Category: เศรษฐกิจ

  • “น้ำมัน” พุ่งสวน “ทองคำ” โอกาสเข้าซื้อกลับมาอีกครั้ง – InterGold

    “น้ำมัน” พุ่งสวน “ทองคำ” โอกาสเข้าซื้อกลับมาอีกครั้ง – InterGold

    สงครามยืดเยื้อและเศรษฐกิจโลกผันผวนแบบนี้ ราคาทองคำยังมีโอกาสขึ้นต่อหรือไม่?

    .
    มีโอกาส “ขึ้นต่อในระยะยาว” จากเงินเฟ้อและการพิมพ์เงิน แต่ “ระยะสั้นผันผวนแรง” จากแรงขายและสภาพคล่องในตลาด

    .

    โลกกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ที่ไม่ต่างจากวิกฤตระดับโลกในอดีต เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อและลุกลาม กระทบไปถึงราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำมันที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ “ต้นทุน” ที่กำลังกัดกินระบบเศรษฐกิจทั้งโลกแบบเงียบๆ

    เมื่อพลังงานแพง ต้นทุนทุกอย่างก็แพงตาม เศรษฐกิจเริ่มชะลอ ผู้บริโภคใช้จ่ายน้อยลง และสุดท้ายรัฐบาลของประเทศมหาอำนาจก็อาจต้องกลับมาใช้มาตรการเดิมที่เคยใช้ในช่วงวิกฤต—นั่นคือ “การพิมพ์เงิน” เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ

    จุดนี้เองที่กลายเป็นปัจจัยบวกสำคัญของทองคำ เพราะเมื่อเงินกระดาษถูกผลิตเพิ่มขึ้น มูลค่าของมันย่อมลดลงโดยธรรมชาติ และสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดอย่างทองคำจึงกลายเป็น “ที่หลบภัย” ของเงินทุนในระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม ภาพระยะสั้นกลับไม่ได้สวยงามแบบนั้นทั้งหมด
    ตลาดกำลังอยู่ในภาวะ “ขาดสภาพคล่อง” อย่างชัดเจน สัญญาณสำคัญคือการพุ่งขึ้นของ Bond Yield สหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และแรงกดดันต่อระบบการเงินโดยรวม

    เมื่อ Yield ขึ้น ตลาดหุ้นกลับลง นักลงทุนจำนวนมากจึงเลือก “ขายทุกอย่างเพื่อลดความเสี่ยง” ไม่เว้นแม้แต่ทองคำ นี่คือเหตุผลที่เราเห็นทองคำร่วงแรงทั้งที่ภาพใหญ่ยังเป็นขาขึ้น

    ยิ่งไปกว่านั้น การที่ตลาดล่วงหน้าเพิ่ม Margin สำหรับทองคำ ยังยิ่งเร่งให้เกิดแรงขายแบบ “โดนบังคับขาย” (Forced Sell) นักลงทุนที่ใช้ Leverage ต้องขายทองเพื่อรักษาพอร์ต หรือไปเติมเงินในสินทรัพย์อื่นที่ขาดทุน

    ทั้งหมดนี้ทำให้ทองคำในระยะสั้นมีโอกาส “ย่อตัวแรง” แม้ปัจจัยพื้นฐานจะยังสนับสนุนในระยะยาวก็ตาม

    ในมุมกลยุทธ์ ช่วงเวลาที่ตลาดตกใจและเกิดแรงเทขายหนัก มักเป็นจังหวะที่นักลงทุนระยะยาวใช้ “สะสมของดีในราคาถูก” โดยโซนที่น่าสนใจเริ่มปรากฏบริเวณ 4,850 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ให้ Risk/Reward ค่อนข้างได้เปรียบ

    ขณะเดียวกัน สำหรับนักลงทุนไทย ยังมีอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญคือ “ค่าเงินบาท” ในช่วงที่ตลาดโลกผันผวน เงินมักไหลเข้าสู่ดอลลาร์ ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งจะช่วย “พยุงราคาทองในประเทศ” ไม่ให้ปรับลงแรงเท่าตลาดโลก

    .

    สงครามยืดเยื้อส่งผลต่อทองคำอย่างไร?
    เมื่อสงครามลากยาว ความไม่แน่นอนจะเพิ่มขึ้น นักลงทุนจะลดความเสี่ยงในสินทรัพย์อื่น และโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำมากขึ้นในระยะยาว

    ทำไม Bond Yield ขึ้นแล้วทองลง?
    เพราะ Yield ที่สูงขึ้นทำให้การถือเงินสดหรือพันธบัตรน่าสนใจกว่าในระยะสั้น และยังเพิ่มต้นทุนโอกาสของการถือทองคำที่ไม่มีดอกเบี้ย

    ช่วงนี้ควรซื้อทองหรือรอก่อน?
    หากมองระยะยาว การย่อตัวแรงจากแรงขายถือเป็นโอกาสสะสม แต่ต้องแบ่งไม้ลงทุนและรับความผันผวนระยะสั้นให้ได้

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : 

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold  

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-16-03-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0apyt-s7NQ2LYVcHotIeEN

  • ‘

    ช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ แม้แต่กองทัพสหรัฐฯ ก็ยึดคืนมาไม่ได้ (และแม้แต่ทรัมป์จะระดมพลพันธมิตรให้มาช่วยก็ไม่มีใครกล้ามาช่วย) ตอนนี้มีของสิ่งหนึ่งที่จะง้างช่องแคบนี้ให้เปิดออกมาได้แล้ว

    นั่นคือ ‘เงินหยวน’

    สำนักข่าว CNN อ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน ที่เผยว่าอิหร่านกำลังพิจารณาอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ในจำนวนจำกัด โดยมีเงื่อนไขว่าการซื้อขายน้ำมันจะต้องใช้เงินหยวนจีนแทนดอลลาร์สหรัฐ

    เรื่องนี้สำคัญอย่างไร? 

    สำคัญตรงที่อิหร่านต้องการหยุดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ของตนเองพร้อมๆ กับทำลายรากฐานเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่อิงกับดอลลาร์ไปด้วย

    ข้อแรก “อิหร่านต้องการหยุดการพึ่งพาเงินดอลลาร์” เพราะอิหร่านตระหนักว่าเงินดอลลาร์ถูกใช้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจได้ โดยประจักษ์กับตัวเองมาแล้วหลังจากถูกสหรัฐฯ และชาติตะวันตกคว่ำบาตร ทำให้ขายน้ำมันไม่ได้ เมื่อขายน้ำมันไม่ได้จึงขาดเงินสกุลแข็งตคือดอลลาร์ เมื่อขาดเงินสกุลแข็งก็ทำให้เงินเรียลอ่อนค่าลง กอปรกับไม่มีรายได้เข้าประเทศเพราะถูกกีดกัน ทำให้เศรษฐกิจพังลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว ประชาชนทนไม่ไหวกับค่าเงินที่อ่อนลงจนแทบจะเป้นเงินกงเต๊กและเงินเฟ้อยังรุนแรง ผลักดันให้มวลชนออกมาต่อต้านรัฐบาลทุกหย่อมหญ้า รัฐบาลอิหร่านต้องใช้วิธีรุนแรงเข้าปราบปรามจึงรอดจากการถูกโค่นล้มมาได้

