Category: เศรษฐกิจ

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด จังหวัดร้อยเอ็ด มุ่งยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด จังหวัดร้อยเอ็ด มุ่งยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด จังหวัดร้อยเอ็ด มุ่งยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน


    18/03/2569 | 22 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด จังหวัดร้อยเอ็ด มุ่งยกระดับศูนย์เรียนรู้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

    วันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ โรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด หมู่ที่ 12 ตำบลดงครั่งน้อย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด และตรวจติดตามการดำเนินงานพัฒนาชุมชนในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมี นางนวลจันทร์ ศรีมงคล ผู้ตรวจราชการกรม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุบลราชธานี เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยพัฒนาการจังหวัดร้อยเอ็ด พัฒนาการจังหวัดอำนาจเจริญ นายอำเภอเกษตรวิสัย คณะผู้บริหาร ผู้นำชุมชน และประชาชนร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน การจัดตั้ง โรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงบ้านโพนฮาด ในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างความสำเร็จของการยกระดับศูนย์เรียนรู้ชุมชนให้กลายเป็น แหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต ที่เป็นทั้งศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้ การฝึกทักษะอาชีพ และการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชน

    ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ประกอบด้วย การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากคนในชุมชน การจัดนิทรรศการผลงานผลิตภัณฑ์ชุมชน และการนำเสนอวีดิทัศน์สรุปผลการดำเนินงานจัดตั้งโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจของคณะกรรมการและคนในชุมชนบ้านโพนฮาดอย่างชัดเจน

    ในโอกาสนี้ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะ ได้เยี่ยมชมฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ ภายในโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการขับเคลื่อนงานร่วมกับปราชญ์ชุมชน พร้อมเน้นย้ำให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุบลราชธานี ร่วมกับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดและอำเภอ เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนให้ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้เติบโตและเป็นที่พึ่งของชุมชนรอบข้างได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/339398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kVITwJP05TuDgh50TeJZ8

  • น้ำมันพุ่ง ปุ๋ยแพง เกษตรกรไทยกำไรหาย แต่โรงงานแปรรูปได้อานิสงส์

    น้ำมันพุ่ง ปุ๋ยแพง เกษตรกรไทยกำไรหาย แต่โรงงานแปรรูปได้อานิสงส์

    น้ำมันพุ่ง ปุ๋ยแพง เกษตรกรไทยกำไรหาย แต่โรงงานแปรรูปได้อานิสงส์

    วิกฤตตะวันออกกลางทดสอบโครงสร้างเกษตรไทย น้ำมันพุ่ง ปุ๋ยแพง ทำเกษตรกรไทยกำไรหาย โดยเฉพาะ 5 พืชเศรษฐกิจน่าห่วง สวนทางโรงงานแปรรูปได้อานิสงส์บวก

    อุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทยคือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางผ่าน 5 ช่องทางหลัก คือ 1.ราคาน้ำมัน 2.ราคาปุ๋ยเคมี 3.อุปสงค์จากตะวันออกกลาง 4. ค่าระวางเรือและโลจิสติกส์ และ 5.เศรษฐกิจโลกหรืออุปสงค์โดยรวม

    ซึ่งผลกระทบต่อแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุน ความเชื่อมโยงกับตลาดพลังงาน และตลาดส่งออกหลักของพืชแต่ละชนิด

    ราคาน้ำมันและปุ๋ยที่แพงขึ้น ทำให้เกษตรกรทั้ง 5 พืชได้รับผลเสียโดยรวม

    เกษตรกรทั้ง 5 พืชจะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ ในขณะที่โรงงานแปรรูปพืช 4 ชนิด ยกเว้นข้าวจะได้รับผลสุทธิเป็นบวก แต่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน

    SCB EIC ประเมินผลกระทบผ่านการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของราคาสินค้าต่อราคาน้ำมันและ GDP โลก และผลกระทบของราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยต่อโครงสร้างต้นทุน ภายใต้ 2 ฉากทัศน์ คือ

    • กรณีฐานที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปี 2026 อยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 28.6 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.2 pp
    • และกรณีรุนแรงที่ราคาน้ำมันเพิ่มเป็น 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 64.5 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.9 pp 

    ซึ่งจากผลการประเมินพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกพืช 5 ชนิดมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะได้รับผลกระทบหนักสุด ตามมาด้วยปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลังและยางพารา จากต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จนหักล้างผลบวกด้านราคา

    ในทางตรงกันข้าม โรงงานแปรรูปยางพารา โรงงานน้ำตาล โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง จะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นบวก จากผลของราคาที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้โรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลบวกสุทธิมากที่สุดจากความเชื่อมโยงกับไบโอดีเซล รองลงมา คือ โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังจากความต้องการเอทานอล โรงงานน้ำตาลจากราคาน้ำตาลโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และโรงงานยางพาราจากการถูกนำไปใช้ทดแทนยางสังเคราะห์

    อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจโลก นโยบายพลังงานในประเทศ ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่ง ขณะที่โรงสีข้าวเป็นผู้ประกอบการกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ เนื่องจากจะไม่ได้อานิสงส์ด้านราคาจากน้ำมันเหมือนสินค้าอื่น แต่กลับเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต ค่าระวางเรือ การพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลกที่จะรุนแรงขึ้น

