Category: เศรษฐกิจ

  • ทีเส็บดันสินค้า EEC เข้าไมซ์ ปั้น 40 SMEs ชิงตลาดของที่ระลึก 2,100 ล้าน

    ทีเส็บดันสินค้า EEC เข้าไมซ์ ปั้น 40 SMEs ชิงตลาดของที่ระลึก 2,100 ล้าน

    ทีเส็บดันสินค้า EEC เข้าไมซ์ ปั้น 40 SMEs ชิงตลาดของที่ระลึก 2,100 ล้าน

    นางสาวปาริฉัตร เศวตเศรนี ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคกลางและภาคตะวันออก ทีเส็บ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการส่งเสริมศักยภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่อีอีซี (EEC) เข้าสู่อุตสาหกรรมไมซ์ (EEC MICE Product Premium)

    ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยการใช้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกเชื่อมโยงการพัฒนาเมือง การลงทุน และเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกัน ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ประกอบการชุมชน ผู้ให้บริการ โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงผู้จัดงานและเมืองเจ้าภาพ ซึ่งทุกภาคส่วนจะได้รับประโยชน์ร่วมกันจากการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจฐานราก 

    และเป็นเครื่องมือกระจายรายได้สู่ชุมชนได้จริง ผ่านการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การจัดงานในประเทศไทย โดยในปีงบประมาณ 2569 อุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่ EEC สามารถสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในช่วงสามไตรมาสแรกได้มากกว่า 1,300 ล้านบาท 

    “ตลาดของที่ระลึกสำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 2,100 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดนักเดินทางชาวไทยประมาณ 1,700 ล้านบาท และนักเดินทางต่างชาติประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าชุมชนไทยยังมีโอกาสอีกมากในการก้าวเข้าสู่ตลาดนี้ ความร่วมมือระหว่างทีเส็บ และสถาบันอาหารในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสามารถเดินคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น แต่คือ ผู้ประกอบการที่พร้อมแข่งขันในตลาดใหม่”

    ต่อยอดผ่าน 4 แนวทาง

    ทีเส็บมุ่งต่อยอดโครงการผ่าน 4 แนวทางสำคัญ ประกอบด้วย 

    ทีเส็บดันสินค้า EEC เข้าไมซ์ ปั้น 40 SMEs ชิงตลาดของที่ระลึก 2,100 ล้าน

    • ขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการชุมชนเข้าสู่ตลาดไมซ์ ด้วยการพัฒนามาตรฐาน การออกแบบ และการเชื่อมโยงตลาดอย่างต่อเนื่อง 
    • เชื่อมโยงเมืองไมซ์กับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ให้ทุกเมืองใช้วัฒนธรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นจุดแข็งในการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง 
    • ผลักดันความยั่งยืนให้เป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อเสริมความเชื่อมั่นของผู้จัดงานจากทั่วโลก 
    • สร้างความร่วมมือระยะยาวกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพราะความสำเร็จที่แท้จริงเกิดจากการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิชาการ และชุมชน

    นางสาวอรุณี อุสาหะ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจผู้ประกอบการ สถาบันอาหาร กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายในการยกระดับสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่ EEC ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ให้พร้อมเข้าสู่ตลาดไมซ์ โดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการ SMEs และวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ EEC เข้าร่วมจำนวน 40 ราย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 17 ราย กลุ่มสิ่งทอ 9 ราย กลุ่มงานคราฟต์และหัตถกรรม 10 ราย และกลุ่มสมุนไพรและสุขภาพ 4 ราย

    การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวแบ่งเป็น 3 กิจกรรมย่อย ได้แก่ 1.การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ EEC MICE Product Premium ,2.การประกวดแนวคิดผลิตภัณฑ์ EEC MICE Product Premium Award ,3การจัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรม กับผู้ซื้อในอุตสาหกรรมไมซ์และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเกิดการเจรจามากกว่า 200 คู่ธุรกิจ ประเมินว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ทันทีไม่น้อยกว่า 8 ล้านบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/669804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fnNEsDVrU-QoOc4M04sYP

  • เปิดไทม์ไลน์ 4 ระยะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เตือนไทยรับมือวิกฤติ ค่อย ๆ สะสมความรุนแรง | เดลินิวส์

    เปิดไทม์ไลน์ 4 ระยะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เตือนไทยรับมือวิกฤติ ค่อย ๆ สะสมความรุนแรง | เดลินิวส์

    จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” สัญญาณเตือนภัยที่อาจรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือทั้งความแปรปรวนของฝน ภัยแล้ง อุณหภูมิสูง และผลกระทบต่อภาคเกษตร แหล่งน้ำ ระบบนิเวศทางทะเล และเศรษฐกิจ โดยไทม์ไลน์แบ่งสถานการณ์ออกเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์ไปจนถึงระยะที่ผลกระทบสะสมรุนแรงที่สุด

    ปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสภาพอากาศในประเทศไทย โดยเฉพาะรูปแบบฝนและอุณหภูมิ ซึ่งความกังวลไม่ได้อยู่เพียงช่วงที่อากาศร้อนหรือฝนทิ้งช่วงเท่านั้น แต่คือการที่ผลกระทบอาจค่อย ๆ สะสมต่อเนื่อง หากไม่มีการบริหารจัดการและเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระยะแรก

    ข้อมูลในภาพสรุปไทม์ไลน์สถานการณ์เป็น 4 ระยะ จากจุดเริ่มต้นไปสู่จุดสูงสุดของความรุนแรง ดังนี้

    ระยะที่ 1 มิถุนายน–กรกฎาคม 69 ช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์ ในระยะแรก สภาพอากาศโดยรวมยังอาจอยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงปกติ แต่เริ่มมีสัญญาณความแปรปรวนมากขึ้น โดยบางช่วงอาจเกิดอากาศร้อนหรือฝนตกไม่สม่ำเสมอ เกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเริ่มติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไป

    ระยะที่ 2  สิงหาคม–ตุลาคม 69 ความรุนแรงระดับ 2 เข้าสู่ช่วงที่ฝนเริ่มทิ้งช่วงและมีปริมาณน้อยกว่าปกติ ขณะเดียวกันอุณหภูมิน้ำทะเลในบางพื้นที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และสภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น ผลกระทบเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อภาคการเกษตรจากปริมาณน้ำที่ลดลง รวมถึงโอกาสเกิดสภาพอากาศร้อนและภัยแล้งในบางพื้นที่ หากฝนไม่ตกตามฤดูกาล ปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับการเกษตรและการอุปโภคบริโภคจะเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น

    ระยะที่ 3 พฤศจิกายน 69–มกราคม 70 เข้าสู่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” จุดสูงสุดของปรากฏการณ์ ระยะนี้ถือเป็นช่วงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากข้อมูลในภาพระบุว่าเป็นช่วงเข้าสู่ “ซูเปอร์เอลนีโญ” โดยอุณหภูมิของประเทศไทยมีแนวโน้มสูงกว่าปกติ ขณะที่ปริมาณฝนอาจลดลงมากขึ้น ผลที่ตามมาคือความเสี่ยงต่อ ความแห้งแล้ง การขาดแคลนน้ำ และผลผลิตทางการเกษตร ขณะเดียวกันสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งยังอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระบบนิเวศและภาคเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรน้ำ

    ระยะที่ 4  กุมภาพันธ์–พฤษภาคม 70 ความรุนแรงเริ่มผ่อนลง แต่ผลกระทบสะสมรุนแรงที่สุด แม้ความรุนแรงของปรากฏการณ์จะเริ่มลดลง แต่ผลกระทบที่สะสมมาตลอดช่วงก่อนหน้านี้อาจยังคงปรากฏชัด โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำและความเสียหายต่อภาคเกษตร

    อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ ความร้อนจัด โดยภาพเตือนว่าอุณหภูมิความรู้สึกอาจพุ่งสูงถึงประมาณ 50 องศาเซลเซียสในบางสถานการณ์ ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน การใช้พลังงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    นอกจากผลกระทบบนบกแล้ว ระบบนิเวศทางทะเลยังเป็นอีกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาวะน้ำทะเลร้อนจัด ซึ่งอาจกระทบต่อ ปะการัง หญ้าทะเล การทำประมง และระบบนิเวศชายฝั่ง รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรทางทะเล

    สาระสำคัญจากไทม์ไลน์ดังกล่าวจึงไม่ได้อยู่ที่การคาดการณ์ว่าอากาศจะร้อนหรือฝนจะน้อยเพียงใดเท่านั้น แต่ต้องมองเป็น ห่วงโซ่ผลกระทบ ตั้งแต่สภาพอากาศ → น้ำ → เกษตรกรรม → ทรัพยากรธรรมชาติ → ระบบนิเวศ → เศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตรจำเป็นต้องวางแผนเรื่องน้ำตั้งแต่เนิ่น ๆ ทั้งการสำรองน้ำ การปรับแผนการเพาะปลูก และการเลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่มีอยู่ ขณะที่ภาครัฐต้องเตรียมมาตรการบริหารจัดการน้ำและช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ

    บทเรียนสำคัญของ “ซูเปอร์เอลนีโญ” คือ วิกฤติอาจไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ค่อย ๆ สะสมความรุนแรง หากรอให้ผลกระทบเกิดขึ้นแล้วจึงแก้ไข อาจสายเกินไป ดังนั้นการเตรียมพร้อมและบริหารจัดการตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6219361/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bzlz4XEqNNaK0WrUYY4zr

  • เต็ดตรา แพ้ค ต้อนรับคณะ SET ESG Experts Pool  เยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้า กรุงเทพฯ  แลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย

    เต็ดตรา แพ้ค ต้อนรับคณะ SET ESG Experts Pool เยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้า กรุงเทพฯ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทย

    เต็ดตรา แพ้ค บริษัทผู้นำด้านโซลูชันกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์อาหารระดับโลก ให้การต้อนรับคณะผู้เชี่ยวชาญจาก SET ESG Experts Pool ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าเต็ดตรา แพ้ค กรุงเทพฯ (CIC Bangkok) ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของ บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) ณ อาคารภิรัช ทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์

    SET ESG Experts Pool เครือข่ายบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน ที่จัดตั้งขึ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนจากบริษัทจดทะเบียนไทย สถาบันการเงิน และองค์กรต่าง ๆ โดยเครือข่ายมีบทบาทในการส่งเสริมการแบ่งปันองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองเชิงปฏิบัติจากภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสร้างความร่วมมือระหว่างสมาชิก เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านความยั่งยืนของตลาดทุนไทย

    การเยี่ยมชมศูนย์ CIC Bangkok ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเกี่ยวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนแนวทางที่ภาคธุรกิจสามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับกฎระเบียบและนโยบายด้านบรรจุภัณฑ์ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึง หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) และ กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป (PPWR) นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้เรียนรู้แนวทางการทำงานของระบบนิเวศด้านนวัตกรรมของเต็ดตรา แพ้ค ซึ่งผสานเทคโนโลยี ความร่วมมือ และการแลกเปลี่ยนความรู้กับพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเร่งพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืนและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม รวมถึงแนวคิดการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยคำนึงถึงการสร้างสมดุลระหว่างผลดำเนินทางธุรกิจ ความต้องการของผู้บริโภค และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์

    CIC Bangkok เป็นศูนย์กลางในการสนับสนุนผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาค ครอบคลุมตั้งแต่การทำความเข้าใจผู้บริโภค การพัฒนาแนวคิดด้านผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการทดสอบและขยายการผลิตในเชิงพาณิชย์ การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนบทบาทของเต็ดตรา แพ้คในการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและสนับสนุนการพัฒนาระบบอาหารที่ยั่งยืนขึ้น

    สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศูนย์ CIC Bangkok ติดตามได้ ที่เว็บไซต์เต็ดตรา แพ้ค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/pr-news/115956&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BFNRBCjbEkWpQmDumD60K

  • ภัยพิบัติซ้ำเติมคนจน ดึงติดบ่วง วัฏจักรความยากจน

    ภัยพิบัติซ้ำเติมคนจน ดึงติดบ่วง วัฏจักรความยากจน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-379&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L7nMs6491P406KKBWVZyq

  • กรมการค้าต่างประเทศเร่งหารือสองยานยนต์ยักษ์ใหญ่ในจีน เพิ่มการลงทุนผลิตและใช้ชิ้นส่วนรถ EV ในไทย ตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เตรียมพร้อมให้ไทยก้าวสู่ HUB การผลิตรถ EV ในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    กรมการค้าต่างประเทศเร่งหารือสองยานยนต์ยักษ์ใหญ่ในจีน เพิ่มการลงทุนผลิตและใช้ชิ้นส่วนรถ EV ในไทย ตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เตรียมพร้อมให้ไทยก้าวสู่ HUB การผลิตรถ EV ในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (นางชนินทร หริ่มเจริญ) พร้อมด้วยคณะผู้แทนกรมฯ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง และมหานครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงวันที่ 21 – 24 กันยายน 2569 เพื่อประชุมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ร่วมกับ Great Wall Motor Co., Ltd. (GWM) และ SAIC Motor Co., Ltd. สองผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ในจีน ตลอดจนโอกาสการขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า และแนวทางการลดอุปสรรคทางการค้าในตลาดเป้าหมาย

    นางอารดาฯ กล่าวว่า ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างใกล้ชิด และจีนเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนจากจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ผลิตรถ EV ในภูมิภาค โดยการเดินทางไปจีนในครั้งนี้กรมฯ ได้ชื่นชมที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญด้านการผลิตที่ได้คุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และขอบคุณบริษัทฯ ที่ได้เข้ามาลงทุนในไทยและสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่การผลิต และได้เชิญชวนทั้งสองบริษัทขยายการลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนวัตถุดิบหลักที่เป็นหัวใจในการผลิตรถ EV อาทิ แบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบควบคุมอัจฉริยะ การพัฒนาซอฟท์แวร์ และการออกแบบ เป็นต้น ซึ่งกรมฯ แสดงความพร้อมเป็นหน่วยงานกลางประสานผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่มีศักยภาพและมีการผลิตในระดับมาตรฐานสากล เพื่อนำพาไปสู่การค้าที่ยั่งยืน และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกมองเป็นทางผ่านสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศที่สาม

    นางอารดาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า การหารือในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเชิงรุกของกรมการค้าต่างประเทศโดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง ในการสร้างความเข้าใจกับนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างประเทศให้เข้าใจถึงความสำคัญด้านถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งในปัจจุบันนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการเข้าถึงตลาดประเทศของคู่ค้า ดังนั้น หากนักลงทุนให้ความร่วมมือในการเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) จะทำให้มีการเชื่อมโยงพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศร่วมกัน (Win-Win Co-Creation) นำไปสู่การเติบโตพร้อมกันอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติการค้า World Trade Atlas พบว่า ในปี 2568 ไทยมีการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มูลค่า 478.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) มูลค่า 266.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.32 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1058621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lZc1ZvpfU4_uTGreyX411

  • เปิดงาน “มหัศจรรย์ของดี วิถีสร้างสรรค์” รวม 70 บูธ OTOP ดันเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    เปิดงาน “มหัศจรรย์ของดี วิถีสร้างสรรค์” รวม 70 บูธ OTOP ดันเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2569 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายวิทศักดิ์ จำเริญนุสิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการส่งเสริมช่องทางการตลาดและแสดงสินค้าของดีจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้ธีม “มหัศจรรย์ของดี วิถีสร้างสรรค์ สุราษฎร์ธานี” ตามโครงการพัฒนายกระดับสินค้าและบริการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีนายพิชัย มณีลาภ พัฒนาการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน โดยนายวิทศักดิ์กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการสร้างโอกาสให้ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ OTOP ได้พัฒนาศักยภาพ เพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้ รวมทั้งเปิดโอกาสให้เกิดการเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

    ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินงานสอดคล้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของกรมการพัฒนาชุมชน โดยมุ่งส่งเสริมผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ควบคู่กับการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ผ่านการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า และขยายช่องทางการตลาด รวมถึงการใช้สื่อดิจิทัลและการเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ ด้านนายพิชัย มณีลาภ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ OTOP ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตลอดจนพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการ การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงทางธุรกิจ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ภายในงานมีผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP รวมถึงชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า จำนวน 70 ราย/บูธ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์และของดีจากชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดระยะเวลาการจัดงาน

    สำหรับกิจกรรม “มหัศจรรย์ของดี วิถีสร้างสรรค์ สุราษฎร์ธานี” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–27 กันยายน 2569 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เวลา 10.00–20.00 น. ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วมชม ชิม ช้อป สินค้าของดีจากชุมชน พร้อมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและกิจกรรมส่งเสริมการขายตลอดการจัดงาน จังหวัดสุราษฎร์ธานีขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนและสินค้าของผู้ประกอบการ OTOP เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสทางการตลาด ส่งเสริมรายได้ และขับเคลื่อน “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1701738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rd1U_imbV_TZM4BDWf4gi

  • กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาร์เจนตินาเดือนก.ค. หดตัว 1.4% หลังภาคค้าปลีก-การผลิตชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    กิจกรรมทางเศรษฐกิจอาร์เจนตินาเดือนก.ค. หดตัว 1.4% หลังภาคค้าปลีก-การผลิตชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอาร์เจนตินา (INDEC) รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) ว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาในเดือนก.ค. ลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    ตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจของอาร์เจนตินาออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1.8% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนมิ.ย. ที่มีการขยายตัว 2.7%

    ดัชนีประมาณการกิจกรรมทางเศรษฐกิจรายเดือน (EMAE) ซึ่งเก็บข้อมูลภาคเศรษฐกิจรวม 15 ภาคส่วน ระบุว่า มี 8 ภาคส่วนที่การเติบโตลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นำโดยภาคการค้าส่ง การค้าปลีก และบริการซ่อมแซม ซึ่งลดลง 5.1% และภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งลดลง 4.6%

    ส่วนอีก 7 ภาคส่วนที่เหลือขยายตัวเพิ่มขึ้นในเดือนก.ค. นำโดยภาคการประมง ซึ่งเพิ่มขึ้น 425.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และภาคการทำเหมืองแร่และเหมืองหิน ซึ่งเพิ่มขึ้น 8.4%

    ทั้งนี้ รัฐบาลของประธานาธิบดีฆาบิเอร์ มิเลย์ ซึ่งมีกำหนดการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2570 ได้ปรับลดรายจ่ายภาครัฐลงอย่างมากเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ พร้อมกับดำเนินการเพื่อฟื้นฟูการเติบโตในภาคอุตสาหกรรม ภาคการบริโภค และภาคการก่อสร้าง

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/654370&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TctTklG1j9zlzZqRoUjba

  • SCGC ผ่านมาตรฐาน มอก. 9999 นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารธุรกิจต่อเนื่อง | เดลินิวส์

    SCGC ผ่านมาตรฐาน มอก. 9999 นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้บริหารธุรกิจต่อเนื่อง | เดลินิวส์

