Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ประชากรสูงวัย’ ปัญหาใหญ่สำหรับเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย (1)

    ‘ประชากรสูงวัย’ ปัญหาใหญ่สำหรับเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย (1)

    เมื่อวันที่ 6 มี.ค.2569 หนังสือพิมพ์ Financial Times ตีพิมพ์บทวิเคราะห์เชิงลึก ชื่อ “Five Ways Demographics are Transforming the World Economy – Longer work lives, use of AI, stress on the welfare system” โดยรวบรวมความเห็นและการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ 45 ราย 

    ซึ่งสรุปได้ว่า การแก่ตัวของประชากรของโลกในวงกว้างนั้น กำลังจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาความกินดีอยู่ดีของประชาชนในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น การอ้างอิงงานวิจัย และการคาดการณ์ของโออีซีดีว่า จากปัจจุบันถึงปี 2603 “demographic changes will dramatically hold back the increase in living standards of rich countries” 

    ตัวอย่างเช่น สำหรับประเทศเยอรมนีนั้นประชากรที่สูงวัยมากขึ้น จะทำให้การเพิ่มของรายได้ต่อหัวของประชาชนลดลงไปถึง 80% (เช่น หากปัจจุบันรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นปีละ 1% ก็จะลดลงเหลือเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 0.2% เป็นต้น) และสำหรับญี่ปุ่นนั้นก็จะลดลง 70% ส่วนอังกฤษและเกาหลีใต้ก็จะลดลงประมาณ 40%

    การมีจำนวนคนที่อยู่ในวัยทำงานเพื่อผลิตสินค้าและบริการลดลง และในขณะเดียวกันมีจำนวนผู้สูงอายุที่จะต้องได้รับการดูแลและสนับสนุนจากภาครัฐเพิ่มขึ้นนั้น ย่อมจะเป็นผลลบที่รุนแรงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

    ในประเทศโออีซีดีสัดส่วนผู้สูงอายุที่พึ่งพาคนที่อยู่ในวัยทำงานเพิ่มขึ้นจาก 19% (คนสูงอายุ 19 คนพึ่งพาคนทำงาน 100 คน) ในปี 2523 มา เป็น 31% ในปี 2556 และจะเพิ่มขึ้นอีกในปี 2603 เป็น 52% (คนสูง อายุ 52 คนพึ่งพาคนทำงาน 100 คน)

    ในขณะเดียวกัน ผลิตภาพแรงงานในประเทศพัฒนาแล้วนั้น ปรากฏว่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่หลังวิกฤติน้ำมันของโลกใน ค.ศ.1973 (ดังปรากฏในรูป) กล่าวคือในช่วง ค.ศ.1950-1973 ผลผลิตต่อหนึ่งชั่วโมงของการทำงานในประเทศพัฒนาแล้ว เพิ่มขึ้นปีละ 4% แต่การขยายตัวนี้ลดลงเหลือ 1.9% ต่อปีในช่วง ค.ศ.1973-2009 และหลังจากนั้นก็ยังชะลอตัวลงต่อไปอีก เหลือเพียง 1.2% ในช่วง ค.ศ.2009-2025

    ‘ประชากรสูงวัย’ ปัญหาใหญ่สำหรับเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย (1)

    แนวโน้มดังกล่าวจะยิ่งทำให้ความพยายามที่จะรักษาเอาไว้ ซึ่งอัตราการขยายตัวของรายได้ต่อหัวทำได้ยากยิ่งขึ้นในภาวะปัจจุบันที่ 2 ใน 3 ของประชากรบนโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่อัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่า 2.1 แปลว่า ในประเทศดังกล่าวจำนวนบุตรเกิดใหม่จะมีไม่เพียงพอที่จะทดแทนจำนวนผู้เสียชีวิตในแต่ละปี ทำให้จำนวนประชากรของประเทศลดลง

    บทความกล่าวถึงมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหา เช่น การเร่งนโยบายการย้ายถิ่นสุทธิ (net migration) ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ได้ในระดับหนึ่ง ตัวอย่างเช่น งานวิจัยของโออีซีดี ประเมินว่า หากประเทศสมาชิกโออีซีดีเร่งใช้นโยบายการย้ายถิ่นสุทธิเพื่อเพิ่มแรงงานจากประเทศ ก็จะทำให้รายได้ต่อหัวของประเทศเพิ่มขึ้น 0.13% ต่อปี

    เทียบกับการที่จะไม่นำเข้าแรงงานจากต่างประเทศเลย จะเห็นได้ว่า การใช้นโยบายการย้ายถิ่นสุทธินั้นจะช่วยแก้ปัญหาได้ไม่มากนัก และยังจะต้องเผชิญกับแรงต่อต้านเชิงการเมืองและสังคม

    เช่น กรณีของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกระแสที่ต้องการรักษาความบริสุทธิ์ทางวัฒนธรรมเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็ยังขาดแคลนแรงงานเป็นจำนวนมาก และปัญหานี้ มีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นอีกในอนาคต แต่ในกรณีของประเทศสเปนนั้น สามารถทำให้จีดีพีขยายตัวได้สูงกว่าประเทศในสหภาพยุโรปอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะการเร่งการนำเข้าแรงงานต่างด้าว

    สำหรับศักยภาพของเอไอ ที่จะเพิ่มผลิตภาพและลดทอนผลกระทบของแนวโน้มประชากรสูงวัยนั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ โดยการคาดการณ์ที่มองกรณีที่ดีที่สุด (เช่น การประเมินของ European Bank for Reconstruction and Development) นั้น เอไออาจทำให้ผลิตภาพเพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะลดผลกระทบจากการที่ประชากรแก่ตัวลงไปได้ถึงครึ่งหนึ่งของผลกระทบทั้งหมด

    แต่ผลตอบแทนและประโยชน์ที่จะได้รับจากเอไอนั้นน่าจะกระจุกตัว และทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น แม้ว่ารายได้ประชาชาติโดยรวมจะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม

    อีกมาตรการหนึ่งคือ การเพิ่มจำนวนคนที่อยู่ในตลาดแรงงาน ได้แก่ การขยายแรงงานสตรีและแรงงานผู้สูงอายุในประเทศไทยนั้น สตรีจำนวนมากเกษียณตัวเองออกไปจากตลาดแรงงานตั้งแต่อายุ 55 ปี และจำนวนนี้เพิ่มขึ้นอีกอย่างมากหลังอายุ 60 ปี

    สำหรับประเทศพัฒนาแล้วในภาพรวมนั้น ได้ปรับอายุเกษียณมาเป็น 65 ถึง 70 ปี มานานหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะการกำหนดอายุเกษียณที่ 65 ปีนั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2459 เมื่ออายุคาดเฉลี่ย (life expectancy) ในตอนนั้น ต่ำเพียงประมาณ 45 ปี มาวันนี้ ก็ยังเกษียณอายุที่ประมาณ 65 ถึง 70 ปี แต่อายุคาดเฉลี่ยวันนี้ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 80 ปี

