป็น บททดสอบว่าเงินภาครัฐสามารถสร้างแรงหมุนทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด จากยอดใช้จ่ายเฟสแรกกว่า 1.61 แสนล้านบาท คำถามต่อไปจึงไม่ใช่แค่ เฟส 2 จะได้เงินเท่าไร’ แต่คือ

    เงินทุก 1 บาทของรัฐ จะทำให้เกิดการใช้จ่ายใหม่ รายได้ใหม่ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ได้มากแค่ไหน?

    คำตอบของคำถามนี้จะเป็นตัวชี้สำคัญว่า มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อกำลังทำหน้าที่เป็นเพียงการประคองเศรษฐกิจระยะสั้น หรือสามารถสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยเดินต่อได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/200840&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pFMG7BL1jC8JgyzNlfWRE

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนกรกฎาคม ปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนกรกฎาคม ปี 2569

    1. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    – มูลค่าการนำเข้าสินค้านิวซีแลนด์ตลอดทั้งปีจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่า 89.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 เป็นการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันปิโตรเลียมกลั่นที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 (ร้อยละ 80 นำเข้าจากเกาหลีใต้และสิงคโปร์) ในขณะที่ มูลค่าการส่งออกสินค้านิวซีแลนด์ทั้งหมดมีมูลค่า 84.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้าเป็นการส่งออกเนื้อสัตว์มากที่สุด (เพิ่มขึ้นร้อยละ 24) ทองคำและเครื่องประดับ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 85) และนมผงสำหรับเลี้ยงทารก เนย และชีสต์ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1) อย่างไรก็ตาม คาดว่า นิวซีแลนด์จะเผชิญกับปรากฏการณ์ El Nino ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตพื้นฐาน อาทิ เกษตร เนยนมและปศุสัตว์

    – ยอดนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามานิวซีแลนด์ในช่วงครึ่งปีแรก 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 มีจำนวน 3.67 ล้านคน ส่วนใหญ่เดินทางไปเกาะใต้และเป็นนักท่องเที่ยวจากออสเตรเลียและจีนมากที่สุด  อัตราเงินเฟ้อตลอดทั้งปีจนถึงมิถุนายน 2569 เพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 4.1 (จากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน พลังงานและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง) อัตราค่าครองชีพครัวเรือนเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 3.2 มูลค่าตลาดค้าปลีกไตรมาสเดือนมิถุนายนในเกาะเหนือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 และเกาะใต้เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 อัตราการว่างงานไตรมาสเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 5.6 (เป็นกลุ่มเยาวชนและชนพื้นเมืองมากที่สุด) 

    2. สถานการณ์การค้าภาพรวมของนิวซีแลนด์ [1]

    ปี 2569 มกราคม-กรกฎาคม สถานการณ์การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ มีมูลค่า 30,396 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 8.84) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 28.89) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 15.62) กีวี (ร้อยละ 8.89) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 5.52) และอาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก (ร้อยละ 3.49) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 14 (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น น้ำมันปิโตรเลียมดิบ แอปเปิล เยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือเยื่อไม้ซัลเฟตและเนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค)

    ปี 2569 มกราคม-กรกฎาคม การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ มีมูลค่า 29,293 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 16.32) โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 15.36) เครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 14.16) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 11.46) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 9.60) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ร้อยละ 3.76) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้และสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ได้ดุลการค้า 1,103 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 มีมูลค่า 1,132 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 15.27) (รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับ เปลี่ยน และการส่งหรือการสร้างเสียง ภาพ รวมถึงอุปกรณ์ตัดต่อสัญญาณและจัดเส้นทาง โพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐม และอาหารสัตว์เลี้ยง) โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 554  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (18,282 ล้านบาท) 

    การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่า 4,232 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 9.10) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 27.13) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 13.48) กีวี (ร้อยละ 9.52) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 6.04) เคซิอีน (ร้อยละ 3.51) โดยประเทศส่งออกหลัก คือ จีน สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอังกฤษ สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 14  (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น แอปเปิล เยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือซัลเฟต เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค และไม้ที่ยังไม่แปรรูป)

    การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่า 5,098 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 24.14) โดยเป็นการนำเข้าปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 18.06) เครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 13.24) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 12.90) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 8.36) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ร้อยละ 3.46) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน ออสเตรเลีย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ซึ่งในเดือนกรกฎาคม 2569 นิวซีแลนด์ได้ดุลการค้า 570 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ไทย เป็นคู่ค้าอันดับ 9 (รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับ เปลี่ยน และการส่งหรือการสร้างเสียง ภาพ รวมถึงอุปกรณ์ตัดต่อสัญญาณและจัดเส้นทาง โพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐมและยางรถยนต์ใหม่)   

    3. สรุปสถานการณ์การค้าไทย-นิวซีแลนด์ [2] 

    เป้าหมายส่งออก

    มูลค่าการค้ารวม (ล้าน US$)

    มูลค่าการส่งออก (ล้าน US$)

    มูลค่าการนำเข้า (ล้าน US$)

    ปี 2025 

    (%)

    ปี 2026

    (%)

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ม.ค-ก.ค.

    +/- (%)

    ม.ค-ก.ค.

    +/- (%)

    ม.ค-ก.ค.

    +/- (%)

    0.0

    (-2.5)

    1.0

    17,364.37

     (-2.59)

    14,106.61

    46.29

    12,041.35  

    (-2.5)

    9,297.86

    42.54

    5,323.02

     (-2.79)

    4,808.74

    54.13


    [1] Source: Global Trade Atlas

    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    4. การค้าระหว่างไทยและนิวซีแลนด์เดือนกรกฎาคม ปี 2569[2] 

    • การส่งออกสินค้าไทยไปนิวซีแลนด์เดือนกรกฎาคม ปี 2569 มีมูลค่า 144.93 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (4,783 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.97 เป็นการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และอาหารทะเลกระป๋อง แต่การส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ เหล็กเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียมและเครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ลดลง

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากนิวซีแลนด์เดือนกรกฎาคม ปี 2569 มีมูลค่า 84.45 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (2,787 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.61 เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้านมและผลิตภัณฑ์นม ไม้ซุงและไม้แปรรูป สินแร่โลหะอื่นๆ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค แต่การนำเข้าผัก ผลไม้ เยื่อกระดาษ สัตว์น้ำสด แช่เย็นแช่แข็ง เครื่องเพชรพลอย อัญมณี สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์และเคมีภัณฑ์ลดลง    

    ………………………………………………………………………………………………..

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ogl88d5z4zbs3tcod6eivfie&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AMfME8WrrgV-AYmb-17m4

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนกรกฎาคม ปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนกรกฎาคม ปี 2569

    1. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    –  ตลาดอสังหาริมทรัพย์ออสเตรเลียกำลังเข้าสู่ภาวะหดตัว โดยเดือนที่ผ่านมา ราคาที่พักอาศัยในเมืองใหญ่ปรับตัวลดลงประมาณร้อยละ 1 โดยนครเมลเบิร์นและกรุงแคนเบอร์ราลดลงร้อยละ 1.1 นครบริสเบนลดลงร้อยละ 1 นครแอดิเลดและนครเพิร์ทลดลงร้อยละ 0.8 เป็นผลจากการจำกัดสิทธิประโยชน์ด้าน Negative gearing ให้เฉพาะที่พักอาศัยที่สร้างใหม่ (เพื่อเพิ่มอุปทานบ้าน) และการปฏิรูปภาษี Capital gains Tax ที่ทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนลง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 4.35 และมีแนวโน้มที่ธนาคารกลางออสเตรเลียจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อซึ่งยังอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้ (ร้อยละ 2-3) อีกทั้ง ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวนจากผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ชาวออสเตรเลียยังคงควบคุมการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริโภค

     – สำนักอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลียเปิดเผย ปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลให้อุณหภูมิในช่วงฤดูใบไม้ผลิออสเตรเลียมีสภาพอากาศแห้งแล้งกว่าปกติ พื้นที่ส่วนใหญ่ของออสเตรเลียจะมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติและมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าเกณฑ์ในหลายเมืองใหญ่กำลังเริ่มฤดูกาลด้วยสภาพอากาศที่ร้อนที่สุดในรอบหลายปี เช่น นครเมลเบิร์นและกรุงแคนเบอร์รามีแนวโน้มเผชิญกับการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่นที่สุดในรอบ 5 ปี ขณะที่วันแรกของฤดูใบไม้ผลิที่นครโฮบาร์ตจะอบอุ่นที่สุดในรอบ 13 ปี และคาดว่า นครซิดนีย์จะมีอุณหภูมิแตะระดับ 30 องศาเซลเซียส และเมืองบริสเบนอาจพุ่งสูงถึง 32 องศาเซลเซียสในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลใบไม้ผลินี้

    2. สถานการณ์การค้าภาพรวมของออสเตรเลีย [1] 

    ปี 2569 เดือนมกราคม- กรกฎาคม สถานการณ์การส่งออกสินค้าของออสเตรเลียมีมูลค่า 218,563 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 14.15) เป็นการส่งออกถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ 26.66) สินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 26.25) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 15.09) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 5.48) และข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 2.93) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 (อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป ทองแดงบริสุทธิ์ เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค และน้ำมันปิโตรเลียมดิบ)

    ปี 2569 เดือนมกราคม-กรกฎาคม การนำเข้าสินค้าของออสเตรเลีย มีมูลค่า 208,698 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 26.42) โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 14.99) เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 14.48) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 12.71) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 10.67) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 7.14) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและไทย ปี 2569 เดือนมกราคม–กรกฎาคม ออสเตรเลียได้ดุลการค้า 9,865 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 5 มีมูลค่า 9,950 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 47.44) (สินค้านำเข้าหลักจากไทย 5 อันดับแรกได้แก่ รถยนต์ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป เครื่องปรับอากาศ เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ และยางรถยนต์ใหม่) และ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 6,573 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (216,909 ล้านบาท)   

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าของออสเตรเลียในเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่า 31,750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 9.32) โดยเป็นผลมาจากการส่งออกถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ 29.40) สินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 24.16) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 12.57) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 5.84) และข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 2.77) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 (อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป น้ำมันปิโตรเลียมดิบ ข้าวสาลีและเมสลิน เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค และทองแดงบริสุทธิ์)

    สำหรับการนำเข้าสินค้าของออสเตรเลียในเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่า 30,425 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 22.41) โดยเป็นการนำเข้ารถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 15.77) เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 15.25) น้ำมันปิโตรเลียมที่ได้จากแร่ บิทูมินัส (ดีเซล) (ร้อยละ 13.86) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือสำหรับเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 10.81) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 4.96) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและไทย ซึ่งในเดือนกรกฎาคม 2569 ออสเตรเลียได้ดุลการค้าที่ 1,325 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 5 (รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับการเปลี่ยนและการส่ง หรือการสร้างเสียง ภาพหรือข้อมูลอื่นๆ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูปและยางรถยนต์ใหม่)


    [1] Source: Global Trade Atlas

    3. สรุปสถานการณ์การค้าไทย-ออสเตรเลีย [2]

    เป้าหมายส่งออก

    มูลค่าการค้ารวม (ล้าน US$)

    มูลค่าการส่งออก (ล้าน US$)

    มูลค่าการนำเข้า (ล้าน US$)

    ปี 2025 

    (%)

    ปี 2026

    (%)

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ม.ค-ก.ค.

    +/- (%)

    ม.ค-ก.ค.

    +/- (%)

    ม.ค-ก.ค.

