Category: เศรษฐกิจ

  • พ่อเมืองสุราษฎร์ฯพบสื่อ ลุยนำทัพเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ดันเกษตรมูลค่าสูง-ท่องเที่ยวยั่งยืน-สังคมคุณภาพ | เดลินิวส์

    พ่อเมืองสุราษฎร์ฯพบสื่อ ลุยนำทัพเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ดันเกษตรมูลค่าสูง-ท่องเที่ยวยั่งยืน-สังคมคุณภาพ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ณ ห้องศรีวิชัย B โรงแรมวังใต้ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเวทีใหญ่ “ผู้ว่าฯ พบสื่อมวลชน” ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ประกาศทิศทางยกเครื่องจังหวัดสู่ “เมืองเกษตรมูลค่าสูง ท่องเที่ยวยั่งยืน สังคมเป็นสุข” อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับเวทีเสวนาครั้งนี้ไม่ธรรมดาเพราะถือเป็นการ “เคลียร์ชัด-วางหมากใหม่” ของสุราษฎร์ธานี โดยผู้ว่าฯ จุมพฏ นำทีมผู้บริหารระดับจังหวัด ทั้งนายกล้าณรงค์ ยุติธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัด และนายโสภณ เคี่ยมการ ประชาสัมพันธ์จังหวัด พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ต่อหน้าสื่อมวลชนกว่า 100 คน

    โดยไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ “แผนยกระดับทั้งระบบ” ตั้งแต่การดันสินค้าเกษตรสู่ตลาดมูลค่าสูง สร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร ไปจนถึงการปรับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวสู่ “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” พร้อมเร่งเครื่องเปิดตลาดสินค้าเกษตรและของดีท้องถิ่นสู่เวทีการค้าในวงกว้าง ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการวางแผนรับมือภัยพิบัติอย่างรอบด้าน เพื่อสร้าง “เกราะป้องกันเศรษฐกิจ” ให้จังหวัดเดินหน้าได้อย่างมั่นคงในทุกสถานการณ์

    ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ฯ ย้ำชัด “สื่อ” คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัด ชี้การสื่อสารที่ตรงกัน รวดเร็ว และเข้าถึงประชาชน จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ พร้อมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากสื่อมวลชนแบบตรงไปตรงมา เพื่อร่วมกันปั้นสุราษฎร์ธานีให้ “โตจริง เปลี่ยนจริง” งานนี้ไม่ใช่แค่เวทีแถลงข่าว แต่คือ “สัญญาณเริ่มต้น” ของการเร่งเครื่องพัฒนาสุราษฎร์ธานีครั้งใหญ่ ที่ทุกสายตาจับจ้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5697280/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vC3Oqq4GSCkYmal44pCQi

  • ครม.สั่งมาตรการอุ้ม 3 กลุ่ม ช่วยผลกระทบน้ำมัน ‘เกษตรกร-กลุ่มเปราะบาง-SME’

    ครม.สั่งมาตรการอุ้ม 3 กลุ่ม ช่วยผลกระทบน้ำมัน ‘เกษตรกร-กลุ่มเปราะบาง-SME’

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 17 มี.ค.2569 ได้หารือผลกระทบ และการรับมือผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังทรงตัวในระดับสูงนับตั้งแต่เริ่มมีการโจมตีวันที่ 28 ก.พ.2569

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.รายงานฉากทัศน์ (Scenario) จากผลกระทบเศรษฐกิจไทยจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นอยู่ที่ 154 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 125% ส่วนน้ำมันดิบสำเร็จรูปสิงคโปร์สูงกว่าบาร์เรลละ 190 ดอลลาร์ มาแล้ว 3 วัน สูงกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ 100%

    ทั้งนี้ สศช.ประเมิน 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) จากสถานการณ์นี้เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ดังนี้

    1.สถานการณ์จบใน 1 เดือน หรือสงครามสิ้นสุดลงไม่เกินกลางเดือนหรือสิ้นเดือน เม.ย.2569 โดยหากการสู้รบยุติเร็วจากแรงกดดันของประเทศคู่ขัดแย้งที่เริ่มมีสัญญาณต้องการยุติสงคราม รวมทั้งมีเรือน้ำมันเริ่มผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ 

    สำหรับฉากทัศน์นี้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิมกรณีไม่มีสงครามที่ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้น 1% จากเดิมคาดว่าอยู่ที่ลบ 0.3 ถึง 0.7%

    2.สงครามยืดเยื้อ 3 เดือน เป็นสถานการณ์ลากยาว และเริ่มกระทบเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะพุ่งไปที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้อไทยอาจสูงถึง 1.9% อาจทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagnation ซึ่งจะเกิดอัตราการว่างงานสูง และมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นกระทบเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยมาก

    3.สงครามขยายวงกว้างกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่เต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด และราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยอัตราเงินเฟ้อจะสูงเกินกว่ากรอบที่คาดการณ์ที่ 1-3% มาก และประเมินผลกระทบเศรษฐกิจทำได้ยาก ซึ่งเป็นภาวะแต่ละประเทศต้องพึ่งตัวเอง

    สำหรับการประเมินผลกระทบต่อจีดีพีไทยทำได้ยาก เพราะยังไม่เห็นผลกระทบการค้าโลก และเหตุการณ์ยังไม่นิ่ง แต่คำนวณผลกระทบการขึ้นราคาดีเซลทุก 1 บาทต่อลิตร จะกระทบต่อจีดีพี 0.02% 

    ครม.สั่งมาตรการอุ้ม 3 กลุ่ม ช่วยผลกระทบน้ำมัน ‘เกษตรกร-กลุ่มเปราะบาง-SME’

    สั่งรายกระทรวงทำมาตรการช่วยเหลือ

    ทั้งนี้ สศช.ประเมิน 3 เซกเตอร์หลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือก่อนคือ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการขนส่ง

    รวมทั้ง ครม.มอบหมายแต่ละกระทรวงเร่งจัดทำรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือแยกตามกลุ่มเป้าหมายทั้งเกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME เพื่อนำมาหารือวันที่ 20 มี.ค.2569

    นายดนุชา กล่าวว่า การขึ้นราคาดีเซลจะเน้นปรับราคาแบบเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อลดผลกระทบแต่ละเซกเตอร์ พร้อมเร่งแก้ปัญหาให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.2569 เพื่อให้การกระจายน้ำมันต่อเนื่อง 

    นอกจากนี้ มีมาตรการสินค้าควบคุม ควบคู่โครงการธงฟ้า การตรึงราคาปุ๋ย (ธงเขียว) ถึงเดือนพ.ค.2569 รวมทั้งเพิ่มทางเลือกพลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล และ E20 

