Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 24 ก.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 48.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 30.03 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 39.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 39.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 34.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 41.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 36.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 41.44 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 36.44 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/669709&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KRIBF8nMbxDLeiUBLH7JC

  • ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษในหลักสูตร TEPCoT รุ่นที่ 18 จัดโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษในหลักสูตร TEPCoT รุ่นที่ 18 จัดโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษหัวข้อ “Thailand’s Financial Strategies for New Economy” แก่ผู้เข้าอบรมหลักสูตร TEPCoT รุ่นที่ 18 ท่ามกลางโลกที่เผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอนสูงขึ้น Economic Resilience จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศไทย เพื่อเสริมความสามารถในการรับมือ ปรับตัว และปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

    rn

     

    rn

    โดย ธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านการแก้หนี้ครัวเรือน และ SMEs พร้อมการเพิ่มโอกาสในเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ ตลอดจนป้องกันการไหลของเงินไปสู่เศรษฐกิจใต้ดินและการคอร์รัปชัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่

    rn”}}” id=”text-dc31805d61″>

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษหัวข้อ “Thailand’s Financial Strategies for New Economy” แก่ผู้เข้าอบรมหลักสูตร TEPCoT รุ่นที่ 18 ท่ามกลางโลกที่เผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอนสูงขึ้น Economic Resilience จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศไทย เพื่อเสริมความสามารถในการรับมือ ปรับตัว และปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

    โดย ธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ผ่านการแก้หนี้ครัวเรือน และ SMEs พร้อมการเพิ่มโอกาสในเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ ตลอดจนป้องกันการไหลของเงินไปสู่เศรษฐกิจใต้ดินและการคอร์รัปชัน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260924.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vd9ksZ5icM4pSm5wapbdp

  • รวมทุกปัญหา ข้อเสนอแนะ และวิวาทะ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ จากตัวจริงในวงการเทค-เศรษฐกิจ-กฎหมาย

    รวมทุกปัญหา ข้อเสนอแนะ และวิวาทะ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ จากตัวจริงในวงการเทค-เศรษฐกิจ-กฎหมาย

    ก่อนจะบอกว่า ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เป็นการลงทุนที่ ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ สำหรับประเทศ ลองหยุดคิดสักนิด แล้วถามตัวเองก่อนว่า เรารู้จักธุรกิจนี้ดีพอแล้วหรือยัง?

    เพราะดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่งไม่ได้มีแค่ตัวเลขเงินลงทุน แต่เกี่ยวข้องตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI และคลาวด์ ไปจนถึงไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน การจ้างงาน ซัพพลายเชน และข้อมูลที่ถูกนำเข้ามาประมวลผล

    เมื่อประเทศไทยกำลังมีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนเยอะขึ้น สิ่งที่ต้องมองต่อคือ โครงสร้างพื้นฐานนี้มีความสำคัญอย่างไร ประเทศไทยจะได้อะไรจากมัน และต้องแลกกับอะไรบ้าง

    ทำไมประเทศไทยถึงต้องมีดาต้าเซ็นเตอร์?

    อย่างแรก หลายคนอาจยังสงสัยว่า ทำไมประเทศไทยถึงต้องมี ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ และโครงสร้างพื้นฐานนี้สำคัญอย่างไร?

    ‘จูน-จรีพร จารุกรสกุล’ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WHA Group อธิบายว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เป็นแค่สถานที่เก็บข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล

    ‘จรีพร’ เล่าว่า เธอพยายามดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาไทยตั้งแต่ปี 2556 แต่ในเวลานั้นไทยยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ ต้นทุน และปัญหาเรื่องสายเคเบิลใต้น้ำ ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ยังอยู่ใน ‘สิงคโปร์’ และ ‘มาเลเซีย’

    จูน-จรีพร จารุกรสกุล ให้สัมภาษณ์กับ Brand Inside

    แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI ‘จรีพร’ มองว่า ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานนี้ยิ่งชัดขึ้น เพราะ AI ไม่ได้ลอยอยู่บนอากาศ แต่ต้องทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่เรื่องอธิปไตยทาง AI ความมั่นคง ความปลอดภัย และข้อมูลของแต่ละประเทศ ยิ่งทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์มีความจำเป็นมากขึ้น

    สำหรับ ‘จรีพร’ ดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ได้จบอยู่แค่การสร้างอาคารหรือการจ้างงานในช่วงแรก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อาจต่อยอดไปสู่ธุรกิจและอาชีพใหม่ๆ ได้ในระยะยาว

    ในมุมของ ‘ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเปิดตัวโครงการ ‘Thailand AI Readiness Index’ ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ยังมีเทคโนโลยีและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องอีกหลายอย่าง ตั้งแต่เซนเซอร์สำหรับเก็บข้อมูล ชิป แผงวงจร สายไฟ ไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ

    เมื่อมีความต้องการจากภาคเอกชนแล้ว ไทยมีโอกาสใช้ความต้องการเหล่านี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศ ตั้งแต่การดึงองค์ความรู้และงานวิจัยเข้ามา ไปจนถึงการต่อยอดสู่การผลิตชิ้นส่วนบางอย่างในประเทศ การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างคน

    ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเปิดตัวโครงการ Thailand AI Readiness Index

    ขณะที่ ‘เต้ย-ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ Microsoft ประเทศไทยและตลาดใหม่ มองว่า ไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่แล้วประมาณ 30-40 แห่ง แต่เท่าที่เขาทราบ ยังไม่มีแห่งไหนมีความจุเกิน 10 เมกะวัตต์ ซึ่งจำเป็นสำหรับรองรับข้อมูลขนาดใหญ่ ขณะที่การลงทุนที่กำลังเกิดขึ้นมีขนาดตั้งแต่หลายร้อยเมกะวัตต์ไปจนถึงระดับกิกะวัตต์ ซึ่งเป็นคนละสเกลกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไทยมีอยู่เดิม

    เขาอธิบายว่า แอปพลิเคชันบางประเภทต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วมาก หากดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ห่างจากผู้ใช้งานมากเกินไป ก็จะมีข้อจำกัดทางเทคนิคจากระยะทาง ‘ธนวัฒน์’ ยกตัวอย่างโมบายแบงก์กิ้ง ระบบในโรงพยาบาล และแอปพลิเคชันสำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหากดาต้าเซ็นเตอร์มีปัญหา บริการที่พึ่งพาระบบก็อาจหยุดทำงานตามไปด้วย

    เต้ย-ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ ให้สัมภาษณ์กับ Brand Inside

    นอกจากนี้ ข้อมูลบางประเภทก็ไม่ต้องการให้อยู่ในประเทศอื่น ทำให้เรื่องของดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีแค่ขนาดหรือมูลค่าการลงทุน แต่เกี่ยวข้องกับการรองรับบริการและการจัดการข้อมูลที่เกิดขึ้นในประเทศด้วย

    ‘ธนวัฒน์’ เปรียบ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ เหมือน “หัวใจ” เพราะหากระบบยังทำงาน ทุกอย่างก็เดินหน้าตามปกติ แต่ถ้าดาต้าเซ็นเตอร์มีปัญหาเมื่อไร บริการที่พึ่งพาระบบก็อาจหยุดทำงานตามไปด้วย

    เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาแล้ว ไทยต้องรับต้นทุนอะไรบ้าง?

    เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญมากขึ้น คำถามอีกด้านที่ตามมาคือ ไทยต้องใช้ทรัพยากรอะไรแลกกับการลงทุนเหล่านี้บ้าง และผลประโยชน์ที่กลับมาคุ้มค่าหรือไม่

    เรื่องแรกที่เห็นชัดคือ ‘ไฟฟ้า’ และ ‘น้ำ’ โดย ‘ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย’ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ระบุในงานเสวนา ‘Renew-able Thailand’ ว่า การประมวลผล AI ใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก และการมีดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอาจกระทบการใช้ทรัพยากรในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำจำกัดและต้องใช้น้ำกับภาคเกษตรด้วย

    สำหรับไฟฟ้า ‘ณัฐ’ ระบุว่า มีคำขอใช้ไฟจากดาต้าเซ็นเตอร์สูงถึง 30 กิกะวัตต์ ซึ่งใกล้เคียงกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ และหากทั้งหมดถูกใช้งานจริง ก็หมายถึงความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

    คำขอเหล่านี้ไม่ได้มาจากศูนย์ที่เน้นเก็บข้อมูลทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมีโครงการที่ต้องการกำลังประมวลผลสูงเพื่อรองรับ AI โดย ‘ณัฐ’ มองว่า ความต้องการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้าน AI ระหว่างประเทศ

    และเมื่อโครงการเหล่านี้ไม่ได้มีแค่การเก็บข้อมูลทั่วไป แต่รวมถึงการประมวลผล AI โครงสร้างพื้นฐานที่ไทยกำลังสร้างขึ้นก็อาจไม่ได้รองรับความต้องการจากในประเทศเท่านั้น

    ‘อิสริยะ ไพร่พ่ายฤทธิ์’ กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตในงานเสวนา ‘Renew-able Thailand’ ว่า แม้ไทยจะไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านสายเคเบิลใต้น้ำเท่าจุดเชื่อมต่อสำคัญของภูมิภาค แต่หากไทยรองรับความต้องการใช้งานในประเทศได้ ก็มีโอกาสที่จะมีข้อมูลหรือการประมวลผลจากต่างประเทศเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานในไทยด้วย

    ประเด็นนี้ทำให้เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้มีแค่ไทยมีทรัพยากรเพียงพอหรือไม่ แต่รวมถึงว่า ทรัพยากรเหล่านั้นกำลังถูกใช้เพื่อรองรับกิจกรรมอะไร และสุดท้ายแล้วไทยได้อะไรกลับมาจากการลงทุนเหล่านี้

    อิสริยะ ไพร่พ่ายฤทธิ์, ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย, และ สาโรจน์ อริวิทวัส ภายในงานเสวนา Renew-able Thailand (จากซ้ายไปขวา)

    เงินลงทุนอาจสูงถึงหลายแสนล้านบาท แต่ไม่ได้แปลว่า เงินทั้งหมดจะหมุนอยู่ในเศรษฐกิจไทย

    ‘สาโรจน์ อริวิทวัส’ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตในงานเสวนา ‘Renew-able Thailand’ เช่นกันว่า ที่ผ่านมาภาครัฐมักพูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ในฐานะ ‘ฮีโร่ทางเศรษฐกิจ’ แต่หากการลงทุนเหล่านี้ดีจริง เงินก็ควรสะพัดและกระจายไปทั่วประเทศมากกว่านี้

    หนึ่งในประเด็นที่ ‘สาโรจน์’ ตั้งข้อสังเกตคือ อุปกรณ์สำคัญจำนวนมาก ทั้งเซิร์ฟเวอร์ แร็ก สายไฟ ระบบทำความเย็น ชิป และแผงวงจร ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเขาระบุว่า สัดส่วนของสิ่งที่ผลิตในประเทศมีไม่ถึง 30% ทำให้การลงทุนส่วนหนึ่งไหลออกไปกับการนำเข้า แทนที่จะกลายเป็นรายได้ของผู้ผลิตไทย

    ขณะที่รายได้จากค่าไฟฟ้าและค่าสาธารณูปโภคยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจ แต่ประโยชน์ส่วนนี้ก็กระจุกตัวอยู่กับผู้ให้บริการไม่กี่ราย

    ‘สาโรจน์’ มองว่า เมื่อไฟฟ้ามีจำกัด ไทยควรประเมิน ‘ผลประโยชน์สุทธิ’ ของแต่ละโครงการ โดยดูทั้งสิ่งที่ประเทศได้และทรัพยากรที่ต้องใช้ไป

    แนวคิดนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ ‘วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร’ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มองว่า เงื่อนไขการลงทุนไม่ควรจบแค่การใช้ที่ดินหรือการก่อสร้าง แต่ควรทำให้การลงทุนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและซัพพลายเชนเทคโนโลยีของไทย

    ‘สาโรจน์’ ยก ‘สิงคโปร์’ เป็นตัวอย่างว่า เคยหยุดการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเวลา 3 ปี ก่อนเปิดให้ผู้ลงทุนแข่งขันกันว่า โครงการใดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้มากกว่าเมื่อเทียบกับไฟฟ้าที่ใช้ โดยใช้แนวคิด ‘มูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไฟ 1 เมกะวัตต์

    วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร

    อีกเรื่องที่ต้องคิดให้รอบด้านคือ พื้นที่ที่จะใช้ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์

    ‘ธนวัฒน์’ ระบุว่า สำหรับ Microsoft การเลือกพื้นที่ไม่ได้ดูแค่ว่ามีที่ดินและไฟฟ้าหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาความเสี่ยงหลายด้าน เช่น ไม่ควรอยู่ติดกับชุมชน ต้องไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และต้องตรวจสอบปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างละเอียด

    Microsoft มองว่า ประเทศไทยควรเห็นภาพรวมของโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ต้นว่า หากต้องการดึงดาต้าเซ็นเตอร์ระดับกิกะวัตต์เข้ามา ควรตั้งอยู่ที่ไหน มีไฟฟ้าและน้ำเพียงพอหรือไม่ ระบบสายส่งรองรับหรือไม่ รวมถึงต้องเตรียมโครงสร้างพื้นฐานอะไรเพิ่มเติมบ้าง

    ปัญหาเหล่านี้แก้ได้ด้วย ‘กติกา’ แต่ไทยมีกติกาพอหรือยัง?

