Category: เศรษฐกิจ

  • เม็กซิโกทุบสถิติ FDI  4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เร่งเครื่องสู่ “Tech Hub” ปี 2026  โอกาสทองสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีอาหารจากไทย

    เม็กซิโกทุบสถิติ FDI 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เร่งเครื่องสู่ “Tech Hub” ปี 2026 โอกาสทองสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีอาหารจากไทย

    ในปี 2025 ที่ผ่านมา เม็กซิโกทำสถิติยอดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.087 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Centers) 

    สถิติ FDI นี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สเปน แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางการค้าโลก (Global Trade Lane Shifts) และกระแสการย้ายฐานการผลิตมายังประเทศใกล้เคียงตลาดเป้าหมาย (Nearshoring) เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ส่งผลบวกโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง พลังงานหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นการวางรากฐานให้เม็กซิโกก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางทางเทคโนโลยีที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialized Technological Hub) ภายในปี 2026

    จากข้อมูลของกระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโก พบว่า สหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในเม็กซิโก โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 15.87 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 38.8 ของเงินลงทุนทั้งหมด รองลงมาคือ สเปน (4.43 พันล้านเหรียญฯ) แคนาดา (3.32 พันล้านเหรียญฯ) เนเธอร์แลนด์ (2.38 พันล้านเหรียญฯ) และญี่ปุ่น (2.29 พันล้านเหรียญฯ) นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการลงทุนจากประเทศอื่นๆ เพิ่มขึ้น อาทิ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อิตาลี สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และสิงคโปร์ สะท้อนถึงความหลากหลายของแหล่งที่มาของเงินทุนเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการการปรับกลยุทธ์การค้าของภาคธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนโดยการกระจายตลาดและเส้นทางการค้าเพื่อความอยู่รอดระยะยาว ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจใหม่โดยเน้นความใกล้ชิดและความยีดหยุ่นเป็นหลัก ทั้งนี้ แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะยังคงเป็นคู่ค้าหลักที่สำคัญแต่ปัจจุบันเม็กซิโกกำลังเร่งขยายขอบเขตการค้าไปยังคู่ค้าอื่นๆ มากขึ้น ได้แก่ แคนาดา สหภาพยุโรป และเอเชีย ซึ่งจะช่วยเปิดช่องทางการส่งออกใหม่ๆ และดึงดุดเงินทุนจากต่างประเทศที่หลากหลายมากขึ้น 

    หากพิจารณาการลงทุนจากแหล่งต่างๆ พบว่าแต่ละประเทศมีบทบาทที่แตกต่างกัน โดยการลงทุนจากเนเธอร์แลนด์เน้นนวัตกรรมเฉพาะทางไม่ได้เน้นเพียงโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป อาทิ การใช้ระบบทำความเย็นเฉพาะจุดในโรงงานผลิตบิสกิตซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยให้โรงงานในเม็กซิโกยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนได้ นอกจากนี้ เนเธอร์แลนด์ยังเป็นที่ปรึกษาในด้านที่เป็นความท้าทายของเม็กซิโก เช่น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าให้ทันสมัย และการจัดการกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ เป็นต้น การลงทุนจากสเปนเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น การเงินการธนาคาร สุขภาพ เทคโนโลยีสตาร์ทอัพ อิเล็กทรอนิกสืและยานยนต์ ขณะที่การลงทุนจากแคนาดาเน้นอุตสาหกรรมที่มีความเกื้อหนุนกันและมีแนวโน้มการเติบโตสูง เช่น เทคโนโลยีการเกษตร  การผลิต พลังงานสะอาด ข้อมูลและเทคโนโลยีการสื่อสาร และอุตสาหกรรสร้างสรรค์ เป็นต้น 

    ทั้งนี้ จากข้อมูลของ UNCTAD พบว่า ในปี 2025 การลงทุน FDI ทั่วโลก เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมการสื่อสารและศูนย์ข้อมูล (Data centers) และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งกำลังกลายเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนข้ามชาติในหลายประเทศ โดยการลงทุนในศูนย์ข้อมูลมีมูลค่าโครงการใหม่สูงถึงประมาณ 319,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของการลงทุนโครงการใหม่ทั่วโลก ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีมูลค่ารวมประมาณ 138,100 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงเป็นประวัติการณ์ สำหรับเม็กซิโก แนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มปรากฏชัดมากขึ้น โดยในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2025 เม็กซิโกได้รับ FDI ในกลุ่ม Data centers ประมาณ 184 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา และกว่าร้อยละ 97 ของเงินลงทุนดังกล่าวมาจากสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ตัวเลข FDI ในปี 2025 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อเม็กซิโก ถือเป็นโอกาสที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนการเติบโต นวัตกรรม และการสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นในปี 2026 

    โอกาสของสินค้าไทย จากทิศทางการลงทุน FDI ในเม็กซิโกดังกล่าว สินค้าไทยจะมีโอกาสขยายตลาดในเม็กซิโกได้ใน 3 กลุ่มหลัก ดังนี้ 
    กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และแผงวงจร: เมื่อเม็กซิโกมุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลาง Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ สินค้าไทยกลุ่มแผงวงจรไฟฟ้า (IC) อุปกรณ์กักเก็บข้อมูล (HDD) และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นที่ต้องการอย่างมากเพื่อป้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานนี้
    กลุ่มเทคโนโลยีอาหารและอาหารแปรรูป (Food Tech): การขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมและการลงทุนจากเนเธอร์แลนด์ในด้านนวัตกรรมการผลิต (เช่น ระบบควบคุมความเย็นเฉพาะจุด) เปิดช่องว่างให้สินค้า “นวัตกรรมอาหาร” จากไทย เช่น โปรตีนทางเลือก หรือสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีการยืดอายุอาหาร เข้าสู่ตลาดการผลิตในเม็กซิโกได้มากขึ้น
    กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV): การที่สเปนและแคนาดาเข้ามาลงทุนในด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นโอกาสของไทยในการส่งออกส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมไฟฟ้าและอุปกรณ์ชาร์จต่าง


    สคต. ณ กรุงเม็กซิโก

    แหล่งที่มา

    –    https://mexicobusiness.news/trade-and-investment/news/mexicos-us408-billion-fdi-aligns-high-value-trends-comce?tag=trade-and-investment 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qbezsmjggaztsg9xqus9gn32&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Llw7vAyLXsJdc0n9M9dVg

  • สวนกระแสเศรษฐกิจ! “สตรองแลนด์” เผยบิ๊กโปรเจกต์รับสร้างบ้านโคราชโตพุ่ง ตั้งเป้าปี 69 พอร์ตขยาย 70%

    สวนกระแสเศรษฐกิจ! “สตรองแลนด์” เผยบิ๊กโปรเจกต์รับสร้างบ้านโคราชโตพุ่ง ตั้งเป้าปี 69 พอร์ตขยาย 70%

    “สตรองแลนด์” ชี้ตลาดรับสร้างบ้านอีสานแกร่ง! สวนทางเศรษฐกิจซบเซา ชูกลยุทธ์งานคราฟต์ระดับมืออาชีพ ตั้งเป้าปี 69 พอร์ตโตพุ่ง 70%

    stronglandfocus2026(01)_0

    ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญความท้าทาย แต่ “สตรองแลนด์” (Strong Land) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับสร้างบ้านในพื้นที่ภาคอีสาน กลับโชว์ฟอร์มแกร่ง เผยตัวเลขการเติบโตที่น่าจับตา โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา (โคราช) ที่มียอดสั่งสร้างบ้านสูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ

    เจาะสถิติตลาด: ต่างจังหวัดครองส่วนแบ่ง 77%

    จากข้อมูลสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านปี 2568 พบว่าแม้ตลาดรวมจะหดตัวลงจากปัจจัยหนี้ครัวเรือน แต่ตลาดในต่างจังหวัดกลับมีความยืดหยุ่นสูงกว่ากรุงเทพฯ:

    • ตลาดต่างจังหวัด: หดตัวเพียง -9% (ครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 77%)

    • กรุงเทพฯ และปริมณฑล: หดตัวแรงถึง -16%

    • ภาคอีสาน: ครองส่วนแบ่งตลาดรับสร้างบ้าน 17% โดย “โคราช” ติด Top 5 จังหวัดที่มียอดสั่งสร้างสูงสุด

    กลยุทธ์ “Local Craftsmanship” มัดใจคนอยากมีบ้าน

    388054

    นายสิปปภาส เครื่องกลาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตรองแลนด์ จำกัด ระบุว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์เติบโตมากว่า 15 ปี คือแนวคิด “Local Craftsmanship, Professional Home Builder” หรือการสร้างบ้านด้วยจิตวิญญาณช่างฝีมือในมาตรฐานสากล

    “เราไม่ใช่แค่รับสร้างบ้าน แต่เราสร้างความภูมิใจครั้งหนึ่งในชีวิตให้กับลูกค้า ทุกหลังต้องพิถีพิถันและครบวงจร เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านในท้องถิ่น”

    stronglandfocus2026(03)_0

    กางแผนปี 2569: รุก 16 จังหวัด เป้าเติบโต 70%

    ปัจจุบันสตรองแลนด์มีงานในมือ (Backlog) มูลค่ากว่า 117 ล้านบาท และเตรียมปิดยอดไตรมาสแรกของปี 2569 อีก 50 ล้านบาท โดยมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ดังนี้:

    • กลุ่มเป้าหมายหลัก: บ้านระดับราคา 3 – 5 ล้านบาท (คิดเป็น 80% ของพอร์ต) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตถึง 16%

    • พื้นที่ให้บริการ: ขยายครอบคลุม 16 จังหวัด (อาทิ โคราช, สระบุรี, ขอนแก่น, บุรีรัมย์, อยุธยา ฯลฯ)

    • ความเชื่อมั่น: การันตีด้วยการเป็นสมาชิกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน หมดกังวลเรื่องการทิ้งงาน 100%

    ปักหมุดพบกันที่งาน “รับสร้างบ้าน Focus 2026”

    สำหรับผู้ที่วางแผนสร้างบ้านและต้องการปรึกษากับมืออาชีพ สามารถพบกับ สตรองแลนด์ ได้ที่บูท A12/2

    • วันที่: 18 – 22 มีนาคม 2569

    • สถานที่: อิมแพ็ค ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี

    stronglandfocus2026(04)_0

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/948531/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CsbUsGvl4eAidQE8ZJSET

  • พลิกระบบจัดการขยะของไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ความท้าทาย โอกาส และบทบาทของ EPR

    พลิกระบบจัดการขยะของไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ความท้าทาย โอกาส และบทบาทของ EPR

    พลิกระบบจัดการขยะของไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ความท้าทาย โอกาส และบทบาทของ EPR ในการเปลี่ยนกองขยะสู่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ

    พลิกระบบจัดการขยะของไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

    ความท้าทาย โอกาส และบทบาทของ EPR ในการเปลี่ยนกองขยะสู่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ

    เรียบเรียงโดย: นางสาวณัฐฌริญา พิลาดี ฝ่ายมลพิษ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

    เนื่องในวันที่ 18 มีนาคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันรีไซเคิลโลก (Global Recycling Day)” สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ขอหยิบยกประเด็นสำคัญที่เป็นวาระเร่งด่วนของประเทศมานำเสนอ โดยขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดการขยะมูลฝอย หลังจากที่ปัญหาปริมาณขยะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี และระบบกำจัดแบบดั้งเดิมไม่สามารถรองรับมลพิษที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป การขับเคลื่อนสู่ “เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)” จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะเป็นเครื่องมือพลิกเกมลดขยะอย่างยั่งยืนในอนาคต

    พลิกระบบจัดการขยะของไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ความท้าทาย โอกาส และบทบาทของ EPR ในการเปลี่ยนกองขยะสู่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ

    จากข้อมูลปี 2566 – 2567 สะท้อนว่าประเทศไทยยังเกิดขยะมูลฝอยในระดับสูงประมาณ 26.95 ล้านตันต่อปี ขณะที่การนำกลับมาใช้ประโยชน์เพียงร้อยละ 34 และยังมีการกำจัดไม่ถูกต้องมากถึงร้อยละ 28 โดยมีบ่อขยะเปิดกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดไฟไหม้บ่อขยะและมลพิษ PM2.5 เป็นประจำ เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะสมุทรปราการช่วงมกราคม 2568 นอกจากนี้ ขยะพลาสติกถือเป็นภาระสำคัญ โดยปี 2568 ประเทศไทยมีขยะพลาสติกมากกว่า 2.3 ล้านตันต่อปี แต่รีไซเคิลเพียงร้อยละ 25 ส่งผลให้สูญเสียมูลค่าวัตถุดิบกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี

    แม้ประเทศไทยมีความพยายามพัฒนาระบบจัดการขยะ แต่หลายปัจจัยยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ตัวอย่างข้อจำกัดในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนี้

    1) การคัดแยกที่ต้นทางยังไม่เกิดขึ้นจริง

    รายงานของ JICA ปี 2025 ระบุว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังเน้นปลายทาง เช่น การฝังกลบและการสร้าง WTE มากกว่าการลดและคัดแยกที่บ้านเรือน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    2) โครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ

    บ่อขยะจำนวนมากยังเป็น Open dump ไม่มีระบบควบคุมมลพิษตามหลักสุขาภิบาล ทำให้เกิดสารพิษ ก๊าซมีเทน และการปนเปื้อนในน้ำและดินอย่างต่อเนื่อง

    3) ภาคเอกชนยังไม่มีแรงจูงใจเพียงพอ

    ระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” ยังเป็นต้นทุนที่ถูกกว่าการออกแบบรีไซเคิล เพราะผู้ผลิตไม่ต้องรับภาระจัดการบรรจุภัณฑ์เมื่อสิ้นอายุการใช้งาน

    จากรายงานการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ระหว่างปี 2566 – 2568 ชี้ว่าภาครัฐและภาคเอกชนไทยให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น ทั้งในด้านนโยบาย วิจัย และระบบบริหารจัดการทรัพยากร เช่น Roadmap การจัดการขยะพลาสติก 2561-2573 รวมถึงโครงการต้นแบบ เช่น Rayong Less-Waste และ Ban Chang MRF ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 93,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และดึงพลาสติกกลับระบบได้หลายพันตัน

