Category: เศรษฐกิจ

  • นายกฯ จ่อดันข้อเสนอภาคเอกชนเข้า ครม. เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริง

    นายกฯ จ่อดันข้อเสนอภาคเอกชนเข้า ครม. เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริง

    นายกฯ จ่อดันข้อเสนอภาคเอกชนเข้า ครม. เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริง

    นายกฯ จ่อดันข้อเสนอภาคเอกชนเข้า ครม. เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริง

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล มีผู้บริหารภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรม เข้าร่วมสะท้อนข้อเสนอ ครอบคลุมธนาคาร โรงแรม ท่องเที่ยว ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ปิโตรเลียม เกษตร และค้าปลีก เพื่อใช้จัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    นายกรัฐมนตรีมีดำริให้นำข้อเสนอสำคัญจากเวทีดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบและผลักดันให้เกิดการดำเนินงานจริง ไม่ใช่เพียงการรับฟังเชิงนโยบายในห้องประชุม

    สำหรับข้อเสนอจากภาคเอกชน ครอบคลุมหลายมิติที่เชื่อมโยงถึงประชาชนโดยตรง ทั้งการส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจรายใหญ่และ SME รวมถึงอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบน้ำ และพลังงานสะอาด เพื่อช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ เพิ่มเสถียรภาพค่าไฟ และลดความเสี่ยงภัยแล้งในภาคเกษตร พร้อมลดค่าครองชีพระยะยาว

    รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI และ Green Industry ซึ่งจะสร้างงานทักษะสูง เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงอาชีพใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของ SME พร้อมกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลรับทราบปัญหา SME โดยเฉพาะรายย่อยที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน และเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดมากขึ้น เพื่อเสริมสภาพคล่องและรักษาการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ

    โฆษกรัฐบาลย้ำว่า รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) พร้อมจัดทำ Dashboard ติดตามผลทุกมาตรการ และประเมินผลภายใน 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

    รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งผลักดันข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ให้เกิดผลจริง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/742516&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EwWJigh5sSWTu2OSjc9Sn

  • รื้อใหญ่แผน PDP ลุยดันพลังงานสะอาด ดันโซลาร์ฟาร์ม-SMR รับดาต้าเซ็นเตอร์-อีวีบูม

    รื้อใหญ่แผน PDP ลุยดันพลังงานสะอาด ดันโซลาร์ฟาร์ม-SMR รับดาต้าเซ็นเตอร์-อีวีบูม

    ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อและทวีความรุนแรง ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้การจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 หรือร่างแผน PDP 2026 ต้องเผชิญกับภาวะชะงักงันและล่าช้ากว่าแผนเดิม

    เนื่องจากความผันผวนของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับจูนค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด โดยมุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 และการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศภายใต้บริบทของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

    พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่

    แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ  มีนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นประธาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดทำ แผน PDP 2026 ว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจทั่วโลก และสะท้อนมายังเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่

    สำนักงานสภาพพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานและประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2569-2570 จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างหนัก จนนำไปสู่การคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ในปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง 1.4% เท่านั้น ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นเป็น 2.2% ในปี 2570

    ส่งผลให้การจัดทำร่างแผน PDP 2026 ซึ่งเป็นแผนแม่บททิศทางพลังงานระยะยาวของประเทศต้องมีการขยับกรอบเวลาออกไป จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ต้องเลื่อนไปเป็นเดือนมิถุนายน

    เนื่องจากต้องจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ ตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำลง จากเดิมที่ใช้อัตราการขยายตัว GDP ตลอดทั้ง 25 ปีของแผนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.56 % ต่อปี จะปรับลดลงมาเหลือไม่เกิน 2.5 % โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีแรกของแผน GDP จะขยายตัวไม่เกิน 2 % ต่อปี

    ตั้งเป้าแผนสู่ Net Zero

    ในการจัดทำร่างแผน PDP 2026 ฉบับใหม่นี้ คณะอนุกรรมการฯ ยังคงยึดถือหลักการสำคัญ 3 ด้านได้แก่

    1. ด้านความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะมีกระแสไฟฟ้าที่เพียงพอและมั่นคงต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

    2. ด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง สอดรับกับเป้าหมายเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ NDC 3.0) ที่ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เร็วขึ้น 15 ปี หรือภายในปี 2593 ที่ส่งผลให้ต้องมีการรื้อโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้เข้าใกล้ 70% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในช่วงปลายแผน

    3. ด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าไม่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของภาคธุรกิจ

    การจัดทำร่างแผน PDP 2026 ได้กำหนด Scenario ในการวางแผนไว้ 2 ช่วง โดยในช่วง 5 ปีแรก (2569-2573) จะเน้นความแม่นยำในการจัดหาโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการที่เกิดขึ้นจริง

    ส่วนในช่วงปีที่เหลือจะมีการพิจารณาฉากทัศน์อย่างน้อย 2 Scenario เพื่อให้แผนมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก

    โดยกำหนดเกณฑ์ความมั่นคงใหม่โดยใช้ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (LOLE) ในระดับที่ไม่เกิน 0.7 วันต่อปี หรือไม่เกิน 16 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่เข้มงวด และเพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งด้านความมั่นคงและ Net Zero