    “การใช้ดอลลาร์เป็นอาวุธ” (Dollar weaponization) นี้เป็นแผนการหนึ่งของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการทำลายศัตรูและใช้มะนกับอิหร่านเป็นประเทศล่าสุด เรียกว่าแนวทาง Maximum pressure 

    ดังนั้น อิหร่านจึงต้องการเลิกพึ่งพาดอลลาร์ (Dedollarisation) โดยเร็ว วิธีการหนึ่งก็คือต้องเปลี่ยนไปใช้เงินสกุลอื่นในการซื้อขายน้ำมัน เพราะตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 เป็นต้นมาโลกของผู้ผลิตน้ำมันส่งออกล่วนแต้ใช้เงินดอลลาร์ในการซื้อขายน้ำมัน ทำให้ดอลลาร์ถูกผูกกัยราคาน้ำมัน เรียกว่า Petrodollar

    Petro คือน้ำมัน dollar คือเงินอเมริกัน

    สองอย่างนี้ผสมโรงกันได้เพราะซาอุดีอาระเบีย ลูกพี่ของของ OPEC 

    ซาอุดีอาระเบียตกลงกับสหรัฐฯ ว่าจะยอมใช้เงินดอลลาร์เป็นตัวกลางซื้อขายน้ำมันโดยแลกกับการที่สหรัฐฯ จะคุ้มครองแหล่งน้ำมันของซาอุฯ 

    ส่วนการที่ซาอุฯ และประเทศค้าน้ำมันอื่นๆ ยอมให้ดอลลาร์เป็นตัวกลางซื้อขายก็เท่ากับช่วยประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่กำลังพะงาบๆ จากการผลาญเงินมหาศาลในสงครามเวียดนาม และภาวะเศรษฐกิจถดถอย-ชะงักงันในช่วงทศวรรษที่ 70

    รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องใช้มาตรการต่างๆ เพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องหาวิธีรักษาความเป็นผู้นำในเศรษฐกิจโลกเอาไว้ด้วย

    ในช่วงเวลานี้ดอลลาร์หมดสภาพอย่างหนัก 

    โดยก่อนหน้านั้นค่าเงินดอลลาร์ผูกกับทองคำตามระบบที่เรียกว่า  Bretton Woods system ที่ตั้งขึ้นหลังสงครามโลก ภายใต้ระบบนี้ ประเทศต่างๆ จะชำระบัญชีระหว่างประเทศด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถแปลงเป็นทองคำได้ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ที่ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และสามารถแลกเปลี่ยนเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทองคำได้กับสหรัฐฯ สหรัฐฯ มีพันธะที่จะค้ำประกันเงินดอลลาร์ทุกดอลลาร์ด้วยทองคำ  

    แต่ประเทศต่างๆ เห็นว่าระบบนี้ไม่แฟร์ เพราะสหรัฐฯ สามารถผลิตดอลลาร์ได้ตามใจปรารถนา แต่กลับนำเงินไปถลุงในสงครามและนโยบายอัดฉีดเงินเข้าระบบแบบไม่ยั้งคิดของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยไม่ได้อิงกับทองคำสำรองของตน ทำให้นานาประเทศหมดศัรทธาในดอลลาร์ที่ผูกกับทองคำ และขู่ที่จะถอนทองคำออกมา และพากันถอนตัวจากระบบนี้

    สหรัฐฯ ไม่มีทางเลือกนอกจากจะถอนตัวจากการอ้างอิงทองคำเอาดื้อๆ โดยระงับการแปลงค่าเงินดอลลาร์เป็นทองคำหรือสินทรัพย์สำรองอื่นๆ เพื่อไม่ให้รัฐบาลต่างประเทศสามารถแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์เป็นทองคำได้อีกต่อไป

    แต่การทำแบบนี้ทำให้ดอลลาร์จะเสียสถานะนำในเศรษฐกิจโลกไปด้วย 

    ประเทศผู้ผลิตน้ำมันจึงเข้ามากอบกู้ดอลลาร์เอาไว้ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนดังกล่าว

    ยิ่งดอลลาร์ผูกกับการซื้อน้ำมัน ยิ่งทำให้เงินดอลลาร์เป็นที่ต้องการของโลกในฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศ และยิ่งเป็นตัวค้ำชูความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ 

    แต่ในเวลาเดียวกัน การต่ออายุให้ดอลลาร์ เท่ากับทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้มันเป็นอาวุธบ่อนทำลาย ‘ศัตรู’ หลายครั้งแล้ว จนในที่สุดอิหร่านที่ช่วยต่ออายุให้ดอลลาร์ผ่านระบบ  Petrodollar ก็ถูกดอลลาร์เล่นงานในที่สุด

    การทำลาย Petrodollar จึงไม่ใช่แค่ทำลายโอกาสการใช้ดอลลาร์เป็นอาวุธ แต่ยังบ่อนทำลายสถานะมหาอำนาจของเศรษฐกิจอเมริกันด้วย

    นับตั้งแต่ถูกคว่ำบาตร อิหร่านก็พยายามสลัดตัวจากดอลลาร์มาโดยตลอดโดยเริ่มรับเงินยูโรมาตั้งแต่ปี 2003 และพอเศรษฐกิจจีนเริ่มผงาดขึ้นมา อิหร่านก็เริ่มเสนอให้ใช้เงินหยวนแทนที่ดอลลาร์มาเรื่อยๆ 

    แต่เพราะ Petrodollar มีสถานะที่แข็งแกร่งมาก หากไม่ได้รับความร่วมมือกับชาติอื่นๆ ความพยายามของอิหร่านก็จะไร้ผล ดังนั้นอิหร่านจึงถูก ‘อาวุธดอลลาร์’ เล่นงานมาตลอดจนเกือบจะล้มอยู่แล้ว

    ความพยายามครั้งล่าสุดของอิหร่านเกิดขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวกับการถูกอาวุธดอลลาร์ ถล่มจนเกิดการประท้วงใหญ่กับการเกิดสงครามกับสหรัฐฯ-อิสราเอล คือ เมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว

    ในช่วงนั้นจีนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ซึ่งอิหร่านเพิ่งจะเข้าเป็นสมาชิกเมื่อปีก่อนหน้านั้น 

    เพิ่งจะเข้ามาแท้ๆ อิหร่านก็เสนอความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยไม่รีรอ (เพราะรอไม่ได้) 

    ในเวลานั้น ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน แห่งอิหร่าน เรียกร้องให้ SCO  จัดตั้ง “โครงการริเริ่มบัญชีพิเศษและการชำระบัญชี” มีพื้นฐานอยู่บนสามเสาหลัก ได้แก่ การขยายการค้าด้วยสกุลเงินประจำชาติ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน รวมถึงสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง และการสร้างกองทุนแลกเปลี่ยนสกุลเงินพหุภาคีเพื่อสนับสนุนสมาชิกที่ประสบปัญหาทางการเงิน

    สรุปสั้นๆ ก็คือ อิหร่านต้องการให้จีน รัสเซีย และพันธมิตร SCO เลิกค้าขายด้วยดอลลาร์ และแทนที่ด้วยระบบการเงินแบบใหม่

    แม้ไม่ระบุว่าจะใช้เงินหยวนเป็นตัวกลาง แต่อิหร่านต้องการให้ใช้เงินหยยวนเป็นตัวกลางแทนดอลลาร์มาระยะหนึ่งแล้ว

