Category: เศรษฐกิจ

  • เดิมพันอีกรอบรัฐทุ่มแสนลบ.ประคองเศรษฐกิจ..ส่งท้ายปี  | เดลินิวส์

    เดิมพันอีกรอบรัฐทุ่มแสนลบ.ประคองเศรษฐกิจ..ส่งท้ายปี  | เดลินิวส์

    โคม่าตั้งแต่โควิด

    ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนับตั้งแต่วิกฤติิโควิด-19  เป็นต้นมา แทบไม่มีปีไหนเลยที่เรียกได้เต็มปากว่า เศรษฐกิจไทยดีจริง ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมานาน  ความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย สินค้าจากต่างชาติทะลักเข้ามาตีตลาด ภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่ขยายตัวเพียง 0.1% และอัตราการใช้กำลัง
    การผลิตที่ร่วงลงต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่กลางปี 63 ซึ่งเป็นช่วงโควิดระบาดหนักเลยทีเดียว

    ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ…เมื่อนำตัวเลขเศรษฐกิจไทยไปเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน จะพบว่า ไทยกลายเป็นประเทศที่โตช้าที่สุดในภูมิภาค เวียดนามยังเติบโตได้ถึง 8.4%ฟิลิปปินส์ 2.3% อินโดนีเซีย 5.3% และมาเลเซีย 6% ในไตรมาสเดียวกันไทยกลับมีตัวเลขขยายตัวได้เพียง 1.9% สะท้อนว่า…ปัญหาของไทยไม่ใช่แค่ผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่มีจุดอ่อนฉุดรั้งประเทศให้ตามหลังคนอื่นไปเรื่อย ๆ

    ทุกเครื่องยนต์แผ่ว

    เมื่อแยกดูรายละเอียดแล้วพบว่า…เครื่องยนต์เศรษฐกิจแทบทุกตัวกำลังแผ่วลงพร้อมกัน การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนสอดคล้องกับ
    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 50.3 ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส นับตั้งแต่ปลายปี 65 ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐ
    ยิ่งน่าใจหาย โตเพียง 0.2% แทบไม่มีแรงส่งให้เศรษฐกิจพึ่งพาได้ มีเพียง “ภาคการลงทุน” เท่านั้นที่เป็นข่าวดีหนึ่งเดียวท่ามกลางความมืดมน โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่พุ่งขึ้นถึง 13.4% สูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส 

    กลายเป็นวิชาเดียวที่สอบผ่าน เกรด 4 ขณะที่วิชาอื่นแทบจะติดศูนย์กันหมด ซึ่งไม่พอฉุดเศรษฐกิจทั้งระบบให้ลอยตัวขึ้นมาได้ เพราะแม้ตัวเลขส่งออกที่ทำท่าสดใสโตถึง 17.6% แต่ที่น่าห่วงคือ การนำเข้ากลับพุ่งแรงกว่าถึง 42.3% สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส จนไทยต้องขาดดุลการค้ามหาศาล รวมถึงดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกขาดดุลเป็นครั้งแรกสูงถึง 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5.75 แสนล้านบาท สะท้อนว่าเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยกำลังเปราะบาง

    สงครามยังซ้ำเติม

    นอกจากนี้ยังมีปัญหาหนี้สินครัวเรือนไทยยังพุ่งทำสถิติใหม่ในทุก ๆ ปี ล่าสุดผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยพุ่งขึ้นไปถึง 794,945 บาทต่อครัวเรือน สูงสุดในรอบ 17 ปี นับ
    ตั้งแต่เริ่มสำรวจโดยภาระผ่อนชำระเฉลี่ยสูงถึง 21,935 บาทต่อเดือน สาเหตุหลักมาจากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายและค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่องยิ่งตอกย้ำว่า กำลังซื้อของประชาชนถูกกัดกร่อนจนแทบไม่เหลือแรงจับจ่าย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้ได้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เด่นชัด รายได้ของประชาชนและธุรกิจยังเพิ่มขึ้นไม่มาก ทำให้หลายครัวเรือนต้องพึ่งสินเชื่อเพื่อประคองสภาพคล่อง ขณะที่ภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ

    ไม่เพียงแค่โครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ล่าสุดการปะทุขึ้นของสงครามในตะวันออกกลางก็ยิ่งซ้ำเติมให้ไทยลำบากกว่าเดิมราคาพลังงานโลกและห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบสำคัญ ทั้งปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์  และปุ๋ยสูงขึ้น ขณะที่ปัญหามาตรการภาษีทางการค้าของสหรัฐที่ยังเจรจาไม่จบ ก็เป็นแรงกดดันอีกชั้นต่อภาคส่งออกที่เคยเป็นพระเอกในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจแทบทุกตัวกำลังทำท่าจะน็อกพร้อมกันในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ 

    ขณะเดียวกันในเรื่องของดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก็ยังต่ำสุดรอบ 35 เดือน โดยสาเหตุใหญ่ก็ยังมาจากกำลังซื้อของประชาชนในแต่ละภูมิภาคอยู่ในระดับต่ำ เพราะมีหนี้ครัวเรือนสูง ว่างงานสูง รายได้ไม่มาก ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศไม่ดี การท่องเที่ยวยังไม่โดดเด่น แม้ราคาสินค้าสำคัญ ทั้งข้าว ข้าวโพด
    เลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เริ่มสูงขึ้น แต่ไม่ได้อยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว หรือเกษตรกรไม่มีผลผลิตในมือ จึงทำให้รายได้
    ไม่เพิ่มขึ้นตาม และกำลังซื้ออยู่ในระดับต่ำ

    นอกจากนี้ภาคธุรกิจยังได้รับผลกระทบจากการเข้ามาแข่งขันของสินค้าต่างประเทศ จนส่งผลให้ยอดขายลดลง กำไรลดลง อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนด้านต่าง ๆ ที่สูงขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งจากปัญหาทั้งหมด ทำให้ภาคธุรกิจขาดสภาพคล่อง ขณะที่การเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นไปอย่างยากลำบาก สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของภาคธุรกิจยังคงวนไปวนมา และยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในปัจจุบัน 

    ต้องยอมรับว่า…ปัญหาของภาคธุรกิจยังคงวนไปวนมาเหมือนเดิม และต้องการให้ภาครัฐช่วยดูแลต้นทุน การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ภาคธุรกิจต้องการให้ภาครัฐช่วยดูแลการเข้ามาของทุนต่างชาติและสินค้าจากต่างประเทศ ไม่ให้เกิดการทุ่มตลาดใด ๆ ด้วย

