Category: เศรษฐกิจ

  • ต่อให้ ‘สงครามจบ’ แต่บาดแผล ‘เศรษฐกิจ’ เพิ่งเริ่มต้น…

    ต่อให้ ‘สงครามจบ’ แต่บาดแผล ‘เศรษฐกิจ’ เพิ่งเริ่มต้น…

    ในช่วงนี้ บางท่านอาจเกิดคำถามว่า หากสงครามในตะวันออกกลางจบลงได้ในวันนี้ เราจะกลับไปสู่วิถีชีวิตปกติได้หรือยัง คำตอบคือเราไม่สามารถกลับไปสู่จุดเดิมได้อีกแล้วครับ ด้วยเหตุที่ความเสียหายของผลกระทบจากสงครามได้เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  ผมเห็นด้วยกับคำพูดของผู้ใหญ่บางท่านในวงการธุรกิจที่ว่าความมั่งคั่งได้ถูกดึงออกไปจากเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคครัวเรือนเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ไม่มีอะไรเหมือนเดิมครับ

    เมื่อไม่นานมานี้ อเล็กซานเดอร์ เดอ โคร หัวหน้าโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว AFP ในระหว่างการประชุมของกลุ่ม G7 ที่กรุงปารีสว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจผลักดันให้ผู้คนกว่า 30 ล้านคนทั่วโลกเข้าสู่สภาวะยากจน ซึ่งตัวเลขนี้เกิดจากการศึกษาผลกระทบเพียง 6 สัปดาห์หลังเกิดสงคราม แต่ขณะนี้ผ่านไปเกือบ 10 สัปดาห์แล้ว สงครามดูเหมือนยังไม่จบง่ายๆ

    UNDP ยังได้ประเมินเพิ่มเติมว่าสงครามตะวันออกกลางอาจทำให้ผู้คนในแถบอาหรับต้องสูญเสียงานมากถึง 3.6 ล้านตำแหน่ง ซึ่งมากกว่าจำนวนงานที่เกิดใหม่ในปี 2568 เสียอีก  นอกจากนี้ ธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์ว่าราคาพลังงานในปีนี้อาจพุ่งขึ้นอีก 24 % ในขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อาจปรับขึ้น 16 % อีกทั้งต้องระวังปัญหาเงินเฟ้อซึ่งอาจสูงขึ้น 5.1-5.8 %ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และเมื่อไม่กี่วันนี้เอง นายไมค์ เวิร์ธ ประธานกรรมการและซีอีโอ บริษัท เชฟรอน บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อเมริกา ได้ออกมาเตือนว่าภาวะน้ำมันขาดตลาดจริงๆ จะเริ่มเกิดขึ้นทั่วโลกในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

    การที่องค์กรนานาชาติหลายแห่งออกโรงย้ำผลกระทบจากสงครามนี้ในทิศทางเดียวกัน เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยให้ยกระดับความรอบคอบในการการดำเนินธุรกิจและการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    กล่าวง่ายๆ เป็นภาษาชาวบ้านคือ ตอนนี้แค่ “เผาหลอก” ส่วน “เผาจริง” ยังไม่เริ่มต้นนะครับ สิ่งที่เราต้องตระหนักคือแม้ว่าสงครามตะวันออกกลางสามารถปิดฉากได้ทันที แต่ผลกระทบต่างๆ ได้เกิดขึ้นแล้วและจะมีผลระยะยาว เพราะโครงสร้างแหล่งพลังงานสำคัญถูกโจมตีจนไม่สามารถผลิตต่ออีกหลายเดือนหรือแม้กระทั่งเป็นปี ผู้ประกอบการจึงต้องติดตามราคาวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ SME รายเล็กที่อ่อนไหวต่อกลไกราคามากกว่าธุรกิจใหญ่  ส่วนผู้บริโภคปลายน้ำต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทกจากผลรวมของราคาสินค้าและบริการที่อาจปรับขึ้นได้อีก

    ท่ามกลางค่าครองชีพที่ไต่ระดับขึ้นทั่วโลก หนึ่งในกลุ่มที่ควรดูแลใส่ใจที่สุดคือประชาชนรายได้ต่ำ เนื่องจากกำลังซื้อจะลดลงโดยปริยาย  โดยล่าสุด นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ แถลงในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าประชากร 45 ล้านรายทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะประสบความหิวโหยขั้นรุนแรงหากยังไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อคลายแรงกดดันต่อเส้นทางค้าขายรวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

