Category: เศรษฐกิจ

  • จีน เตรียมงัดมาตรการโต้กลับ ซัดสหรัฐฯใช้ ม. 301 สอบ 60 เขตเศรษฐกิจ ป่วนการค้าโลก

    จีน เตรียมงัดมาตรการโต้กลับ ซัดสหรัฐฯใช้ ม. 301 สอบ 60 เขตเศรษฐกิจ ป่วนการค้าโลก

    จีน เตรียมงัดมาตรการโต้กลับ ซัดสหรัฐฯใช้ ม. 301 สอบ 60 เขตเศรษฐกิจ ป่วนการค้าโลก

    สำนักข่าวซินหัว รายงานว่าวันนี้ (16 มี.ค.69) กระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงว่าจีนแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อกรณีสหรัฐฯ ตัดสินใจดำเนินการสอบสวน 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงจีน ภายใต้มาตรา 301 เมื่อวันพฤหัสบดี (12 มี.ค.)

    โดยอ้างอิงความล้มเหลวในการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดย “แรงงานบังคับ” และกรณีสหรัฐฯ ดำเนินการสอบสวนภายใต้มาตราเดียวกันเมื่อวันพุธ (11 มี.ค.) โดยอ้างอิงประเด็น “กำลังการผลิตส่วนเกิน”

    กระทรวงพาณิชย์จีน ระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งจีนได้ยื่นหนังสือประท้วงฝ่ายสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการขณะมีการเจรจาหารือด้านเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคีในกรุงปารีสของฝรั่งเศส

    โดยจีนเรียกร้องฝ่ายสหรัฐฯ แก้ไขการกระทำผิดพลาดทันที พบกันครึ่งทางกับจีน ยึดมั่นหลักการเคารพซึ่งกันและกันและการหารืออย่างเท่าเทียม และหาทางแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาหารือ

    โฆษกกระทรวงฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ พร้อมชี้ว่าฝ่ายสหรัฐฯ ใช้ประเด็น “แรงงานบังคับ” เป็นเครื่องมือมาอย่างยาวนาน และกำหนดข้อจำกัดทางการค้ากับจีนด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง โดยจีนในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ 28 ฉบับ และจัดตั้งระบบกฎหมายและระเบียบข้อบังคับด้านแรงงานที่ครอบคลุมเพื่อป้องกันและปราบปรามการบังคับใช้แรงงาน

    ทว่าสหรัฐฯ ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานบังคับ ปี 1930 ซึ่งเท่ากับปฏิเสธกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่มีผลผูกพัน ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ใช้ประเด็น “แรงงานบังคับ” เป็นเครื่องมือมาอย่างยาวนาน โดยกรณีสหรัฐฯ ดำเนินการสอบสวนจีนและเขตเศรษฐกิจอื่นๆ ภายใต้มาตรา 301 ครั้งล่าสุดเพื่อพยายามสร้างกำแพงทางการค้าถือเป็นการกระทำเพียงฝ่ายเดียว การกระทำตามอำเภอใจ การเลือกปฏิบัติ และการกีดกันทางการค้า

    โฆษกกระทรวงฯ เสริมว่านี่เป็นความผิดพลาดซ้ำซ้อน ซึ่งบ่อนทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอย่างร้ายแรง รวมถึงปั่นป่วนระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศอย่างมาก

    โดยจีนจะติดตามความคืบหน้าของการสอบสวนอย่างใกล้ชิด พร้อมสงวนสิทธิในการดำเนินมาตรการอันจำเป็นทั้งหมดเพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

    ที่มา – ซินหัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/654000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y3a_MtBbvrthne0fCyvmG

  • ‘นายกฯอนุทิน’ เรียก​ประชุมทีมเศรษฐกิจ รับมือวิกฤติขาดแคลนน้ำมัน​ | เดลินิวส์

    ‘นายกฯอนุทิน’ เรียก​ประชุมทีมเศรษฐกิจ รับมือวิกฤติขาดแคลนน้ำมัน​ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 16 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย​ เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล ​ก่อนที่ช่วงเย็น นายกฯ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-18 มี.ค. 2569