    ส่วนผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นต่อโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรจะอยู่ในระดับจำกัด เพราะแม้ราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตจะลดลงไม่มาก และผลกระทบโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในปี 2027 เนื่องจากเกษตรกรในหลายพืช เช่น อ้อย มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว แต่ในทางตรงกันข้าม ราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น จะกระทบต่อเกษตรกรค่อนข้างมาก เนื่องจากสัดส่วนต้นทุนปุ๋ยต่อต้นทุนรวมของเกษตรกรที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง

    ผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มต้องเร่งรับมือให้ตรงจุด เพราะผลกระทบแตกต่างและไม่เท่ากัน

    วิกฤติตะวันออกกลางทำให้ผู้ประกอบการแต่ละอุตสาหกรรมต้องรับมือแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละธุรกิจ โดยโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันต้องจับตาการเพิ่มสูตรผสมไบโอดีเซลอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวกำหนดอุปสงค์และราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศโดยตรง โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังต้องติดตามทั้งทิศทาง GDP โลกและนโยบายส่งเสริม E20 ซึ่งจะกำหนดอุปสงค์เอทานอลในระยะต่อไป

    ขณะที่โรงงานน้ำตาลต้องเฝ้าระวังเศรษฐกิจโลกควบคู่กับแผนการผลิตของบราซิล ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อราคาน้ำตาลโลก ด้านโรงงานแปรรูปยางพาราควรเร่งกระจายตลาด เพราะอุปสงค์ยางมีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจโลกสูง

    ส่วนโรงสีและผู้ส่งออกข้าวต้องเร่งทั้งการหาตลาดใหม่และลดต้นทุน เพื่อรับมือแรงกดดันจากค่าขนส่งและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกพืชจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เช่น ปุ๋ยสั่งตัด หรือการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยนำเข้าและรักษาศักยภาพการผลิตในระยะยาว

    ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกกลุ่มพืช แต่เร่งดูแลข้าวเป็นลำดับแรก

    SCB EIC มองว่า ภาครัฐควรมีมาตรการดูแลเกษตรกรในทุกกลุ่มพืช โดยเฉพาะการช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต อย่างไรก็ดี หากต้องจัดลำดับความเร่งด่วน อุตสาหกรรมข้าวควรได้รับความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก

    เนื่องจากเป็นกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ และเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านต้นทุน โลจิสติกส์ อุปสงค์จากตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลก

    ในระยะสั้น รัฐควรเร่งเปิดตลาดใหม่ผ่านการทูตเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยีลดต้นทุน เช่น ปุ๋ยสั่งตัดและเกษตรแม่นยำ ส่วนในระยะยาว ควรยกระดับข้าวไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงและวัตถุดิบเชิงนวัตกรรม เพื่อลดการแข่งขันด้านราคาและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

    ในโลกที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นความปกติใหม่ ผู้ประกอบการที่จะอยู่รอดได้ คือ ผู้ที่อ่านเกมขาด ปรับตัวเร็ว และบริหารความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E5E16rejcDBhAybg7WTl3

  • กระแสชาตินิยม ปมขัดแย้งจบยาก: อาวุธ เศรษฐกิจจีน กระทบ ญี่ปุ่น อย่างไร

    กระแสชาตินิยม ปมขัดแย้งจบยาก: อาวุธ เศรษฐกิจจีน กระทบ ญี่ปุ่น อย่างไร

    ตั้งแต่ปลายปี 2025 ความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่นเข้าสู่จุดตึงเครียดอีกครั้ง ความขัดแย้งรอบใหม่นี้ไม่ได้เริ่มจากประเด็นเศรษฐกิจโดยตรง หากแต่เริ่มจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นที่พาดพิงประเด็นไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่า เป็นการท้าทาย ‘เส้นแดง’ ของจีน บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า ‘กระแสชาตินิยม’ ภายในประเทศของทั้งสองฝ่ายจะเป็นเชื้อเพลิงให้ความบาดหมางในครั้งนี้บานปลายอย่างไร และ ‘อาวุธทางเศรษฐกิจ’ ของจีนจะมีอานุภาพทำลายล้างญี่ปุ่นทางเศรษฐกิจได้แค่ไหน อย่างไร

    ประการแรก กระแสชาตินิยม ‘เชื้อเพลิง’ ที่ทำให้ความขัดแย้งลุกลาม

    ความตึงเครียดจีน-ญี่ปุ่นในครั้งนี้ถูกเร่งปฏิกิริยาด้วย ‘กระแสชาตินิยม’ ภายในประเทศทั้งสองฝ่าย ทางฝ่ายญี่ปุ่น จากผลการเลือกตั้งล่าสุด ตอกย้ำว่า กระแสชาตินิยมแนวอนุรักษนิยมผลักดันให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับจีนต่อไป โดยเฉพาะประเด็นไต้หวันและความมั่นคง นายกฯ หญิงของญี่ปุ่นใช้วาทกรรมด้าน ‘ความอยู่รอดของชาติ’ ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นไม่สามารถลดระดับท่าทีได้ง่าย แม้จะรับรู้ถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจ

    ในขณะที่ ทางฝ่ายจีนก็ใช้กระแสชาตินิยมเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ตอบโต้ญี่ปุ่นในประเด็น ‘ลัทธิทหารนิยม’ และ ‘อาชญากรรมสงครามในอดีต’ วาทกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความชอบธรรมภายในประเทศ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลจีนใช้มาตรการตอบโต้ญี่ปุ่นที่รุนแรง ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนชัดจากถ้อยแถลงของหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนในเวทีระหว่างประเทศ

