Category: เศรษฐกิจ

  • ลิสต์สินค้าไทยพึ่งพาตลาดเดียว        เศรษฐกิจบนเส้นทางที่รอการปฎิรูป

    ลิสต์สินค้าไทยพึ่งพาตลาดเดียว เศรษฐกิจบนเส้นทางที่รอการปฎิรูป

    เมื่อเร็วๆนี้ เกิดเหตุจีนระงับการส่งออกไก่ของ17 โรงผลิต จากที่ไทยเคยส่งออกได้ 22 โรงผลิต ทำให้ปัจจุบันส่งออกได้เพียง 5 โรงผลิตเท่านั้น

    สาเหตุที่เปิดเผยคือการเพิ่มความเข้มงวดกับระบบการตรวจสอบมาตรฐานการผลิตและสุขอนามัยของโรงงานส่งออก ปัจจุบันกรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างเจรจาและ อีกสาเหตุคือ จีนขยายกำลังการผลิต ให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการลดการนำเข้า เพื่อพึ่งพาตัวเองด้านความมั่นคงอาหารให้ได้มากที่สุด 

          การส่งออกไก่ไปจีน เป็นตัวอย่างสินค้าที่ทำให้ชะตากรรมการค้าระหว่างประเทศของไทยและรายได้ที่จะหล่อเลี้ยงเกษตรกรชาวไร่ ชาวสวนไทย ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย แบบ “อนาคตคือแล้วแต่จีน”

    เช่นเดียวกับ สินค้าทุเรียนสด ตามข้อมูลดัชนีเศรษฐกิจการเกษตร เดือนมี.ค.2569 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ระบุว่า การส่งออกไปตลาดหลัก โดยเฉพาะประเทศจีนมีข้อจำกัดด้านมาตรการ ตรวจสอบคุณภาพที่เข้มงวดขึ้น ทำให้กระบวนการระบายสินค้าเกิดความล่าช้า อีกทั้งต้นทุนโลจิสติกส์และการแข่งขัน จากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเพิ่มขึ้น

     อีกหนึ่งตัวอย่างคือ ลำไย ที่ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งแก้ไขวิกฤติสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยตามมาตรฐานใหม่ของจีน และปรับปรุงเทคนิคเพื่อรักษาผิวลำไยให้เป็นสีเหลืองทองตามความต้องการของตลาดจีน

     ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สินค้าหลายรายการของไทยมี“จีน”เป็นตลาดหลักเบอร์ 1 เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ส่งออกรวม(ปี 2568)95,032 ล้านบาท เป็นการส่งออกไปที่จีน 53,343 ล้านบาท หรือ กินสัดส่วนส่งออกถึง 56.13% 

    ลำไยสด มูลค่า 17,892 ล้านบาท ตลาดจีน 12,110 ล้านบาท สัดส่วน 67.69%  ,ทุเรียนสด มูลค่า 125,737 ล้านบาท ตลาดจีน 122,290 ล้านบาท สัดส่วน 97.26%  ยางพารา มูลค่า 164,965 ล้านบาท ตลาดจีน 64,672 ล้านบาท สัดส่วน 39.20% เม็ดพลาสติก มูลค่า 277,021 ล้านบาท ตลาดจีน 68,392 ล้านบาท สัดส่วน 24.69% 

    จึงไม่น่าแปลกใจที่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าโดยเฉพาะผลไม้ไทย จึงมี “จีน”เข้ามาอยู่และเป็นผู้เล่นหลัก ในบทบาท“ล้ง” เพราะกลุ่มทุนเหล่านี้ มีทั้งเงินและตลาดปลายทางอยู่ในกำมือ อิทธิพลของล้งจีน จึงเป็นตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจรากฐานของไทย 

    ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า จํานวนล้งผลไม้ในไทย(ข้อมูล ณ วันที่ 28 พ.ค.2567) ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรเพื่อส่งออกไปจีนทั้งหมด 2,122 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง (รวมภาคตะวันออกและภาคตะวันตก) 1,252 ราย

     ลิสต์สินค้าไทยที่พึ่งพาตลาดเดียวอย่างจีน หรือแม้แต่สหรัฐ หรือ ตลาดอื่นๆเป็นเหมือนการนำเศรษฐกิจประเทศเดิมพันไว้กับม้าตัวเดียวที่ไม่รู้ว่าจะพยศเมื่อไหร่ หรือ ขี้เกียจ ไม่วิ่งหรือไม่เดินวันไหน 

    ดังนั้น การปฎิรูปโครงสร้างสินค้าเหล่านี้จึงเป็นงานด่วน ด่วน ที่รัฐบาลต้องเบรกความเสียหายไม่ให้เกิดเหตุซ้ำเหมือน“มะพร้าวน้ำหอม”ที่จนถึงตอนนี้ ก็ยังสาละวนไม่มีทางออกที่จะเปลี่ยนชะตากรรมสินค้าไทยได้อย่างแท้จริง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1233644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1E8-k0AWSyNjN5pCet-UU0

  • คนไทยไม่กล้าใช้จ่าย วิตกเศรษฐกิจซบ-แบกหนี้ท่วมหัว

    คนไทยไม่กล้าใช้จ่าย วิตกเศรษฐกิจซบ-แบกหนี้ท่วมหัว

    คนไทยไม่กล้าใช้จ่าย วิตกเศรษฐกิจซบ-แบกหนี้ท่วมหัว

    วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,321 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องและอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น จากแรงกดดันของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงมีทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้า ขณะที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวได้จำกัด

    ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 45.5 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 35.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 36.8 ในเดือนก่อนหน้าและยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนมาจาก 1. ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมที่ยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 2. ราคาพลังงานที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอน ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันกำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด ประกอบกับภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่ 3. หนี้สินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง และ 4. ภาคเกษตรเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของราคาผลผลิต

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 51.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.2 ในเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย และราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการลดลงของต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจมีโอกาสค่อย ๆ ฟื้นตัว และช่วยให้ระดับความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป

    นายนันทพงษ์ กล่าวอีกว่าปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็น 32.25  % รองลงมา คือ ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง  30.61 % เศรษฐกิจโลก 14.32 % มาตรการของภาครัฐ  9.21 % ราคาสินค้าเกษตร  4.53 % สังคม/ความมั่นคง  3.48 %  การเมือง  3.10  % ปัจจัยอื่น ๆ  2.03  % และ ภัยพิบัติ/โรคระบาด  0.47  %   ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในทุกภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น โดยกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.7 ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 46.8 ภาคใต้อยู่ที่ระดับ 44.5 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 43.2 และภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 43.1  ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น โดยพนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 48.9 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 46.8 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 45.5 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.3 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 43.1 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 42.9 และเกษตรกร อยู่ที่ระดับ 42.8 เช่นเดียวกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นและปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ 30.6 ในเดือนปัจจุบัน

     “ การปรับลดลงอย่างต่อเนื่องของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2569 นี้ สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นพบว่า สัดส่วนความสำคัญของปัจจัยด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และขยับขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสอง รองจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทย ขณะที่ความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้าหรือในอนาคตยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากความคาดหวังต่อมาตรการภาครัฐ และหากสถานการณ์ภายนอกคลี่คลาย โดยเฉพาะด้านพลังงาน จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นทยอยปรับดีขึ้น “นายนันทพงษ์กล่าว  

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/963965&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw349Ct3fOPJFjrGG_hAk-EZ

  • ของแพง-หนี้พุ่ง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่น เม.ย. 69 ร่วง 2 เดือนติด

    ของแพง-หนี้พุ่ง ฉุดดัชนีความเชื่อมั่น เม.ย. 69 ร่วง 2 เดือนติด

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. 69 ปรับลดลงต่อเนื่องที่ระดับ 45.0 เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันแพงฉุดกำลังซื้อ พาณิชย์ชี้ท่องเที่ยว-ส่งออกยังช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. 2569 ร่วงต่อเนื่อง

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,321 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องและอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น จากแรงกดดันของเศรษฐกิจในประเทศที่ยังคงมีทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้า ขณะที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวได้จำกัด อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกยังช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โดยภาครัฐมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง

    4 ปัจจัยหลักฉุดความเชื่อมั่น ท่องเที่ยว-ส่งออกยังพยุงเศรษฐกิจ

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 45.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 45.5 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 35.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 36.8 ในเดือนก่อนหน้า และยังคงอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชนมาจาก

    1. ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมที่ยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 

    2. ราคาพลังงานที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอน ส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันกำลังซื้อของประชาชนยังฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด ประกอบกับภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่ 

    3. หนี้สินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง 

    4. ภาคเกษตรเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของราคาผลผลิต 

    อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม อาทิ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับแรงหนุนจากช่วงเทศกาลและการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี ซึ่งมีส่วนช่วยประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน 

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 51.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.2 ในเดือนก่อนหน้า และยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อได้ในระยะสั้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลาย และราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จะเอื้อต่อการลดลงของต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจมีโอกาสค่อย ๆ ฟื้นตัว และช่วยให้ระดับความเชื่อมั่นปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไป

    ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 32.25 รองลงมา คือ ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 30.61 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 14.32 มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 9.21 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 4.53 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 3.48 การเมือง ร้อยละ 3.10 ปัจจัยอื่น ๆ ร้อยละ 2.03 และ ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 0.47 ตามลำดับ

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในทุกภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น โดยกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.7 ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 46.8 ภาคใต้อยู่ที่ระดับ 44.5 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 43.2 และภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 43.1

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ทุกกลุ่มอาชีพอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น โดยพนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 48.9 ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 46.8 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 45.5 ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.3 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 43.1 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 42.9 และเกษตรกร อยู่ที่ระดับ 42.8 เช่นเดียวกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นและปรับตัวลดลงมาอยู่ในระดับ 30.6 ในเดือนปัจจุบัน

    นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า
    นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

    นายนันทพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับลดลงอย่างต่อเนื่องของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนเมษายน 2569 นี้ สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ และปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่นพบว่า สัดส่วนความสำคัญของปัจจัยด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และขยับขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสอง รองจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแรงประคับประคองจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ขณะที่ความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้าหรือในอนาคตยังคงอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากความคาดหวังต่อมาตรการภาครัฐ และหากสถานการณ์ภายนอกคลี่คลาย โดยเฉพาะด้านพลังงาน จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นทยอยปรับดีขึ้น

