Category: เศรษฐกิจ

  • รำลึก อ.ป๋วย 110 ปี ชาตกาล … ผ่าน “การยื่นมือและติดดิน”

    รำลึก อ.ป๋วย 110 ปี ชาตกาล … ผ่าน “การยื่นมือและติดดิน”

    9 มี.ค 2459 เป็นวันเกิดของ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ อ. ป๋วย ค่ะ ในโอกาสที่เดือนนี้ ครบ 110 ปี ชาตกาล ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์และทำงานที่แบงก์ชาติ ซึ่งเป็น 2 องค์กรที่ผูกพันกับ อ. ป๋วย จึงขออนุญาตเขียนรำลึกถึงแนวคิด อ. ป๋วย โดยเฉพาะ “การยื่นมือและติดดิน” ที่ยังคงทันสมัยในปัจจุบันค่ะ

    rn

     

    rn

    อ. ป๋วยฯ เป็นปูชนียบุคคลที่ทำประโยชน์มากมายให้กับประเทศ โดยท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาตินานราว 12 ปี ในช่วง 11 มิ.ย. 2502 – 15 ส.ค. 2514 ในหนังสือ 72 ปี ธปท. ระบุว่า ตลอดระยะเวลาทำงานท่านเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ โดยท่านเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการปรับปรุงระบบการเงิน การคลัง และการธนาคาร

    rn

     

    rn

    ท่านวางรากฐานให้กับระบบเศรษฐกิจและการเงินของไทยหลากหลายด้าน ผู้เขียนจะขอยกแนวคิด 2 เรื่อง ที่มีความสำคัญในยุคปัจจุบัน

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    9 มี.ค 2459 เป็นวันเกิดของ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือ อ. ป๋วย ค่ะ ในโอกาสที่เดือนนี้ ครบ 110 ปี ชาตกาล ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่าธรรมศาสตร์และทำงานที่แบงก์ชาติ ซึ่งเป็น 2 องค์กรที่ผูกพันกับ อ. ป๋วย จึงขออนุญาตเขียนรำลึกถึงแนวคิด อ. ป๋วย โดยเฉพาะ “การยื่นมือและติดดิน” ที่ยังคงทันสมัยในปัจจุบันค่ะ

    อ. ป๋วยฯ เป็นปูชนียบุคคลที่ทำประโยชน์มากมายให้กับประเทศ โดยท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาตินานราว 12 ปี ในช่วง 11 มิ.ย. 2502 – 15 ส.ค. 2514 ในหนังสือ 72 ปี ธปท. ระบุว่า ตลอดระยะเวลาทำงานท่านเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ โดยท่านเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการปรับปรุงระบบการเงิน การคลัง และการธนาคาร

    ท่านวางรากฐานให้กับระบบเศรษฐกิจและการเงินของไทยหลากหลายด้าน ผู้เขียนจะขอยกแนวคิด 2 เรื่อง ที่มีความสำคัญในยุคปัจจุบัน

    1. การประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

    rn

     

    rn

    ในหนังสือจดหมายจากใจถึง อ. ป๋วย ฉบับที่ 4 ระบุไว้ว่า อ. ป๋วยพูดถึงบทบาทของธนาคารกลางที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ แบงก์ชาติจึงควรเข้าใจสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน รวมถึงสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต เพื่อประกอบการกำหนดนโยบายการเงินแท้ที่จริงแล้ว แบงก์ชาติมิได้ดูแต่เฉพาะเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    rn

     

    rn

    อ. ป๋วยยังได้บันทึกเรื่องการประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคไว้อย่างน่าสนใจว่า “นโยบายการคลัง การเงิน และการประสานนโยบายทั้งสอง อาจจะดีพร้อม แต่จะไม่มีประโยชน์อันใดเลย ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถอธิบายในลักษณะที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งประทับใจ และคล้อยตามได้”

    rn

     

    rn

    ในยุคปัจจุบัน ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมต.คลัง กับ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นที่สอดคล้องกันในงานสนทนาคู่หูเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ไว้ว่า เรื่องเป้าหมายนโยบายการเงิน เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน มีการประสานนโยบาย (policy coordination) เป็นอย่างดี ไม่มีติดขัด โดยคำนึงถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย ส่วนเรื่องเครื่องมือ แบงก์ชาติมีอิสระในการตัดสินใจนโยบายการเงินโดย กนง.

    rn

     

    rn

    ล่าสุด กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1 %  โดยทางเลขานุการ กนง. ดร. ดอน นาครทรรพ ได้ให้เหตุผลของการ front load นี้ ว่า เพื่อช่วยเศรษฐกิจไทยได้เร็วขึ้น อย่างน้อย 2-3 เดือน

    rn

     

    rn

    ด้านการประสานนโยบายเศรษฐกิจ ผู้ว่าวิทัยฯ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องนโยบายการเงิน แต่ยังขยายบทบาทแบงก์ชาติ สู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านมาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพื่อหนุนให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นพร้อมๆ กับการดูแลเสถียรภาพ  ที่ผ่านมา แบงก์ชาติเร่งออกหลาย มาตรการ และมีการปรับปรุงระบบเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด โดยล่าสุด โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มีการอัปเดตระบบเช็คสิทธิใหม่ เพียงเข้า web site โครงการฯ เช็คสิทธิและเลือกมาตรการ ซึ่งหากเช็คสิทธิผ่าน ระบบจะลงทะเบียนให้ได้เลยค่ะ โดยจะได้ SMS รอรับการติดต่อกลับจาก SAM นับว่าเป็นการเพิ่มความสะดวกแก่ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการนะคะ

    rn

     

    rn

    2. การยื่นมือและติดดิน

    rn

     

    rn

    หากกล่าวถึงค่านิยมร่วมของคนแบงก์ชาติ คือ ยืนตรง มองไกล ติดดิน และ ยื่นมือ นั้น ความ “ยืนตรงและมองไกล” เสมือนอยู่ใน DNA ของคนแบงก์ชาติอยู่แล้ว ส่วนที่รับคำแนะนำว่า ควรเพิ่มเติม คือ “ติดดินและยื่นมือ”   

    rn

        

    rn

    การประสานนโยบายและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นการสะท้อน บทบาทการยื่นมือของแบงก์ชาติที่ทำร่วมกับภาครัฐว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังมีบทบาทอื่นๆ ที่แบงก์ชาติทำเพิ่ม ด้านการยื่นมือและติดดิน โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและภาคประชาชน

    rn

     

    rn

    สิ่งหนึ่งที่ อ. ป๋วยได้สร้างความเชื่อมโยงนี้ไว้ คือ การจัดตั้งสำนักงานในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันสำนักงานภาคได้ให้คำแนะนำ ทั้งเศรษฐกิจ การเงิน และการให้ความรู้ทางการเงิน ควบคู่ไปกับการเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนจากภูมิภาค ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน เพื่อเป็นข้อมูลเชิงลึกให้แบงก์ชาติในการออกมาตรการได้ตรงจุดมากขึ้น รวมถึงการประชุม กนง. ด้วย นอกจากนี้ กรรมการ กนง. ยังได้เดินทางลงพื้นที่ สัมผัสชีวิตจริง พูดคุยกับผู้ประกอบการท้องถิ่น ผ่าน โครงการ กนง. สัญจร ทำให้ได้รับข้อมูลแบบเจาะลึกด้วยตนเองด้วยค่ะ