    ทั้งนี้ ในช่วงเช้านายกฯ จะ​เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจและฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล เพื่อประชุมรับมือพลังงาน​ จากวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง บนตึกไทยคู่ฟ้า ภายหลังตรึงราคาน้ำมันครบ 15 วัน ประกอบด้วย ​นายพิพัฒน์​ รัชกิจประการ​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ​ นิติทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รมว.การต่างประเทศ นางศุภจี​ สุธรรมพันธุ์ ​รมว.พาณิชย์ และนายอรรถพล​ ฤกษ์​พิบูลย์​ รมว.พลังงาน​ นายลวรณ​ แสง​สนิท​ ปลัด​กระทรวง​การคลัง​ นายปกรณ์​ นิล​ประพันธ์​ เลขาธิการ​คณะกรรมการ​กฤษฎีกา​ นายนันทพงษ์​ จิระเลิศพงษ์​ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ​นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เข้าร่วมประชุมด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5691085/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28a15xQCBD6sI6ygm7hIb6

  • วิกฤติราคาน้ำมัน สัญญาณเตือน ‘เงินเฟ้อ’ หรือเศรษฐกิจถดถอย

    วิกฤติราคาน้ำมัน สัญญาณเตือน ‘เงินเฟ้อ’ หรือเศรษฐกิจถดถอย

    วิกฤติราคาน้ำมันพุ่ง 40% จุดกระแสนักลงทุนกังวล ภาวะ ‘เงินเฟ้อ‘ หรือ Stagflation เขย่าเศรษฐกิจโลก โจทย์ใหญ่ของเฟด โบรกแนะลงทุนบอนด์ รับมือเศรษฐกิจวูบ

    ขณะนี้นักลงทุนในตลาดพันธบัตรกำลังจับตามองว่า ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบในทิศทางใด ระหว่าง “ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น” หรือ “เศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว” เนื่องจากราคาน้ำมันดิบได้ดีดตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022  ซึ่งเพิ่มขึ้น 40% จากสิ้นเดือนกุมพาพันธ์

    วิกฤติราคาน้ำมัน สัญญาณเตือน ‘เงินเฟ้อ’ หรือเศรษฐกิจถดถอย

    น้ำมันพุ่ง จุดกระแส Stagflation

    แม้ในช่วงแรกตลาดจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แต่เริ่มมีเสียงเตือนว่าราคาน้ำมันที่สูงค้างฟ้าอาจกลายเป็นตัวทำลาย “ความต้องการบริโภค” (Demand Destruction) 

    ดาริโอ เพอร์กินส์ จาก TS Lombard ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แม้วิกฤติราคาน้ำมันจะไม่ได้นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเสมอไป แต่หากย้อนดูประวัติศาสตร์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ที่สุดของสหรัฐมักมีจุดเริ่มต้นมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันแบบนี้เสมอ ดังที่เคยเกิดขึ้นในปี 1974, 1981, 1990, 2001 และ 2008 ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาณความอ่อนแอในตลาดแรงงานและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เริ่มปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน

    เอ็ดเวิร์ด แฮร์ริสัน นักกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจมหภาคจาก Bloomberg วิเคราะห์ใน Markets Live ว่า หากตลาดน้ำมันจะฟื้นตัวจากภาวะขาดแคลน (Supply Disruption) ได้นั้น ราคาน้ำมันจำเป็นต้องพุ่งสูงขึ้นไปจนถึงจุดที่ “แพงเกินไป” จนทำให้ความต้องการใช้ลดลง (Demand Destruction) ซึ่งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวและตัวเลขการเติบโตลดลงเท่านั้น

    สถานการณ์นี้คือภาพสะท้อนของภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อพุ่งสูงอย่างชัดเจน โดยสิ่งที่นักลงทุนยังไม่แน่ใจในขณะนี้คือ “ปัจจัยใดจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก” ระหว่างความกังวลว่าเศรษฐกิจจะโตช้าลง หรือความกังวลว่าเงินเฟ้อจะยิ่งรุนแรงขึ้น

    จับตาการประชุม ‘เฟด’

    การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วทำให้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดตกที่นั่งลำบาก เนื่องจากที่ผ่านมา เฟดพยายามกดเงินเฟ้อให้ลงไปแตะเป้าหมายที่ 2% มานานกว่า 5 ปีแต่ยังไม่สำเร็จ สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นอุปสรรคในการควบคุมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

    นักกลยุทธ์จาก Barclays Plc ให้ความเห็นว่า ในขณะนี้ตลาดมัวแต่กังวลเรื่องเงินเฟ้อจนอาจ “มองข้ามความเสี่ยงด้านการเติบโตของเศรษฐกิจ” ที่กำลังอ่อนแอลง 

    Barclays จึงแนะนำให้รุกเข้าซื้อพันธบัตรหลายประเภท รวมถึงการซื้อสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของเดือน ธันวาคม 2027 เพื่อทำกำไรจากการที่ เฟดอาจต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง “แรงกว่าและมากกว่า” ที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้

    ด้าน เจมส์ เอธีย์ จาก Marlborough Investment Management ได้ตัดสินใจเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรสหรัฐทันทีหลังจากราคาพันธบัตรปรับตัวลดลง

    เขามองว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดต้องล่าช้าออกไปบ้าง แต่คงไม่ถึงขั้นถูกยกเลิกไปเสียทีเดียว 

    นอกจากนี้ เอธีย์ยังให้ความเห็นว่าในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤติราคาน้ำมันที่เลวร้ายลง ตลาดไม่ควรให้น้ำหนักเพียงแค่เรื่องเงินเฟ้อเท่านั้น แต่ควรหันมากังวลเรื่องความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะกลายเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่เขามองว่าตลาดกำลังประเมินผลกระทบในด้านนี้ต่ำเกินไป

    ท่ามกลางการเทขายพันธบัตรในเดือนมีนาคมจนราคาดิ่งลง นักวิเคราะห์มองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ โดย ปรียา มิสรา จาก JPMorgan Asset Management ระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ระยะ 10 ปีที่ระดับ 4.25% เพิ่มจาก 3.94% ในเดือนกุมภาพันธ์เริ่มมีความน่าสนใจ เพราะเชื่อว่าหลังจากภาวะเงินเฟ้อผ่านไป ตลาดจะต้องรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะบีบให้เฟดต้องกลับมาลดดอกเบี้ยในที่สุด

    วิกฤติราคาน้ำมัน สัญญาณเตือน ‘เงินเฟ้อ’ หรือเศรษฐกิจถดถอย

    ขณะที่นักกลยุทธ์จาก Barclays และ Natixis มองว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงด้านการเติบโตต่ำเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออัตราการว่างงานเริ่มสูงขึ้น จึงแนะนำให้สะสมพันธบัตรระยะสั้น อายุ 2 ปี ที่ให้ผลตอบแทนราว 3.7% เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจขาลงที่อาจมาเร็วกว่าคาด

    อ้างอิง Bloomberg 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1225303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N8TsNaYvjQ4vFyopdQen2

  • “นายกฯอนุทิน” ประชุมด่วนทีมเศรษฐกิจ เตรียมแผนแก้ปัญหา หลังตรึงดีเซลครบ 15 วัน “เอกนิติ” แจงใช้พ.ร.ก.กู้เงินอุดหนุนไม่ได้ | TOPNEWS

    “นายกฯอนุทิน” ประชุมด่วนทีมเศรษฐกิจ เตรียมแผนแก้ปัญหา หลังตรึงดีเซลครบ 15 วัน “เอกนิติ” แจงใช้พ.ร.ก.กู้เงินอุดหนุนไม่ได้ | TOPNEWS

    16 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 09.09 น. พร้อมเรียกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย คาดว่านายกรัฐมนตรีได้เรียกหารือรับมือกับวิกฤตพลังงาน การเงิน การคลัง ภายหลังสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางยังไม่ยุติ และครบกำหนดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน ในวันนี้

    นายเอกนิติ เผยก่อนการประชุมว่า เช้าวันนี้นายกรัฐมนตรีได้เรียกหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากการหารือเมื่อวาน โดยเฉพาะประเด็นราคาน้ำมัน ภายหลังจากมีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลครบ 15 วัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1517189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jQUPnaEbxdY224h_HIHKd