    กระแสชาตินิยมที่เข้มข้นในแต่ละประเทศ จึงเปรียบเสมือน ‘เชื้อเพลิง’ ที่ทำให้รัฐบาลทั้งสองประเทศถูกแรงกดดันจากสังคมและการเมืองภายในบังคับให้ ‘ถอยไม่ได้’ และเมื่อการเมืองแข็งกร้าวขึ้น เศรษฐกิจก็ถูกดึงมาเป็นเครื่องมือโดยตรง

    ประการถัดมา ‘อาวุธทางเศรษฐกิจ’ ของจีนยิงตรงไปที่จุดอ่อนญี่ปุ่น

    จีนเลือกใช้ ‘พลังทางเศรษฐกิจ’ ของตัวเองเป็นอาวุธ (Economic Weapon) ในการถล่มยิงตรงไปที่ ‘จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง’ ของญี่ปุ่นที่มีความเปราะบางจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนในหลายด้านอาวุธทางเศรษฐกิจที่จีนใช้จัดการกับญี่ปุ่นในขณะนี้ ได้แก่

    (1) การควบคุมการส่งออกแร่หายาก (Rare Earths) โดยเฉพาะแร่หายากประเภทหนัก ซึ่งจีนครองกำลังการผลิตและการแปรรูปเกือบทั้งหมดของโลก

    (2) การจำกัดการส่งออกสินค้า Dual-Use Items ที่สามารถใช้ได้ทั้งพลเรือนและทหาร เช่น แร่หายาก ทังสเตน เทลลูเรียม บิสมัท เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมหนัก

    (3) ขึ้นบัญชีดำและบัญชีเฝ้าระวังบริษัทญี่ปุ่น ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ไปจนถึงบริษัทเอกชนขนาดใหญ่

    และ (4) มาตรการอื่นๆ เช่น มาตรการเชิงสัญลักษณ์และภาคบริการ เช่น การเรียกหมีแพนด้าคืนกลับประเทศจีน และการส่งคำเตือนด้านการท่องเที่ยว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนไปญี่ปุ่นลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ จีนอาศัย ‘กฎหมายควบคุมการส่งออกและกรอบความมั่นคงแห่งชาติ’ ในการประกาศใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้า Dual-Use Items และยังได้ขยายผลไปถึงบริษัทในประเทศที่สาม หากมีการส่งต่อสินค้าต้นทางจากจีนไปยังบริษัทญี่ปุ่น โดยฝ่ายจีนให้เหตุผลว่า มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อ ‘สกัดการเสริมกำลังทหารและความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น’ และยืนยันว่า เป็นมาตรการที่ ‘ถูกต้อง ชอบธรรม และเป็นไปตามกฎหมาย’

    ประการสุดท้าย ผลกระทบต่อญี่ปุ่น: ‘พึ่งพามาก เสี่ยงมาก’

    การที่อาวุธทางเศรษฐกิจของจีนสามารถสร้างแรงกระแทกให้กับญี่ปุ่น ไม่ใช่เพราะขนาดของมาตรการเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะญี่ปุ่นมี ‘จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง’ ในห่วงโซ่อุปทาน จากข้อมูลล่าสุด ญี่ปุ่นนำเข้าแร่หายากจากจีนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 63% ของทั้งหมด โดยเฉพาะแร่หายากประเภทหนัก (Heavy Rare Earths) เช่น ดิสโพรเซียม และเทอร์เบียม ญี่ปุ่นพึ่งพาจีนสูงถึงเกือบ 100%

    ในขณะที่ จุดแข็งของจีนคือ อำนาจผูกขาดในการควบคุมกำลังการผลิตและแปรรูปแร่หายากของโลก สัดส่วนมากกว่า 90% และสำหรับแร่หายากหนัก มีสัดส่วนการแปรรูปในจีนสูงกว่า 98%

    ด้วยความเปราะบางของญี่ปุ่นในห่วงโซ่อุปทานนี้ เมื่อฝ่ายจีนประกาศมาตรการควบคุมการส่งออก แม้จะไม่ถึงขั้นการห้ามส่งออกแบบเด็ดขาด หากแต่เพียงแค่ชะลอการออกใบอนุญาต หรือเพิ่มขั้นตอนทางเอกสารที่ล่าช้าเพียงไม่กี่เดือน ก็สามารถทำให้เกิดความเสี่ยงที่โรงงานของญี่ปุ่นอาจจะต้องหยุดสายการผลิต

    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจมหภาคและการเติบโต GDP ของญี่ปุ่น สถาบันวิจัยญี่ปุ่นมีการรายงานผลกระทบไว้ เช่น สถาบัน Nomura Research Institute ประเมินว่า หากข้อจำกัดการส่งออกของจีนกินเวลานานหนึ่งปี เศรษฐกิจ GDP ญี่ปุ่นอาจจะลดลง 0.43% หรือประมาณ 2.6 ล้านล้านเยน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า อาวุธทางเศรษฐกิจของจีนไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะเพียงแค่บางบริษัท แต่มีอานุภาพส่งผลกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

    ในแง่ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ของญี่ปุ่น มีรายงานว่า อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ญี่ปุ่นที่มีการพึ่งพาแร่หายากหนักจากจีนเกือบ 100% หากวัตถุดิบขาดหรือไม่เพียงพอ สายการผลิตก็อาจหยุดชะงัก และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งฝ่ายจีนควบคุมสารเคมีและวัสดุสำคัญ เช่น แกลเลียม และสารตั้งต้นการผลิตชิป ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