    สำหรับการออก พ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ขณะนี้ทำไม่ได้เพราะอยู่ช่วงรัฐบาลรักษาการ จึงต้องรอรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม

    ส่งออกอาหารตะวันออกกลาง

    นายดนุชา กล่าวว่า โอกาสเศรษฐกิจขณะนี้คือ การส่งออกอาหารที่เป็นเรื่องสำคัญของโลก โดยไทยควรใช้โอกาสนี้เร่งผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น เพื่อพยุงภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจ 

    ทั้งนี้ รัฐบาลมีแนวคิดประสานงานเพื่อเปิดช่องทางส่งสินค้าอาหารไปตลาดตะวันออกกลางหากสถานการณ์การขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซเอื้ออำนวย ซึ่งเป็นโอกาสทองการส่งออกเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจไทยที่กำลังเผชิญต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ประกอบกับช่วงนี้เงินบาทอ่อนค่าลงจะเป็นปัจจัยบวกกับการส่งออก

    “การเร่งส่งออกเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยตีตื้นหรือลดผลกระทบจีดีพีจากราคาพลังงานสูงขึ้น ดังนั้นการขยายตัวของการส่งออกจะช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจไม่ลดลงมากเกินไป แต่รัฐบาลต้องบริหารจัดการซัพพลายในประเทศให้สมดุล เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสินค้าขาดแคลนในประเทศ” นายดนุชา กล่าว

    ประกาศขึ้นราคาดีเซล 50 สตางค์

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า จากการที่ราคาสูงขึ้นต่อเนื่องทำให้ต้องขยับราคาน้ำมันในประเทศหลังจากที่มีการตรึงราคาครบ 15 วันในวันที่ 18 มี.ค.2569

    ทั้งนี้ น้ำมันดีเซลจะมีการขยับราคาเพดานการตรึงราคาไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็น 33 บาทต่อลิตร ซึ่งมีเพดานใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย แต่อย่างไรก็ตามการขยับราคาจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในวันที่ 18 มี.ค.69 นี้จะมีการขยับขึ้นราคา 50 สตางค์ต่อลิตร

    ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน ในส่วนของแก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 จะมีการปรับราคาขึ้น 1 บาทต่อลิตร ยกเว้นราคาน้ำมัน E20 ที่จะลดลง 79 สตางค์ ทำให้ราคาถูกกว่าน้ำม้นเบนซินพื้นฐาน  5 บาทต่อลิตร จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนใช้น้ำมัน E20 มากขึ้น ขณะที่น้ำมัน E85 ราคาจะลดลง 2 บาทต่อลิตร

    นายอรรถพล กล่าวว่า ในส่วนของการขึ้นราคาดีเซล 50 สตางค์ในส่วนของน้ำมันดีเซล นั้นจะทำให้กองทุนน้ำมัน ลดการขาดทุนลงประมาณ 35 ล้านบาทต่อวัน

    สำหรับการกำหนดให้มีการรายงานราคาหน้าโรงกลั่น และคลังน้ำมันจะทำให้มีการตรวจสอบปริมาณ และราคาในแต่ละช่วงของการส่งไปจนถึงมือผู้บริโภคน้ำมัน

    “ยืนยันว่าต้นทางมีน้ำมัน โรงกลั่นพยายามกลั่นออกมาเพิ่ม เพื่อจ่ายไปที่คลัง แต่ติดตรงที่คลังของผู้ค้าน้ำมัน รถที่จะรับจากคลังมาไม่ทัน เพราะเที่ยววิ่งไม่ทัน กรณีรถที่วิ่งไปต่างจังหวัดใช้ระยะทางเท่าเดิม ในขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า รถจึงวิ่งไปส่งไม่ทัน จึงทำให้บางปั๊มไม่มีน้ำมันในบางช่วงเวลา ซึ่งกำลังแก้ปัญหาตรงนี้อยู่ เพื่อให้เพิ่มเที่ยวในการขนส่งน้ำมันเพิ่มมากขึ้น“ นายอรรถพล กล่าว

    ส่งสัญญาณตรึงค่าไฟงวด พ.ค.-ส.ค.

    การกำหนดค่าไฟฟ้างวดเดือนพ.ค.-ส.ค.2569 อยู่ในช่วงท้าทายที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปรับสูงขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การขนส่ง LNG ทำไม่ได้

    ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) อยู่ขั้นตอนการกำหนดค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค.2569 ซึ่งต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นประกอบการพิจารณาเพื่อประกาศเรียกเก็บค่าไฟฟ้า

    ส่วนค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.- เม.ย.2569 รัฐบาลได้ประกาศลดค่าไฟฟ้าเหลือหน่วยละ 3.88 บาท จากเดิมกำหนดไว้ที่ 3.94 บาท โดยมีการปรับลดแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติลง เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน

    นายอรรถพล กล่าวว่า ความคืบหน้าการพิจารณาค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 2569) อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และปัจจัยแวดล้อมด้านพลังงานอย่างรอบด้าน เพื่อใช้ประกอบการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าในงวดถัดไป

    โดยในขั้นตอนแรกจะเปิดทางให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดำเนินการคำนวณค่าไฟตามโครงสร้างต้นทุนจริง ตามกลไกที่กำหนด พร้อมจัดทำ “ข้อเสนอทางเลือก” หลายรูปแบบ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนสรุปอัตราค่าไฟเสนอเข้าสู่การพิจารณา

    อย่างไรก็ตาม หลังจาก กกพ. สรุปตัวเลขแล้ว รัฐบาลจะเข้ามาพิจารณาอีกครั้ง โดยย้ำชัดว่าจะใช้เครื่องมือจากหลายภาคส่วนเข้าบริหารจัดการ เพื่อ “ตรึงค่าไฟ” ไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้น และลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่ต้นทุนพลังงานยังมีความผันผวนสูง

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า การกำหนดค่าไฟงวดนี้ถือเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนเชื้อเพลิงโลก และภาระสะสมในระบบ แต่รัฐบาลยังคงยืนยันเป้าหมายหลักคือ “ดูแลประชาชน” ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพพลังงานของประเทศ

    ยืนยันน้ำมันสำรอง 101 วัน

    นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจ แถลง ศบก.โดยในช่วงแรกได้ยกมือไหว้ขอโทษประชาชนว่าก่อนอื่นต้องกราบขอประทานโทษถึงความโกลาหล และอุปสรรคที่เกิดขึ้นหน้าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเวลาที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้บริการจัดการสถานการณ์พลังงานในประเทศได้ โดยไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 101 วัน แบ่งเป็น 

    1.น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน 

    2.น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 17 วัน 

    3.น้ำมันอยู่ระหว่างขนส่ง 29 วัน ส่งจากสหรัฐ 625,000 บาร์เรล และจากแองโกลา 1.9 ล้านบาร์เรล 