    rn

     

    rn

    อ. ป๋วยเองเคยกล่าวไว้ว่า “นักเศรษฐศาสตร์ มักจะเพ่งเล็งแต่เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าเป็นเช่นนั้นจะนับว่ามีการพัฒนาสมบูรณ์มิได้ จำเป็นต้องพิจารณาเลยไปถึงการพัฒนาสังคมด้วย”

    rn

     

    rn

    ไม่เพียงด้านเศรษฐกิจ แบงก์ชาติยังใส่ใจด้านการให้ความช่วยเหลือสังคม ปัจจุบัน มีการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากจน ด้อยโอกาส ผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. และ มีการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อภูมิคุ้มกันแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    โดยผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากรได้กล่าวในงาน “GovernorConnect” เมื่อคราวพบสื่อมวลชนครั้งแรก 10 ต.ค.68 หลังรับตำแหน่ง เพื่อพูดถึงแนวทางการทำงานของแบงก์ชาติ ว่า “เราทำหน้าที่โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ด้วยการรักษาเสถียรภาพ และจะมีมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติม เพื่อเสริมนโยบายการเงินในภาพใหญ่ เช่น การแก้ปัญหาหนี้เสีย ผ่านกลไก AMC การช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น และการทำให้ต้นทุนของบริการทางการเงินเหมาะสม” รวมทั้ง “แบงก์ชาติยังสานต่อการวางรากฐานภาคการเงินให้พร้อมรองรับกระแสโลกใหม่ รวมถึงการสร้างวินัยทางการเงินแก่ประชาชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น”

    rn

     

    rn

    ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า แม้แบงก์ชาติจะมีบทบาทหลักในการดูแลเศรษฐกิจการเงินของประเทศ แต่ก็ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยนอกจากยืนตรง มองไกลแล้ว ยังติดดิน รับฟังเสียงภาคธุรกิจและประชาชน และพร้อมยื่นมือ ประสานกับทุกภาคส่วน โดยเน้นการลงมือทำจริง เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนแก่คนไทยกันค่ะ

    rn”}}” id=”text-df8422dcac”>

    1. การประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

    ในหนังสือจดหมายจากใจถึง อ. ป๋วย ฉบับที่ 4 ระบุไว้ว่า อ. ป๋วยพูดถึงบทบาทของธนาคารกลางที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ แบงก์ชาติจึงควรเข้าใจสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน รวมถึงสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต เพื่อประกอบการกำหนดนโยบายการเงินแท้ที่จริงแล้ว แบงก์ชาติมิได้ดูแต่เฉพาะเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    อ. ป๋วยยังได้บันทึกเรื่องการประสานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคไว้อย่างน่าสนใจว่า “นโยบายการคลัง การเงิน และการประสานนโยบายทั้งสอง อาจจะดีพร้อม แต่จะไม่มีประโยชน์อันใดเลย ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่สามารถอธิบายในลักษณะที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งประทับใจ และคล้อยตามได้”

    ในยุคปัจจุบัน ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมต.คลัง กับ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากร ได้ให้ความเห็นที่สอดคล้องกันในงานสนทนาคู่หูเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ไว้ว่า เรื่องเป้าหมายนโยบายการเงิน เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน มีการประสานนโยบาย (policy coordination) เป็นอย่างดี ไม่มีติดขัด โดยคำนึงถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย ส่วนเรื่องเครื่องมือ แบงก์ชาติมีอิสระในการตัดสินใจนโยบายการเงินโดย กนง.

    ล่าสุด กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1 %  โดยทางเลขานุการ กนง. ดร. ดอน นาครทรรพ ได้ให้เหตุผลของการ front load นี้ ว่า เพื่อช่วยเศรษฐกิจไทยได้เร็วขึ้น อย่างน้อย 2-3 เดือน

    ด้านการประสานนโยบายเศรษฐกิจ ผู้ว่าวิทัยฯ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องนโยบายการเงิน แต่ยังขยายบทบาทแบงก์ชาติ สู่การเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านมาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพื่อหนุนให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นพร้อมๆ กับการดูแลเสถียรภาพ  ที่ผ่านมา แบงก์ชาติเร่งออกหลาย มาตรการ และมีการปรับปรุงระบบเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด โดยล่าสุด โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” มีการอัปเดตระบบเช็คสิทธิใหม่ เพียงเข้า web site โครงการฯ เช็คสิทธิและเลือกมาตรการ ซึ่งหากเช็คสิทธิผ่าน ระบบจะลงทะเบียนให้ได้เลยค่ะ โดยจะได้ SMS รอรับการติดต่อกลับจาก SAM นับว่าเป็นการเพิ่มความสะดวกแก่ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการนะคะ

    2. การยื่นมือและติดดิน

    หากกล่าวถึงค่านิยมร่วมของคนแบงก์ชาติ คือ ยืนตรง มองไกล ติดดิน และ ยื่นมือ นั้น ความ “ยืนตรงและมองไกล” เสมือนอยู่ใน DNA ของคนแบงก์ชาติอยู่แล้ว ส่วนที่รับคำแนะนำว่า ควรเพิ่มเติม คือ “ติดดินและยื่นมือ”   

    การประสานนโยบายและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นการสะท้อน บทบาทการยื่นมือของแบงก์ชาติที่ทำร่วมกับภาครัฐว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังมีบทบาทอื่นๆ ที่แบงก์ชาติทำเพิ่ม ด้านการยื่นมือและติดดิน โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและภาคประชาชน

    สิ่งหนึ่งที่ อ. ป๋วยได้สร้างความเชื่อมโยงนี้ไว้ คือ การจัดตั้งสำนักงานในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันสำนักงานภาคได้ให้คำแนะนำ ทั้งเศรษฐกิจ การเงิน และการให้ความรู้ทางการเงิน ควบคู่ไปกับการเปิดใจรับฟังเสียงสะท้อนจากภูมิภาค ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน เพื่อเป็นข้อมูลเชิงลึกให้แบงก์ชาติในการออกมาตรการได้ตรงจุดมากขึ้น รวมถึงการประชุม กนง. ด้วย นอกจากนี้ กรรมการ กนง. ยังได้เดินทางลงพื้นที่ สัมผัสชีวิตจริง พูดคุยกับผู้ประกอบการท้องถิ่น ผ่าน โครงการ กนง. สัญจร ทำให้ได้รับข้อมูลแบบเจาะลึกด้วยตนเองด้วยค่ะ

    อ. ป๋วยเองเคยกล่าวไว้ว่า “นักเศรษฐศาสตร์ มักจะเพ่งเล็งแต่เฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าเป็นเช่นนั้นจะนับว่ามีการพัฒนาสมบูรณ์มิได้ จำเป็นต้องพิจารณาเลยไปถึงการพัฒนาสังคมด้วย”

