Category: เศรษฐกิจ

  • ไทยช่วยไทยพลัส สรุปจบกระทู้เดียว ใครบ้างไม่ได้สิทธิหลังต่ออายุ – 1 พันใช้กี่เดือนแน่

    ไทยช่วยไทยพลัส สรุปจบกระทู้เดียว ใครบ้างไม่ได้สิทธิหลังต่ออายุ – 1 พันใช้กี่เดือนแน่

              ไทยช่วยไทยพลัส สรุปครบจบกระทู้เดียวหลังต่ออายุ ได้เงินกี่บาท จ่ายเงินเท่าไร ใครบ้างถูกตัดสิทธิ รอ ครม. อนุมัติ 22 กันยายน 2569

    ไทยช่วยไทยพลัส

              วันที่ 19 กันยายน 2569 โครงการไทยช่วยไทยพลัส มีความชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าจะมีการต่ออายุโครงการอีก 2 เดือน ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 ดังนั้น กระปุกดอทคอม จะมาสรุปความชัดเจนของโครงการอีกครั้งว่ามีเงื่อนไขอะไรที่เปลี่ยนไปบ้างไหม

              เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569

              1,000 บาท ก้อนเดียวใช้ 2 เดือน จากเดิมที่เคยได้เดือนละ 1,000 บาท

    สัดส่วนการจ่าย

              60/40 เหมือนเดิม

              ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่คาดว่าน่าจะไม่ต้องลงทะเบียน เนื่องจากเป็นการต่ออายุโครงการ ไม่ใช่เฟสใหม่

              คนที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 กับคนที่ทำผิดเงื่อนไขจากโครงการเดิม

              อย่างไรก็ตาม ต้องรอ ครม. อนุมัติวันที่ 22 กันยายน 2569 อีกครั้ง ถึงจะเป็นข้อมูลที่เป็นทางการที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view303841.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qPlwoA-YUK7lSTmoKs4oO

  • สิทธิที่จะรู้ สิทธิที่จะรอด : วัดใจสภาฯ ผ่านร่างพ.ร.บ.  PRTR เปิดข้อมูลมลพิษ

    สิทธิที่จะรู้ สิทธิที่จะรอด : วัดใจสภาฯ ผ่านร่างพ.ร.บ. PRTR เปิดข้อมูลมลพิษ

    Loading…

    สิทธิที่จะรู้ สิทธิที่จะรอด : วัดใจสภาฯ ผ่านร่างพ.ร.บ. PRTR เปิดข้อมูลมลพิษ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SAxaFiEbxNiq7uc5pXupx

  • ‘เอกนิติ’ ชี้นโยบายการคลังมาถูกทาง หนุน ‘ฟิทช์ เรทติ้งส์’ เพิ่มมุมมองบวกเศรษฐกิจไทย

    ‘เอกนิติ’ ชี้นโยบายการคลังมาถูกทาง หนุน ‘ฟิทช์ เรทติ้งส์’ เพิ่มมุมมองบวกเศรษฐกิจไทย

    “เอกนิติ” เผยฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือไทยจาก “มุมมองเชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” คงอันดับเครดิตที่ BBB+ สะท้อนเชื่อมั่นวินัยการคลัง รับมือวิกฤติพลังงานดีกว่าคาด-ไม่แน่นอนทางการเมืองลด

    • “เอกนิติ” มองฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) เพิ่มมุมมองเศรษฐกิจไทยเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ (Stable) และคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+ สะท้อนนโยบายการคลังของรัฐบาลมาถูกทาง
    • ปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นคือ การมุ่งรักษาวินัยทางการคลัง โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ในระดับต่ำ และมีการวางแผนลดการขาดดุลงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม
    • เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับผลกระทบจากราคาพลังงานได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมีแนวโน้มเติบโตจากการลงทุนของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมใหม่ที่ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ
    • ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ลดลง และความชัดเจนต่อเนื่องของนโยบาย ทำให้สามารถคาดการณ์ทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางได้ดีขึ้น

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า Fitch Rating ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก negative เป็น Stable และคงอันดับที่ BBB+

    เท่ากับว่าตอนนี้ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Fitch, S&P, Moody’s) ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากมุมมองเป็นลบ (negative) เป็น ‘มีเสถียรภาพ (stable)’ ทั้งหมดแล้ว ภายใต้การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล “อนุทิน 1” ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน  