    +/- (%)

    0.0

    (-2.5)

    1.0

    17,364.37

     (-2.59)

    14,106.61

    46.29

    12,041.35  

    (-2.5)

    9,297.86

    42.54

    5,323.02

     (-2.79)

    4,808.74

    54.13


    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    4. การค้าระหว่างไทยและออสเตรเลียเดือนกรกฎาคม ปี 2569 [2]

    • การส่งออกสินค้าไทยไปออสเตรเลียเดือนกรกฎาคม ปี 2569 มีมูลค่า 1,142.27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (37,695 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.57 เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก อาหารทะเลกระป๋อง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แต่การส่งออกเครื่องปรับอากาศและผลิตภัณฑ์ยางลดลง         

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากออสเตรเลียเดือนกรกฎาคม ปี 2569 มีมูลค่า 444.27 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (14,661 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.71 เป็นการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินแร่โลหะอื่นๆ ก๊าซธรรมชาติ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค เครื่องเพชรพลอย อัญมณี ผัก ผลไม้ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ นมและผลิตภัณฑ์นม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบและเคมีภัณฑ์ แต่การนำเข้าสินค้าพืชและผลิตภัณฑ์จากพืชลดลง     

      ………………………………………………………………………………………………..

      สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/f7riq2snte8opsylr0b99ssr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SvLx6p8Hqq4-vGi1aWWuh

  • โครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม) บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน


    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติสำหรับดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ประกอบด้วย (1) โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม (โครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมฯ) และ (2) โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)(เพิ่มเติม) เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อและไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด อันส่งผลต่อประชาชนทุกสาขาอาชีพและผู้ประกอบการ ผ่านแหล่งเงินเพิ่มเติมภายใต้แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน (แผนงานหรือโครงการที่ 1) ตามบัญชีท้าย พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 โดยในระยะสั้นหากไม่ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม จะส่งผลให้กำลังซื้อของภาคครัวเรือนและการบริโภคภาคเอกชนซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยลดลงและอาจก่อให้เกิดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวในอัตราที่ต่ำมาก ควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

    โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” จะมุ่งเน้น (1) การช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) และ (2) การบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. โครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมฯ

    โครงการเพิ่มวงเงินเพิ่มเติมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางทางด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สิน จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและรุนแรงจากสถานการณ์วิกฤตความผันผวนของราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด เพิ่มเติมให้แก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ที่ผ่านคุณสมบัติก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นจำนวน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน (จากเดิมได้รับวงเงินจำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน และได้เพิ่มอีกจำนวน 700 บาทต่อคนต่อเดือน) ในเดือนตุลาคม 2569

    2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐให้การสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ให้แก่ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) เพื่อนำไปใช้จ่ายกับผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)

    2.1 ระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)

    ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    2.1.1) การยืนยันสิทธิของประชาชน เปิดให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมากดยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 ตุลาคม 2569

    2.1.2) การยืนยันสิทธิของผู้ประกอบการ เปิดให้ผู้ประกอบการที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มากดยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569

    2.1.3) การใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) (เวลา 06.00 – 23.00 น.) หรือผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) (เวลา 06.00 – 21.00 น.) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

    2.2 กลุ่มเป้าหมาย

    2.2.1) ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) อยู่ในปัจจุบัน

    2.2.2) ผู้ไม่ได้รับสิทธิบัตรฯ ปี 69 ทั้งกลุ่มผู้มีบัตรฯ ปี 65 เดิม และกลุ่มที่ลงทะเบียนใหม่โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย 2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ยืนยันเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) 3) มีบัตรประจำตัวประชาชน 4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 (6) โครงการคนละครึ่ง พลัส และ (7) โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)

    2.3 การใช้จ่าย

    ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน โดยสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ได้ระหว่างเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2569 (2 เดือน) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) หรือซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) โดยรับชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลางจะดำเนินการโอนเงินในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ภายในระยะเวลาที่กำหนดต่อไป

    ทั้งนี้ การดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) จะเป็นการช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง จะช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและสภาพคล่องได้อย่างเหมาะสมในช่วงที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    1. โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569