    นอกจากนี้ ภาครัฐยังผลักดันการพัฒนาฐานข้อมูลวัสดุ การจัดการขยะอินทรีย์ และการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนด้านระบบรีไซเคิล เพื่อให้สอดคล้องการเปลี่ยนผ่านของประเทศสู่โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนในระยะยาว โดยที่หนึ่งในความคืบหน้าที่สำคัญที่สุดคือการผลักดัน กฎหมาย Extended Producer Responsibility (EPR) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือเปลี่ยนโครงสร้างขยะของไทยอย่างสมบูรณ์

    1) สถานะล่าสุดของกฎหมาย EPR ปี 2569 : จัดทำร่างกฎหมาย EPR สำหรับบรรจุภัณฑ์ และ อยู่ระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 2 เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้จริง โดยคาดการณ์ตามข้อมูลล่าสุดว่า กฎหมาย EPR จะสามารถเริ่มบังคับใช้ได้ภายในปี 2571

    2) ขอบเขตครอบคลุม : กฎหมาย EPR ของไทยถือว่ามีขอบเขตกว้างที่สุดครั้งแรก ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภทหลัก ได้แก่ พลาสติก แก้ว โลหะ กระดาษ และวัสดุผสม (Composite Packaging)

    3) บทบาทของผู้ผลิตภายใต้ EPR : กฎหมายจะกำหนดให้ “ผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์” ได้แก่ การออกแบบสินค้าให้รีไซเคิลง่าย การรับคืน วนกลับ และรีไซเคิล การร่วมรับภาระค่าจัดการขยะ การรายงานข้อมูลและผลลัพธ์อย่างโปร่งใส มุ่งหมายให้ผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง (End-of-Life Management)

    4) เป้าหมายหลักที่ต้องบรรลุ : กฎหมายจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดัน Roadmap ขยะพลาสติกระยะที่ 2 (2566-2570) ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ลดพลาสติกสู่หลุมฝังกลบให้เหลือ 0 และ นำพลาสติกเป้าหมายกลับเข้าสู่ระบบ 100% ภายในปี 2570 ซึ่งกฎหมาย EPR จะเป็นกลไกสำคัญที่สุดที่ทำให้เป้าหมายเหล่านี้เกิดขึ้นจริง

    ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเมื่อ EPR บังคับใช้เต็มรูปแบบ

    • การคัดแยกที่ต้นทางจะเกิดจริง : เมื่อผู้ผลิตต้องรับภาระค่าขยะผ่านระบบ EPR พวกเขาจะผลักดันให้เกิดการคัดแยกที่ต้นทางมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนรวมของระบบ
    • ภาคเอกชนต้องออกแบบสินค้าที่รีไซเคิลง่าย : บรรจุภัณฑ์ที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้จะกลายเป็นต้นทุนใหม่ของบริษัท ส่งผลให้เกิดการออกแบบเชิงสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรม (Eco-design)
    • การลงทุนระบบรีไซเคิลเพิ่มสูง : คาดว่าประเทศไทยจะมีการลงทุนใน MRF โรงงานรีไซเคิล และระบบคัดแยกอัตโนมัติเพิ่มขึ้นทันทีที่กฎหมายบังคับใช้
    • ลดปริมาณขยะปลายทางในระยะยาว : หากเป้าหมาย 100% recycling บรรลุได้ ขยะที่เข้าสู่บ่อขยะหรือเตาเผาจะลดลงอย่างมหาศาล

    ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบจัดการขยะ ด้วยปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกปี และผลกระทบด้านมลพิษที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งมั่นสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น ความจำเป็น ในระดับประเทศ โดยมีกฎหมาย EPR ที่กำลังจะประกาศใช้นั้นเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ที่ไม่เพียงจะทำให้ผู้ผลิตมีส่วนร่วมรับผิดชอบ แต่ยังจะสร้างระบบใหม่ที่ทำให้การรีไซเคิลเกิดขึ้นได้จริงอย่างยั่งยืน เปลี่ยนขยะต้นทางให้เป็นทรัพยากร ช่วยลดมลพิษ เพิ่มคุณภาพชีวิต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    เนื่องในวันรีไซเคิลโลกปีนี้ TEI ขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน มาร่วมกันเปลี่ยนพฤติกรรม เริ่มต้นง่ายๆ จากการคัดแยกขยะที่ต้นทางตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนผ่าน และร่วมสร้างสังคมไทยไร้ขยะให้เกิดขึ้นจริงไปด้วยกัน

    แหล่งอ้างอิงข้อมูล (References)

  • กรมประชาสัมพันธ์. โอกาสทางธุรกิจ SME เปลี่ยนขยะให้เป็นทอง มอง Waste ให้เป็น [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/229826
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.). (2565). “ไฟไหม้บ่อขยะ” ภัยร้ายประจำฤดูร้อน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.onep.go.th/27-เมษายน-2565-ไฟไหม้บ่อขยะ-ภ/
  • วิจารย์ สิมาฉายา. บรรยายพิเศษเวที 3RINCs 2026 ชูเศรษฐกิจหมุนเวียนพลาสติก หนุนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 2050. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.tei.or.th/th/environment_news_detail.php?eid=3600
  • Rocket Media Lab. (2569). DataDrivenPolicy เลือกตั้ง ’69 ปัญหาขยะมูลฝอย. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://rocketmedialab.co/datadrivenpolicy-election69-waste/
  • Sujitra Vassanadumrongdee, Ph.D., Driving Sustainable Waste Management and Circular Economy Policy and Laws in Thailand, [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: Waste Management Reforms for Thailand’s Circular Economy

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12799252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Osb1pvXl3uF5OWZBer3TK

  • ธนาคารกลางรัสเซีย เสนอแนวทางเปิดระบบเศรษฐกิจสู่ตลาดสากล โดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัล

    ธนาคารกลางรัสเซีย เสนอแนวทางเปิดระบบเศรษฐกิจสู่ตลาดสากล โดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัล

    ธนาคารกลางรัสเซีย เสนอแนวทางเปิดระบบเศรษฐกิจสู่ตลาดสากล โดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัล

    ธนาคารกลางรัสเซีย เสนอแนวทางเปิดระบบเศรษฐกิจสู่ตลาดสากล โดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัล

    สรุปข่าว
    • ธนาคารกลางรัสเซียกำลังพิจารณาออกกฎระเบียบใหม่ เพื่ออนุญาตให้บริษัทภายในประเทศสามารถออกสินทรัพย์ทางการเงินดิจิทัลบนเครือข่ายบล็อกเชนสาธารณะได้
    • การปลดล็อกข้อจำกัดนี้จะทำให้ธุรกิจของรัสเซียที่ถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลก สามารถเข้าถึงสภาพคล่องระดับนานาชาติผ่านกระดานเทรดและ DeFi
    • ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในรัสเซียจะเติบโตพุ่งทะยานไปถึง 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

    รัสเซียกำลังเตรียมใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการก้าวข้ามมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางรัสเซียได้เสนอแผนอนุญาตให้ภาคธุรกิจสามารถนำสินทรัพย์ทางการเงินดิจิทัล ไปเสนอขายบนเครือข่ายสาธารณะอย่าง Ethereum ได้ ซึ่งจะเปิดประตูให้นักลงทุนต่างชาติและตลาดโลกสามารถเข้ามาลงทุนในรัสเซียได้อย่างไร้พรมแดนผ่านระบบ DeFi ถือเป็นการเปลี่ยนคริปโตจากเครื่องมือเก็งกำไรรายย่อย ให้กลายเป็นยานพาหนะทางเศรษฐกิจระดับชาติอย่างเต็มตัว