    ในภาพรวม Fitch มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยสรุปได้ดังนี้

    • เชื่อมั่นว่าสัดส่วนหนี้ของรัฐบาลต่อ GDP จะอยู่ในระดับต่ำกว่า 63% ภายในปีงบประมาณ 2571 (จากครั้งก่อนอยู่ที่ 65%) เนื่องจากเศรษฐกิจจะยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นรักษาวินัยการคลังต่อไป 
       
    • เศรษฐกิจรับมือกับผลกระทบจากราคาพลังงานได้ดีกว่าคาด
       
    • เศรษฐกิจปี 2569 มีแนวโน้มเติบโต 2.3% โดยแรงสนับสนุนจากการลงทุนเกี่ยวกับ AI และการบริโภคจากมาตรการภาครัฐ
    • ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง และนโยบายมีความชัดเจนต่อเนื่อง ทำให้สามารถคาดการณ์การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางได้ดีมากขึ้น

    'เอกนิติ' ชี้นโยบายการคลังมาถูกทาง หนุน 'ฟิทช์ เรทติ้งส์' เพิ่มมุมมองบวกเศรษฐกิจไทย

    นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของอันดับเครดิต คือ เหตุผลว่าทำไมสถาบันจัดอันดับมีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้น และเหล่านี้สะท้อนการดำเนินโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างไร

    1. การรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน: “ไทยช่วยไทย พลัส” ช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และลดภาระค่าของชีพของประชาชนที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน ขณะเดียวกันกำลังซื้อจากโครงการนี้ช่วยประคองร้านค้ารายย่อยให้ผ่านสถานการณ์ยากลำบากนี้ได้ในระยะสั้น

    ส่วนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการแก้ปัญหาค่าครองชีพ เช่น ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้จากการขายไฟคืน ผ่านการติดตั้งโซลาร์ในครัวเรือน และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงระยะยาว เหล่านี้ทำให้สถาบันจัดอันดับมองเศรษฐกิจไทยสามารถรับมือผลกระทบจากความผันผวนของพลังงานได้ดีกว่าคาด

    2. แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ: หนึ่งในข้อพิจารณาของสถาบันจัดอันดับน่าเชื่อถือคือ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (potential growth) สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา เราเห็นแนวโน้มศักยภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ดังนี้

    • การลงทุนภาคเอกชนในครึ่งปีแรกขยายตัวต่อเนื่องที่ 10.1% ในไตรมาสแรก และ 13.4% ในไตรมาส 2 
       
    • การลงทุนจริงในอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ และยานยนต์อนาคต ที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 538,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% ในครึ่งปีแรก
       
    • การอนุมัติโครงการการลงทุนของ BOI ในช่วงเดียวกันมีมูลค่าประมาณ 1.31 ล้านล้านบาท มีแผนจ้างงานคนไทยกว่า 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 386,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าการส่งออกประมาณ 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี

    ทั้งนี้ นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุน (Investment led-growth) เพื่อให้เศรษฐกิจโตเต็มศักยภาพ และทั่วถึง ไม่ใช่เป็นการนำเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนเงินลงทุนให้กลายเป็น “ศักยภาพใหม่ของเศรษฐกิจไทย” ให้คนไทยได้ทักษะใหม่ ได้เข้าสู่งานที่ดีขึ้น และ SME ไทยได้เข้าสู่ Supply Chain ใหม่ และท้ายที่สุดผลิตภาพเพิ่มขึ้น และนำไปสู่รายได้ของคนไทยที่เพิ่มขึ้น

    สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ใหม่ในการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ควบคู่กับการปลดล็อกข้อติดขัดในการลงทุนจริงผ่าน Thailand Fast Pass

    รวมถึง พัฒนาทักษะแรงงานยุคใหม่และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย (technology transfer) ผ่านโครงการ Skill Bridge ซึ่งได้อนุมัติโครงการไปแล้วราว 108 โครงการ มูลค่าราว 4,800 ล้านบาท เพื่อปั้นบุคลากรทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ราว 76,000 คน เหล่านี้น่าจะค่อยๆ ทยอยเห็นผลในระยะถัดไป

    สร้าง ‘แชมเปียน’ เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่

    นายเอกนิติ ได้กล่าวถึงคำถามที่ว่า ทำอย่างไรให้เรามีอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็น champions ของประเทศไทยจริงๆ เหมือนภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา? และทำอย่างไรให้การลงทุนใหม่นี้ส่งต่อไปยังภาคการผลิตให้คนไทย ธุรกิจไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่?