    พาณิชย์เดินหน้า 5 นโยบายดูแลค่าครองชีพ

    ในการนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดแนวทางการดำเนินนโยบายสำคัญในระยะต่อไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมีนโยบายสำคัญ ดังนี้

    1. การดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ ยกระดับชุมชน เร่งดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ผ่านการขับเคลื่อนโครงการสำคัญของภาครัฐ ควบคู่กับการกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในภาคเกษตร เพื่อลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพและเสริมสภาพคล่องให้ครัวเรือน

    2. การรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรดูแลสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยส่งเสริมการบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า พัฒนากระบวนการแปรรูปและโลจิสติกส์ รวมทั้งขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย

    3. การสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน เร่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs และผู้ประกอบการชุมชน ผ่านการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) การขยายช่องทางการตลาด การสร้างเครือข่ายธุรกิจ รวมถึงการยกระดับสินค้าและบริการด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น สินค้า GI เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค

    4. การสร้างสมดุลการส่งออกมุ่งสร้างสมดุลการค้าโดยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ทั้งการรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการขยายตลาดใหม่ รวมถึงการผลักดันสินค้าไทยให้มีมูลค่าสูงผ่านการแปรรูปและการพัฒนา Local Content เพื่อยกระดับโครงสร้างการส่งออกของประเทศในระยะยาว และ

    5. การยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและการปรับปรุงกฎระเบียบเร่งพัฒนาระบบบริการภาครัฐสู่ดิจิทัล ยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการและอำนวยความสะดวกทางการค้า พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความทันสมัย โปร่งใส และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ทั้งนี้ นโยบายและมาตรการดังกล่าวจะช่วยประคับประคองค่าครองชีพและส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไป.

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2932192&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F74MX_2rX5sumhse0bYJD

  • ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯม.หอกมาค้า ชี้ดัชนีเชื่อมั่นดิ่งรอบ 8 เดือน จับตา “ไทยช่วยไทย พลัส” พยุงศก.

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯม.หอกมาค้า ชี้ดัชนีเชื่อมั่นดิ่งรอบ 8 เดือน จับตา “ไทยช่วยไทย พลัส” พยุงศก.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/147166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o0ARwPB8D-p4yL84N3CvS

  • กลุ่มประเทศ G7 ให้คำมั่นเพิ่มเงินลงทุน ‘ระบบเตือนภัยล่วงหน้า’ ตั้งเป้าปี 2573 ลดความเสียหายเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน | SDG Move

    กลุ่มประเทศ G7 ให้คำมั่นเพิ่มเงินลงทุน ‘ระบบเตือนภัยล่วงหน้า’ ตั้งเป้าปี 2573 ลดความเสียหายเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน | SDG Move

    กว่า 50 ปีในการก่อตั้งกลุ่ม G7 (Group of Seven) เพื่อรับมือกับประเด็นเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก โดยมีการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 จะจัดขึ้น ณ เมืองเอวิยอง ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 15 – 17 มิถุนายน 2569 ซึ่งก่อนถึงการประชุมดังกล่าว ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาของ G7 ที่กรุงปารีส ภายใต้ความตระหนักถึงผลประโยชน์ร่วมกันในการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและปรับตัว เพื่อปกป้องประชาชน เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานจากภัยพิบัติ  

    การประชุมนี้ ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรได้ให้คำมั่นสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมแก่โครงการด้านความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Climate Risk and Early Warning Systems: CREWS) ซึ่งมุ่งเน้นให้ประชาชนที่มีความเสี่ยงสูงสุดในประเทศรายได้น้อยสามารถเข้าถึงระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ช่วยรักษาชีวิต และลดความเสี่ยงจากภัยอันตรายที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศได้อย่างทั่วถึง

    Éléonore Caroit รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและยุโรปของฝรั่งเศส และ Baroness Chapman of Darlington รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการพัฒนาระหว่างประเทศและแอฟริกาของสหราชอาณาจักร ได้ประกาศการสนับสนุนทางการเงินดังกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ร่วมกับสหภาพยุโรป ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสมาชิก G7 อื่น ๆ สนับสนุนความพยายามร่วมกันของโครงการด้านความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อเสริมสร้างระบบพยากรณ์และการเตือนภัยในประเทศรายได้น้อย

    Éléonore Caroit กล่าวว่า “โครงการ CREWS ได้ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือภัยพิบัติให้แก่ 77 ประเทศ และประชาชนมากกว่า 400 ล้านคน ผ่านระบบเตือนภัยล่วงหน้า โดยมีการลงทุนกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถช่วยป้องกันความสูญเสียได้สูงถึง 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และลดอัตราการเสียชีวิตจากภัยพิบัติลงได้ถึงหกเท่า”

    สำหรับปี 2569 จึงมีการประกาศสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 3 ล้านยูโร (ประมาณ 114 ล้านบาท) จากฝรั่งเศสและเงินสนับสนุนในระดับใกล้เคียงกันจากสหราชอาณาจักรเข้าสู่กองทุนทรัสต์ของ CREWS ทำให้โครงการเข้าใกล้เป้าหมายในการลดช่องว่างด้านศักยภาพระบบเตือนภัยล่วงหน้ามากยิ่งขึ้น ในประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Countries: LDCs) และประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก (Small Island Developing States: SIDS) ภายในปี 2573 