    เมื่อทั้งไฟ น้ำ พื้นที่ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาไปพร้อมกัน คำถามต่อมาคือ ไทยควรวางกติกาอย่างไรเพื่อเลือกรับการลงทุนเหล่านี้

    ที่ผ่านมา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ยังมีช่องว่างอยู่หลายจุด ทั้งเรื่องนิยาม การก่อสร้าง EIA และกฎหมายโรงงาน นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนบางกรณีที่ถูกอธิบายว่าเป็น ‘ดาต้าโฮสติ้ง’ และไม่ได้ถูกรวมอยู่ในข้อมูลของ BOI

    ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดนิยามดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นทางการแล้ว โดย ‘กทม.’ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมนำไปใช้ประกอบการทบทวนกฎหมาย ทั้งเรื่องควบคุมอาคาร EIA และผังเมือง

    แต่สำหรับ ‘ผศ.นนท์ นุชหมอน’ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันไทยยังเป็นเหมือน ‘ประตูที่เปิดกว้าง’ สำหรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยยังไม่มีเงื่อนไขที่ชัดเจนว่านักลงทุนต้องผ่านเกณฑ์อะไรบ้างก่อนเข้ามาลงทุน

    เขาเสนอให้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์วางกรอบนโยบาย และปรับกฎระเบียบให้ชัดเจนขึ้น หรือพิจารณาออก ‘พ.ร.บ.ดาต้าเซ็นเตอร์’ โดยเฉพาะ พร้อมจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่แหล่งที่ตั้ง ความต้องการใช้น้ำและไฟฟ้า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงความต้องการด้านเทคโนโลยี และผู้ผลิตไทยที่สามารถผลิตชิ้นส่วนให้กับอุตสาหกรรมนี้ได้

    ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐเห็นว่า นักลงทุนควรใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยเท่าไร และจะเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนได้อย่างไร

    ‘นนท์’ มองว่า แม้การกำหนดเงื่อนไขอาจทำให้จำนวนผู้ลงทุนลดลง แต่ไทยก็ควรยอมรับเรื่องนี้

    ผศ.นนท์ นุชหมอน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    “การเปลี่ยนกลยุทธ์จากการรับการลงทุนด้วยความรวดเร็ว และจำนวนเยอะๆ เป็นการเลือกรับการลงทุนที่พร้อมจะอยู่กับประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่เหมาะสม”

    มุมมองนี้ทำให้การวัดความสำเร็จของนโยบายอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนโครงการที่ดึงเข้ามาได้ แต่อยู่ที่คุณภาพและเงื่อนไขของการลงทุน

    แล้วไทยควรเลือกการลงทุนแบบไหน?

    ประเด็นเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’ ในวันที่ 4 กันยายน โดยมี ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

    ‘วีระยุทธ’ ระบุว่า ปัจจุบัน BOI อนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว 57 โครงการ มูลค่ารวม 8.11 แสนล้านบาท โดยประเด็นสำคัญคือ กฎเกณฑ์ใหม่จะสามารถนำไปใช้กับโครงการที่ได้รับอนุมัติไปแล้วได้หรือไม่

    ล่าสุด ‘พรรคประชาชน’ ออกมาเสนอแนวทางต่อ ‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’ ให้แบ่งดาต้าเซ็นเตอร์ตามการใช้ไฟเป็น S, M, และ L เพื่อให้กำกับดูแลได้ตรงกับขนาดของโครงการ พร้อมกำหนดให้โครงการขนาด M และ L ต้องทำ EIA เปิดทางให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและแสดงความเห็น

    ในด้านการก่อสร้าง ยังเสนอให้ติดตั้ง CCTV และเซนเซอร์เพื่อติดตามฝุ่น เสียง ขยะ และเวลาก่อสร้าง รวมถึงจัด Zoning และผังเมืองให้ชัดเจน เพื่อให้รัฐวางแผนเรื่องน้ำและไฟฟ้าได้ตรงกับพื้นที่ ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ควรมีข้อกำหนดด้านพลังงานหมุนเวียน การประหยัดน้ำ และความปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลหากเกิดเหตุถูกโจมตี

    อีกด้านหนึ่ง ‘พรรคประชาชน’ เสนอให้เปิดเผยข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ต่อสาธารณะ และปรับสิทธิประโยชน์ BOI โดยเลือกสนับสนุนโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศจริง พร้อมเปลี่ยนจากการที่รัฐเป็นฝ่ายเสนอสิทธิประโยชน์ มาเป็นการให้ผู้ลงทุนเสนอว่า โครงการจะสร้างประโยชน์อะไรกลับคืนให้ประเทศไทย

    ด้าน ‘ธนวัฒน์’ มองว่า การลงทุนไม่ควรวัดจากจำนวนหรือมูลค่าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องกำหนดให้ชัดว่า บริษัทที่เข้ามาลงทุนต้องทำอะไร และประเทศไทยจะได้อะไรกลับมา ทั้งทักษะของคนไทย ประโยชน์ต่อภาคธุรกิจไทย และความยั่งยืน ก่อนวัดผลทั้งทางตรงอย่างเงินลงทุน ภาษี และการจ้างงาน และทางอ้อมว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ช่วยยกระดับบริษัท คน และอีโคซิสเต็มของไทยได้หรือไม่

    ดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องตัดสินแค่ว่า ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ ‘ขาว’ หรือ ‘ดำ’ เพราะเป็นเรื่องที่มีต้นทุนและประโยชน์

    สิ่งที่ไทยกำลังเผชิญไม่ใช่แค่การแข่งขันเพื่อดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้าประเทศ แต่เป็นการเลือกว่าจะรับการลงทุนแบบไหน และวางกติกาอย่างไรให้เหมาะกับทรัพยากรและเศรษฐกิจของไทย

    ที่มา: งานเสวนา Renew-able Thailand, โครงการ Thailand AI Readiness Index, วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, พรรคประชาชน

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-weighs-pros-and-cons-of-data-center-boom/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10Ef9pBtK6IJZm7-Uhfg6z

  • กฟผ. เปิดสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก จ.ปทุมธานีพร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าเสริมความมั่นคงในพื้นที่นครหลวงและภาคกลางตอนบน

    กฟผ. เปิดสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก จ.ปทุมธานีพร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าเสริมความมั่นคงในพื้นที่นครหลวงและภาคกลางตอนบน

    กฟผ. เปิดสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก จ.ปทุมธานีพร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าเสริมความมั่นคงในพื้นที่นครหลวงและภาคกลางตอนบน

    24 กันยายน 2569, 15:18น.

