Category: เศรษฐกิจ

  • นายกรัฐมนตรีนำข้อเสนอจากเวที ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ ไปผลักดัน ตั้งบอร์ดร่วมภาครัฐ-เอกชน ติดตามผลใน 6 เดือน

    นายกรัฐมนตรีนำข้อเสนอจากเวที ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ ไปผลักดัน ตั้งบอร์ดร่วมภาครัฐ-เอกชน ติดตามผลใน 6 เดือน

    โฆษกรัฐบาลยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีเตรียมนำข้อเสนอจากเวที ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผลักดันเข้าสู่การขับเคลื่อนจริงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผลประโยชน์ถึงมือประชาชนทุกระดับ พร้อมนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน

    รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุในวันนี้ (17 พฤษภาคม) ว่า จากเวทีดังกล่าวซึ่ง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมครอบคลุม ธนาคาร โรงแรม ท่องเที่ยว ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ปิโตรเลียม เกษตร ค้าปลีกและสินค้าอุปโภค/บริโภค เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ หรือ Action Plan ที่ชัดเจน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    นายกรัฐมนตรีมีดำริให้นำข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชนในเวทีครั้งนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ข้อเสนอแต่ละด้านมีหน่วยงานรับผิดชอบ และถูกนำไปขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงการรับฟังในห้องประชุม

    โฆษกรัฐบาลระบุว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติธุรกิจ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประชาชนทุกระดับ อาทิ

    • การเติบโตของภาคธุรกิจรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงการผลักดันเศรษฐกิจใหม่ เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง จะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน
    • ข้อเสนอให้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำ และพลังงานสะอาด จะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ ทำให้ค่าไฟมีเสถียรภาพ เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดปี ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และลดค่าครองชีพในระยะยาว
    • ข้อเสนอการปรับปรุงกฎระเบียบและเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดึงดูดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและโอกาสของประชาชนในระยะยาว
    • จากการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, High Technology และอุตสาหกรรมสีเขียว จะเกิดงานทักษะสูงรายได้สูง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงอาชีพใหม่ และช่วยให้SME แข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมกระจายรายได้ไปถึงชุมชนและท้องถิ่น ไม่กระจุกอยู่แค่เมืองใหญ่
    • รัฐบาลรับทราบปัญหา SME โดยเฉพาะรายย่อย (Micro SME) ที่ยังเข้าไม่ถึงมาตรการของรัฐ และแหล่งเงินกู้ ซึ่งช่วยให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือในอนาคตอยากตรงจุด ควบคู่กับการสร้างการแข่งงขันที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยอยู่รอดและรักษาการจ้างงานไดอย่างยั่งยืน

    โฆษกรัฐบาลย้ำว่า ข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเรื่องสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลผลักดันอยู่ แต่ยังมีรายละเอียดที่ต้องทำร่วมกัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดผลโดยเร็ว รัฐบาลจะเดินหน้าจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) พร้อมสร้างระบบ Dashboard ติดตามผลทุกมาตรการ และนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

    “การเปิดรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนครั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้รัฐบาลออกนโยบายได้ตรงจุดและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งผลักดันข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ทั้งในชีวิตประจำวันและในระยะยาวของประเทศ” รัชดากล่าว

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-business-proposals-joint-board-follow-up/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s90odd9PQOfe5l2n02eRH

  • พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เดิมพันใหญ่ “รัฐบาลอนุทิน 2”

    พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เดิมพันใหญ่ “รัฐบาลอนุทิน 2”

    การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ของรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่เรียกว่า “รัฐบาลอนุทิน 2”  เพื่อรับมือวิกฤติพลังงานและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและกฎหมายที่อาจสร้าง “บรรทัดฐานใหม่” ให้กับระบบการคลังและดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติของไทย

    หลังฝ่ายค้านยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ล่าสุด 13 พ.ค. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว พร้อมชะลอการบรรจุวาระเข้าสภาฯ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

    สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ไม่ใช่เพียงมาตรการทางเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กำลังถูกจับตาในฐานะ “บททดสอบสำคัญ” ของการใช้อำนาจฝ่ายบริหารภายใต้รัฐธรรมนูญ

    ม.172 กับนิยามคำว่าฉุกเฉิน

    หัวใจสำคัญของข้อถกเถียงอยู่ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งเปิดช่องให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ได้ เฉพาะในกรณี “ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือ ป้องกันภัยพิบัติ

    ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชน เห็นว่า แม้รัฐบาลจะอ้างผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง และความผันผวนของราคาพลังงานโลก แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าประเทศกำลังเผชิญ “วิกฤติร้ายแรง” ถึงขั้นต้องใช้อำนาจพิเศษข้ามกระบวนการนิติบัญญัติ

    โดยเฉพาะโครงการในกลุ่ม “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สถานีชาร์จ คาร์บอนเครดิต และ การพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งถูกมองว่าเป็นนโยบายโครงสร้างระยะยาว มากกว่าจะเป็นมาตรการฉุกเฉินเฉพาะหน้า

    ฝ่ายค้านจึงตั้งคำถามสำคัญว่า หากนโยบายระยะยาวสามารถใช้อำนาจ พ.ร.ก.ได้ในวันนี้ ต่อไปรัฐบาลจะสามารถอ้าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” เพื่อกู้เงินทำโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ โดยไม่ผ่านการพิจารณาอย่างละเอียดของรัฐสภาได้หรือไม่

    หนีสภา Plus หรือข้อเท็จจริง?

    นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นิยามปรากฏการณ์นี้ว่า “หนีสภา Plus” โดยมองว่า รัฐบาลกำลังใช้สองยุทธวิธีพร้อมกัน

    ยุทธวิธีแรก คือ การใช้ พ.ร.ก. แทนการตราเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบและอภิปรายโดยละเอียดในสภา

    ยุทธวิธีที่สอง คือ การ “มัดรวมงบประมาณ” สองก้อนที่มีวัตถุประสงค์ต่างกันไว้ในกฎหมายเดียว ได้แก่ งบเยียวยาประชาชน 200,000 ล้านบาท และ งบเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้านบาท

    ฝ่ายค้านมองว่า การรวมสองส่วนเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้คัดค้านนโยบายพลังงานระยะยาว ถูกกดดันทางการเมือง เพราะหากโหวตไม่เห็นชอบ อาจถูกตีความว่า “ไม่ต้องการช่วยประชาชน”
    ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่า ทั้งสองส่วนมีความเชื่อมโยงกันในเชิงเศรษฐกิจ และสามารถบริหารจัดการร่วมกันได้

    รัฐบาลโต้เศรษฐกิจรอไม่ได้ 

    ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงว่า การกู้เงินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน 

    รัฐบาลมองว่า วิกฤติพลังงานโลกส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง ทั้งต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น การเยียวยาประชาชนและการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด จึงต้องทำควบคู่กัน ไม่สามารถแยกจากกันได้