    ภาพประกอบข่าว แท่นขุดเจาะก๊าซ

    Data Center- EV ดันความต้องการใช้ไฟพุ่ง

    แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สำหรับค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ในการจัดทำแผน PDP 2026 นอกจากใช้สมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาเป็นปัจจัยแล้ว ยังรวมถึงรวมถึงจำนวนประชากรในอนาคตถูกคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตในอัตราติดลบที่ 0.21% ต่อปี ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนในระยะยาว และยังนำปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งอุณหภูมิและปริมาณนํ้าฝนมาเป็นส่วนหนึ่งของสมมติฐานเพื่อให้การพยากรณ์มีความแม่นยำสูงสุด

    พร้อมทั้งได้มีการนำโครงสร้างระบบไฟฟ้าในอนาคตเข้ามาพิจารณา โดยเฉพาะการเติบโตของธุรกิจ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และแนวโน้มการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) ของภาคประชาชนและอุตสาหกรรม ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และยังรองรับนโยบายของรัฐบาลในการเปลี่ยนพลังงาน ภายใต้พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านบาท มาประกอบการพิจารณาอีกด้วย

    ดังนั้น แม้ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำลง แต่คาดว่าการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอดทั้งแผนจะปรับตัวลดลงไม่มากนัก เนื่องจากยังมีคามต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ๆ เข้ามาทดแทน โดยเฉพาะจากการขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัลและยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเข้ามา

    ภาพประกอบข่าว การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคา (Solar Rooftop)

    จัดหาไฟรองรับไฮสปีดเทรน  4 สาย

    สำหรับการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ในการจัดทำแผน PDP 2026 ที่ผ่านมา ได้นำสมมติฐานความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ (New Demand) ที่นำมาพิจารณา ซึ่งเป็นโครงการลงทุนและนโยบายภาครัฐที่มีแผนการดำเนินงานชัดเจนและยังไม่ได้ถูกรวมไว้ในประมาณการ GDP ปกติ

    ประกอบด้วยโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (HST) ทั้ง 4 สายหลัก ได้แก่ สายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีความต้องการไฟฟ้า ปี 2593 อยู่ที่ประมาณ 3,552 ล้านหน่วย รวมถึงระบบขนส่งมวลชนทางราง (MRT) ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองหลักอย่างภูเก็ต เชียงใหม่ พิษณุโลก และนครราชสีมา ที่คาดว่าจะใช้ไฟฟ้าประมาณ 708 ล้านหน่วยในปีเดียวกัน

    ขณะที่กลุ่ม Data Center ที่มีความต้องการใช้พลังงานสะอาด 100% เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก มีการคาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นสุดแผน ความต้องการไฟฟ้าจากกลุ่มนี้อาจพุ่งสูงถึง 6,200-8,600 เมกะวัตต์

    จากการประเมินเบื้องต้นของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พบว่าหากพิจารณาตามปริมาณการยื่นขอใช้ไฟฟ้าจริงต่อการไฟฟ้าทั้งสองแห่ง และในกรณีที่มีความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้าสูง ความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ในปี 2593 อาจไปถึงระดับ 6,799 ถึง 8,811 เมกะวัตต์

    ปัจจัยนี้ทำให้รัฐบาลต้องเร่งพิจารณาการจัดหาพลังงานไฟฟ้าสีเขียว (Green Electricity) ที่มีเสถียรภาพและราคาที่แข่งขันได้เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้

    รวมถึงความต้องการไฟฟ้าจากการขยายตัวในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีการประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าไว้สูงถึง 9,639 เมกะวัตต์ โดยมีการกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ EEC ไว้ไม่ต่ำกว่า 26.8%

    EV เปลี่ยนพีคกลางวันเป็นกลางคืน

    นอกจากนี้ จากการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ซึ่ง สนพ. ได้ปรับสมมติฐานตามนโยบาย 30@30 โดยวิเคราะห์จากแนวโน้มตลาดจริงที่อาจจะมีการเลื่อนเป้าหมายการขยายตัวออกไปบ้างเล็กน้อย แต่ภาพรวมในปี 2593 คาดว่าจะมีจำนวนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้า (PC) สูงถึง 13.55 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (MC) อีก 10.8 ล้านคัน ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าจากกลุ่ม EV พุ่งทะยานไปอยู่ที่ 103,056 ล้านหน่วย

    พฤติกรรมการชาร์จรถ EV จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เวลาการเกิดความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ หรือช่วง Peak เปลี่ยนจากช่วงกลางวันในเวลาประมาณ 14.30 น. ไปเป็นช่วงกลางคืนในช่วงเวลา 21.00 น. หรือ 22.30 น. แทน ทำให้ต้องมีการนำระบบบริหารจัดการการอัดประจุอัจฉริยะ (Smart Charge) มาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของโหลดไฟฟ้าในระบบส่ง

    ผลิตไฟฟ้าใช้เองโตก้าวกระโดด

    อีกทั้ง การขยายตัวของกลุ่มผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) มีแนวโน้มการเติบโตที่ก้าวกระโดดอย่างมาก ที่เน้นการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคา (Solar Rooftop) ร่วมกับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเติบโตสูงถึง 13,000-21,034 เมกะวัตต์ ภายในปี 2593

    การเติบโตของ Prosumer นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าหลักลงได้อย่างมาก แต่ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงาน (EEP) ที่ต้องการลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าลงประมาณ 96,000 -144,000 กิกะวัตต์ชั่วโมงภายในสิ้นสุดแผน