    ที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศของญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นที่ถูกฝ่ายจีนขึ้นบัญชีดำจะได้รับผลกระทบโดยตรงด้านการผลิตชิ้นส่วนทางทหาร ยุทโธปกรณ์ เครื่องบิน และโครงการอวกาศ ซึ่งเป็นแกนสำคัญของยุทธศาสตร์ความมั่นคงญี่ปุ่นในระยะยาว

    นอกจากนี้ อาวุธเศรษฐกิจของจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคอุตสาหกรรม แต่ยังส่งผลไปยังภาคบริการ ฝ่ายจีนได้ใช้ทั้งมาตรการเชิงสัญลักษณ์และคำเตือนเรื่องการเดินทางไปญี่ปุ่น จากสถิติล่าสุด หน่วยงานท่องเที่ยวญี่ปุ่นระบุว่า เดือนมกราคม 2026 นักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปญี่ปุ่นลดลงประมาณ 61% เมื่อเทียบรายปี ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลดเหลือราว 385,000 คน (จากระดับเกือบ 1,000,000 คนในปีก่อนหน้า)

    แม้ว่าญี่ปุ่นจะมีนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น เช่น เกาหลีใต้ มาชดเชยบางส่วน แต่นักท่องเที่ยวจีนนับเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง มีรายงานว่า ในปี 2025 นักท่องเที่ยวจีนสร้างรายได้ให้ญี่ปุ่นราวหนึ่งในห้าของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด การหายไปของตลาดนักท่องเที่ยวจีนในญี่ปุ่น ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการค้าปลีก ธุรกิจโรงแรมและบริการเกี่ยวเนื่องอื่นๆ

    โดยสรุป ปมขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่นมีกระแสชาตินิยมเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ สำหรับฝ่ายจีนสามารถใช้จุดแข็งทางเศรษฐกิจของตนเองแปลงเป็น ‘พลังกดดันทางการเมือง’ และใช้เป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่กำลังบีบญี่ปุ่นอย่างหนัก ในขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่น แม้ตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้ แต่ในระยะสั้น ญี่ปุ่นก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากการพึ่งพาจีนได้และด้วยกระแสชาตินิยมในรัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมของญี่ปุ่นที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น สะท้อนว่า งานนี้น่าจะจบยาก และอาจจะจบไม่สวย

    สำหรับบทเรียนสำคัญที่ไทยควรเรียนรู้จากกรณีนี้ก็คือ การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานเพียงแหล่งเดียว แม้จะมีความราบรื่นในยามปกติ แต่สามารถกลายเป็น ‘จุดเปราะบาง’ ด้านความมั่นคงได้ง่าย เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนทิศ

    ดังนั้น จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศเดียวที่มากเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงและภายใต้แนวโน้มโลกหันขวาที่รัฐบาลอนุรักษนิยมขวาจัดและชาตินิยมสูงจะนำอาวุธทางเศรษฐกิจมาใช้บ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น ยิ่งพึ่งพามาก ยิ่งเสี่ยงมาก และไม่ปรับ ไม่รอด

    แฟ้มภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

    Evelyn Hockstein / File Photo / Reuters

    Kiyoshi Ota / Pool via Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/china-japan-economic-weapon-nationalism/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fuN7Dtuf61t6xx81SPcFc

  • เฟดคงดอกเบี้ย ท่ามกลางแรงกระเทือนตะวันออกกลาง

    เฟดคงดอกเบี้ย ท่ามกลางแรงกระเทือนตะวันออกกลาง

    ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันพุธนี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามอิหร่านที่กระทบตลาดน้ำมันโลกและห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดเริ่มสะท้อนสัญญาณชะลอตัว

    เฟดเริ่มการประชุมสองวันตั้งแต่วันอังคาร และมีกำหนดประกาศผลการตัดสินใจในเวลา 14.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ หรือ 01.00 น. ของวันพฤหัสบดีตามเวลาไทย (ตรงกับ 18.00 น. GMT) พร้อมเผยรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจ (Summary of Economic Projections) ซึ่งนักลงทุนจับตาแนวโน้มการเติบโต เงินเฟ้อ และการว่างงานอย่างใกล้ชิด

    ความท้าทายของเฟดในสถานการณ์ปัจจุบัน

    นิโคล เซอร์วี นักเศรษฐศาสตร์จาก Wells Fargo ระบุว่า เฟดกำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อน เนื่องจากยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหลักทั้งสองด้านได้พร้อมกัน ทั้งการควบคุมเงินเฟ้อและการรักษาระดับการจ้างงาน

    แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอลงจากระดับสูงสุดในช่วงโควิด-19 แต่ยังอยู่เหนือกรอบเป้าหมายระยะยาวที่ 2% ของเฟดอย่างมีนัยสำคัญ

    ผลกระทบจากสงครามอิหร่าน

    ข้อมูลจาก AAA Motor Club ระบุว่า ราคาน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐเพิ่มขึ้นราว 27% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่อาจส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ด้าน ไดแอน สวองก์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก KPMG เตือนว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เงินเฟ้ออาจเร่งตัวกลับขึ้นเกิน 4% อีกครั้ง สวนทางกับหลายประเทศที่เริ่มควบคุมระดับราคาได้แล้ว

    ตลาดแรงงานแสดงสัญญาณอ่อนแอ

    ตลาดแรงงานสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรง โดยมีการสูญเสียตำแหน่งงาน 92,000 ตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 4.4%