          กฟผ. เดินหน้าเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า เปิดใช้งานสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก จ.ปทุมธานี เสริมความมั่นคง เพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพระบบส่งไฟฟ้า รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่นครหลวงและภาคกลางตอนบน

          วันนี้ (24 กันยายน 2569) นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย นายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคกจ.ปทุมธานี เพื่อเสริมความมั่นคงและประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ โดยมี นายกฤษดา เชยคาน พลังงานจังหวัดปทุมธานี และผู้บริหารส่วนราชการในพื้นที่ เข้าร่วมงาน ณ สถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก ต.บางเตย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

          นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า สถานีไฟฟ้าแรงสูงแห่งนี้ช่วยเพิ่มความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่พื้นที่มีการขยายตัวทั้งด้านเศรษฐกิจและชุมชน ซึ่งจะสนับสนุนการดำเนินชีวิตของประชาชน ตลอดจนการประกอบกิจการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในพื้นที่ พร้อมทั้งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดปทุมธานีต่อไป

          นายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. มุ่งดูแลความมั่นคงและเสถียรภาพระบบไฟฟ้าของประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั้งจากภาคประชาชน เศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรม จึงเดินหน้าขยายโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ สถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก ระดับแรงดัน 115  230 และ 500 กิโลโวลต์ ซึ่งเป็นแรงดันสูงสุดของประเทศไทย ถือเป็นสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่สร้างขึ้นเพื่อเสริมความมั่นคง และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งและจ่ายไฟฟ้า รองรับการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนในอนาคต อีกทั้งยังรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินในระบบไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นของโครงข่ายระบบส่ง โดยเชื่อมโยงแหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่และพลังงานหมุนเวียนจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่ระบบ รองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ จ.นนทบุรี และ จ.ปทุมธานี และพื้นที่อื่นในอนาคต นับเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมเสถียรภาพและลดความเสี่ยงต่อระบบไฟฟ้าของประเทศ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีไฟฟ้าใช้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ในอนาคต

          สำหรับสถานีไฟฟ้าแรงสูงสามโคก ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.บางเตย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี มีพื้นที่รวม 208 ไร่ ดำเนินการก่อสร้างระหว่างปี 2565 –2569 โดยเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ สามโคก –ท่าตะโก สามโคก – แจ้งวัฒนะ และ ไทรน้อย – สามโคก ขนาด 230 กิโลโวลต์ สามโคก – รังสิต และ สามโคก – นวนคร และขนาด 115 กิโลโวลต์ สามโคก – PEA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/164677&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e2sttws2f5XTr5NUFZ2hH

  • “กรุงเทพฯ กำลังเสียศักยภาพการแข่งขัน” ธนาคารโลกเผย ไทยต้องเน้นการลงทุนเมืองรอง เปลี่ยนเมืองโตเดี่ยวเป็นระบบเมืองหลายศูนย์

    “กรุงเทพฯ กำลังเสียศักยภาพการแข่งขัน” ธนาคารโลกเผย ไทยต้องเน้นการลงทุนเมืองรอง เปลี่ยนเมืองโตเดี่ยวเป็นระบบเมืองหลายศูนย์

    ธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยรายงาน ‘เมืองแห่งอนาคตของประเทศไทย’ ที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง โดยให้ความเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเน้นการลงทุนกับ ‘เมืองรอง’ มากกว่าแค่กรุงเทพฯ เพราะมหานครแห่งนี้มีศักยภาพการแข่งขันที่น้อยลง จากปัจจัยด้านการจราจร ปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ และปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่กระจุกตัว ขณะที่เมืองรองของไทยยังมีศักยภาพด้านการผลิตรอการปลดล็อกอยู่

    หลังจากที่ประเทศไทยจัดการประชุม IMF and World Bank Group Annual Meetings เมื่อปี 1991 ประเทศไทยเปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรม ซึ่งเป็นประเทศรายได้กลางค่อนต่ำ (Lower Middle Income Country) มาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

    อดีต ‘กรุงเทพฯ’ เคยเป็นตัวแรง

    ในทศวรรษต่อมา ประเทศไทยสร้างงานที่ได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือนกว่า 10.7 ล้านตำแหน่ง ส่งผลให้ประชากรในกรุงเทพฯ ก้าวกระโดดจากประมาณ 5 ล้านคน (ในปี 1991) มาเป็นกว่า 18 ล้านคนในปัจจุบัน

    ธนาคารโลกรายงานว่า กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และโลจิสติกส์ โดย GDP กว่าครึ่งของประเทศไทยถูกผลิตขึ้นที่พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ราว 7.1 ล้านล้านบาทในปี 2019 เป็นแหล่งรวมธุรกิจภาคบริการ การเงิน อสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงค้าส่งและค้าปลีก

    จุดเด่นสำคัญของกรุงเทพฯ คือเป็นเมืองโตเดี่ยว มีขนาดใหญ่กว่าเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองอันดับ 2 ของประเทศไทยถึง 27 เท่า ขณะที่อัตราส่วนความเป็นเมืองโตเดี่ยวของประเทศรายได้สูง (High Income Country: HIC) เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 4-6 เท่าเท่านั้น

    ทว่าธนาคารโลกคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของกรุงเทพฯ ไว้ว่า ในช่วงทศวรรษ 2030 อัตราการเติบโตของเมืองหลวงจะลดลงจากร้อยละ 3.5-3.7 มาอยู่ที่ร้อยละ 2.0 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย GDP ที่ร้อยละ 5.4 หากไทยต้องการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037

    อีกทั้งรายงาน Kearney’s 2025 Global Cities Index จัดอันดับให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองอันดับที่ 33 ของโลก อย่างไรก็ตามจากดัชนี Global Cities Outlook ซึ่งสะท้อนศักยภาพการแข่งขันในอนาคต กรุงเทพฯ กลับอยู่ที่อันดับ 105 จากความต่างของดัชนีนี้เอง ธนาคารโลกมองว่า กรุงเทพฯ อาจ ‘ตามไม่ทัน’ เมืองในระดับเดียวกันในด้านขีดความสามารถด้านนวัตกรรม คุณภาพการบริหารจัดการ ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม และความน่าอยู่

    ‘รถติด-โลกร้อน-การกระจุกตัว’ 3 ความเสี่ยงใหญ่ของกรุงเทพฯ 

    ธนาคารโลกประเมินว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 3 ปัจจัยสำคัญคือ ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และปัญหาการกระจุกตัวของกรุงเทพฯ

    สำหรับปัญหาการจราจรติดขัด ธนาคารโลกมองว่า กรุงเทพฯ เป็นมหานครอันดับ 2 ของโลกที่มีจราจรติดขัดมากที่สุด โดยเฉลี่ยประชาชนต้องอยู่บนท้องถนนเป็นเวลากว่า 96 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งมีการศึกษาออกมาว่า ปัญหาการจราจรนั้นสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจและเมืองคิดเป็นร้อยละ 7-10 ของ GDP ต่อปี และจากการศึกษา Bangkok’s locked-in traffic jam: Price congestion or regulate parking? ในปี 2022 ประเมินไว้ว่า กรุงเทพฯ มีภาระต้นทุนรวมจากปัญหาการจราจรติดขัดสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 5.01 แสนล้านบาท)

    ซึ่งปัญหานี้เกิดจากการเติบโตของกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นในรูปแบบ ‘ซูเปอร์บล็อก’ (Superblock) ที่พื้นที่ขนาดใหญ่ของเมืองเข้าถึงถนนสายหลักเพียงไม่กี่เส้นทาง ขณะที่ถนนและซอยย่อยๆ ของเมืองมีสภาพเป็นซอยตัน ส่งผลต่อความสามารถในการเชื่อมต่อและความต่อเนื่อง จึงทำให้การจราจรเกิดการกระจุกตัวอยู่ในถนนสายหลัก