    นอกจากนี้ยังมีศักยภาพจากการผลิตไฟฟ้าจาก Solar Floating ในนิคมอุตสาหกรรมที่มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะมีกำลังการผลิตติดตั้งได้สูงถึง 6,624 เมกะวัตต์ ช่วยเสริมการผลิตไฟฟ้าสะอาดในช่วงกลางวันได้เป็นอย่างดี

    เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทั้งหมด ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสุทธิของระบบ 3 การไฟฟ้า ในกรณีพื้นฐานตํ่า (BASE Low) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ Data Center เติบโตในระดับตํ่าและมีการอนุรักษ์พลังงานในระดับที่มีการลงทุน 40 % คาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 36,450 เมกะวัตต์ ในปี 2569 ไปเป็น 71,340 เมกะวัตต์ ในปี 2593 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 2.9 % ต่อปี และมีปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้รวม 386,081 ล้านหน่วย

    ส่วนกรณีพื้นฐานสูง (BASE High) ที่ Data Center เติบโตในระดับปานกลางและมีการอนุรักษ์พลังงานตามแผนปกติ คาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 36,652 เมกะวัตต์ ในปี 2569 ไปเป็น77,374 เมกะวัตต์ ในปี 2593 หรือ เติบโตเฉลี่ย 3.23 % ต่อปี และมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 434,371 ล้านหน่วย

    พพ.ดันโซลาร์ฟาร์ม 2.72 แสนMW

    แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า หลังจากเดือนพฤษภาคม 2569 จัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าเสร็จแล้ว ในเดือนมิถุนายน คณะอนุกรรมการฯ จะนำค่าพยากร์มาจัดทำแผนการจัดหาไฟฟ้า เพื่อป้อนความต้องการที่จะเกิดขึ้นในแต่ละปี โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการจัดหาพลังงานสะอาด ในสัดส่วนกว่า 70 % ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดแผน

    ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมพฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ก็ได้มีการเสนอเข้ามาบางส่วน โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม) มีศักยภาพกำลังผลิตติดตั้งใหม่ 272,087 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาหรือโซลาร์รูฟท็อป กำลังผลิตติดตั้งใหม่ 29,936 เมกะวัตต์

    พลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ ในส่วนของพพ. กำลังผลิต 103 เมกะวัตต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กำลังผลิต 9,931 เมกะวัตต์ และของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทสไทย(กนอ.) กำลังผลิต 6,624 เมกะวัตต์ และยังรวมไปถึงการบรรจุโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาลในการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคครัวเรือน ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ในปริมาณ 500 เมกะวัตต์ เข้าไว้ในแผนด้วย

    ผุด SMR รับการใช้พลังงานสะอาด

    นอกจากนี้ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในการดึงดูดนักลงทุนกลุ่ม Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวให้ได้อย่างครอบคลุมและมีเสถียรภาพ ในเบื้องต้น คาดว่าจะมีการบรรจุโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) เข้ามาในแผนราว 2,400 เมกะวัตต์ จากเดิมที่เคยกำหนดไว้เพียง 600 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นโรงไฟฟ้าฐาน (Base Load) ที่ปล่อยคาร์บอนตํ่าและมีความปลอดภัยสูง ทดแทนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนเดิม ที่ต้องทยอยปลดระวางตามอายุการใช้งาน

    การนำ SMR เข้ามาเสริมในระบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความมั่นคงของกระแสไฟฟ้า แต่ยังช่วยสนับสนุนประเทศในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) ในปี 2593 ด้วย ซึ่ง SMR คาดว่าจะเข้าระบบจ่ายไฟฟ้าได้ในช่วง 7-10 ปี หลังจากแผนประกาศใช้

    อีกทั้ง จะมีการพิจารณาทบทวนแผนปลดโรงไฟฟ้า เพื่อลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ โดยการต่ออายุโรงไฟฟ้าเดิมทั้ง โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) โรงไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP Firm) โรงไฟฟ้าพลังงานนํ้าในสปป.ลาว และโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยในส่วนโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาว อาจจะมีการพิจารณารับซื้อเพิ่มเติมอีกประมาณ 2-3 พันเมกะวัตต์ ตามกรอบร่วมมือที่ทำไว้10,500 เมกะวัตต์ 

    รวมถึงการบรรจุระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) กำลังผลิตขนาด 10,485 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับของกฟผ. กำลังผลิต 2,472 เมกะวัตต์ เพื่อบริหารจัดการความเสถียรของระบบไฟฟ้า (Grid Stability) รองรับการใช้งานพลังงานหมุนเวียน (RE) ในสัดส่วนที่สูงขึ้นด้วย

    ทั้งนี้ หลังจากจัดร่างแผน PDP 2026 เสร็จในเดือนมิถุนายน แล้ว จะนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณา ก่อนจะนำแผนไปจัดทำรับฟังความคิดเห็นในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 และนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/659253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XZMWoeFyFZPYyS1ThrhhN

  • ‘ดุสิตโพล’ ชี้ประชาชนคาดหวังรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ -ค่าครองชีพ

    ‘ดุสิตโพล’ ชี้ประชาชนคาดหวังรัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจ -ค่าครองชีพ