    จุดนี้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) 4 เสาหลัก ได้แก่ การพัฒนาลงทุนใหม่ของประเทศ, การพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน, การยกระดับทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี, และการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่จะปรับโครงสร้าง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งองคาพยพให้บูรณาการไปด้วยกัน

    โดยมีภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” ในการเคลื่อนการลงทุนพร้อมกับการนำปัญหาจากหน้างาน และโอกาสใหม่เข้ามา และภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็น “กองกลาง” สนับสนุน (enabler) แปลงสิ่งเหล่านั้นเป็นการตัดสินใจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบเพื่อรองรับหรือแก้ปัญหา การผลักดันโครงการ และการประสานงานให้เกิดผล

    โดยมีเสถียรภาพการเงินการคลังเป็น “กองหลัง” หรือพื้นฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในการเสาการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศได้เริ่มขับเคลื่อนกันแล้ว ผมจะขออนุญาตเล่าให้ฟังในเสาการลงทุนในโอกาสถัดไป

    รักษาวินัยการคลังเคร่งครัด ลดขาดดุลเหลือ 3.9% 

    3. ด้านการคลัง: การเริ่มจัดทำงบประมาณแบบเปิดเผย และโปร่งใส รวมทั้งการลดการขาดดุลการคลังจาก 4.4% ในปีงบประมาณ 2569 เป็นขาดดุลลดลงเหลือ 3.9% ในการจัดทำงบประมาณปี 2570 ตามที่กำหนดไว้ภายใต้กรอบการคลังระยะปานกลาง

    สะท้อนว่ารัฐบาลมีการบริหารจัดการด้านการคลังอย่างเป็นระบบ และรักษาวินัยทางการคลังเป็นรูปธรรม แน่นอนว่ามีอีกหลายอย่างที่จะต้องปฏิรูปงบประมาณซึ่งทุกท่านจะได้เห็นในการทำงบประมาณปี 2571

    การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยกมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้มุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 สถาบันปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยเป็น ‘มีเสถียรภาพ (Stable)’ และคงอันดับไว้ที่ BBB+

    ท้ายที่สุด นายเอกนิติ กล่าวว่า สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ เสถียรภาพของระบบการเงิน และแนวโน้มความต่อเนื่องของนโยบาย และการลงมือทำจริง ท่ามกลางปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทับถมมานาน และปัจจัยภายนอกที่ผันผวนตลอดเวลา 

    “การจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตเต็มศักยภายเกิน 3% ต้องใช้เวลา ความมุ่งมั่น และร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ตอนนี้สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเริ่มเห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์ของเศรษฐกิจไทยแล้วครับ” นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1252569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b3Bgbkx6Pcx_2vqBuVv9j

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 19 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 19 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    สรุปวาระร้อน 19 กันยา สแกนสมรภูมิการเมือง-เศรษฐกิจ-กีฬาไทยและโลกจับตาประเด็นใหญ่

    เข้าสู่วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 ข่าวสารทั้งในและต่างประเทศยังคงมีหลายประเด็นให้ติดตาม ตั้งแต่วาระสำคัญทางการเมืองไทย การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สถานการณ์ความขัดแย้งและตลาดพลังงาน ไปจนถึงมหกรรมกีฬาระดับเอเชีย สภาพอากาศ และกระแสที่กำลังได้รับความสนใจในโลกออนไลน์

    การเมือง-ชายแดน จับตาหมุดหมายสำคัญ

    20 ปีรัฐประหาร 19 กันยา
    การเมืองไทยเปิดวาระเชิงสัญลักษณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 โดยภาคประชาชน สื่อมวลชน และนักวิชาการมีการจัดกิจกรรมและเสวนาเพื่อย้อนรอยเหตุการณ์ พร้อมถอดบทเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทย

    ชายแดนไทย-กัมพูชาเดินหน้าสู่ความสงบ
    อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือสถานการณ์บริเวณช่องสะงำ หลังมีการเจรจาระดับพื้นที่ และกองทัพกัมพูชาตอบรับการรื้อสิ่งกีดขวางบริเวณเนิน 450 ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ช่วยผ่อนคลายสถานการณ์บริเวณชายแดน