    1.1 ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โทร. 0 2109 2345

    1.2 Call Center กรมบัญชีกลาง โทร. 0 2270 6400

    1.3 สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง 0 2126 5800

    1.4 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 0 2273 9020 ต่อ 3509 และ 3548

    ตั้งแต่วันจันทร์ – วันศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 น. – 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

    2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)

    2.1 เว็บไซต์โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม): ติดตามรายละเอียดโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)

    (เพิ่มเติม) และข้อมูลข่าวสารได้ทาง www.ไทยช่วยไทยพลัส.th

    2.2 ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับประชาชน:

    2.2.1 ติดต่อสอบถาม โทร. 0 2111 1122 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง

    2.2.2 ตรวจสอบผลการลงทะเบียนหรือวงเงินคงเหลือ โทร. 0 2111 1122 กด 2 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ และวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง

    2.3 ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับร้านค้า:

    2.3.1 ติดต่อเกี่ยวกับรายการรับเงินภาครัฐ และการใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โทร. 0 2111 1122 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง

    2.3.2 ตรวจสอบสถานะลงทะเบียนร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง

    2.4 สอบถามข้อมูลโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม): สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 08 5842 7102, 08 5842 7103, 08 5842 7104, 08 5842 7105, 08 5842 7106, 08 5842 7107, 08 5842 7108, 08 5842 7109 ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

    ที่มา : กระทรวงการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/543856&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07-N5O8sQ07mYIcJOxJiYG

  • สธ. เดินหน้า ‘เศรษฐกิจเวลเนส’ ชู 4 เสาหลัก ดันไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก เตรียมพร้อมเจ้าภาพ GWS 2026 จ.ภูเก็ต | เดลินิวส์

    สธ. เดินหน้า ‘เศรษฐกิจเวลเนส’ ชู 4 เสาหลัก ดันไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก เตรียมพร้อมเจ้าภาพ GWS 2026 จ.ภูเก็ต | เดลินิวส์

    นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับนโยบายเศรษฐกิจเวลเนสอย่างเป็นระบบ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้วางรากฐานการดำเนินงาน ผ่าน 7 นโยบายเสาหลักสาธารณสุขไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพอย่างครอบคลุมทั้งการส่งเสริม สุขภาพดีทุกช่วงวัยด้วยเครือข่ายปฐมภูมิ การขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์อัจฉริยะ การสร้างเศรษฐกิจสุขภาพ สร้างรายได้ (Health for Wealth) การบริหารโปร่งใสพร้อมรับภัยวิกฤต การยกระดับบริการเป็นเลิศมุ่งสู่ โรงพยาบาลสีเขียว การเสริมสร้างขวัญกำลังใจคนสาธารณสุข ตลอดจนการยกระดับระบบสุขภาพไทยสู่มาตรฐานสากล
    พร้อมกันนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังได้เจาะจงขับเคลื่อนมิติสุขภาพเชิงเศรษฐกิจผ่าน 4 เสาหลักด้านเวลเนส เพื่อสร้างผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมให้แก่ประชาชนและเศรษฐกิจฐานราก ประกอบด้วย เสาหลักที่ 1 ยกระดับการแพทย์และเวลเนส (Thai Medical & Wellness Hub) มุ่งยกระดับมาตรฐานการบริการทางการแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน และการฟื้นฟูสุขภาพสู่ระดับสากล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่มีคุณภาพ พร้อมสร้างโอกาสการจ้างงานทักษะสูง เสาหลักที่ 2 ยกระดับนวดไทยและภูมิปัญญา (Thai Traditional Medicine & Soft Power) ดึงทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยนวดไทย และสมุนไพรมาสร้างอัตลักษณ์ระดับโลก ช่วยอัปเกรดทักษะแรงงาน สร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับรายได้ต่อหัวให้แก่หมอนวดไทยและแพทย์แผนไทยทั่วประเทศ