    เอสซีจี เคมิคอลส์ หรือ SCGC และ 12 บริษัทในกลุ่มธุรกิจ SCGC ได้ผ่านมาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม มอก. 9999 โดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งมอก. 9999 เป็นการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในองค์กรธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมในการบริหารและการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและประสิทธิภาพ ความเสี่ยง สังคม สิ่งแวดล้อม และเสริมภูมิคุ้มกันให้องค์กร พร้อมทั้งรับการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน โดยมี นายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (สรอ.) หรือ MASCI เป็นผู้มอบประกาศนียบัตรรับรอง และนายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC พร้อมทั้งกรรมการผู้จัดการทั้ง 12 บริษัท เป็นผู้รับมอบ

    มอก.9999 หรือมาตรฐานแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม โดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับองค์กรธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ผ่านหลัก “3 ห่วง 2 เงื่อนไข” ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ภายใต้เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรที่ผ่านมาตรฐาน มอก. 9999 จะสามารถรู้เท่าทัน เตรียมพร้อม ปรับตัว และตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในโลกที่มีความเสี่ยงและมีความผันผวนมากขึ้น การมี “ภูมิคุ้มกัน” จะทำให้องค์กรสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน มองเห็นโอกาสใหม่ และเดินหน้าธุรกิจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC กล่าวว่า “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อนำมาใช้ในการบริหารธุรกิจ ไม่ได้หมายถึงการหยุดเติบโตหรือไม่ต้องแข่งขัน แต่คือการเติบโตอย่างมีเหตุผล รอบคอบ และมีภูมิคุ้มกัน หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการโดยประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง รู้ศักยภาพของตนเอง มองเห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดยนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล เพื่อให้องค์กรเดินหน้าอย่างรอบคอบ เท่าทันสถานการณ์ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเติบโตอย่างมั่นคง”

    “ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การไม่ปรับตัวนับเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจเช่นกัน SCGC จึงให้ความสำคัญกับการรักษาความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรม มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐานในการวางแผนและตัดสินใจ พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบ เพื่อให้องค์กรรู้เท่าทันทั้งโอกาสและความเสี่ยง ปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมเติบโตอย่างสมดุล มั่งคั่ง และยั่งยืน” นายศักดิ์ชัยกล่าวเสริม

    โดยบริษัทที่ผ่านมาตรฐาน มอก. 9999 ในครั้งนี้ประกอบด้วย บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) บริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด บริษัทไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) บริษัททีพีซี เพสต์ เรซิน จำกัด บริษัทไทยโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัทมาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด บริษัทระยอง เทอร์มินัล จำกัด บริษัทระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด บริษัทเร็ปโก เมนเทนแนนซ์ จำกัด บริษัทอาร์ไอแอล 1996 จำกัด บริษัทระยองไปป์ไลน์ จำกัด บริษัทนวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด และบริษัทมาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6220449/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00dFY8HNOu20LCXGqC3W2u

  • “สันติธาร” ชี้ไทยเข้า OECD ยกเครื่องกติกา ชูคุณภาพแทนแข่งลดภาษี

    “สันติธาร” ชี้ไทยเข้า OECD ยกเครื่องกติกา ชูคุณภาพแทนแข่งลดภาษี

    ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยในบทสัมภาษณ์พิเศษ ว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อเข้าเป็น สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ถือเป็นวาระระดับประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานภาคธุรกิจ แต่ยังเป็นโอกาสปฏิรูปกฎกติกาและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทย

    ทั้งนี้ การเข้า OECD เปรียบเสมือนประเทศไทยกำลังตัดสินใจเรียนต่อหลักสูตรปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) เพื่อพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำ การวางแผนกลยุทธ์ และการจัดการองค์กรในระดับสากล โดยไทยจะเริ่มพัฒนาและยกระดับมาตรฐานด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวันที่ได้รับการรับรอง

    ขณะเดียวกัน กติกาภาษีโลกยุคใหม่ภายใต้กรอบ OECD ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันลดภาษี มาเป็นการแข่งขันด้วยคุณภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศกำลังพัฒนามักเสียเปรียบและถูกกดดันจากทุนข้ามชาติให้ลดหย่อนภาษีลงอย่างต่อเนื่อง

    ดร.สันติธารกล่าวว่า กติกาดังกล่าวจะเป็น “หลังพิง” ให้ภาครัฐในการกำหนดนโยบายภาษีตามเกณฑ์สากล ขณะที่ผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ระบุว่า การลดภาษีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพได้

    “สิ่งที่กลุ่มทุนระดับโลกต้องการอย่างแท้จริง คือ กฎหมายที่โปร่งใส แรงงานที่มีทักษะสูง และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม เพื่อร่วมสร้างการเติบโตและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศระยะยาว” ดร.สันติธาร กล่าว

    สำหรับศักยภาพในการดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ ไทยมีจุดแข็งจากการเป็นพื้นที่เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ หรือ “Trusted Connector” ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก เนื่องจากมีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงได้คล่องตัว และแรงงานฝีมือที่สั่งสมประสบการณ์จากการเป็นฐานการผลิตระดับโลก

    ส่วนจุดอ่อนสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือ คุณภาพของกฎหมายและกฎระเบียบที่ยุ่งยากซับซ้อน หากไทยปรับปรุงให้ชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐาน OECD จะช่วยลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ โดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการจูงใจทางภาษีเช่นในอดีต

    ในส่วนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การปรับตัวสู่มาตรฐานสากลจะช่วยลดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันกับกลุ่มทุนสีเทา และช่วยรับมือสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเท่าเทียมกัน โดย OECD มีความยืดหยุ่นและคำนึงถึงข้อจำกัดของ SMEs

    ผู้ประกอบการรายย่อยยังมีโอกาสเข้าถึงระบบการเงินที่มีคุณภาพและโปร่งใสมากขึ้น ได้รับความคุ้มครองจากการเอารัดเอาเปรียบ และมีเครื่องมือปรับตัวเพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

    สำหรับประชาชนทั่วไป การยกระดับสู่มาตรฐาน OECD จะส่งผลเชิงบวกใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. ประสิทธิภาพภาครัฐ การติดต่อขอใบอนุญาตต่าง ๆ จะโปร่งใส สะดวก และรวดเร็วขึ้น พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล 2. คุณภาพการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการสนับสนุนการพัฒนาทักษะเดิม (Upskill) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงจาก AI

    และ 3. โอกาสการมีงานทำและอำนาจต่อรองในการจ้างงาน จากการเข้ามาของบริษัทข้ามชาติชั้นนำในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะเพิ่มจำนวนนายจ้างที่มีคุณภาพและช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นเครื่องหมายสร้างความเชื่อมั่น หรือ “OECD Stamp” ให้คนไทยและธุรกิจไทยก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/866504&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Iij2FEYQN_HDW4hmaNX-S

  • เศรษฐกิจตึง คนควานหาสภาพคล่อง ‘เงินให้ใจ’ เผยสินเชื่อรถแลกเงินพุ่ง 8.8% ในครึ่งแรกปี 2569 จากเทรนด์ผู้ประกอบการ ต่อยอดธุรกิจ ในยุคสินเชื่อปล่อยยาก

    เศรษฐกิจตึง คนควานหาสภาพคล่อง ‘เงินให้ใจ’ เผยสินเชื่อรถแลกเงินพุ่ง 8.8% ในครึ่งแรกปี 2569 จากเทรนด์ผู้ประกอบการ ต่อยอดธุรกิจ ในยุคสินเชื่อปล่อยยาก

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความตึงตัว ทำให้ผู้คนและธุรกิจพากันควานหาสภาพคล่อง ‘เงินให้ใจ’ เผยสินเชื่อรถแลกเงินพุ่ง 8.8% ในครึ่งแรกปี 2569 จากดีมานด์ผู้ประกอบการที่ต้องการต่อยอดธุรกิจเป็นหลัก

    ชลารัตน์ พินิจเบญจพล Executive Chairman บริษัท กสิกร อินเวสเจอร์ จำกัด (KIV) และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เงินให้ใจ จำกัด เปิดเผยว่า แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจยังเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน แต่ความต้องการใช้เงินทุนเพื่อต่อยอดอาชีพ เสริมสภาพคล่อง และสร้างโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบอาชีพยังคงมีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากพอร์ตสินเชื่อของเงินให้ใจที่ปัจจุบันมีมูลค่ารวมกว่า 23,900 ล้านบาท ณ เดือนมิถุนายน 2569 เติบโตขึ้น 8.8% จากเดือนธันวาคม 2568

    ชลารัตน์ยังกล่าวว่า ‘เงินให้ใจ’ จะรักษาทิศทางการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง โดยคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อ (Loan Growth) ทั้งปี 2569 นี้อาจแตะระดับเลขสองหลัก (Double Digit) หรือราว 10% ต้นๆ ซึ่งนับเป็นอัตราสูงกว่าตลาดในภาพรวมซึ่งปัจจุบันขยายตัวราว 4-5% เท่านั้น

    “เรามองว่าสินเชื่อรถแลกเงินมีโอกาสเติบโตเยอะ แต่คนปล่อยอาจจะไม่ได้เยอะมาก เห็นได้จากช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ สินเชื่อรถแลกเงินโตเป็นเลขสองหลัก (Double Digit) แต่ปัจจุบัน ภาพรวมตลาดอยู่ราว 4-5% เท่านั้น”

    รถยนต์และกราฟแสดงการเติบโต สื่อถึงสินเชื่อรถแลกเงินเพื่อธุรกิจ 1

    นอกจากนี้ ท่ามกลางการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ชลารัตน์เปิดเผยว่าหนี้เสีย (NPL) ของบริษัทอยู่ระดับราว 2% เท่านั้น และยังกำหนดเป้าหมายหนี้เสียทั้งปีนี้ไม่ให้เกิน 2 5%