    นายปกรณ์ยังเปรียบเทียบกระทรวงการคลังว่าเป็น “แม่บ้านของประเทศ” ที่รู้ดีที่สุดว่า เมื่อใดควรกู้ และเมื่อใดจำเป็นต้องใช้เงิน เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจสะดุด

    พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลมั่นใจในข้อกฎหมาย และหากท้ายที่สุด พ.ร.ก.ไม่ผ่านความเห็นชอบ คณะรัฐมนตรีพร้อมแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

    “เรื่องจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่ด่วนรัฐบาลไม่ทำหรอกครับ เพราะมันเป็นการบายพาสสภา ผลของมันร้ายแรง ถ้าไม่ผ่านหรือมีปัญหาขึ้นมารัฐบาลลาออกนะ ทุกคนต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว” นายปกรณ์ ระบุ

    เตือนบรรทัดฐานอันตราย 

    อีกด้านหนึ่ง นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา วิเคราะห์ว่า การออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ มีลักษณะ “ลูกผสม” ระหว่างมาตรการระยะสั้น กับ นโยบายระยะยาว ซึ่งมีสถานะทางรัฐธรรมนูญแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

    พร้อมมองว่า การเยียวยาประชาชนจากราคาพลังงาน ยังพออธิบายได้ในเชิง “ความจำเป็นเร่งด่วน” แต่การลงทุนด้าน EV หรือ เศรษฐกิจสีเขียว เป็นเรื่องที่ควรผ่านกระบวนการงบประมาณปกติ

    เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญเปิดทางให้ตีความกว้างเกินไป ในอนาคตรัฐบาลอาจใช้อำนาจ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างอื่นๆ ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น AI, Soft Power หรือ Smart City ซึ่งจะทำให้บทบาทการตรวจสอบของรัฐสภาอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ

                                    พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เดิมพันใหญ่ “รัฐบาลอนุทิน 2”

    3 แนวทางวินิจฉัยศาลรธน.

    สำหรับแนวทางการวินิจฉัย “พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน” ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มี 3 แนวทาง ประกอบด้วย 

    ทางออกที่ 1: ศาลวินิจฉัยว่าขัดมาตรา 172 ทั้งฉบับ พ.ร.ก. ตกไป -รัฐบาลเผชิญวิกฤติศรัทธาและการลาออก

    ทางออกที่ 2: ศาลวินิจฉัยว่าไม่ขัด – รัฐบาลเดินหน้าต่อ แต่ถูกวิจารณ์เรื่องการลดทอนบทบาทรัฐสภา

    ทางออกที่ 3: วินิจฉัยให้ตกไปเฉพาะส่วนที่เป็นนโยบายระยะยาว แต่ให้ส่วนเยียวยาเดินหน้าต่อ 

    ทั้งนี้นักกฎหมายบางส่วนมองว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจเลือกใช้แนวทาง “วินิจฉัยเฉพาะบางส่วน” โดยให้มาตรการเยียวยาที่มีลักษณะเร่งด่วนยังคงอยู่ แต่ให้ส่วนที่เป็นนโยบายระยะยาวตกไป

    แต่ปัญหาคือ โครงสร้างของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ถูกออกแบบให้วงเงินและกลไกเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด จนอาจยากต่อการแยกพิจารณา

    นั่นหมายความว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ อาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แต่จะกลายเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ของระบบกฎหมายการคลังไทยในระยะยาว

    เดิมพันใหญ่ของรัฐบาล

    ในทางการเมือง คดีนี้ถือเป็นเดิมพันสำคัญของรัฐบาล เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงแต่จะกระทบต่อโครงการพลังงานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลโดยตรง

    ขณะเดียวกัน หากศาลรับรองการใช้อำนาจครั้งนี้ ก็อาจกลายเป็น “แบบอย่างใหม่” ที่เปิดทางให้รัฐบาลในอนาคตใช้อำนาจพิเศษทางการคลังได้กว้างขึ้น

    และนั่นทำให้ “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่คือ การต่อสู้เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจรัฐภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญไทยในอนาคต

                                +++++++++

    ย้อนคำวินิจฉัยศาล รธน.คดีกู้เงิน

    กรณี “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยเกี่ยวกับกฎหมายกู้เงินของรัฐบาลที่ผ่านมา มีอยู่หลายคดีสำคัญที่กลายเป็น “บรรทัดฐาน” ให้ใช้เทียบเคียงกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นว่า “เข้าข่ายเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

    1. คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้าน “บริหารจัดการน้ำ” ปี 2555

    รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท หลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เพื่อฟื้นฟูประเทศและวางระบบบริหารจัดการน้ำ

    ฝ่ายค้านในขณะนั้น นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นให้ศาลฯ ตีความว่า การออก พ.ร.ก.ดังกล่าว “มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่” และเข้าข่ายหลีกเลี่ยงกระบวนการออกกฎหมายปกติหรือไม่

    สุดท้าย 22 ก.พ. 2555 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้าน “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” เพราะประเทศเพิ่งเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนในวงกว้าง ถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินและมีความจำเป็นรีบด่วน

    จุดสำคัญของคำวินิจฉัยคือ ศาลให้ “น้ำหนักดุลพินิจฝ่ายบริหาร” ค่อนข้างมาก หากรัฐบาลสามารถชี้ให้เห็นว่าเกิดวิกฤติจริงและต้องดำเนินการทันที

    2. คดี พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ปี 2557

    รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม

    แม้ครั้งนี้จะไม่ใช่ “พ.ร.ก.” แต่เป็นคดีสำคัญมาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญวางหลักเรื่อง “วินัยการคลัง” และการใช้เงินกู้นอกระบบงบประมาณ

    12 มี.ค. 2557 ศาลฯ วินิจฉัยให้กฎหมายดังกล่าว “ขัดรัฐธรรมนูญ” โดยให้เหตุผลว่า โครงการจำนวนมากเป็นแผนระยะยาว ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน และการกู้เงินมหาศาลควรเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกติ เพื่อให้รัฐสภาตรวจสอบได้

    คดีนี้จึงกลายเป็น “บรรทัดฐานตรงข้าม” กับคดี พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้าน เพราะศาลชี้ว่า หากเป็นโครงการระยะยาว หรือมีลักษณะลงทุนเชิงนโยบายทั่วไป รัฐบาลไม่ควรใช้กฎหมายพิเศษด้านการเงินมาหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

    3.คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ปี 2569

    ฝ่ายค้านกำลังใช้แนวคำวินิจฉัย “คดี 2 ล้านล้าน” มาเป็นฐานโต้แย้งว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านของรัฐบาลปัจจุบัน มีหลายโครงการที่เป็น “นโยบายระยะยาว” เช่น การเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือโครงการรถ EV ไม่ใช่เหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้า จึงอาจไม่เข้าเงื่อนไข มาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ

    ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามอ้างบรรทัดฐาน “คดีน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน” โดยชี้ว่า วิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง กระทบเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชนอย่างเร่งด่วน จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษทางการคลัง

    แนวโน้มที่น่าจับตา ศาลรัฐธรรมนูญมักดู 3 ประเด็นหลัก คือ 1.มีวิกฤติจริงหรือไม่ 2.จำเป็นต้องรีบดำเนินการจนรอกระบวนการออกกฎหมายปกติไม่ได้หรือไม่ 3.เงินกู้ถูกใช้เพื่อแก้วิกฤตเฉพาะหน้า หรือเป็น โครงการระยะยาวเชิงนโยบาย

    รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4201

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/659228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1icy39xbyEb7gZ4eGbpPqk

  • มร.ชม.ตามรอยปรัชญาวิถีเศรษฐกิจพอเพียง “ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์”

    มร.ชม.ตามรอยปรัชญาวิถีเศรษฐกิจพอเพียง “ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์”

    มร.ชม.ตามรอยปรัชญาวิถีเศรษฐกิจพอเพียง “ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์” การดำรงชีพอย่างชอบธรรม

    วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โดย อาจารย์เอกพงศ์ สุริยงค์ ประธานหลักสูตรศิลปะและการออกแบบ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พร้อมทีมงานร่วมลงพื้น ชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ อย่างต่อเนื่อง
    ลงพื้นที่ถ่ายทำวีดีโอ Step 4 โครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ โดยมี นายพิชิตไพร สำราญ นักวิชาการศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในเก็บการถ่ายวีดีโอในการนำเสนอท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ้านสหกรณ์ ชุมชนบ้านสหกรณ์ ตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

    เริ่มที่ 04.00 น.จุดนัดหมายที่ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เดินทางไปอำเภอแม่ออน ที่ “ม่อนพญานาคราช” ธรรมสถานม่อนพญานาคราช ที่สวยงามอยู่ติดริมถนน แล้วต้องมุมเปลี่ยนที่กระทันเนื่องฟ้าไม่เปิด ไปยังเนินเขาเล็ก “ม่อนเขากวาง” เป็นอีกจุดชมวิวที่มองทิวทัศที่สวยงาม

    ไปยัง วัดสหกรณ์ ๑ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวันพระ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ซึ่งเป็นวันพระที่ชาวพุทธนิยมทำบุญตักบาตร สวดมนต์ฟังธรรม มีพุทธสนิกชนไม่มาก มี นางศรีพร ศรีวิยศและนางเพชรสุภา นันชัย ทำสวนเกษตรภายในวัด ได้หญ้าปรับแต่งแปลงผักให้สวยงาม

    เข้าไปที่ ชุมชนบ้านสหกรณ์ ตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มี นายชัลวาลย์ เอกชัย “เขียนลายผ้า” ที่รับผลิตงานตามลูกค้าสั่งผลิต , นางแก้วลูน หม่องเฟย ที่ใช้พื้นที่บ้านปลูกพืชผักสวนครัวนานาชนิด ,นางนงคราญ ทรายมูล “ปักผ้า” และ นางมุกดา พิมใจ “ปักผ้า” ทั้งสองคนในปักผ้ามีแนวทางคนละสไตล์กันเลย , นางแก้วพา สุขศรี “เย็บผ้า” รับเย็บผ้าตามออเดอร์ของลูก , นายคำ สุขศรี “เลี้ยงกบและปลาดูก” ใช้พื้นบ้านสร้างเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ เลี้ยงง่ายโตไว ไว้รับประทานในครอบครัว ซึ้งปลาดุกนั้นเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย และโตไวไม่กี่เดียวก็สามารถทานได้ มาที่ นางวรารัตน์ ทาเปียง “กรวยดอก” การทำกรวยดอกไม้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดดอกไม้ เพื่อความสวยงามและความเป็นระเบียบในพิธีกรรมต่างๆ ในวัฒนธรรมล้านนา โดยเฉพาะในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบูชาและการแสดงความเคารพ ช่วยให้การจัดดอกไม้ดูสวยงามและเป็นระเบียบเรียบร้อย

    พักเที่ยงด้วยเมนูพื้นบ้านโดย นางแก้วลูน หม่องเฟย เชฟพื้นบ้าน กับเมนู ตำมะม่วง,ยำขนุน และผักสดลวกตามฤดูกาล มี ดอกแคนา,ผักชะอม,ผักเชียงดา

    ทีมงามร่วมรับประทานอาหารกับชุมชนทั้งอิ่มเอมใจ และสุขภาพกัน ในแบบวิถีพอเพียง
    เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตในทางสายกลาง โดย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชได้พระราชทานแนวคิดนี้มาเพื่อเพิ่มศักยภาพ และความรู้ความสามารถของทุกระดับ ตั้งแต่ตนเอง ครอบครัว ชุมชน หรือประเทศชาติ เพื่อให้ “ชุมชนบ้านสหกรณ์” สามารถรับมือได้กับทุกการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3935291/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K5f1kqv5AR6xOJH_Dc2vU

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา เจาะลึกภูมิทัศน์สิทธิบัตรโลก ชี้ “นวัตกรรมความยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิต” กำลังเป็นแกนหลักเศรษฐกิจใหม่ พลิกโอกาสไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวแห่งอนาคต

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เจาะลึกภูมิทัศน์สิทธิบัตรโลก ชี้ “นวัตกรรมความยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิต” กำลังเป็นแกนหลักเศรษฐกิจใหม่ พลิกโอกาสไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวแห่งอนาคต

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยบทวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีสิทธิบัตร “นวัตกรรมความยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิต” (Sustainable Innovation Beyond Living) ซึ่งได้เปลี่ยนบทบาทจากเทคโนโลยีทางเลือก ไปสู่การเป็นแกนหลักของระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันและอนาคต สะท้อนผ่านการยื่นจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีดังกล่าวทั่วโลกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่พลังงาน วัสดุ โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงเกษตรกรรม ซึ่งกำลังพัฒนาและเชื่อมโยงกันในหลายอุตสาหกรรม เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สอดรับทิศทางของโลกที่มุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาอย่างสมดุลในระยะยาว

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เจาะลึกภูมิทัศน์สิทธิบัตรโลก ชี้

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกในรอบ 20 ปี (2550-2569) จำนวนกว่า 793,093 กลุ่มสิทธิบัตร พบว่า เทคโนโลยีด้านความยั่งยืนเข้าสู่ช่วงเร่งตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลจากนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก การลงทุนด้านพลังงานสะอาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสีเขียวในหลายประเทศ ส่งผลให้จำนวนการยื่นจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเติบโตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่เกิดพร้อมกันในหลายกลุ่มเทคโนโลยี สะท้อนการเชื่อมโยงของนวัตกรรมในหลายอุตสาหกรรมที่กำลังพัฒนาไปพร้อมกัน กรมทรัพย์สินทางปัญญา เจาะลึกภูมิทัศน์สิทธิบัตรโลก ชี้

    เมื่อพิจารณาในมิติของผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมในระดับโลก พบว่า จีนเป็นประเทศที่มีจำนวนสิทธิบัตรสูงสุด (494,401 กลุ่มสิทธิบัตร) โดยมีบทบาทโดดเด่นทั้งด้านพลังงานสะอาดและวัสดุชีวภาพ ขณะที่ญี่ปุ่น (90,394 กลุ่มสิทธิบัตร) สหรัฐอเมริกา (58,403 กลุ่มสิทธิบัตร) และเกาหลีใต้ (45,177 กลุ่มสิทธิบัตร) มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนอินเดียเป็นประเทศที่น่าจับตามอง โดยเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน ทั้งนี้ สำหรับผู้เล่นรายสำคัญในระบบนวัตกรรมด้านความยั่งยืนมีหลากหลาย ทั้งบริษัทเอกชนในภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานรัฐ และสถาบันวิจัย ซึ่งจากข้อมูลพบว่า Toyota Jidosha KK จากญี่ปุ่นเป็นผู้นำอันดับ 1 (10,393 กลุ่มสิทธิบัตร) โดยมีจำนวนสิทธิบัตรใกล้เคียงกับอันดับ 2 อย่าง State Grid Corporation of China จากจีน (10,022 กลุ่มสิทธิบัตร) ตามด้วย Honda จากญี่ปุ่น (5,092 กลุ่มสิทธิบัตร) Toshiba จากญี่ปุ่น (4,203 กลุ่มสิทธิบัตร) Nissan จากญี่ปุ่น (3,972 กลุ่มสิทธิบัตร) รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีและพลังงานชั้นนำอีกหลายแห่ง ชี้ให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างอุตสาหกรรมยานยนต์และโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่าภูมิภาคเอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้อย่างแท้จริง

    นางอรมน กล่าวว่า เทคโนโลยีด้านความยั่งยืนสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่1) เทคโนโลยีวัสดุหมุนเวียนทางชีวภาพ (Circular & Bio-based) มีจำนวนกว่า 75,362 กลุ่มสิทธิบัตร(คิดเป็น 48.8% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน) ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบ แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ พลาสติกชีวภาพประเภท Polyhydroxyalkanoates (PHA) ที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากขึ้น พลาสติกชีวภาพ Polylactic Acid (PLA) ที่ผสมยางพาราและแป้งเทอร์โมพลาสติก เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ยืดหยุ่น และย่อยสลายได้เร็วขึ้น พลาสติกที่ผลิตจากชีวมวลสาหร่าย (Algae-Based Plastics) ซึ่งมีการปล่อยคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีการออกแบบวัสดุด้วย AI เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติของพอลิเมอร์ ทำให้สามารถพัฒนาวัสดุใหม่ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในระยะเติบโตและเริ่มมีการแข่งขันสูงขึ้น มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 11.4% ต่อปี โดยลักษณะการเติบโตของตลาดไม่ได้เป็นการพลิกอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว (Disruption) แต่เป็นการทดแทนวัสดุเดิมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งต้องอาศัยศักยภาพด้านการผลิตเชิงอุตสาหกรรมมากกว่าความเร็วของนวัตกรรม โดยคาดว่าตลาดพลาสติกชีวภาพจะมีมูลค่าสูงถึง 47-107 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 25732) เทคโนโลยีพลังงานและการลดคาร์บอน (Energy & Decarbonization) มีจำนวนกว่า 68,694 กลุ่มสิทธิบัตร (คิดเป็น 44.5% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน) แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เซลล์แสงอาทิตย์แบบ Perovskite ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น กังหันลมนอกชายฝั่งแบบลอยน้ำ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานทางเลือก เช่น Sodium-ion และ Zinc-based batteries ที่ปลอดภัยและมีราคาถูกลง รวมถึงระบบ AI และ Smart Grid Integration ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าพลังงานลมได้ถึง 20% เป็นต้น ตลาดเทคโนโลยีในกลุ่มนี้เป็นตลาดขนาดใหญ่ แม้จะยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 13.8% ต่อปี แต่เริ่มเข้าสู่ช่วงการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น ตลาดนี้จึงเหมาะกับบริษัทหรือองค์กรที่มีศักยภาพด้านเงินทุน เข้าใจทิศทางนโยบายของรัฐ และสามารถพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานได้3) เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน (Smart Infrastructure) มีจำนวน 5,762 กลุ่มสิทธิบัตร (คิดเป็น 3.7% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน) ตลาดกลุ่มนี้มีขนาดเล็กกว่า 2 กลุ่มแรก แต่มีการเติบโตที่น่าสนใจ โดยเกิดจากการบูรณาการเทคโนโลยีมากกว่าพัฒนาเทคโนโลยีใหม่โดยตรง แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี Digital Twin สำหรับระบบ Smart City เทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์และบริหารจัดการพลังงาน รวมทั้ง Edge Computing ที่ช่วยประมวลผลข้อมูลเพื่อรองรับการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ในระบบอาคารอัจฉริยะ เทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในระยะเร่งเติบโต มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15.5% ต่อปี โดยมีการบูรณาการระหว่างพลังงาน ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานเข้าสู่ระบบเมืองแห่งอนาคต ผู้เล่นที่ได้เปรียบจึงไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีล้ำที่สุดแต่เป็นผู้ที่สามารถเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยีได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพ4) เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเพื่อความยั่งยืน (Precision Farming) มีจำนวน 4,532 กลุ่มสิทธิบัตร (คิดเป็น 2.9% ของสิทธิบัตรด้านความยั่งยืน) แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ ระบบ Smart Irrigation ที่ใช้เซนเซอร์วัดความชื้นของดินร่วมกับระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อลดการใช้น้ำ เทคโนโลยีโดรนอัจฉริยะที่ใช้ AI วิเคราะห์สภาพแปลงเพาะปลูกและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำเกษตร เทคโนโลยีตรวจจับโรคพืชขั้นสูงด้วย AI ที่สามารถวิเคราะห์และตรวจจับความผิดปกติของพืชได้อย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบูรณาการ AI และ Machine Learning เพื่อช่วยพยากรณ์ผลผลิตและจัดสรรทรัพยากรทางการเกษตรให้เหมาะสม ตลาดเทคโนโลยีกลุ่มนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโตและเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตเร็วที่สุด โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 28.6% ต่อปี ขณะที่ผู้เล่นหลักยังเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ทำให้ตลาดยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดแตะระดับ 21.2-24.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573

    อธิบดีอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลสถิติการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านความยั่งยืนในไทย ในช่วง 5 ปี (2564 – 2568) พบว่า ประเทศไทยมีลักษณะเป็น “ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี” มากกว่าการเป็นผู้นำในการสร้างเทคโนโลยีต้นน้ำ จึงยังมีช่องว่างระหว่างผู้ยื่นชาวไทยและต่างชาติในตลาดสิทธิบัตรพอสมควร โดยคำขอสิทธิบัตร 3 อันดับแรกในไทย ได้แก่ 1) กลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน 438 คำขอ (ไทย54 คำขอ ต่างชาติ 384 คำขอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบตเตอรี่และระบบควบคุม) 2) กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด 161 คำขอ (ไทย 23 คำขอ ต่างชาติ 138 คำขอ) และ 3) กลุ่มเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ46 คำขอ (ไทย 9 คำขอ ต่างชาติ 37 คำขอ) ขณะที่คำขออนุสิทธิบัตร 3 อันดับแรกในไทย ได้แก่ 1) กลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน 116 คำขอ (ไทย 108 คำขอ ต่างชาติ 8 คำขอ) 2) กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาด 66 คำขอ (ไทย 63 คำขอ ต่างชาติ 3 คำขอ) และ 3) กลุ่มเทคโนโลยีการผลิตพลังงานนิวเคลียร์18 คำขอ (ผู้ยื่นไทยทั้งหมด)

    ทั้งนี้ สำหรับผู้ยื่นขอรับสิทธิบัตรในไทย ส่วนใหญ่เป็นค่ายยานยนต์จากประเทศญี่ปุ่นและจีน ได้แก่ Toyota, Isuzu, Honda และ BYD ขณะที่หน่วยงานไทยที่โดดเด่นในการยื่นขอรับสิทธิบัตรคือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) อย่างไรก็ดี จุดแข็งของไทยคือการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อประยุกต์ใช้งานจริง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน เช่น ฉนวนกันความร้อน อุปกรณ์ประหยัดไฟ เป็นต้น มีการยื่นขอรับอนุสิทธิบัตรสูงถึง 108 คำขอ โดยผู้ครองตลาดอนุสิทธิบัตรเป็นกลุ่มสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัย เช่น สวทช. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นต้น

    สำหรับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีความยั่งยืนในอนาคต คาดว่าจำนวนสิทธิบัตรโลกจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 2 เท่าภายในปี 2573 ประเทศไทยจึงควรเร่งปรับตัวผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ 1) Invest Now ควรเร่งลงทุนในกลุ่มที่มีผลกระทบสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ เช่น AI สำหรับจัดการพืช, แบตเตอรี่ Solid-state และพลาสติกชีวภาพ PHA 2) Tropical Innovation สร้างความแตกต่างด้วยการพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะกับภูมิอากาศเขตร้อน เช่น ระบบเกษตรอัจฉริยะสำหรับพืชเศรษฐกิจของไทย ไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลัง หรือยางพารา รวมถึงการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่ทนความชื้นสูง ซึ่งเทคโนโลยีจากประเทศในเขตอบอุ่นมักไม่ตอบโจทย์การใช้งานในพื้นที่เขตร้อน และ3) AI as Infrastructure ทุกธุรกิจต้องตระหนักว่า AI, IoT และ Big Data คือแกนกลางร่วมของนวัตกรรมยุคใหม่ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม ทั้งนี้ นวัตกรรมความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “เทคโนโลยีเดี่ยว” ไปสู่ “นวัตกรรมระดับระบบ” (System-level Innovation) และประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญในการเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมสำหรับเขตร้อน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในห่วงโซ่คุณค่าสีเขียวระดับโลกในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iep30y877qih8alk6mq4ac4zl2l584c2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jqol_Z0QAeqssShXPpVs-

  • ไขข้อข้องใจ ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสเดือนนี้ ทำได้จากต่างประเทศไหม ?

    ไขข้อข้องใจ ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสเดือนนี้ ทำได้จากต่างประเทศไหม ?

              ไขข้อข้องใจ ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส หรือ ไทยช่วยไทยพลัส สามารถทำได้จากต่างประเทศหรือไม่ เพราะวันลงทะเบียนอาจไม่ได้อยู่ไทยพอดี

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

              คนละครึ่งพลัส หรือ ไทยช่วยไทยพลัส กำลังใกล้เข้าสู่ช่วงเวลาของการลงทะเบียนแล้ว ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ถ้าหากใครต้องการที่จะลงทะเบียน ขอให้เตรียมตัวให้พร้อม

              วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 มีคนเกิดข้อสงสัยว่า ถ้าจังหวะวันลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส เป็นจังหวะที่เราอยู่ต่างประเทศพอดี จะสามารถลงทะเบียนได้ไหม กระปุกดอทคอม ไปหาคำตอบได้แล้ว

              คำตอบคือ สามารถลงทะเบียนได้ตามปกติ เพราะขั้นตอนลงทะเบียนเพียงแค่กดปุ่มยืนยันว่าจะเข้าร่วมโครงการ ก็ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

    ภาพจาก tete_escape / Shutterstock.com

              อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่จะทำให้ลงทะเบียนไม่ได้ก็ยังคงมีอยู่ คือ ถ้าแอปฯ เป๋าตัง มีการขอให้ยืนยันตัวตน จะไม่สามารถทำที่ต่างประเทศได้ ต้องทำที่ไทยผ่าน 2 ช่องทางเท่านั้น ได้แก่

              1. สาขาธนาคารกรุงไทย

              2. ตู้ ATM กรุงไทยที่มีสัญลักษณ์ ID Confirm

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view301139.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-k0PqpvEBFWZC85h13UBe

  • ‘อดีตผบช.น.’ ลงชิงเก้าอี้ ‘ผู้ว่าฯกทม.’ เล็งเปิดตัวทีมงานกลางสัปดาห์ รอปิดดีลสังกัดพรรคหรืออิสระ

    ‘อดีตผบช.น.’ ลงชิงเก้าอี้ ‘ผู้ว่าฯกทม.’ เล็งเปิดตัวทีมงานกลางสัปดาห์ รอปิดดีลสังกัดพรรคหรืออิสระ

    ชาญเทพ-อดีตผบช.น.  คุยปิดดีลพรรคเศรษฐกิจ ชิงผู้ว่าฯกทม.เย็นนี้ รอเปิดตัวทีมรองผู้ว่าฯ-ทีมผู้สมัครสก. กลางสัปดาห์ ลั่นหากเข้าไปบริหารกรุงเทพ รับจบปัญหารถไฟชนรถเมล์

    17 พ.ค.2569-พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(อดีตผบช.น.) ยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ เปิดเผยกับ”ไทยโพสต์”ถึงกระแสข่าวจะลงสมัครผู้ว่าฯกทม.พรรคเศรษฐกิจว่า ตนและทีมงานจะมีการแถลงข่าวเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าฯกทม. ภายใน2-3 วันนี้ ส่วนว่าจะลงในนามพรรคเศรษฐกิจหรือจะลงสมัครในนามอิสระไม่สังกัดพรรคการเมือง จะรอคุยกันให้ชัดเจนภายในเย็นวันนี้ 17 พ.ค. ที่นัดหมายกันหารือกันไว้อีกหนึ่งรอบ โดยตอนนี้ยังมีบางเรื่องไม่ลงตัวแต่แค่เล็กน้อยเป็นเรื่องแนวทางการบริหารงาน