    ปล่อยกระสุนแสนล้าน

    ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณและปีปฏิทิน จึงไม่ต้องแปลกใจใด ๆ ที่หลายฝ่ายจะตั้งคำถามใหญ่ที่ทุกคนอยากรู้คือ รัฐบาล “อนุทิน
    ชาญวีรกูล” จะงัดมาตรการอะไร? ออกมาเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ ไม่ให้ทรุดหนักไปกว่าเดิมอีก 

    อย่างไรก็ตามล่าสุด…ได้เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ มูลค่านับแสนล้านบาท นำโดยมาตรการแรก คือการต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” และเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐออกไปอีก 2 เดือน โดยใช้งบประมาณที่เหลือจากพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทมาใช้ โดยทั้ง 2 มาตรการ ผ่านการกลั่นกรองเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะใช้เงินอีกไม่ต่ำกว่า 50,000-60,000 ล้านบาท โดยเป้าหมายสำคัญก็เพื่อพยุงกำลังซื้อของกลุ่มฐานรากที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยแนวทางของ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะแจกคนละ 1,000 บาท ออกไปอีก 2 เดือน คือ ในเดือน ต.ค.-พ.ย. โดยใช้สูตรเดิม 60/40 รัฐบาลสนับสนุน 60% ประชาชนจ่าย 40% ปัจจุบันมีผู้ได้รับสิทธิประมาณ 26 ล้านคน 

    ส่วน “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ถูกนำมาเติมเงินควบคู่กัน โดยผู้ผ่านเกณฑ์รอบใหม่มีประมาณ 9 ล้านคน และยังมีผู้ขอทบทวนสิทธิอีกประมาณ 5 ล้านคน ที่ประกาศผลวันที่ 30 ก.ย. 69 นี้ หากผ่านทั้งหมด จะมีผู้ได้รับสิทธิกว่า 14 ล้านคน สามารถเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่ 1 ต.ค. โดยเงินที่ได้รับเพิ่มเป็นในส่วนค่าครองชีพเพิ่ม 700 บาท เป็น 1,000 บาท ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ได้รับสิทธิไทยช่วยไทยพลัสแทน โดยก้อนเงินที่รัฐอัดฉีดจากทั้ง 2 โครงการ จะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท

    ชูมาตรการแกะกล่อง

    อีกมาตรการเรือธงใหม่แกะกล่อง ที่รัฐบาลเตรียมผลักดันคือ “โซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน” ซึ่งแตกต่างจากมาตรการแจกเงินทั่วไป เพราะรอบนี้รัฐหวังให้เกิดทั้งการลดค่าไฟและสร้างรายได้ระยะยาว เบื้องต้นกำหนดเงินอุดหนุนประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือน ครอบคลุมทั้งการติดตั้งบนหลังคาและบนพื้นดิน ตั้งเป้าราว 1 ล้านครัวเรือน และอาจขยายเป็น 1.5 ล้านครัวเรือน หากเต็มเป้าจะใช้งบสูงถึงประมาณ 75,000 ล้านบาท  

    จุดขายของโครงการนี้คือประชาชนไม่จำเป็นต้องควักเงินก้อนใหญ่ติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์เองทั้งหมด เพราะมีแนวทางให้การไฟฟ้าฯ ร่วมกับสถาบันการเงินของรัฐสนับสนุนสินเชื่อให้ประชาชนไปติด จากนั้นค่อยตามผ่อนทีหลัง ขณะเดียวกันจะติดตั้งสมาร์ตมิเตอร์เพื่อรองรับการขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ สำหรับระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ มีการคำนวณเบื้องต้นว่าอาจสร้างรายได้จากการขายไฟได้ประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟของแต่ละครัวเรือน และ
    รายได้จากการขายไฟสามารถนำไปหักชำระเงินกู้ได้ในกรณีที่
    กู้เงินติดตั้งได้ด้วย

    โดยล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติหรือ กพช. ที่ “เอกนิติ” ทำหน้าที่ประธานแทน นายกฯอนุทิน เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา  ก็มีมติเห็นชอบขยายกรอบส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชนจากข้อเสนอเบื้องต้น 5,000 เมกะวัตต์ เป็น 10,000 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1 ล้านครัวเรือน เพื่อเพิ่มการผลิตและใช้พลังงานสะอาดในระดับ ครัวเรือน สำหรับแนวทางรับซื้อไฟฟ้าจะใช้ระบบ Net Billing โดยประชาชนใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองก่อน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย กำหนดปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ พร้อมขยายระยะเวลาสัญญารับซื้อจากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปี ให้สอดคล้องกับอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ โดยกรอบรับจ่ายไฟเพิ่มเติมครอบคลุมช่วงปี 2569-2571

    แถมยังขยายรูปแบบการติดตั้ง จากเดิมที่เน้นโซลาร์บนหลังคา ให้สามารถติดตั้งบนพื้นดินและบนผิวน้ำสำหรับภาคครัวเรือนได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่หลังคาสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ทั้งนี้ ประชาชนอาจติดตั้งระบบขนาดมากกว่า 5 กิโลวัตต์ ได้ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แต่การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจะจำกัดไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์

    อัดฉีดแสนล้านไหวไหม

    หากรวมจำนวนเงินจากการต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส และบัตรสวัสดิการฯ เข้ากับโครงการโซลาร์รูฟท็อปฯ จะเห็นว่ารัฐบาลกำลังเตรียมเครื่องมือทางการคลังระดับมากกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อพยุงเศรษฐกิจช่วงปลายปี โดยยังไม่นับมาตรการท่องเที่ยว อย่างไทยเที่ยวไทยพลัสที่ถูกเลื่อนออกไป

    อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่มีการจับตามองกันว่าจำนวนเงินที่รัฐกำลังหว่านลงไปในระดับนี้ จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และเพียงพอพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ เพราะตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่ารัฐบาลได้ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจไปมหาศาลแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 68 
    ที่เริ่มแจกเงินผ่านคนละครึ่งพลัส เมื่อปีที่แล้วผ่านงบกลางฉุกเฉิน แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังไม่กระเตื้องขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีแต่ “ทรงกับทรุด” หรือแม้แต่ในไตรมาส 3 จะแจกเงินเต็มทั้งไตรมาสแล้ว แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังดูซบเซาผิดปกติเข้าให้อีก

    เห็นได้จากสัญญาณทางเศรษฐกิจของประเทศก็ยังส่งสัญญาณอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ อัตราการว่างงานขยับขึ้นมาอยู่ที่  0.96% ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งไปแตะ 12.9 ล้านล้านบาท   ใกล้เพดานที่กำหนดเข้าไปทุกที ยิ่งจำกัดพื้นที่ทางการคลังที่รัฐบาลจะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในอนาคต

    ท้ายที่สุดแล้ว! แม้สภาพัฒน์จะยังคงยืนยันเศรษฐกิจไทยทั้งปี 69 ไว้ที่ 2.0-2.5% โดยหวังพึ่งแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนและแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐในช่วงที่เหลือของปี แต่ความน่าห่วงที่แท้จริงคือ ท่ามกลางวิกฤติตะวันออกกลางที่ยังไม่จบ ราคาพลังงานที่ผันผวน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และหนี้สินครัวเรือนที่ทุบสถิติใหม่ทุกปี เม็ดเงินแสนล้านที่รัฐบาลกำลังจะทุ่มลงไปในไตรมาสสุดท้ายนี้ จะเพียงพอทำให้คนไทยกลับมาลืมตาอ้าปากได้หรือเปล่า!.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/6208812/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_y3FHymwe_U5tpTKpoihf

  • สธ.เล็งปลดล็อกกฎระเบียบ  ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพไทยสู่เวทีโลก

    สธ.เล็งปลดล็อกกฎระเบียบ ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพไทยสู่เวทีโลก

    วันนี้ (22 ก.ย.2569 ) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงทั้งด้านอาหาร สมุนไพร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การแพทย์ บริการสุขภาพและเวลเนส โจทย์สำคัญ คือ ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่มาตรฐานสากล และผลักดัน ผลิตภัณฑ์ไทย สู่การเป็น ผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับโลก เพราะสุขภาพและเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกัน

    สธ.เล็งปลดล็อกกฎระเบียบ  ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพไทยสู่เวทีโลก

    สธ.เล็งปลดล็อกกฎระเบียบ ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพไทยสู่เวทีโลก

    ดังนั้น ระบบสุขภาพที่มีคุณภาพจะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้มาตรฐานจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ขณะที่นวัตกรรมสุขภาพที่มีศักยภาพ จะช่วยสร้างมูลค่า และเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ ตามแนวคิด Health for Wealth หรือการสร้างความมั่งคั่งจากสุขภาพ

    ทั้งนี้กระทรวงฯได้มอบ อย.ควอลิตี้ อวอร์ด ปี 2569 กับสถานประกอบการและผลิตภัณฑ์สุขภาพดีเด่น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนว่า ผู้ประกอบการไทยให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเป็นอีกหนึ่งกลไกยกระดับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง

    สธ.เล็งปลดล็อกกฎระเบียบ  ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพไทยสู่เวทีโลก

    สธ.เล็งปลดล็อกกฎระเบียบ ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพไทยสู่เวทีโลก

    รมว.สาธรณสุข กล่าวอีกว่า กระทรวงฯทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในการสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพที่เอื้อต่อทั้งการคุ้มครองผู้บริโภค การพัฒนานวัตกรรม การลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพไทย พร้อมอำนวยความสะดวกและปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ลดขั้นตอนการดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทุกระดับสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีมาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ควบคู่ไปกับการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัย และร่วมกันขับเคลื่อนสู่เป้าหมายสำคัญ คือ “ประชาชนปลอดภัย ผู้ประกอบการเติบโต และประเทศไทยแข่งขันได้

    สธ.เล็งปลดล็อกกฎระเบียบ  ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพไทยสู่เวทีโลก

    สธ.เล็งปลดล็อกกฎระเบียบ ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพไทยสู่เวทีโลก

    ด้านนายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธรณสุข กล่าวว่า อย. ควอลิตี้ อวอร์ด ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 เพื่อส่งเสริมให้สถานประกอบการผลิตภัณฑ์สุขภาพ รักษาคุณภาพ มาตรฐาน และพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลก ซึ่งเป็นทั้งกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

    สธ.เล็งปลดล็อกกฎระเบียบ  ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพไทยสู่เวทีโลก

    สธ.เล็งปลดล็อกกฎระเบียบ ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพไทยสู่เวทีโลก

    โดยในปีนี้ อย. เน้นยกระดับการพึ่งพาตนเองด้านยาและเวชภัณฑ์ พร้อมเร่งรัดการอนุมัติผลิตภัณฑ์สุขภาพ นวัตกรรมการแพทย์ และผลิตภัณฑ์สมุนไพรชุมชนสู่ตลาดสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งมีสถานประกอบการและผลิตภัณฑ์สุขภาพผ่านเกณฑ์การคัดเลือก 119 รางวัล ครอบคลุมทั้งประเภทอาหาร ยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอาง วัตถุอันตราย และผลิตภัณฑ์สุขภาพชุมชน

    อ่านข่าว:

    “มะแขว่นเชียงใหม่–พริกไทยสุไหงอุเป” ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่เครื่องเทศคุณภาพ เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบไทย

    เทรนด์การดูแลสุขภาพชะลอวัย สนค.เผยโอกาสทอง “สินค้าเกษตรฟังก์ชัน”

    กลุ่มอุตฯสมุนไพร ฝาก รัฐบาลใหม่ ยกระดับสมุนไพร“ภูมิปัญญา” สู่ “อุตสาหกรรม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/558318&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RaUWruQOw-YUNp3-Ikd3G

  • IMF-ธนาคารโลกปรับเกณฑ์ประเมินหนี้ ชี้ 14% ประเทศรายได้น้อยอยู่ในภาวะวิกฤต : อินโฟเควสท์

    IMF-ธนาคารโลกปรับเกณฑ์ประเมินหนี้ ชี้ 14% ประเทศรายได้น้อยอยู่ในภาวะวิกฤต : อินโฟเควสท์

    ธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (21 ก.ย.) ว่า คณะกรรมการบริหารของทั้งสององค์กรได้อนุมัติการปฏิรูปกรอบการประเมินความยั่งยืนของหนี้ร่วมกันสำหรับประเทศรายได้น้อย เพื่อให้สะท้อนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเริ่มนำมาใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 โดย IMF และธนาคารโลกระบุว่า กรอบใหม่จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ประเมินได้ดีขึ้นว่าสามารถลงทุนในโครงการพัฒนาที่จำเป็นและมาตรการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้มากเพียงใด โดยยังควบคุมความเปราะบางด้านหนี้ในระยะยาว

    การทบทวนกรอบดังกล่าว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 เสนอให้เพิ่มการวิเคราะห์หนี้ในประเทศของประเทศยากจน รวมถึงขยายการพิจารณาความท้าทายด้านการพัฒนาในระยะยาว เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่ได้เสนอให้มีการออกแบบกรอบการประเมินขึ้นใหม่ทั้งหมด

    การปฏิรูปมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงวิธีประเมินความสามารถของประเทศในการรองรับภาระหนี้ของ IMF และธนาคารโลก พร้อมเพิ่มเครื่องมือเพื่อแยกแยะระหว่างประเทศที่มีความเสี่ยงเผชิญภาวะหนี้ตึงตัว กับประเทศที่มีภาระหนี้ซึ่งถูกประเมินว่าไม่สามารถชำระได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งสององค์กรยังจะพัฒนาเครื่องมือและการทดสอบภาวะวิกฤตเพื่อเพิ่มความสอดคล้องและความแม่นยำของประมาณการ พร้อมส่งเสริมให้ประเทศต่าง ๆ ปรับปรุงการรายงานและความโปร่งใสของข้อมูลหนี้ โดยจะคงอัตราคิดลดที่ใช้ในการประเมินไว้ที่ 5%

    แอลลิสัน ฮอลแลนด์ ซึ่งมีส่วนร่วมในการจัดทำกรอบการประเมินความยั่งยืนของหนี้ฉบับใหม่ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายแอฟริกาของ IMF กล่าวว่า เป้าหมายของกรอบใหม่คือการช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ระบุจุดเปราะบางได้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้น เพื่อให้สามารถตัดสินใจด้านการจัดหาเงินทุนและนโยบายได้อย่างรอบคอบมากขึ้น

    ฮอลแลนด์กล่าวว่า ผลกระทบจากวิกฤตต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมาได้ทำให้ความคืบหน้าด้านสถานการณ์หนี้ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2564 ถดถอยลง ส่งผลให้จำนวนประเทศที่มีความเสี่ยงสูงหรืออยู่ในภาวะวิกฤตหนี้กลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

    ฮอลแลนด์ระบุว่า ปัจจุบันราว 14% ของประเทศรายได้น้อยอยู่ในภาวะวิกฤตหนี้ และอีก 33% มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ประมาณ 23% ของประเทศตลาดเกิดใหม่มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญภาวะตึงตัวด้านหนี้ภาครัฐโดยรวม

    IMF และธนาคารโลกระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเริ่มนำมาใช้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 และจะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ประเมินได้ดีขึ้นว่าสามารถลงทุนในโครงการพัฒนาที่จำเป็นและมาตรการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้มากเพียงใด โดยยังสามารถควบคุมความเปราะบางด้านหนี้ในระยะยาว

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/652312&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16WKnBCHcKUi0y12eVWP-T

  • จีน รีดีไซน์ “ของเก่า” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่

    จีน รีดีไซน์ “ของเก่า” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่

    จีนเดินหน้าดัน 7 อุตสาหกรรมดั้งเดิม (ผ้าไหม ชา ยาจีน) สู่ “เศรษฐกิจใหม่” ผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับภูมิปัญญาช่างฝีมือ ตั้งเป้าสร้างแบรนด์มูลค่าสูงในตลาดโลก ปี 2028-2030

    • จีนประกาศนโยบายระดับชาติเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมดั้งเดิม 7 กลุ่ม เช่น ผ้าไหม ชา และเครื่องเคลือบ ให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่ โดยเชื่อมโยงเข้ากับการเกษตร การผลิต วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว
    • นำเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยเฉพาะ AI มาใช้ในการจัดเก็บและวิเคราะห์องค์ความรู้ของช่างฝีมือ เพื่อยกระดับการผลิต ควบคุมคุณภาพ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
    • ตั้งเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนภายในปี 2028-2030 เพื่อสร้างบริษัทขนาดใหญ่ แบรนด์ชั้นนำ และคลัสเตอร์อุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาลเพื่อแข่งขันในตลาดโลก
    • ขยายคุณค่าจากตัวสินค้าไปสู่การสร้างประสบการณ์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น การพัฒนาพื้นที่โรงงานเก่าให้เป็นแหล่งเรียนรู้และพบปะช่างฝีมือโดยตรง

    ในวันที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกมุ่งไปที่ AI เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ และ EV จีนกลับประกาศนโยบายระดับชาติที่ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสินค้าทางวัฒนธรรมอย่าง ผ้าไหม ชา เครื่องเคลือบ ยาจีน ผลิตภัณฑ์หมักบ่ม งานศิลปหัตถกรรม และเครื่องเขียนจีนดั้งเดิม

    ฟังดูเหมือนเป็นสิ่งที่อยู่คนละด้านกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่ในมุมมองของจีน ของเก่ากับของใหม่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกัน หากเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเก็บรักษาความรู้ ยกระดับการผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเชื่อมมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับตลาดร่วมสมัยได้

    เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หน่วยงานระดับชาติของจีน 6 แห่ง ได้ร่วมกันออกความเห็นว่าด้วย “การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมคลาสสิกทางประวัติศาสตร์อย่างมีคุณภาพสูง” ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีจีน โดยนำอุตสาหกรรมดั้งเดิม 7 กลุ่มมาอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน

    จุดสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองจากการแยกอุตสาหกรรมเหล่านี้ออกเป็นรายสาขา ไปสู่การมองเป็นระบบที่เชื่อมเกษตร การผลิต วัฒนธรรม สุขภาพ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ผ้าไหมจึงไม่ใช่แค่สิ่งทอ แต่เชื่อมตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทักษะช่างทอ การออกแบบ แฟชั่น ไปจนถึงเรื่องเล่าและประสบการณ์ของพื้นที่ ขณะที่ชาจีนก็เชื่อมโยงตั้งแต่การผลิตและแปรรูป ไปจนถึงสุขภาพ วิถีชีวิต และการท่องเที่ยว

    จีน รีดีไซน์ “ของเก่า” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่

    เป้าหมายที่จีนกำหนดไว้สะท้อนชัดว่า นี่ไม่ใช่นโยบายอนุรักษ์วัฒนธรรมแบบเดิม ภายในปี 2028 จีนตั้งเป้าพัฒนาบริษัทชั้นนำ 50 แห่งให้มีขนาดกิจการระดับ 10,000 ล้านหยวน สร้างสินค้าและแบรนด์ชั้นนำ 100 รายการ และพัฒนาคลัสเตอร์เฉพาะทางหลายแห่งให้มีมูลค่าระดับ 100,000 ล้านหยวน ก่อนผลักดันบริษัทและแบรนด์สู่ตลาดโลก และยกระดับอุตสาหกรรมเข้าสู่ช่วงกลางและช่วงบนของห่วงโซ่มูลค่าภายในปี 2030

    โดยมีทั้งการวิจัย เทคโนโลยี มาตรฐาน แบรนด์ และตลาดเป็นกลไกสำคัญ หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้คือ AI ซึ่งจีนไม่ได้มองเพียงในฐานะเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังนำมาใช้กับความรู้และทักษะของช่างที่มักไม่ได้ถูกบันทึกเป็นตำรา หากฝังอยู่ในประสบการณ์และการลงมือทำ