    รัสเซีย หนึ่งในประเทศมหาอำนาจที่ทั่วโลกมิอาจมองข้ามกำลังจะกระโจนเข้ามาในวงการสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีจุดประสงค์ที่จะทำให้คริปโตกลายเป็นยานพาหนะการลงทุนสำหรับต่างชาติ

    อ้างอิงข้อมูลจากสื่อท้องถิ่น ธนาคารกลางของรัสเซียได้เสนอแนวทางกฎระเบียบที่จะทำให้บริษัทสามารถออกสินทรัพย์ทางการเงินดิจิทัลผ่านเครือข่ายสาธารณะ เช่น “Ethereum” ได้

    Elvira Nabiullina ผู้ว่าฯ ธนาคารเปิดเผยว่ากฎระเบียบชุดใหม่นี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ และเรื่องของการชำระเงินระหว่างประเทศ 

    ปัจจุบัน สินทรัพย์ทางการเงินดิจิทัล (DFAs) ซึ่งเป็นตัวแทนของสิทธิทางการเงินในรูปแบบดิจิทัลซึ่งมีการออกใช้งานอยู่บนแพลตฟอร์มภายในประเทศ ได้เปิดโอกาสให้เฉพาะนักลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม สามารถเข้าถึงโอกาสเหล่านี้ได้เท่านั้น

    แต่ด้วยการปฏิรูปใหม่ ทุกคนจะสามารถเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ได้ และมีความเป็นไปได้ที่สินทรัพย์จะถูกนำไปจดทะเบียนในกระดานเทรดระดับสากล รวมถึงแพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์อีกด้วย

    สิ่งนี้หมายความว่า ธุรกิจภายในประเทศรัสเซียจะสามารถเข้าถึงสภาพคล่องระดับนานาชาติได้ ทำให้ตลาดที่เคยถูกปิดเนื่องจากการคว่ำบาตรเปิดออกได้ด้วยพลังของบล็อกเชน

    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลในรัสเซียจะได้การอนุมัติมาแล้วตั้งแต่ปี 2020 แต่ตลาดของสินทรัพย์ใหม่นี้ยังเรียกได้ว่ามีขนาดเล็กมาเมื่อเทียบกับตลาดบอนด์ โดยมีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้น ตามข้อมูลของ Valery Tumin สมาชิกสภาดูมาและคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล

    Tumin ชี้ให้เห็นว่า ธนาคารต่างๆ กำลังเร่งพัฒนาทางเลือกเหล่านี้อย่างจริงจัง เนื่องจากกระบวนการออกสินทรัพย์ดิจิทัลใช้เวลาเพียงไม่กี่วันและไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการจดทะเบียนที่ยุ่งยาก ในขณะที่การออกพันธบัตรแบบดั้งเดิมต้องใช้เวลาเตรียมการนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

    ถึงจะยังมีอุปสรรคทางเทคนิคที่ต้องได้รับการแก้ไข แต่ Natalia Milchakova จาก Freedom Finance Global ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Izvestia ว่า ภาคส่วนสินทรัพย์ดิจิทัลมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ถึง 13 ล้านล้านรูเบิล หรือ เกือบ 160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2030 ซึ่งจะคิดเป็นการเติบโตถึง 20 เท่า 

    ที่มา : Bitcoin.com


    มุมมองผู้เขียน : อุดมการณ์ของคริปโตและบล็อกเชนสาธารณะอย่าง Ethereum คือ ความเสรี ไร้พรมแดน ไม่สามารถถูกเซนเซอร์ได้ แต่ดูเหมือนว่ารัสเซียกำลังฉวยเอาอุดมการณ์ข้อนี้มาใช้เป็นอุโมงค์หลบภัยจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก เกิดเป็นภาพสะท้อนว่าเทคโนโลยีที่เป็นกลางต่างพร้อมจะถูกใช้เป็นอาวุธทางการเงินโดยใครก็ได้เช่นกัน

    ธนาคารกลางรัสเซีย เสนอแนวทางเปิดระบบเศรษฐกิจสู่ตลาดสากล โดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัล

    Patiphan Santivarotai

    นักข่าวคริปโตมากประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศ เริ่มรู้จัก Bitcoin มาตั้งแต่สมัยของ bitcoin faucet ในช่วงปี 2011 แต่ไม่ได้สนใจมากจนเริ่มมาให้ความสนใจกับวงการคริปโตอย่างจริงจังในยุค NFT ปี 2021 จนถึงปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/17/central-bank-of-russia-proposes-opening-national-economy-to-international-markets-using-digital-assets/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R9soLk3RE6r2k4zH6Wohu

  • แถลงข่าวยิ่งใหญ่! “งานวันมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 55” ชู มะม่วง GI กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว | TOPNEWS

    แถลงข่าวยิ่งใหญ่! “งานวันมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 55” ชู มะม่วง GI กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว | TOPNEWS

    จังหวัดฉะเชิงเทราเตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี งานวันมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 55 ปี 2569 ระหว่างวันที่ 3 – 12 เมษายน 2569 ณ โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

    โดยเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 15.00 น. ได้มีการจัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ณ ห้องราชมงคลรังสี ภายในโรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร

    ด้าน ฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า การจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการตลาด เปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนมะม่วงได้จำหน่ายผลผลิตโดยตรงถึงผู้บริโภค พร้อมประชาสัมพันธ์ “มะม่วงแปดริ้ว” ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

    โดยเฉพาะมะม่วง GI ที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบางคล้า มะม่วงเขียวเสวยแปดริ้ว มะม่วงชายตึกแปดริ้ว และมะม่วงแรดแปดริ้ว ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สะท้อนอัตลักษณ์รสชาติที่โดดเด่นจากพื้นที่ลุ่มแม่น้ำบางปะกง ซึ่งมีลักษณะ “3 น้ำ” คือ น้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย

    สำหรับปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “River Life & Mango Delight มนต์เสน่ห์ริมน้ำ รสสัมผัสแห่งแปดริ้ว” ภายในงานจะได้พบกับมะม่วงสดจากสวน ผลผลิตมาตรฐานส่งออก (GAP) ข้าวเหนียวมูน น้ำปลาหวาน และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะม่วง รวมถึงร้านอาหารหลากหลายที่ปรุงสดใหม่ภายในงาน

    นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่น ๆ เช่น พันธุ์ไม้ เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์ชุมชน พร้อมกิจกรรมมากมาย อาทิ การประกวดผลผลิตทางการเกษตร เช่น มะม่วงดิบ–สุก มะพร้าวน้ำหอม สับปะรดปัตตาเวีย ไข่ไก่คุณภาพ และปลากัดสายพันธุ์ดี

    อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยรณรงค์งดใช้ภาชนะโฟม และมีระบบคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี

    ทั้งนี้ งานดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยปีที่ผ่านมา สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากว่า 12 ล้านบาท

    ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชน ร่วม “เที่ยว ชิม ช้อป แชร์” ภายในงาน ระหว่างวันที่ 3 – 12 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 21.00 น.