    พูดให้กระชับลงอีกคือ สร้าง Petroyuan ขึ้นมาแทนที่ Petrodollar

    ที่ผ่านมา ความพยายามของอิหร่านไม่ได้รับความร่วมมือมากนักแม้แต่ในกลุ่มพันธมิตรด้วยกัน เพราะการสถานะ Petrodollar ยังคงแข็งแกร่ง และทรัมป์เองก็ใช้ความแข็งแกร่งนี้ข่มขู่ประเทศ BRICs ด้วยซ้ำว่าอย่าพยายามสั่นคลอนสถานะนำของดอลลาร์

    ที่สำคัญก็คือ แม้อิหร่านจะบีบให้ทุกประเทศต้องจ่ายเงินหยวนเพื่อซื้อขายน้ำมันในฐานะเป็นบัตรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่นี่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าของอิหร่านในการป้องกันการใช้ดอลลาร์เป็นอาวุธ ยังไม่สามารถสั่นคลอน Petrodollar แล้วทนที่ด้วย Petroyuan ได้ 

    เพราะประเทศส่วนใหญ่ในโลกยังต้องอ้างราคาซื้อขายน้ำมันด้วยดอลลาร์ 

    แต่การบีบให้ชาวโลกต้องใช้ Petroyuan ผ่านการปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นพันธมิตร SCO เห็นว่าข้อเสนอของอิหร่านนั้นเป็นไปได้ แม้ว่าอาจจะต้องใช้กำลังบังคับกันยสักหน่อย

    แต่ระเบียบการเงินโลกที่ผ่านๆ มานั้นล่วนแต่เป็นผลพวงจากสงครามทั้งสิ้น 

    Bretton Woods system เกิดขึ้นมาได้เพราะสงครามโลกครั้งที่ 2

    และ Petrodollar ก็เกิดขึ้นมาเพราะสงครามเวียดนาม

    จะเป็นเป็นไรไปที่ Petroyuan ก็จะเกิดจากสงครามของอิหร่านได้เหมือนกัน

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

    Photo – หวังอี้ (กลาง) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน โบกมือต้อนรับ เซอร์เกย์ เรียบคอฟ (ขวา) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย และ คาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ก่อนการประชุมเกี่ยวกับประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่าน ณ โรงแรมรับรองแขกของรัฐเตียวหยูไท ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2025 (ภาพโดย POOL / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41129&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NxjCWFM9V7J5aHlbvH-UV

  • “ปลัดพาณิชย์” เลี่ยงตอบตรึงดีเซลต่อหรือขึ้นขั้นบันได หลังครบ 15 วัน ย้ำยังไม่อนุญาตขึ้นราคาสินค้า

    “ปลัดพาณิชย์” เลี่ยงตอบตรึงดีเซลต่อหรือขึ้นขั้นบันได หลังครบ 15 วัน ย้ำยังไม่อนุญาตขึ้นราคาสินค้า

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/135324&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KMkWtwEhqt6AFbTKTehy-

  • วิ่งฉิวสู่ภาคใต้”ถนนเพชรเกษม”ปลอดภัยขึ้น กรมทางหลวงทุ่ม 608ล้าน สร้างสะพานกลับรถต่างระดับเสร็จ | เดลินิวส์

    วิ่งฉิวสู่ภาคใต้”ถนนเพชรเกษม”ปลอดภัยขึ้น กรมทางหลวงทุ่ม 608ล้าน สร้างสะพานกลับรถต่างระดับเสร็จ | เดลินิวส์

    ​ “ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า สำนักก่อสร้างทางที่ 1 กรมทางหลวง(ทล.) นำผู้เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักสำรวจและออกแบบ สำนักอำนวยความปลอดภัย สำนักงานทางหลวงที่ 15 แขวงทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน) และผู้รับจ้าง ร่วมตรวจสอบและกำหนดแนวทางการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข4 สาย บ.ห้วยยาง – อ.บางสะพาน ก่อนเปิดใช้งาน (Pre Opening Stage) ผลการตรวจสอบเรียบร้อยดี เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมให้บริการประชาชน

    ​ “ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” สัมภาษณ์ นายอิทธิพล แก้วบัวดี นายช่างโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข4 (ทล.4หรือถนนเพชรเกษม) สาย บ.ห้วยยาง – อ.บางสะพาน พื้นที่ จ. ประจวบคีรีขันธ์ ให้ข้อมูลว่า โครงการเป็นการก่อสร้างจุดกลับรถต่างระดับลักษณะสะพานเพื่อลดจุดตัดและกลับรถที่ปลอดภัยบนถนนเพชรเกษมสาย บ.ห้วยยาง – อ.บางสะพาน ระหว่างกม.337+313 – กม. 381+863 ระยะทาง 44.550 กม. รวม 3 จุด ประกอบด้วย

    1)กม.337+290 ต. ห้วยยาง อ. ทับสะแก จ. ประจวบคีรีขันธ์

    2)กม. 340+770 ต. แสงอรุณ อ. ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์

    3)กม.380+825 ต. ร่อนทอง อ. บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์

    รวมทั้งระบบความปลอดภัยอื่นๆ อาทิ ราวเหล็กกั้นถนน (การ์ดเรล) งบประมาณก่อสร้าง608.8 ล้านบาท มีบริษัท เอ็ม.ซี. คอนสตรัคชั่น (1979) จำกัด เป็นผู้รับจ้าง เริ่มสัญญาวันที่ 25 เม.ย. 2566 สิ้นสุดสัญญา8 ก.พ. 2569 และได้รับการขยายสัญญาถึงวันที่ 16 มี.ค. 2569

    ​ เนื่องจากถนนเพชรเกษม เป็นทางหลวงที่มีความสำคัญในการคมนาคมและขนส่งเชื่อมโยงภาคใต้ มีปริมาณการจราจรเฉลี่ยรายวัน 12,844 คัน เป็นรถบรรทุก 39.66% ขนาด 4 ช่องจราจรไปกลับ มีจุดกลับรถเป็นลักษณะทางราบที่ระดับดิน ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

    การก่อสร้างสะพานกลับรถจะเพิ่ม เพิ่มความสะดวกรวดเร็วและความปลอดภัยในการเดินทาง รวมทั้งการขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพรองรับการพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่ การท่องเที่ยวและการค้าระหว่างภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5692521/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05qAvI9ZurddzWZgZIecgp

  • สงครามในตะวันออกกลาง: ผลกระทบเศรษฐกิจโลก

    สงครามในตะวันออกกลาง: ผลกระทบเศรษฐกิจโลก

    ราคาน้ำมันลดลงและตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นในวันจันทร์ เนื่องจากนักลงทุนยังคงจับตาดูช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด โดยพันธมิตรของสหรัฐฯ กำลังต่อต้านข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการช่วยเปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้ให้กับเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (Photo by RONALDO SCHEMIDT / AFP)

    ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันลดลง

    ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง โดยนักลงทุนให้ความสนใจกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซียที่ใช้ขนส่งน้ำมันดิบหนึ่งในห้าของโลก และการขนส่งในบริเวณนี้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากสงคราม

    ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือ ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานสากล ลดลง 2.8 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 100.21 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต ซึ่งเป็นสัญญาหลักของสหรัฐฯ ลดลง 5.3 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 93.50 ดอลลาร์

    โดรนโจมตีทำให้เกิดไฟไหม้ในแหล่งน้ำมันของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

    ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่า การโจมตีด้วยโดรนทำให้เกิดไฟไหม้ในแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ขณะที่อิหร่านยังคงดำเนินการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธทั่วอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง

    ตามข้อมูลจากบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ADNOC) แหล่งน้ำมันชาห์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองอาบูดาบีไปทางใต้ 230 กิโลเมตร (143 ไมล์) มีกำลังการผลิตน้ำมันดิบประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน

    โดรนโจมตีเป้าหมายแหล่งน้ำมันของอิรัก

    โฆษกกระทรวงน้ำมันของอิรักเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า โดรนสองลำโจมตีแหล่งน้ำมันสำคัญทางตอนใต้ของอิรัก นับเป็นการโจมตีครั้งที่สองในรอบสี่วัน

    ซาเฮบ บาซูน โฆษกกระทรวงน้ำมัน กล่าวว่า “แหล่งน้ำมันมาจ์นูนถูกโจมตีโดยโดรนสองลำ โดยลำหนึ่งชนเสาโทรคมนาคม” และเสริมว่าไม่มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้น

    เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนยันการโจมตีดังกล่าว และกล่าวว่าโดรนลำที่สองมุ่งเป้าไปที่สำนักงานของบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่งที่ดำเนินงานอยู่ในสถานที่นั้น

    เรือบรรทุกน้ำมันของปากีสถานแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    บริษัทตรวจสอบการจราจรทางทะเลรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติปากีสถานลำหนึ่งแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเปิดใช้งานระบบส่งสัญญาณอัตโนมัติ ซึ่งนับเป็นการเดินทางลักษณะนี้ครั้งแรกของเรือบรรทุกน้ำมันที่ไม่ใช่ของอิหร่านนับตั้งแต่เริ่มสงคราม

    บริษัท Marine Traffic รายงานเมื่อวันอังคารว่า เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติปากีสถานลำดังกล่าว ซึ่งมีความยาว 237 เมตร มีระวางบรรทุก 11.5 เมตร แสดงให้เห็นว่าเรือมีน้ำหนักมากและน่าจะบรรทุกน้ำมันเต็มลำ

    IEA บอกเป็นนัยว่าจะมีผลิตภัณฑ์ออกวางจำหน่ายเพิ่มเติม

    ฟาติห์ บิโรล หัวหน้าสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ กล่าวว่า อาจมีการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพิ่มเติมหากจำเป็น เพื่อจำกัดผลกระทบจากการปิดกั้นการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอันเนื่องมาจากสงครามกับอิหร่าน

    “หากนำปริมาณสำรองน้ำมันของภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมที่ถือครองภายใต้พันธะของรัฐบาลมารวมกันแล้ว จะยังมีน้ำมันเหลืออยู่กว่า 1.4 พันล้านบาร์เรล ซึ่งหมายความว่าเราสามารถดำเนินการเพิ่มเติมได้ในภายหลังหากจำเป็น” บิโรลกล่าวในแถลงการณ์ผ่านวิดีโอ

    บริษัท ADNOC ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ‘ระงับ’ การขนส่งน้ำมันที่ท่าเรือฟูไจราห์

    แหล่งข่าวที่ทราบรายละเอียดการดำเนินงานเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ว่า บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ADNOC) ได้ระงับการขนถ่ายน้ำมันลงถังเก็บที่โรงงานในฟูไจราห์ หลังจากเกิดการประท้วงหยุดงานซ้ำแล้วซ้ำเล่าในโรงงานผลิตพลังงานดังกล่าว

    ฟูไจราห์เป็นที่ตั้งของท่าเรือสำคัญ ซึ่งอิหร่านได้โจมตีถังเก็บน้ำมันไปแล้วหลายแห่ง นอกจากนี้ท่าเรือแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของสถานีส่งออกน้ำมันที่สำคัญ ซึ่งตั้งอยู่ตรงทางเข้าช่องแคบฮอร์มุซ

    อิรักหวังที่จะฟื้นฟูโครงการท่อส่งน้ำมัน

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของอิรักกล่าวว่า อิรักหวังที่จะส่งออกน้ำมันมากถึง 250,000 บาร์เรลต่อวันไปยังท่าเรือในตุรกี ผ่านทางท่อส่งน้ำมันที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งไม่ได้ใช้งานมานานหลายปีแล้ว หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านได้ตัดขาดเส้นทางการส่งออกหลักของประเทศ

    ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นเพียงเศษเสี้ยวของปริมาณประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) ที่อิรักส่งออกก่อนเกิดความขัดแย้ง ซึ่งส่วนใหญ่ผ่านทางท่าเรือบาสราทางตอนใต้และช่องแคบฮอร์มุซ

    ญี่ปุ่นเริ่มปล่อยน้ำมันสำรองแล้ว

    ญี่ปุ่นกล่าวว่ากำลังเริ่มปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์หลังจากที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า การปล่อยน้ำมันจะเริ่มต้นในเอเชียและโอเชียเนียก่อนภูมิภาคอื่นๆ

    เมื่อวันที่ 11 มีนาคม สมาชิก IEA ตกลงที่จะนำน้ำมันสำรองออกมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงคราม ซึ่งนับเป็นการตอบสนองครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา IEA ระบุว่า การปล่อยน้ำมันในยุโรปและอเมริกาเหนือจะเริ่มขึ้นก่อนสิ้นเดือนมีนาคม.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/964399/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v8oy2O92DGs9z0hTwDOBn

  • Soft Power คือ ‘การขายความอยาก’ เปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นธุรกิจ เมื่อสิ่งที่คนซื้อ คือการมีส่วนร่วม

    Soft Power คือ ‘การขายความอยาก’ เปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นธุรกิจ เมื่อสิ่งที่คนซื้อ คือการมีส่วนร่วม

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในวงการธุรกิจ นโยบายภาครัฐ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แต่สำหรับหลายคน แนวคิดนี้อาจยังดูเป็นเรื่องไกลตัวหรือเข้าใจยาก

    คุณจิรพิสิษฐ์ รุจน์เจริญ เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และอดีตประธาน YEC จังหวัดนครราชสีมา พยายามอธิบายเรื่องนี้ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด เขาเสนอแนวคิดหนึ่งที่ตรงไปตรงมาและเข้าใจได้ทันทีว่า

    ‘ซอฟต์พาวเวอร์คือการขายความอยาก’ เพราะสิ่งที่ทำให้ผู้คนอยากดู อยากกิน อยากใช้ หรืออยากเดินทางไปยังสถานที่หนึ่ง ไม่ได้เกิดจากตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ‘จินตนาการ’ และ ‘เรื่องเล่า’ ที่ทำให้คนรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับมัน

    เพื่ออธิบายแนวคิดนี้ คุณโจยกตัวอย่างคำถามง่าย ๆ ว่า ‘วันพีซขายอะไร?’ หลายคนอาจตอบว่าขายการ์ตูน ขายหนัง หรือขายของสะสม แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่วันพีซขายไม่ใช่สินค้าเหล่านั้น สิ่งที่ขายคือ ‘ความอยาก’