    นโยบายจึงเสนอให้จัดเก็บข้อมูลตั้งแต่สูตร ลวดลาย ไปจนถึงรายละเอียดและเงื่อนไขของกระบวนการผลิต แล้วใช้ AI ช่วยวิเคราะห์องค์ความรู้เหล่านี้ เพื่อนำไปสู่การควบคุมคุณภาพ การถ่ายทอดทักษะ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

    มีตัวอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ก็คือ Suzhou Silk Museum ซึ่งมีฐานข้อมูลลวดลายผ้าไหมมากกว่า 50,000 แบบ และนำเทคโนโลยีมาเชื่อมข้อมูลจากคลังมรดกเข้ากับการค้นคว้าและการออกแบบร่วมสมัย

    จีน รีดีไซน์ “ของเก่า” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่

    อย่างไรก็ตาม แนวทางของจีนไม่ได้มุ่งเพียงยกระดับการผลิตสินค้าเดิม แต่ยังพยายามต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่บริการ คอนเทนต์ การท่องเที่ยว การเรียนรู้ และประสบการณ์รูปแบบใหม่ โดยย่าน Taoxichuan ในเมืองจิ่งเต๋อเจิ้นเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด เมื่อพื้นที่โรงงานเครื่องเคลือบเดิมถูกพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ พื้นที่จัดแสดง ที่พัก พื้นที่ทำงานของนักสร้างสรรค์ และตลาดกลางคืน

    นักท่องเที่ยวจึงไม่ได้มาเพียงเพื่อซื้อเครื่องเคลือบ แต่ยังได้เรียนรู้ประวัติ พบปะช่างฝีมือ ทดลองทำ และเลือกซื้อผลงานจากผู้สร้างโดยตรง ทำให้คุณค่าของเครื่องเคลือบขยายจากตัวสินค้าไปสู่กิจกรรมและประสบการณ์ที่เกิดขึ้นรอบอุตสาหกรรมนั้นด้วย ในเวลาเดียวกัน จีนก็พยายามเชื่อมการเติบโตกลับไปยังพื้นที่ต้นทาง ผ่านการสนับสนุนแบรนด์งานฝีมือชนบท เวิร์กช็อปชุมชน และความร่วมมือระหว่างกิจการครอบครัว องค์กรชุมชน และบริษัทขนาดใหญ่

    กรณีงานเครื่องปั้นดินเผาของกลุ่มชาติพันธุ์หลีในมณฑลไห่หนานสะท้อนแนวทางนี้ได้ชัด เมื่อผู้สืบทอดงานฝีมือรวมตัวกับผู้หญิงในหมู่บ้าน จัดตั้งสหกรณ์และพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ จนสามารถเชื่อมการผลิตเข้ากับการท่องเที่ยวและทัศนศึกษา สร้างทั้งรายได้และการจ้างงาน โดยไม่จำเป็นต้องย้ายฐานการสร้างมูลค่าออกจากชุมชน

    อย่างไรก็ดี ความทะเยอทะยานของนโยบายนี้ก็มาพร้อมคำถามสำคัญ การสร้างบริษัทและคลัสเตอร์ขนาดใหญ่จะช่วยให้ผู้ผลิตรายเล็กมีอำนาจต่อรองมากขึ้นจริงหรือไม่ เมื่อความรู้ของช่างถูกเปลี่ยนเป็นข้อมูลสำหรับ AI สิทธิในการจัดเก็บ เข้าถึง และนำไปใช้เชิงพาณิชย์ควรถูกกำหนดอย่างไร ใครควรได้รับเครดิต และผลประโยชน์จากการต่อยอดควรย้อนกลับไปยังเจ้าของความรู้ในรูปแบบใด

    จีน รีดีไซน์ “ของเก่า” ให้กลายเป็นเศรษฐกิจใหม่

    ขณะเดียวกัน คำว่า “การพัฒนาอย่างมีคุณภาพสูง” ก็คงไม่อาจวัดจากจำนวนบริษัท มูลค่าคลัสเตอร์ หรือยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ควรรวมถึงความอยู่รอดของผู้สืบทอด รายได้ของผู้ผลิตต้นทาง ความมั่นคงของวัตถุดิบ และการกระจายผลประโยชน์ตลอดห่วงโซ่ด้วย

    ไทยเองก็มีทั้งผ้าไหม เครื่องปั้นดินเผา สมุนไพร อาหารหมักดอง และงานหัตถกรรมที่มีศักยภาพกระจายอยู่แทบทุกภูมิภาค เราจะเชื่อมทุนเหล่านี้เข้ากับเทคโนโลยี เงินทุน และตลาดได้ดีเพียงใด เพราะที่ผ่านมา ผู้ผลิตอาจได้รับการอบรมด้านการออกแบบแต่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งทุน เมืองอาจจัดเทศกาลที่ดึงดูดผู้คนได้แต่ไม่เกิดคำสั่งซื้อต่อเนื่อง

    ขณะที่ความรู้ของชุมชนอาจถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์โดยยังไม่เชื่อมต่อกับการผลิตและธุรกิจ บทเรียนจากจีนจึงไม่ใช่การลอกเป้าหมายหรือโมเดลขนาดใหญ่มาใช้ทั้งหมด แต่คือการมองอุตสาหกรรมดั้งเดิมให้พ้นจากการเป็นเพียง “ของดีที่ต้องอนุรักษ์” แล้วหันมาออกแบบระบบสนับสนุนที่ทำให้ความรู้ ผู้สร้าง เทคโนโลยี เงินทุน ตลาด และสิทธิทำงานเชื่อมโยงกันได้จริง

    เพราะอนาคตของ “ของเก่า” อาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้มันดูใหม่ขึ้นเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้คนที่สร้างและสืบทอดมันยังมีรายได้ มีที่ยืน และมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ : Creativethailand.org

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/lifestyle/1252880&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ehym2w-A_nDiEEspI1srP

  • ‘ศุภจี’ เล่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ‘ศุภจี’ เล่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    22 ก.ย.2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ โพสตฺ์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Suphajee Suthumpun  ว่าในวันที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ทั้งมาตรการภาษี ความผันผวนของราคาพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร สิ่งสำคัญคือเราจะทำอย่างไรให้อาเซียนรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ไปด้วยกัน และยังสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ได้ ขณะเดียวกัน ไทยก็ต้องใช้ความร่วมมือนี้เป็นโอกาสในการต่อยอดจุดแข็งของเรา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและผลักดันให้ไทยมีบทบาทโดดเด่นยิ่งขึ้นในภูมิภาคและตลาดโลกค่ะ