    โดยสถานที่จัดงานอยู่ใกล้ วัดโสธรวรารามวรวิหาร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปสักการะ หลวงพ่อโสธร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนแวะเที่ยวงานมะม่วงได้ในจุดเดียวกัน

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1518728&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PkcMdVAuepFfBLwwaV9jg

  • โบรกฯ ชี้ความตึงเครียดตะวันออกกลางสั่นคลอนเศรษฐกิจ คาด GDP ไทยเสี่ยงลดลง -0.2 ถึง -0.9%

    โบรกฯ ชี้ความตึงเครียดตะวันออกกลางสั่นคลอนเศรษฐกิจ คาด GDP ไทยเสี่ยงลดลง -0.2 ถึง -0.9%

    วิจัยกรุงศรี ระบุว่า ศูนย์กลางของความเสี่ยงอยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 
    1 ใน 3 ของการค้าน้ำมันดิบโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นกว่า 87% จากระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง สู่ระดับ 128 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569)ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วน 58% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด จึงอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของสงคราม โดยในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนเฉลี่ยทั้งปีที่ 110-130ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และภาครัฐไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.0-4.5% จากกรณีฐานที่คาดไว้ที่ 0.2% พร้อมกับส่งผลกระทบต่อ GDP ให้ลดลงจากกรณีฐานราว -0.6 ถึง -0.9% 

    สำหรับอุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดต่อสงครามครั้งนี้คือ โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ และโรงไฟฟ้า ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstock) จากตะวันออกกลางโดยตรง แม้ในระยะสั้นโรงกลั่นน้ำมันอาจได้รับอานิสงส์จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งส่งผลให้มูลค่าน้ำมันดิบในสต็อกที่ถือครองอยู่พุ่งสูงขึ้น แต่ในระยะต่อไปหากความขัดแย้งกลายเป็นสงครามในภูมิภาคเต็มรูปแบบ โรงกลั่นอาจเผชิญกับค่าการกลั่นรวม (Gross Refinery Margins: GRMs) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ในกรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด โรงงานปิโตรเคมีและโรงงานพลาสติกและบรรจุภัณฑ์อาจต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดเดินโรงงาน และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะได้รับผลจากการขาดแคลน LNG ซึ่งไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้ด้วยสัดส่วนถึง 1 ใน 4ของการนำเข้าทั้งหมด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรองลงมาคือภาคการขนส่ง ผลจากราคาน้ำมันที่แพงหรืออาจขาดแคลน ภาคเกษตรกรรม จากราคาปุ๋ยที่แพงหรืออาจขาดแคลนได้ในอนาคต โดยไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางถึงราว 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร ยังอาจได้รับผลทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น และตลาดส่งออกที่ชะลอลง ขณะที่ภาคการขนส่งทางเรือและธุรกิจการบินเผชิญปัญหาการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือและการปิดน่านฟ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวได้

    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า“ไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net energy importer) ที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูง จึงเผชิญความเสี่ยงสูงจากความไม่สงบในครั้งนี้ แม้มาตรการสำรองพลังงานและการกระจายแหล่งนำเข้าของภาครัฐจะช่วยรองรับผลกระทบได้ในระยะสั้น แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมและภาคอุตสาหกรรมภาคธุรกิจจึงควรเร่งประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน สำรองวัตถุดิบ และกระจายแหล่งนำเข้าปัจจัยการผลิตสำคัญ เพื่อลดความเปราะบางในระยะยาว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/41148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05c4XX6c_91CqFGrbXR1yT

  • KKP ชี้! เศรษฐกิจไทยเปราะบาง รับแรงกดดันวิกฤตสงคราม เสี่ยงถดถอย

    KKP ชี้! เศรษฐกิจไทยเปราะบาง รับแรงกดดันวิกฤตสงคราม เสี่ยงถดถอย

    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยเสี่ยงเรื่องสงครามค่อนข้างมาก โดยก่อนหน้าที่จะมีสถานการณ์สงครามเมื่อสองสัปดาห์ก่อน เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดูดีขึ้นจน KKP ตั้งใจจะปรับประมาณการเศรษฐกิจขึ้น แต่จำเป็นต้องรอดูสถานการณ์ไปก่อน 

    ที่มา : KKP
    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงิน KKP

    ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูงมากจากความเสี่ยงราคาพลังงาน เนื่องจากประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาคที่ระดับประมาณ 6.5% ของจีดีพี ซึ่งสะท้อนถึงการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูงและการใช้พลังงานที่อาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

    “เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางค่อนข้างสูงมากต่อความเสี่ยงจากราคาพลังงาน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาคเลยประมาณ 6.5% ของ GDP ซึ่งสะท้อนการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศค่อนข้างสูง”

    สำหรับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในครั้งนี้มีความแตกต่างจากอดีต โดยความขัดแย้งในอดีตมักไม่ค่อยกระทบอุปทานของน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ จึงแทบไม่มีผลกับเศรษฐกิจโลก แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่มีการยึดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีน้ำมันไหลผ่านถึงประมาณ 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากที่โลกมีการผลิตและใช้น้ำมันรวม 105 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ คิดเป็น 1 ใน 5 ของโลกที่ถูกรบกวน แม้จะเริ่มมีการปรับตัวโดยการส่งน้ำมันผ่านท่อไปทางทะเลแดงหรือย้ายการส่งออกของ UAE ไปนอกช่องแคบฮอร์มุซ แต่น้ำมันก็ยังหายไปจากโลกประมาณ 10- 15 ล้านบาร์เรลต่อวันอยู่ดี ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก ประกอบกับความไม่แน่นอนของจุดจบสงครามที่ยังคงมีอยู่สูง และยังไม่ชัดเจนว่าจะยาวนานเพียงใด

    อย่างไรก็ตาม KKP ได้มีการประเมินฉากทัศน์ในอนาคต แบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่ 

    • 1)จบเร็ว ซึ่งอาจเกิดจากการเจรจาหรือการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาเปิดได้ ทำให้ราคาน้ำมันอาจลดลงกลับไปใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดปัญหา 
    • 2)ยืดเยื้อ ซึ่งราคาน้ำมันจะค้างอยู่ในระดับสูงต่อไปเนื่องจากช่องแคบยังคงปิดอยู่ 
    • 3)รุนแรง โดยมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน เช่น โรงกลั่น ท่อส่งน้ำมัน หรือจุดบรรจุลงเรือ ซึ่งแม้อาจจะเปิดช่องแคบได้แต่ก็ต้องใช้เวลาฟื้นฟู 

    ทั้งนี้ ทาง Bank of America (BofA) ประเมินว่า หากจบเร็วภายในเดือนเมษายน ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในปี 2026 จะขึ้นจากระดับ 60 กว่าดอลลาร์ในปัจจุบัน ไปอยู่ที่ 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากยืดเยื้อไปถึงไตรมาสที่2 ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากรุนแรงกว่านั้นราคาก็อาจจะทะลุระดับดังกล่าวไปได้