    เรื่องราวของโจรสลัด การผจญภัย และมิตรภาพ ทำให้ผู้ชมอยากติดตาม อยากสะสมสินค้า อยากใส่เสื้อผ้าหรือของที่เกี่ยวข้องกับตัวละคร และบางคนถึงขั้นอยากเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อตามรอยสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราว

    อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวันพีซ ตั้งแต่การ์ตูน ภาพยนตร์ ของเล่น เสื้อผ้า และสินค้าต่าง ๆ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันมหาศาล นั่นคือพลังของการขาย ‘จินตนาการ’

    แนวคิดเดียวกันนี้ยังปรากฏในความสำเร็จของซีรีส์เกาหลีอย่าง Squid Game ที่นำเกมพื้นบ้านของเด็กเกาหลีมาเล่าใหม่ในรูปแบบดราม่าระทึกขวัญ จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก

    สิ่งที่ทั้งสองกรณีมีเหมือนกันคือ การนำเรื่องธรรมดาในวัฒนธรรมท้องถิ่นมาสร้างเรื่องเล่าใหม่ให้ผู้คนรู้สึกอยากรู้ อยากดู และอยากมีส่วนร่วม

    เมื่อวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจ

    ความอยากที่เกิดจากวัฒนธรรมสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลได้ ลองมองไปที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือจีน ประเทศเหล่านี้ใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นอนิเมะ K-popเกม หรือ Art Toy

    ตัวอย่างที่ชัดเจนคือมาสคอตชื่อดังของญี่ปุ่น คือ คุมะมง

    คุมะมงถูกสร้างขึ้นในปี 2011 เพื่อโปรโมตจังหวัดคุมาโมโตะ ในช่วงแรกยอดขายสินค้าที่เกี่ยวข้องมีมูลค่าประมาณ 25 ล้านเยนเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ตัวละครนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดและถูกนำไปต่อยอดเป็นสินค้า การท่องเที่ยว และกิจกรรมต่าง ๆ ภายในปี 2023 มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับคุมะมงเพิ่มขึ้นเป็นหลายหมื่นล้านเยน สิ่งที่ญี่ปุ่นทำไม่ใช่การขายตุ๊กตา แต่เป็นการขาย ‘ซอฟต์พาวเวอร์’

    สูตรสำเร็จของการขาย ‘ความอยาก’

    คุณโจอธิบายว่า หากต้องการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ให้เกิดขึ้นจริง จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 3 อย่าง คือ

    1. ความสามารถในการดึงดูดความสนใจ

    ประเทศหรือแบรนด์ต้องมีบางอย่างที่ทำให้คนรู้สึกสนใจ เช่น คุณภาพการศึกษา ไลฟ์สไตล์ หรือภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรม

    2. การสะท้อนตัวตนและความหลากหลาย

    ผู้คนต้องรู้สึกว่าพื้นที่นั้นเปิดโอกาสให้พวกเขาแสดงตัวตนได้

    3. ประสบการณ์ที่แตกต่าง

    สินค้า บริการ หรือเมืองนั้นต้องมอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนที่อื่น

    หากทั้งสามอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน โอกาสที่ผู้คนจะ ‘อยากมีส่วนร่วม’ ก็จะเพิ่มขึ้น

    5 ขั้นตอน เปลี่ยน ‘วัฒนธรรม’ ให้กลายเป็น ‘ธุรกิจ’

    เพื่อทำให้แนวคิดซอฟต์พาวเวอร์นำไปใช้ได้จริง คุณโจเสนอ ‘เฟรมเวิร์ก 5 ขั้นตอน’ ที่สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจ เมือง หรือจังหวัดได้

    1. Culture Asset: ค้นหาอัตลักษณ์

    ขั้นตอนแรกคือการค้นหาว่าพื้นที่นั้นมี ‘สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม’ อะไรบ้าง สำหรับจังหวัดนครราชสีมา สิ่งที่โดดเด่นคือ แมวโคราช หรือแมวสีสวาด ซึ่งถือเป็นสายพันธุ์แมวไทยที่มีเอกลักษณ์และมีเรื่องราวทางวัฒนธรรมมายาวนาน

    ความสำคัญของขั้นตอนนี้คือการหาสิ่งที่ ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้

    2. Reproduct: สร้างสินค้าใหม่จากวัฒนธรรม

    เมื่อมีวัฒนธรรมต้นทางแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการนำมาพัฒนาเป็นสินค้า

    ตัวอย่างเช่น การออกแบบกางเกงลายแมวโคราช ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน หอการค้า และหน่วยงานท้องถิ่นสินค้าเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงของที่ระลึก แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง

    3. Business Model: สร้างโมเดลธุรกิจ

    การมีสินค้าอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีโมเดลธุรกิจที่ทำให้มันเติบโตได้ หนึ่งในแนวทางที่โคราชทดลองคือการร่วมมือกับบริษัทเกมระดับโลกอย่าง Garena เพื่อนำคอนเซปต์วัฒนธรรมท้องถิ่นไปอยู่ในเกมออนไลน์ ตัวอย่างเช่น การนำกางเกงแมวโคราชเข้าไปเป็นไอเท็มในเกม Garena Free Fire ที่มีผู้เล่นมากกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก

    ผลลัพธ์คือแคมเปญนี้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 300 ล้านบาท และทำให้ผู้คนทั่วโลกเริ่มค้นหาคำว่า ‘โคราช’ มากขึ้น

    4. Global Exposure: การขยายสู่ระดับโลก

    หลังจากสินค้าเริ่มเป็นที่รู้จัก ขั้นตอนต่อไปคือการขยายไปสู่แพลตฟอร์มและความร่วมมือใหม่ ๆ โครงการแมวโคราชถูกนำไปต่อยอดเป็น

    • Art Toy
    • การคอลแลบกับแบรนด์ต่าง ๆ
    • การทำอนิเมชัน
    • การร่วมมือกับศิลปินระดับนานาชาติ

    แนวคิดสำคัญคือ การใช้พลังของแพลตฟอร์มที่ใหญ่กว่า เพื่อช่วยให้วัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าถึงคนทั่วโลก

    5. Destination: เปลี่ยนเมืองให้เป็นจุดหมายปลายทาง

    ขั้นตอนสุดท้ายคือการทำให้เมืองกลายเป็น ‘เดสติเนชัน’ เช่นเดียวกับที่ผู้คนอยากไปญี่ปุ่นในช่วงฤดูท่องเที่ยว หรือเดินทางไปฮ่องกงเพื่อไหว้พระตามความเชื่อสายมู

    เป้าหมายในระยะยาวของโคราชคือการทำให้เมืองกลายเป็นพื้นที่สำหรับ

    • การท่องเที่ยว
    • การทำงานของดิจิทัลโนแมด
    • การพักผ่อนด้านสุขภาพและเวลเนส

    เมื่อถึงจุดนี้ ซอฟต์พาวเวอร์จะไม่ได้สร้างรายได้แค่จากสินค้า แต่จะสร้างเศรษฐกิจทั้งเมือง