    นี่จึงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 58 (58th ASEAN Economic Ministers’ Meeting: AEM) ที่ได้เข้าร่วมเมื่อวันที่ 19-20 กันยายนที่ผ่านมา ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความคืบหน้าหลายเรื่องที่อยากนำมาเล่าให้ฟังค่ะ

    เรื่องแรก คือความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยให้ความสำคัญมากและต้องการผลักดันค่ะ

    – อาเซียนมีจุดแข็งที่หลากหลาย ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และพลังงาน ซึ่งไทยเรามีจุดแข็งด้านเกษตรและเกษตรแปรรูป หากเราสามารถนำจุดแข็งของแต่ละประเทศมาเสริมกันได้ ก็จะช่วยให้อาเซียนรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร และอาจทำให้เกิดความขาดแคลนและผันผวนทางราคาค่ะ

    – ไทยจึงได้เสนอให้ผลักดันอาเซียนเป็นฐานผลิตอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของโลก พร้อมหารือกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN Business Advisory Council: ASEAN-BAC) ถึงการเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการผลิต เพื่อเสริมความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานอาหาร ให้ประเทศสมาชิกสามารถช่วยเหลือกันได้เมื่อเกิดวิกฤตค่ะ

    เรื่องที่สอง คือการเตรียมความพร้อมให้อาเซียนเติบโตในเศรษฐกิจดิจิทัลค่ะ

    – หนึ่งในความคืบหน้าสำคัญคือ ความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ซึ่งไทยได้รับหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการเจรจา และได้ทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกในการขับเคลื่อนการเจรจาและประสานจุดยืน จนสามารถสรุปผลการเจรจาได้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ความตกลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานให้อาเซียนสามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างกันได้มากขึ้น และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ MSMEs สามารถขยายธุรกิจจากตลาดในประเทศที่มีประชากรราว 65 ล้านคน ไปสู่ตลาดอาเซียนที่มีผู้บริโภคกว่า 650 ล้านคนได้สะดวกขึ้นในอนาคตค่ะ

    เรื่องที่สาม คือการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับไทยและอาเซียนค่ะ

    – ในการประชุมครั้งนี้ ไทยได้ร่วมลงนามพิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (First Protocol to Amend the ASEAN-Hong Kong, China Investment Agreement: AHKIA) ซึ่งไทยเป็นผู้ประสานงานหลักในการเจรจาจนสำเร็จเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

    – พิธีสารฉบับนี้จะช่วยขยายขอบเขตการเปิดตลาดการลงทุนระหว่างกัน และเมื่อมีผลใช้บังคับ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ไทยดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนไปยังฮ่องกงได้มากขึ้นค่ะ

    นอกจากนี้ ยังได้หารือร่วมกับคู่เจรจาสำคัญของอาเซียน ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ เพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการยกระดับความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) และการเจรจาการค้ากับอินเดียและแคนาดา เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคค่ะ

    ในปีนี้ อาเซียนมีผลการดำเนินงานสำคัญกว่า 30 เรื่อง ทั้งความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะการจัดทำกรอบยุทธศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้เข้ามายังภูมิภาค ซึ่งคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) จะนำผลการดำเนินงานดังกล่าวเสนอในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) เดือนพฤศจิกายนนี้ค่ะ

    สำหรับประเทศไทย สิ่งที่ให้ความสำคัญคือการทำให้ความร่วมมือเหล่านี้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ ทั้งการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเปิดตลาดใหม่ การดึงดูดการลงทุน และการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของภูมิภาค

    ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือระหว่างประเทศในอาเซียนจึงยิ่งมีความสำคัญค่ะ เพราะหากเราสามารถนำจุดแข็งของแต่ละประเทศมาเสริมกันได้ ก็จะช่วยให้ทั้งไทยและอาเซียนรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้ดีขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ทางเศรษฐกิจไปด้วยกันค่ะ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1073724/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0u1O2NU-LSh-uLmts7niu0

  • เศรษฐกิจไทย (เกือบ) ไตรมาสสุดท้าย ยังไม่มีอะไรดีขึ้น

    เศรษฐกิจไทย (เกือบ) ไตรมาสสุดท้าย ยังไม่มีอะไรดีขึ้น

    เศรษฐกิจไทยเข้าใกล้ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ยังไม่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะฟื้นตัวอย่างแข็งแรง แม้บางภาคส่วนจะมีสัญญาณดีขึ้น

        แต่ sentiment ในภาพรวมๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี ภาพที่เห็นยังเป็นการ “ประคองตัว” ท่ามกลางกำลังซื้อที่ไม่ฟื้นเต็มที่ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูง และการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่จำนวนกิจการที่ทยอยปิดตัวสะท้อนแรงกดดันที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญ ยิ่งเศรษฐกิจโลกยังผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานและต้นทุนขนส่งก็มีโอกาสปรับสูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดย่อมส่งผ่านมายังต้นทุนสินค้าและบริการของไทย ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ “เศรษฐกิจไทยจะโตเท่าไร” แต่คือการเติบโตนั้นกระจายไปถึงผู้ประกอบการและประชาชนมากน้อยเพียงใด

        การที่กระทรวงการคลังเตรียมเดินหน้า “ไทยช่วยไทยพลัส” ต่อจึงมีเหตุผลในฐานะมาตรการประคองกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพในระยะสั้น เพราะเม็ดเงินที่หมุนเข้าสู่ร้านค้า และธุรกิจรายย่อยสามารถช่วยพยุงยอดขายและสภาพคล่องได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่า มาตรการลักษณะนี้เป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” ไม่ใช่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หากรัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นซ้ำทุกครั้งที่เศรษฐกิจชะลอตัว โดยไม่เพิ่มผลิตภาพหรือความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผลลัพธ์อาจเป็นเพียงการประคองเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลง แต่ไม่ได้ทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจกลับมาเดินได้เต็มกำลัง

        ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือแก้ปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอี ลดต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ปลดล็อกกฎระเบียบ ยกระดับทักษะแรงงาน เร่งนำเทคโนโลยีและ AI มาเพิ่ม Productivity ของภาคธุรกิจ โจทย์ใหญ่ประเทศไทยเวลานี้ ไม่ควรจบอยู่ที่การทำอย่างไรให้เศรษฐกิจ “ผ่านปีนี้ไปได้” แต่ต้องมองให้ชัดตรงกันว่า จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้ด้วยตัวเอง รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ช่วงเวลาที่มีมาตรการพยุงเศรษฐกิจเป็นจังหวะเร่งการปฏิรูปโครงสร้าง ตั้งแต่ระบบภาษี การศึกษาและทักษะแรงงาน การเข้าถึงทุน การแข่งขัน ไปจนถึงการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง ทั้งดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจสีเขียว
        เพราะในโลกที่ต้นทุนพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์มีความไม่แน่นอนสูง ประเทศที่อยู่รอด ควรเป็นประเทศที่สร้าง Productivity และขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคงในระยะยาว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” จึงอาจจำเป็นสำหรับวันนี้ แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการมากกว่า คือ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ในทุกมิติ  เพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่ต้องรอมาตรการรัฐมาพยุงทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1252882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28uPpQi07BSzD0SHzJMFGO