    เกรกอรี ดาโก ระบุว่า ตัวชี้วัดความต้องการแรงงานลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบทศวรรษ ขณะที่การเติบโตของค่าจ้างเริ่มชะลอลง สะท้อนแรงกดดันต่อกำลังซื้อในระยะถัดไป

    แนวโน้มนโยบายการเงิน

    เครื่องมือ CME FedWatch บ่งชี้ว่า ตลาดคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งภายในปีนี้ และมีแนวโน้มเกิดขึ้นหลังเดือนกันยายน

    ขณะที่ โจเซฟ สติกลิตซ์ เตือนว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเข้าใกล้ภาวะ “Stagflation” หรือภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะข้างหน้า

    ด้าน ไดแอน สวองก์ ประเมินว่า ความเห็นภายในเฟดอาจมีความแตกต่างมากขึ้น โดยบางฝ่ายอาจสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย หากแรงกดดันเงินเฟ้อจากสงครามยังยืดเยื้อและส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง

    US gasoline prices have risen by more than 20 percent since the start of the war, with policymakers concerned about inflationary effects

    US gasoline prices have risen by more than 20 percent since the start of the war, with policymakers concerned about inflationary effects

    The war began with US-Israeli strikes on Iran, and has now expanded to engulf most of the Gulf and some other Arab countries

    The war began with US-Israeli strikes on Iran, and has now expanded to engulf most of the Gulf and some other Arab countries

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fed-expected-hold-rates-iran-war-shockwaves&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bzkaNDPN3-zzytFf0aXGa

  • วิจัยกรุงศรี มอง ความตึงเครียดตะวันออกกลาง “สั่นคลอนเศรษฐกิจ”

    วิจัยกรุงศรี มอง ความตึงเครียดตะวันออกกลาง “สั่นคลอนเศรษฐกิจ”

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สร้างแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่เผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น เพราะศูนย์กลางของความเสี่ยงอยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า  1 ใน 3 ของการค้าน้ำมันดิบโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นกว่า 87% จากระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง สู่ระดับ 128 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569)

    วิจัยกรุงศรี
    วิจัยกรุงศรี ความตึงเครียดตะวันออกกลาง “สั่นคลอนเศรษฐกิจ”

    สำหรับประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วน 58% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด จึงอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในภาพรวม

    ซึ่งวิจัยกรุงศรี  ประเมินว่าจะทำให้การขยายตัวของ GDP ไทยลดลงจากกรณีฐาน -0.2 ถึง -0.9% (โดยในกรณีฐาน คาดว่า GDP จะขยายตัว 2.0% ซึ่งเป็นการคาดการณ์ ณ 26 กุมภาพันธ์ 2569)  แต่ระดับของผลกระทบขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสงคราม

    และคาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของสงคราม 

    ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนเฉลี่ยทั้งปีที่ 110-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และภาครัฐไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.0-4.5% จากกรณีฐานที่คาดไว้ที่ 0.2% พร้อมกับส่งผลกระทบต่อ GDP ให้ลดลงจากกรณีฐานราว -0.6 ถึง -0.9% 

    สำหรับอุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดต่อสงครามครั้งนี้คือ โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ และโรงไฟฟ้า ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstock) จากตะวันออกกลางโดยตรง 

    แม้ในระยะสั้นโรงกลั่นน้ำมันอาจได้รับอานิสงส์จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งส่งผลให้มูลค่าน้ำมันดิบในสต็อกที่ถือครองอยู่พุ่งสูงขึ้น แต่ในระยะต่อไปหากความขัดแย้งกลายเป็นสงครามในภูมิภาคเต็มรูปแบบ โรงกลั่นอาจเผชิญกับค่าการกลั่นรวม (Gross Refinery Margins: GRMs) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

    นอกจากนี้ ในกรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด โรงงานปิโตรเคมีและโรงงานพลาสติกและบรรจุภัณฑ์อาจต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดเดินโรงงาน และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะได้รับผลจากการขาดแคลน LNG ซึ่งไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้ด้วยสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของการนำเข้าทั้งหมด 

    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรองลงมาคือภาคการขนส่ง ผลจากราคาน้ำมันที่แพงหรืออาจขาดแคลน ภาคเกษตรกรรม จากราคาปุ๋ยที่แพงหรืออาจขาดแคลนได้ในอนาคต โดยไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางถึงราว 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร 

    ยังอาจได้รับผลทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น และตลาดส่งออกที่ชะลอลง ขณะที่ภาคการขนส่งทางเรือและธุรกิจการบินเผชิญปัญหาการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือและการปิดน่านฟ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวได้

    วิจัยกรุงศรี
    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net energy importer) ที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูง จึงเผชิญความเสี่ยงสูงจากความไม่สงบในครั้งนี้แม้มาตรการสำรองพลังงานและการกระจายแหล่งนำเข้าของภาครัฐจะช่วยรองรับผลกระทบได้ในระยะสั้น แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมและภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจจึงควรเร่งประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน สำรองวัตถุดิบ และกระจายแหล่งนำเข้าปัจจัยการผลิตสำคัญ เพื่อลดความเปราะบางในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PFqiK2xSlO1R79EYkFByd