  • ปตท.ยืนยันน้ำมันไทยไม่ขาด ปรับแผนนำเข้าหนีฮอร์มุซ

    ปตท.ยืนยันน้ำมันไทยไม่ขาด ปรับแผนนำเข้าหนีฮอร์มุซ

    ปตท. พร้อมบริหารจัดการพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ย้ำพลังงานไทยยังเพียงพอ แม้สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เร่งปรับแผนจัดหาน้ำมัน-ก๊าซ รับความเสี่ยง

    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอลที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบการจัดหาพลังงานในตลาดโลก ปตท. และบริษัทในกลุ่มได้ติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชนและภาคเศรษฐกิจ

    โดยยืนยันว่า ปตท.ยังคงสามารถบริหารจัดการพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อและสร้างความผันผวนต่อระบบพลังงานโลก โดยบริษัทได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการพลังงานให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอต่อภาคเศรษฐกิจและประชาชน

    ในด้าน การจัดหาน้ำมันดิบ ปตท. ระบุว่า ได้ใช้เครือข่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่มีอยู่ทั่วโลกในการบริหารความเสี่ยง โดยปรับเปลี่ยนเส้นทางรับผลิตภัณฑ์น้ำมันไปยังท่าเรือที่อยู่นอก ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก พร้อมเพิ่มการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น เช่น แอฟริกาและทวีปอเมริกา รวมถึงประสานพันธมิตรทางการค้าเพื่อยืนยันกำหนดการส่งมอบอย่างต่อเนื่อง

    มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ซึ่งมีกำลังการกลั่นรวมกว่า 60% ของกำลังการผลิตในประเทศ สามารถดำเนินการผลิตได้ตามแผน และรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงานภายในประเทศ

    ส่วน การจัดหาก๊าซธรรมชาติ บริษัทได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตก๊าซใน อ่าวไทย และ เมียนมา ให้เดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง พร้อมเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงประจำปีออกไปก่อน รวมทั้งเพิ่มการจัดหา LNG แบบ Spot ตามที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มอบหมาย เพื่อชดเชยปริมาณก๊าซที่อาจขาดหายไปจากตลาดโลก

    ขณะเดียวกัน ในส่วนของการจำหน่ายน้ำมันผ่านสถานีบริการ PTT Station บริษัทได้เปิดให้บริการตลอด 7 วัน พร้อมเพิ่มเที่ยวการขนส่งน้ำมันจากคลังเข้าสู่สถานีบริการอย่างต่อเนื่อง โดยปกติใช้เวลาขนส่งรอบละประมาณ 12-24 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระยะทาง

    อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความกังวลของประชาชน ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นกว่าปกติ โดยยอดจำหน่ายในบางพื้นที่ของสถานีบริการ PTT Station เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า ทำให้ต้องเพิ่มรอบการขนส่ง และอาจทำให้บางสถานีมีน้ำมันจำหน่ายไม่เพียงพอในบางช่วงเวลา

    ด้าน ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR ระบุว่า ได้ประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งกระจายเชื้อเพลิงให้เพียงพอ และดูแลการจัดส่งไปยังสถานีบริการทั่วประเทศอย่างเต็มที่

    ทั้งนี้ ปตท. ขอความร่วมมือประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัด หลีกเลี่ยงการกักตุนเชื้อเพลิง พร้อมยืนยันว่าระบบพลังงานของไทยยังคงสามารถรองรับความต้องการใช้งานได้ และจะติดตามสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับมาตรการรับมืออย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/ptt-energy-supply-middleeast&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JZgzhwLvHhXSYtPN-ycwX

  • “อนุทิน” ถกทีมเศรษฐกิจ รับมือน้ำมันขาดแคลน หลังครบตรึงราคา 15 วัน

    “อนุทิน” ถกทีมเศรษฐกิจ รับมือน้ำมันขาดแคลน หลังครบตรึงราคา 15 วัน

    16 มีนาคม 2569 เวลา 09.10 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ยังทำเนียบรัฐบาล โดยทันทีที่เดินทางมาถึงได้ไหว้องค์นรสิงห์จำลอง ที่เป็นกิจวัตรประจำวันปกติ