    การที่ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง สามารถทำงานได้ และมีการจ้างงานผู้หญิงสูงอายุเพิ่มขึ้นนั้น โออีซีดีประเมินว่า จะทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรของประเทศเพิ่มขึ้นได้อีก 0.20% ต่อปี และหากลดความเหลื่อมล้ำของการจ้างงานสตรีสูงอายุพร้อมกันไปด้วย ก็จะเพิ่มรายได้ต่อหัวได้ถึง 0.26% ต่อปีสำหรับประเทศสมาชิกโออีซีดีทั้งหมด

    งานวิจัยของโออีซีดีสรุปว่า หากนำมาตรการทุกมาตรการที่ทำได้ มาใช้เพื่อลดทอนผลกระทบของการแก่ตัวของประชากร ในกรณีที่ดีที่สุดจะช่วยลดผลกระทบในเชิงลบต่อรายได้ต่อหัวของประชากรได้ประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น งานวิจัยของโออีซีดีนี้ มีข้อมูลอื่นอีกมาก

    ซึ่งรายละเอียดมีอยู่ในลิ้งก์ www.oecd.org/en/publications/2025/07/oecd-employment-outlook-2025_5345f034/full-report/setting-the-scene-demographic-change-economic-growth-and-intergenerational-inequalities_9d481169.html  หรือเว็บไซต์ www.oecd.org ใช้คำค้น OECD Employment Outlook 2025

    ครั้งต่อไป ผมจะเขียนถึงการสูงวัยของประชากรไทย ซึ่งสถานการณ์ดูน่าเป็นห่วง อย่างยิ่งครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1225027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37kSGYqz93BLc7izCmW8ER

  • นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ รับมือน้ำมันแพง เล็งชงครม.จ่อขยับดีเซล

    นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ รับมือน้ำมันแพง เล็งชงครม.จ่อขยับดีเซล

    วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ

    รับมือน้ำมันแพง

    เล็งชงครม.จ่อขยับดีเซล

    หลังสิ้นสุดโปรตรึงราคา

    หลายจังหวัดยังโกลาหล

    รอต่อคิวหน้าปั๊มแต่ไก่โห่

    กองทุนน้ำมันติดลบทะลุ 1.2 หมื่นล้าน ยอมกลืนเลือดอุ้มดีเซลต่อ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้นตรึงราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ขณะที่ นายกฯอนุทิน เรียกถกทีมเศรษฐกิจฝ่าฟันวิกฤตสู้รบตะวันออกกลาง ด้านศุภจี สุธรรมพันธุ์ยันมีแผนรับมือของแพง เพื่อช่วยประชาชนจ่อนำเข้าครม.อนุมัติอังคารนี้ กอ.รมน.โดดช่วยสำรวจตลาดห้ามกักตุนพลังงาน/สินค้า ต่างจังหวัดยังอลเวงต่อคิวหน้าปั้มแต่ไก่โห่

    เมื่อวันที่ 16 มีนาคม มี รายงานข่าวจาก คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เร่งใช้งบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลสูงสุด 18.31 บาทต่อลิตร เพื่อสกัดราคาขายปลีกไม่ให้พุ่งเกิน 30 บาทต่อลิตร หลังราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวนหนัก กระทบต้นทุนพลังงาน และค่าครองชีพประชาชน โดยย้ำเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา พร้อมยึดหลักสะท้อนต้นทุนจริง และหลีกเลี่ยงการอุดหนุนข้ามกลุ่ม

    สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า กบน. ได้ออกประกาศฉบับที่ 21 พ.ศ.2569 เรื่องการกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน เงินชดเชย เงินคืนจากกองทุน และเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบริหารจัดการราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ในระดับเหมาะสม ภายใต้กรอบนโยบายของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)และพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562

    มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายหลักเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชน หลังราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศมีแนวโน้มปรับเพิ่มจนเกินระดับที่เหมาะสม ซึ่งกำหนดไว้ที่มากกว่า 30 บาทต่อลิตร หากปล่อยให้ราคาปรับขึ้นต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

    แค่มาตรการระยะสั้น

    อย่างไรก็ตาม กบน. ระบุว่า การแทรกแซงราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น โดยยังคงยึดหลักการสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของพลังงาน เพื่อไม่ให้บิดเบือนกลไกตลาด และหลีกเลี่ยงการอุดหนุนราคาน้ำมันข้ามกลุ่ม (Cross Subsidy)

    สำหรับโครงสร้างอัตราเงินส่งเข้ากองทุน และเงินชดเชยใหม่ พบว่า กลุ่มน้ำมันดีเซลได้รับการอุดหนุนสูงสุด โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา และ B20 ได้รับเงินชดเชย 18.31 บาทต่อลิตร ขณะที่ดีเซลหมุนเร็วพรีเมียมต้องส่งเงินเข้ากองทุน 1.50 บาทต่อลิตร

    ในส่วนของกลุ่มแก๊สโซฮอล์ กำหนดให้ E20 ได้รับเงินชดเชยสูงสุด 9.85 บาทต่อลิตร รองลงมาคือแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ได้รับ 8.37 บาทต่อลิตร ส่วน E85 ได้รับ 2.28 บาทต่อลิตร

    ขณะที่ กลุ่มน้ำมันเบนซิน กำหนดให้ส่งเงินเข้ากองทุน 0.10 บาทต่อลิตร เช่นเดียวกับน้ำมันก๊าด ส่วนดีเซลหมุนช้าส่งเงินเข้ากองทุน 1.20 บาทต่อลิตร และน้ำมันเตาส่งเงินเข้ากองทุน 0.06 บาทต่อลิตร

    กองทุนติดลบพุ่ง1.2หมื่นล้าน

    ประกาศดังกล่าวลงนามโดย นางไพลิน ฟุ้งเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการเงิน และบัญชี รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 พร้อมยกเลิกประกาศฉบับที่ 20 ก่อนหน้า และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.2569 เป็นต้นไป

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตในประเทศ และการนำเข้า รวมถึงกำหนดอัตราเงินคืนจากกองทุนในกรณีส่งออก เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน

    ส่วนสถานะกองทุนน้ำมัน ณ วันที่ 15 มี.ค.2569 พบว่า บัญชีกองทุนน้ำมันติดลบ 12,605 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันบวก 25,016 ล้านบาท ขณะที่บัญชี LPG ติดลบ 37,621 ล้านบาท

    หนูรับมือวิกฤตพลังงาน

    ก่อนหน้านี้ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรมว.มหาดไทย เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจและฝ่ายกฎหมายรัฐบาล เพื่อประชุมรับมือสถานการณ์พลังงานจากวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง ประกอบด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นายอนันต์แก้วกำเนิด ผอ.สำนักงบประมาณ นายลวรณแสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

    ยังออกพรบ.เงินกู้ไม่ได้

    โดยนายเอกนิติ เปิดเผยว่า เรื่องปัญหาน้ำมันยังต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง และยังไม่สามารถออกพรก.เงินกู้ชดเชยกองทุนน้ำมันได้ เนื่องจาก ขณะนี้ยังเป็นรัฐบาลรักษาการณ์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีเรื่องรับมือวิกฤติพลังงาน กรณีราคาสินค้าเริ่มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันว่า ยังไม่มีอะไร แต่จะมีมาตรการออกมา ขอให้รอฟังศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.)พร้อมยอมรับว่าพรุ่งนี้ตนจะมีการเสนอมาตรการในการช่วยเหลือประชาชน เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