  • บลจ.แอสเซท พลัส มองบวกหุ้นญี่ปุ่น ชี้พื้นฐานแกร่ง รับแรงหนุนเศรษฐกิจ-การเมือง-กำไรบริษัทจดทะเบียน แม้ระยะสั้นยังผันผวน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    บลจ.แอสเซท พลัส มองบวกหุ้นญี่ปุ่น ชี้พื้นฐานแกร่ง รับแรงหนุนเศรษฐกิจ-การเมือง-กำไรบริษัทจดทะเบียน แม้ระยะสั้นยังผันผวน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด (บลจ.แอสเซท พลัส) เปิดเผยมุมมองการลงทุนต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นประจำไตรมาส 1 ปี 2569 โดยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นญี่ปุ่นในระยะกลางถึงยาว แม้ระยะสั้นตลาดอาจเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภายนอก แต่เชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของญี่ปุ่นยังแข็งแกร่ง ทั้งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเมือง และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด

    นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ดัชนี TOPIX ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 15% สะท้อนแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุกของภาครัฐ ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 ของบริษัทจดทะเบียนญี่ปุ่นยังสะท้อนความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจอย่างชัดเจน โดยรายได้และกำไรสุทธิออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ 2.3% และ 9.2% ตามลำดับ สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยมีกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) กลุ่ม Healthcare และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate) เป็นผู้นำสำคัญ

    ในด้านเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยดัชนี Manufacturing PMI ปรับขึ้นสู่ระดับ 53.0 ในเดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนการขยายตัวของภาคการผลิตและคำสั่งซื้อใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ผลการเจรจาค่าจ้างประจำปี (Shunto) ปี 2569 บ่งชี้ว่ามีการเรียกร้องปรับขึ้นค่าจ้างพื้นฐานราว 4.37% และค่าจ้างรวมราว 5.94% ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต

    ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.75% ในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี และสะท้อนถึงการเข้าสู่วัฏจักรเชิงบวกของเศรษฐกิจญี่ปุ่น หรือ Virtuous Cycle ของค่าจ้าง เงินเฟ้อ และการบริโภค ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว

    นอกจากนี้ บลจ.แอสเซท พลัส มองว่าเสถียรภาพทางการเมืองเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญ หลังพรรค Liberal Democratic Party (LDP) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรอย่างถล่มทลาย และครองที่นั่งมากกว่าสองในสามของสภา ส่งผลให้ญี่ปุ่นมีเสถียรภาพทางการเมืองสูงสุดในรอบหลายปี และเปิดทางให้รัฐบาลเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุกได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน การส่งเสริมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง และ AI รวมถึงการปฏิรูปธรรมาภิบาลบริษัท (Corporate Governance Reform) อีกทั้ง การไม่มีการเลือกตั้งระดับชาติครั้งใหญ่จนถึงปี 2571 ยังถือเป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในระยะถัดไป

    นายกมลยศ สุขุมสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน บลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า “กองทุนให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศและการปฏิรูปธรรมาภิบาลบริษัท ได้แก่ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย กลุ่ม Healthcare และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่มีผลประกอบการสูงกว่าตลาดคาดในไตรมาสที่ผ่านมา”

    นายกมลยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขณะเดียวกัน กองทุนยังติดตามโอกาสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากได้รับแรงหนุนโดยตรงจากนโยบายการลงทุนด้าน AI และอุตสาหกรรมขั้นสูงของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนระยะยาวที่มีศักยภาพสูงของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในเวลานี้”

    สำหรับมุมมองด้านมูลค่า บลจ.แอสเซท พลัส ประเมินว่า ดัชนี TOPIX ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/E ล่วงหน้า (1-year forward P/E) ราว 17.1 เท่า แม้จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว แต่ยังถือว่าอยู่ในระดับสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของกำไร โดย consensus ตลาดคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนีจะเติบโตราว 10-11% ในช่วงปี 2569-2570

    ทั้งนี้ แม้ในระยะสั้นตลาดอาจยังเผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงจากราคาพลังงาน แต่หากแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนเป็นไปตามที่ตลาดคาด บลจ.แอสเซท พลัส เชื่อว่าดัชนี TOPIX ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ หรือเกิด re-rating ได้ในระยะกลางถึงยาว

    การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน

    Source: Bloomberg, https://tradingeconomics.com/japan/stock-market และ www.investing.com

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/03/18/626387/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tSlHg9PQHuNljwHDcg9fN

  • “หุ้นฮ่องกง” สดใส! “ฮั่งเส็ง” เปิดบวก 54.49 จุด ข้อมูลเศรษฐกิจจีนแกร่งหนุนตลาดต่อเนื่อง

    “หุ้นฮ่องกง” สดใส! “ฮั่งเส็ง” เปิดบวก 54.49 จุด ข้อมูลเศรษฐกิจจีนแกร่งหนุนตลาดต่อเนื่อง

    เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ดัชนีฮั่งเส็งของตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดบวก 54.49 จุด หรือเพิ่มขึ้น +0.21% ที่ระดับ 25,923.03 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งจากจีน ซึ่งรวมถึงยอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาด

    การปรับตัวขึ้นของดัชนีฮั่งเส็งในวันนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นักลงทุนให้ความสนใจในข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่ดีขึ้น และยังจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในช่วง 3.5% – 3.75% ในการประชุมครั้งนี้

    #HangSeng #HongKongStocks #ChinaEconomy #StockMarket #AsiaMarket #FedMeeting #ฮั่งเส็ง #หุ้นฮ่องกง #เศรษฐกิจจีน #ตลาดหุ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/135560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2evSXolKl7FLm8pV1653GX

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 18/03/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 18/03/69