    “เรามอง 3 scenario ใหญ่ๆ คือ จบเร็ว ยืดเยื้อ และรุนแรง เราสนใจว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดได้ไหม มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำมันหรือไม่ และมีการหาแหล่งพลังงานชดเชยน้ำมันที่หายไปได้หรือไม่”

    ขณะเดียวกัน ผลกระทบต่อประเทศไทยมีความรุนแรงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เนื่องจากมีการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางประมาณ 58-60% ของปริมาณน้ำมันที่ใช้ รวมทั้งยังได้รับผลกระทบจากก๊าซปิโตรเลียมเหลว เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดส่งออกที่สำคัญของประเทศใหญ่อย่างกาตาร์ โดยในส่วนของก๊าซธรรมชาตินั้น ไทยผลิตเองได้ 55 % และนำเข้า 45% อีกทั้งการผลิตไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาก๊าซสูงถึง 68% จึงมีความเสี่ยงทั้งเรื่องราคาที่พุ่งสูงและการขาดแคลนพลังงาน 

    ผลกระทบเหล่านี้ ส่งผลต่อทั้งภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่จะได้รับผลกระทบจากค่าพลังงานอย่างหนัก ภาครัฐจึงต้องแบกรับภาระสูงในการชดเชยราคาพลังงาน ปัจจุบันรัฐตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร ทั้งที่ราคาจริงอยู่ที่ 48 บาท ทำให้กองทุนน้ำมันต้องชดเชยลิตรละ 18 บาท คิดเป็นภาระกว่าพันล้านบาทต่อวันเฉพาะกลุ่มน้ำมันดีเซล ซึ่งจะจำกัดพื้นที่และสร้างความซับซ้อนทางการคลังอย่างมาก

    ด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มผ่อนคลายและปรับมุมมองนโยบายลงมาที่ 1.0 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าพร้อมลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจเสี่ยง แต่ภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มสูงขึ้นทำให้การตัดสินใจซับซ้อนขึ้นและเกิดความเสี่ยงแบบภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวร่วมกับเงินเฟ้อสูง 

    อย่างไรก็ตาม KKP คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย จะไม่ถึงขั้นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนนโยบายภาครัฐ ควรพิจารณาปรับราคาน้ำมันให้สะท้อนตามต้นทุนที่แท้จริง และเปลี่ยนรูปแบบการชดเชยไปเป็นการอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่มแทนการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เพื่อลดการบิดเบือนของกลไกและลดภาระทางการคลัง 

    สำหรับประเด็นเงินเฟ้อนั้น คาดว่าจะไม่พุ่งสูงถึงระดับ 8- 9% เหมือนรอบความขัดแย้งรัสเซียและยูเครน เนื่องจากฐานราคาน้ำมันรอบนี้เริ่มต้นที่ประมาณ 60 ดอลลาร์ ไม่ใช่ฐานต่ำสุดที่ 40 ดอลลาร์เหมือนในอดีต และองค์ประกอบอื่นๆ ของเงินเฟ้อในปัจจุบันยังคงติดลบเกือบทั้งหมด
     

    ที่มา : KKP
    นายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP

    ด้านนายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอดีตเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบผ่านสามตัวแปรหลัก ได้แก่ การเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลง อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และดุลบัญชีเดินสะพัดที่ชะลอตัวหรือติดลบ 

    สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน KKP ประเมินผลกระทบกรณีเลวร้ายที่สุด ที่ราคาน้ำมันแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและค้างนาน 5-6 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้ต่ำกว่า 0.7% เพราะจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ปัญหาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรปที่ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องไปยังภาคบริการอื่นๆ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อบริโภคในประเทศ เนื่องจากคนไทยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถึงประมาณ 12% ทำให้ต้องลดการใช้จ่ายในส่วนอื่นลง และจะกระทบต่อภาคการส่งออก ที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าขนส่งที่แพงขึ้น และอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอตัว

    “ผลกระทบจะผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ ภาคการท่องเที่ยว การบริโภคในประเทศ และส่งออก ในกรณีเลวร้ายที่ราคาน้ำมันเกินร้อยไปแตะ 120 แล้วค้างไป 6 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจจะโตได้ต่ำกว่า 0.7% ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยได้”

    ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย แต่ทาง KKP คาดว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะปรับขึ้นไปแตะได้ที่ระดับประมาณ 2% ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย และคงไม่ถึงขนาดกดดันให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะยังคงเกินดุลได้อยู่ที่ 1.2% จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะแตะ 35 ล้านคนในปีนี้ 

    ทั้งนี้ ก่อนเกิดสงคราม ทาง KKP ได้ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีจาก 1.6% ขึ้นเป็น 1.8% เนื่องจากมีโมเมนตัมที่ดีขึ้นจากการท่องเที่ยว ภาคการผลิตบางกลุ่มที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ แต่พัฒนาการของสถานการณ์สงครามในปัจจุบันก็ยังคงทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงขาลงอยู่มาก จึงต้องจับตาและมีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

    “ก่อนหน้าสถานการณ์สงครามเราเห็นโมเมนตัมเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเล็กน้อยจนปรับตัวเลขจีดีพีขึ้นเป็นโตที่ 1.8% แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูงโดยเฉพาะ development ของสงคราม ก็ยังทำให้แนวโน้มค่อนข้าง uncertain และมี downside risk พอสมควร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q9zSzRosQg3M_8Gec8Lb_

  • กรมการค้าภายใน ตรึงราคาสินค้าควบคุม จับตาต้นทุนน้ำมันใกล้ชิด

    กรมการค้าภายใน ตรึงราคาสินค้าควบคุม จับตาต้นทุนน้ำมันใกล้ชิด

    กรมการค้าภายใน ตรึงราคาสินค้าควบคุม จับตาต้นทุนน้ำมันใกล้ชิด

    วันนี้, 14:32น.

               นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานเพื่อรองรับสถานการณ์ความตึงเครียดจากการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามเฝ้าระวังและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

               ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 ปัจจุบันมีสินค้าควบคุมจำนวน 59 รายการ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยมาตรการที่ใช้กำกับดูแลราคาสินค้าจำเป็นที่มีผลกระทบต่อประชาชน โดยผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต้องขออนุญาตมายังกรมฯ และกรมจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้านก่อนอนุญาตปรับราคาจำหน่ายได้ ทั้งนี้ในสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้าเลยแต่อย่างใด และกรมยังได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าให้ตรึงราคา โดยจำหน่ายในราคาเดิม เพื่อลดภาระให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์คับขัน

               ขณะเดียวกันกรมได้มีการประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบว่ามีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่ กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่ กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชู และบรรจุภัณฑ์กระดาษ กลุ่มอาหารกระป๋องโดยเฉพาะปลากระป๋อง กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

               ในส่วนมาตรการดูแลสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิต กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยยังมีสต็อกเพียงพอต่อการใช้ในประเทศ ขณะที่ผู้นำเข้าได้กระจายแหล่งนำเข้าจากประเทศคู่ค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ได้แก่ มาเลเซีย บรูไน และโอมาน พร้อมเตรียมเชื่อมโยงปุ๋ยเคมีจากผู้ผลิตจำหน่ายตรงถึงเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อรองรับฤดูกาลเพาะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกสำคัญทั้งข้าวนาปี ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ โดยเน้นปุ๋ยเคมีหลัก 3 ชนิด ได้แก่ ปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยฟอสเฟต และปุ๋ยโพแทส ซึ่งคลอบคลุมปุ๋ยสูตรที่สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิด ทุกระยะ โดยกรมจะเตรียมแผนการจัดกิจกรรม ปุ๋ยธงเขียว ราคาประหยัดเพื่อลดภาระต้นทุนให้กับพี่น้องเกษตรกร