    ไม่เพียงด้านเศรษฐกิจ แบงก์ชาติยังใส่ใจด้านการให้ความช่วยเหลือสังคม ปัจจุบัน มีการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากจน ด้อยโอกาส ผ่านมูลนิธิ 50 ปี ธปท. และ มีการให้ความรู้ทางการเงิน เพื่อภูมิคุ้มกันแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    โดยผู้ว่าการแบงก์ชาติ คุณวิทัย รัตนากรได้กล่าวในงาน “GovernorConnect” เมื่อคราวพบสื่อมวลชนครั้งแรก 10 ต.ค.68 หลังรับตำแหน่ง เพื่อพูดถึงแนวทางการทำงานของแบงก์ชาติ ว่า “เราทำหน้าที่โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ด้วยการรักษาเสถียรภาพ และจะมีมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติม เพื่อเสริมนโยบายการเงินในภาพใหญ่ เช่น การแก้ปัญหาหนี้เสีย ผ่านกลไก AMC การช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น และการทำให้ต้นทุนของบริการทางการเงินเหมาะสม” รวมทั้ง “แบงก์ชาติยังสานต่อการวางรากฐานภาคการเงินให้พร้อมรองรับกระแสโลกใหม่ รวมถึงการสร้างวินัยทางการเงินแก่ประชาชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น”

    ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า แม้แบงก์ชาติจะมีบทบาทหลักในการดูแลเศรษฐกิจการเงินของประเทศ แต่ก็ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยนอกจากยืนตรง มองไกลแล้ว ยังติดดิน รับฟังเสียงภาคธุรกิจและประชาชน และพร้อมยื่นมือ ประสานกับทุกภาคส่วน โดยเน้นการลงมือทำจริง เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนแก่คนไทยกันค่ะ

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 17 มีนาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260317.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SioJ3CJEcXvIjwecX0Vnr

  • สงครามสหรัฐ-อิสราเอลต่ออิหร่าน สะท้อนระเบียบโลกใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ อาจถูกโจมตีเพราะ “เพียงนึกสนุก” อย่างไร – BBC News ไทย

    สงครามสหรัฐ-อิสราเอลต่ออิหร่าน สะท้อนระเบียบโลกใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ อาจถูกโจมตีเพราะ “เพียงนึกสนุก” อย่างไร – BBC News ไทย

    บทวิเคราะห์: สงครามในอิหร่านรอบนี้ สะท้อนระเบียบโลกใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ อาจถูกโจมตีเพราะ “เพียงนึกสนุก” อย่างไร

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, อามีร์ อาซีมี
      • Role, บีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซีย
    • เวลาอ่าน: 9 นาที

    การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล กับอิหร่าน อาจถูกมองในอนาคตว่าเป็นหนึ่งในความขัดแย้งครั้งใหญ่ระลอกแรกที่เกิดขึ้นภายใต้ระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น หลังจากกฎเกณฑ์ที่กำหนดพฤติกรรมระหว่างประเทศมานานหลายทศวรรษดูเหมือนจะสูญเสียอิทธิพลบางส่วนไป

    หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนใหญ่แล้วสงครามและการทูตมักดำเนินตามกรอบที่กำหนดโดยกฎหมายระหว่างประเทศและสถาบันต่าง ๆ เช่น สหประชาชาติและอนุสัญญาต่าง ๆ แม้กฎเหล่านั้นอาจถูกบิดเบือนหรือถูกตีความอย่างเลือกสรรอยู่บ้างก็ตาม

    ทว่าโดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลต่าง ๆ ยังคงพยายามอธิบายความชอบธรรมการกระทำของตนภายใต้ระบบดังกล่าว อาทิ ปฏิบัติการทางทหารมักจะมาพร้อมกับการให้เหตุผลทางกฎหมาย การปรึกษาหารือทางการทูต หรือการจัดตั้งพันธมิตรระหว่างประเทศ เป็นต้น

    ในสงครามที่เกิดขึ้นตอนนี้ ดูเหมือนว่าปัจจัยเหล่านั้นจะมีบทบาทจำกัดลง การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ดูเหมือนจะขับเคลื่อนด้วยการคำนวณด้านการทหารและการเมือง หรือความมั่นคงในระยะเฉพาะหน้า มากกว่าพิจารณาความจำเป็นที่จะต้องสอดคล้องกับกรอบกฎหมายระหว่างประเทศหรือการรับรองจากพหุภาคี

    สำหรับอิหร่าน การปฏิบัติการภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทั้งหมด ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศนี้มีชีวิตอยู่ภายใต้การคว่ำบาตรระหว่างประเทศและถูกโดดเดี่ยวทางการเมืองมาอย่างยาวนาน

    เมื่อเวลาผ่านไป อิหร่านได้สร้างเครือข่ายและกลไกทางเศรษฐกิจขึ้นมาเพื่อเลี่ยงมติคว่ำบาตรต่าง ๆ ทั้งแบบพหุภาคีหรือฝ่ายเดียว ส่งผลให้แม้ประเทศอยู่ภายใต้หนึ่งในระบอบการคว่ำบาตรที่ครอบคลุมที่สุดในโลก แต่อิหร่านก็ยังคงส่งออกน้ำมันและรักษาอิทธิพลในระดับภูมิภาคไว้ได้

    ภายในวัฒนธรรมเชิงยุทธศาสตร์เช่นนี้ การยกระดับสถานการณ์มักถูกคำนวณอย่างระมัดระวัง

    การตอบโต้ของอิหร่านในวิกฤตครั้งก่อน ๆ มักมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มต้นทุนของการเผชิญหน้าให้คู่ปรับ โดยไม่จุดชนวนให้เกิดสงครามใหญ่ในระดับภูมิภาค เป้าหมายในภาพกว้างนั้นมักจะเป็นไปเพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจหรือการเมืองต่อฝ่ายตรงข้าม จนกว่าผู้เล่นภายนอกจะเข้ามากดดันให้ลดระดับความตึงเครียดลง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    คำบรรยายภาพ, สำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศในนครเจนีวา ขึ้นข้อความว่าแม้แต่สงครามก็มีกฎกติกา

    อิสราเอลคุ้นเคยกับการปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมที่อนุสัญญาระหว่างประเทศไม่ได้แปลงเป็นข้อจำกัดในการปฏิบัติการโดยทันทีเสมอไป

    หลักนิยมทางทหารของอิสราเอล คือ เน้นการลงมืออย่างรวดเร็วและเด็ดขาดมาโดยตลอด เมื่อผู้นำเชื่อว่ามีภัยคุกคามร้ายแรงกำลังก่อตัวขึ้น การโจมตีก่อนและการใช้กำลังอย่างท่วมท้นเป็นองค์ประกอบที่เกิดซ้ำ ๆ ในแนวทางดังกล่าว

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การปฏิบัติการของอิสราเอลในความขัดแย้งต่าง ๆ เช่น สงครามในกาซา เผชิญการตรวจสอบเพิ่มขึ้นในเวทีด้านกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและศาลอาญาระหว่างประเทศ