    นายกฯ เตรียมพร้อมสู่เวที UNGA
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมความพร้อมรอบสุดท้ายก่อนเดินทางไปนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA

    เศรษฐกิจ-การค้าต่างประเทศ เร่งเครื่องดีลสำคัญ

    พาณิชย์เดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐฯ
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีมเจรจารายละเอียดข้อตกลงอัตราภาษีกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ก่อนสรุปกรอบข้อตกลงเพื่อเสนอผู้นำของทั้งสองประเทศ

    นับถอยหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
    กระทรวงการคลังเตรียมสรุปมาตรการใหม่เพื่อรองรับช่วงหลังสิ้นสุดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชน

    ต่างประเทศ จับตาความขัดแย้ง-พลังงาน-วันสำคัญ

    สถานการณ์เยเมนร้อนแรง
    ความขัดแย้งในเยเมนกลับมารุนแรงขึ้น โดยมีรายงานว่าจำนวนผู้พลัดถิ่นเพิ่มขึ้นมากกว่า 110,000 คนในช่วง 2 สัปดาห์ ขณะที่ประชาคมโลกยังติดตามท่าทีของมหาอำนาจต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ขณะที่เกาหลีใต้ยืนยันจุดยืนว่าจะไม่ส่งทหารหรืออาวุธเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลง
    ตลาดพลังงานโลกได้รับปัจจัยบวก หลังความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในซาอุดีอาระเบียเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

    ชิลีฉลองวันกองทัพ-ฮินดูประกอบพิธี Radha Ashtami
    ชิลีจัดงานเฉลิมฉลองวันกองทัพแห่งชาติ หรือ Army Day ขณะที่ในอินเดียและชุมชนชาวฮินดูทั่วโลก มีการประกอบพิธีเนื่องในวันคล้ายวันเกิดพระแม่ราธา หรือ Radha Ashtami

    กีฬา จับตาเอเชียนเกมส์ ไอจิ-นาโกย่า 2026

    เปิดฉากเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20
    พิธีเปิดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 หรือ “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ณ เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดยทัพนักกีฬาไทยเดินหน้าทำผลงานตามเป้าหมาย 15 เหรียญทอง

    เฝ้าระวังไต้ฝุ่นใกล้พื้นที่แข่งขัน
    ฝ่ายจัดการแข่งขันต้องเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและเส้นทางอพยพ หลังพายุไต้ฝุ่นหมายเลข 25 มีทิศทางเคลื่อนเข้าใกล้พื้นที่จัดการแข่งขัน

    นอกจากนี้ แฟนกีฬายังต้องติดตามการแข่งขัน FIBA 3×3 U23 World Cup รอบสำคัญ ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และการแข่งขัน World Athletics Road Running Championship ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

    สังคม-อากาศ-โซเชียล ประเด็นที่ต้องติดตาม

    วันพิพิธภัณฑ์ไทย
    อีกหนึ่งวันสำคัญที่มีการจัดกิจกรรมทั่วประเทศ คือวันพิพิธภัณฑ์ไทย เพื่อรำลึกถึงการเปิด “มิวเซียมหลวง” แห่งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพิพิธภัณฑสถานหลายแห่งจัดนิทรรศการพิเศษและเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี

    เตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก
    กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนอิทธิพลจากร่องมรสุม ซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประชาชนควรวางแผนการเดินทางและติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด

    ทั้งหมดนี้คือประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 ตั้งแต่หมุดหมาย 20 ปีเหตุการณ์การเมืองไทย ความเคลื่อนไหวชายแดนและการค้าระหว่างประเทศ สถานการณ์ความขัดแย้งและราคาพลังงาน ไปจนถึงความเคลื่อนไหวของทัพนักกีฬาไทยในเอเชียนเกมส์ รวมถึงสภาพอากาศและกระแสข่าวบนโลกออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/322582&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ww_s7qAtcd8yv_uMtOi9w

  • ‘นิพนธ์’ นำคณะสมาคมวัฒนธรรมฯไทย-จีน เยือนคุนหมิง เชื่อมความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล | เดลินิวส์