    4.น้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วอีก 30 วัน

    ปั๊ม 69.2% น้ำมันใกล้หมดสต๊อก 

    ขณะที่การตรวจสอบสต๊อกน้ำมันดิบ เบนซิน และดีเซลใน 23 จังหวัด พบว่า มีน้ำมันในประเทศสำรองเพียงพอ ส่วนการตรวจสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ 1,502 สถานีบริการ ระหว่าง 15-16 มี.ค.2569 พบข้อมูลดังนี้

    1. สถานีบริการน้ำมัน 69.2% หรือ 1,039 แห่ง เปิดบริการ แต่น้ำมันบางชนิดหมดหรือใกล้หมด

    2. สถานีบริการน้ำมัน 20.6% หรือ 306 แห่ง เปิดบริการ และมีน้ำมันพอจำหน่าย

    3. สถานีบริการน้ำมัน 10.1% หรือ 151 แห่ง ปิดบริการเนื่องจากน้ำมันหมด โดยตรวจสอบข้อมูลไม่มีการกักตุนหรือมีน้ำมันในคลัง

    ส่วนโรงกลั่นน้ำมันของไทยมี 6 แห่ง กลั่นได้วันละ 175 ล้านลิตร แบ่งเป็นเบนซินวันละ 32-33 ล้านลิตร และดีเซลวันละ 75-80 ล้านลิตร นอกนั้นเป็นน้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเตา และแก๊สหุงต้ม (LPG) ซึ่งจัดส่งให้ผู้ค้ามาตรา 7 และผู้ค้าจะส่งให้สถานีบริการน้ำมัน และผู้ค้าส่งน้ำมัน (Jobber) ซึ่ง Jobber อาจไม่ได้รับน้ำมันเพื่อส่งให้ภาคอุตสาหกรรมจึงมาซื้อน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงพลังงานประสานโรงกลั่นและเฝ้าระวังไม่ให้หยุดผลิต และเจรจาให้ผู้ค้ามาตรา 7 จัดส่งน้ำมันให้ Jobber เพื่อส่งไปภาคอุตสาหกรรม พร้อมขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกรุงเทพมหานคร ขยายเวลาส่งน้ำมัน 24 ชั่วโมง

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์                                                                                                            

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225595&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27nwy16okAmgdpTeZfH7bT

  • สศช.ชี้สงครามดันน้ำมัน 120 ดอลลาร์ เสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    สศช.ชี้สงครามดันน้ำมัน 120 ดอลลาร์ เสี่ยงเศรษฐกิจโลก

    สศช. ฉาย 3 ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง ชี้เสี่ยงดันน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ กดเศรษฐกิจไทย-โลก

    สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียด กลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย ล่าสุด ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยผลการประเมินของสำนักงาน สศช. ที่นำเสนอให้คณะรัฐมนตรี โดยวิเคราะห์เป็น 3 ฉากทัศน์หลัก สะท้อนระดับความรุนแรงของสงครามและผลกระทบที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ ‘ราคาน้ำมัน’ ซึ่งเป็นตัวส่งผ่านแรงกระแทกไปยังเศรษฐกิจโดยตรง

    middle-east-war-oil-impact-thai-economy-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ในกรณีฐานที่ไม่มีความรุนแรง ราคาน้ำมันดิบโลกจะอยู่ในกรอบ 58-68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อไทยอยู่เพียง 0.2% แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มยกระดับ ผลกระทบจะชัดเจนขึ้นทันที โดยฉากทัศน์แรก หากสงครามกระจายตัวในวงจำกัดและจบภายใน 1 เดือน แม้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบางส่วนจะเสียหาย แต่ระบบอุปทานยังพอประคองได้ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มขยับขึ้นมาอยู่ที่ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และดันเงินเฟ้อไทยเพิ่มเป็นประมาณ 1% ซึ่งถือเป็นระดับที่ยังบริหารจัดการได้ และเป็นฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด โดยคาดหวังว่าสถานการณ์อาจคลี่คลายได้ในช่วงกลางถึงปลายเดือนเมษายน

    อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ลุกลามเป็นวงกว้างครอบคลุมทั้งภูมิภาคและยืดเยื้อราว 3 เดือน ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบสำคัญอย่างฮอร์มุซ ซึ่งอาจถูกกระทบ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสู่ระดับ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกดดันให้หลายประเทศเผชิญภาวะ “เศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง” หรือ Stagflation ขณะที่เงินเฟ้อไทยมีโอกาสเร่งขึ้นแตะ 1.9% กระทบกำลังซื้อและต้นทุนธุรกิจในวงกว้าง

    กรณีรุนแรงที่สุด หากสงครามยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบและมีประเทศมหาอำนาจเข้าร่วม ราคาน้ำมันดิบโลกอาจทะยานเฉลี่ยทั้งปีเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะไม่ใช่แค่ปัญหาราคาพลังงาน แต่จะลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกในลักษณะ “ภาวะถดถอยรุนแรง” (Global Depression) ท่ามกลางความเสี่ยงขาดแคลนทั้งพลังงานและอาหาร แม้โอกาสเกิดจะยังต่ำ แต่ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องเตรียมรับมือ

    สำหรับเศรษฐกิจไทย ผลกระทบจะส่งผ่าน ‘ราคาน้ำมัน’ เป็นหลัก โดยทุกการปรับขึ้นของราคาดีเซล 1 บาท จะทำให้ GDP ลดลงราว 0.02% ซึ่งแม้ดูไม่มาก แต่หากปรับขึ้นต่อเนื่องจะสะสมเป็นแรงกดดันต่อการเติบโต โดยเฉพาะในภาคขนส่งที่ใช้น้ำมันดีเซลสูงถึง 18,000 ล้านลิตรต่อปี ภาคเกษตรกรรมราว 1,800 ล้านลิตร และภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจำนวนมาก ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้า และซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชน

    ในด้านการรับมือ ภาครัฐเตรียมมาตรการลดต้นทุนควบคู่กัน ทั้งการตรึงราคาปุ๋ยเพื่อช่วยภาคเกษตร ซึ่งยังมีสต๊อกเพียงพอถึงเดือนพฤษภาคม การควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และการเพิ่มทางเลือกพลังงานราคาถูก เช่น ไบโอดีเซลและแก๊สโซฮอล์ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า อย่างไรก็ตาม การใช้งบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่ออุดหนุนราคายังเป็นภาระสูง และการเสริมสภาพคล่องกองทุนยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายในช่วงรัฐบาลรักษาการ