    ในขณะเดียวกัน อิสราเอลยังคงประเมินว่าลำดับความสำคัญด้านความมั่นคงของตนนั้นทำให้การใช้กำลังทางทหารอย่างเด็ดขาดเป็นสิ่งที่ชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ยังได้รับการสนับสนุนด้านยุทธศาสตร์อย่างเข้มแข็งจากสหรัฐฯ

    สหรัฐฯ อยู่ในสถานะที่แตกต่างออกไปภายในระบบนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงผู้มีส่วนร่วมรายหนึ่งในระเบียบโลกหลังปี 1945 เท่านั้น แต่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการเป็นศูนย์กลางการออกแบบและรักษาระบบดังกล่าว

    นอกจากนี้ เครือข่ายของพันธมิตร สถาบันต่าง ๆ และบรรทัดฐานทางกฎหมายที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มักช่วยขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ทั่วโลก

    ช่วงที่สหรัฐฯ เข้าใกล้การก้าวข้ามระบบดังกล่าวมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ คือ การบุกอิรักในปี 2003

    ในตอนนั้น แม้รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามจัดกรอบการแทรกแซงว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามร่วมกันในวงกว้าง แต่ความร่วมมือจากกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “พันธมิตรที่เต็มใจ” (Coalition of the Willing) ซึ่งประกอบด้วยชาติพันธมิตรหลัก ๆ อย่างสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และโปแลนด์ ไปจนถึงรัฐบาลอีกหลายสิบประเทศ กลับให้การสนับสนุนในระดับต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน

    อย่างไรก็ดี แม้ว่าความชอบธรรมทางกฎหมายสำหรับสงครามดังกล่าวจะยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก แต่สหรัฐฯ ก็พยายามที่จะวางปฏิบัติการนี้ไว้ในบริบทพหุภาคี

    คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงสนามบิน สถานีขนถ่ายน้ำมัน และท่าเทียบเรือด้านตะวันตกและตะวันออกบนเกาะคาร์ก

    อย่างไรก็ดี การเผชิญหน้าครั้งล่าสุด ดูเหมือนว่าความชอบธรรมในระดับนานาชาติจะไม่ใช่สิ่งที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญมากนัก

    แถลงการณ์จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงสะท้อนน้ำเสียงที่แตกต่างออกไป ตัวอย่างเช่นในวันเสาร์ที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่าการโจมตีหลาย ๆ ครั้งได้ “ทำลายล้าง” เกาะคาร์กของอิหร่านไปมาก โดยเขาบอกกับสำนักข่าวเอ็นบีซีนิวส์ว่า “เราอาจโจมตีมันอีก 2-3 ครั้ง เพราะเพียงนึกสนุก”

    คำกล่าวเช่นนี้แสดงให้เห็นแนวทางที่ตรงไปตรงมาและลดกรอบทางการทูตลง เมื่อเทียบกับแนวทางที่เคยใช้ควบคู่กับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในอดีต

    ในแนวทางใหม่เช่นนี้ เครื่องมือทางเศรษฐกิจก็ถูกใช้อย่างแข็งขันมากขึ้นในฐานะเครื่องมือเชิงนโยบาย

    มาตรการภาษีทางศุลกากร ข้อจำกัดทางการค้า และมาตรการทางการเงินถูกนำมาใช้เพิ่มขึ้น ไม่เพียงต่อคู่ปรับ แต่ยังรวมถึงชาติพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันดีมาอย่างยาวนาน

    รัฐบาลของชาติต่าง ๆ ในยุโรป สหราชอาณาจักร และชาติพันธมิตรในองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต (NATO) ยังถูกรัฐบาลสหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายด้านกลาโหม นโยบายการย้ายถิ่น แนวทางการค้า ไปจนถึงความสัมพันธ์กับรัสเซีย

    นโยบายเช่นนี้อาจดูได้ผลในระยะสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัฐอื่น ๆ ยังคงดำเนินการภายใต้บรรทัดฐานระหว่างประเทศที่มีอยู่

    ถึงกระนั้น ผลกระทบในระยะยาวนั้นยังคงไม่ชัดเจนว่าหากผู้วางรากฐานหลักของระบบที่ยึดกฎเกณฑ์เริ่มให้ความสำคัญกับกฎต่าง ๆ น้อยลง รัฐบาลอื่น ๆ อาจจะรู้สึกถึงข้อจำกัดจากกฎเกณฑ์เหล่านั้นน้อยลงเช่นกันหรือไม่

    ในการเผชิญหน้าก่อนหน้านี้ พฤติกรรมของอิหร่านแสดงให้เห็นว่าขอบเขตเช่นนั้นเคยถูกจัดการโดยผู้นำของประเทศอย่างไร

    ในวิกฤตอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ รวมถึงสงคราม 12 วันกับอิสราเอลในช่วงฤดูร้อนปี 2025 รัฐบาลอิหร่านยังคงยึดเส้นแดงเชิงยุทธศาสตร์ของตนเองเป็นส่วนใหญ่ แม้ขณะเปิดปฏิบัติการตอบโต้ทางการทหาร โดยเห็นได้ว่าทางอิหร่านตอบโต้ด้วยท่าทีที่คำนวณมาอย่างระมัดระวัง ถึงแม้ว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะเบี่ยงเบนออกจากกรอบกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม

    คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงรายงานการโจมตีทั่วคาบสมุทรอาหรับโดยอิหร่านและกลุ่มที่สนับสนุนอิหร่าน

    เมื่ออิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพอัล‑อูเดดของสหรัฐฯ ในกาตาร์ ดูเหมือนว่ามีการแจ้งเตือนต่อทางการกาตาร์และสหรัฐฯ ล่วงหน้าอย่างไม่เป็นทางการ โดยการส่งสัญญาณในลักษณะเดียวกันนี้เคยปรากฏมาก่อนแล้วในช่วงที่อิหร่านโจมตีในอิรัก

    ทั้งนี้ แม้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่การตอบโต้ของอิหร่านก็ยังดูเหมือนถูกคำนวณอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งให้กว้างขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ในความขัดแย้งปัจจุบัน ข้อจำกัดเหล่านั้นดูเหมือนจะอ่อนตัวลง หลังการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด ในการโจมตีระลอกแรก อิหร่านได้เปิดการโจมตีต่อสถานที่ของสหรัฐฯ ทั่วคาบสมุทรอาหรับ โดยมุ่งเป้าไปที่ทั้งฐานทัพทหารและเป้าหมายพลเรือนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

    ในเวลาเดียวกัน การปฏิบัติการของอิหร่านได้ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางการลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกอย่างมีนัยสำคัญด้วย

    ผลที่ตามมาทันที คือ การตอบสนองของตลาดพลังงานอย่างรุนแรงและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก

    สำหรับภาคธุรกิจระหว่างประเทศและรัฐบาลต่าง ๆ เหตุการณ์ดังกล่าวเน้นให้เห็นว่าความขัดแย้งในระดับภูมิภาคสามารถก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจทั่วโลกได้รวดเร็วเพียงใด เมื่อข้อจำกัดต่อการยกระดับที่มีมานานเริ่มเสื่อมโทรมลง