    จากที่กล่าวข้างต้น ปัจจุบันประชาชนกว่า 400 ล้านคนสามารถเข้าถึงบริการเตือนภัยล่วงหน้าที่ช่วยรักษาชีวิตได้ โดยโครงการ CREWS ยังสามารถระดมเงินทุนได้ถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.02 แสนล้านบาท) จากธนาคารโลก (World Bank) และสถาบันการเงินอื่น ๆ รวมถึงช่วยให้นานาประเทศเข้าถึงเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศได้มากขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายในการปิดช่องว่างด้านศักยภาพของระบบเตือนภัยล่วงหน้า โครงการ CREWS ได้อาศัยความเชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำหลายแห่ง ได้แก่ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization :WMO) สำนักงานลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ (UN Office for Disaster Risk Reduction: UNDRR) สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU) ขบวนการกาชาดและเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ ตลอดจนธนาคารเพื่อการพัฒนา

    ด้าน Ko Barrett รองเลขาธิการ WMO กล่าวว่า “โครงการ CREWS เป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกในการเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติจริง ตั้งแต่ปี 2560 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ได้ดำเนินโครงการภายใต้ CREWS มูลค่า 67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาแห่งชาติในกว่า 70 ประเทศ ให้สามารถจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ช่วยรักษาชีวิตของผู้คน” 

    เมื่อที่ประชุม G7 ได้ข้อมูลว่าภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศกำลังก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง และส่งผลให้ความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ระบบเตือนภัยล่วงหน้าจึงถือเป็นวาระการพัฒนาร่วมกันของนานาชาติ เนื่องจากสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากภัยพิบัติได้มากถึง 6 เท่า อีกทั้งทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐที่ลงทุนในระบบเตือนภัยล่วงหน้า สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 10 ดอลลาร์สหรัฐ และการแจ้งเตือนล่วงหน้า 24 ชั่วโมงก่อนเกิดพายุ ยังช่วยลดความเสียหายที่ตามมาได้ถึง 30% อย่างไรก็ตาม หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่สุด ยังขาดศักยภาพที่จำเป็นในแจ้งเตือนต่อภัยพิบัติให้แก่ประชาชนได้อย่างทันท่วงที พร้อมกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการป้องกันล่วงหน้าเพื่อรักษาชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นระบบเตือนภัยล่วงหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญในการช่วยรักษาชีวิตผู้คน

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 แสดงความมุ่งมั่น – ที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี 2573 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
    – กลุ่มประเทศ G7 ตกลงยุติให้เงินอุดหนุนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทั้งหมดภายในปี 2021 
    – ความขัดแย้งรัสเซียและยูเครน อาจฉุดรั้งความก้าวหน้าการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อจัดการวิกฤตสภาพภูมิอากาศ 
    – สรุปประชุม COP27 อะไรคือประเด็นที่น่าจับตามอง เน้นย้ำ “ความสูญเสียและเสียหาย” จากภาวะโลกร้อน
    – COP 27 ย้ำการปกป้อง ‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ เชื่อมโยงกับ ‘การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ เป็นเรื่องที่ไม่อาจแยกออกจากกัน 

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    – (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
    – (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
    – (13.3) พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว การลดผลกระทบ การเตือนภัยล่วงหน้า
    – (13.a) ดำเนินการให้เกิดผลตามพันธกรณีที่ผูกมัดต่อประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีเป้าหมายร่วมกันระดมทุนจากทุกแหล่งให้ได้จำนวน 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ภายในปี 2563 เพื่อจะแก้ปัญหาความจำเป็นของประเทศกำลังพัฒนาในบริบทของการดำเนินการด้านการบรรเทาที่ชัดเจนและมีความโปร่งใสในการดำเนินงานและทำให้กองทุน Green Climate Fund ดำเนินการอย่างเต็มที่โดยเร็วที่สุดผ่านการให้ทุน
    #SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
    – (17.3) ระดมทรัพยากรทางการเงินเพิ่มเติมจากแหล่งที่หลากหลายไปยังประเทศกำลังพัฒนา
    – (17.16) ยกระดับหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยร่วมเติมเต็มหุ้นส่วนความร่วมมือจากภาคส่วนที่หลากหลายซึ่งจะระดมและแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรด้านการเงิน เพื่อจะสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

    แหล่งที่มา: Climate Risk and Early Warning Systems initiative gets financial boost from G7 countries (WMO)

    • Praewpan Sirilurt

      Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    จำนวนครั้งที่เข้าชม: 191

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2026/05/12/g7-climate-risk-and-early-warning-systems/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vZ1SZg0LEj9fAHh0p9qcz

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. ร่วงต่อ ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. ร่วงต่อ ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ : อินโฟเควสท์

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือน เม.ย. 69 อยู่ที่ 50.6 ปรับตัวลดลงจาก 51.8 ใน มี.ค. โดยอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือนนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และค่าครองชีพของประชาชน

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 44.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 48.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 59.0

    นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในทุกรายการ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และยังอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 เนื่องจากผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงคราม ราคาน้ำมัน และค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทย และการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

    ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงคราม และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร

    สำหรับปัจจัยลบที่สำคัญในเดือนเม.ย.นี้

    1. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่เกิดเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญของโลก ส่งผลให้สิ่งที่ได้จากการผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยเคมี เม็ดพลาสติก ในตลาดโลกราคาปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าของทั่วโลกรวมทั้งไทยปรับเพิ่มขึ้น

    2. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 69 ลงเหลือ 1.6% จากเดิมคาดโต 2.0% เนื่องจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลมาถึงต้นทุนราคาพลังงาน

    3. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 70 ลงเหลือ 2.0% จากเดิมคาดโต 2.3% โดยเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบผ่านมายังต้นทุนภาคธุรกิจ และบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน

    4. ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    5. ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพ อีกทั้งกังวลกับรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ครัวเรือนบางส่วน ปรับแผนการใช้จ่าย หรือเลื่อนการลงทุนเล็กน้อย

    6. สินค้าเกษตร เช่น ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีราคาอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน ส่งผลให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่มาก

    7. เงินบาทปรับอ่อนค่าลงเล็กน้อย จากระดับ 32.29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนมี.ค.69 มาอยู่ที่ 32.34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นเดือนเม.ย.69

    8. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายไทย – กัมพูชา แม้ว่าจะมีการเจรจาหยุดยิงแล้วก็ตาม

    9. ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ ทั้งสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอล-ขบวนการฮามาส (Hamas) ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมัน และพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น

    10. ความกังวลต่อสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในเขตพื้นที่ กทม. และปริมณฑล และในบางจังหวัดของภาคเหนือ และภาคกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

    ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี, การส่งออกของไทยในเดือนมี.ค.69 มีมูลค่า 35,157 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 18.67% และความคาดหวังต่อนโยบาย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวลดลงมาอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานในปัจจุบัน ต่ำสุดในรอบ 40 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคมีความรู้สึกไม่มั่นคงในงาน จึงส่งผลมาที่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางาน และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ส่งผลไปถึงภาพของการบริโภค การซื้อรถยนต์ การซื้อบ้าน และการท่องเที่ยวชะลอตัวลง

    “ดังนั้นภาพบรรยากาศเศรษฐกิจ จะเป็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องในขณะนี้ แต่ผู้ประกอบการเป็นตัวชี้วัดว่า สภาพคล่องหาย กำลังซื้อหาย และมีต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการเป็นตัวชี้เศรษฐกิจที่มองว่า ทั้งปัจจุบัน และอนาคต ยังเป็นขาลง” นายธนวรรธน์ กล่าว

    ทั้งนี้ จะเห็นสิ่งที่ภาครัฐดำเนินการเพื่อประคองไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัว ไม่ว่าจะเป็น การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% เพื่อทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และเอื้อต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ, การออกโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเประบาง เช่น ภาคขนส่ง ประมง และเกษตร เพื่อให้คนกลุ่มนี้ไม่ผลักราคาสินค้าไปสู่ประชาชนที่เป็นผู้บริโภค ที่จะนำไปสู่การพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อในอนาคต

    อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่ไม่ได้มีความรุนแรงในเดือนพ.ค.นี้ และราคาน้ำมันดิบยังไม่ขึ้นไปทะลุ 110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ยังทรงตัวในระดับ 40 บาท/ลิตร ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังสามารถดูแลสถานการณ์ได้อยู่ ปัจจัยเหล่านี้ ก็จะช่วยประคองเงินเฟ้อ และราคาสินค้าไม่แพงเกินไป ประชาชนยังมีการจับจ่ายใช้สอยได้ไม่สะดุด และเมื่อเริ่มมีการลงทะเบียนใช้จ่ายในโครงการ คนละครึ่งพลัส (ไทยช่วยไทย พลัส) ตั้งแต่ 25 พ.ค. และเริ่มใช้จ่ายจริงตั้งแต่มิ.ย.69 ก็คาดว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค จะเริ่มเงยหัวขึ้นได้ในเดือนพ.ค.

    “การใช้จ่ายในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จากประชาชนกว่า 30 ล้านคน ซึ่งรวมทั้งในส่วนของโครงการคนละครึ่ง พลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมระยะเวลา 4 เดือนนั้น คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 2 แสนล้านบาท หรือประมาณเดือนละ 5 หมื่นล้านบาท จะช่วยพยุงและกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยคาดว่าจะหนุนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.2-0.3% จากเดิม” นายธนวรรธน์ กล่าว

    พร้อมประเมินว่า การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน จะยังไม่คึกคักมากนักในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่หลังจากนั้น จะได้รับอานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทย ที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจให้พลิกฟื้นขึ้น และทำให้ความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ค่อยคลายตัวดีขึ้น

    อย่างไรก็ดี หากสงครามตะวันออกกลาง มีสัญญาณคลี่คลายลงในช่วง 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค.) และไม่ลากยาวไปถึง 6 เดือน (ถึง ส.ค.) ก็คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ จะขยายตัวได้ 1.0-1.5% และหากสถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว เมื่อรวมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่กำลังจะออกมานี้ ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ ขยายตัวได้ 1.5-2.0% ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวได้ชัดเจนขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 3 หรือกลางไตรมาส 4 ของปีนี้