    อีกประเด็นที่สร้างความกังวลในช่วงที่ผ่านมา คือ สถานีบริการน้ำมันบางแห่ง ‘ไม่มีน้ำมันจำหน่าย’ ซึ่งเลขาธิการ สศช. ย้ำว่า ไม่ใช่การขาดแคลน แต่เป็นปัญหาเชิงระบบโลจิสติกส์จากความต้องการที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยยอดใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มจากวันละกว่า 30 ล้านลิตร เป็น 50–60 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่ดีเซลเพิ่มเป็นกว่า 80 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้การขนส่งไม่ทัน ภาครัฐจึงแก้ไขด้วยการเปิดให้รถขนน้ำมันวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งระบายเชื้อเพลิงเข้าสู่สถานีบริการ

    ภาพรวมสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยยังมี ‘กันชน’ ในระดับหนึ่ง แต่ยังเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะหากสงครามยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยประคองสถานการณ์ คือการควบคุมต้นทุนภายในประเทศ การบริหารพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดความตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของระบบในระยะสั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/middle-east-war-oil-impact-thai-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tvg_nuBGYWgHxO5p7Qcgw

  • เปิดแผน ปตท. บริหารวิกฤติน้ำมัน เพิ่มซัพพลาย สกัดกระทบเศรษฐกิจ

    เปิดแผน ปตท. บริหารวิกฤติน้ำมัน เพิ่มซัพพลาย สกัดกระทบเศรษฐกิจ

    โครงสร้างธุรกิจน้ำมันสำเร็จรูปของไทยยังคงยืนอยู่บนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างโรงกลั่น ไปจนถึงปลายน้ำคือผู้บริโภค 

    โดยมี “ผู้ค้าตามกฎหมาย” แต่ละประเภททำหน้าที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกัน “กลไกราคา” และ “การบริหารจัดการช่องทางขาย” โดยเฉพาะกลุ่ม “Jobber” หรือผู้ค้าอิสระ/ผู้ค้าคนกลาง ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สะท้อนการแข่งขันและเสถียรภาพตลาดในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติพลังงาน

    โครงสร้างซัพพลายเชน: จากโรงกลั่นสู่มือผู้บริโภค

    ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปเริ่มต้นจากโรงกลั่นน้ำมัน (Refineries) ซึ่งทำหน้าที่ผลิตน้ำมันพื้นฐาน (Base) ที่ยังไม่ผ่านการผสม ก่อนจำหน่ายให้กับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (ม.7) ใน “ราคาหน้าโรงกลั่น” แบ่งเป็น

    1. โรงกลั่น → ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 (ม.7): โรงกลั่นขาย Base น้ำมันสำเร็จรูปที่ยังไม่ผสมให้กับผู้ค้าน้ำมัน ม.7 ในที่ราคาหน้าโรงกลั่น

    2. ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 → สถานีบริการ (ม.11): ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 ขายน้ำมันสำเร็จรูปที่ผสมตามมาตรฐานให้กับสถานีบริการในรูปแบบราคาขายส่ง ราคานี้รวม marketing margin และกลไกกองทุนน้ำมันฯ

    3. ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 → Jobber (ม.10): ราคาขายให้ Jobber โดยทั่วไปจะอิงราคาประกาศตลาดรายวัน ไม่มีสูตรราคาที่ตายตัว โดยกลุ่ม Jobber แบ่งเป็นลูกค้าประจำและลูกค้าขาจร

    ในภาวะปกติราคาขายจาก ม.7 ให้กับ Jobber มักต่ำกว่าราคาหน้าสถานีบริการ แต่ในช่วงราคาตลาดปรับขึ้นสูง ราคานี้อาจจะสูงกว่าราคาหน้าสถานีบริการได้

    4. สถานีบริการ (ม.11): สถานีบริการขายน้ำมันให้ประชาชนในราคาประกาศหน้าสถานีบริการ

    5. Jobber (ม.10): Jobber ขายน้ำมันให้ลูกค้าของตนใน ราคาที่ตกลงกันตามตลาด

    “ตลอดทั้งห่วงโซ่นี้ จะมี “ภาษี” แทรกอยู่ในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นภาษีสรรพสามิต, ภาษีบำรุงท้องถิ่น และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของราคาขายปลีก ตั้งแต่โรงกลั่น → ม.7 → สถานีบริการ”

    การบริหารจัดการในช่วง Crisis ของกลุ่ม ปตท.

    ในภาวะวิกฤติ กลุ่ม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เร่งการผลิตจากโรงกลั่นในกลุ่มให้สูงกว่าระดับปกติ โดยบางช่วงเดินเครื่องเกิน 100% ของกำลังการกลั่น เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

    สำหรับการบริหารการกระจายน้ำมันสำเร็จรูป กลุ่ม ปตท. ได้กำหนดแนวทางสำคัญดังนี้

    1. ให้ความสำคัญกับการจำหน่ายผ่านสถานีบริการก่อนจัดสรรน้ำมันสำเร็จรูปให้กับ สถานีบริการในเครือบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำมันได้ทั่วประเทศเป็นลำดับแรก

    2. การจัดสรรให้ Jobber ตามลำดับความสำคัญ โดยปริมาณน้ำมันที่เหลือจากการจำหน่ายผ่านสถานีบริการ จะจัดสรรให้กับ Jobber ที่เป็นลูกค้าประจำก่อน จากนั้นจึงจัดสรรให้ลูกค้ารายอื่นตามลำดับ

    3. การกำหนดเพดานราคาขายให้ Jobber สำหรับในช่วงวิกฤติ กลุ่ม ปตท. ได้กำหนด เพดานราคาขายให้ Jobber ที่เป็นลูกค้าประจำ โดยให้ราคาขายไม่เกินราคาหน้าสถานีบริการ + 2 บาท/ลิตร ไปจนถึงสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2569 โดยเพดานราคาดังกล่าวเป็น “กรอบราคาสูงสุด” ที่ใช้ควบคุมการขายในตลาด Jobber ไม่ให้ราคาปรับสูงขึ้นมากเกินไปในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน

    สำหรับในกรณีที่ราคาตลาดปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การกำหนดเพดานราคานี้ กลุ่ม ปตท. ต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันบางส่วนไว้เอง ส่วนต่างราคา 2 บาทดังกล่าวจึงมีไว้เพื่อครอบคลุมต้นทุนและความเสี่ยงในช่วงภาวะวิกฤติ เช่น

    • ความผันผวนของราคาน้ำมัน
    • ต้นทุนทางการเงินของภาระกองทุนที่ต้องรอการชดเชย
    • ค่าใช้จ่ายด้านคลังสินค้าและการขนส่ง

    ซัพพลายเชนน้ำมันสำเร็จรูปของไทยจึงไม่ใช่เพียงระบบกระจายสินค้า แต่เป็น “ระบบบริหารสมดุล” ระหว่างการเข้าถึงพลังงานของประชาชน, ความอยู่รอดของผู้ประกอบการ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hhg0JqDc0ldZstSN_7Dth