    ส่วนประเด็นความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ธนาคารโลกมองว่า เมืองหลวงของประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันด้านสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยจำนวนวันที่มีอากาศร้อน (อุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส) จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2050 จะมีวันที่ร้อนมากถึง 300 วันต่อปี

    ทั้งนี้ อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสจะทำให้ผลิตภาพของแรงงานกลางแจ้งลดลงถึงร้อยละ 3.4 ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 1 ล้านคน และก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้มากกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 1 ของ GDP กรุงเทพฯ 

    และปัจจัยสุดท้ายอย่างความกระจุกตัวของกรุงเทพฯ ธนาคารโลกมองว่า ความเสี่ยงนี้มีนัยสำคัญระดับชาติ เนื่องจากระบบการผลิตของไทยมีการกระจุกตัวสูง ส่งผลให้เสี่ยงต่อภัยพิบัติ ยกตัวอย่างเหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี 2011 แม้ว่าน้ำท่วมจะเกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้าง แต่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจกลับกระจุกตัวมากอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดโดยรอบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระดับโลก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ มูลค่ารวมกว่า 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13 ของ GDP ในปี 2011

    ธนาคารโลกแนะ ‘ต้องลงทุน’ กับเมืองรองให้มากขึ้น

    ธนาคารโลกหยิบผลการวิเคราะห์ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) มาเผยแพร่ต่อว่า แม้เมืองในระบบเมืองโตเดี่ยวอาจสร้างรายได้เฉลี่ยของเมืองสูงขึ้น แต่ในระดับประเทศ ‘ระบบเมืองหลายศูนย์’ (Multi-Nodal Urban System) มีความสัมพันธ์กับ GDP ต่อหัวสูงกว่า เพราะระบบเมืองจะรักษาผลประโยชน์จากการรวมตัวทางเศรษฐกิจ ตลอดจนลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในพื้นที่เดียวกันได้

    ในหลายประเทศมีการเปลี่ยนผ่านเมืองเดี่ยวเป็นระบบเมืองหลายศูนย์ เช่น เยอรมนี ที่มีเบอร์ลิน (Berlin) เป็นศูนย์กลาง ทำหน้าที่เป็นแกนของเครือข่าย ควบคู่ไปกับมิวนิก (Munich) ฮัมบวร์ค (Hamburg) และแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt) 

    เมื่อมองกลับมาที่กรุงเทพฯ เมืองแห่งนี้ทำหน้าที่หลัก 3 บทบาท เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจภายใต้รูปแบบเมืองหลายศูนย์ได้ ดังนี้

     1. ทำหน้าที่เป็นศูนย์การเชื่อมโยงทางอากาศและทางทะเลระหว่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมต่อกับนักลงทุน นักท่องเที่ยวและห่วงโซ่มูลค่าโลก

     2. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านความรู้ นวัตกรรม และการประสานงานระดับประเทศ ใช้ประโยชน์จากการเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยชั้นนำ สถาบันวิจัย และหน่วยงานภาครัฐ

     3. ทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนอุปสงค์ (Demand) และกลไกกระจายการเติบโตด้านการเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่

    จากแบบจำลองของธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายประเทศรายได้สูง ต้องอาศัยการลงทุนในระดับที่มากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่เมืองรอง ธนาคารโลกยก 3 โมเดลภายใต้การลงทุนรวม 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6.68 แสนล้านบาท) โดยแบ่งจัดสรรเป็นเงินลงทุนในสัดส่วน 80:20, 50:50 และ 20:80 (กรุงเทพฯ:เมืองรอง)

    ซึ่งโมเดลที่สะท้อนผลตอบแทนการลงทุนออกมาได้ดีที่สุดคือโมเดล 20:80 โดยเพิ่ม GDP ต่อหัวได้ถึงร้อยละ 12.38 ภายในปี 2593 ขณะที่โมเดล 80:20 ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ร้อยละ 11.62 และโมเดล 50:50 ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ร้อยละ 10.85

    ข้อสรุปจากรายงานของธนาคารโลกมองว่า หากไทยต้องการลงทุนในระดับที่เพียงพอ ควรมุ่งเน้นไปที่ ‘เมืองรอง’ เพื่อให้แต่ละเมืองได้รับเงินลงทุนมากพอที่จะกระตุ้นทั้งความหนาแน่นและผลิตภาพที่เมืองรองยังขาดอยู่ ขณะที่กรุงเทพฯ เปลี่ยนทิศทางจากการขยายขีดความสามารถไปสู่การบรรเทาปัญหาจราจร เพิ่มประสิทธิภาพ เสริมความยืดหยุ่นของเมือง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    แนวทางการสร้างความพร้อมให้ ‘เมืองรอง’

    รายงานของธนาคารโลกเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมของเมืองรองให้มีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละเมือง เนื่องจากเมืองรองของไทยมีความแตกต่างทางโครงสร้างเศรษฐกิจอยู่แล้ว ดังนั้นภารกิจสำคัญคือ การพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้ลึกมากยิ่งขึ้น ผ่านการปรับการจัดหาที่ดินอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ที่มีบริการรองรับให้สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของแต่ละเมือง ขณะที่บทบาทของส่วนกลางคือ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและปรับกฎระเบียบที่จำเป็น

    ขณะเดียวกัน เมืองรองต่างๆ ของไทยต้องการการสนับสนุนแบบเจาะจงเพื่อสร้างและพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมของแต่ละเมือง ผ่านการลงทุนที่ประสานกันทั้งที่ดิน โครงสร้างพื้นฐานเฉพาะเจาะจง และการพัฒนาทักษะแรงงาน

    นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังมองด้วยว่า การปรับปรุงความพร้อมด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระบบเมืองของไทย โดยธนาคารโลกเสนอว่า ระบบรถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT) มีความเหมาะสมกับเมืองรองของไทยเป็นอย่างมาก ด้วยต้นทุนการลงทุนเพียง 1.4-12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 47-418 ล้านบาท) ต่อกิโลเมตร นอกจากมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการลงทุนรูปแบบอื่น BRT ยังสามารถสร้างฐานผู้โดยสาร รวมถึงพัฒนารูปแบบการให้บริการ และแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ทางการคลังได้

    หากกล่าวโดยสรุป ธนาคารโลกมองว่า การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูงจะสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับ ‘เมือง’ แม้ว่ากรุงเทพฯ ยังเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ แต่ศักยภาพการเติบโตนั้นกำลังถูกจำกัดให้ลดลงเรื่อยๆ 

    ดังนั้นธนาคารโลกชี้ว่า การลงทุนในทศวรรษหน้า ประเทศไทยควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบเมืองหลายศูนย์ให้เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เมืองระดับภูมิภาคมีศักยภาพในการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และรองรับการเติบโตที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

    Tags: , , , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-world-bank-thailand-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38WQF4ysz4arifdve3z-WQ

  • จีนเร่งกระตุ้นบริโภคชุมชน จัด “เดือนบริการ 15 นาที” ต.ค. ดัน 37 กิจกรรมทั่วประเทศ

    จีนเร่งกระตุ้นบริโภคชุมชน จัด “เดือนบริการ 15 นาที” ต.ค. ดัน 37 กิจกรรมทั่วประเทศ