    มหาอำนาจอื่น ๆ มีแนวโน้มจะสรุปบทเรียนของตนเองจากพัฒนาการเหล่านี้ รัสเซียอาจได้ประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรต่อผู้ปกครองรัสเซียก็ผ่อนคลายลง แม้สหภาพยุโรปจะคัดค้านก็ตาม

    ส่วนจีนก็อาจจับตาอย่างใกล้ชิดว่าบรรทัดฐานระหว่างประเทศสามารถขยับเปลี่ยนได้ไกลเพียงใด และเคลื่อนไปในทิศทางใด

    ดูเหมือนว่ายุโรปเองจะมีอิทธิพลจำกัดต่อทิศทางของสถานการณ์ในปัจจุบัน แม้จะมีความพยายามทางการทูต แต่สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรก็พบว่าส่วนใหญ่แล้วตนเองกลายเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ มากกว่าจะเป็นผู้กำหนดพัฒนาการ

    ด้วยเหตุนี้ สงครามครั้งนี้ในตะวันออกกลางจึงทำให้เกิดคำถามที่ขยายออกไปไกลกว่าผลลัพธ์ของสงคราม

    มันทำให้ฉุกคิดเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของระบบระหว่างประเทศที่กำหนดความสัมพันธ์และการเมืองโลกมาตั้งแต่ปี 1945 แม้ว่าระบบดังกล่าวจะไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลและมักถูกท้าทาย แต่มันก็ยังคงเป็นกรอบที่กำหนดขอบเขตการใช้อำนาจ

    หากกรอบดังกล่าวยังคงอ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ ผลลัพธ์อาจหมายถึงสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่คาดเดาได้น้อยลง เนื่องจากรัฐต่าง ๆ เคารพกฎเกณฑ์ที่ใช้ร่วมกันน้อยลง และพึ่งพาขีดความสามารถที่มีอยู่จริงมากขึ้น

    ในภูมิทัศน์เช่นนั้น แม้แต่ประเทศที่เป็นผู้ออกแบบระบบตั้งแต่แรกเริ่ม ก็อาจพบว่าการเสื่อมถอยลงของระบบนี้อาจนำมาซึ่งผลกระทบที่ยากต่อการคาดเดา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c93j074l9yzo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cO8s7lsYYF-IrmHe-1B9l

  • ดีป้า เดินหน้า OTOD #3 ยกระดับเกษตรอัจฉริยะ ปั๊มเศรษฐกิจ 500 ล้าน

    ดีป้า เดินหน้า OTOD #3 ยกระดับเกษตรอัจฉริยะ ปั๊มเศรษฐกิจ 500 ล้าน

    ดีป้า เปิดตัวโครงการ OTOD #3 ยกระดับเกษตรไทยสู่เกษตรอัจฉริยะด้วย 3 เทคโนโลยีจากดิจิทัลสตาร์ทอัพไทย คาดกระตุ้นเศรษฐกิจ 500 ล้าน

    ดีป้า ต่อยอดความสำเร็จโครงการ OTOD ซีซัน 2 สู่ OTOD ซีซัน 3 รุกเสิร์ฟ 3 เทคโนโลยี โดรนเพื่อการเกษตร แทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ และเทคโนโลยีบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ พร้อมยกระดับทักษะและสนับสนุนการประยุกต์ใช้แก่กลุ่มชุมชน/เกษตรกร เตรียมเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ใน 8 จังหวัด เพื่อเปลี่ยนการทำเกษตรแบบดั้งเดิมสู่เกษตรอัจฉริยะไปกับแนวคิด ‘ชุมชนดี รายได้ดี ด้วยดิจิทัล’ 

    นายปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า โครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (One Tambon One Digital: OTOD) เป็นโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มชุมชน/เกษตรกรสามารถเข้าถึงและรับการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจากดิจิทัลสตาร์ทอัพภาคการเกษตรสัญชาติไทยที่ได้รับเครื่องหมาย dSURE 

    และขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog) ใน 3 ประเภทเทคโนโลยี ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มชุมชน/เกษตรกร ประกอบด้วย โดรนเพื่อการเกษตร แทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ และเทคโนโลยีบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำงานในแปลงเกษตร ลดต้นทุนด้านแรงงาน ประหยัดเวลา สามารถวางแผน ควบคุม ติดตามผลการเพาะปลูก การดูแลรักษา และการจัดการผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ดีป้า เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้ดิจิทัลให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ผ่านมา ดีป้า ดำเนินการคัดเลือกดิจิทัลสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเข้มข้น จนได้มาซึ่ง 22 ผลิตภัณฑ์จาก 11 ดิจิทัลสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้ โดย ดีป้า เชื่อว่า เทคโนโลยีทั้ง 3 ประเภทจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรอัจฉริยะ 

    อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ อาชีพใหม่ โดยการพัฒนาทักษะแก่กลุ่มชุมชน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้ให้บริการบินโดรน ช่างซ่อมโดรนและเครื่องจักรการเกษตรอัตโนมัติ กระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศตามแนวคิด ‘ชุมชนดี รายได้ดี ด้วยดิจิทัล’ พร้อมประเมินว่า OTOD #3 จะช่วยสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

    ทั้งนี้ โครงการ OTOD #3 จะมีกิจกรรมยกระดับทักษะ และประชันไอเดียเพื่อขอรับการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และส่งเสริมการยกระดับธุรกิจชุมชนในชื่อ ‘Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day’ โดยจะมีขึ้นใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา สงขลา ภูเก็ต ชลบุรี อุบลราชธานี และขอนแก่น ซึ่งประกอบไปด้วย กิจกรรมการยกระดับทักษะเข้มข้นใน 4 หัวข้อคือ เทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรอัจฉริยะ การเสริมทักษะนักสร้างดิจิทัลคอนเทนต์ การเตรียมความพร้อมข้อเสนอเพื่อเข้าถึงแหล่งทุน และชุมชนเศรษฐกิจสีเขียว 

    นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม AgriTech Showcase การจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลจากสตาร์ทอัพภาคการเกษตร พร้อมเปิดพื้นที่การจับคู่ธุรกิจ กิจกรรม d-Community Challenge การเติมทักษะการผลิตคลิปสั้นผ่านการเรียนรู้และลงมือทำ และกิจกรรมไฮไลต์อย่าง Digital Agriculture Pitching Day กิจกรรมประชันไอเดียเพื่อขอรับการส่งเสริม ซึ่ง OTOD #3 แบ่งการส่งเสริมออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

    1) ประเภทการยกระดับกลุ่มชุมชนเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ภายใต้มาตรการ d-community สำหรับกลุ่มชุมชนที่จดทะเบียนกับหน่วยงานรัฐ โดยมีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 20 ครัวเรือน มีความพร้อมที่จะสมทบงบประมาณไม่น้อยกว่า 50% และไม่เป็นผู้รับการสนับสนุนจากโครงการ OTOD #2 โดยการส่งเสริมและสนับสนุนประเภทการยกระดับกลุ่มชุมชนเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจะเปิดรับผู้ขอรับการส่งเสริม จำนวน 330 ราย โดยจะสนับสนุนไม่เกิน 150,000 บาทต่อราย