    ‘นิพนธ์’ นำคณะสมาคมวัฒนธรรมฯไทย-จีน เยือนคุนหมิง เชื่อมความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 ก.ย. นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และอดีตรมช.มหาดไทย นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-21 ก.ย.2569 ในฐานะแขกของ Mr. Jin Yunqiang เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเปิดโอกาสความร่วมมือด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการศึกษา โดยคณะดังกล่าวประกอบด้วย ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าจังหวัดสงขลา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนผู้แทนจากภาคธุรกิจและสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน

    ภารกิจสำคัญของคณะ ได้แก่ การเยี่ยมชมบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Limited ซึ่งดำเนินงานด้านโดรน อุปกรณ์สื่อสาร หุ่นยนต์ และสุนัขหุ่นยนต์ พร้อมชมการสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์และแลกเปลี่ยนแนวทางประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน อีกทั้งคณะมีกำหนดเยี่ยมคารวะ Mr. Li Zhen อุปนายกสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สาขายูนนาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยกับมณฑลยูนนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ คณะยังมีกำหนดเยี่ยมชม China Unicom เพื่อศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การวางโครงข่ายเชื่อมโยงเอเชียใต้-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การวางระบบพลังประมวลผลและศูนย์คอมพิวติ้งอัจฉริยะ รวมถึงกรณีศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการผลิตอัจฉริยะในระดับสากล อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการเยี่ยมชมวิทยาลัยอาชีวศึกษาการกีฬามณฑลยูนนาน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการศึกษาและเทคโนโลยีโดรน ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรและทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    การเดินทางครั้งนี้จะช่วยเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา พร้อมต่อยอดความร่วมมือที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับจีนให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6201934/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vP0EYg5wV6GhD_Fd5q5yt

  • นักวิชาการแนะออกแบบไทยช่วยไทยใหม่ ตอบโจทย์เศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงดาวน์เกรด

    นักวิชาการแนะออกแบบไทยช่วยไทยใหม่ ตอบโจทย์เศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงดาวน์เกรด

    นักเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ เตือนรัฐบาลทบทวน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ออกแบบให้ได้ประโยชน์กับเศรษฐกิจ ติงงบ พ.ร.ก. เหลือจำกัด ชี้‘นักการเมือง’ เป็นฝ่าย “เสพติดประชานิยม”

    • นักเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ เตือนรัฐบาลทบทวน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ออกแบบให้ได้ประโยชน์กับเศรษฐกิจ
    • ติงงบ พ.ร.ก. เหลือจำกัดต้องใช้ตอบโจทย์เศรษฐกิจมากสุด
    •  ชี้‘นักการเมือง’ เป็นฝ่าย “เสพติดประชานิยม”หลังทำมาตรการต่อเนื่องแล้วได้คะแนนเสียงทันที
    • หวั่นกระทบวินัยการคลัง เตือนเครดิตเรตติ้งจับตา “เสี่ยงดาวน์เกรด”

    ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลว่าปัจจุบันเงินกู้ตามพ.ร.ก.เงินกู้ฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาทในส่วนแรกที่ให้นำมาใช้ทำโครงการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางเหลืออยู่เพียง 4 หมื่นล้านบาทเท่านั้น รัฐบาลจำเป็นต้องกลับมาทบทวนเป้าหมายหลักของโครงการนี้ให้ชัดเจนว่าจัดทำขึ้นเพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

    ดร.อธิภัทร กล่าวต่อว่าหากรัฐบาลตั้งเป้าหมายของโครงการนี้ว่าคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ การแจกเงินปะปนกันแบบถ้วนหน้าแก่ประชาชน 30 ล้านคน อาจไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากผู้ได้รับสิทธิ์บางกลุ่มไม่ได้มีแนวโน้มการบริโภคสูง  ในทางกลับกัน หากเป้าหมายคือการบรรเทาความเดือดร้อน ก็ไม่จำเป็นต้องแจกเงินให้ครบทั้ง 30 ล้านคน เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่ได้ประสบความเดือดร้อนจริง จึงควรคัดกรองเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับเป้าหมายของรัฐบาลนอกจากนี้ ควรทบทวนเงื่อนไขการออกแบบโครงการ เช่น สัดส่วนการร่วมจ่าย (Co-paying) ในอัตรา 60/40 ซึ่งถือเป็นภาระต้นทุนที่สูงมากสำหรับรัฐบาล รวมถึงการกำหนดวงเงินใช้จ่ายและระยะเวลาให้เกิดประโยชน์กับการใช้เม็ดเงินจากเงินกู้สูงสุด