    “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่น่าจะเห็นชัดเจนขึ้น คาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายไตรมาส 3 หลังจากที่ประคองสถานการณ์การใช้จ่าย 4 เดือน ตั้งแต่มิ.ย.-ก.ย. ดังนั้นปลายไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4 น่าจะเห็นสัญญาณของการปรับบวก และศูนย์พยากรณ์ฯ จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจของปีนี้ใหม่อีกครั้ง” นายธนวรรธน์ ระบุ

    • ดัชนีความคิดเห็นทางการเมือง เม.ย.69 ร่วงครั้งแรกในปีนี้

    นายธนวรรธน์ ยังกล่าวถึงดัชนีความคิดเห็นสถานการณ์ทางการเมือง เดือนเม.ย.69 ที่ปรับตัวลดลงเป็นเดือนแรก ว่า เนื่องจากเริ่มเห็นกระแสวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ที่ไม่ถูกใจคนบางกลุ่ม ภายหลังค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น ราคาสินค้าแพงขึ้น และเศรษฐกิจชะลอตัวลง รวมถึงการคัดค้านนโยบายหลายอย่างของรัฐบาล จึงทำให้เริ่มเห็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์การงานของรัฐบาลในเชิงลบ ซึ่งเป็นผลตามมาจากภาวะเศรษฐกิจที่มีต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น และบรรยากาศเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง จากภาวะราคาน้ำมันแพง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของบรรยากาศ และอารมณ์ของผู้คน

    อย่างไรก็ดี มองว่ายังไม่เป็นอันตราย หรือเป็นจุดที่ต้องระวัง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลเองก็ทราบดี และพยายามเร่งแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้

    “กระแสความนิยมของรัฐบาลส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากความเดือดร้อนด้านเศรษฐกิจ…บรรยากาศ ทำให้คนมีความมั่นใจต่อเสถียรภาพการเมืองลดลง แต่ไม่ได้ถึงกับเสียอาการ เพราะการปรับลดลง เพิ่งเกิดขึ้นเพียงเดือนแรก ซึ่งอาจเป็นกระแส หรือบรรยากาศทางการเมือง แต่หากทิศทางในอนาคต เศรษฐกิจคลี่คลายลง บรรยากาศทางการเมืองในมุมมองของประชาชน อาจจะดูมีเสถียรภาพมากขึ้น การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของภาครัฐอาจจะลดน้อยลง” นายธนวรรธน์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/591977&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zH4E-Wh-6haWg1p7hRnXj

  • ส.อ.ท.ชง 6 แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจหนุนรัฐเปิดเวทีกรอ.

    ส.อ.ท.ชง 6 แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจหนุนรัฐเปิดเวทีกรอ.


    นายกฯ หารือส.อ.ท. ชุดใหม่ พร้อมรับทุกข้อเสนอเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมไทย หนุน SMEs เข้าถึงทุน–เทคโนโลยี–พลังงานสะอาด

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  เปิดเผยาหลังนำคณะผู้บริหาร เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องประชุมชั้น 1 ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ว่า ได้หารือแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก หวังพลิกโฉมให้กับอุตสาหกรรมไทย ด้วยยุทธศาสตร์ “5I” พร้อมดัน Made in Thailand (MiT) – ช่วย SME เข้าถึงทุน – หนุนพลังงานสะอาด – ปฏิรูปกฎหมาย – เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เผยรับทุกข้อเสนอ เดินหน้าร่วมยกระดับอุตสาหกรรมไทย

    ปัจจุบัน ส.อ.ท. มีสมาชิกกว่า 16,000 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมและ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ โดยกว่าร้อยละ 90 เป็นผู้ประกอบการ SME ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 30 ของ GDP หรือราว 5.7 ล้านล้านบาท

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้วิสัยทัศน์ “The New Chapter of Thai Industry: Empowering Growth with 5-I” เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และเตรียมความพร้อมรองรับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่

    1.  Intelligent Industry (I1) ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะด้วย Digital และ AI

    2.  Innovation & Creative Industry (I2) ผลักดันนวัตกรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่า

    3.  International Alliance & Network (I3) ขยายความร่วมมือและเครือข่ายทางธุรกิจระดับสากล

    4.  Industrial Infrastructure Reform (I4) ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมเพื่อการแข่งขัน

    5.  Inclusive & Sustainable Growth (I5) ส่งเสริมการเติบโตที่สมดุล ครอบคลุม และยั่งยืน

    อย่างไรก็ตามในการหารือครั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอ 6 แนวทางสำคัญเพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การส่งเสริมสินค้า Made in Thailand (MiT)  การช่วยเหลือ SME เข้าถึงแหล่งทุน การเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศ รวมทั้งเสนอรื้อฟื้นการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อเปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะจากภาคเศรษฐกิจจริง ที่ผ่านมาการจัดประชุม กรอ. จะเหลือเพียงรูปแบบ กรอ.ภูมิภาค และนับตั้งแต่ปี 2558 ยังไม่ได้มีการจัดประชุม กรอ. ส่วนกลาง จึงเชื่อมั่นว่า หากรื้อฟื้นให้มีการจัดประชุม กรอ. ก็จะเป็นพลังที่สนับสนุนรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่อไป

    “ขอขอบคุณและชื่นชมในการจัดโอกาสให้ได้เข้าพบท่านนายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะผู้บริหารทุกท่าน เพื่อนำเสนอ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยจะร่วมกันขับเคลื่อนและก้าวผ่านสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันไปด้วยกัน”