    2) ประเภทการยกระดับธุรกิจชุมชนบริการดิจิทัล ภายใต้มาตรการ d-startup สำหรับบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนการค้าไม่เกิน 3 ปี มีทักษะช่าง และมีความต้องการเปิดธุรกิจบริการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงเทคโนโลยีทางการเกษตร มีความพร้อมที่จะสมทบงบประมาณไม่น้อยกว่า 50% และไม่เป็นผู้รับการสนับสนุนจากโครงการ OTOD #2 โดยการส่งเสริมและสนับสนุนประเภทการยกระดับธุรกิจชุมชนบริการดิจิทัลจะเปิดรับผู้ขอรับการส่งเสริม 33 ราย สนับสนุนไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย

    สำหรับโครงการ OTOD #3 มีบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ธนาคารออมสิน และบริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ให้การสนับสนุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/739504&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ric445vhTMUHVy_GP49dY

  • ศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ GDP ไทยเสี่ยงโตต่ำ 1% “ทิสโก้” แนะเสริมภูมิคุ้มกัน

    ศึกตะวันออกกลางยืดเยื้อ GDP ไทยเสี่ยงโตต่ำ 1% “ทิสโก้” แนะเสริมภูมิคุ้มกัน

    ในยุคปัจจุบัน ครอบครัวไทยกำลังเผชิญกับ “พายุความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน” (Polycrisis) ที่มีความซับซ้อนและรุนแรงกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนทางเศรษฐกิจ ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้วิธีการปกป้องครอบครัวแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ทำให้การยกระดับการบริหารความเสี่ยงสู่ระดับครอบครัวกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่มองข้ามไม่ได้

    วิเคราะห์วิกฤตซ้อนวิกฤต แรงกดดันต่อเศรษฐกิจและครัวเรือน

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายนอกและโครงสร้างภายในที่เปราะบาง

    • ความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียง 1.8% โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10% จะกระทบต่อ GDP ราว 0.3-0.4% และดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ซึ่งอาจฉุดให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไม่ถึง 1% หากความขัดแย้งของสงครามและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยืดเยื้อรุนแรง

    • ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระยะยาว 

    Climate Risk: ธนาคารโลกระบุว่าไทยอาจสูญเสียมูลค่าเศรษฐกิจถึง 7-14% ภายในปี 2593 จากผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่กระทบต่อผลิตภาพแรงงานและการเกษตร
    Super Aged Society: ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึง 28% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะลดทอนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจจากการลดลงของฐานแรงงานและภาระทางการคลังที่สูงขึ้น
    Health Risk: ค่ารักษาพยาบาลในไทยเติบโตสูงถึง 10.8% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกและเติบโตเร็วกว่ารายได้ของประชากร

    สภาวะความเปราะบางของครอบครัวไทย

    นางกุสุมา ประถมศรีเมฆ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความเสี่ยงในระดับมหภาคได้ “ไหลลง” มากระทบถึงระดับครัวเรือนอย่างชัดเจน ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า 77% ของครัวเรือนไทยไม่มีเงินออมฉุกเฉินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือน ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังคงสูงถึง 90% ของ GDP

    นอกจากนี้ โครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไปเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น แต่ผู้สูงอายุกว่า 35% ยังต้องพึ่งพาบุตรหลาน และรายจ่ายเฉลี่ยของผู้สูงอายุยังสูงกว่าเบี้ยยังชีพที่รัฐจัดสรรให้หลายเท่าตัว เมื่อเกิดการเจ็บป่วย ครอบครัวที่ขาดการวางแผนจึงเสี่ยงต่อภาวะตึงตัวทางการเงินอย่างรุนแรง หรืออาจต้องขายทรัพย์สินเพื่อมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล

    กลยุทธ์ “Family First – 3 Save Series”: เกราะป้องกันแบบองค์รวม

    นายโสฬส ศิวะไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายประกันภัยธนกิจ ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ทิสโก้ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน (Your Trusted Financial Advisor) จึงนำเสนอแนวคิด “Family First – ครอบครัวเรา…ไม่ธรรมดา” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากการบริหารความเสี่ยงรายบุคคล มาเป็นการสร้างระบบบริหารความเสี่ยงทั้งครอบครัว ผ่านกรอบแนวคิด “3 Save Series” ที่เปรียบเสมือนการจัดทำงบดุลของครอบครัว

    1. Save ความฝัน: ปกป้องอนาคตของสมาชิกในบ้านไม่ให้สะดุด เช่น แผนการศึกษาของลูก หรือแผนการเกษียณ เพื่อไม่ให้เป้าหมายระยะยาวถูกกระทบจากความผันผวนระยะสั้น
    2. Save ความเสี่ยง: ปิดจุดเปราะบางที่อาจทำให้ชีวิตสะดุด เช่น ค่ารักษาโรคร้ายแรง อุบัติเหตุ และการขาดรายได้จากการเจ็บป่วย เพื่อโอนย้ายความเสี่ยงทางการเงินออกไป
    3. Save ทรัพย์สิน: คุ้มครองฐานรากของคุณภาพชีวิต ทั้งที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ ไปจนถึงทรัพย์สินดิจิทัลที่สำคัญในยุคปัจจุบัน

    การออกแบบเกราะป้องกันที่ “พอดี” กับบริบทชีวิต

    การบริหารความเสี่ยงยุคใหม่ต้องอาศัยการ Personalized Protection หรือการประกอบเกราะให้พอดีกับความต้องการเฉพาะของแต่ละบ้าน

    • กลุ่มคนโสดวัยทำงาน: ควรเน้นที่ “เกราะสุขภาพ” และความคุ้มครองโรคร้ายแรงเป็นแกนกลาง เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าใช้จ่ายประจำสะดุดลงเมื่อเจ็บป่วย พร้อมเสริมภูมิคุ้มกันด้านดิจิทัล
    • กลุ่มครอบครัวแซนด์วิช (Sandwich Family): ที่ต้องดูแลทั้งลูกและพ่อแม่ จำเป็นต้องออกแบบระบบคุ้มครองที่ครอบคลุมทุกคน เช่น การเพิ่มความคุ้มครองอุบัติเหตุให้ผู้สูงอายุ และการแยกเงินแผนการศึกษาของลูกออกจากงบฉุกเฉินอย่างชัดเจน เพื่อให้ครอบครัวยังยืนหยัดได้แม้เกิดเหตุไม่คาดคิดกับเสาหลักของบ้าน

    ท่ามกลางความผันผวนที่รุมเร้า การสร้าง “ระบบจัดการความเสี่ยงทั้งครอบครัว” (Family Risk Management System) ที่มองเห็นช่องว่างและความเชื่อมโยงของสมาชิกทุกคน จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ครอบครัวไทยมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง และสามารถก้าวข้ามผ่านพายุความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/739511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25a8xLl73roGWRFNsl6RYJ