    เสาหลักที่ 3 นวัตกรรมสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Herbal Innovation & Wellness Products) นำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์มาแปรรูปสมุนไพรสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง สร้างความต้องการ (Demand) วัตถุดิบอินทรีย์ที่แน่นอน ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรไทยมีตลาดรองรับและมีรายได้ที่มั่นคง เสาหลักที่ 4 เชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก (Grassroots & Community Connectivity) เชื่อมโยงผลผลิตและบริการชุมชนสู่ตลาดสุขภาพระดับโลก กระจายเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพลงสู่มือชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และเกษตรกรฐานรากโดยตรง เพื่อลด ความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทย
    กระทรวงสาธารณสุข มุ่งมั่นที่จะนำนโยบายเศรษฐกิจเวลเนสมาเป็นตัวนำในการสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศตามแนวทางของรัฐบาล โดยบูรณาการทำงานผ่านทั้ง 7 เสาหลักสาธารณสุข และมุ่งเน้นความเชี่ยวชาญใน 4 เสาหลัก ด้านเวลเนส การเป็นเจ้าภาพ GWS 2026 ที่ภูเก็ตในครั้งนี้ จะเป็นเวทีสำคัญในการแสดงให้ผู้นำธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลกได้เห็นถึงความพร้อมของไทย และที่สำคัญที่สุด คือการเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้กลายเป็นเม็ดเงินที่ตกถึงมือพี่น้องเกษตรกรและชุมชนฐานรากอย่างแท้จริง

    นายพัฒนา กล่าวในตอนท้ายว่า สำหรับการประชุมสุขภาพระดับโลก Global Wellness Summit (GWS 2026) ที่กำลังจะจัดขึ้น ณ จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 นับเป็นเวทีสำคัญในการประกาศศักยภาพความพร้อมของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะช่วยเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพไทย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและปักหมุดประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านเวลเนสอันดับต้นๆ ของโลกอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6210614/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vxami_zgaYw3oBDMFjJ8t

  • ไทยช่วยไทยพลัส: ขยายเวลา 2 เดือน เติมเงิน 1,000 บาท

    ไทยช่วยไทยพลัส: ขยายเวลา 2 เดือน เติมเงิน 1,000 บาท

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Yqu7UQKhNfBDtWHHtTUNY

  • “เอกนิติ” เผย สศช. เร่งยกร่างแผนฯ 14 ดันเศรษฐกิจไทยมูลค่าสูง

    “เอกนิติ” เผย สศช. เร่งยกร่างแผนฯ 14 ดันเศรษฐกิจไทยมูลค่าสูง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ก.ย.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เตรียมจัดประชุมประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “แผน 14 เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” ในวันที่ 30 กันยายน 2569 ณ ห้องอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

    โดยมีการเชิญผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประชุมประจำปีของ สศช. เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง สะท้อนความคิดเห็น และขับเคลื่อนวาระแห่งอนาคตของประเทศไทย ผ่านการยกร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    “การพัฒนาประเทศจะขับเคลื่อนผ่าน 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาครัฐ การยกระดับทุนมนุษย์ การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการลงทุนในวิจัยและนวัตกรรม” นายเอกนิติ กล่าว

    ขณะที่ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ทั้งด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยต้องเร่งปรับตัว “เพื่อไปต่อ และไปให้ไกลกว่าเดิม” พร้อมคว้าโอกาสจากทุกวิกฤตให้ได้ และสร้างให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ

    นอกจากนี้ หัวใจสำคัญของการยกระดับความสามารถของประเทศมากที่สุด คือ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยการมุ่งเน้นสร้างมูลค่ามากกว่าเน้นปริมาณ เนื่องจากจำนวนประชากรไทยลดลง ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาทักษะ เพิ่มนวัตกรรมสมัยใหม่ และดึงศักยภาพของคนไทยให้เก่งขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยคุณค่าและนวัตกรรม

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/865191&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IiCU6gBWIn0-WlKZ2aTW4