    กระทรวงพาณิชย์จีนเตรียมจัด “เดือนบริการอำนวยความสะดวกชีวิตประจำวัน 15 นาทีแห่งชาติ” ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 1–31 ตุลาคมนี้ เดินหน้าขยายกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคเข้าสู่ระดับชุมชน พร้อมผลักดันกิจกรรมสนับสนุนสำคัญ 37 รายการ หวังเพิ่มอุปทานสินค้าและบริการ ต่อยอดธุรกิจค้าปลีก และสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับการบริโภคภายในประเทศ

    กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า กิจกรรมปีนี้จะเชื่อมโยงกับมาตรการและโครงการด้านการบริโภคที่ดำเนินอยู่ อาทิ ชุดกิจกรรม “ช้อปในจีน” ฤดูกาลบริโภคบริการ และโครงการยกระดับนวัตกรรมค้าปลีก โดยใช้ช่วงวันหยุดวันชาติและเทศกาลฉงหยาง (เทศกาลผู้สูงอายุของจีน) เป็นจังหวะสำคัญในการจัดกิจกรรมกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับชุมชน

    แนวทางดังกล่าวมุ่งให้ภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทในการขยายบริการและสร้างรูปแบบการบริโภคใหม่ ๆ ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างแพลตฟอร์มให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคในพื้นที่ได้มากขึ้น

    สำหรับกิจกรรมหลักแบ่งออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ การนำบริการสำหรับผู้สูงอายุและเด็กเล็กเข้าสู่ชุมชน การนำร้านค้าเก่าแก่และแบรนด์ที่มีชื่อเสียงเข้าสู่ชุมชน การขยายบริการอาหารและเครื่องดื่ม การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การส่งเสริมการบริโภคสีเขียว ตลอดจนการให้บริการอำนวยความสะดวกและจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์

    กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดทางให้แต่ละพื้นที่ออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการของตลาดในท้องถิ่นรวมถึงสามารถขยายระยะเวลาการจัดงานได้ตามสถานการณ์ โดยจะระดมสมาคมอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และ China Union Pay เข้ามาร่วมสนับสนุน เพื่อเพิ่มช่องทางและรูปแบบการบริโภคให้กับประชาชน

    ขณะเดียวกัน พื้นที่นำร่องระดับชาติและระดับมณฑลด้านวงจรบริการชีวิตประจำวัน 15 นาที รวมถึงพื้นที่นำร่องที่ดำเนินการครอบคลุมทั้งพื้นที่ จะต้องจัดกิจกรรมสนับสนุนสำคัญ 37 รายการอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน

    หน่วยงานพาณิชย์ท้องถิ่นยังได้รับมอบหมายให้บูรณาการทรัพยากรจากหน่วยงานและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง พร้อมประชาสัมพันธ์กิจกรรมผ่านโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ เพื่อขยายการรับรู้และการเข้าร่วมของประชาชน

    กจากนี้ ระหว่างการจัดกิจกรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพิ่มการกำกับดูแลระเบียบตลาด ความปลอดภัยด้านอาหาร และสุขอนามัยสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กิจกรรมส่งเสริมการบริโภคดำเนินไปอย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ

    การจัด “เดือนบริการอำนวยความสะดวกชีวิตประจำวัน 15 นาที” จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกของจีนในการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากระดับเมืองลงสู่ชุมชน โดยอาศัยภาคค้าปลีก ร้านอาหาร บริการชุมชน สถาบันการเงิน และแพลตฟอร์มการชำระเงินเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มโอกาสการบริโภคของประชาชน

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู

    มาตรการ “เดือนบริการ 15 นาที” เป็นอีกกลไกของจีนในการกระตุ้นการบริโภคจากระดับชุมชน โดยเน้นเพิ่มกิจกรรมการจับจ่ายและบริการใกล้ที่อยู่อาศัย เชื่อมโยงกับเทศกาลวันชาติและโครงการส่งเสริมการบริโภคของภาครัฐ

    วิเคราะห์ผลต่อเศรษฐกิจจีน คาดว่าจะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาล และกระจายเม็ดเงินสู่ธุรกิจท้องถิ่น ในขณะที่ผลต่อการบริโภค การเพิ่มสินค้า บริการ และโปรโมชั่นในชุมชน อาจช่วยกระตุ้นความถี่ในการใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ครอบครัว และผู้บริโภคในเมือง และผลต่อภาคค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร แบรนด์ท้องถิ่น และธุรกิจบริการมีโอกาสได้รับประโยชน์โดยตรง ขณะที่การผลักดันบริการควบคู่กับสินค้า สอดรับกับแนวโน้มการบริโภคของจีนที่ให้ความสำคัญกับภาคบริการมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมยังขึ้นอยู่กับกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หากการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียงช่วงเทศกาล ผลกระทบอาจเป็นเพียงระยะสั้น แต่หากสามารถสร้างพฤติกรรมการบริโภคอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเสริมแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศได้มากขึ้น

                                             ———————————————

                                                    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

     กันยายน 2569

    แหล่งข้อมูล : 

     Ministry of Commerce’s website

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/od98cvccaq4xlk5iou087dit&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Eo-ndD5hWWCcqjwAPk9-9

  • หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    วันนี้ (24 ก.ย.2569) นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. สนับสนุนการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อีก 2 เดือน รวมถึงการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ และเสริมกำลังซื้อของประชาชน ในช่วงที่ราคาพลังงาน และต้นทุนการดำรงชีวิตยังอยู่ในระดับสูง

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

    การเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน จะช่วยสร้างแรงส่งต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ เช่น ธุรกิจอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง และภาคบริการ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ และช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังมีความเปราะบาง

    การเติมกำลังซื้อในช่วงนี้ ไม่ได้ช่วยเฉพาะประชาชน แต่ยังช่วยให้เงินหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ หากยอดขายกลับมา จะช่วยเสริมสภาพคล่อง เพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง และช่วยรักษาการจ้างงานในช่วงที่ต้นทุนธุรกิจยังมีความผันผวน

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส”  ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    อย่างไรก็ตาม การทำให้เม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ สามารถหมุนเวียนในระบบ และส่งผ่านจากภาคการบริโภคไปสู่ SMEs ภาคการผลิต และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศได้มากขึ้น ภาครัฐควรมีมาตรการเสริม โดยเชื่อมโยงการกระตุ้นการบริโภคกับสินค้าไทยและสินค้า SMEs ผ่านการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม สำหรับการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศ การจัดทำหมวดสินค้าไทยบนแพลตฟอร์มดิจิทัล และการรณรงค์ให้ประชาชนเลือกใช้สินค้าไทย เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ผลิตไทย และสร้างแรงส่งต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    ขณะเดียวกัน ควรพิจารณาขยายขอบเขตร้านค้า ที่สามารถเข้าร่วมโครงการให้ครอบคลุมร้านค้าที่มียอดขายไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อปี เพื่อเพิ่มจำนวนจุดขาย และทางเลือกให้ประชาชน โดยสำหรับร้านค้าที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรมีมาตรการจูงใจเพิ่มเติมให้เพิ่มสัดส่วนสินค้าไทยและสินค้า SMEs ที่ผลิตในประเทศ เพื่อให้การขยายฐานร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการช่วยสร้างตลาดให้ผู้ผลิตไทย และลดการรั่วไหลของเม็ดเงินไปสู่สินค้านำเข้า