  • ส่องต้นทุนราคาน้ำมันไทย 21 ก.ย. 69 ดีเซล 39.33 บาท เบนซิน 95 แตะ 31.78 บาท

    ส่องต้นทุนราคาน้ำมันไทย 21 ก.ย. 69 ดีเซล 39.33 บาท เบนซิน 95 แตะ 31.78 บาท

    ราคาน้ํามันโลกล่าสุดแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (21 ก.ย. 69) โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง 2.15 เหรียญ หรือ 2.14% สู่ระดับ 98.15 เหรียญ/บาร์เรล

    ด้านสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 2.16 เหรียญ หรือ 2.08% ปิดที่ 101.71 เหรียญ/บาร์เรล

    ท่ามกลางความหวังว่าการฑูตเพื่อคลี่คลายสงครามระหว่างสหรํฐฯกับอิหร่านจะมีความคืบหน้าในสัปดาห์นี้ 

    ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศมีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร วันนี้ (15 ก.ย. 69)

    ทั้งนี้  “ฐานเศรษฐกิจ” จะพาไปตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้เห็นภาพสะท้อนราคาน้ำมันในประเทศ พบว่า 

    สถานะกองทุนน้ำมัน

    สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงวันที่ 13 ก.ย. 69 จากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) นั้น พบว่า ติดลบ 87,072 ล้านบาท แบ่งเป็น

    • น้ำมัน -47,176 ล้านบาท
    • LPG -39,896 ล้านบาท

    ต้นทุนราคาน้ำมันไทย

    ส่วนโครงสร้างราคาน้ำมันล่าสุดวันที่ 21 ก.ย. 69 ผ่านเว็บไซด์ สนพ. พบว่า 

    เบนซิน 95 

    • ราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 31.7782 บาทต่อลิตร  
    • ภาษีสรรพสามิต 7.5000 บาทต่อลิตร
    • เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2.0500 บาทต่อลิตร
    • ราคาขายส่ง 42.1282 บาทต่อลิตร
    • ค่าการตลาด 3.6007 บาทต่อลิตร

    ส่องต้นทุนราคาน้ำมันไทย 21 ก.ย. 69 ดีเซล 39.33 บาท เบนซิน 95 แตะ 31.78 บาท

    เบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95

    • ราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 31.0654 บาทต่อลิตร  
    • ภาษีสรรพสามิต 6.7500 บาทต่อลิตร
    • กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชย 4.5600 บาทต่อลิตร
    • ราคาขายส่ง 33.9804 บาทต่อลิตร
    • ค่าการตลาด 3.3467 บาทต่อลิตร

    เบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91

    • ราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 30.6500 บาทต่อลิตร  
    • ภาษีสรรพสามิต 6.7500 บาทต่อลิตร
    • กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชย 4.5600 บาทต่อลิตร
    • ราคาขายส่ง 33.5650 บาทต่อลิตร
    • ค่าการตลาด 3.4163 บาทต่อลิตร

    เบนซิน แก๊สโซฮอล์ E20

    • ราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 30.0368 บาทต่อลิตร  
    • ภาษีสรรพสามิต 6.0000 บาทต่อลิตร
    • กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชย 7.6300 บาทต่อลิตร
    • ราคาขายส่ง 29.0568 บาทต่อลิตร
    • ค่าการตลาด 3.5974 บาทต่อลิตร

    เบนซิน แก๊สโซออล์ E85

    • ราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 26.6030 บาทต่อลิตร  
    • ภาษีสรรพสามิต 1.1250 บาทต่อลิตร
    • กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชย 2.6300 บาทต่อลิตร
    • ราคาขายส่ง 25.2605 บาทต่อลิตร
    • ค่าการตลาด 3.5993 บาทต่อลิตร

    ดีเซล

    • ราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 39.3320 บาทต่อลิตร  
    • ภาษีสรรพสามิต 6.9200 บาทต่อลิตร
    • กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชย 6.9500 บาทต่อลิตร
    • ราคาขายส่ง 36.0440 บาทต่อลิตร
    • ค่าการตลาด 1.9840 บาทต่อลิตร

    ดีเซล B20

    • ราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 39.5907 บาทต่อลิตร  
    • ภาษีสรรพสามิต 5.9530 บาทต่อลิตร
    • กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชย 10.7900 บาทต่อลิตร
    • ราคาขายส่ง 31.3990 บาทต่อลิตร
    • ค่าการตลาด 1.9562 บาทต่อลิตร

    ราคาหน้าปั๊มปตท.-บางจาก

    ด้านราคาน้ำมันขายปลีกปั๊มปตท.-บางจากในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นปัจจุบันเป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 48.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 30.03 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 39.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 39.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 34.94 บาท

    ส่องต้นทุนราคาน้ำมันไทย 21 ก.ย. 69 ดีเซล 39.33 บาท เบนซิน 95 แตะ 31.78 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.69 บาท (บางจาก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/669447&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gGZPl-74_Y_ntLDPmCcCO

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (22 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (22 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (22 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (22 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ทุกชนิด 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 48.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 30.03 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 39.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 39.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 34.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (22 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/669415&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0b2vMxgQdZBi2xeZ_QwElf

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 22 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 22 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    สแกนประเด็นร้อน 22 ก.ย. 69 การเมืองเดือด-ลุ้น ครม. ไทยช่วยไทย พลัส จับตา UNGA81-ดาวศุกร์สว่างที่สุด

    มีหลายประเด็นที่ต้องติดตาม ทั้งการเมืองไทย เศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือประชาชน เวทีระหว่างประเทศ ตลอดจนปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ สภาพอากาศ และกระแสแฟชั่นที่อยู่ในความสนใจของสังคม

    ผลเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี

    ผลนับคะแนนเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรีอย่างไม่เป็นทางการครบ 100% โดยนายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ จากกลุ่มผึ้งหลวง ได้ 193,653 คะแนน ขณะที่นายเดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน ได้ 138,274 คะแนน ทั้งนี้ ผลดังกล่าวเป็นผลนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 และยังอยู่ในกระบวนการรับรองตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

    ณัฐพงษ์เตรียมยื่น ป.ป.ช. ปม กกต.-คดีฮั้ว สว.