    บทเรียนสำคัญของซอฟต์พาวเวอร์

    บทเรียนสำคัญที่คุณโจทิ้งท้ายไว้คือ การสร้างซอฟต์พาวเวอร์ไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญ แต่ต้องมี เป้าหมายและเฟรมเวิร์กที่ชัดเจน

    ในอดีต เขายอมรับว่าหลายโครงการเริ่มต้นจากการ ‘ลองทำดู’ โดยไม่มีแผนที่ชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไป จึงเริ่มมองเห็นว่าการพัฒนาเมืองหรือวัฒนธรรมให้กลายเป็นเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีขั้นตอนและกลยุทธ์ที่ชัดเจน และคำถามสำคัญที่สุดที่ทุกธุรกิจหรือทุกเมืองควรถามตัวเองคือ ‘สุดท้ายแล้ว เรากำลังขายอะไร’ เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้คนซื้อสินค้า ไม่ใช่ตัวสินค้าเองแต่คือ ความอยากที่อยู่เบื้องหลังมัน

    ข้อมูลจาก Session Next Korat Move: วิถีโคราชบนเส้นทางผู้ประกอบการยุคใหม่ ในงาน ในงาน Techsauce Next Entrepreneur’s Summit ‘The Gateway to Isan’ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/soft-power-selling-desire-culture-business&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aJ_Qt-Lj3GL9WUlGrOCLL

  • “เลขาฯสภาพัฒน์ฯ” ชี้ “ดีเซล” ตรึงต่อหรือปล่อยลอยตัว รอผล ศบก.บ่ายนี้

    “เลขาฯสภาพัฒน์ฯ” ชี้ “ดีเซล” ตรึงต่อหรือปล่อยลอยตัว รอผล ศบก.บ่ายนี้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/135326&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pqqRDnK9UPvAJc_yhzsz3

  • แถลงการณ์หอการค้าไทย เฝ้าระวังผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจ

    แถลงการณ์หอการค้าไทย เฝ้าระวังผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจ

    แถลงการณ์หอการค้าไทยและสภาหอการค้าฯ เฝ้าระวังผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจ พร้อมแนะ 8 แนวทางสำคัญให้ผู้ประกอบการเตรียมรับมือความผันผวนด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และการเงิน

    แถลงการณ์หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เรื่อง การเฝ้าระวังผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภาคธุรกิจไทย

    จากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงเวลานี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การค้า และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอแจ้งให้สมาชิกและเครือข่ายผู้ประกอบการทั่วประเทศรับทราบ และขอให้เฝ้าระวังพัฒนาการของเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด

    ความผันผวนดังกล่าวอาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในหลายด้าน โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า ระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ รวมถึงต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลก

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมีความห่วงใยต่อผู้ประกอบการไทย และกำลังติดตามและประเมินผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์แนวโน้ม และจัดทำข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ

    แนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยขอเสนอแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ประกอบการ ดังนี้
     

    1. ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงานอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการค้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก เนื่องจากความผันผวนของราคาพลังงานอาจส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิต และค่าขนส่ง

    2. ประเมินผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการควรทบทวนแผนการจัดหาวัตถุดิบ การขนส่ง และกำหนดการส่งมอบสินค้า โดยเฉพาะการส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางหรือเส้นทางที่อาจได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางทะเล ซึ่งอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม (War Risk Premium) และความล่าช้าในการขนส่งสินค้า

    3. บริหารต้นทุนโลจิสติกส์ พลังงาน และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ จากแนวโน้มราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และความผันผวนของค่าเงินในตลาดโลก ผู้ประกอบการควรติดตามต้นทุนการขนส่งและความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด พร้อมทบทวนเงื่อนไขสัญญาการขนส่งและการชำระเงินระหว่างประเทศ

    4. ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงานในสถานประกอบการ ภาคธุรกิจควรเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การขนส่ง และการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานและช่วยควบคุมต้นทุนในระยะยาว

    5. ประเมินความเพียงพอและความต่อเนื่องของวัตถุดิบในการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบระดับสต็อกสินค้า วางแผนสำรองวัตถุดิบ และพิจารณาแหล่งจัดหาทางเลือก เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน

    6. จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและวางแผนรองรับหลายสถานการณ์ ภายใต้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ผู้ประกอบการควรเตรียมแผนรองรับหลายสถานการณ์ ทั้งในด้านต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

    7. ดูแลสภาพคล่องทางการเงินและบริหารกระแสเงินสด โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกหรือการนำเข้าวัตถุดิบ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น

    8. ติดตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เนื่องจากภาครัฐอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการรองรับในด้านพลังงาน การเงิน และการค้า เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการสื่อสารข้อมูลที่สำคัญ รวมถึงประสานข้อคิดเห็นจากภาคธุรกิจไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสมท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอให้สมาชิกติดตามความเคลื่อนไหวจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378974869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TAVHH4lAd7DKJAZE2hqu4

  • “ดร.แดน” ชี้ วิกฤตสงคราม “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ทำ เศรษฐกิจ-ราคาน้ำมันช็อกทั้งโลก

    “ดร.แดน” ชี้ วิกฤตสงคราม “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ทำ เศรษฐกิจ-ราคาน้ำมันช็อกทั้งโลก

    ส่วนในระยะยาว ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ มองว่า สงครามและความไม่แน่นอนด้านพลังงานจะยิ่งบีบให้หลายประเทศต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงพลังงาน ประเทศไทยซึ่งยังต้องนำเข้าพลังงานจำนวนมาก จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หากราคาพลังงานโลกยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งในด้านต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งนโยบายตรึงราคาพลังงานหรือการใช้เงินกองทุนเพื่อกดราคาน้ำมันอาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้เพียงระยะสั้น แต่ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน หากราคาพลังงานโลกยังคงสูงเป็นเวลานาน ดังนั้น ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยในระยะยาวจึงอยู่ที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความสามารถในการแข่งขันบนเวทีเศรษฐกิจโลก

    “สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐ จึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางทหารในภูมิภาคหนึ่งของโลกเท่านั้น แต่เป็นเหตุการณ์ที่อาจส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงระบบเศรษฐกิจโลก และทดสอบความสามารถของผู้นำประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย ในการรับมือกับวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น”

    ดร.แดน ระบุว่า ภาวะผู้นำของไทยในวิกฤตสงครามสหรัฐ – อิหร่านครั้งนี้ ตนยึดจากหนังสือ นำและบริหารยามวิกฤต: บทเรียนจากช่วงการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 เพื่อเป็นแนวทางของผู้นำในการบริหารในสภาวะวิกฤต ซึ่งเกิดจากการถอดบทเรียน ภาวะการนำ ภาวะการบริหาร และภาวะคุณธรรมของผู้นำในอดีต ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้กับวิกฤตต่าง ๆ ที่ผู้นำต้องเผชิญในอนาคตรวมถึงในวิกฤตสงครามอิหร่าน – สหรัฐครั้งนี้ด้วย  