    ขณะเดียวกันได้เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจและฝ่ายกฎหมายรัฐบาล เพื่อประชุมรับมือพลังงาน จากวิกฤตสงครามตะวันออกกลางที่อาจทำให้น้ำมันขาดแคลน

    โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน , นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา , นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า , นายอนันต์แก้ว กำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ , นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

    โดยก่อนขึ้นประชุมที่ตึกไทยคู่ฟ้า นายเอกนิติ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมหารือต่อเนื่องจากการประชุมเมื่อวาน (15 มี.ค.69) ในเรื่องของน้ำมัน เพราะฉะนั้นต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อถามว่า จะต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินชดเชยกองทุนน้ำมัน เพื่อมาใช้ในการรับมือวิกฤตพลังงานหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ทางเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จะเข้าหารือในประเด็นทางกฎหมายด้วย

    เมื่อถามย้ำว่า จะต้องมีการขอกู้เงินหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ณ วันนี้ยังคงมาติดตามสถานการณ์ก่อน  ขณะนี้ยังเป็นรัฐบาลรักษาการ ยังไม่สามารถออกกฎหมายอะไรได้

    อย่างไรก็ตามต้องจับตา ผลการประชุม หลังครบกำหนดประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซล  15 วัน โดยก่อนหน้านี้ นายพิพัฒน์ เคยระบุว่า จะมีการหารือเรื่องหลักเกณฑ์อีกครั้ง ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดแต่จะไม่ให้ราคาปรับขึ้นแบบก้าวกระโดด

    รวมถึงกรณีที่เมื่อช่วงค่ำวานนี้(15มี.ค.69) นายสีหศักดิ์ ได้ต่อสายโทรศัพท์ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน นายเซย์เยด อับบาส อารักชี โดยขอให้ฝ่ายอิหร่านสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทยที่ยังตกค้างอยู่บนเรือมยุรีนารี พร้อมหารือขออนุญาตให้เรือพาณิชย์ของไทย เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย โดยนายสีหศักดิ์ ได้ย้ำท่าทีไทยที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับสู่กระบวนการเจรจาและการทูต เพื่อให้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จบลงด้วยสันติวิธีโดยเร็วที่สุด

    “อนุทิน” ถกทีมเศรษฐกิจ รับมือน้ำมันขาดแคลน หลังครบตรึงราคา 15 วัน

    ขณะเดียวกันปัจจุบันราคาสินค้าทั้งอุปโภคบริโภคเริ่มทยอยปรับราคาสูงขึ้นทั้งไข่ไก่ เนื้อหมู ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากราคาน้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378974815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IzpvEdKcgyYj1XzLrGC9A

  • ไข่ไก่ขึ้นราคาแผงละ 6 บาท มีแนวโน้มปรับขึ้นอีก ถ้าสงครามยืดเยื้อ

    ไข่ไก่ขึ้นราคาแผงละ 6 บาท มีแนวโน้มปรับขึ้นอีก ถ้าสงครามยืดเยื้อ

    ดูทีวีกด 33 ดูออนไลน์ที่ 3Plus - ช่อง3

    ออกจากระบบ

    เสียใจจังจะหยุดพักความสนุกไว้แค่นี้…

    ยกเลิกตกลง

    ล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด

    คุณต้องการล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด?

    ยกเลิกล้างทั้งหมด

    ลบบัญชี

    หากคุณลบบัญชี 3Plus คุณจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบได้อีกต่อไป

    คุณเเน่ใจหรือไม่ว่าต้องการดำเนินการต่อ

    ยกเลิกตกลง

    เศรษฐกิจ

    5 ชั่วโมงที่แล้ว

    21 views

    ไข่ไก่ขึ้นราคาแผงละ 6 บาท มีแนวโน้มปรับขึ้นอีก ถ้าสงครามยืดเยื้อ

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/9w-hpsFxTZ0

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  ไข่ไก่ขึ้นราคา

    คุณอาจสนใจ

    Related News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/459091&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fi1QUQHNWiwxhMsLomaX1

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 16/03/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 16/03/69