    ถามว่าตกลงแล้วยืนยันได้ไหมว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯกทม. พล.ต.ท.ชาญเทพ ออกตัวว่า ยังไม่ขอยืนยันดีกว่า รอวันเปิดตัว คือตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการวบรวมทีมงานที่จะลงสมัครสก. ทีมงานที่จะเปิดตัวเป็นทีมรองผู้ว่าฯกทม. และการคุยกันเรื่องนโยบาย เพื่อคุยกันให้ตกผลึก แต่ไม่เกินวันที่ 25 พ.ค.นี้

    ซักว่าหากลงสมัครผู้ว่าฯกทม.จะมีอะไรเป็นจุดขายในการหาเสียง พล.ต.ท.ชาญเทพกล่าวว่า ที่ผ่านมา นโยบายกรุงเทพฯ ก็เลือกกันซ้ำซากแต่สุดท้ายแก้ปัญหาไม่ได้อย่างเรื่องปัญหาจราจร ล่าสุดก็เกิดกรณีอุบัติเหตุที่แยกมักกะสัน รถไฟชนรถเมล์ แล้วก็ปัญหาฝุ่น น้ำท่วม ปัญหารถสาธารณะ

    “อย่างกรณีอุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ มันก็คือเรื่องของการจราจร กับการรถไฟฯ คนไทย ก็เหมือนเดิม เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่รักษากฎหมาย ไม่เคารพระเบียบวินัย ส่วนการจราจรของการรถไฟ ทางการรถไฟก็มีการควบคุมอยู่แล้วในการปล่อยรถ แต่นิสัยคนไทยยังไม่เห็นวิ่งมา ก็จะขอให้ผ่านไปให้ได้ก่อน ส่วนประสบการณ์สมัยเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็สามารถนำมาใช้ในการทำงานนี้ได้เช่นการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นการรถไฟฯ และตำรวจนครบาลในพื้นที่ซึ่งมีรถไฟวิ่งตัดผ่าน รวมถึงเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนกรุงเทพฯ”

    สำหรับ พล.ต.ท.ชาญเทพ หรือ บิ๊กหยม เคยผ่านตำแหน่งสำคัญๆทางการเมืองและในวงการสีกากีเช่น อดีตรองผู้บังคับการตำรวจรถไฟ -รองผู้บังคับการหัวหน้าศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 -ผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง -ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี ผู้บังคับการตำรวจน้ำ-รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล -รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด -รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล-ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7- ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1และเกษียณในตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

    ส่วนตำแหน่งทางการเมืองมีเช่น อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยุคคสช. -อดีตเลขาธิการพรรคไทยภักดีตอนเลือกตั้งปี 2566 เป็นต้น นอกจากนี้ เคยเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการบริหารกิจการ บริษัทและปัญหาการทุจริต บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ 2 ที่มีนายถาวร เสนเนียม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นต้น

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/998020/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LK7CXNBCGit45elniMLJj

  • ลุ้นกองสลากเพิ่มเงินรางวัล คอหวยปลื้มมีกำลังใจซื้อต่อ | เดลินิวส์

    ลุ้นกองสลากเพิ่มเงินรางวัล คอหวยปลื้มมีกำลังใจซื้อต่อ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี กมธ.ผู้บริโภค เตรียมเสนอให้มีการเพิ่มเงินรางวัลลอตเตอรี่ โดยรางวัลที่ 1 จาก 6 ล้านบาท เพิ่มเป็น 10 ล้านบาท ส่วนเลขท้าย 2 ตัว เพิ่มขึ้นจากเดิม 2,000 บาท มาอยู่ที่ 5,000 บาท และรางวัล 3 ตัว จากเดิม 4,000 บาท มาอยู่ที่ 10,000 บาท นั้น

    เรื่องนี้ได้สร้างความตื่นตัวในหมู่ชาว จ.ลำพูน ทั้งนักเสี่ยงโชค ชาวสวน ชาวไร่ คนรับจ้างรายวัน ร่วมไปถึงผู้ประกอบการ โดยต่างระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า “เป็นเรื่องดีมาก” และ “น่าจะเพิ่มเงินรางวัลตั้งนานแล้ว”

    ส่งผลให้การซื้อลอตเตอรี่ในวันนี้เป็นไปอย่างคึกคัก แม้ว่ายังไม่มีการประกาศเพิ่มเงินรางวัลอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ชาว จ.ลำพูน ก็ยังออกมากว้านซื้อเลขเด็ดที่ตนต้องการตามแผงขายลอตเตอรี่

    นางนันทนา ตาจุมปา อายุ 64 ปี แม่ค้าขายลอตเตอรี่ ตั้งแผงที่บริเวณด้านหน้าธนาการเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หมู่ 1 ต.หัวยกาน อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีแต่รางวัลเล็กๆ ก็ควรจะเพิ่มอีกหลายๆ รางวัลด้วย และก็น่าจะกระจายรางวัลไปให้ทั่วประเทศ ไม่ให้กระจุกอยู่แต่เพียงไม่กี่จังหวัด ส่วนรางวัลที่ 1 ที่เพิ่มมาเป็น 10 ล้านบาทในเศรษฐกิจขณะนี้ก็พอได้

    “การเพิ่มเงินรางวัล ไม่ได้เพิ่มมานานมากแล้ว ทำให้คนซื้อลอตเตอรี่บ่นไปตามๆ กันว่ารางวัลมันน้อยเกินไป การเพิ่มเงินรางวัลน่าจะช่วยให้ขายลอตเตอรี่ได้มากขึ้น เพราะทุกวันนี้ก็ขายได้น้อย เพราะเศรษฐกิจไม่ดี เงินทองหายาก” นางนันทนา กล่าวย้ำ

    ด้านนายเมตร กอหลวง อายุ 68 ปี นักเสี่ยงโชค เปิดเผยว่า การเพิ่มเงินรางวัลเป็นเรื่องดี จะทำให้ชาวบ้านมีโอกาสได้เงินรางวัลเพิ่ม และก็น่าจะเพิ่มเงินตั้งนานแล้ว โดยชาวบ้านคงจะซื้อกันมากกว่าเดิม เพราะเป็นความหวังของชาวบ้าน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5866926/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JWun80lp7mRVgUOC7S9vz