  • นายกฯญี่ปุ่น เตรียมบินพบทรัมป์ ย้ำความร่วมมือความมั่นคง-เศรษฐกิจ จับตาท่าทีตะวันออกกลาง

    นายกฯญี่ปุ่น เตรียมบินพบทรัมป์ ย้ำความร่วมมือความมั่นคง-เศรษฐกิจ จับตาท่าทีตะวันออกกลาง

    “ทาคาอิจิ ซานาเอะ” นายกฯ ญี่ปุ่น เตรียมเยือนสหรัฐฯ พบหารือ “โดนัลด์ ทรัมป์” ครั้งที่ 2 ย้ำความร่วมมือความมั่นคง-เศรษฐกิจ ขณะจุดยืนตะวันออกกลางถูกจับตาใกล้ชิด

    วันที่ 18 มีนาคม 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า นางทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นการพบกันครั้งที่ 2 ระหว่างผู้นำทั้งสอง

    รายงานข่าวระบุว่า ทาคาอิจิจะออกเดินทางจากญี่ปุ่นในช่วงเย็นวันพุธ มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยถือเป็นการเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรก นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่จะเป็นการพบกันครั้งที่สองระหว่างเธอกับผู้นำสหรัฐฯ

    โดยในการหารือครั้งนี้ ผู้นำญี่ปุ่นมีแผนย้ำถึงความสำคัญของพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ พร้อมผลักดันความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งความมั่นคง การลงทุนในสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคี รวมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ

    ขณะเดียวกัน ท่าทีของญี่ปุ่นต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้ ทาคาอิจิได้กล่าวต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่าไม่มีแผนจะประเมินความชอบด้วยกฎหมายของปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ ระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ขณะที่ทรัมป์เรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรส่งเรือเข้าร่วมภารกิจรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ผู้นำญี่ปุ่นระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบกฎหมายของประเทศ.

    ที่มา NHK

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2920758&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a55NCZ6_fPewLoh2c_hy1

  • The Kobeissi Letter เตือน! ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐฯ พุ่ง 48.6% แต่ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้น

    The Kobeissi Letter เตือน! ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐฯ พุ่ง 48.6% แต่ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้น

    Siam Blockchain

    By

    มีนาคม 18, 2026

    The Kobeissi Letter เตือน! ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐฯ พุ่ง 48.6% แต่ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้น

    สรุปข่าว
    • The Kobeissi Letter รายงานว่าความน่าจะเป็นที่สหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 48.6% ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยเพิ่มขึ้นกว่า 15 จุดในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
    • อย่างไรก็ตาม โมเดลของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์กชี้ว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านั้นมาก โดยอยู่ที่ราว 58.31% สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และความน่าจะเป็นเคยสูงถึง 70.85% ในเดือนพฤษภาคม 2567
    • สัญญาณมหภาคเหล่านี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดสินทรัพย์เสี่ยง และนักลงทุนควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดในระยะข้างหน้า

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

    ความเสี่ยงภาวะถดถอยที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นสัญญาณลบต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม เนื่องจากนักลงทุนมักลดความเสี่ยงพอร์ตและหันถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าในช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจกดดันแรงซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะกลางได้

    ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ความน่าจะเป็นที่สหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอีก 12 เดือนข้างหน้าพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 48.6% ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยเพิ่มขึ้นกว่า 15 จุดในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับโมเดลของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ซึ่งพัฒนาโดย Arturo Estrella และ Frederic S. Mishkin พบว่าตัวเลขความน่าจะเป็นที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่ The Kobeissi Letter รายงานไว้อย่างมีนัยสำคัญ

    กราฟแสดงความน่าจะเป็นของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยเส้นสีน้ำเงินแสดงความน่าจะเป็น และเส้นสีส้มแสดงเกณฑ์ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งความน่าจะเป็นล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 อยู่ที่ 48.6%
    กราฟแสดงความน่าจะเป็นของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยเส้นสีน้ำเงินแสดงความน่าจะเป็น และเส้นสีส้มแสดงเกณฑ์ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งความน่าจะเป็นล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 อยู่ที่ 48.6% (ภาพจาก: @TheKobeissiLetter)

    ตัวเลข 48.6% อาจต่ำกว่าความเป็นจริง

    โมเดลของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ซึ่งใช้ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี และอัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือนเป็นตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าความน่าจะเป็นภาวะถดถอยสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2568 อยู่ที่ราว 58.31% นอกจากนี้ ตลอดช่วงปี 2567 ตัวเลขจากโมเดลนี้สูงกว่า 48.6% มาโดยตลอด โดยเคยพุ่งสูงสุดถึง 70.85% ในเดือนพฤษภาคม 2567 และ 62.94% ในเดือนธันวาคม 2567

    ความแตกต่างของตัวเลขระหว่างโมเดลต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นว่าการประเมินความเสี่ยงภาวะถดถอยนั้นขึ้นอยู่กับระเบียบวิธีและตัวแปรที่ใช้คำนวณ โมเดลที่แตกต่างกัน เช่น ของธนาคารกลางนิวยอร์ก หรือแหล่งอื่น ๆ อาจให้ตัวเลขที่ต่างกันได้ นักลงทุนจึงควรพิจารณาสัญญาณเหล่านี้ประกอบกันหลายแหล่ง ไม่ควรยึดตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเป็นหลัก

    สัญญาณมหภาคที่นักลงทุนต้องจับตา

    ไม่ว่าจะใช้โมเดลใดวัด แนวโน้มที่ความเสี่ยงภาวะถดถอยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณที่ควรระวัง สถานการณ์นี้ยิ่งน่าติดตามมากขึ้นเมื่อพิจารณาร่วมกับสัญญาณเสี่ยงอื่น ๆ ในตลาด เช่น ค่าความเบี่ยงเบนของ put-call ของ S&P 500 ที่พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2564 ซึ่ง Siam Blockchain ได้รายงานไว้ก่อนหน้านี้ที่ S&P 500 put-call skew พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021 สัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ว่านักลงทุนกำลังเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงพอร์ตอย่างจริงจัง


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า ประเด็นที่น่าสนใจในข่าวนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข 48.6% แต่คือความแตกต่างระหว่างโมเดลต่าง ๆ ที่ใช้วัดความเสี่ยงภาวะถดถอย โมเดลของธนาคารกลางนิวยอร์กให้ตัวเลขสูงกว่ามากและสูงกว่า 48.6% มาตลอดหลายปี ดังนั้น ก่อนจะตื่นตระหนกกับตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง ควรดูว่ามาจากโมเดลไหน ใช้ตัวแปรอะไร สิ่งที่ควรจับตาต่อคือข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสถัดไป โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานและ GDP หากออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้ บรรยากาศตลาดก็อาจหนักขึ้นอีกได้