    วันที่ 16 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ประจำวันที่ 16 มี.ค.69 ว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นสกุลเงินตราต่างๆ ตามเวลา 08.30 น. (ตามตารางประกอบข้างล่าง) โดยเงินดอลลาร์สหรัฐรับซื้อ 31.96 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ ขายออก 32.68 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/135040&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HBqbPAzE5RiVLc9WTsBWv

  • เศรษฐกิจไม่แน่นอน สหรัฐเร่งปลุกขวัญคาดสงครามจบใน 4-6 สัปดาห์

    เศรษฐกิจไม่แน่นอน สหรัฐเร่งปลุกขวัญคาดสงครามจบใน 4-6 สัปดาห์

    เจ้าหน้าที่สหรัฐกำลังรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันเพิ่มสูง ด้วยการคาดการณ์ว่า สงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านจะจบลงภายในไม่กี่สัปดาห์ แล้วราคาน้ำมันจะลดเอง

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขูว่าจะโจมตีเกาะคาร์ก ศูนย์ส่งออกน้ำมันของอิหร่านเพิ่มอีก และว่าเขาพร้อมทำข้อตกลงยุติสงครามที่ทำให้ต้องปิดช่องแคบฮอร์มุซ สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลก

    วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐผู้ไม่เปิดเผยชื่อว่า รัฐบาลทรัมป์มีแผนประกาศเร็วสุดในสัปดาห์นี้ว่า หลายประเทศเห็นชอบตั้งพันธมิตรคุ้มกันเรือในช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังอยู่ระหว่างหารือกันว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะเริ่มขึ้นก่อนหรือหลังยุติสงคราม

    ทำเนียบขาวยังไม่ให้ความเห็นในประเด็นนี้กับรอยเตอร์  ทรัมป์ ผู้เคยกล่าวว่า “เร็วๆ นี้” กองทัพเรือสหรัฐจะเริ่มคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน กล่าวในวันศุกร์ (13 มี.ค.) ว่า อิหร่านต้องการเจรจา แต่นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธคำพูดของทรัมป์

    “เราไม่เคยขอหยุดยิง เราไม่เคยขอกระทั่งการเจรจา”

    “เราพร้อมปกป้องตัวเองตราบนานเท่านาน” นายอารักชีกล่าวในรายการ ”Face the Nation“ ทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส

    ด้วยราคาน้ำมันที่วนเวียนอยู่ในระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์ยืนกรานว่า ทุกสัญญาณบ่งชี้ว่าความขัดแย้งจะจบลงอย่างรวดเร็ว

    “ความขัดแย้งนี้จะยุติลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าอย่างแน่นอน — อาจจะเร็วกว่านั้นด้วยซ้ำ…และเราจะได้เห็นอุปทานฟื้นตัวและราคาสินค้าลดลงหลังจากนั้น” นายคริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐ กล่าวในรายการ“This Week” ทางสถานีโทรทัศน์เอบีซี

    ในขณะเดียวกัน นายอารักชีก็พยายามแสดงภาพความแข็งแกร่งของอิหร่าน

    “มันไม่ใช่สงครามแห่งความอยู่รอด เรามั่นคงและแข็งแกร่งพอ”

    “เราไม่เห็นเหตุผลใดๆ ว่าทำไมต้องคุยกับอเมริกัน เพราะตอนที่พวกเขาโจมตีเรา เราก็กำลังคุยอยู่ เจอแบบนี้สองครั้งแล้ว”

    ด้านนายเควิน แฮสเสต หัวหน้าสภาเศรษฐกิจแห่งชาติทำเนียบขาว กล่าวในรายการ Face the Nation ทางสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส ในวันอาทิตย์

    “กระทรวงกลาโหมเชื่อว่าจะใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ภารกิจจึงจะเสร็จสมบูรณ์และเราทำได้เร็วก่อนกำหนดการ”

    “เราคาดว่า เศรษฐกิจโลกจะได้รับผลสะเทือนในทางบวกทันทีที่มันจบลง”

    ในวันเสาร์ (14 มี.ค.) ซึ่งสงครามเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ทรัมป์กล่าวกับเอ็นบีซีนิวส์ว่า สหรัฐโจมตี “ทำลายล้าง” เกาะคาร์กเสียหายมาก พร้อมเตือนว่าจะโจมตีอีก