  • มูดี้ส์เตือน เศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงถดถอย หากน้ำมันยังตึงตัวจากวิกฤตตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    มูดี้ส์เตือน เศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงถดถอย หากน้ำมันยังตึงตัวจากวิกฤตตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง และอาจเผชิญภาวะถดถอย หากสถานการณ์ปิดกั้นการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แม้ว่าสหรัฐฯ จะสามารถผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้ใกล้เคียงกับความต้องการใช้ภายในประเทศก็ตาม โดยมาร์ก แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้ส์มองว่า หากสถานการณ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็อาจกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    ก่อนเกิดความขัดแย้งในอิหร่าน ตัวชี้วัดเศรษฐกิจชี้นำล่วงหน้าที่ประมวลผลด้วยแมชชีนเลิร์นนิงของมูดี้ส์ประเมินความน่าจะเป็น 49% ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยภายใน 12 เดือนข้างหน้า และคาดว่าการประเมินครั้งถัดไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% หรือมากกว่า

    ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนสัญญาณชะลอตัว โดยตลาดแรงงานที่อ่อนแอเป็นปัจจัยหลักที่กดดันแนวโน้มเศรษฐกิจ ขณะที่ตัวชี้วัดอื่น ๆ ก็ปรับตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รวมถึง GDP ไตรมาส 4 ของปี 2568 ที่ขยายตัวเพียง 0.7% ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี

    สงครามในอิหร่านยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันดังกล่าว เนื่องจากมีแนวโน้มจะผลักดันเงินเฟ้อระลอกใหม่ให้กับผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่เผชิญค่าครองชีพสูงอยู่แล้ว

    อย่างไรก็ตาม แซนดีตั้งข้อสังเกตบน X ว่า นักเศรษฐศาสตร์รายอื่นยังไม่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ภาวะถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ โดยวาณิชธนกิจหลายแห่งยังคงประเมินความเสี่ยงไว้ที่ระดับ 30% ถึง 40% ขณะที่ยาร์เดนิ รีเสิร์ช (Yardeni Research) ปรับเพิ่มโอกาสเกิดภาวะตลาดทรุดตัวในปีนี้เป็น 35% จากเดิม 20%

    กระนั้น นักลงทุนก็มีเหตุผลมากพอที่จะต้องตื่นตัว โดยแซนดีชี้ให้เห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเกือบทุกครั้งนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ยกเว้นช่วงโควิด-19 มักเกิดขึ้นหลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการปรับขึ้นของราคาน้ำมันจะนำไปสู่ภาวะถดถอยเสมอไป

    ตัวอย่างเช่น หลังรัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแม้ทำให้เงินเฟ้อสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะนั้นยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด ทำให้สามารถรองรับผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะหลังเริ่มแสดงสัญญาณอ่อนแอก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเข้าโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างมาก

    ทั้งนี้ แซนดีกล่าวว่า แม้ว่าสหรัฐฯ จะผลิตพลังงานได้ใกล้เคียงกับการใช้ภายในประเทศ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น แต่ผู้บริโภคยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนักและรวดเร็วจากการปรับขึ้นของราคาดังกล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/577515&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u2z9M97TLm_pIJjt8Virf

  • KKP เตือนวิกฤตฮอร์มุซเขย่าเศรษฐกิจไทย เสี่ยงถดถอยหากน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์

    KKP เตือนวิกฤตฮอร์มุซเขย่าเศรษฐกิจไทย เสี่ยงถดถอยหากน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์

    KKP เตือนวิกฤตฮอร์มุซเขย่าเศรษฐกิจไทย เสี่ยงถดถอยหากน้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์

    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรอบล่าสุดมีนัยสำคัญแตกต่างจากอดีต เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลกที่มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านราว 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของการใช้น้ำมันทั่วโลก

    สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงแรงกดดันด้านราคา แต่เป็นความเสี่ยงด้าน “อุปทานพลังงาน” ที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

    ขณะที่ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ มีความเปราะบางสูง โดยพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 58% และก๊าซธรรมชาติ (LNG) ราว 29% ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงทั้งด้านต้นทุนและการขาดแคลนพลังงาน

    ด้านนโยบาย นายพิพัฒน์ ระบุว่า ขีดความสามารถของภาครัฐในการอุดหนุนพลังงานมีข้อจำกัด โดยปัจจุบันกองทุนน้ำมันต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาดีเซลราว 18 บาทต่อลิตร หรือมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังมีภาระหนี้ค้างจากการอุดหนุนค่าไฟฟ้ากว่า 70,000 ล้านบาท

    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)

    การอุดหนุนราคาพลังงานในลักษณะ “เหมาเข่ง” จึงอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว และมีความเสี่ยงบิดเบือนกลไกตลาด โดยเสนอให้ปรับรูปแบบเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบางแทน เพื่อจำกัดภาระทางการคลังและรักษาวินัยทางการเงินของประเทศ

    รัฐบาลควรทยอยปล่อยให้ราคาพลังงานสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น แม้จะส่งผลต่อเงินเฟ้อ ซึ่งมีสัดส่วนพลังงานในดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สูงถึง 12% แต่ควรใช้มาตรการชดเชยแบบตรงจุดเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ

    สำหรับแนวทางรับมือในระยะสั้น รัฐบาลควรเร่งกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานไปยังประเทศอื่น เช่น สหรัฐฯ และออสเตรเลีย เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตะวันออกกลาง รวมถึงสื่อสารกับประชาชนเพื่อลดการกักตุนสินค้า

    ขณะที่ในระยะกลางถึงยาว ไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า โดยเร่งพัฒนาพลังงานทดแทน ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนไม่ถึง 20% เทียบกับหลายประเทศที่อยู่ระดับ 50% พร้อมส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์รูฟท็อป และพลังงานลม

    ด้านนายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP ระบุว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลงจากภาคท่องเที่ยวและการบริโภค เงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากต้นทุนพลังงาน และดุลบัญชีเดินสะพัดที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่งและอุปสงค์โลกที่ชะลอ

    นายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP

    KKP ยังประเมิน 3 ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทย โดยในกรณีฐาน หากสถานการณ์คลี่คลายใน 1 เดือน GDP ไทยอาจเติบโต 1.8% แต่หากยืดเยื้อ 6 เดือน GDP อาจลดลงเหลือ 1.4% และในกรณีรุนแรง หากราคาน้ำมันพุ่งเกิน 100–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเติบโตต่ำกว่า 0.7% หรือเข้าสู่ภาวะถดถอย

    ทั้งนี้ แม้เงินเฟ้อในกรณีรุนแรงอาจเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่หากราคาพลังงานปรับขึ้นต่อเนื่องยาวนาน อาจสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/654114&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jKygUHe3997tdIwwgjqqO

  • จ่อขึ้นราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (18 มี.ค.) เปิดตัวเลขคร่าว ๆ ขึ้นเท่าไร – ยันน้ำมันมีเพียงพอ

    จ่อขึ้นราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (18 มี.ค.) เปิดตัวเลขคร่าว ๆ ขึ้นเท่าไร – ยันน้ำมันมีเพียงพอ

              จ่อขึ้นราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (18 มี.ค.) เผยเบื้องต้น ดีเซลจะขึ้นประมาณเท่าไร ยืนยันน้ำมันมีใช้เพียงพอ ไม่ต้องกังวล ถ้าได้น้ำมันจากรัสเซียก็ไม่มีปัญหา