    ภาพจาก AI

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/18/us-recession-probability-48-percent-kobeissi-letter-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-ctNpF39G1RkgFY5Lwnsv

  • เปิด 3 ฉากทัศน์ วิกฤตน้ำมันกระทบไทย จับตาเงินเฟ้อขยับ สงครามยืดเยื้อ

    เปิด 3 ฉากทัศน์ วิกฤตน้ำมันกระทบไทย จับตาเงินเฟ้อขยับ สงครามยืดเยื้อ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/135524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bV_GBTKp4DxDIoJRS81BF

  • วิกฤติน้ำมันจ่อฉุด GDP ไทยโตต่ำ 1% บีบคนไทยรับศึกหนัก TISCO แนะใช้ “ประกัน” ปิดความเสี่ยงการเงิน

    วิกฤติน้ำมันจ่อฉุด GDP ไทยโตต่ำ 1% บีบคนไทยรับศึกหนัก TISCO แนะใช้ “ประกัน” ปิดความเสี่ยงการเงิน

    ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญหน้ากับพายุความเสี่ยงหลายระลอกที่ซ้อนทับกันอย่างรุนแรง

    ทั้งจากปัจจัยภายนอกอย่างความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยาน และปัจจัยภายในที่หยั่งรากลึก ทั้งการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ค่าครองชีพด้านสุขภาพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันนี้ อาจกดดันให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตต่ำกว่า 1% พร้อมซ้ำเติมความเปราะบางทางการเงินของคนไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางและแรงงานที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพและความไม่แน่นอนในอนาคตมากขึ้น

    ภายใต้สถานการณ์นี้ “ประกัน” จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินทางเลือกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “กลไกบริหารความเสี่ยงจำเป็น” ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นกันชนรองรับแรงกระแทกจากเหตุไม่คาดฝัน ทั้งในด้านสุขภาพ รายได้ และทรัพย์สิน 

    วิกฤติตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง จ่อฉุด GDP โตต่ำ 1%

    เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ระบุว่า แม้ในช่วงต้นปี 2569 จะเคยมีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้ถึง 1.8% จากแรงหนุนต่างๆ ทั้งการจัดตั้งรัฐบาลและการลงทุนภาคเอกชน ที่มีทิศทางดีขึ้น

    แต่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่บานปลายจนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึงครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด

    หากราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นทุก 10% จากสมมติฐานเดิมที่ 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบ GDP (การขยายตัวทางเศรษฐกิจ) ราว 0.3-0.4% และดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 0.8%

    ผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นกำลังสร้างภาระมหาศาลให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย ปัจจุบันรัฐบาลต้องอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลถึงลิตรละเกือบ 20 บาท ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินสูงถึงวันละ 1,300 ล้านบาท ทำให้สภาพคล่องของกองทุนอาจอยู่ได้อีกเพียงประมาณหนึ่งเดือนเท่านั้นหากไม่มีการออกพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉิน 

    “ท้ายที่สุดเราสู้กลไกราคาของตลาดไม่ได้… สุดท้าย 33 บาทผมว่าไม่อยู่ ผมว่าต้องค่อยๆ ขยับขึ้นไปเป็นขั้นบันได อาจจะไปเป็น 35 บาท แล้วกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจไปหยุดที่ 40 บาท” เมธัส กล่าว

    พร้อมย้ำถึงความเสี่ยงที่ยังมองไม่เห็นว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อและมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็มีโอกาสทะยานขึ้นไปแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะสร้างแรงกระแทกอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ และอาจทำให้เศรษฐกิจของไทยปีนี้มีการเติบโตไม่ถึง 1%

    ปัญหาโครงสร้างรุมเร้า ภัยแล้ง-น้ำท่วม-วิกฤติสุขภาพ

    นอกเหนือจากประเด็นเรื่องตะวันออกกลางแล้ว เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก

    สถิติชี้ให้เห็นว่าผลกระทบจากอุทกภัยและภัยแล้งของไทยสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็น 0.7% ของ GDP ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก อีกทั้งความร้อนที่รุนแรงขึ้นยังบั่นทอนผลิตภาพของแรงงาน โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่อาจลดลงถึง 15-16% ในอีก 10 ปีข้างหน้า

    ขณะเดียวกัน ปัญหาด้านสาธารณสุขและการก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด  กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของครัวเรือน ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลในไทยปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 10.8% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

    เมื่อผสานกับปัญหาที่ผู้สูงอายุในไทยกว่า 73% ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วยเงินอุดหนุนจากรัฐเพียง 600-1,000 บาทต่อเดือน ทำให้ภาระหนักตกไปอยู่กับคนวัยทำงานที่ต้องแบกรับทั้งค่าใช้จ่ายในบ้าน และค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากเสี่ยงที่จะตกสู่ภาวะยากจนอย่างฉับพลันได้

    รับมือความผันผวน ด้วยระบบจัดการความเสี่ยง

    จากแรงกดดันรอบด้านที่ซ้อนทับกัน ทำให้รูปแบบการออมเงินหรือการทำประกันแบบเดิมๆ ที่แยกส่วนกัน ไม่เพียงพอที่จะปกป้องความมั่นคงของชีวิตอีกต่อไป TISCO จึงต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับพฤติกรรมและความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป

    กุสุมา ประถมศรีเมฆ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า ความเสี่ยงยุคใหม่ได้ไหลลงมาสู่ระดับครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การจัดการการเงินของครัวเรือนจึงต้องนำแนวคิด “งบดุลทางธุรกิจ” เข้ามาประยุกต์ใช้เสนอแนวทางการบริหารความเสี่ยงแบบองค์รวมที่เรียกว่า “3 Save Series” โดยมองครอบครัวเป็นเสมือนองค์กรธุรกิจที่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง ทรัพย์สิน หนี้สิน และทุน

    เริ่มจากการปกป้องความฝันและอนาคต (Save ความฝัน) เทียบเท่ากับการรักษาทุนของธุรกิจ

    ตามด้วยการปิดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝันอย่างปัญหาสุขภาพและอุบัติเหตุ (Save ความเสี่ยง) ซึ่งเปรียบเสมือนการควบคุมหนี้สิน

    และสุดท้ายคือการปกป้องฐานะความเป็นอยู่ (Save ทรัพย์สิน) เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งที่สะสมมาต้องสูญสลายไปกับวิกฤติ

    โดย TISCO จะมีรูปแบบการให้คำปรึกษาเชิงรุก และจะช่วยให้แต่ละครอบครัวสามารถออกแบบเกราะป้องกัน ผ่านการทำ “ประกัน” ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละครอบครัวได้

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2920650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J2tPy0nGXLtFvYEBndU4k

  • คิวบาไฟดับเกือบทั้งเกาะ ขณะที่รูบิโอเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำ

    คิวบาไฟดับเกือบทั้งเกาะ ขณะที่รูบิโอเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำ

    คิวบาไฟดับเกือบทั้งเกาะ ขณะที่รูบิโอเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำ

    วันนี้, 01:24น.