    “เราอาจจะโจมตีอีกเพื่อความสนุกสนาน” ทรัมป์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1225289&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WGHB6B7KjbqDOOpioeSMG

  • วิริยะประกันภัยพร้อมโต้คลื่น บ่ยั่นความท้าทายด้านเศรษฐกิจ-ภัยพิบัติ

    วิริยะประกันภัยพร้อมโต้คลื่น บ่ยั่นความท้าทายด้านเศรษฐกิจ-ภัยพิบัติ

    นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเสี่ยงให้กับสังคมไทยอย่างมั่นคง ภายใต้เจตนารมณ์ “วิริยะประกันภัย เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต มุ่งเสริมสร้างสังคมไทยสู่ความยั่งยืน” แม้ต้องเผชิญปัจจัยท้าทายหลายด้าน ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และอุบัติภัยที่ไม่คาดคิด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ

    ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศเมียนมาที่ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงหลายจังหวัดของไทย รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยหรือทำงานในอาคารสูง ขณะเดียวกันยังเกิดเหตุอุทกภัยรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะมหาอุทกภัยในภาคใต้ตอนล่างที่สร้างความเสียหายหนักในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค

    นายอมรกล่าวว่า ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 79 ปี วิริยะประกันภัยมีความพร้อมรับมือภัยพิบัติทุกรูปแบบ ตั้งแต่เหตุการณ์ขนาดเล็กไปจนถึงวิกฤตระดับใหญ่ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการสินไหมทดแทนจากอุทกภัยที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้นำ “ปฏิบัติการ First AID” มาใช้ในการช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การสำรวจและประเมินความเสียหาย การประสานเครือข่ายรถยกลากเพื่อนำรถยนต์ออกจากพื้นที่น้ำท่วม การจัดซ่อมผ่านเครือข่ายศูนย์ซ่อมมาตรฐาน ตลอดจนการให้บริการผ่านสาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนกว่า 160 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้การดูแล เยียวยา และชดเชยค่าสินไหมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ครบถ้วน และเป็นธรรม

    นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังผสานความร่วมมือกับเครือข่ายวิริยะจิตอาสาทั่วประเทศ รวมถึงพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ในการจัดทำถุงยังชีพและส่งมอบสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด สะท้อนบทบาทขององค์กรที่ไม่เพียงดูแลด้านประกันภัย แต่ยังร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของสังคมในยามวิกฤต

    แม้ต้องเผชิญสถานการณ์ท้าทายดังกล่าว แต่ผลประกอบการของบริษัทในปี 2568 ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 42,923 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนหน้า แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 37,654 ล้านบาท เติบโต 3.5% และเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ 5,269 ล้านบาท เติบโตถึง 17.09% พร้อมรักษาความเป็นผู้นำตลาดประกันวินาศภัยต่อเนื่องเป็นปีที่ 34 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 14.64% สะท้อนความไว้วางใจของลูกค้าและประชาชนทั่วประเทศ

    ในด้านความมั่นคงทางการเงิน บริษัทฯ ยังมีสินทรัพย์รวม 68,166 ล้านบาท และมีอัตราความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) อยู่ที่ 357.21% ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้ สะท้อนเสถียรภาพและศักยภาพในการรองรับความเสี่ยงขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 44,646 ล้านบาท เติบโตประมาณ 4% โดยแบ่งเป็นธุรกิจประกันภัยรถยนต์ 38,865 ล้านบาท เติบโต 3% และธุรกิจประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ 5,780 ล้านบาท เติบโต 9.7% ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการในทุกมิติ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและคู่ค้าได้ดียิ่งขึ้น

    หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนงานบริการ ทั้งระบบรับประกันภัย การเคลมสินไหม และการเชื่อมโยงข้อมูลกับคู่ค้าให้รวดเร็วและแม่นยำ พร้อมพัฒนาการให้บริการแบบ One Stop Service ผ่านศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์สายด่วน 1557 และระบบบริการออนไลน์แบบ Self Service บน LINE Official เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2919984&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RGUalIgQztRiJSaNkbQFv