    โดยมองว่า ผู้นำต้องจับสัญญาณวิกฤตได้เร็วสุด ในยามที่โลกกำลังเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ผู้นำประเทศต้องมีความสามารถสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือ การจับสัญญาณของวิกฤตให้ได้ก่อนเวลา เพราะวิกฤตขนาดใหญ่ไม่เคยเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า แต่คำถามคือผู้นำมองเห็นหรือไม่  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยจำนวนมากมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการเมืองภายใน จนไม่ได้เปิดสายตาให้กว้างพอที่จะติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งที่สัญญาณของความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และความเสี่ยงของสงครามได้ปรากฏมานานแล้ว
    ผู้นำที่ดีจึงต้องมี ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่สามารถจับสัญญาณของวิกฤตได้ก่อนที่เหตุการณ์จะปะทุ เพราะวิกฤตสงครามไม่ได้เกิดโดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงกับวิกฤตอื่นจำนวนมาก โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคงของประเทศ ผู้นำจึงต้องเข้าใจโลก เข้าใจเศรษฐกิจ เข้าใจการเมืองระหว่างประเทศ และเข้าใจประเทศไทยทั้งระดับบนสุดจนถึงระดับรากหญ้า การเมืองของประเทศไม่ควรเป็นเพียงเกมแย่งชิงอำนาจ แต่ต้องเป็นการเฝ้าระวังทิศทางของโลกและเตรียมประเทศให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

    นอกจากนี้ ผู้นำต้องรวบรวมข้อมูลได้เร็วสุด เมื่อเริ่มเห็นสัญญาณของวิกฤตแล้ว สิ่งที่ผู้นำต้องทำต่อไปคือ การสร้างระบบรวบรวมข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะในโลกยุคปัจจุบัน ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล แต่ปัญหาคือการแยกแยะว่าอะไรคือข้อมูลจริงที่สำคัญ และอะไรคือเสียงรบกวนที่ไม่จำเป็น ผู้นำต้องสามารถคัดกรองข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างมีระบบ  ประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบรวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทาง ทั้งข้อมูลจากหน่วยงานภายในประเทศ และข้อมูลจากเครือข่ายในต่างประเทศ เช่น สถานทูต ทูตทหาร และทูตพาณิชย์ของไทยทั่วโลก เพื่อให้ข้อมูลสำคัญไหลเข้าสู่ศูนย์บัญชาการของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ผู้นำควรมี “วอร์รูม” หรือศูนย์บัญชาการข้อมูลที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งข้อมูลจากทั่วโลกจะไหลเข้ามาทุกวันแบบเรียลไทม์ มีทีมวิเคราะห์ มีหน่วยจับประเด็น และมีระบบสรุปข้อมูลเพื่อบรีฟนายกรัฐมนตรีอย่างมืออาชีพ

    “การบรีฟผู้นำต้องไม่ใช่เพียงการเก็บข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อทั่วไป แต่ต้องเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ผ่านการวิเคราะห์จริง ประเทศไทยยังขาดระบบลักษณะนี้อย่างจริงจัง ทั้งที่ผมได้เสนอแนวคิดเรื่องวอร์รูมและระบบรวบรวมข้อมูลระดับชาติไว้มาเป็นเวลากว่าสามสิบกว่าปี เพราะการบริหารประเทศในยุควิกฤตต้องอาศัย “มันสมองของประเทศ” ที่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างลึกและแม่นยำ”

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  ยังกล่าวด้วยว่า ผู้นำประเทศต้องคาดการณ์วิกฤตได้เร็วสุด เมื่อมีข้อมูลแล้ว ความสามารถที่สำคัญยิ่งของผู้นำคือ การคาดการณ์อนาคต ผู้นำต้องมองสถานการณ์เหมือนการเล่นหมากรุก ที่ต้องคิดล่วงหน้าไม่ใช่เพียงหนึ่งก้าว แต่ต้องคิดล่วงหน้าหลายก้าว วิเคราะห์ผลกระทบระลอกที่สองและระลอกที่สามของเหตุการณ์ ไม่ใช่เพียงตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า  ในโลกการเมืองระหว่างประเทศ มหาอำนาจมักพยายามบีบประเทศขนาดกลางให้เลือกข้าง หากประเทศไทยเดินผิดพลาด อาจกลายเป็นเป้ากดดันจากทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ผู้นำต้องวิเคราะห์ฉากทัศน์หลายรูปแบบ ทั้ง ฉากทัศน์ที่ดีที่สุด ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด และฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด แล้วพิจารณาว่าประเทศควรเดินอย่างไร

    “ประเทศไทยควรเดินในทิศทางที่ ไม่เลือกข้าง แต่ทำให้ทุกฝ่ายยังต้องการให้ประเทศไทยปลอดภัยและเป็นมิตร นั่นคือการวางตำแหน่งของประเทศอย่างชาญฉลาดในเวทีโลก ไม่ให้ใครมองว่าเราเป็นศัตรู แต่ก็ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

    ทั้งนี้ ผู้นำต้องวางแผนป้องกันได้เร็วสุด การบริหารประเทศในยามวิกฤตไม่ใช่การรอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วจึงค่อยแก้ไข แต่ต้อง วางแผนป้องกันล่วงหน้า เมื่อเห็นสัญญาณของวิกฤต ผู้นำต้องเตรียมแผนรับมือทันที ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายทางการทูตทั้งทางเปิดและทางลับกับประเทศต่าง ๆ การประสานงานกับประเทศในภูมิภาค เช่น อาเซียน หรือการสร้างเครือข่าย กับทั้งประเทศที่ใกล้ชิดจีนและประเทศที่ใกล้ชิดตะวันตก   ในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ผู้นำต้องเตรียมแผนรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น หากเส้นทางเดินเรือหรือการบินได้รับผลกระทบจากสงคราม ประเทศไทยจะจัดการอย่างไร หากเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ประเทศมีระบบสำรองพลังงานเพียงพอหรือไม่ หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ประเทศไทยมีมาตรการเศรษฐกิจชั่วคราวเพื่อประคองสถานการณ์ อย่างไรโดยไม่ทำลายแผนพัฒนาระยะยาว  ซึ่งการเตรียมแผนล่วงหน้าเช่นนี้ต้องสามารถ กดปุ่มใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ ไม่ใช่เริ่มคิดหลังจากวิกฤตเกิดขึ้นแล้ว

    ท้ายสุด ผู้นำต้องปฏิบัติก่อนวิกฤตได้เร็วสุด  ผู้นำที่แท้จริงต้องกล้าตัดสินใจและลงมือปฏิบัติก่อนที่วิกฤตจะลุกลามจนควบคุมไม่ได้ การตัดสินใจต้องอาศัยข้อมูลที่เพียงพอ แม้อาจไม่สมบูรณ์ทั้งหมด แต่ต้องตัดสินใจในจังหวะที่เหมาะสม ไม่ช้าเกินไปจนประเทศเสียโอกาส และไม่เร็วเกินไปจนขาดข้อมูลสนับสนุน การบริหารวิกฤตควรมี ระบบประเมินสถานการณ์อย่างเป็นขั้นตอน เช่น การแบ่งสถานการณ์ออกเป็นสามระดับ คือ สีเขียว สีเหลือง และสีแดง สีเขียวหมายถึงสถานการณ์ปกติ สีเหลืองคือสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวัง และสีแดงคือสถานการณ์อันตรายที่ต้องใช้มาตรการเร่งด่วน