              พื้นที่ส่วนใหญ่ของคิวบาไม่มีไฟฟ้าใช้ตั้งแต่ในวันจันทร์ และบางพื้นที่ยังมีปัญหาไฟฟ้าดับต่อเนื่องถึงวันอังคาร (16-17 มี.ค.69) โดยเป็นเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 4 เดือน สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น รวมถึงความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

              คิวบามีประชากร 11 ล้านคน สามารถผลิตปิโตรเลียมได้ถึงร้อยละ 40 ของความต้องการใช้ทั้งหมด ขณะที่โครงข่ายไฟฟ้าของประเทศเสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากที่สหรัฐฯ บุกจับกุม นายนิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ในเดือนมกราคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศสกัดการขนส่งน้ำมันของเวเนซุเอลา ทั้งเตือนว่าจะเรียกเก็บภาษีจากประเทศใดก็ตามที่ขายหรือจัดหาน้ำมันให้กับคิวบา

               นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีการต่างประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ที่มีเชื้อสายคิวบา กล่าวว่า คิวบาจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจทำงานได้ และเรียกร้องให้ชาวคิวบาเคลื่อนไหวเพื่อให้เปลี่ยนแปลงผู้นำ

              นอกจากนี้รัฐบาลทรัมป์ยังเรียกร้องให้คิวบาปล่อยตัวนักโทษการเมืองและดำเนินนโยบายเปิดเสรีทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ของการ “เข้ายึดครองคิวบาอย่างเป็นมิตร”

    #คิวบาไฟดับ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160056&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cUikf6JEc4DkXVDbcRCAy

  • วงจรรีไซเคิลที่ขาดหาย ในโครงสร้างเศรษฐกิจแบบใช้แล้วทิ้ง – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    วงจรรีไซเคิลที่ขาดหาย ในโครงสร้างเศรษฐกิจแบบใช้แล้วทิ้ง – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    ‘รีไซเคิล’ เป็นคำหนึ่งที่เราได้ยินมานมนาน และเป็นภาพที่ปรากฏอยู่แทบทุกแห่ง ตั้งแต่ถังขยะสี่สีในอาคารสำนักงาน ไปจนถึงแคมเปญลดพลาสติกของซูเปอร์มาร์เก็ต เช่นเดียวกับที่หลายคนเริ่มคุ้นเคยกับการแยกขวด แยกกระดาษ หรือเก็บกระป๋องไว้ขายให้ร้านรับซื้อของเก่า 

    ภาพเหล่านี้ทำให้สังคมไทยดูเหมือนกำลังเดินหน้าไปสู่สังคมที่จัดการขยะอย่างยั่งยืนมากขึ้น

    แต่เมื่อลงลึกในรายละเอียด สิ่งที่เราได้ยินได้เห็นและได้ทำมานาน ดูเหมือนยังไม่ค่อยมีความคืบหน้าไปมากสักเท่าไหร่

    ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ในปี 2023 ประเทศไทยสร้างขยะมูลฝอยชุมชนประมาณ 26.95 ล้านตัน หรือเฉลี่ยกว่า 73,000 ตันต่อวัน และประชาชนแต่ละคนสร้างขยะประมาณ 1.07 กิโลกรัมต่อวัน

    ในจำนวนนี้ มีเพียง 9.31 ล้านตัน หรือราว 34 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นที่ถูกคัดแยกเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ ส่วนที่เหลืออีกจำนวนมากถูกนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบ เผา หรือหลุดเข้าสู่สิ่งแวดล้อม

    ตัวเลขอีกชุดหนึ่งที่สะท้อนปัญหาได้ชัดเจนคือ ขยะที่กำจัดอย่างไม่ถูกต้องมีประมาณ 7.47 ล้านตันต่อปี หรือเกือบหนึ่งในสามของขยะทั้งหมดในประเทศ

    เหตุที่การจัดการขยะไทยและการนำเข้าไปสู่ระบบรีไซเคิลเป็นไปอย่างน้อยนิด คำตอบหนึ่งคงไม่พ้นความจริงที่ว่า ระบบรีไซเคิลของประเทศไทยไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยรัฐหรือเทศบาลเป็นหลัก หากแต่พึ่งพาเศรษฐกิจนอกระบบค่อนข้างสูง

    ในชีวิตประจำวัน เราคุ้นเคยกับภาพซาเล้งเก็บของเก่า ร้านรับซื้อเศษวัสดุ หรือคนคัดแยกขยะตามกองขยะขนาดใหญ่ คนกลุ่มนี้คือฟันเฟืองสำคัญของระบบรีไซเคิลไทย พวกเขาคือผู้รวบรวมขวดพลาสติก กระป๋องอะลูมิเนียม และกระดาษจำนวนมหาศาลเพื่อนำกลับเข้าสู่ตลาดรีไซเคิล

    แต่ระบบแบบนี้มีข้อจำกัดสำคัญ คือ มันทำงานตาม ‘ราคาของขยะ’

    วัสดุที่มีมูลค่า เช่น ขวด PET หรือกระป๋องอะลูมิเนียม จะถูกเก็บและขายต่ออย่างมีประสิทธิภาพ แต่ขยะจำนวนมากที่ไม่มีราคา เช่น ซองขนม ฟิล์มพลาสติก หรือบรรจุภัณฑ์หลายชั้น กลับแทบไม่มีใครเก็บ เพราะต้นทุนในการคัดแยกสูงกว่ามูลค่าของวัสดุ

    ผลลัพธ์ ทำให้ขยะจำนวนมหาศาลไม่เคยถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเลยตั้งแต่แรก

    อีกปัญหาหนึ่งอยู่ที่โครงสร้างของระบบจัดการขยะเอง งานวิจัยเกี่ยวกับระบบจัดการพบว่า แม้ประเทศจะมีสถานที่จัดการขยะมากกว่า 2,000 แห่ง แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ดำเนินการตามหลักวิชาการด้านการจัดการขยะอย่างเหมาะสม ขณะที่อีกจำนวนมากยังเป็นเพียงการกองสุมหรือฝังกลบแบบพื้นฐาน

    จากประเด็นนี้พอกล่าวได้ว่า ปัญหาของการรีไซเคิลในไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแยกขยะของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของระบบทั้งประเทศ