    เมื่อถามว่า ขณะนี้ประชาชนเกิดความกังวลเริ่มกักตุนสินค้าอุปโภค บริโภค จะให้ความมั่นใจประชาชนได้อย่างไร นางศุภจี ไม่ได้ตอบคำถาม แต่พยักหน้ารับ ก่อนขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที

    ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ปฏิเสธตอบคำถาม ว่ารัฐบาลอาจจำเป็นต้องออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กู้เงิน ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อตรึงราคาน้ำมันหรือไม่ โดยระบุเพียงว่า ขอให้ไปถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง

    เพิ่มรอบรถขนส่งน้ำมัน

    ด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน พร้อมด้วย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เรียกตัวแทนกลุ่มผู้ค้าน้ำมันและผู้แทนจากโรงกลั่นน้ำมันเข้าร่วมการประชุมด่วน เพื่อหารือประเมินสถานการณ์ร่วมกันอย่างใกล้ชิด และวางมาตรการรับมือเพื่อแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันที่ล่าช้า

    ภายหลังการประชุมกระทรวงพลังงานและผู้ค้าน้ำมันได้ข้อสรุปและแนวทางปฏิบัติในการเร่งระบายน้ำมันสู่สถานีบริการ เช่น การระดมเพิ่มจำนวนรถบรรทุกขนส่งน้ำมัน การเพิ่มรอบและปริมาณการกระจายน้ำมันออกจากคลังไปยังพื้นที่เป้าหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยเชื่อมั่นว่าจากมาตรการเร่งด่วนทั้งหมดนี้ จะช่วยเติมเต็มปริมาณน้ำมันในสถานีบริการที่ขาดแคลน และทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนคลายความกังวลและมั่นใจในเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ

    ห้ามกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ได้มีข้อสั่งการให้ กอ.รมน.จังหวัดทั่วประเทศ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จัดตั้งชุดตรวจติดตามสถานการณ์การจำหน่ายและการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

    ทั้งนี้ ให้ กอ.รมน.จังหวัด ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ อาทิ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานพลังงานจังหวัด ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ร่วมกันตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน แหล่งเก็บสำรองน้ำมัน รวมถึงติดตามสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกักตุน การฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือการกระทำที่ผิดกฎหมาย

    การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารบก/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ได้มอบหมายให้ เสนาธิการทหารบก/เลขาธิการ กอ.รมน. กำกับดูแลการปฏิบัติงานของ กอ.รมน. ในการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงในทุกมิติ โดยเฉพาะการดูแล ความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของประชาชน

    กอ.รมน.จะดำเนินการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการด้านพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

    ปตท.ติดตามน้ำมันใกล้ชิด

    ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอลที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบการจัดหาพลังงานในตลาดโลก ปตท. และบริษัทในกลุ่มได้ติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชนและภาคเศรษฐกิจ

    ในด้าน การจัดหาน้ำมันดิบ ปตท. มีหน่วยงานธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ทั่วโลกมีประสบการณ์และอยู่ในตลาดค้าขายน้ำมันดิบ บริหารจัดการโดยการเปลี่ยนท่าเรือรับผลิตภัณฑ์นอกช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลกมาเพิ่มเติม เช่น จากทางแอฟริกา อเมริกา พร้อมประสานงานกับพันธมิตรทางการค้า โดยยืนยันแผนการส่งมอบที่ชัดเจนต่อเนื่อง และยังคงจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ซึ่งมีการกำลังการผลิตกว่า 60% ของประเทศ สามารถผลิตได้ตามแผ

    จัดหาก๊าซธรรมชาติ

    สำหรับ การจัดหาก๊าซธรรมชาติ ขอความร่วมมือผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและเมียนมาผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มกำลัง และเลื่อนกำหนดการซ่อมบำรุงประจำปีออกไปก่อน พร้อมจัดหา Spot LNG เพิ่มเติม ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มอบหมาย เพื่อทดแทนปริมาณก๊าซ LNG ที่ขาดหายไป

    ในส่วนสถานีบริการน้ำมัน คลังน้ำมัน เปิดทำการตลอด 7 วัน ระดมรถขนส่งน้ำมัน มายังสถานีบริการอย่างต่อเนื่องโดยแต่ละรอบใช้เวลา 12-24 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระยะทาง ซึ่งจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติในช่วงนี้ ปริมาณจำหน่ายในสถานีบริการ PTT Station เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ทำให้รอบขนส่งต้องเพิ่มขึ้น ส่งผลให้บางสถานีบริการไม่มีน้ำมันจำหน่ายในบางช่วงเวลา ทั้งนี้ ทาง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ประสานทุกหน่วยเพื่อบริหารจัดการรองรับความต้องการอย่างเต็มที่ ในท้ายนี้ขอความร่วมมือประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัด หลีกเลี่ยงการกักตุน และสถานีบริการ PTT Station พร้อมดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

    แม่สอดเข้าแถวยาว 3 กม.

    ผู้สื่อข่าวรายงานความวุ่นวายบริเวณปั๊มน้ำมันในพื้นที่ 5 อำเภอแนวชายแดน จ.ตาก โดยเฉพาะใน อ.แม่สอด พบขบวนรถจำนวนมากจอดรอคิวจนล้นออกมานอกถนนยาวไปไกลกว่า 3 กิโลเมตร บางรายมารอตั้งแต่เย็นวานนี้ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องน้ำมันไม่เพียงพอ

    บรรยากาศยิ่งสายยิ่งตึงเครียด หลังหลายปั๊มสั่งงดเติมน้ำมันทุกชนิดให้กับรถจากฝั่งเมียนมา เพื่อสำรองไว้ให้คนในพื้นที่ก่อน จนเกิดเหตุกระทบกระทั่งและพยายามแซงคิวกันหลายครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองต้องสนธิกำลังเข้าดูแลความเรียบร้อยป้องกันเหตุทะเลาะวิวาท ล่าสุดช่วงสายที่ผ่านมาปั๊มทุกแห่งในแม่สอดต้องขึ้นป้าย “น้ำมันหมด” และปิดให้บริการชั่วคราวเพราะน้ำมันสำรองเกลี้ยงทุกชนิด

    มีรายงานว่าในช่วงบ่ายจะมีรถขนส่งนำน้ำมันล็อตใหม่เข้ามาเสริมในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จึงขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนใจเย็นและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจัดสรรน้ำมันเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

    อ่างทองเกิดวิกฤตดีเซล

    ด้านสถานการณ์ความต้องการใช้น้ำมันในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง โดยเฉพาะบริเวณปั๊ม ปตท. ไผ่ล้อม อ.เมือง พบว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความตึงเครียด ประชาชนนำรถมาเข้าแถวรอคิวตั้งแต่เช้าจนน้ำมันดีเซลหมดลงในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ผู้ที่มารอคิวหลายรายต้องผิดหวังหลังตระเวนหาปั๊มตั้งแต่ริมถนนสายเอเชียเข้ามาถึงตัวเมืองแต่พบว่าน้ำมันหมดเกลี้ยงแทบทุกที่

    จากการสำรวจสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ต่างๆ พบสถานการณ์ให้บริการดังนี้ ปั๊มบางจาก (สหกรณ์การเกษตรโพธิ์ทอง) ประกาศน้ำมันหมดทุกชนิด งดให้บริการชั่วคราว อยู่ระหว่างประสานจัดหา , ปั๊มบางจาก (ป่าโมก) น้ำมันดีเซล และแก๊สโซฮอล์ 95 หมดชั่วคราว และปั๊มบางจาก (แยกบ้านรอ) ดีเซล (ธรรมดา/พรีเมียม) และแก๊สโซฮอล์ 95 หมดเกลี้ยง เหลือเพียงแก๊สโซฮอล์ 91, E20 และ 97 (พรีเมียม) ในปริมาณจำกัดเท่านั้น

    จากสภาวะน้ำมันขาดช่วง ทำให้ประชาชนหลายรายที่พยายามขับรถตระเวนหาปั๊มจนน้ำมันหมดถัง จำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้ที่สถานีบริการเพื่อรอคิวให้รถขนส่งน้ำมันมาถึงจึงจะเดินทางต่อได้ ขณะที่ปั๊มน้ำมันส่วนใหญ่ได้ติดป้ายแจ้งลูกค้าว่า ‘น้ำมันอยู่ระหว่างการขนส่ง’ เพื่อลดความวุ่นวายบริเวณหน้าลานบริการ

    ทั้งนี้ สถานีบริการน้ำมันทุกแห่งยืนยันว่ากำลังเร่งประสานงานกับบริษัทต้นสังกัดเพื่อให้จัดส่งน้ำมันมาเติมโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาคการขนส่งและเกษตรกรรมในพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/953046&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Qx5H-SeWhK_Df4fSyjmST

  • น้ำมันดิ่งหลุด $97 หลังสหรัฐฯ ไฟเขียวน้ำมันอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คลายวิกฤตพลังงาน

    น้ำมันดิ่งหลุด $97 หลังสหรัฐฯ ไฟเขียวน้ำมันอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คลายวิกฤตพลังงาน

    น้ำมันดิ่งหลุด $97 หลังสหรัฐฯ ไฟเขียวน้ำมันอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คลายวิกฤตพลังงาน

    สรุปข่าว
    • ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลดลงกว่า 2.7% ลงมาอยู่ที่ระดับ 96.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทันทีหลังมีข่าวการผ่อนปรนมาตรการในตะวันออกกลาง
    • สหรัฐฯ ประกาศอนุญาตให้น้ำมันจากอิหร่านสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง หลังเกิดภาวะตึงเครียดและการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026
    • การตัดสินใจครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการลดความร้อนแรงของราคาน้ำมันโลกที่เคยพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ จากผลกระทบของปฏิบัติการทางทหารในช่วงก่อนหน้า

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish

    การเพิ่มขึ้นของอุปทาน (Supply) จากอิหร่านที่กลับเข้าสู่ตลาด จะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสพักตัวหรือปรับฐานลงต่อในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยนี้จะส่งผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลกโดยการช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และอาจทำให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยง (เช่น หุ้นและคริปโทฯ) มีการฟื้นตัวจากการคาดการณ์ว่าต้นทุนพลังงานจะลดลง

    ตลาดคลายกังวล! น้ำมัน WTI ร่วงแตะ $96 หลังข่าวดีจากวอชิงตัน

    ข้อมูลล่าสุดจาก The Kobeissi Letter และกราฟราคาจาก TradingView ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ดิ่งลงอย่างรวดเร็วหลุดระดับสำคัญที่ 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวลดลงกว่า 2.7% ในช่วงเวลาสั้นๆ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดได้รับรู้ปัจจัยบวกจากการที่สหรัฐฯ ยอมผ่อนปรนให้มีการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นการยุติภาวะการขาดแคลนอุปทานที่กดดันตลาดมาอย่างยาวนาน

    เปิดเส้นทางฮอร์มุซ: จุดเปลี่ยนสำคัญของวิกฤตพลังงานโลก

    สงครามอิหร่านสหรัฐ ช่องแคบ เฮอร์มุช realistic cinematic no text

    ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบกว่า 20% ของปริมาณการใช้ทั่วโลก การที่สหรัฐฯ ประกาศอนุญาตให้ “น้ำมันอิหร่าน” สามารถผ่านเส้นทางนี้ได้อีกครั้ง ถือเป็นการเปลี่ยนท่าทีอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์ปิดล้อมพื้นที่และการปะทะกันอย่างรุนแรง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเคยผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานสูงขึ้นจนสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก

    ย้อนรอยความตึงเครียด: จากสงครามสู่การเจรจาลดความร้อนแรง

    สร้างภาพทรัมป์งัดข้อกับผู้นำอิหร่านมองโกรธกัน realistic cinematic

    วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางปี 2026 เริ่มต้นขึ้นอย่างรุนแรงหลังปฏิบัติการทางทหาร “Operation Epic Fury” ของสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันหลายลำ จนราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ การผ่อนปรนให้การขนส่งน้ำมันกลับมาดำเนินการได้อีกครั้งในวันที่ 16 มีนาคม 2026 จึงถือเป็นสัญญาณการลดระดับความขัดแย้ง (De-escalation) ที่ตลาดเฝ้ารอคอยมาตลอด 2 สัปดาห์

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: สัญญาณบวกต่อการสยบเงินเฟ้อ

    การร่วงลงของราคาน้ำมันมาอยู่ที่ระดับ 96.61 ดอลลาร์ จะส่งผลบวกโดยตรงต่อตัวเลขเงินเฟ้อทั่วโลกที่กำลังพุ่งสูงขึ้น นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากอุปทานน้ำมันจากอิหร่านและประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซียสามารถไหลเข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่รุนแรง และส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นอีกครั้ง

    แหล่งข้อมูล: KobeissiLetter, tradingview


    ผู้เขียนมองว่าแม้ตลาดจะขานรับเชิงบวกในระยะสั้น แต่คำถามสำคัญคือการอนุญาตให้น้ำมันอิหร่านผ่านเส้นทางฮอร์มุซนี้จะเป็นมาตรการชั่วคราวหรือเป็นการถอยทัพอย่างยั่งยืน หากสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่ยังไม่สงบลงอย่างถาวร ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจกลับมาได้ทุกเมื่อ นักลงทุนจึงควรติดตามถ้อยแถลงจากทำเนียบขาวและท่าทีของรัฐบาลเตหะรานอย่างใกล้ชิด เพราะเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคาน้ำมัน แต่เป็นเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่เดิมพันด้วยเสถียรภาพทางการเงินโลก

    น้ำมันดิ่งหลุด $97 หลังสหรัฐฯ ไฟเขียวน้ำมันอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คลายวิกฤตพลังงาน