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส”  ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    ประธานส.อ.ท. กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะนำรายได้ที่เพิ่มขึ้น กลับไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ลงทุน และรักษาหรือเพิ่มการจ้างงาน โดยหากมีการจัดซื้อสินค้าจากผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ก็จะช่วยส่งต่อเม็ดเงินจากมาตรการไปยังห่วงโซ่อุปทานไทยได้กว้างขึ้น นอกจากนี้ ควรพิจารณามาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคในช่วงปลายปี

    โดยต่อยอดรูปแบบ Easy E-Receipt และเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับการซื้อสินค้าไทย สินค้า SMEs และสินค้า OTOP ในพื้นที่ต่างจังหวัด ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการจัดประชุมสัมมนาภายในประเทศ เพื่อกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งจะมีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อ และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีนี้

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส”  ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อแล้ว ภาครัฐควรนำมาตรการรณรงค์และส่งเสริมการประหยัดพลังงาน ที่เคยดำเนินการมาแล้วกลับมาต่อยอด เพื่อรับมือความผันผวนจากราคาพลังงานในช่วงนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนประหยัดพลังงาน และเห็นผลโดยตรงในบิลค่าไฟ

    นอกจากนี้ ควรเร่งขยายโครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) ภาคครัวเรือน ผ่านโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยพัฒนากลไกสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งด้านเงินลงทุน เงื่อนไขสินเชื่อ และกระบวนการขออนุญาตติดตั้ง ควบคู่กับการปรับระบบรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน ให้มีความจูงใจมากขึ้น เพื่อให้กระจายโอกาสการเข้าถึงพลังงานทางเลือกไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันต้นทุน เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเองมีผู้ประกอบการ ที่สามารถผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องได้

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส”  ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    หนุน “ไทยช่วยไทย พลัส” ส.อ.ท.ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ ดันเงินหมุนเข้า SMEs

    ทั้งนี้ ในภาคการผลิตควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงยกระดับกระบวนการผลิตให้ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานได้

    อ่านข่าว:

    ส.อ.ท.ชี้สงครามยังไม่ยุติ แนะโรงงาน รับมือราคาน้ำมันผันผวน

    ส.อ.ท.หนุนปรับภาษีรถยนต์ ดึงลงทุน–เพิ่มผลิตไทย เชื่อม Supply Chain สู่ SMEs

    ส.อ.ท.ชี้ยานยนต์ไทยจุดเปลี่ยน เร่งรักษาฐานผลิตเดิม–ต่อยอด EV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/558490&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O2d_IJ5DZFypf-4Kr5WRr

  • คนไทย ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ เที่ยวเมืองนอก สูงเป็นประวัติการณ์ ไปจีนพุ่ง-เกาหลีลด

    คนไทย ‘รวยกระจุก จนกระจาย’ เที่ยวเมืองนอก สูงเป็นประวัติการณ์ ไปจีนพุ่ง-เกาหลีลด

    ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับงานศึกษาด้านความเหลื่อมล้ำที่ชี้ว่า การกระจายรายได้และทรัพย์สินของไทยยังมีความแตกต่างระหว่างกลุ่มประชากรค่อนข้างสูง ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยอธิบายลักษณะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ว่าไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกภาคส่วน โดยธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มผู้มีรายได้สูงสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่ากลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ครัวเรือนบางส่วนยังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาระหนี้

    เมื่อมองมาที่พฤติกรรมการเดินทางของคนไทย ภาพความแตกต่างด้านกำลังซื้อยิ่งเห็นได้ชัดขึ้น โดยข้อมูลจากทีมวิจัย Bnomics ภายใต้ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า ปี 2568 คนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศรวม 13.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.4% จากปีก่อน และมีการใช้จ่ายรวม 5.59 แสนล้านบาท ทั้งจำนวนผู้เดินทางและมูลค่าการใช้จ่ายทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูล

    จีนเป็นจุดหมายปลายทางที่คนไทยเดินทางไปมากที่สุด จำนวน 3.06 ล้านคน หรือเกือบหนึ่งในสี่ของผู้เดินทางไปต่างประเทศทั้งหมด และมีการใช้จ่ายรวม 120,253 ล้านบาท เฉลี่ย 39,317 บาทต่อทริป หรือ 5,670 บาทต่อวัน ตามด้วยมาเลเซีย ลาว ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร

    อย่างไรก็ตาม หากดูเฉพาะตัวเลขการใช้จ่าย จะพบความแตกต่างระหว่างแต่ละปลายทางค่อนข้างมาก สหราชอาณาจักรซึ่งมีจำนวนผู้เดินทางอยู่ในอันดับ 5 กลับมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงที่สุดที่ 131,089 บาทต่อทริป หรือ 9,619 บาทต่อวัน ขณะที่ญี่ปุ่นมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 51,558 บาทต่อทริป สูงกว่าจีนประมาณ 24%

    ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศทั้งหมดเป็นกลุ่มคนรายได้สูง หรือการท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นตัวชี้วัดความเหลื่อมล้ำโดยตรง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลความยากจน รายได้ และภาระค่าครองชีพ ก็ช่วยให้เห็นอีกมุมหนึ่งของเศรษฐกิจไทยว่า แม้กำลังซื้อของคนบางกลุ่มจะฟื้นตัวจนสามารถใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวต่างประเทศในระดับสูง แต่ยังมีกลุ่มประชากรอีกจำนวนมากที่ต้องให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน

    โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตหรือไม่ แต่ยังอยู่ที่ว่า ผลของการเติบโตดังกล่าวกระจายไปถึงคนแต่ละกลุ่มมากน้อยเพียงใด เพราะตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมอาจสะท้อนการฟื้นตัว ขณะที่ชีวิตของประชาชนแต่ละกลุ่มยังเผชิญสถานการณ์ที่แตกต่างกันอย่างมาก

    เมื่อมองผ่านทั้งข้อมูลความยากจน ช่องว่างรายได้ และพฤติกรรมการใช้จ่าย จึงสะท้อนให้เห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีโจทย์สำคัญเรื่องการกระจายโอกาสและกำลังซื้อไปยังประชาชนในวงกว้าง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามควบคู่ไปกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/865181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KJKjdpbGOeilbKZHl2kX3