               สำหรับการกำกับดูแลสถานการณ์สินค้า กรมการค้าภายในใช้กลไกบัญชีติดตามสินค้า 3 ระดับ และทบทวนทุก 1 เดือน ได้แก่               กลุ่มสินค้า Sensitive List จำนวน 18 รายการ เช่น ปุ๋ยเคมี ไข่ไก่ เนื้อสุกร น้ำมันพืช น้ำมันดีเซล และเม็ดพลาสติก ซึ่งติดตามราคาทุกวันพร้อมส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด

                กลุ่ม Priority Watch List จำนวน 4 รายการ ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ นมผง ยาป้องกันศัตรูพืช และเหล็กแผ่นรีดร้อน ติดตามสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการกักตุน

                กลุ่ม Watch List จำนวน 197 รายการ เช่น สบู่ และน้ำยาซักฟอก ตรวจสอบต่อเนื่องทุก 15 วัน

              ปัจจุบันสถานการณ์ด้านสินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ โดยกรมฯ ได้ติดตามปริมาณสต็อกสินค้าและโครงสร้างต้นทุนอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ จึงขอความร่วมมือประชาชนเลือกซื้อสินค้าอย่างพอเหมาะตามความจำเป็น ไม่กักตุนสินค้าเกินความจำเป็น เพื่อให้เกิดการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึง พร้อมกันนี้ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน ติดตามข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประเทศไทยจะสามารถผ่านสถานการณ์ความผันผวนในช่วงนี้ไปได้อย่างเรียบร้อยและไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนโดยรวม 

               หากตรวจพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยกรณีไม่ติดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569

    #ตรึงราคาสินค้าควบคุม

    #ก้ามกักตุนสินค้า

    Cr:กรมการค้าภายใน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160041&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oZ3dqiKKzKuMD0VIaj0Tp

  • สศช.เปิดฉากทัศน์ดีเซลขึ้น 1 บาท GDP วูบ 0.02% หนักสุดเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

    สศช.เปิดฉากทัศน์ดีเซลขึ้น 1 บาท GDP วูบ 0.02% หนักสุดเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

    สศช.เปิดฉากทัศน์ดีเซลขึ้น 1 บาท GDP วูบ 0.02% หนักสุดเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย

    17 มีนาคม 2579 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.ได้รายงานฉากทัศน์ (Scenario) จากผลกระทบจากเศรษฐกิจไทยที่เกิดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกกลางให้กับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ มีด้วยกัน 3 ฉากทัศน์ ตามความรุนแรงและความยืดเยื้อของสถานการณ์

    “ปัจจุบันพบว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากผ่านช่วงเวลาที่เริ่มมีสถานการณ์ในวันที่ 27 ก.พ.เป็นต้นมาราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 154 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 125% ส่วนน้ำมันดิบสำเร็จรูปสิงคโปร์อยู่ในระดับสูงกว่า 190 ดอลลาร์มาแล้วกว่า 3 วัน ซึ่งถือว่าราคาสูงกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ถึง 100%”

    สำหรับ 3 ฉากทัศน์ ที่สศช.ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และเสนอ ครม.เพื่อกำหนดมาตรการที่ช่วยเหลือในระยะต่อไป มีดังนี้

    ฉากทัศน์ที่ 1 สถานการณ์จบภายใน 1 เดือน หรือสงครามสิ้นสุดลงช่วงไม่เกินกลางเดือน หรือสิ้นเดือนเมษายน โดยหากการสู้รบยุติลงได้เร็วเนื่องจากแรงกดดันภายในของประเทศคู่ขัดแย้งเองที่เริ่มมีสัญญาณการต้องการยุติสงคราม รวมทั้งมีเรือน้ำมันเริ่มผ่านช่องแคบฮอร์มุชได้ โดยในฉากทัศน์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 85 เหรียญต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิมที่ 58 – 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1% จากเดิมที่คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ -0.3 ถึง 0.7%  

    ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ลากยาวออกไป และเริ่มกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น คาดว่าหากเข้าสู่ฉากทัศน์นี้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะพุ่งไปที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและอัตราเงินเฟ้อไทยอาจสูงถึง 1.9% อาจทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagnation คือเกิดอัตราการว่างงานสูง และมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยอย่างมาก 

    ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามขยายวงกว้างกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดซึ่งราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในกรณีนี้อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงเกินกว่ากรอบที่คาดการณ์ที่ 1-3% มากและการประเมินผลกระทบเศรษฐกิจทำได้ยากลำบาก ซึ่งเป็นภาวะที่แต่ละประเทศต้องพึ่งพาตัวเอง

    สำหรับการประเมินผลกระทบโดยตรงต่อจีดีพีของไทยนั้นทำได้ยากเนื่องจากยังไม่เห็นผลกระทบต่อการค้าโลก และเหตุการณ์ยังไม่นิ่ง แต่สิ่งที่คำนวณได้จากผลกระทบในการขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจะพบว่าทุกๆ 1 บาทที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น จะกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.02% ทั้งนี้ 3 เซกเตอร์หลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ และต้องมีมาตรการเข้าไปช่วยเหลือก่อนก็คือ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการขนส่ง

    นายดนุชา กล่าวว่า ในส่วนของการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลนั้นจะเน้นการปรับราคาน้ำมันดีเซลแบบเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อลดผลกระทบจากเซกเตอร์ต่างๆ พร้อมเร่งการแก้ปัญหาให้มีให้รถขนส่งน้ำมันสามารถวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการควบคุมราคาสินค้า ในส่วนของสินค้าควบคุม ควบคู่กับโครงการธงฟ้า การตรึงราคาปุ๋ย (ธงเขียว) ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม และการเพิ่มทางเลือกพลังงานอย่างไบโอดีเซลและ E20 เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ครม.ได้มอบหมายให้แต่ละกระทรวงเร่งจัดทำรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือแยกตามกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME เพื่อนำมาหารืออีกครั้งในวันศุกร์นี้ 

    สำหรับการออก พ.ร.ก.เงินกู้สำหรับกองทุนน้ำมันฯ และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ในขณะนี้ยังไม่สามารถจะทำได้ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงที่รัฐบาลยังมีอำนาจจำกัด เป็นรัฐบาลรักษาการ จึงมีข้อจำกัดในเรื่องนี้ ซึ่งต้องรอการปลดล็อกหลังมีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/654136&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sQAVhOrpHEKT3uWH6hiln

  • ‘อรรถพล’ ชี้สำรองน้ำมันเพิ่ม ลั่น! ไม่ขึ้นราคาช็อกเศรษฐกิจ ชวนลดใช้พลังงาน

    ‘อรรถพล’ ชี้สำรองน้ำมันเพิ่ม ลั่น! ไม่ขึ้นราคาช็อกเศรษฐกิจ ชวนลดใช้พลังงาน

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดหลังเป็นประธานในกิจกรรม “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” โดยมีนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายบัณฑิต ธรรมประจําจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษาพลังงาน และผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานเข้าร่วมงาน