    Nisarat Aunrueanngam

    นักเขียนคอนเทนต์อิสระ ผู้หลงใหลการถอดรหัสธุรกรรมบนบล็อกเชนและกลไกของเจ้ามือ ติดตามความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยี AI และ Cyber Security อย่างใกล้ชิด เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและทันสมัย มุ่งเน้นการถ่ายทอดเรื่องราวความซับซ้อนของโลกสินทรัพย์ดิจิทัลให้เข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้ผู้อ่านก้าวทันโลกการเงินยุคใหม่อย่างมั่นใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/16/oil-price-drops-below-97-us-allows-iranian-oil-strait-of-hormuz/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20DZsXuqFey6JzIJIlnk36

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดเมืองรถม้า ขนทัพสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดลำปาง

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดเมืองรถม้า ขนทัพสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดลำปาง

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดเมืองรถม้า ขนทัพสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดลำปาง


    16/03/2569 | 43 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ปักหมุดเมืองรถม้า ขนทัพสินค้ากระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดลำปาง

    วันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ณ ตลาดเพ็ญทรัพย์ อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง นายรณรงค์ เทพรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” จุดดำเนินการจังหวัดลำปาง โดยมีคณะผู้บริหาร ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน พัฒนาการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน และกลุ่มผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างคึกคัก เพื่อเดินหน้ายกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน เพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ภาคเหนือ

    การจัดงานในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Heritage & Innovation มรดกแห่งภูมิปัญญา นวัตกรรมแห่งอนาคต” เพื่อสืบสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่ไปกับการนำนวัตกรรมมาพัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัย มีมาตรฐานสากล และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยกำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 20 มีนาคม 2569 เพื่อให้ชาวลำปางและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสนับสนุนสินค้าจากภูมิปัญญาไทยคุณภาพเยี่ยมในที่เดียว

    สำหรับไฮไลต์สุดพิเศษภายในงาน ประกอบด้วย:

    – ช้อปสะใจกว่า 200 บูท: รวมสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP พรีเมียมคัดสรรคุณภาพจาก 4 ภาคทั่วไทย ทั้งงานคราฟต์ งานฝีมือ และสินค้าดีไซน์ล้ำสมัย

    – โซน OTOP ชวนชิม: อิ่มอร่อยกับเมนูรสเด็ด แซ่บถึงใจจากทั่วทุกภูมิภาคที่ยกขบวนความอร่อยมาเสิร์ฟถึงที่

    – เดินสบายในโดมแอร์: จัดเต็มความสะดวกสบายด้วยโดมติดแอร์ขนาดใหญ่ เย็นฉ่ำตลอดทั้งงาน เหมาะสำหรับพาครอบครัวมาเที่ยวชมและเลือกซื้อของขวัญของฝาก

    – กิจกรรมลุ้นโชค: ตื่นตาตื่นใจกับช่วงนาทีทอง และร่วมลุ้นรับรางวัลใหญ่ “ทองคำ” ทุกวันตลอดการจัดงาน

    – มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง: พบกับการแสดงจากศิลปินชื่อดังทุกคืน ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

    การจัดงานในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้แสดงศักยภาพ และส่งต่อความสุขผ่านผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทยที่ทรงคุณค่าไปสู่มือผู้บริโภคโดยตรง อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    พิกัดความสุข : OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน (ลำปาง)

    วันที่: 14 – 20 มีนาคม 2569

    สถานที่: ณ ตลาดเพ็ญทรัพย์ อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง

    เวลา: 10.00 – 21.00 น. (เข้าชมฟรีตลอดงาน)

    จัดโดย: กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

    มาร่วม “ช้อป ชิม แชร์ และเชียร์” สินค้าไทยคุณภาพดี ในมหกรรมความสุขที่ใหญ่ที่สุดกลางเมืองลำปาง

    #OTOP

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/338385&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw192keG2IfguIilP2EMilUE

  • เศรษฐกิจไทยปีม้าส่อหลุดต่ำ 2%

    เศรษฐกิจไทยปีม้าส่อหลุดต่ำ 2%

    ของการค้าน้ำมันดิบทั่วโลก โดยการที่อิหร่านปิดเส้นทางเดินเรือหรือสร้างความไม่ปลอดภัยในบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้อุปทานน้ำมันตึงตัวอย่างรวดเร็ว และการขนส่งสินค้าต่างๆ ในตลาดโลกหยุดชะงัก (Supply Disruptions)

    ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางพลังงานของโลก โดยในปี 2568 มีการขนส่งน้ำมันดิบผ่านเส้นทางนี้สูงถึง 13.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 1 ใน 3 ของการค้าทางเรือทั่วโลก ซึ่งกว่า 80% ของปริมาณดังกล่าวถูกส่งมายังภูมิภาคเอเชีย สำหรับประเทศไทย ความล่าช้าหรือการหยุดชะงักในเส้นทางนี้ถือเป็นความเสี่ยงโดยตรง เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบนี้ถึง 3 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 58% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของประเทศ

    นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยังเป็นอีกวัตถุดิบสำคัญจากตะวันออกกลางที่ใช้เส้นทางนี้ในการขนส่ง โดยเกือบ 80% ของ LNG ที่ผ่านช่องแคบนี้มีปลายทางอยู่ที่ตลาดเอเชีย โดยเฉพาะการขนส่ง LNG จากประเทศกาตาร์ที่จำเป็นต้องใช้เส้นทางนี้เพียงทางเดียวเท่านั้น ในปัจจุบันไทยนำเข้า LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 2.2 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็น 24% ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด ซึ่งการปิดช่องแคบนี้จะส่งผลกระทบต่อเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ

    วิจัยกรุงศรี ยังระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งต้องอาศัยวัตถุดิบตั้งต้นจากตะวันออกกลาง โดยในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งอยู่ในวงจำกัด (Base-Case) ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันไทยมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์เพียงในระยะสั้นจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าน้ำมันดิบในสต๊อกที่ถือครองอยู่พุ่งสูงขึ้นทันที

    อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมปลายน้ำโดยเฉพาะปิโตรเคมี จะเริ่มเผชิญกับภาวะกำไรที่ลดลง เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (เช่น แนฟทา และก๊าซธรรมชาติ) ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ในขณะที่ผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาขายผลิตภัณฑ์ขึ้นตามได้ทัน เพราะมีมาตรการควบคุมราคาจากภาครัฐที่ต้องการดูแลค่าครองชีพประชาชนเป็นตัวกดดันอยู่ รวมถึงการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะโรงงานปิโตรเคมีที่นำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลางเป็นส่วนใหญ่ ทำให้อาจต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดเดินโรงงานชั่วคราว เช่น โรงงานโอเลฟินส์ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่ต้องหยุดการดำเนินงานไปแล้ว