    17 พฤษภาคม 2569-  “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,143 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม 2569  ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการเรื่องลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ราคาสินค้ามากที่สุด ร้อยละ 77.97 รองลงมาคือ แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน ร้อยละ 63.78 และมองว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิถุนายน–สิงหาคม) อาจจะแย่ลง ร้อยละ 46.89  ขณะที่ร้อยละ 32.81 คิดว่าเหมือนเดิม สำหรับเรื่องที่กังวล                     มากที่สุด ณ วันนี้ คือ ภาระหนี้สาธารณะ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร้อยละ 44.44  เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน พบว่า ร้อยละ 33.16 ไม่ค่อยคาดหวัง ขณะที่ร้อยละ 31.06 ค่อนข้างคาดหวัง

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกรัฐบาลที่ประชาชนอยากให้เร่งดำเนินการ แม้รัฐบาลอนุทินเตรียมกู้เงิน 4 แสนล้านบาทมาเพื่อแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ประชาชนกังวล ณ วันนี้ คือ ภาระหนี้สาธารณะรวมถึงความคุ้มค่าและผลกระทบระยะยาว จึงอาจเป็นเหตุผลให้ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้อาจจะแย่ลงและยังรอดูว่าจะคาดหวังกับผลงานรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด

    ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนชัดว่า ความชอบธรรมของรัฐบาลยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงเสียงข้างมากในสภาอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ “ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” และ “ความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศ” มากกว่า ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธรัฐบาลทันที หากแต่อยู่ในภาวะ “รอดูผลงาน” เพราะสังคมไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมาเผชิญการเมืองที่เต็มไปด้วยคำสัญญา แต่มักไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนรู้สึกได้จริง เมื่อประชาชนกังวลทั้งค่าครองชีพ หนี้สินส่วนบุคคล และภาระหนี้สาธารณะ จึงสะท้อนว่าความกดดันที่รัฐบาลกำลังเผชิญไม่ใช่เพียงปัญหาเศรษฐกิจเชิงตัวเลข แต่คือ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ว่ารัฐยังมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารประเทศหรือไม่

    ในอีกมิติหนึ่ง ผลโพลยังสะท้อนว่าประชาชนเริ่มให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของการบริหาร” มากกว่าความนิยมทางการเมือง เพราะต่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในสภา แต่หากไม่สามารถสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทางสังคมได้ ก็อาจเผชิญแรงกดดันสะสมในระยะยาว ความรู้สึกไม่ค่อยคาดหวัง อาจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความไม่ไว้วางใจ และพัฒนาไปสู่แรงกดดันทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้นต่อรัฐบาลและต่อระบบการเมืองโดยรวมในระยะต่อไปได้เช่นกัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/997886/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3biU-pU2ACvdh_zi1C_2wk

  • น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า! นักวิชาการชี้เวทีรัฐถกเอกชน สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจไทย

    น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า! นักวิชาการชี้เวทีรัฐถกเอกชน สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจไทย

    น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า! นักวิชาการชี้เวทีรัฐถกเอกชน สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจไทย

    วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

    มองไกลกว่าแค่เอาใจนายทุน! นักวิชาการชี้เวทีรัฐถกเอกชน คือความพยายามสร้างความร่วมมือรัฐ-เอกชน บนเงื่อนไข น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ยกระดับเศรษฐกิจไทย

    17 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบรัฐบาล หารือร่วมกับภาคธุรกิจ ว่า สังคมไม่ควรมองเพียงภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ควรมองให้ลึกถึง “เป้าหมายทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐกำลังพยายามสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    “โลกวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทั้งสงครามเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปลี่ยนทิศ รวมถึงการแข่งขันดึงดูดการลงทุน ล้วนกดดันเศรษฐกิจไทยโดยตรง ดังนั้น การที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดพื้นที่พูดคุยกับภาคธุรกิจ จึงไม่ใช่เพียงภาพการล้อมวงคุยกับเจ้าสัว แต่คือความพยายามดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมคิด ร่วมแก้ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ”

    รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า วันนี้รัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เพียงลำพัง เพราะ “เศรษฐกิจจริง” อยู่หน้างาน อยู่ในภาคการผลิต การลงทุน ตลาดแรงงาน และการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งภาคเอกชนสัมผัสปัญหาเหล่านี้โดยตรงมากที่สุด การเปิดพื้นที่ให้สะท้อนข้อเท็จจริง จึงทำให้รัฐเห็นปัญหาเศรษฐกิจจากของจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ

    “วามสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่ใช่รัฐยอมทุน แต่เป็นความสัมพันธ์แบบ “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” รัฐต้องอาศัยองค์ความรู้ ประสบการณ์ และศักยภาพการลงทุนจากเอกชน ขณะที่เอกชนเอง ก็ต้องอาศัยเสถียรภาพ นโยบาย และกลไกสนับสนุนจากภาครัฐเช่นกัน หน้าที่ของรัฐไม่ใช่เอาใจนายทุน แต่คือการทำให้ทุกภาคส่วนเดินไปข้างหน้าได้พร้อมกัน เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตในภาพรวม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

    นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ยังมองว่า เวทีลักษณะดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “Collaborative Governance” หรือการบริหารแบบร่วมมือ ที่รัฐทำหน้าที่เป็นผู้ประสานพลังของทุกภาคส่วน มากกว่าการใช้อำนาจสั่งการเพียงฝ่ายเดียว เพราะภาคเอกชนถือเป็น “ฐานข้อมูลเศรษฐกิจจริง” ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี กฎระเบียบ ต้นทุน และอุปสรรคในการแข่งขัน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐออกแบบนโยบายได้ตรงกับสภาพเศรษฐกิจจริงมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า ความสำเร็จของเวทีนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาพการประชุม หรือจำนวนซีอีโอที่เข้าร่วม แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยน “เสียงสะท้อน” ให้กลายเป็น “นโยบายที่เกิดผลจริง” ได้หรือไม่ ทั้งการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ การติดตามผล และการผลักดันมาตรการออกสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ยังมองว่า เวทีลักษณะนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการ “ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ในอนาคต ทั้งด้านอุตสาหกรรมเป้าหมาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องระวังไม่ให้เวทีลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่เฉพาะของทุนขนาดใหญ่ เพราะเศรษฐกิจไทยยังมี SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น สตาร์ทอัพ ภาคแรงงาน และภาคเกษตร ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจโดยตรงเช่นกัน

    “ถ้ารัฐบาลเปิดพื้นที่รับฟังอย่างครอบคลุม ทั้งทุนใหญ่ SMEs ผู้ประกอบการท้องถิ่น ภาคแรงงาน และภาคประชาชน ก็จะทำให้นโยบายเศรษฐกิจมีความสมดุล และตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น”

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q5y4SiQR8HWPq2Don9cgR

  • สหรัฐฯ-จีนลดภาษีนำเข้า จีนเตรียมซื้อเครื่องบิน Boeing 200 ลำ

    สหรัฐฯ-จีนลดภาษีนำเข้า จีนเตรียมซื้อเครื่องบิน Boeing 200 ลำ

    Siam Blockchain

    By

    พฤษภาคม 16, 2026

    สหรัฐฯ-จีนลดภาษีนำเข้า จีนเตรียมซื้อเครื่องบิน Boeing 200 ลำ

    สรุปข่าว
    • สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการ หลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี Trump และประธานาธิบดี Xi ในกรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 14-15 พ.ค. 2569
    • จีนยืนยันแผนซื้อเครื่องบิน Boeing อย่างน้อย 200 ลำ พร้อมทั้งสินค้าเกษตรอเมริกันมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ รวมถึงถั่วเหลืองและน้ำมัน
    • ทั้งสองฝ่ายตั้ง “คณะกรรมการการค้า” และ “คณะกรรมการการลงทุน” เพื่อจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในอนาคต

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    การผ่อนคลายสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงในวงกว้าง เนื่องจากความตึงเครียดด้านภาษีที่สูงถึง 145% ในช่วงปี 2568 เคยกดดันตลาดทั่วโลกรวมถึงตลาดคริปโต การบรรลุข้อตกลงช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุนและลดความเสี่ยงด้านมหภาค แม้ผลกระทบต่อราคา Bitcoin ในทันทีจะยังไม่ชัดเจนนัก

    กระทรวงพาณิชย์ของจีนยืนยันเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569 ว่าสหรัฐฯ และจีนได้บรรลุข้อตกลงลดภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างกัน ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ข้อตกลงนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping ในกรุงปักกิ่งระหว่างวันที่ 14-15 พ.ค. 2569 โดยจีนยืนยันแผนซื้อเครื่องบิน เครื่องยนต์ และชิ้นส่วนอากาศยานจากสหรัฐฯ พร้อมทั้งระบุว่าจะนำเข้าสินค้าเกษตรของอเมริกาเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงถั่วเหลือง น้ำมัน และผลผลิตการเกษตรอื่น ๆ มูลค่าหลาย “หมื่นล้านดอลลาร์”

    BREAKING: The US and China have agreed to lower tariffs on some unspecified products to promote bilateral trade, per China’s Commerce Ministry.

    The statement confirmed China’s plan to purchase US planes and it said China would address US concerns on agricultural imports.

    — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) May 16, 2026

    รายละเอียดข้อตกลงระหว่างสองมหาอำนาจ

    ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ประธานาธิบดี Trump เปิดเผยว่าจีนตกลงซื้อเครื่องบิน Boeing อย่างน้อย 200 ลำ โดยอาจเพิ่มเป็น 750 ลำในอนาคต รวมถึงเครื่องยนต์จาก General Electric ด้วย ทาง Boeing ได้ยืนยันความผูกพันเบื้องต้นสำหรับ 200 ลำแล้ว ส่วนด้านสินค้าเกษตร ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ Jamieson Greer ระบุว่าการซื้อสินค้าเกษตรอเมริกันอาจมีมูลค่าถึงระดับ “สองหลักของพันล้านดอลลาร์” ในช่วงสามปีข้างหน้า

    นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังตกลงตั้ง “คณะกรรมการการค้า” (Board of Trade) และ “คณะกรรมการการลงทุน” (Board of Investment) เพื่อบริหารจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการค้า รัฐมนตรีต่างประเทศจีน Wang Yi ยังระบุเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่าคณะผู้แทนของทั้งสองประเทศได้ผลลัพธ์โดยรวมในเชิงบวก และตกลงที่จะปฏิบัติตาม “ทุก” ข้อตกลงที่เคยทำไว้ก่อนหน้า