    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า เตรียมยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.และผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. โดยคาดว่าจะยื่นภายในวันที่ 25 กันยายนนี้

    ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านเตรียมกรอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสมัยประชุมปัจจุบัน โดยวางช่วงเวลาไว้ประมาณเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน

    นายกฯ เดินหน้าภารกิจ UNGA81-โรดโชว์ดึงลงทุน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างภารกิจในสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 81 หรือ UNGA81

    สำหรับวันที่ 22 กันยายน นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมการอภิปรายทั่วไปของ UNGA81 รวมถึงพบหารือกลุ่มนักลงทุน โดยมี Bank of America และ Jefferies Group ร่วมจัดการประชุมโต๊ะกลม และมีกำหนดหารือกับผู้บริหาร PIMCO ตลอดจนร่วมงานที่ภาคธุรกิจสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นและการลงทุนในประเทศไทย

    ลุ้น ครม. พิจารณาขยาย “ไทยช่วยไทย พลัส”

    โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หรือมาตรการร่วมจ่าย 60/40 มียอดใช้จ่ายสะสม 161,555.6 ล้านบาท ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น. มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว 1,192,528 ราย

    กระทรวงการคลังเตรียมเสนอข้อมูลต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ 22 กันยายน เพื่อพิจารณาเรื่องการขยายระยะเวลา วงเงิน และเงื่อนไขของมาตรการ โดยสิทธิในโครงการเดิมยังใช้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่

    ผู้ที่ผ่านเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ในปี 2569 มีกำหนดเริ่มได้รับสิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยผู้ผ่านเกณฑ์รายใหม่ต้องดำเนินการยืนยันตัวตนตามขั้นตอนที่กำหนดให้เรียบร้อย

    มาตรการช่วยเหลือชาวนา 1,846.96 ล้านบาท

    กรณีงบช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าววงเงินเพิ่มเติม 1,846.96 ล้านบาท เป็นมาตรการของโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูก ปีการผลิต 2568/69 ครอบคลุมเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับสิทธิ 233,729 ครัวเรือน ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือสูงสุด 10,000 บาท

    อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนตามกรอบที่กำหนด ไม่ควรระบุว่าเป็นมาตรการใหม่ที่ ครม.อนุมัติแล้วในวันที่ 22 กันยายน 2569

    UNGA81 เปิดอภิปรายทั่วไป 22 กันยายน

    วันที่ 22 กันยายน 2569 เป็นวันเปิดการอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก โดยการอภิปรายจะดำเนินต่อเนื่องระหว่างวันที่ 22–26 กันยายน และวันที่ 28 กันยายน

    ปีนี้ใช้ธีม “Restoring trust, managing transformation: a United Nations that delivers for all” หรือการฟื้นฟูความไว้วางใจและบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สหประชาชาติสามารถตอบสนองต่อความท้าทายของโลกและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    จับตาน้ำมัน ดอกเบี้ย และตัวเลขเศรษฐกิจโลก

    ตลาดการเงินโลกยังติดตามทิศทางราคาน้ำมันและผลต่อเงินเฟ้อ หลังราคาพลังงานมีความผันผวน ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาสัญญาณจากธนาคารกลางหลัก รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจและดัชนี PMI ของประเทศเศรษฐกิจสำคัญ

    สำหรับ UNGA81 นอกจากเวทีการเมืองระหว่างประเทศแล้ว ยังเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนจับตาทิศทางเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด

    กทม.-ปริมณฑล ฝนฟ้าคะนอง 60–80%

    กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 21–26 กันยายน 2569 กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมีฝนฟ้าคะนอง 60–80% ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยช่วงวันที่ 25–26 กันยายน มีโอกาสเกิดฝนตกหนักมากบางพื้นที่ จึงควรติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างต่อเนื่อง

    ดาวศุกร์สว่างที่สุด-จับตา Prada SS27

    อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ได้รับความสนใจคือ “ดาวศุกร์สว่างที่สุด” ในช่วงค่ำวันที่ 22 กันยายน โดยสามารถสังเกตได้ทางทิศตะวันตกหลังดวงอาทิตย์ตก หากท้องฟ้าเปิดและไม่มีฝน

    ด้านแฟชั่น Prada มีกำหนดจัดโชว์คอลเล็กชั่น Spring/Summer 2027 Womenswear ที่เมืองมิลานในวันที่ 22 กันยายน เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และมีความเคลื่อนไหวในไทยจับตาการเดินทางไปร่วมงานของ “วิน เมธวิน” และ “น้ำตาล ทิพนารี” ซึ่งเป็นที่สนใจของแฟนแฟชั่นและผู้ติดตามบนโซเชียล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/323122&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0muVk5IMcWJGnxcpEzvLSo

  • ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน


    21/09/2569 | 32 |

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน
    วันนี้ (21 ก.ย. 2569) เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมประดิษฐ์จองคำ ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 6/2569 โดยมีคณะกรรมการฯ ประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมประชุมเพื่อติดตามข้อมูลและสถานการณ์ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมทั้งติดตามความก้าวหน้า ในประเด็นสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว 
    ทั้งนี้ที่ประชุมมีการติดตามเรื่องสืบเนื่องจากการประชุม กรอ.จังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 5/2569 (สัญจร) เมื่อวันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม 2569 เรื่องขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง) เพื่อฟื้นฟู และแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเห็นชอบให้มีการผลักดันแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาเส้นทางบิน เชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่ – ปาย ซึ่งท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) มีโครงการกระตุ้นตลาดต้านการบิน ซึ่งมีส่วนลดค่าบริการร้อยละ 50 พร้อมยินดีให้ความร่วมมือ และประสานงานกับสายการบิน เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปิดให้บริการเที่ยวบินเส้นทาง เชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน – เชียงใหม่ ต่อไป
    พร้อมนี้มีการติดตามสรุปผลความคืบหน้าของ คณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานสร้างความมั่นคง ด้านอาหารจังหวัดแม่ฮ่องสอน รายงานภาวะการค้าชายแดนไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (ข้อมูลสินค้านำเข้า – ส่งออก) เดือนสิงหาคม 2569 รายงานภาวะการตลาดสินค้าเกษตร และภาวะสินค้าอุปโภค-บริโภค จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ร่าง) รายงานภาวะเศรษฐกิจ การคลังจังหวัดแม่ฮ่องสอน ประจำเดือนเดือนสิงหาคม 2569 และรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน
     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1974/iid/543554&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JLfMKzj_SyG8NunSRkMVJ