    ราคาน้ำมัน

              วันที่ 17 มีนาคม 2569 ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงเรื่องราคาน้ำมัน ที่กำลังจะประชุม ครม. เย็นนี้ว่า ในวันพรุ่งนี้ (18 มี.ค.) จะมีการขยับราคาทั้งเบนซินและดีเซล โดยดีเซลจะขยับหลักสตางค์ ไม่ถึงบาท แต่จะพยายามอั้นราคาไว้ไม่เกิน 33 บาท

    ราคาน้ำมัน

              ส่วนเรื่องกองทุนน้ำมัน ตอนนี้ติดลบ 1.2 หมื่นล้านบาท และในวงประชุมเมื่อวานนี้ก็มีความเห็นว่า จะติดลบกว่า 4 หมื่นล้านบาทไม่ได้ ต้องหาวิธีการแก้ไข ต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่มีอำนาจเต็ม แถลงนโยบายต่อรัฐสภา กระทรวงการคลังถึงจะเซ็นค้ำประกันได้ เพราะการกู้เงินสามารถกู้ได้ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ถ้ามากกว่านั้น ต้องให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน และในอดีตเคยติดลบสูงสุด 1.2 แสนล้านบาท

              ถ้าหากรัฐบาลใหม่มาไม่ทัน ก็ต้องทำเรื่องไป กกต. ให้ยกเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ เพราะมันสุดวิสัยจริง ๆ

              ตนยืนยันว่า น้ำมันไม่ขาดแน่นอน เพราะยังมีน้ำมันนอกอ่าวไม่น้อยกว่า 50% ที่ทาง ปต. และกระทรวงพลังงานเซ็นสัญญาณต่อไปแล้ว ส่วนอีก 50% จะพยายามหาน้ำมันแหล่งอื่นมาเสริม เช่น การคุยกับรัสเซีย ถ้าเราได้น้ำมันดิบจากรัสเซียก็ไม่มีปัญหาแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view299553.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CKo2YO8kk0ptQ_zFBlzpo

  • กรมพัฒนาที่ดิน ชู “หมอดินราตรี” ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2569 พลิกนาเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมพัฒนาที่ดิน ชู “หมอดินราตรี” ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2569 พลิกนาเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง

    กรมพัฒนาที่ดิน เผยความสำเร็จของเกษตรกรต้นแบบด้านการจัดการดิน หลัง “นางราตรี บัวพนัส” หมอดินอาสาประจำตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับการคัดเลือกเป็น “ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน” สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี พ.ศ. 2569 จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนบทบาทผู้นำชุมชนที่ขับเคลื่อนการเกษตรยั่งยืนและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    ดร.สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการสรรหาและยกย่อง “ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน” เป็นประจำทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลที่มีภูมิปัญญาด้านการเกษตร มีคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ เป็นแบบอย่างแก่เกษตรกรไทย โดยกรมพัฒนาที่ดินเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการสรรหาในสาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย และสาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับนางราตรี บัวพนัส หมอดินอาสาประจำตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เคยได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปี พ.ศ. 2568 ก่อนจะได้รับการคัดเลือกให้เป็น ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ในปีนี้

    “หมอดินราตรี” เริ่มต้นทำเกษตรโดยพึ่งพาสารเคมี แต่ต้องเผชิญปัญหาทั้งด้านสุขภาพ ศัตรูพืช น้ำท่วม ภัยแล้ง และต้นทุนการผลิตที่สูง จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนแนวทางการผลิตสู่การทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง โดยน้อมนำหลัก “พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น” ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ ควบคู่กับการบริหารจัดการดิน น้ำ และพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมกันนี้ ยังได้นำองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในแปลงเกษตร อาทิ การวิเคราะห์ดิน การผลิตปุ๋ยหมักด้วยสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 การผลิตน้ำหมักชีวภาพด้วยสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 การใช้ปุ๋ยพืชสดจากปอเทือง ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมการเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์ พด.14 ในรูปแบบแห้ง และการประดิษฐ์เครื่องมือไถกลบตอซังข้าวจากยางรถยนต์เก่า ช่วยลดการเผาในพื้นที่การเกษตร ลดต้นทุนการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินอย่างยั่งยืน สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่เกษตร ได้แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ 42 ไร่ 3 งาน ทำการเกษตรคาร์บอนต่ำ โดยทำนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง และปลูกพืชหมุนเวียนหลังนา เช่น ปอเทืองและถั่วเขียว เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดินและลดการใช้สารเคมี และพื้นที่ 16 ไร่ 1 งาน ทำการเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน โดยปลูกข้าวและพืชหมุนเวียน ควบคู่กับการปลูกพืชสมุนไพร ผักสวนครัว เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ และใช้เป็นพื้นที่อยู่อาศัย ผลจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต ทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจากเดิม 800–1,000 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2559 เป็น 1,150–1,250 กิโลกรัมต่อไร่ อีกทั้งยังสร้างรายได้จากกิจกรรมเกษตรผสมผสาน ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่ครัวเรือนและชุมชน

    กรมพัฒนาที่ดิน ขอแสดงความยินดีกับหมอดินราตรี บัวพนัส ในโอกาสได้รับการยกย่องเป็น ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งถือเป็นต้นแบบเกษตรกรที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการดินให้แก่เกษตรกรและชุมชนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นความภาคภูมิใจของกรมพัฒนาที่ดิน และเป็นแรงบันดาลใจให้เกษตรกรรุ่นใหม่ขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยนวัตกรรมและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1004375&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QxPR9ArcnoAMMEpi33ZOG

  • สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ฉุดจีดีพีไทยต่ำ 2%

    สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ฉุดจีดีพีไทยต่ำ 2%

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bDrA60AKRE09TzF_88ruJ

  • รมช.มท.

    รมช.มท.

    รมช.มท. “ศศิธร” รุกเสริมพลังสตรีพังงา พร้อมชู “อาซากุสะโมเดล” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากกระบี่


    17/03/2569 | 46 |

    ​วันที่ 16 มี.ค. 69 นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรมภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาแบบองค์รวมฯ ประจำปี 2569 ณ หอประชุมเขาทอย วิทยาลัยเทคนิคพังงา โดยมีนายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา และเครือข่ายสตรีจาก 8 อำเภอ รวมกว่า 1,000 คน ให้การต้อนรับ

    ​ในการนี้ รมช.ศศิธร ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสตรีที่เป็นรากฐานสำคัญของชุมชน ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การขับเคลื่อนพังงาสะอาด และการยุติความรุนแรงในสังคม

    ต่อมา รมช.มหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ณ ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ โดยระบุว่ากระทรวงมหาดไทยมุ่งเน้นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนผ่านการนำ Soft Power และภูมิปัญญาไทยมาสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมให้แนวทางจัดงานโดยใช้ “อาซากุสะโมเดล” (Asakusa Temple) จากญี่ปุ่นมาเป็นต้นแบบในการสร้างแลนด์มาร์คดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นการเช็คอินและเลือกซื้อสินค้าในพื้นที่

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/162368


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/485939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UYCoDP8VCo23xhisOp68A