    นอกจากนี้อุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างปิโตรเคมี พลาสติกและบรรจุภัณฑ์  ยังได้รับผลกระทบจะรุนแรงกว่ากรณีปกติมาก เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบจะพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแรง ทำให้ผู้บริโภคจึงอาจไม่มีกำลังซื้อพอที่ภาคอุตสาหกรรมจะผลักภาระต้นทุนไปให้ได้ ขณะเดียวกัน การหยุดเดินโรงงานปิโตรเคมีอาจขยายวงกว้างมากขึ้นและมีระยะเวลาที่นานขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรและเสถียรภาพของทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องในระยะยาว

    “สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ปุ๋ย อะลูมิเนียม เหล็ก เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก จากภูมิภาคนี้ในสัดส่วนที่สูง ซึ่งอาจกระทบอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยแหล่งนำเข้าหลักคือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ ขณะที่การนำเข้าจากอิสราเอลและอิหร่านมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อย” วิจัยกรุงศรีระบุ

    วิจัยกรุงศรี ยังระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเพิ่มความเสี่ยงด้านขาลงต่อประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.0% (ณ 26 กุมภาพันธ์ 2569) ซึ่งผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและระยะเวลาของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยช่องทางหลักมาจากต้นทุนพลังงาน ต้นทุนสินค้าและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและอาจทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงจากกรณีฐานประมาณ -0.2 ถึง -0.9% 

    ดังนั้น มาตรการด้านการสำรองพลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน การสร้างความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม รวมถึงการดูแลราคาสินค้าภายในประเทศ ช่วยให้ไทยยังคงมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในระยะสั้นได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันยังต้องติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างใกล้ชิด.

    บุญช่วย ค้ายาดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/964248/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw217V-oMYKvPC3ozpBu1vmn

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (17 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (17 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (17 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (17 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95-91 ขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่แก๊สโซฮอล์ E85-E20 ลดราคา 50 สตางค์

    ด้านราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 39.64 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.04 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 97  ลิตรละ 49.54 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 31.05 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.68 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 27.84 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 25.79 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (17 มี.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/654001&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KEMgV8psDzs7etThhmQ71

  • มองอนาคตการพัฒนาของจีนผ่านการประชุมสองสภา

    มองอนาคตการพัฒนาของจีนผ่านการประชุมสองสภา

    มองอนาคตการพัฒนาของจีนผ่านการประชุมสองสภา

    วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.25 น.

    มองอนาคตการพัฒนาของจีนผ่านการประชุมสองสภา

    ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 การประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนชุดที่ 14 ครั้งที่ 4 และการประชุมสภาปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีนชุดที่ 14  ครั้งที่ 4 ได้จัดขึ้นอย่างประสบความสำเร็จ ณ กรุงปักกิ่ง การประชุมทั้งสองสภาของจีนได้หารือกันอย่างลึกซึ้งในประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การพัฒนาพลังการผลิตรูปแบบใหม่ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการเปิดประเทศในระดับสูง การประชุมสองสภาได้ทบทวนและรับรองเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น รายงานการทำงานของรัฐบาล ซึ่งชี้แจงเป้าหมายการพัฒนาสำหรับปี 2026 และทิศทางสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ซึ่งเป็นการกำหนดทิศทางสำคัญของการพัฒนาจีนในยุคใหม่ และเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทั่วโลกในการทำความเข้าใจถึงการพัฒนาของจีนและแบ่งปันโอกาสต่างๆ ผมขอแบ่งปันความเข้าใจของผมเกี่ยวกับการประชุมสองสภาของจีนกับเพื่อนชาวไทย โดยใช้คำสำคัญบางคำ

    ประการแรก เป้าหมายการพัฒนาคือการบรรลุความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพ การประชุมสองสภาของจีนได้กำหนดภารกิจหลักของการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงไว้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ในขอบเขตที่เหมาะสมระหว่าง 4.5% ถึง 5% และให้ความสำคัญกับการจ้างงานที่มั่นคง ราคาที่มั่นคง และความคาดหวังที่มั่นคงเป็นทิศทางสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างเต็มที่ถึงแนวทางการพัฒนาของจีนที่มุ่งเน้นความก้าวหน้าควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน จีนจะวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาว และสร้างความเชื่อมั่นและแรงผลักดันให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจโลกผ่านยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น การขยายอุปสงค์ภายในประเทศ การส่งเสริมนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การพัฒนาพลังการผลิตรูปแบบใหม่ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างต่อเนื่อง

    ประการที่สอง คือ การวางผังอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการยกระดับ การประชุมสองสภาของจีนระบุไว้อย่างชัดเจนว่า นวัตกรรมทางเทคโนโลยีควรเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยมีเศรษฐกิจภาคการผลิตเป็นรากฐาน เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงและการยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิม การพัฒนาและการขยายตัวของอุตสาหกรรมเกิดใหม่ และการวางผังอุตสาหกรรมในอนาคตที่มุ่งไปข้างหน้า เพื่อเร่งการสร้างระบบอุตสาหกรรมที่ทันสมัย ​​ตั้งแต่ความเป็นผู้นำระดับโลกในด้านยานยนต์พลังงานใหม่และอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ ไปจนถึงความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในด้านต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีควอนตัม และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่อนาคต เช่น การผลิตทางชีวภาพและปัญญาประดิษฐ์แบบมีร่างกาย นวัตกรรมกำลังกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งจาก “ผลิตในจีน” ไปสู่ ​​”การผลิตอัจฉริยะในจีน”

    ประการที่สาม มีนโยบายด้านการดำรงชีวิตที่มุ่งส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกัน จีนยึดมั่นในปรัชญาการพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางมาโดยตลอด โดยถือว่าความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเป็นค่านิยมพื้นฐาน จีนได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของประชาชน เช่น การจ้างงาน การศึกษา การดูแลสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ผู้แทนและสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมสองสภาได้นำเสียงจากระดับประชาชนมาสู่การประชุม และรายงานการทำงานของรัฐบาลได้รวบรวมความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดกลไกที่ครบวงจรจากความคิดเห็นของประชาชนไปสู่การดำเนินนโยบาย แสดงให้เห็นถึงพลังของประชาธิปไตยของประชาชนตลอดกระบวนการทั้งหมดอย่างเต็มที่

    ประการที่สี่ ยุทธศาสตร์การเปิดประเทศที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและได้ประโยชน์ทุกฝ่าย การประชุมสองสภาในจีนได้ส่งสัญญาณอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการขยายการเปิดประเทศในระดับสูง การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง การขยายการเปิดกว้างเชิงสถาบัน การยึดมั่นในระบบการค้าพหุภาคี และการร่วมกันพัฒนาโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางที่มีคุณภาพสูง ตั้งแต่มาตรการยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวแก่ 50 ประเทศ ไปจนถึงการดำเนินการยกเว้นภาษีศุลกากร 100% สำหรับสินค้าจากแอฟริกาอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การเติบโตอย่างต่อเนื่องของจำนวนวิสาหกิจต่างชาติที่ลงทุนในจีน ไปจนถึงการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง จีนได้เปิดรับโลกด้วยทัศนคติที่เปิดกว้างเสมอมา ทำให้ตลาดจีนเป็นตลาดโอกาสร่วมกันสำหรับทั่วโลก