    ด้านนางกนิษฐ์ เมืองกระจ่าง รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เสนอให้ภาครัฐใช้งบประมาณจัดซื้อจัดจ้างเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ผ่านการผลักดันสินค้า Made in Thailand (MiT) พร้อมเสนอให้จัดซื้อสินค้า MiT ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของวงเงินเป้าหมาย 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 เพื่อให้เม็ดเงินจากภาครัฐหมุนเวียนเข้าสู่ภาคการผลิตไทยโดยตรง กระจายรายได้สู่ SME และรักษาการจ้างงานในประเทศ

    นอกจากนี้ยังเสนอจัดตั้ง“คณะทำงานร่วม ส.อ.ท. และกระทรวงอุตสาหกรรม” เพื่อเชื่อมโยงแผนจัดซื้อภาครัฐกับกำลังการผลิตภาคเอกชน (Demand-Supply Matching) ขับเคลื่อนและยกระดับ MiT ให้มีมาตรฐานและทันสมัย รวมถึงเร่งขยายฐานข้อมูลสินค้า MiT โดยเฉพาะกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อรองรับโครงการลงทุนภาครัฐในอนาคต

    ด้านนายวีรชัย มั่นสินธร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  กล่าวว่า เสนอจัดตั้ง “FTI SME Funding Connect” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยง SME กับแหล่งทุนที่เหมาะสม ทั้งสินเชื่อ เงินค้ำประกัน เงินสมทบ เงินร่วมลงทุน และโครงการสนับสนุนจากภาครัฐ พร้อมผลักดันการปฏิรูประบบสินเชื่อ SME เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงทุนอย่างเป็นระบบ และช่วยให้ SME ไทยสามารถฟื้นตัวและแข่งขันได้ในระยะยาว

    นายมงคล เฮงโรจนโสภณ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  กล่าวว่า ได้เสนอให้เปิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ภายในปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรงอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์และค่าบริการโครงข่ายที่เหมาะสม เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการสิ่งแวดล้อมการค้าโลก

    ขณะที่ในส่วนพลังงานชีวภาพ ส.อ.ท. เสนอให้ผลักดันเอทานอลเป็น Strategic Fuel ของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมไบโอดีเซลและ Renewable Fuel ในภาคขนส่ง เพื่อลดการนำเข้าพลังงาน สร้างมูลค่าเพิ่มภาคเกษตร และสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว

    นอกจากนี้ ยังเสนอปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเร่งลงทุน Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน BESS เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นของประเทศในระยะยาว โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานชีวภาพของอาเซียน (ASEAN Bioenergy Hub) และฐานการผลิตสีเขียวและอุตสาหกรรมมูลค่าสูง (Green Manufacturing Base) อันนำไปสู่การมีเศรษฐกิจแข่งขันได้ในโลกคาร์บอนต่ำ เติบโตอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม

    นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. เสนอเร่งพัฒนาระบบรางและโครงข่ายโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางราง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับภูมิภาค โดยชี้ว่าการขนส่งทางรางจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าปริมาณมาก ลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มประสิทธิภาพด้านเวลาและความปลอดภัย เมื่อเทียบกับการขนส่งทางถนน

    นอกจากนี้ พร้อมผลักดันการแก้ปัญหา Missing Link ของระบบขนส่ง เพื่อรองรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยเสนอเร่งรัดโครงการสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ เส้นทางหนองคาย–เวียงจันทน์ เพื่อรองรับการเชื่อมต่อรถไฟไทย–ลาว–จีน พร้อมเสนอเร่งก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายสุพรรณบุรี–นครหลวง–บ้านภาชี เพื่อเชื่อมระบบเรือ–ราง นอกจากนี้ ยังเสนอพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมจังหวัดชุมพรไปยังท่าเรือระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจฝั่งอันดามัน และเชื่อมโยงการค้ากับจีน อินเดีย และภูมิภาคเอเชียใต้

    ขณะเดียวกัน ยังเสนอเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในพื้นที่ EEC เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ อาทิ EV เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และ Data Center รวมถึงสนับสนุน Digital Smart Logistics เพื่อยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมไทย

    ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีกับการรับตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. และดีใจที่เห็นผู้บริหาร ส.อ.ท. ในวาระนี้ มีความเข้าใจภาคอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี เข้าใจในระบบการผลิต การจัดการด้านการตลาด และการคมนาคมขนส่ง เชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของท่านประธานวาระนี้ ประกอบกับการสนับสนุนของภาครัฐ จะสามารถทำให้ทิศทางการสร้างเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง สร้างรายได้ให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานได้ในระยะยาว

    โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง SME ที่ส.อ.ท. ได้นำเสนอ ค่อนข้างตรงจุดกับการดำเนินงานของภาครัฐที่กำลังเดินหน้า ซึ่งจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะภาครัฐให้ความสำคัญกับ SME เป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่เพียงปัญหาเข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่ได้ แต่ยังรวมถึงปัญหาด้านคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ขาดความเสถียร