    หันกลับมามองที่ไทย รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของ IMF ฉบับเมษายน 2569 ได้ประเมินผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางว่าจะทำให้ GDP ของไทยเติบโตลดลงเหลือเพียง 1.5 % กอปรกับประเทศไทยยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างจากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนสูงทั้งในและนอกระบบ รวมทั้งปัญหาการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society)

    ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้เตรียมมาตรการรองรับผ่านการออก พ.ร.ก กู้เงินจำนวนสี่แสนล้านบาทด้วยเหตุผลว่าวิกฤติครั้งนี้มาเป็นระลอก ตั้งแต่สงคราม ราคาน้ำมันสูง ต้นทุนสูง ค่าครองชีพสูง และกำลังซื้อหด จึงจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับ  สิ่งเหล่านี้สะท้อนอย่างชัดเจนในตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเมษายน 2569 ที่ขึ้นมาอยู่ที่ 2.80 % ซึ่งสูงสุดในรอบ 38 เดือน

    ผมเชื่อว่าทุกคนพยายามวางแผนการเงินอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ได้ผลนั้นเราต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายในทุกระดับ ตั้งแต่ภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึงการปรับพฤติกรรมวินัยการใช้จ่ายส่วนตัวด้วยการ “ประหยัด” หรือ “รัดเข็มขัด”  เพื่อเตรียมพร้อมฝ่าฟันช่วงเวลาเยียวยาบาดแผลเศรษฐกิจนี้อย่างระมัดระวังไปด้วยกันครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1232931&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mGqL3GrI8z367aqfhNMDn

  • มองไกลกว่าแค่เอาใจนายทุน! นักวิชาการชี้ เวทีรัฐถกเอกชน คือความพยายามสร้างความร่วมมือรัฐ-เอกชน บนเงื่อนไข น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ยกระดับเศรษฐกิจไทย

    มองไกลกว่าแค่เอาใจนายทุน! นักวิชาการชี้ เวทีรัฐถกเอกชน คือความพยายามสร้างความร่วมมือรัฐ-เอกชน บนเงื่อนไข น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ยกระดับเศรษฐกิจไทย

    รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบรัฐบาลหารือร่วมกับภาคธุรกิจว่า สังคมไม่ควรมองเพียงภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ควรมองให้ลึกถึง “เป้าหมายทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐกำลังพยายามสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    โลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้งสงครามเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนทิศ รวมถึงการแข่งขันดึงดูดการลงทุน ล้วนกดดันเศรษฐกิจไทยโดยตรง

    ดังนั้น การที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดพื้นที่พูดคุยกับภาคธุรกิจ จึงไม่ใช่เพียงภาพการ ล้อมวงคุยกับเจ้าสัว แต่คือความพยายามดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมคิด ร่วมแก้ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า วันนี้รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เพียงลำพัง เพราะ “เศรษฐกิจจริง” อยู่หน้างาน อยู่ในภาคการผลิต การลงทุน ตลาดแรงงาน และการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งภาคเอกชนสัมผัสปัญหาเหล่านี้โดยตรงมากที่สุด

    การเปิดพื้นที่ให้สะท้อนข้อเท็จจริง จึงทำให้รัฐเห็นปัญหาเศรษฐกิจจากของจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ

    “ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ รัฐยอมทุนแต่เป็นความสัมพันธ์แบบ น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า รัฐต้องอาศัยองค์ความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพการลงทุนจากเอกชน ขณะที่เอกชนเอง ก็ต้องอาศัยเสถียรภาพ นโยบาย และกลไกสนับสนุนจากภาครัฐเช่นกัน

    หน้าที่ของรัฐไม่ใช่เอาใจนายทุน แต่คือการทำให้ทุกภาคส่วนเดินไปข้างหน้าได้พร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตในภาพรวม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

    นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์รายนี้ ยังมองว่า เวทีลักษณะดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “Collaborative Governance” หรือการบริหารแบบร่วมมือ ที่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้ประสานพลังของทุกภาคส่วน มากกว่าการใช้อำนาจสั่งการเพียงฝ่ายเดียว

    เพราะภาคเอกชนถือเป็น “ฐานข้อมูลเศรษฐกิจจริง” ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี กฎระเบียบ ต้นทุน และอุปสรรคในการแข่งขัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐออกแบบนโยบายได้ตรงกับสภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า ความสำเร็จของเวทีนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาพการประชุม หรือจำนวนซีอีโอที่เข้าร่วม แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยน “เสียงสะท้อน” ให้กลายเป็น “นโยบายที่เกิดผลจริง” ได้หรือไม่