    วันที่ 18 มี.ค.2569 ส่องกล้องมองตลาดหุ้นไทยตัวไหนน่าลงทุนประจำวันที่ 18 มีนาคม 2569 โต๊ะเศรษฐกิจสยามรัฐอินไซด์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/135551&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s17zNiiyr3fCXLX119fFx

  • นายกฯ ออสซี่ส่งสัญญาณออกมาตรการใหม่ รับมือเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน : อินโฟเควสท์

    นายกฯ ออสซี่ส่งสัญญาณออกมาตรการใหม่ รับมือเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน : อินโฟเควสท์

    แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ส่งสัญญาณเตรียมออกมาตรการใหม่ เพื่อปกป้องประชาชนจากผลกระทบรุนแรงของความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

    อัลบาเนซีกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีอุตสาหกรรมยานยนต์เมื่อเช้าวันนี้ (18 มี.ค.) ว่า สงครามในตะวันออกกลางเป็นอีกหนึ่งแรงกระแทกสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในทศวรรษ 2020 ต่อจากวิกฤตโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน

    ผู้นำออสเตรเลียระบุว่า รัฐบาลต้องการดำเนินทุกมาตรการเพื่อปกป้องเศรษฐกิจ ครัวเรือน และภาคธุรกิจของออสเตรเลีย จากผลกระทบเชิงลบของความผันผวนในระดับโลก พร้อมเตรียมประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

    นอกจากนี้ อัลบาเนซียังกล่าวต่อว่า ได้เรียกประชุมฉุกเฉินร่วมกับผู้นำรัฐและดินแดนในวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) เพื่อเร่งกระจายเชื้อเพลิงจากคลังสำรองแห่งชาติไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ โดยเฉพาะชุมชนส่วนภูมิภาค และย้ำความจำเป็นในการยกระดับการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ

    “เราต้องสร้างเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และสอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ” อัลบาเนซีกล่าว

    ด้านจิม ชาลเมอร์ส รัฐมนตรีคลังออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์กับสถานี ABC ก่อนหน้านี้ว่า งบประมาณปี 2569-2570 ที่จะเสนอในเดือนพ.ค. จะมุ่งเน้นประเด็นเงินเฟ้อ ผลิตภาพ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มี.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/577770&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yAeTqc5XTj-gNNFgOapHp

  • วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจและสังคมไทย ปี 2569 :  มิติเชิงโครงสร้างรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และการพัฒนาชุมชน

    วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจและสังคมไทย ปี 2569 : มิติเชิงโครงสร้างรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และการพัฒนาชุมชน

    บทความเชิงวิเคราะห์นี้ ผู้เขียนได้สรุปจากเอกสาร 3 ฉบับประกอบด้วย (ร่าง) รายงานสรุปผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2568 รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สี่ ทั้งปี 2568 และแนวโน้มปี 2569

    รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวม ปี 2568 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยพยายามให้กรอบแนวคิดทางด้านรัฐศาสตร์ สังคมวิทยาและการพัฒนาชุมชนมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์ 

    พบว่า ปี 2569 มิใช่เพียงปีแห่งการผันผวนของตัวเลขทางสถิติ แต่คือ “จุดเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” (Strategic Inflection Point) ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับบททดสอบความยืดหยุ่นท่ามกลางมรสุมภูมิรัฐศาสตร์ สภาวะเศรษฐกิจมหภาคสะท้อนสัญญาณเตือนที่ไม่อาจละเลย

    เมื่อเครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกที่เคยขยายตัวร้อยละ 12.7 ในปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างรุนแรงเหลือเพียงร้อยละ 2.0 ในปี 2569 สอดรับกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดิ่งลงจาก 97.4 สู่ระดับ 94.2

    ตัวเลขเหล่านี้คือดัชนีชี้วัด “ความเปราะบางของโครงสร้างที่พึ่งพาปัจจัยภายนอก” สูงเกินควร ความผันผวนที่เกิดขึ้นมิใช่เรื่องของ GDP เพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานมาจากความตึงเครียดในมิติเชิงอำนาจและรัฐศาสตร์โลกที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนลงสู่เสถียรภาพทางสังคมและเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ

     ๐ มิติทางรัฐศาสตร์: อธิปไตยทางเทคโนโลยีและกับดักการผลิตปลายน้ำ

    ในการดำเนินนโยบายสาธารณะ รัฐไทยกำลังถูกพันธนาการด้วย “แรงเสียดทานทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่ทรงพลังกว่ากลไกตลาดเสรี มาตรการภายใต้กฎหมาย IEEPA และภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ที่ยกระดับกำแพงภาษีชิปขั้นสูงถึงร้อยละ 19.74

    และยานยนต์ร้อยละ 15.83 กำลังตอกย้ำความอ่อนแอของไทยที่ติดกับดัก “ภาวะพึ่งพิงทางเทคโนโลยี” ในฐานะผู้ผลิตปลายน้ำ ซึ่งมีอำนาจต่อรองต่ำ 

    นอกจากนี้ “ความเสี่ยงจากวงจรการเลือกตั้ง” และการคาดการณ์ว่างบประมาณปี 2570 จะล่าช้าไปกว่า 1 ไตรมาส เปรียบได้กับภาวะ Budget Cliff หรือ Partial Government Shutdown ในสหรัฐ ที่อัมพาตกลไกการขับเคลื่อนรัฐ ยิ่งเมื่อบวกกับนโยบาย “สามเส้นแดง” (Three Red Lines) ของจีนที่บีบคั้นภาคอสังหาริมทรัพย์