    บริบทสงครามการค้าและความสำคัญของการเจรจา

    ข้อตกลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากความสัมพันธ์ทางการค้าสหรัฐฯ-จีนเสื่อมถอยอย่างหนักในช่วงปี 2568 เมื่อสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนสูงถึง 145% และจีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าอเมริกัน 125% ทำให้ตลาดทั่วโลกปั่นป่วนและนักลงทุนหันหลังให้สินทรัพย์เสี่ยง ก่อนหน้านี้มีการบรรลุ “การหยุดยิงทางการค้า” เบื้องต้นในเดือน ต.ค. 2568 ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดในเดือน พ.ย. 2569 ดังนั้นการประชุมสุดยอดครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    นักวิเคราะห์มองว่าการผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาดการเงินโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนที่เคยสั่นคลอนจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของสินค้าที่จะลดภาษีนำเข้ายังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ และต้องติดตามว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้จริงหรือไม่


    ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข้อตกลงนี้เป็นก้าวที่ดีในการลดความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจ แต่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะมีการปฏิบัติจริงมากน้อยแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาการเจรจาสหรัฐฯ-จีนหลายครั้งจบลงที่การประกาศแต่ไม่ได้ตามมาด้วยการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม สิ่งที่น่าจับตาที่สุดคือการที่ทั้งสองฝ่ายตั้งคณะกรรมการร่วมใหม่ ซึ่งหากทำงานได้จริงอาจช่วยสร้างกลไกจัดการข้อพิพาทระยะยาวได้ดีกว่าที่ผ่านมา สำหรับตลาดสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโต ปัจจัยนี้เป็นบวกในภาพใหญ่ แต่อย่าพึ่งคาดหวังผลทันทีจนกว่าจะเห็นรายละเอียดของสินค้าที่ลดภาษีชัดเจนขึ้น

    ที่มา: @KobeissiLetter

    เครดิตภาพจาก @RupeeMindset

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/05/16/us-china-tariff-deal-boeing-aircraft-agricultural-imports-may-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TrY9uWBpEO1xMXQeuY3kf

  • สรุปผลโพลรัฐบาลอนุทิน คนไทยกังวลหนี้กู้ 4 แสนล้าน จี้ลดค่าครองชีพก่อนเศรษฐกิจทรุด

    สรุปผลโพลรัฐบาลอนุทิน คนไทยกังวลหนี้กู้ 4 แสนล้าน จี้ลดค่าครองชีพก่อนเศรษฐกิจทรุด

    วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.18 น.

    17 พฤษภาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความคาดหวังของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,143 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 12-15พฤษภาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลอนุทินเร่งดำเนินการเรื่องลดค่าครองชีพ ค่าพลังงานราคาสินค้ามากที่สุด ร้อยละ 77.97 รองลงมาคือ แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน ร้อยละ 63.78 และมองว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3เดือนข้างหน้า (มิถุนายน–สิงหาคม) อาจจะแย่ลง ร้อยละ 46.89 ขณะที่ร้อยละ 32.81 คิดว่าเหมือนเดิม สำหรับเรื่องที่กังวลมากที่สุด ณ วันนี้ คือ ภาระหนี้สาธารณะ การกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร้อยละ 44.44 เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลอนุทิน พบว่า ร้อยละ 33.16 ไม่ค่อยคาดหวัง ขณะที่ร้อยละ 31.06 ค่อนข้างคาดหวัง

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่าปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกรัฐบาลที่ประชาชนอยากให้เร่งดำเนินการ แม้รัฐบาลอนุทินเตรียมกู้เงิน 4 แสนล้านบาทมาเพื่อแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ประชาชนกังวล ณ วันนี้ คือภาระหนี้สาธารณะรวมถึงความคุ้มค่าและผลกระทบระยะยาวจึงอาจเป็นเหตุผลให้ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้อาจจะแย่ลงและยังรอดูว่าจะคาดหวังกับผลงานรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด

    ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลโพลสะท้อนชัดว่าความชอบธรรมของรัฐบาลยุคปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงเสียงข้างมากในสภาอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ“ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” และ “ความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศ” มากกว่าประชาชนจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธรัฐบาลทันที หากแต่อยู่ในภาวะ “รอดูผลงาน”เพราะสังคมไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมาเผชิญการเมืองที่เต็มไปด้วยคำสัญญา แต่มักไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนรู้สึกได้จริง เมื่อประชาชนกังวลทั้งค่าครองชีพ หนี้สินส่วนบุคคลและภาระหนี้สาธารณะ จึงสะท้อนว่าความกดดันที่รัฐบาลกำลังเผชิญไม่ใช่เพียงปัญหาเศรษฐกิจเชิงตัวเลข แต่คือ“วิกฤตความเชื่อมั่น” ว่ารัฐยังมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารประเทศหรือไม่ ในอีกมิติหนึ่งผลโพลยังสะท้อนว่าประชาชนเริ่มให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของการบริหาร” มากกว่าความนิยมทางการเมืองเพราะต่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในสภา แต่หากไม่สามารถสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทางสังคมได้ก็อาจเผชิญแรงกดดันสะสมในระยะยาว ความรู้สึกไม่ค่อยคาดหวัง อาจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความไม่ไว้วางใจและพัฒนาไปสู่แรงกดดันทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้นต่อรัฐบาลและต่อระบบการเมืองโดยรวมในระยะต่อไปได้เช่นกัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964947&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw207BfF0pZaxSxIWFiGfJZM