    ทั้งการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ การติดตามผล และการผลักดันมาตรการออกสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ยังมองว่า เวทีลักษณะนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ในอนาคต ทั้งด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องระวังไม่ให้เวทีลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เฉพาะของทุนขนาดใหญ่ เพราะเศรษฐกิจไทยยังมี SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สตาร์ทอัพ ภาคแรงงาน และภาคเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจโดยตรงเช่นกัน

    “ถ้ารัฐบาลเปิดพื้นที่รับฟังอย่างครอบคลุม ทั้งทุนใหญ่ SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น ภาคแรงงาน และภาคประชาชน ก็จะทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีความสมดุล และตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น”.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/997839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dpWaXrg_Eri-WRarUbXTH

  • “ดุสิตโพล” เผย ปชช.ไม่คาดหวังการทำงานของรัฐบาล แถมมองอีก 3 เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจจะแย่ลง : อินโฟเควสท์

    “ดุสิตโพล” เผย ปชช.ไม่คาดหวังการทำงานของรัฐบาล แถมมองอีก 3 เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจจะแย่ลง : อินโฟเควสท์

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชน ต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,143 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม 2569 สรุปผลได้ ดังนี้

    1. ประชาชนอยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการเรื่องใด

    • อันดับ 1 ลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ราคาสินค้า 77.97%
    • อันดับ 2 แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน 63.78%
    • อันดับ 3 ปราบทุจริต บริหารโปร่งใส 63.08%

    2. ประชาชนคิดว่าเศรษฐกิจไทยอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิถุนายน-สิงหาคม) จะเป็นอย่างไร

    • อันดับ 1 แย่ลง 46.89%
    • อันดับ 2 เหมือนเดิม 32.81%
    • อันดับ 3 ไม่แน่ใจ 10.50%
    • อันดับ 4 ดีขึ้น 9.80%

    3. ณ วันนี้ ประชนกังวลเรื่องใดมากที่สุด

    • อันดับ 1 ภาระหนี้สาธารณะ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท 44.44%
    • อันดับ 2 ความคุ้มค่าของโครงการคนละครึ่งพลัส 13.65%
    • อันดับ 3 ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา 11.81%

    4.ประชาชนคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทินมากน้อยเพียงใด

    • อันดับ 1 ไม่ค่อยคาดหวัง 33.16%
    • อันดับ 2 ค่อนข้างคาดหวัง 31.06%
    • อันดับ 3 ไม่คาดหวังเลย 23.45%
    • อันดับ 4 คาดหวังมาก 12.33%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/593648&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35PVtH8MoCww-E9Xsz8WDX

  • “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” อ่านเกมอำนาจ! เคลียร์ดราม่ารัฐบาลดึง CEO ถกเศรษฐกิจ ชี้กระจายรายได้สู่ประชาชน ไม่ใช่เอื้อประโยชน์เจ้าสัว

    “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” อ่านเกมอำนาจ! เคลียร์ดราม่ารัฐบาลดึง CEO ถกเศรษฐกิจ ชี้กระจายรายได้สู่ประชาชน ไม่ใช่เอื้อประโยชน์เจ้าสัว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/148110&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VbuWgqE5PR_osPb3G3KTM

  • อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    อ.สติธร ชี้รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่

    วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

    17 พฤษภาคม 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดเวทีหารือร่วมกับผู้บริหารภาคเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ว่า ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจและสะท้อนความพยายามในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ภาคเอกชนไทยจำนวนมากมีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยี ขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าไปร่วมงาน หลายบริษัทไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้แล้ว แต่ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือประเทศไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของภาคเอกชนเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

    “เรามีบริษัทระดับโลก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนพลังของบริษัทเหล่านั้น ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในภาพรวมได้อย่างแท้จริง” ดร.สติธร กล่าว พร้อมยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ Chaebol จนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมจากฐานการผลิตทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่มีอิทธิพลระดับโลก

    นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา ทำให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจจาก ผู้ผลิต ไปสู่ ผู้สร้างนวัตกรรม ได้สำเร็จ