    “รัฐบาลต้องพยายามรักษาสมดุล ระหว่างข้อจำกัดด้านงบประมาณ กับแรงกดดันทางการเมืองที่นักการเมืองมักต้องการให้จัดทำมาตรการในรูปแบบเดิมและใช้วงเงินจำนวนมาก”ดร.อธิภัทร กล่าว

    ในมิติด้านการเงินการคลัง ดร.อธิภัทร ให้ข้อคิดว่า แม้การกู้เงินตาม พ.ร.ก. จะสามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่ผู้มีหน้าที่ดูแลด้านการคลังและวินัยการคลังของประเทศ ต้องระมัดระวังไม่ให้การดำเนินมาตรการกลายเป็นการละเลยวินัยการคลัง หรือขัดต่อเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการกู้เงิน

    พร้อมกันนี้ ยังเตือนว่าสถาบันจัดอันดับเครดิต (Credit Rating Agencies) ต่างจับตา ฐานะการคลังของรัฐบาล เป็นปัจจัยหลักที่อาจส่งผลต่อการปรับลดอันดับเครดิต (Downgrade) ของประเทศ การตัดสินใจว่าจะต่ออายุโครงการหรือไม่ จึงไม่สามารถตอบเพียงแค่ “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” ได้ทันที แต่ต้องพิจารณาว่าการออกแบบโครงการสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือผู้เดือดร้อนได้คุ้มค่ากับเม็ดเงินงบประมาณจริงหรือไม่

    • แนะต่อยอดโครงสร้างระยะยาว ดึงร้านค้าเข้าภาษี-เสริมแกร่งดิจิทัล

    ดร.อธิภัทร เสนอแนะว่า โครงการไม่ควรมุ่งผลสัมฤทธิ์เพียงแค่การสร้างผลกระทบชั่วคราวในไตรมาสเดียว หรือเน้นแค่การหมุนเวียนเงินให้พ่อค้าแม่ค้าขายของได้ในระยะสั้น แต่ควรมีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อยกระดับไปสู่โครงการพัฒนาเชิงโครงสร้างระยะยาว ได้แก่

    1. การดึงร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี ให้มากยิ่งขึ้น
    2. การส่งเสริมศักยภาพร้านค้า ผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหรือ AI
    3. การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ (Access to Credit) ของผู้ประกอบการรายย่อย
    •  “นักการเมือง” เสพติดประชานิยม ไม่ใช่ประชาชน

    เมื่อถามว่าประชาชนหรือร้านค้าอาจเสพติดโครงการแจกเงินในลักษณะนี้เพราะได้รับการช่วยเหลือมาอย่ส ดร.อธิภัทร มองว่า ประชาชนไม่ได้เป็นผู้เสพติด แต่คือนักการเมืองต่างหากที่เสพติดนโยบายประชานิยม”

    เนื่องจากโครงการอย่างไทยช่วยไทยพลัส เป็นนโยบายประชานิยมที่นักการเมืองชื่นชอบ เพราะสามารถใช้หาเสียงและสร้างคะแนนนิยมได้ทันที ดังนั้น สังคมควรร่วมกันเซ็ตบรรทัดฐานใหม่ เพื่อไม่ให้นักการเมืองเสพติดการใช้นโยบายประชานิยมในลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป

    “ผมคิดว่าประเทศเราในเรื่องประชานิยมอาจจะไม่เรียกว่าคนเสพติดคือประชาชน ผมคิดว่าคนเสพติดประชานิยมคือนักการเมือง นักการเมืองเนี่ยเสพติดนโยบายที่เรียกว่าประชานิยม ผมคิดว่าการที่บอกว่าประชาชนเสพติดเนี่ยไม่ถูก คนเสพติดคือนักการเมืองเองเพราะทำโครงการลักษณะนี้แล้วได้คะแนนนิยมทันที สังคมจึงต้องหาทางร่วมกันเพื่อไม่ให้นักการเมืองใช้โครงการลักษณะนี้”ดร.อธิภัทร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1252335&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V9A4H0Hv3Ep1ZR7qX2zmW

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 1.58%  ดาวโจนส์ลบ 95.40 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 19/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 1.58%  ดาวโจนส์ลบ 95.40 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 19/09/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมันโลกและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดวันที่ 18 ก.ย. 2569 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลางและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลง แต่ยังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ 95.40 จุด หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งทะลุ 5%