    ประการที่ห้า จีนยึดมั่นในแนวทางที่ถูกต้องในการดำเนินนโยบายการทูตในฐานะประเทศขนาดใหญ่ เมื่อเผชิญกับความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลางและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทางเลือกทางการทูตของจีนยังคงแน่วแน่ โดยปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเด็ดเดี่ยว ยึดมั่นในหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ ต่อต้านการใช้อำนาจบาตรใหญ่และการข่มขู่รังแกประเทศที่อ่อนแอกว่า ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และยืนหยัดอย่างมั่นคงบนเส้นทางที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์ ปี 2026 เป็นปีแห่งเอเปคของจีน จีนจะใช้ประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเอเปคอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อส่งเสริมการสร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิก โดยร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาความท้าทายระดับโลก และสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและวุ่นวาย

    จีนและไทยเป็นญาติที่ดี มิตรที่ดี และเป็นหุ้นส่วนที่ดี ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และประมุขของทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติที่สำคัญเกี่ยวกับการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โครงการความร่วมมือกำลังเร่งดำเนินการและมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างสองประเทศอยู่ในระดับสูง และความสัมพันธ์ทวิภาคีอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ จีนสนับสนุนไทยอย่างแน่วแน่ในการดำเนินเส้นทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับสภาพของประเทศ และยินดีที่จะเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ของไทยเสมอ เพื่อร่วมกันส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

    เสียงสะท้อนจากการประชุมสองสภาของจีน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของจีน และเป็นการเชิญชวนให้ทั่วโลกร่วมมือกัน ซึ่งจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ ในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยอย่างแน่นอน จีนยินดีที่จะเสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์การพัฒนากับไทย ส่งเสริมการพัฒนาโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางอย่างมีคุณภาพ และสร้างความร่วมมือที่โดดเด่นยิ่งขึ้นในสาขาเกิดใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และร่วมมือกันเพื่อก้าวไปสู่ ​​50 ปีทองแห่งมิตรภาพของความสัมพันธ์จีน-ไทยอีกวาระหนึ่ง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/953000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qykrgouVQ_HBj9PDhqOzc

  • นายกฯ เรียกทีมเศรษฐกิจถก รับมือวิกฤตน้ำมัน-ราคาสินค้าพุ่ง รมต.คลัง เผย ยังออก พ.ร.ก.กู้เงินไม่ได้

    นายกฯ เรียกทีมเศรษฐกิจถก รับมือวิกฤตน้ำมัน-ราคาสินค้าพุ่ง รมต.คลัง เผย ยังออก พ.ร.ก.กู้เงินไม่ได้

    นายกรัฐมนตรี เรียกทีมเศรษฐกิจถกรับมือ วิกฤตขาดแคลนน้ำมันขราคาสินค้าพุ่ง ขณะที่ “เอกนิติ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง ชี้ ยังออก พ.ร.ก.กู้เงินไม่ได้ เหตุยังเป็นรัฐบาลรักษาการ

    เวลา 09.10 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ยังทำเนียบรัฐบาล โดยทันทีที่เดินทางมาถึงได้ไหว้องค์นรสิงห์จำลอง ซึ่งถือเป็นกิจวัตรประจำวันปกติ

    ขณะเดียวกันในช่วงเช้าวันนี้ มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุม ได้เรียกทีมเศรษฐกิจและฝ่ายกฎหมายรัฐบาล เพื่อประชุมรับมือพลังงาน จากวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ประกอบด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นายอนันต์แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ นายลวรณแสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

    โดยนายเอกนิติ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมหารือต่อเนื่องจากการประชุมเมื่อวาน ในเรื่องของน้ำมัน เพราะฉะนั้นต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อถามว่าจะต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมัน เพื่อมาใช้ในการรับมือวิกฤติพลังงานหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ทางเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จะเข้าหารือในประเด็นทางกฎหมายด้วย

    เมื่อถามย้ำว่าจะต้องมีการขอกู้เงินหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า “ณ วันนี้ยัง คงมาติดตามสถานการณ์ก่อน ขณะนี้ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ ยังไม่สามารถออกกฎหมายอะไรได้

    อย่างไรก็ตามต้องจับตา เนื่องจากเมื่อช่วงค่ำวานนี้นายสีหศักดิ์ ได้ต่อสายโทรศัพท์ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านนายเซย์เยด อับบาส อารักชี โดยขอให้ฝ่ายอิหร่านสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทยที่ยังตกค้างอยู่บนเรือมยุรีนารี พร้อมหารือขออนุญาตให้เรือพาณิชย์ของไทย เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

    ขณะเดียวกันปัจจุบันราคาสินค้าทั้งอุปโภคบริโภคเริ่มทยอยปรับราคาสูงขึ้นทั้งไข่ไก่ เนื้อหมู ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากราคาน้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/459092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KE8pIykWpqE2LAf-9-PTk

  • รมช.ศศิธร ประชุมหารือการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดกระบี่

    รมช.ศศิธร ประชุมหารือการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดกระบี่

    รมช.ศศิธร ประชุมหารือการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดกระบี่


    16/03/2569 | 29 | |

    รมช.ศศิธร ประชุมหารือการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดกระบี่

    วันนี้ (16 มีนาคม 2569) เวลา 15.30 น. ณ ห้องนพรัตน์ธารา ชั้น 4 ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ นางสาวศศิธร กิตติธรกุล เป็นประธานการประชุมหารือการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดกระบี่ เพื่อส่งเสริมผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เกษตรกร สัมมาชีพชุมชน ตลอดจนร้านค้าคนตัวเล็ก เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ แก่ชุมชนและประชาชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่ ได้บูรณาการภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดกระบี่ โดยมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย การจำหน่ายสินค้า OTOP, ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี, ประเพณีวัฒนธรรม, การแข่งขันกีฬา การจัดแสง สี เสียง โดยมี หัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดกระบี่ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

    จากแนวทางของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นางสาวศศิธร กิตติธรกุล) ที่ได้มีนโยบายให้ส่วนราชการภายในจังหวัดกระบี่ ได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดกระบี่ โดยสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่ ได้บูรณาการภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัดกระบี่ ในการนี้ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้นายสงัด พืชพันธุ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม และนางมุกดา หลิมนุกูล ผู้ตรวจราชการกรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช เข้าร่วมประชุมดังกล่าว

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/338388&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12QojCvrsMNaj2YUYBdCNw

  • รู้จัก IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม กุมอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจอิหร่าน

    รู้จัก IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม กุมอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจอิหร่าน

    รู้จัก IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม กุมอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจอิหร่าน

    ทำความรู้จัก IRGC กองกำลังที่เป็นมากกว่าทหาร แต่กุมอำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจของอิหร่าน จนถูกขนานนามว่าเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่ทรงอิทธิพลและเขย่าโลกในปี 2026

    • กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ก่อตั้งขึ้นในปี 1979 หลังการปฏิวัติอิสลาม เพื่อพิทักษ์อุดมการณ์ของระบอบใหม่และเป็นกองกำลังที่แยกจากกองทัพดั้งเดิม
    • IRGC มีโครงสร้างองค์กรที่ทรงอิทธิพล ประกอบด้วย 5 หน่วยงานหลักที่ครอบคลุมทั้งการปฏิบัติการทางทหารในประเทศ การพัฒนาขีปนาวุธและโดรน และการปฏิบัติการพิเศษในต่างประเทศผ่านกองกำลังคุดส์ (Quds Force)
    • ขยายอิทธิพลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างกว้างขวาง โดยควบคุมโครงการขนาดใหญ่ตั้งแต่การก่อสร้าง พลังงาน ปิโตรเคมี และโลจิสติกส์ ทำให้มีทรัพยากรและอำนาจต่อรองทางการเมืองมหาศาล
    • เป็นเสาหลักสำคัญในโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน มีความใกล้ชิดกับผู้นำสูงสุด และใช้อิทธิพลสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางทหารและการเมืองทั่วตะวันออกกลาง

    ทำความรู้จัก IRGC กองกำลังที่เป็นมากกว่าทหาร แต่กุมอำนาจทั้งการเมืองและเศรษฐกิจของอิหร่าน จนถูกขนานนามว่าเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่ทรงอิทธิพลและเขย่าโลกในปี 2026

    IRGC หรือกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ก่อตั้งขึ้นในปี 1979 หลังการปฏิวัติอิสลามโดย อยาตอลเลาะห์ โคไมนี สาเหตุหลักมาจากความระแวงต่อกองทัพดั้งเดิม (Artesh) ที่เคยใกล้ชิดกับระบอบกษัตริย์เดิม โคไมนีจึงสร้างกองกำลังนี้ขึ้นมาเพื่อ “พิทักษ์อุดมการณ์ปฏิวัติ” โดยเฉพาะ

    สงครามคือจุดเปลี่ยน

    ช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก (1980-1988) คือจุดที่ทำให้ IRGC เติบโตอย่างรวดเร็ว จากกลุ่มอาสาสมัครกลายเป็นกองทัพที่มีระบบ ภายใต้สภาวะถูกคว่ำบาตรทำให้อิหร่านต้องพัฒนาเทคโนโลยีอาวุธเอง จน IRGC กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านและผู้ปกป้องประเทศจากศัตรูภายนอก

    ในช่วงเวลาดังกล่าว IRGC ได้สร้างภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะ “ผู้พิทักษ์การปฏิวัติ” และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านศัตรูจากภายนอก

    • ผลลัพธ์สำคัญจากสงครามครั้งนั้น ได้แก่
    • การขยายกำลังพลและโครงสร้างองค์กร
    • การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในประเทศ
    • การเพิ่มบทบาททางการเมืองของผู้นำ IRGC

    หลังสงคราม IRGC ไม่ได้ลดบทบาทลง แต่กลับกลายเป็นองค์กรที่มีอำนาจมากขึ้น และเริ่มขยายอิทธิพลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ

    รู้จัก IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม กุมอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจอิหร่าน

    โครงสร้าง 5 ขาเหล็ก

    ปัจจุบัน IRGC มีโครงสร้างกำลังที่ซับซ้อนและแยกออกจากกองทัพปกติของอิหร่าน โดยประกอบด้วยหน่วยงานหลักหลายส่วนที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน

    หน่วยสำคัญของ IRGC ได้แก่

    1. กองกำลังภาคพื้นดิน (IRGC Ground Forces) รับผิดชอบการปฏิบัติการทางทหารภายในประเทศ รวมถึงการรักษาความมั่นคงภายใน
    2. กองกำลังทางทะเล (IRGC Navy) มีบทบาทสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย โดยใช้ยุทธศาสตร์สงครามแบบอสมมาตร เช่น เรือเร็วติดอาวุธและทุ่นระเบิดทางทะเล
    3. กองกำลังอวกาศและขีปนาวุธ (IRGC Aerospace Force) ดูแลโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน รวมถึงระบบโดรนและเทคโนโลยีอวกาศ
    4. กองกำลังคุดส์ (Quds Force) หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ทำหน้าที่ดำเนินภารกิจนอกประเทศ และสร้างเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค
    5. กองกำลังบาซิจ (Basij) เครือข่ายกึ่งทหารที่ระดมกำลังจากประชาชน ทำหน้าที่สนับสนุนความมั่นคงภายในและควบคุมการประท้วง

    โครงสร้างดังกล่าวทำให้ IRGC สามารถดำเนินปฏิบัติการได้ทั้งในระดับยุทธศาสตร์ ระดับภูมิภาค และระดับภายในประเทศ

    รู้จัก IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม กุมอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจอิหร่าน

    เครือข่าย IRGC ในตะวันออกกลาง

    ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา IRGC โดยเฉพาะกองกำลัง Quds ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรทางทหารและการเมืองในหลายประเทศของตะวันออกกลาง เครือข่ายเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค

    พันธมิตรสำคัญที่มักถูกกล่าวถึง ได้แก่

    • กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน
    • กลุ่มติดอาวุธชีอะห์ในอิรัก
    • กองกำลังที่สนับสนุนรัฐบาลซีเรีย
    • กลุ่มฮูตีในเยเมน

    รู้จัก IRGC กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม กุมอำนาจการเมือง-เศรษฐกิจอิหร่าน

    มือมืดหลังเศรษฐกิจชาติ

    หลังสงครามอิหร่าน-อิรักในปี 1988 IRGC ไม่ได้ลดบทบาทลง แต่ขยายอิทธิพลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจผ่านบริษัทวิศวกรรมยักษ์ใหญ่อย่าง Khatam al-Anbiya ปัจจุบันคุมตั้งแต่โครงการก่อสร้าง พลังงาน ปิโตรเคมี ไปจนถึงโลจิสติกส์ ทำให้พวกเขามีทรัพยากรมหาศาลและอำนาจต่อรองทางการเมืองสูงมาก

    เสาหลักที่กำหนดอนาคตโลก

    ในโครงสร้างอำนาจอิหร่าน IRGC คือเสาหลักที่ใกล้ชิดกับผู้นำสูงสุด และมีอดีตผู้บัญชาการจำนวนมากนั่งเก้าอี้สำคัญในรัฐบาล ด้วยขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรนขั้นสูง IRGC จึงไม่ใช่แค่ทหาร แต่เป็นผู้เล่นสำคัญที่จะกำหนดทิศทางความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์โลกในระยะยาว

    บทบาทในภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่

    ในบริบทความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และพันธมิตรในภูมิภาค IRGC กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงของอิหร่าน

    บทบาทดังกล่าวครอบคลุมหลายมิติ เช่น

    • การพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธ
    • การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางทหาร
    • การดำเนินสงครามตัวแทนในภูมิภาค
    • การป้องปรามคู่แข่งผ่านยุทธศาสตร์อสมมาตร

    ในสายตาของรัฐบาลอิหร่าน IRGC คือกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างสมดุลอำนาจในภูมิภาค และป้องกันการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอก

    ที่มา : nationtv 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862504&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rvDP6CROre9tdTeLJYX1b