    และข้อขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นเหนือคาบสมุทรไต้หวัน ที่ส่งผลให้ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณกลาโหมสูงสุดเป็นประวัติการณ์จนกระทบต่อภาคบริการและการส่งออกของไทย 

    ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า “การเมืองคือตัวกำหนดเศรษฐกิจ” ที่แท้จริง และส่งแรงกระแทกแบบลูกโซ่เข้าสู่ระบบนิเวศสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลอดจนภาวะสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา กับอิหร่านที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

    ๐ มิติทางสังคมวิทยา: ความลักลั่นในการฟื้นตัวและปรากฏการณ์ธุรกิจสีแดง

    ในเชิงสังคมวิทยา เศรษฐกิจเปรียบเสมือน “ระบบนิเวศแห่งชีวิต” แต่ปัจจุบันเรากลับเห็น “ความลักลั่นในการฟื้นตัว” อย่างสุดขั้ว แม้อัตราว่างงานในระบบจะดูต่ำเพียงร้อยละ 1.78 แต่ไส้ในของข้อมูลกลับน่ากังวล

    เมื่อแรงงานนอกระบบในมาตรา 40 เพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับมาตรา 39 สะท้อนถึงการหลุดออกจากโครงข่ายความคุ้มครองที่มั่นคง และการรุกคืบของ AI และ Data Center กลายเป็นตัวเร่งความเหลื่อมล้ำ

    โดยเฉพาะกลุ่ม “ธุรกิจสีแดง” (Red Businesses) ที่เผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกดิสรัปชันโดยตรง (Industrial Disruption) นี่คือ “ความเปราะบางเชิงโครงสร้าง” ที่สร้างช่องว่างระหว่างแรงงานทักษะสูงที่เป็นเจ้าของข้อมูล กับแรงงานทักษะดั้งเดิมที่กำลังถูกเบียดขับ

    ความแตกต่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกำไรขาดทุน แต่คือ ความเหลื่อมล้ำในอำนาจการกำหนดอนาคตที่ขยายวงกว้างขึ้นในสังคมไทย

    ๐ มิติการพัฒนาชุมชน: วิกฤติ Agri-Squeeze และการสร้างความยืดหยุ่นเชิงพื้นที่

    ชุมชนในฐานะรากฐานความมั่นคง กำลังถูกบีบคั้นด้วยภาวะ “Agri-Squeeze” อย่างรุนแรง เกษตรกรต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนพุ่งสูงอย่างลักลั่น โดยราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งไปที่ 17,199.83 บาทต่อตัน และปุ๋ยสูตร 15-15-15 สูงถึง 22,292.83 บาทต่อตัน ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรหลักปรับลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 

    สภาวะ “ต้นทุนสูง ราคาขายต่ำ” กำลังทำลาย “กระบวนการสะสมทุนของชุมชน” อย่างเป็นระบบ ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤติอุทกภัยในภาคใต้ช่วงปลายปี 2568 ที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาเลเซียลดลงถึงร้อยละ 45 ตอกย้ำความเปราะบางของชุมชนที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเชิงเดี่ยว

    การแก้ปัญหาจึงต้องก้าวข้ามการซ่อมแซมทางกายภาพไปสู่ยุทธศาสตร์เชิงรุก เช่นการสร้าง “Border Tourism Hub” และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อกระจายความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการแก้ “ระเบิดเวลาหนี้ครัวเรือน” ที่สูงถึงร้อยละ 86.75 ของเงินให้กู้ยืม ซึ่งเป็นกำแพงสูงชันที่ขวางกั้นการเข้าถึงสภาพคล่องของวิสาหกิจชุมชน

    ๐ บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง”

    ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยก้าวพ้นวิกฤติในปี 2569 จำเป็นต้องปรับทิศทางสู่ “ความยืดหยุ่นเชิงโครงสร้าง” (Structural Resilience) ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ประกอบด้วย

    1. ด้านรัฐศาสตร์ (Strategic Imperative) ควรเร่งเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับจ้างประกอบปลายน้ำ” สู่การสร้าง Local Value Added ผ่านการส่งเสริมการร่วมทุน (Joint Venture) ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อลดภาวะพึ่งพิงและสร้างอำนาจต่อรองในห่วงโซ่มูลค่าโลก

    2. ด้านสังคมวิทยา (Social Safety Net) ควรดำเนินการสร้างโครงข่ายคุ้มครองทางสังคมที่ครอบคลุมกลุ่มแรงงานเปราะบางมาตรา 40 และเร่งรัดกระบวนการ Upskilling/Reskilling โดยเน้นไปที่กลุ่ม “ธุรกิจสีแดง” เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อย่างเป็นธรรม

    3.ด้านการพัฒนาชุมชน (Regional Value) ควรมุ่งเน้นการจัดการปัจจัยการผลิตภายในภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) เพื่อลดการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้าและต้นทุนเกษตร พร้อมยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนสู่นวัตกรรมสร้างสรรค์เพื่อกระจายความเสี่ยง

    ท้ายที่สุด ความอยู่รอดของประเทศไทยมิได้ขึ้นอยู่กับตัวเลข GDP แต่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างความยืดหยุ่นที่แฝงอยู่ในทุกอณูของโครงสร้างประเทศ ตั้งแต่นโยบายต่างประเทศไปจนถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรในชุมชน เพื่อให้การเติบโตในปี 2569 เป็นไปอย่างยั่งยืนและทั่วถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1225549&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lryWcVCu3BVKYpGm9LNNv