    “เกาหลีใต้คือกรณีศึกษาที่สำคัญ ความสำเร็จของเกาหลีใต้มิได้เกิดขึ้นเพราะรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งเพียงลำพัง หากแต่เกิดจากการที่รัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Chaebol จนทำให้อุตสาหกรรมเกาหลีเติบโตก้าวกระโดดจากการผลิตสินค้าทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก ในขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังลงทุนอย่างหนักในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา จึงไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยกระดับขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง”

    อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร มองว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามโมเดลเกาหลีใต้ทั้งหมด เพราะบริบทโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเห็นว่าไต้หวันเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากเติบโตจากการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา การสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม และการผลักดัน SME เทคโนโลยี จนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจประเทศได้

    ดร.สติธร กล่าวว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่คำถามว่า “รัฐจะนำ หรือเอกชนจะนำ” เพราะเป็นวิธีคิดแบบโลกยุคเก่า แต่คือการสร้างความร่วมมือในลักษณะ collaborative governance ที่ภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ สามารถทำงานร่วมกันในการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์ของประเทศ

    “การพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีทุนมากที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นสามารถเชื่อมโยงทุน เทคโนโลยี ความรู้ และพลังสร้างสรรค์ของผู้คนในสังคมเข้าด้วยกันได้มากเพียงใด ซึ่งผมเชื่อว่านี่คือโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้ามให้ได้ และรัฐบาลปัจจุบันเริ่มมาถูกทาง” ดร.สติธร กล่าว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964988&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZEWWbmkQL5mLVJzjgBJzV

  • ราคาน้ำมันดิบ 16/05/69 ก่อนเปิดตลาด 18 พ.ค.69

    ราคาน้ำมันดิบ 16/05/69 ก่อนเปิดตลาด 18 พ.ค.69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/148102&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N76q_E_Ik-xKekGfD1MlT

  • ดาวโจนส์หยุด 16/05/69 จับตาตลาดโลก  ก่อนเปิด 18 พ.ค.

    ดาวโจนส์หยุด 16/05/69 จับตาตลาดโลก ก่อนเปิด 18 พ.ค.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/148101&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3v0ojUNzxjzh3NiLmuqtBd

  • “สวนดุสิตโพล” เผยคนไทยกังวลภาระหนี้เงินกู้ 4 แสนล้าน เชื่อ 3 เดือนจากนี้เศรษฐกิจแย่ลง

    “สวนดุสิตโพล” เผยคนไทยกังวลภาระหนี้เงินกู้ 4 แสนล้าน เชื่อ 3 เดือนจากนี้เศรษฐกิจแย่ลง

    “สวนดุสิตโพล” เผยประชาชนกังวลภาระหนี้ เงินกู้ 4 แสนล้าน จี้รัฐบาลลดค่าครองชีพ-ลดราคาพลังงาน ส่วนใหญ่เชื่อ 3 เดือนจากนี้เศรษฐกิจแย่ลง

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,143 คน ระหว่างวันที่ 12-15พฤษภาคม 2569 ผลการสำรวจ ดังนี้ 

    เมื่อถามว่าประชาชนอยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการเรื่องใด พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ77.97 อยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการเรื่องลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ราคาสินค้ามากที่สุด รองลงมาคือร้อยละ 63.78 ระบุว่า อยากให้แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน และร้อยละ 63.08 ระบุว่าอยากให้ ปราบทุจริต บริหารโปร่งใส

    สวนดุสิตโพล
    “สวนดุสิตโพล” สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน”

    และเมื่อถามว่า ประชาชนคิดว่าเศรษฐกิจไทยอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิถุนายน-สิงหาคม) จะเป็นอย่างไร พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.89 มองว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้า อาจจะแย่ลง ขณะที่ร้อยละ 32.81 คิดว่าเหมือนเดิม ส่วนร้อยละ 10.50 ระบุว่า ไม่แน่ใจ โดยมีเพียงร้อยละ 9.80 ที่ระบุว่า ดีขึ้น

    สำหรับเรื่องที่ประชาชนกังวลมากที่สุด ณ วันนี้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.44 ระบุว่า ภาระหนี้สาธารณะ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท รองลงมาร้อยละ 13.65 ระบุว่า ความคุ้มค่าของโครงการคนละครึ่งพลัส และร้อยละ 11.81 ระบุว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