    นายอรรถพล กล่าวว่า สถานการณ์พลังงานโลกยังคงผันผวนและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหลักอย่างประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานยืนยันว่าระบบพลังงานไทยยังมีความมั่นคงเพียงพอ ล่าสุดสามารถเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ขึ้นสู่ระดับ 100 วัน จากการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มเติมอีกเกือบ 3 ล้านบาร์เรล

    “เรากระจายความเสี่ยงด้านแหล่งพลังงานได้มากขึ้น ทำให้ไทยไม่ต้องพึ่งพาพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมากเกินไป ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงพลังงานในระยะยาว” 

    'อรรถพล' ชี้สำรองน้ำมันเพิ่ม ลั่น! ไม่ขึ้นราคาช็อกเศรษฐกิจ ชวนลดใช้พลังงาน

    สำหรับปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในบางช่วงเวลา นายอรรถพล ยอมรับว่าไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนเชื้อเพลิง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการกระจายสินค้า หรือ “คอขวด” ในห่วงโซ่อุปทาน จากความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ทั้งนี้ ได้สั่งการให้โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต 100% พร้อมประสานความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อผ่อนคลายข้อจำกัดด้านเวลาให้รถบรรทุกน้ำมันสามารถวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มความคล่องตัวในการลำเลียงเชื้อเพลิงไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ

    ในด้านราคาพลังงานนั้น รัฐบาลจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการดูดซับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ไม่ให้ส่งผ่านมายังราคาขายปลีกภายในประเทศอย่างรุนแรง แม้อาจมีการปรับเพดานราคาบ้างตามสถานการณ์ แต่จะบริหารจัดการไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อค่าครองชีพและต้นทุนภาคธุรกิจ

    “แนวโน้มราคาน้ำมันในภูมิภาคปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบางประเทศเพื่อนบ้านมีราคาขายปลีกแตะระดับเกือบ 33 บาทต่อลิตรแล้ว สะท้อนแรงกดดันด้านพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก”

    'อรรถพล' ชี้สำรองน้ำมันเพิ่ม ลั่น! ไม่ขึ้นราคาช็อกเศรษฐกิจ ชวนลดใช้พลังงาน

    อย่างไรก็ตาม มาตรการที่มีประสิทธิภาพและเห็นผลเร็วที่สุด คือ “การประหยัดพลังงาน” ซึ่งไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ของประเทศในช่วงวิกฤติ โดยเสนอแนวคิดให้ประชาชนเข้าใจง่ายว่า หากทุกภาคส่วนสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ 10% จะให้ผลเทียบเท่ากับการลดราคาน้ำมันลงประมาณ 3 บาทต่อลิตร (อิงราคาที่ 30 บาทต่อลิตร) โดยไม่ต้องพึ่งพาการอุดหนุนจากภาครัฐ

    “นี่คือสิ่งที่ทุกคนทำได้ทันที และให้ผลจริงต่อกระเป๋าเงินของประชาชน” 

    สำหรับการจัดงานในวันนี้ เป็นการประกาศมาตรการและประกาศเจตนารมณ์การประหยัดพลังงานต่อสาธารณชน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ซึ่งมาตรการที่ดำเนินการแล้ว ประกอบด้วยการเสนอแผนต่อ ครม. เมื่อวันที่
    10 มี.ค. 2569 ด้วยการขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานราชการ 19 กระทรวง

    รวมถึงโรงงานและอาคารควบคุมทั่วประเทศ ให้ลดการใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีมาตรการต่างๆ ที่สำคัญ อาทิ ตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐให้ได้ร้อยละ 10 การเปิด Energy Clinic ให้คำแนะนำด้านการอนุรักษ์พลังงานให้กับทุกภาคส่วน การขอความร่วมมือประชาชนในการประหยัดพลังงานรูปแบบต่างๆ การ WFH การใช้ไฟฟ้า/น้ำมันเท่าที่จำเป็น ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ถึง 6.6 แสนลิตรต่อเดือน และลดการนำเข้า LNG ได้กว่า 982 ตันต่อเดือน

    'อรรถพล' ชี้สำรองน้ำมันเพิ่ม ลั่น! ไม่ขึ้นราคาช็อกเศรษฐกิจ ชวนลดใช้พลังงาน

    นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ กล่าวเสริมว่า นอกจากมาตรการในภาครัฐแล้ว กระทรวงพลังงานยังได้รับความร่วมมือจากรัฐวิสาหกิจและพันธมิตรเอกชน อาทิ กฟผ. และ ปตท. ในการออกแคมเปญสนับสนุนภาคประชาชนและธุรกิจ  

    โดย กฟผ. ได้จัดโครงการ “ล้างแอร์ช่วยชาติ” ด้วยการมอบส่วนลดล้างเครื่องปรับอากาศมูลค่า 300 บาท จำนวน 30,000 เครื่อง โครงการมอบส่วนลดซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 จำนวน 15,000 สิทธิ์ โครงการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำความเย็นในอาคารภาครัฐ จำนวน 93 แห่ง และการสนับสนุน ENZY Platform สำหรับบริหารจัดการพลังงานในอาคารภาครัฐในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล  

    ขณะที่ ปตท. (PTTOR) ให้ความร่วมมือในการรณรงค์ให้ประชาชนนำรถยนต์เข้าตรวจเช็กฟรี 35 รายการที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ประหยัดเชื้อเพลิง พร้อมรับส่วนลดสินค้าและบริการต่าง ๆ อีกด้วย

    'อรรถพล' ชี้สำรองน้ำมันเพิ่ม ลั่น! ไม่ขึ้นราคาช็อกเศรษฐกิจ ชวนลดใช้พลังงาน

    รวมทั้งยังได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินร่วมสนับสนุนสินเชื่อด้านพลังงานเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพและใช้พลังงานทดแทน ลดต้นทุนระยะยาวอย่างยั่งยืน นอกจากนั้น
    ในวันนี้ก็ได้รับความร่วมมือในการประกาศเจตนารมณ์จากผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) อีกด้วย  

    ​“ในสภาวะวิกฤตด้านพลังงานเช่นนี้ กิจกรรม “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2 ที่กระทรวงพลังงานจัดขึ้น เพื่อประกาศมาตรการและประกาศเจตนารมณ์ ผ่านการขอความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งอาคารธุรกิจ โรงงาน ภาคขนส่ง รวมถึงภาคประชาชน ให้ร่วมกันดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ เช่น การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26-27 องศาเซลเซียส การดูแลรักษาระบบแสงสว่าง และอุปกรณ์สำนักงาน ส่วนกระทรวงพลังงาน กฟผ. ปตท. และสถาบันการเงิน ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ในการประกาศเจตนารมณ์ในการประหยัดพลังงาน ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจและไม่ควรตื่นตระหนกต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ขอให้ “ตระหนัก” ในการใช้พลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด เพื่อที่เราจะผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายอรรถพล กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225554&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31r2k5BVbmCm50psb6WDiK