    ด้านโลจิสติกส์ รัฐบาลพร้อมเดินหน้าสนับสนุนโครงการ 3 Missing Links เพื่อยกระดับโครงข่ายระบบรางของไทย เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยสู่ภูมิภาค ตามข้อเสนอของ ส.อ.ท. ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ที่รัฐบาลกำลังผลักดันอยู่ในปัจจุบัน

    “วันนี้ รัฐบาลพร้อมเดินหน้า และต้องการความร่วมมือ แรงสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป” นายอนุทิน กล่าวท

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ซึ่งโครงการ MiT ก็อยู่ในแนวทางดังกล่าวเช่นกัน ทั้งนี้ จำเป็นต้องกำหนดกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน และสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมอบหมายให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ผนึกกำลังร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในการขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจริง และเป็นพลังสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ 

    นอกจากนี้ ในด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เช่น ระบบ PromptBiz ขณะนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว เพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับประเด็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องเร่งดำเนินการทันที ทั้งในมิติของการเยียวยาและการฟื้นฟู รวมถึงการผลักดันเรื่องคาร์บอนเครดิต ซึ่งขณะนี้ได้เดินหน้าดำเนินการอย่างเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/42706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30D2CZxepQxVdQ1Z7D9iWm

  • รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดกิจกรรม “คลินิก สสช.” ครั้งที่ 2 มุ่งสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากและทักษะนักพัฒนาชุมชนยุคใหม่ทั่วประเทศ

    รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดกิจกรรม “คลินิก สสช.” ครั้งที่ 2 มุ่งสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากและทักษะนักพัฒนาชุมชนยุคใหม่ทั่วประเทศ

    รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดกิจกรรม “คลินิก สสช.” ครั้งที่ 2 มุ่งสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากและทักษะนักพัฒนาชุมชนยุคใหม่ทั่วประเทศ


    12/05/2569 | 25 | |

    รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดกิจกรรม “คลินิก สสช.” ครั้งที่ 2 มุ่งสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากและทักษะนักพัฒนาชุมชนยุคใหม่ทั่วประเทศ

    วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.30 น. ณ ห้องประชุม 5001 ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดกิจกรรมการขับเคลื่อนกิจกรรมตามแผนปฏิบัติราชการของสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน (คลินิก สสช.) ครั้งที่ 2 (ไตรมาส 3-4) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นางสาวนิภา ทองก้อน ผู้อำนวยการสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน พร้อมด้วยผู้อำนวยการกลุ่มงาน และเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน เข้าร่วมรับฟังแนวทางขับเคลื่อนงาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัด 76 จังหวัด ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน 11 แห่ง และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนอำเภอ 878 อำเภอ ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ (Cisco Webex Meeting)

    ในการนี้ นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้มอบนโยบายและทิศทางการทำงานภายใต้แนวคิด “CD Next” การขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนยุคใหม่ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำ “พัฒนา คือ สร้างสรรค์” พร้อมชูภารกิจสำคัญ 3 ด้านหลักที่ต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ดังนี้

    – สร้างความมั่นคงทางอาหาร ขยายผลกิจกรรม “ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร” ให้เป็นวิถีปฏิบัติในทุกครัวเรือน เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชนท่ามกลางวิกฤตพลังงานและภาวะค่าครองชีพ

    – โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระค่าครองชีพ เร่งขับเคลื่อนกิจกรรมจำหน่ายสินค้า ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ภายใต้แคมเปญ ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 โดยคัดสรรผลิตภัณฑ์ OTOP , ผลผลิตปลอดภัยจาก “โคก หนอง นา” และสินค้าจากกลุ่มกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

    – การยกระดับและควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ “โคก หนอง นา” โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนในพื้นที่ทำหน้าที่เป็น ผู้คัดสรรและตรวจสอบ ผลิตผลจากแปลงโคก หนอง นา อย่างเข้มงวด ทั้งด้านความสะอาดและมาตรฐานสินค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

    สำหรับการจัดกิจกรรม “คลินิก สสช.” ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและกระบวนการเรียนรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนทุกระดับ รวมถึงเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนทั้ง 11 แห่ง ให้มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินโครงการภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงแก่ชุมชนได้อย่างมืออาชีพ และส่งต่อความเข้มแข็งไปยังเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/362056&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XpcSNeNOe–xfBjMw1yDU

  • รายงานวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ: การแข็งค่าของสกุลเงินฟอรินต์ฮังการีสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    รายงานวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ: การแข็งค่าของสกุลเงินฟอรินต์ฮังการีสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    รายงานวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ: การแข็งค่าของสกุลเงินฟอรินต์ฮังการีสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    โดย

    thumn@ditp.go.th

    ลงเมื่อ

    12 พฤษภาคม 2569 21:11

    สคต. ณ กรุงบูดาเปสต์ (ฮังการี) (TTC, Budapest (Hungary))

    1

    บูดาเปสต์ – การแข็งตัวของค่าเงินสกุลโฟรินท์ของฮังการี.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/h39ta423abmd4b773zipsvg4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sT8np3efisCQUD6jTLxZ1

  • “มิสเตอร์เอทานอล” ดันเทคโนโลยีผลิตน้ำมันจากอากาศ ปูทางไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว

    “มิสเตอร์เอทานอล” ดันเทคโนโลยีผลิตน้ำมันจากอากาศ ปูทางไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146994&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08r2L42PFztBX_xTpP1nkX