    นอกจากนั้นเมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 33.16 ระบุว่า ไม่ค่อยคาดหวัง ขณะที่ร้อยละ 31.06 ระบุว่า ค่อนข้างคาดหวัง ส่วนร้อยละ 23.45 ระบุว่า ไม่คาดหวังเลย และร้อยละ 12.33 ระบุว่า คาดหวังมาก

    ด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกรัฐบาลที่ประชาชนอยากให้เร่งดำเนินการ แม้รัฐบาลอนุทินเตรียมกู้เงิน 4 แสนล้านบาทมาเพื่อแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ประชาชนกังวล ณ วันนี้คือ ภาระหนี้สาธารณะรวมถึงความคุ้มค่าและผลกระทบระยะยาว จึงอาจเป็นเหตุผลให้ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้อาจจะแย่ลงและยังรอดูว่าจะคาดหวังกับผลงานรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/275684&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UN_fCVl5qvW3qGAi1zscw

  • “ดร.โอฬาร” แนะมองภาพเวทีหารือรัฐ-ซุปเปอร์ CEO ให้มากกว่าแค่คอนเนกชั่นนายทุน ชี้สำคัญกลไกสร้างความร่วมมือ บนเงื่อนไข น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ยกระดับเศรษฐกิจไทย | TOPNEWS

    “ดร.โอฬาร” แนะมองภาพเวทีหารือรัฐ-ซุปเปอร์ CEO ให้มากกว่าแค่คอนเนกชั่นนายทุน ชี้สำคัญกลไกสร้างความร่วมมือ บนเงื่อนไข น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ยกระดับเศรษฐกิจไทย | TOPNEWS

    17 พ.ค. 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบรัฐบาลหารือร่วมกับภาคธุรกิจว่า สังคมไม่ควรมองเพียงภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ควรมองให้ลึกถึง “เป้าหมายทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐกำลังพยายามสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    โลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้งสงครามเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนทิศ รวมถึงการแข่งขันดึงดูดการลงทุน ล้วนกดดันเศรษฐกิจไทยโดยตรง

    ดังนั้น การที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดพื้นที่พูดคุยกับภาคธุรกิจ จึงไม่ใช่เพียงภาพการ ล้อมวงคุยกับเจ้าสัว แต่คือความพยายามดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมคิด ร่วมแก้ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า วันนี้รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เพียงลำพัง เพราะ “เศรษฐกิจจริง” อยู่หน้างาน อยู่ในภาคการผลิต การลงทุน ตลาดแรงงาน และการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งภาคเอกชนสัมผัสปัญหาเหล่านี้โดยตรงมากที่สุด

    การเปิดพื้นที่ให้สะท้อนข้อเท็จจริง จึงทำให้รัฐเห็นปัญหาเศรษฐกิจจากของจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ

    “ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ รัฐยอมทุนแต่เป็นความสัมพันธ์แบบ น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า รัฐต้องอาศัยองค์ความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพการลงทุนจากเอกชน ขณะที่เอกชนเอง ก็ต้องอาศัยเสถียรภาพ นโยบาย และกลไกสนับสนุนจากภาครัฐเช่นกัน

    หน้าที่ของรัฐไม่ใช่เอาใจนายทุน แต่คือการทำให้ทุกภาคส่วนเดินไปข้างหน้าได้พร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตในภาพรวม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

    นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์รายนี้ ยังมองว่า เวทีลักษณะดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “Collaborative Governance” หรือการบริหารแบบร่วมมือ ที่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้ประสานพลังของทุกภาคส่วน มากกว่าการใช้อำนาจสั่งการเพียงฝ่ายเดียว

    เพราะภาคเอกชนถือเป็น “ฐานข้อมูลเศรษฐกิจจริง” ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี กฎระเบียบ ต้นทุน และอุปสรรคในการแข่งขัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐออกแบบนโยบายได้ตรงกับสภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า ความสำเร็จของเวทีนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาพการประชุม หรือจำนวนซีอีโอที่เข้าร่วม แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยน “เสียงสะท้อน” ให้กลายเป็น “นโยบายที่เกิดผลจริง” ได้หรือไม่

    ทั้งการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ การติดตามผล และการผลักดันมาตรการออกสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ยังมองว่า เวทีลักษณะนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ในอนาคต ทั้งด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องระวังไม่ให้เวทีลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เฉพาะของทุนขนาดใหญ่ เพราะเศรษฐกิจไทยยังมี SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สตาร์ทอัพ ภาคแรงงาน และภาคเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจโดยตรงเช่นกัน