    ระบบเช่นนี้ช่วยให้รัฐบาลสามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที   ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐ ภาวะผู้นำของประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะในยามวิกฤต การเลือกผู้นำให้ถูกคน ถูกเวลา และถูกบริบท อาจเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของชาติได้ ประวัติศาสตร์เคยแสดงให้เห็นแล้วว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง วินสตัน เชอร์ชิลก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของอังกฤษในช่วงที่ประเทศกำลังเพลี่ยงพล้ำต่อเยอรมัน แม้เขาจะไม่ใช่ผู้นำที่สมบูรณ์แบบ แต่เขาเป็นผู้นำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และสามารถพาประเทศผ่านวิกฤตครั้งนั้นมาได้

    “บทเรียนสำคัญคือ ประเทศที่ฉลาดต้องเลือกผู้นำด้วยสติ ไม่ใช่ด้วยอคติหรือการเล่นพรรคเล่นพวก ต้องดูว่าใครทำงานได้ดีที่สุด โดยเฉพาะในยามวิกฤต เพราะวันนี้ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสภาพปกติ หากผู้นำไทยไม่ตระหนักถึงแรงกดดันจากโลกภายนอก แต่ยังมัวเล่นเกมอำนาจ และแบ่งโควตาทางการเมืองกัน ตามพรรคหรือกลุ่มผลประโยชน์ เอามือสมัครเล่นหรือผู้ที่หิวโหยผลประโยชน์เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญ ก็จะยิ่งทำให้การบริหารประเทศในยามวิกฤตอ่อนแอลงและเท่ากับว่าผู้นำไทยเองกำลังพาประเทศเดินเข้าสู่ลานสังหาร เพราะเมื่อวิกฤตใหญ่ปะทุขึ้น ผู้นำที่ไม่พร้อมและขาดความสามารถ ย่อมต้องเผชิญบททดสอบอย่างหนักที่สุดดังนั้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของโลกเช่นนี้ ประเทศไทยต้องลดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เลิกการเมืองแบบโควตา และหันมาให้ความสำคัญ กับความสามารถและความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้นำเพื่อให้ประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤตของโลกยุคนี้ไปได้อย่างมีสติและความชาญฉลาด”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378974851&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yRZZ684gwSX-QYaLOVZ4x

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 17 มีนาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 17 มีนาคม 2569 – InterGold

    กลยุทธ์ : ทยอยสะสม
    แนวรับ : $5,000 หรือ 76,800
    แนวต้าน : $5,050 หรือ 77,400

    .

    ราคาทองคำที่กำลังลงมาทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 5,000 เหรียญ จะสามารถยืนได้หรือไม่ และหากหลุดระดับนี้ลงไป จะเป็นเพียงแรงขายระยะสั้นหรือเป็นสัญญาณของการปรับฐานรอบใหม่กันแน่ ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็ต้องจับตาว่าแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่า ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังถ่วงราคาทองต่อไปหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วปัจจัยเหล่านี้จะค่อย ๆ คลี่คลายจนกลับมาเป็นแรงหนุนให้ทองคำฟื้นตัวอีกครั้ง นอกจากนี้ ในมุมของราคาทองไทย โซน 76,700–77,000 บาท ยังเหมาะกับการทยอยสะสมหรือไม่ สำหรับผู้ที่มองการลงทุนระยะยาวท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    .

    ราคาทองคำโลกเปิดสัปดาห์ด้วยแรงกดดัน หลังอ่อนตัวลงมาทดสอบระดับ 5,000 เหรียญ ซึ่งถือเป็นแนวรับสำคัญทางจิตวิทยา แม้ระหว่างทางจะมีจังหวะหลุดลงไปบ้าง แต่ภาพรวมยังเป็นลักษณะของการแกว่งตัวเพื่อเลือกทิศทาง และเริ่มมีแรงดีดกลับขึ้นมายืนเหนือ 5,010 เหรียญได้อีกครั้งในช่วงเช้า สะท้อนว่าบริเวณดังกล่าวยังมีแรงรับอยู่พอสมควร ขณะที่ราคาทองคำในประเทศยังเคลื่อนไหวในกรอบ 76,700–77,000 บาท ซึ่งถือเป็นระดับที่ยังเหมาะกับการทยอยสะสมสำหรับผู้ลงทุนระยะยาว เพราะแม้จะไม่ใช่จุดต่ำที่สุด แต่ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยรักษามูลค่าได้ดีเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นที่ผันผวนมากกว่า

    ในระยะสั้น ทิศทางราคาทองคำยังต้องติดตามปัจจัยสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งตลาดคาดว่า Fed จะยังคงท่าทีระมัดระวังและเลือกประเมินสถานการณ์จากตัวเลขเศรษฐกิจเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจดำเนินนโยบายที่ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดด้านพลังงานจากปัญหาช่องแคบฮอร์มุซยังทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่หายไป และเป็นหนึ่งในตัวแปรที่กดดันราคาทองอยู่ในระยะนี้ นอกจากนี้ การแข็งค่าของดอลลาร์ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ฉุดบรรยากาศการลงทุนในทองคำ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ค่าเงินบาทเองก็เริ่มเข้าใกล้แนวต้านสำคัญ จึงต้องติดตามว่าหากเงินบาทกลับมาแข็งค่า จะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาทองคำในประเทศได้มากน้อยเพียงใด

    อีกประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจคือการประกาศตัวเลข PPI ซึ่งจะเป็นสัญญาณสะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะถัดไป แม้ผลกระทบจากราคาน้ำมันอาจยังไม่สะท้อนออกมาเต็มที่ในรอบนี้ แต่ก็ถือเป็นข้อมูลตั้งต้นที่สำคัญต่อการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ในช่วงต่อไป ขณะเดียวกัน แม้ราคาทองจะผันผวน แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่าทองคำยังได้รับความเชื่อมั่นในฐานะสินทรัพย์สำรองระยะยาวอย่างชัดเจน

    ในเชิงกลยุทธ์ การลงทุนยังคงเน้น ทยอยสะสม โดยมีแนวรับสำคัญที่ 5,000 เหรียญ หรือประมาณ 76,800 บาท และแนวต้านที่ 5,050 เหรียญ หรือประมาณ 77,400 บาท หากราคายังยืนเหนือโซนแนวรับหลักได้ ก็ยังถือว่าเป็นการพักตัวในแนวโน้มขาขึ้นมากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนเทรนด์ แต่หากหลุดต่ำกว่า 5,000 เหรียญอย่างชัดเจน แนวรับถัดไปจะอยู่แถว 4,900 และ 4,880 เหรียญ ซึ่งจะเป็นจุดที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    .

    ภาพรวมของทองคำในเวลานี้ยังไม่ได้เสียทรงระยะยาว แม้ระยะสั้นจะเผชิญแรงกดดันจากดอลลาร์แข็ง ค่าเงินผันผวน ราคาน้ำมันสูง และการรอความชัดเจนจาก Fed แต่ตราบใดที่ราคายังสามารถประคองตัวเหนือแนวรับสำคัญได้ ทองคำก็ยังคงอยู่ในมุมมองของการสะสมเพื่อรอรอบฟื้นตัวในอนาคต สำหรับนักลงทุนระยะยาว โซนปัจจุบันยังถือว่าน่าสนใจในการทยอยซื้อสะสม เพราะเมื่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังไม่จบลง ทองคำก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-17-mar-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B-sf-VGls0ijkOqq86mu9