  • 16ปี สวธ.ยกระดับทุนวัฒนธรรม สร้างเศรษฐกิจ ดัน’ชุดไทย’มรดกโลก

    16ปี สวธ.ยกระดับทุนวัฒนธรรม สร้างเศรษฐกิจ ดัน’ชุดไทย’มรดกโลก

    ครบ 16 ปี สวธ. ‘โชติกา’ชูเดินหน้า’ส่งเสริม สร้างสรรค์ สร้างมูลค่า’ ยกระดับทุนวัฒนธรรมรับสังคมยุคใหม่ เพิ่มมูลค่า กระตุ้นเศรษฐกิจ ดัน’ชุดไทย’มรดกโลก เตรียมจัดเวทีถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยกลางกรุง

    24 กันยายน 2569 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมวัฒนธรรม ปีที่ 16 ภายใต้แนวคิด Cultural Power “ส่งเสริม สร้างสรรค์ สร้างมูลค่า” โดยมีนางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธาน พร้อมด้วย นางปรารถนา สินธุนาวา รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภาคีเครือข่ายส่งเสริมวัฒนธรรม ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

    นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กล่าวว่า ครบรอบ 16 ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) มุ่งเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นพลังสร้างสรรค์ พลังชุมชน และพลังเศรษฐกิจ ครอบคลุมทั้งอาหาร ผ้าไทย แฟชั่น ดนตรี ภาพยนตร์ ศิลปะ การแสดง ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น มุ่งส่งเสริมการรักษาและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ให้สามารถพัฒนาเป็นสินค้า บริการ และประสบการณ์ทางวัฒนธรรม สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน พร้อมเพิ่มโอกาสในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก เดินหน้าขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมให้เข้าถึงชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ การอนุรักษ์ การต่อยอด และการสร้างโอกาส พร้อมเร่งเครื่องผลักดันนโยบาย Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หวังใช้ทุนทางวัฒนธรรมสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ฐานราก

    อธิบดี สวธ. กล่าวต่อว่า สวธ. ให้ความสำคัญกับการทำงานที่ใกล้ชิดและเชื่อมโยงกับชุมชน ยึดหลัก 3 ประการ คือ 1. การอนุรักษ์ รักษาและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่ดีงาม ทั้งวิถีชีวิต ประเพณี อาหาร และการแต่งกาย 2. การต่อยอด นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และ 3. การสร้างโอกาส โดยเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมให้คนทุกกลุ่ม พร้อมดูแลสวัสดิการของบุคลากร ศิลปินพื้นบ้าน ศิลปินแห่งชาติ และครูภูมิปัญญา เพื่อให้เกิดการส่งต่อองค์ความรู้สู่คนรุ่นหลังอย่างยั่งยืน ส่วนมิติของการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สวธ.มีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมบันเทิง ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ ซีรีส์แนวตั้ง และสารคดี เพื่อใช้เป็นหัวหอกสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สากล

    นอกจากนี้ เตรียมจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมครั้งใหญ่ “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ระหว่างวันที่ 1-4 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย   รวบรวมเมนูอาหารถิ่น 77 จังหวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนประจำปี 2569 มาออกบูธ จัดนิทรรศการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สาธิตการทำอาหาร  มุ่งต่อยอดภูมิปัญญาอาหารถิ่นที่เสี่ยงต่อการสูญหาญ มุ่งต่อยอดภูมิปัญญาอาหารพื้นถิ่นที่เสี่ยงต่อการสูญหาย โดยเปิดเวทีให้นำวัตถุดิบและเมนูท้องถิ่นมาพัฒนาสูตรร่วมกับเชฟชื่อดังและสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับสู่เมนูในร้านอาหารและภัตตาคารชั้นนำต่อไป

    “ สำหรับภารกิจสำคัญในการเสนอรายการ “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO)  ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล สมัยที่ 21 ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในเดือนธันวาคม 2569 ณ เมืองเซียะเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน จะมีการเผยแพร่องค์ความรู้ชุดไทย วันที่ 4 ตุลาคมนี้ กับกิจกรรมเสวนาเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยแก่ประชาชน โดยผู้เชี่ยวชาญชุดไทย ร่วมงาน ณ สามย่านมิตรทาวน์ ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของ สวธ.ไม่ใช่เพียงการได้รับการรับรองจากยูเนสโก แต่คือยกระดับชุดไทย มรดกภูมิปัญญา สร้างงานและรายได้ที่หมุนเวียนกลับคืนสู่ชุมชน ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม ช่างทอผ้า และช่างย้อมผ้า ไปจนถึงกลางน้ำ และปลายน้ำ”นางโชติกา กล่าว

    อธิบดี สวธ. กล่าวว่า สวธ.ยังมีแผนการพัฒนาพื้นที่และศักยภาพบุคลากรให้สอดรับกับยุคดิจิทัล และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จัดเก็บองค์ความรู้ ตลอดจนอำนวยความสะดวก เป็นเครื่องมือในการสืบค้น เผยแพร่ และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์ต่อไป

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/1075495/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_j8Gd7uQ3r_WfOUG30EiQ

  • ปตท. ผนึกกรุงไทย เชื่อมคาร์บอนเครดิต-ตลาดเงินรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ | เดลินิวส์

    ปตท. ผนึกกรุงไทย เชื่อมคาร์บอนเครดิต-ตลาดเงินรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ | เดลินิวส์

    กลุ่ม ปตท. ร่วมกับธนาคารกรุงไทย ต่อยอดความร่วมมือด้านโซลูชันทางการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล สนับสนุนโครงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำและตลาดคาร์บอน (Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project) ของกลุ่มธนาคารโลก โดยพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน ‘คาร์บอนเครดิตลิงก์เดริเวทีฟส์’ (Carbon Credit Linked Derivatives) ที่นำคาร์บอนเครดิตมาเชื่อมกับธุรกรรมทางการเงิน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    การต่อยอดความร่วมมือครั้งนี้มีผู้บริหารจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม ได้แก่ ‘ภัทรลดา สง่าแสง’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และ ‘จตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา’ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. พร้อมด้วย ‘ธนันต์พร ตั้งพิทักษ์กุล’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง จำกัด (PTTT) และ ‘รวินทร์ บุญญานุสาสน์’ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย

    สำหรับเครื่องมือคาร์บอนเครดิตลิงก์เดริเวทีฟส์ จะนำคาร์บอนเครดิตมาเชื่อมกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับราคาคาร์บอน และเตรียมรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ในส่วนของการพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน ธนาคารกรุงไทยนำความเชี่ยวชาญด้านตลาดเงินและตลาดทุนเข้ามาใช้ ขณะที่ ปตท. สนับสนุนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านธุรกิจอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ส่วน PTTT สนับสนุนการจัดหาคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ความร่วมมือของทั้ง 3 ฝ่ายจึงเชื่อมภาคการเงิน ภาคพลังงาน และตลาดคาร์บอนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างกลไกทางการเงินที่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวางรากฐานระบบนิเวศการเงินเพื่อคาร์บอนของประเทศไทย

    แนวทางดังกล่าวมุ่งพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตไทยให้มีมาตรฐาน โปร่งใส และน่าเชื่อถือมากขึ้น ควบคู่กับการเพิ่มทางเลือกให้ภาคธุรกิจรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเชื่อมโยงกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการขับเคลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6218296/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hz1qBreOAs_pTX4I8GMSv