  • อิหร่านเตรียมเปิดตลาดหุ้น 19 พฤษภาคม หลังปิดนาน 80 วัน

    อิหร่านเตรียมเปิดตลาดหุ้น 19 พฤษภาคม หลังปิดนาน 80 วัน

    อิหร่านเตรียมเปิดตลาดหุ้น 19 พฤษภาคม หลังปิดนาน 80 วัน

    By

    พฤษภาคม 17, 2026

    อิหร่านเตรียมเปิดตลาดหุ้น 19 พฤษภาคม หลังปิดนาน 80 วัน

    สรุปข่าว
    • อิหร่านประกาศเตรียมเปิดตลาดหุ้นอีกครั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม หลังระงับการซื้อขายมานานกว่า 80 วันนับตั้งแต่สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มต้น โดยรัฐบาลระบุว่าต้องการป้องกัน Panic Selling และสร้างเงื่อนไขการตั้งราคาที่โปร่งใสมากขึ้น
    • ทางการเตรียมมาตรการรองรับการเปิดตลาดครั้งนี้ ทั้ง Price Limit และระบบ Market Maker Support เพื่อป้องกันแรงขายรุนแรง หลังนักลงทุนรายย่อยหลายล้านคนจะกลับเข้าสู่ตลาดพร้อมกันในวันเดียว
    • ตลาดคริปโตจับตาเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพราะตลอดช่วง 80 วันที่ผ่านมา Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผันผวนอย่างหนักจากสงครามอ่าวเปอร์เซีย การเปิดตลาดหุ้นอีกครั้งจึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าสถานการณ์เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
    การที่อิหร่านเริ่มเปิดระบบตลาดการเงินกลับมาอีกครั้งสะท้อนว่ารัฐบาลมองว่าสถานการณ์สงครามเริ่มเข้าสู่จุดที่ควบคุมได้มากขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านความเสี่ยงด้านสงครามต่อสินทรัพย์เสี่ยง และเป็นสัญญาณบวกต่อ Bitcoin ในระยะสั้น

    อิหร่านประกาศเตรียมเปิดตลาดหุ้นอีกครั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม หลังปิดทำการมานานถึง 80 วันนับตั้งแต่สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มต้นขึ้น

    การประกาศครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมากจากทั้งตลาดการเงินและตลาดคริปโต เพราะตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ข่าวสงครามในตะวันออกกลางกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่สร้างความผันผวนให้ Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

    BREAKING: Iran announces it will reopen its stock market on Tuesday for the first time since the Iran War began, ending an 80-day closure.

    — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) May 16, 2026

    ทางการอิหร่านระบุว่าการปิดตลาดก่อนหน้านี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการซื้อขายที่เกิดจากความตื่นตระหนก และช่วยให้ตลาดกลับมาเปิดภายใต้ “สภาพแวดล้อมการตั้งราคาที่โปร่งใสมากขึ้น”

    ทำไมอิหร่านถึงปิดตลาดนานถึง 80 วัน?

    ทันทีที่สงครามเริ่มต้น รัฐบาลอิหร่านตัดสินใจระงับการซื้อขายในตลาดหุ้นเพื่อป้องกันความโกลาหลทางการเงินและลดโอกาสเกิดแรงขายแบบ Panic Selling

    มาตรการลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในช่วงสงครามหรือวิกฤตระดับประเทศ ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคยปิดทำการหลังเหตุการณ์ 9/11 ขณะที่ตลาดหุ้นยูเครนก็เคยระงับการซื้อขายหลังรัสเซียเปิดฉากบุกประเทศ

    อย่างไรก็ตาม การปิดตลาดนานถึง 80 วันทำให้แรงกดดันสะสมอยู่ในระบบจำนวนมาก เพราะนักลงทุนไม่สามารถปรับพอร์ตหรือสะท้อนความเสียหายทางเศรษฐกิจผ่านราคาหุ้นได้เลยตลอดช่วงที่ผ่านมา

    รัฐบาลเตรียมมาตรการป้องกันตลาดพังวันแรก

    เพื่อป้องกันแรงขายรุนแรงในวันเปิดตลาด ทางการอิหร่านเตรียมใช้มาตรการควบคุมหลายรูปแบบ ทั้ง Price Limit  และการใช้ Market Maker เข้ามาช่วยดูแลสภาพคล่อง

    นักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงสำคัญคือ นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากอาจพยายามขายหุ้นออกพร้อมกันทันที หลังไม่สามารถทำธุรกรรมได้มานานกว่า 2 เดือน

    นอกจากนี้ หลายบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดอาจได้รับผลกระทบจากสงครามทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน หรือรายได้ที่ลดลง ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าผลกระทบจริงรุนแรงแค่ไหน

    แล้วเกี่ยวอะไรกับ Bitcoin?

    ตลอดช่วง 80 วันที่ผ่านมา ตลาดคริปโตตอบสนองต่อข่าวสงครามอิหร่านแทบทุกวัน โดยเฉพาะ Bitcoin ที่แกว่งตัวตามทั้งราคาน้ำมัน Bond Yield และความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    การที่รัฐบาลอิหร่านตัดสินใจเปิดตลาดหุ้นอีกครั้งจึงถูกตีความว่า สถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะที่ “คาดเดาได้มากขึ้น” อย่างน้อยในมุมมองของภาครัฐเอง

    อีกประเด็นสำคัญคือ การเปิดตลาดเกิดขึ้นในช่วงที่การเจรจาสันติภาพยังดำเนินต่อ ซึ่งอาจสะท้อนว่าอิหร่านต้องการส่งสัญญาณว่าประเทศกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

    สำหรับตลาดโลก นี่ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะเมื่อความเสี่ยงด้านสงครามลดลง นักลงทุนมักกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ทั้งหุ้น เทคโนโลยี และคริปโต

    ความเสี่ยงยังไม่หายไปทั้งหมด

    แม้ภาพรวมจะดูเป็นบวก แต่ยังต้องจับตาว่าวันเปิดซื้อขายจริงจะเกิดอะไรขึ้น หากตลาดหุ้นอิหร่านเปิดวันแรกแล้วดิ่งหนัก อาจสะท้อนว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจยังรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ และอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกได้เช่นกัน

    ในทางกลับกัน หากตลาดเปิดได้อย่างราบรื่นและแรงขายไม่รุนแรงเกินคาด นั่นอาจกลายเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ช่วยลดความกังวลด้านสงครามในตลาดโลกลงอย่างมีนัยสำคัญ


    ผู้เขียนมองว่าการประกาศเปิดตลาดหุ้นอิหร่านครั้งนี้เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชัดที่สุดในรอบหลายเดือนว่าสถานการณ์สงครามเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ควบคุมได้มากขึ้น เพราะรัฐบาลที่ยังอยู่ในภาวะสงครามเต็มรูปแบบจริง ๆ แทบไม่มีเหตุผลที่จะเปิดตลาดการเงินให้ประชาชนกลับมาซื้อขายตามปกติ

    สำหรับตลาดคริปโต สิ่งที่ต้องจับตาคือปฏิกิริยาของตลาดหุ้นอิหร่านในวันแรก หากเปิดได้อย่างสงบและไม่เกิด Panic Selling รุนแรง Bitcoin มีโอกาสกลับมาได้แรงอีกครั้ง และอาจช่วยผลักดันให้ตลาดเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ในระยะสั้น