    อย่างไรก็ตาม ชลารัตน์กล่าวว่า เป้าหมายดังกล่าวยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยความท้าทายของอุตสาหกรรมภาพรวม ได้แก่ ภาระหนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับ และ ความสามารถในการชำระหนี้ยังมีความเสี่ยง เป็นการสร้างความกังวลให้ผู้ปล่อยกู้ในแง่ของคุณภาพหนี้

    รวมไปถึงความผันผวนของราคารถยนต์มือสอง จากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาถูก ส่งผลกระทบต่อราคารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเดิม ทำให้ราคารถยนต์มือสองในตลาดเกิดความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา

    โดยกลุ่มที่น่ากังวลด้านความสามารถในการชำระหนี้ ได้แก่ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และ ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอ ไปจนถึงกลุ่มที่นำเงินไปใช้ไม่ตรงวัตถุประสงค์ และการกู้เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายบริโภค หรือใช้เงินแบบไม่มีแผนงานต่อยอดธุรกิจที่ชัดเจน

    ‘เงินให้ใจ’ เปิดข้อมูลรถ 45 ล้านคันในไทย ชี้นำมากู้อยู่แค่หยิบมือ

    อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน ‘เงินให้ใจ’ ยังมองเห็นช่องโหว่และโอกาสอีกมากในอุตสาหกรรมการเงินไทยที่ยังคงมีกลุ่มผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงหรือเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเงินยากอยู่ ท่ามกลางภาวะที่การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินชะลอตัว

    ชลารัตน์กล่าว “ในภาคการเงินยังคงมีกลุ่มผู้ที่เข้าถึงบริการทางการเงินหรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากอยู่ (Underserved) จึงนับเป็นภารกิจระดับชาติที่ทุกสถาบันการเงินต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา เนื่องจากกลุ่ม Underserved ถือเป็นอีกกลุ่มที่ขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดย่อย และ SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่เรามองว่า จริงๆ ยังมีโอกาส (Opportunity) อีกเยอะ”

    โดยเฉพาะในตลาดสินเชื่อรถแลกเงิน เนื่องจากตามข้อมูลของเงินให้ใจพบว่า ในประเทศไทยมีรถยนต์อยู่ราว 45 ล้านคัน ในจำนวนนี้เกือบครึ่งเป็นรถที่อายุไม่เยอะ โดยรถที่มีอายุไม่ถึง 10 ปีมีอยู่มากกว่า 20 ล้านคัน และมีการกู้อยู่แค่ 2-3 ล้านคันเท่านั้น

    ดังนั้น จากตัวเลขดังกล่าว ‘เงินให้ใจ’ จึงเห็นว่ายังมี ‘ช่องโหว่’ และ ‘โอกาส’ อยู่ โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการและธุรกิจที่อยากแปลงสินทรัพย์เป็นเงินทุนเพื่อขยายกิจการและเติบโต

    พลิกมุมมองสินเชื่อรถแลกเงิน ชี้ลูกค้ากว่า 80% คือผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่กู้ฉุกเฉิน

    ชลารัตน์กล่าวต่อว่า “บางคนอาจจะมองว่า ‘รถแลกเงิน’ เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับคนที่ต้องการ ‘เงินด่วน’ มากๆ หรือเดือดร้อนจริงๆ อยากให้เปลี่ยนมุมมองเรื่องนี้ เพราะเราก็เปลี่ยนมุมมองเรื่องนี้ เนื่องจากยังมีลูกค้าอีกหลายกลุ่มมาก ทั้งลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย ไปจนถึงผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อย ที่ไม่ได้อยากได้เงินฉุกเฉินอย่างเดียว แต่อยากกู้เงินเพื่อขยายธุรกิจ หลังจากในช่วงที่ผ่านมา สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อยากขึ้น ‘รถแลกเงิน’ จึงเป็นอีกทางเลือก”

    ‘เงินให้ใจ’ ยังเปิดเผยว่า ปัจจุบันลูกค้า 80-90% เป็นผู้ประกอบการที่เข้ามาพร้อมแผนการใช้เงินต่อยอดเงินธุรกิจ ขณะที่อีก 10% จะเป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์การใช้สินเชื่อเนื่องจากเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือต้องการเงินทุน

    โดยผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าของ ‘เงินให้ใจ’ มีตั้งแต่ขนาดเล็กถึงใหญ่ เริ่มตั้งแต่ผู้ประกอบการที่มีรถกระบะ 1 คัน ไปจนถึงรายที่มีรถบรรทุกแบบ 10 คัน เป็นต้น

    รถยนต์และกราฟแสดงการเติบโต สื่อถึงสินเชื่อรถแลกเงินเพื่อธุรกิจ 2

    เศรษฐกิจตึง ดัน ‘สินเชื่อรถแลกเงิน’ เปิดมุมมองภาพรวมตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ

    ชลารัตน์กล่าวต่อว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่เรียกว่า ‘ตึงสำหรับทุกคน’ ทำให้ความต้องการสินเชื่อในตลาดภาพรวมเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การให้สินเชื่อของสถาบันการเงินยังปล่อยยากอยู่ เนื่องจากภาระหนี้สินครัวเรือนภาพรวมที่ยังอยู่ในระดับสูง

    อย่างไรก็ตาม ชลารัตน์มองว่า สินเชื่อ ‘รถแลกเงิน’ ยีงมีโอกาสมากกว่าสินเชื่อประเภทอื่น เนื่องจากให้ความคล่องตัวใกล้เคียงกับสินเชื่อส่วนบุคคล แต่มีจุดแข็งคือ มีรถยนต์เข้ามาเป็น ‘หลักประกัน’ ทำให้ช่วยลดความเสี่ยงและความสูญเสียของผู้ปล่อยกู้ได้

    นอกจากนี้ ลักษณะของผู้มีรถยนต์ (Character) ยังสะท้อนว่าเป็นผู้มีวินัยทางการเงินในอดีต เช่น จากการที่ลูกค้าผ่อนชำระรถยนต์จนได้เป็นเจ้าของ และเป็นผู้มีความหวงแหนทรัพย์สิน เหตุรถยนต์ส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินสร้างรายได้ ลูกค้าจึงมีความตั้งใจและหวงแหนที่จะชำระหนี้เพื่อรักษารถไว้

    “มองว่าปัจจุบันตลาดสินเชื่อรถแลกเงิน ‘ใหญ่มาก’ เนื่องจากมีลูกค้าที่มีรถตั้ง 45 ล้านคันในปัจจุบัน แต่กู้อยู่แค่ 2 ล้านคันเท่านั้น ดังนั้น กลยุทธ์จึงอยู่ที่ว่า ใครเลือกลูกค้าได้ถูกต้อง ใครให้ราคาลูกค้าได้เหมาะสม ให้ลูกค้าอยู่ได้ แล้วก็ทำธุรกิจเพื่อนำเงินกลับมาชำระได้ ใครได้ลูกค้าดีกว่า ก็น่าจะโตกว่า”

    เปิดแผนการขยายธุรกิจของ ‘เงินให้ใจ’ ในระยะต่อไป

    ชลารันต์ยังกล่าวว่า ในระยะต่อไป ‘เงินให้ใจ’ ยังต้องการเพิ่มช่องทางของตัวเองมากขึ้น โดยมีการวางแผนเปิดสาขาของเงินให้ใจเอง ผสมกับช่องทางออนไลน์ จากเดิมที่เน้นเสนอขายผ่านเครือข่ายสาขาของธนาคารกสิกรไทยเป็นหลัก เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงลูกค้ายุคใหม่ ควบคู่กับการให้พนักงานเข้าไปพูดคุยและดูแล เนื่องจากสินเชื่อยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการการบริการและทำความเข้าใจรายบุคคล

    นอกจากนี้ ยังวางแผนการขยายกลุ่มเป้าหมาย ขยายขอบเขตประเภทรถ ผ่านการพิจารณาขยายการรับจำนำหรือโอนเล่มไปยังกลุ่มรถที่ผู้ให้บริการรายอื่นอาจจะไม่ค่อยรับ เช่น รถเก่า

    ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ‘เงินให้ใจ’ ได้ประกาศแผนกลยุทธ์ธุรกิจปี 2569 เปิดสาขาเงินให้ใจรูปแบบสแตนด์อโลนเป็นครั้งแรก นำร่อง 2 สาขาหลักไตรมาสแรกปี 2569 “บางบัวทองและลาดกระบัง” และขยายเป็น 250 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2571 ภายใต้แนวคิด “ป่าล้อมเมือง”

    ชลารันต์ยังทิ้งท้ายว่า ‘เงินให้ใจ’ ไม่ได้ตั้งเป้าหมายหลักในเชิงปริมาณ (Volume) หรือตัวเลขส่วนแบ่งตลาด (Market Share) แต่เน้นบริหารผลตอบแทนพร้อมๆ กับคุมความเสี่ยง โดยเน้นขยายตัวในกลุ่มลูกค้าที่ทำกำไรได้จริงและบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดี แทนการเน้นเพิ่มปริมาณสินเชื่อเพียงอย่างเดียว

    สำหรับบริษัท เงินให้ใจ จำกัดก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 และถือหุ้น 100% โดยบริษัท กสิกร อินเวสเจอร์ จำกัด บริษัทโฮลดิ้งในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โดยประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับประเภทสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (จำนำเล่มทะเบียนรถ) และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (โอนเล่มทะเบียนรถ) เป็นหลัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ngen-hai-jai-car-loan-growth-entrepreneurs/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W13yDFKJj2ibaVFPK0FnR