    และในอีกด้านหนึ่ง ตลาดของวัสดุรีไซเคิลก็ยังไม่แข็งแรงมากนัก อุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อยยังเลือกใช้วัตถุดิบใหม่ เพราะมีคุณภาพสม่ำเสมอและมีต้นทุนที่คาดการณ์ได้ง่ายกว่า วัสดุรีไซเคิลจึงยังไม่กลายเป็นทรัพยากรหลักในห่วงโซ่อุตสาหกรรม

    เมื่อเศรษฐกิจยังไม่ได้ให้คุณค่ากับวัสดุรีไซเคิลอย่างแท้จริง ขยะจำนวนมากจึงยังคงถูกมองเป็นของเสีย มากกว่าเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่า

    ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความย้อนแย้งขึ้นในสังคม ที่ในระดับวัฒนธรรม เรารณรงค์เรื่องการแยกขยะอย่างจริงจัง แต่ในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบที่รองรับการรีไซเคิลกลับยังไม่สมบูรณ์ หรือยังขาดกลไกที่ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy) 

    หากจินตนาการเป็นแผนภาพ เศรษฐกิจรูปแบบเดิมจะมีลักษณะทางเดินเป็นเส้นทาง ผลิต ใช้งาน แล้วถูกทิ้ง แต่เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นการเปลี่ยนเส้นทางวิ่งให้วนเป็นวงกลม วัสดุที่ถูกใช้แล้วจะถูกออกแบบให้สามารถกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตอีกครั้ง ไม่ว่าจะผ่านการใช้ซ้ำ การซ่อมแซม หรือการรีไซเคิล

    ตัวอย่างเช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้พลาสติกชนิดเดียวเพื่อให้รีไซเคิลง่าย การกำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อขยะที่เกิดจากสินค้า หรือการสร้างระบบคืนบรรจุภัณฑ์ เช่น การคืนขวดเพื่อรับเงินมัดจำ ซึ่งในหลายประเทศสามารถเพิ่มอัตราการเก็บขวดพลาสติกได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

    อย่างไรก็ดี ประเด็นดังกล่าวก็ยังต้องไปว่ากันในเรื่องทางกฎหมายกันต่ออีกขั้น ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมาย Extended Producer Responsibility (EPR) ที่ใช้งานได้จริงอย่างเต็มรูปแบบ

    ตามนิยาม EPR คือแนวนโยบายที่ ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตไปจนถึงช่วงหลังการบริโภคของสินค้า หมายความว่า บริษัทที่ผลิตสินค้า เช่น เครื่องดื่ม พลาสติก หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จะต้องรับผิดชอบต่อการเก็บคืน การรีไซเคิล หรือการกำจัดของเสียที่เกิดจากสินค้าของตนเอง

    โดยสถานะอยู่ระหว่างการนำหลักการ EPR มาปรับใช้ใน (ร่าง) พ.ร.บ. การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งคาดกันว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในปี 2027

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นไปตามกำหนดการหรือไม่ ก็ถือเป็นอีกเรื่องชวนจับตา ข้อมูลจากการศึกษาหนึ่งชี้ว่า ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติกอย่างมากอาจเป็นอุปสรรคใหญ่ของการพลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ. ฉบับนี้ 

    ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอุตสาหกรรมนี้มีมูลค่าประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ประเทศ และตามข้อมูลงานวิจัยยังระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมพลาสติกในไทยมีอิทธิพลสูงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้เกิดแรงต้านต่อกฎหมายที่อาจเพิ่มต้นทุนหรือเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจอย่างรุนแรง

    รวมถึงประเด็นที่ได้กล่าวไปในข้างต้นเรื่อง โครงสร้างระบบจัดการขยะของไทยที่พึ่งพาเทศบาลและการจัดการนอกระบบ หาก EPR ถูกบังคับใช้จริง ระบบทั้งหมดต้องถูกออกแบบใหม่เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิต เทศบาล และเครือข่ายรีไซเคิล ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการบูรณาการความร่วมมือขึ้นใหม่

    นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่มักถูกพูดถึงในงานวิเคราะห์เชิงนโยบายคือ ความไม่เชื่อมั่นในระบบกำกับดูแลของรัฐ

    งานวิจัยด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในไทยพบว่า ผู้ผลิตบางส่วนลังเลที่จะสนับสนุน EPR เพราะไม่แน่ใจว่าค่าธรรมเนียมหรือกองทุนที่จัดเก็บจะถูกใช้เพื่อพัฒนาระบบรีไซเคิลอย่างจริงจังหรือไม่

    ในระบบที่ความโปร่งใสของการบริหารจัดการยังเป็นประเด็นอ่อนไหว การขอให้ภาคธุรกิจจ่ายเงินเพิ่มเพื่อจัดการขยะจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

    นอกจากนี้ ปัจจัยทางการเมืองถือเป็นหนึ่งบทบาทสำคัญ ตามรายงานเกี่ยวกับนโยบาย EPR ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่า การพัฒนากฎหมายสิ่งแวดล้อมในไทยมักได้รับผลกระทบจากความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง ทำให้ร่างกฎหมายบางฉบับถูกเลื่อนหรือหยุดชะงักในกระบวนการนิติบัญญัติ

    ทั้งหมดนี้ทำให้การจัดการขยะในประเทศไทยคล้ายกับติดอยู่ในวังวนของการรอความพร้อมแบบไม่มีเดดไลน์มากำกับ

    ในปี 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้จัดทำโครงการชุมชนแม่เปินคาร์บอนต่ำ (Mae Poen Low Carbon) ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลแม่เปิน อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ และโรงเรียนอนุบาลแม่เปิน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานจากธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด และได้มีการทำบันทึกตกลงความร่วมมือทางการดำเนินโครงการไปเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568


    เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

    เป้าหมายที่ 8 ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ครอบคลุม และยั่งยืน การจ้างงานเต็มที่ และมีผลิตภาพ และการมีงานที่สมควรสำหรับทุกคน

    8.3 ส่งเสริมนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาที่สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลิตภาพ การสร้างงานที่สมควร ความเป็นผู้ประกอบการ ความสร้างสรรค์และนวัฒกรรม และส่งเสริมการเกิดและการเติบโตของวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ซึ่งรวมถึงผ่านทางการเข้าถึงบริการทางการเงิน

    เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน

    12.5 ลดการเกิดของเสียโดยให้มีการป้องกัน การลดปริมาณ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ ภายในปี 2573

    12.8 สร้างหลักประกันว่าประชาชนในทุกแห่งมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องและความตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนและวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ภายในปี 2573

    เป้าหมายที่ 13 ปฎิบัติการอย่างเร่งด่วยเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น

    13.3 พัฒนาการศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และขีดความสามารถของมนุษย์และของสถาบันในเรื่องการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว การลดผลกระทบ การเตือนภัยล่วงหน้า

    อ้างอิง

    ผู้เขียน

    ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/work/2026-73/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Aam5BkSEpmNG9Xc8KcpI2