    “ถ้ารัฐบาลเปิดพื้นที่รับฟังอย่างครอบคลุม ทั้งทุนใหญ่ SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น ภาคแรงงาน และภาคประชาชน ก็จะทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีความสมดุล และตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1576568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qZSO9goPkgirfU2iMsgRn

  • อินเดียเร่งช่วยรูปีหลังราคาน้ำมันพุ่ง ส่งผลกระทบเศรษฐกิจ

    อินเดียเร่งช่วยรูปีหลังราคาน้ำมันพุ่ง ส่งผลกระทบเศรษฐกิจ

    อินเดียกำลังเผชิญวิกฤตค่าเงินรูปีที่ร่วงลงอย่างรุนแรง หลังจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก รูปีได้ตกลงมากกว่า 5% นับตั้งแต่วิกฤตเริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2525 และแตะระดับต่ำสุดใหม่ที่มากกว่า 96 รูปีต่อดอลลาร์สหรัฐในวันศุกร์ที่ผ่านมา

    ธนาคารกลางเร่งใช้มาตรการช่วยเหลือ

    ธนาคารกลางอินเดียได้เทเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินรูปี พร้อมทั้งควบคุมการซื้อขายเก็งกำไรและเปิดสินเชื่อพิเศษให้แก่ผู้นำเข้าน้ำมันเพื่อลดความต้องการดอลลาร์ นายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมที ได้เรียกร้องให้ประชาชนลดการใช้จ่ายที่ต้องใช้ดอลลาร์ รวมถึงการซื้อทองคำและการเดินทางต่างประเทศเป็นเวลาหนึ่งปี

    ดิลิป ปาร์มาร์ จากบริษัทหลักทรัพย์ HDFC Securities ระบุว่า “ระบบทั้งหมดถูกรบกวน” โดยอ้างถึงการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ แนวโน้มการเติบโตที่อ่อนตัวลง และราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น

    ดุลการชำระเงินขาดดุลอย่างรุนแรง

    การร่วงของรูปีเกิดขึ้นขณะที่อินเดียเผชิญกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขยายตัว ซึ่งเกิดจากการนำเข้าพลังงานที่มีราคาแพง ช่องว่างนี้คาดว่าจะมากกว่า 2% ของ GDP ในปีงบประมาณนี้ เป็นสองเท่าของปีที่แล้วและอาจกว้างที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012-13

    นักลงทุนต่างชาติได้ขายหุ้นอินเดียไปมากกว่า 20 พันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้งตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ในขณะที่การไหลเข้าของดอลลาร์ชะลอตัว

    ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและประชาชน

    รูปีที่อ่อนค่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ ผู้ผลิตและโรงงานแปรรูปอาหารที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าที่คิดราคาเป็นดอลลาร์กำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ในอุตสาหกรรมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ของรัฐเกรละที่นำเข้าเม็ดดิบส่วนใหญ่จากแอฟริกา ราชโมหัน พิลไล ผู้ประกอบการระบุว่าการนำเข้าแพงขึ้นมาก ผู้ซื้อสามารถจ่ายได้เพียง 90% ของปริมาณปีที่แล้ว

    ความท้าทายสำหรับการศึกษาต่างประเทศ

    การลดค่าเงินยังส่งผลกระทบต่อนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อต่างประเทศ ที่ปรึกษาด้านการศึกษาระบุว่าการเรียนในสหรัฐอเมริกาตอนนี้แพงขึ้นมากกว่าหนึ่งล้านรูปี (10,450 ดอลลาร์) เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เมฆนา เซน นักเรียนอายุ 17 ปีที่ต้องการเรียนจิตวิทยากล่าวว่า “นี่คือหยดน้ำสุดท้าย ตอนนี้เราต้องติดตามการเคลื่อนไหวของรูปีเพื่อดูว่าเราต้องการเงินเท่าไรสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวัน”

    การลดค่าเงินทำให้ความใฝ่ฝันของอินเดียที่จะกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับสามของโลกต้องชะงัก ประเทศได้ลื่นไถลลงไปอันดับหกรองจากสหราชอาณาจักรตามข้อมูลของ IMF ส่วนใหญ่เนื่องจากการตกของรูปี

    The depreciation has punctured India's ambition to become the world's third-largest economy

    The depreciation has punctured India’s ambition to become the world’s third-largest economy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/india-rupee-crisis-oil-price-surge-economy-impact&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TEuUKvv0uwPJ-M6c8ayHb