    ด้านราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 19 ก.ย. 2569 มีการอัปเดตราคาจาก 4 ผู้ให้บริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก PT และเชลล์ โดยราคากลุ่มน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์ยังอยู่ในระดับที่ผู้บริโภคต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน ต.ค. ลดลง 1.61 ดอลลาร์ หรือ 1.58% ปิดที่ 100.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือน พ.ย. ลดลง 95 เซนต์ หรือ 0.91% ปิดที่ 103.87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาน้ำมันมาจากการที่จีนเรียกร้องให้อิหร่านจำกัดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย หลังซาอุดีอาระเบียร้องขอให้จีนช่วยดำเนินการ โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการโจมตีของกลุ่มกบฏฮูตีซึ่งเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน

    ตลาดน้ำมันกังวลว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางส่งออกน้ำมันที่สำคัญของตะวันออกกลาง ซึ่งมีบทบาทต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง หลังช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงกิจกรรมทางทหารของกลุ่มฮูตีที่เพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ ปัญหากำลังการกลั่นน้ำมันทั่วโลกยังเป็นปัจจัยที่ตลาดจับตา โดยเฉพาะราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันอย่างดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นในตลาดสำคัญ ส่งผลให้นักลงทุนยังประเมินความเสี่ยงด้านอุปทานและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งทะลุระดับ 5% ซึ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันดิบยังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones) ปิดที่ 51,682.64 จุด ลดลง 95.40 จุด หรือ 0.18% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,650.50 จุด เพิ่มขึ้น 12.74 จุด หรือ 0.17% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,522.55 จุด เพิ่มขึ้น 104.25 จุด หรือ 0.39%

    บรรยากาศการลงทุนเป็นไปอย่างผันผวน โดยแรงซื้อหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ช่วยหนุนดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ให้ปิดในแดนบวก แต่ตลาดโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร รวมถึงความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ

    สำหรับภาพรวมตลอดสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ขณะที่ Nasdaq ปิดเพิ่มขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีและกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ส่วนดาวโจนส์ปรับตัวลดลงรายสัปดาห์ในสัดส่วนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ท่ามกลางการจับตาอัตราผลตอบแทนพันธบัตร เงินเฟ้อ และราคาพลังงาน

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 19 ก.ย. 2569 อ้างอิงข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดยข้อมูลที่ระบุเป็นราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพฯ มีรายละเอียดดังนี้

    ปตท. (PTT)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 48.93 บาท/ลิตร

    บางจาก (Bangchak)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.88 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาท/ลิตร

    PT
    ดีเซล ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 49.43 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร

    เชลล์ (Shell)
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.14 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.07 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันขายปลีกที่แสดงเป็นข้อมูลอ้างอิงจากสำนักงานนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี หรือ สนพ. ซึ่งมีการอัปเดตราคาทุกครั้งที่ผู้ค้าน้ำมันประกาศเปลี่ยนแปลงราคา โดยการเปลี่ยนแปลงราคาจะมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันที่ประกาศ

    ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน เนื่องจากราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qbe15-izJfmfrFVZKewSH

  • “ศุภจี” เตรียมแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลัง “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” จบ ย้ำพาณิชย์คุมราคาสินค้า – สยามรัฐ

    “ศุภจี” เตรียมแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลัง “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” จบ ย้ำพาณิชย์คุมราคาสินค้า – สยามรัฐ

    “ศุภจี” เผยกระทรวงเศรษฐกิจเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ยัน “พาณิชย์“ ดูราคาสินค้าไม่ให้ได้รับผลกระทบ หลัง ”Fed” ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%
       

    เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 18 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้า และสินค้าในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า เรื่องราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ส่วนเรื่องการดูแลอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
         

    ส่วนหลังจากการต่ออายุไทยช่วยไทยต่อไปอีก 2 เดือน จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอีกหรือไม่ นางศุภจี ยอมรับว่ามี ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ พร้อมระบุว่า จะออกมาเป็นแพ็กเกจของกระทรวงเศรษฐกิจโดยจะต้องมองภาพรวม เพื่อรองรับตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ด้วย อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง

    #ศุภจี #กระตุ้นเศรษฐกิจ #ไทยช่วยไทยพลัส #ไทยช่วยไทยพลัสเฟส2 #เศรษฐกิจไทย #กระทรวงพาณิชย์ #ราคาสินค้า #Fed #ดอกเบี้ย #เศรษฐกิจ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/322433&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1THj4UL1ClU-3LdcYszChr

  • บุคคลต่างด้าวทั่วไปมีสิทธิ์ซื้อห้องชุดได้ 100% ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

    บุคคลต่างด้าวทั่วไปมีสิทธิ์ซื้อห้องชุดได้ 100% ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

    การเป็นคนต่างด้าว หรือการประสงค์จะลงทุนหรือซื้อห้องชุดเพียงอย่างเดียว ยังไม่ทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว เนื่องจากตามพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ไม่ได้เปิดให้คนต่างด้าวทั่วไปซื้อหรือถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ร้อยละ 100 ได้อย่างเสรี แต่เป็นการให้สิทธิประโยชน์เฉพาะแก่ผู้ประกอบกิจการที่มีคุณสมบัติและได้รับสิทธิตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนดเป็นรายกรณีเท่านั้น

    ซื้อห้องชุด

    กล่าวคือยังคงต้องถูกควบคุมโดยเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายอย่างเคร่งครัด และมีการตรวจสอบโดยหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องก่อนจึงจะสามารถจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในห้องชุดนั้นได้

    ช่องทางการติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.antifakenewscenter.com/%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2590%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A5-%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3/foreign-national/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kylfJHyE3MvB-LOqPYO5Y

  • นิพนธ์ นำทีมเยือนคุนหมิง เชื่อมไทย-จีน รุกโดรน-เศรษฐกิจดิจิทัล

    นิพนธ์ นำทีมเยือนคุนหมิง เชื่อมไทย-จีน รุกโดรน-เศรษฐกิจดิจิทัล

    นิพนธ์ นำทีมเยือนคุนหมิง เชื่อมไทย-จีน รุกโดรน-เศรษฐกิจดิจิทัล

    “นิพนธ์” นำคณะสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน เยือนคุนหมิง เชื่อมความร่วมมือด้านโดรน หุ่นยนต์ และเศรษฐกิจดิจิทัล

    18 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2569 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ไทย-จีน พร้อมเข้าชมการสาธิตนวัตกรรม โดรน หุ่นยนต์ กู้ภัย ระบบคอมพิวติ้งอัจฉริยะของ China Unicom และการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา โดยมุ่งขยายผลความร่วมมือด้าน เศรษฐกิจดิจิทัล การรับมือเหตุฉุกเฉิน และการพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2569 ในฐานะแขกของนายจิน หยุนเฉียง (Mr. Jin Yunqiang) เพื่อกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเปิดโอกาสความร่วมมือด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และการศึกษา

    คณะเดินทางประกอบด้วย ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าจังหวัดสงขลา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตลอดจนผู้แทนจากภาคธุรกิจและสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน

    นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ภารกิจสำคัญของคณะ ได้แก่ การเยี่ยมชมบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Limited ซึ่งดำเนินงานด้านโดรน อุปกรณ์สื่อสาร หุ่นยนต์ และสุนัขหุ่นยนต์ พร้อมชมการสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์และแลกเปลี่ยนแนวทางประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉิน

    นอกจากนี้ คณะมีกำหนดเยี่ยมคารวะนายหลี่ เจิ้น (Mr. Li Zhen) อุปนายกสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สาขายูนนาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยกับมณฑลยูนนานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    คณะยังมีกำหนดเยี่ยมชมบริษัท ไชน่า ยูนิคอม (China Unicom) เพื่อศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล การวางโครงข่ายเชื่อมโยงเอเชียใต้-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การวางระบบพลังประมวลผลและศูนย์คอมพิวติ้งอัจฉริยะ ตลอดจนกรณีศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการผลิตอัจฉริยะในระดับสากล

    อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการเยี่ยมชมวิทยาลัยอาชีวศึกษาการกีฬามณฑลยูนนาน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการศึกษาและเทคโนโลยีโดรน ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรและทักษะที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    การเดินทางครั้งนี้จะช่วยเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา พร้อมต่อยอดความร่วมมือที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/378983517&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X4dfwNei3AAR7QhQPw-yb