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

    อิหร่านเตรียมเปิดตลาดหุ้น 19 พฤษภาคม หลังปิดนาน 80 วัน

    Tharadon

    เริ่มรู้จักคริปโตในช่วงตลาดกระทิงปี 2020 และได้เห็นวัฏจักรขาขึ้น–ขาลงอย่างเต็มรูปแบบในปี 2021–2022 ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ตระหนักว่า “ราคา” อาจเป็นเพียงภาพสะท้อนของอารมณ์ตลาด แต่เทคโนโลยี Blockchain คือรากฐานที่แท้จริง และอาจเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบต่าง ๆ ของโลกในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/05/17/iran-stock-market-reopen-may-19-80-days-closed-war-bullish-signal-bitcoin-crypto/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kV9FfsHjL3FFkrtIQttHO

  • “ดร.สติธร” ยก “เกาหลีใต้โมเดล” เทียบเวที “รัฐบาล-ซีอีโอ”เดินหน้าร่วมพัฒนาศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ | TOPNEWS

    “ดร.สติธร” ยก “เกาหลีใต้โมเดล” เทียบเวที “รัฐบาล-ซีอีโอ”เดินหน้าร่วมพัฒนาศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่ | TOPNEWS

    ภาคเอกชนไทยจำนวนมากมีศักยภาพสูง ทั้งในด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยี ขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้าไปร่วมงาน หลายบริษัทไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้แล้ว แต่ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือประเทศไทยยังไม่สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของภาคเอกชนเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่

    “เรามีบริษัทระดับโลก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนพลังของบริษัทเหล่านั้น ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในภาพรวมได้อย่างแท้จริง” ดร.สติธร กล่าว

    พร้อมยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่ภาครัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือ Chaebol จนสามารถยกระดับอุตสาหกรรมจากฐานการผลิตทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่มีอิทธิพลระดับโลก

    นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา ทำให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจจาก ผู้ผลิต ไปสู่ ผู้สร้างนวัตกรรม ได้สำเร็จ

    “เกาหลีใต้คือกรณีศึกษาที่สำคัญ ความสำเร็จของเกาหลีใต้มิได้เกิดขึ้นเพราะรัฐหรือเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งเพียงลำพัง หากแต่เกิดจากการที่รัฐมีวิสัยทัศน์ระยะยาว และสามารถสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า Chaebol จนทำให้อุตสาหกรรมเกาหลีเติบโตก้าวกระโดดจากการผลิตสินค้าทั่วไป ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง วัฒนธรรมร่วมสมัย และ Soft Power ที่ทรงอิทธิพลในระดับโลก

    ในขณะเดียวกัน เกาหลีใต้ยังลงทุนอย่างหนักในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา และการวิจัยพัฒนา จึงไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยกระดับขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมด้วยตนเอง”

    อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร มองว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามโมเดลเกาหลีใต้ทั้งหมด เพราะบริบทโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเห็นว่าไต้หวันเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เนื่องจากเติบโตจากการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา การสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม และการผลักดัน SME เทคโนโลยี จนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจประเทศได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1576782&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FtMtGwfgNSRr43C9kFtXp

  • คนรวยกำลังซื้ออะไร? ท่ามกลางวิกฤตโลกผันผวน

    คนรวยกำลังซื้ออะไร? ท่ามกลางวิกฤตโลกผันผวน


    ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกผันผวน นักลงทุนรายใหญ่กำลังกระจายเงินสู่ทองคำ หุ้น AI และสินทรัพย์ปลอดภัย ฟากตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงขายต่างชาติ

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ มีคำถามหนึ่งที่นักลงทุนจำนวนมากกำลังจับตาไม่แพ้ตัวเลขดอกเบี้ยหรือทิศทางตลาดหุ้น นั่นคือ “คนรวยกำลังเอาเงินไปไว้ที่ไหน” เพราะทุกครั้งที่โลกเผชิญความไม่แน่นอน การเคลื่อนไหวของเงินทุนจากมหาเศรษฐี กองทุนขนาดใหญ่ และนักลงทุนระดับโลก มักสะท้อนมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจได้ดีที่สุด

    ภาพที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ คือ นักลงทุนรายใหญ่ทั่วโลกไม่ได้ทุ่มเงินทั้งหมดกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเหมือนในอดีต แต่กำลังกระจายเงินลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะการถือ “ทองคำ” ที่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง หลังความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในหลายพื้นที่ยังคงยืดเยื้อ ขณะที่หลายประเทศยังเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ย ทำให้ทองคำกลับมาอยู่ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนระดับโลกเลือกถือเพิ่มอย่างชัดเจน หลายสถาบันการเงินมองว่าความต้องการซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำโลกยังยืนอยู่ในระดับสูงแม้ตลาดหุ้นบางแห่งเริ่มฟื้นตัว

    ขณะเดียวกัน เงินอีกส่วนหนึ่งกลับไหลเข้าสู่ “หุ้นเทคโนโลยี” โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งกำลังกลายเป็นธีมการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของโลกในเวลานี้ นักลงทุนจำนวนมากเชื่อว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกเหมือนที่อินเทอร์เน็ตเคยทำเมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ยังคงได้รับเม็ดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาหุ้นหลายบริษัทจะปรับตัวขึ้นมาแรงแล้วก็ตาม

    สิ่งที่น่าสนใจคือ ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยบางส่วนยังลังเลกับความเสี่ยงของตลาด แต่นักลงทุนสถาบันจำนวนมากกลับเลือกถือหุ้น AI เป็น “การลงทุนระยะยาว” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น

    นอกจากนี้ นักลงทุนรายใหญ่ทั่วโลกยังเริ่มกลับไปถือ “เงินสดและพันธบัตร” มากขึ้น หลังอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง การฝากเงินหรือถือพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นในวันนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้คนรวยจำนวนไม่น้อยเลือกพักเงินเพื่อรอจังหวะลงทุน มากกว่าจะเร่งเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมดในทันที ภาพนี้สะท้อนว่าแม้ตลาดโลกบางแห่งจะเริ่มกลับมาคึกคัก แต่ความระมัดระวังยังคงอยู่ในระบบการเงินโลกอย่างชัดเจน

    เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อภายในประเทศ ขณะที่นักลงทุนไทยจำนวนมากเริ่มหันไปลงทุนในทองคำ กองทุนต่างประเทศ และหุ้นต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่ยังถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางการเติบโตของโลกในระยะยาว

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ตลาดจะขึ้นหรือลง” แต่คือ “เงินทุนของโลกกำลังเชื่ออะไร” เพราะทุกการเคลื่อนไหวของนักลงทุนรายใหญ่กำลังสะท้อนว่า โลกยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ และในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนยังสูงเช่นนี้ สิ่งที่คนรวยทั่วโลกกำลังทำ อาจไม่ใช่การทุ่มลงทุนทั้งหมดเพื่อหวังผลตอบแทนสูงสุด แต่คือการพยายามรักษาความมั่งคั่ง พร้อมเลือกวางเดิมพันกับอนาคตของโลกใบใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ แต่ชัดเจนมากขึ้นทุกวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/investment/42852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R6GF36taEpmK-MPtC25Sk