  • สรุปเนื้อหา วงดินเนอร์บิ๊ก CEO เสนอ 6 เรื่องหลัก “อนุทิน” เร่งยกเครื่องเศรษฐกิจไทย

    สรุปเนื้อหา วงดินเนอร์บิ๊ก CEO เสนอ 6 เรื่องหลัก “อนุทิน” เร่งยกเครื่องเศรษฐกิจไทย

    เปิดรายละเอียด  บิ๊ก CEO ยักษ์ใหญ่ของไทย ร่วมโต๊ะดินเนอร์เสนอมุมมองและความคิดเห็นต่อรัฐบาล เร่งยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ด้านนายกฯ รับลูกทันที สั่งตั้ง กรอ. ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง 

    เวทีการหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงค่ำ วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะรัฐมนตรี ได้เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ที่นายกฯ ระบุว่า ล้วนส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน 

    เป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้  คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยนายกฯได้กล่าวตอนหนึ่งในวงประชุม ว่า “ประเทศไทยมีโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน”  โดยรัฐบาลชุดนี้พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิม ๆ กฎหมายล้าสมัย หรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมเร่งสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและกิจการของทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง” 

    เปิดรายชื่อ 10 กลุ่มอุตสาหกรรม ร่วมโต๊ะดินเนอร์รัฐบาล

    เวทีการรับฟังข้อเสนอแนะครั้งนี้ พบว่ามีผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนและผู้แทนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม ได้แก่

    1. สถาบันหลัก กกร. 

    • พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 
    • ผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย 
    • ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 
    • ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย

    2. ยานยนต์ 

    • กลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

    3. โรงแรม/ท่องเที่ยว 

    • คุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย

    4. สุขภาพ 

    • แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร BDMS

    5. ก่อสร้าง/อสังหาฯ 

    • ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG

    6. ค้าปลีก/สินค้าอุปโภคบริโภค 

    • สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 
    • เวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร / กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

    7. พลังงาน 

    • สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gulf

    8. การเงิน 

    • ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

    9. เทคโนโลยี 

    • ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท Delta Electronics Thailand

    10. เกษตร/อาหาร 

    • ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

    บรรยากาศการหารือเป็นไปอย่างชื่นมื่น ทางรัฐบาลเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับโรงแรมวังสวนสุนันทา จัดเตรียมอาหารสำหรับจัดเลี้ยงในงาน มีการนำวัตถุดิบภายในประเทศมารังสรรค์เป็นอาหารในรูปแบบ Thai Fusion Set อาทิ ทาร์ตยำส้มโอ  กุ้งหวานแตงโม ข้าวสามสีผัดพริกเกลือปลาย่างสมุนไพร  การหารือใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง นายกฯ จึงเดินออกมาจากตึกสันติไมตรี พร้อมกับ คณะรัฐมนตรี โดยมีนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และนายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เดินตามหลัง โดยทั้งคู่ยังนั่งประกบซ้าย-ขวา นายกรัฐมนตรีในวงหารือด้วย

    ผู้สื่อข่าวจึงพยายามถามถึงการหารือเป็นอย่างไรบ้าง โดยนายอนุทิน ร้องโอ้โห พร้อมกล่าวว่า “คิดดู คนระดับนี้ 2 ชั่วโมงกว่า ไม่ได้มาคุยเล่น” เมื่อถามย้ำว่าบรรยากาศการพูดคุยเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน หัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า “หูชาเลย”

    ต่อมานายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ระบุว่า วงหารือ “เอกชนพูด รัฐบาลฟัง” รัฐบาลได้รับข้อเสนอของ เอกชน 6 ประเด็น ได้แก่

    1. เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-พลังงานสะอาด ในเรื่องนี้ถือเป็นข้อเสนอหลักจากภาคเอกชนที่เน้นไปที่การเร่งลงทุนในทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับภาคการเกษตรและวิกฤตเอลนีโญในช่วงปลายปี รวมถึงการเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid Modernization) เพื่อตอบโจทย์วิถีพลังงานโลกสมัยใหม่

    2. การลงทุนใน “คน” โดยใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลมาช่วยเพิ่มทักษะ (Up-skill) แรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

    3. การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และศูนย์กลางการเงิน โดยภาคเอกชนมีข้อเสนอว่าในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่จุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) อุตสาหกรรมดิจิทัล และเกษตรสมัยใหม่, โดยมีแผนต่อยอดจากฐาน Data Center ไปสู่ Cloud Service และการผลิต Semiconductor ซึ่งเป็นหัวใจของ AI ขณะที่ภาคธนาคารเสนอให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Regional Hub) ผ่านการสนับสนุนให้ธุรกิจไทยเข้มแข็งและมีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้โอกาสจากวิกฤตในตะวันออกกลาง

    4. การปลดล็อกและแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ โดยภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดการขอใบอนุญาตที่ล่าช้า โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว, ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้ชื่นชมโครงการ BOI Fast Pass ว่าเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ช่วยให้การลงทุนขับเคลื่อนได้รวดเร็วขึ้นจริงตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา และทำให้เกิดการลงทุนจริงกว่า 2 แสนล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา

    5. เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยเร็ว

    6. เป็นข้อเสนอในเรื่องการดูแลเรื่องของปัญหาเงินเฟ้อ ที่มีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดูแลผู้ประกอบการ SMEs จากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

    โดยรัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลัง “รัฐ–เอกชน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    แต่หากเป็นโครงการที่ต้องใช้งบประมาณต้องเน้นรูปแบบการร่วมลงทุน (PPP) ที่เอกชนเป็นตัวนำและรัฐเป็นผู้สนับสนุน ควบคู่กับการใช้ยุทธศาสตร์ 4T  ประกอบด้วย 

    1. Target มุ่งเป้าหมายให้ชัดเจน 

    2. Transition การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด 

    3. Transform การปฏิรูปทักษะทรัพยากรมนุษย์ 

    4. Together การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน

    ทั้งนี้ มีรายงานว่า การพบกันครั้งนี้ รัฐบาลได้สอบถามความเห็น โดยให้บรรดาภาคเอกชนตอบแบบสอบถามว่ามีมาตรการหรือนโยบายใดที่อยากจะให้รัฐบาลยุติเพื่อประกอบการตัดสินใจในการวางกรอบนโยบายในอนาคต พร้อมหัวข้อสอบถามความในใจถึงนายกรัฐมนตรี หากให้สื่อสารได้ 1 นาที อยากบอกอะไรกับนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว

    และยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า ในครั้งหน้ารัฐบาลเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสถาบันการเงิน ไฟแนนซ์ รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจการเงินมาหารือที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2933225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21L7aqqNhAMIavvxpx_k4B

  • “ปูติน” จ่อพบ “สี จิ้นผิง” 19-20 พ.ค. จับตาความร่วมมือเศรษฐกิจ-ยุทธศาสตร์ครั้งใหม่ : อินโฟเควสท์

    “ปูติน” จ่อพบ “สี จิ้นผิง” 19-20 พ.ค. จับตาความร่วมมือเศรษฐกิจ-ยุทธศาสตร์ครั้งใหม่ : อินโฟเควสท์

    ทำเนียบเครมลินเปิดเผยว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย มีกำหนดเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 19-20 พ.ค. ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

    การเยือนครั้งนี้จะเกิดขึ้นทันทีหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดทวิภาคีกับสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งสะท้อนถึงความเคลื่อนไหวทางการทูตครั้งสำคัญของมหาอำนาจโลกในช่วงเวลาเดียวกัน

    เครมลินระบุว่า การเดินทางเยือนจีนของปูตินถูกกำหนดให้ตรงกับวาระครบรอบ 25 ปีของสนธิสัญญาว่าด้วยความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับจีน

    ข้อตกลงดังกล่าวลงนามครั้งแรกเมื่อปี 2544 โดยปูตินและเจียง เจ๋อหมิน อดีตประธานาธิบดีจีน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว รวมถึงการประสานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในหลายด้านระหว่างสองประเทศ

    การหารือครั้งใหม่นี้คาดว่าจะต่อยอดกรอบความร่วมมือเดิม ผ่านข้อตกลงทวิภาคีเพิ่มเติมและแถลงการณ์ร่วมฉบับใหม่ เพื่อยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และความเป็นหุ้นส่วนรอบด้านระหว่างจีนกับรัสเซีย

    ขณะเดียวกัน ข้อตกลงใหม่ยังถูกมองว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์เชิงสถาบัน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของพันธมิตรทางการค้าโลก

    นอกจากประเด็นด้านการทูตและยุทธศาสตร์แล้ว กำหนดการเยือนยังมุ่งเน้นความร่วมมือด้านการค้า การเงิน และอุตสาหกรรม โดยปูตินมีกำหนดพบหารือกับหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เพื่อทบทวนกรอบการค้าปัจจุบัน ข้อมูลศุลกากร และความร่วมมือทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน

    นอกจากนี้ ยังมีกำหนดเปิดโครงการปีแห่งการศึกษารัสเซีย-จีนประจำปี 2570-2571 อย่างเป็นทางการด้วย

    ทั้งนี้ การหารือหลายระดับระหว่างสองประเทศมีเป้าหมายเพื่อเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและเส้นทางการลงทุนในภูมิภาคยูเรเชีย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรม และแรงกดดันด้านกฎระเบียบระหว่างประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/593593&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-R2LUC5irJnAO2tm-XSj2

  • อาหรับจุดปาฏิหาริย์โลจิสติกส์ จัด ‘รถบรรทุกพันคัน’ ฝ่าฮอร์มุซ

    อาหรับจุดปาฏิหาริย์โลจิสติกส์ จัด ‘รถบรรทุกพันคัน’ ฝ่าฮอร์มุซ

    เมื่อฮอร์มุซถูกปิดตายจากสงคราม ประเทศอ่าวอาหรับจึงเร่งสร้าง ‘เส้นเลือดใหม่’ ขึ้นกลางทะเลทราย ด้วยขบวนรถบรรทุกหนักนับพันคัน วิ่งฝ่าทะเลทรายอาหรับอันร้อนระอุ ‘ตลอด 24 ชั่วโมง’ จำนวนรถพุ่งจากวันละ 100 คัน เป็น ‘กว่า 7,000 คัน’ จนถูกยกให้เป็น ‘ปาฏิหาริย์ด้านโลจิสติกส์’

    ท่ามกลางสงครามลากยาวในตะวันออกกลาง และช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงถูกปิดตาย ภาพที่หลายคนอาจไม่คาดคิด กำลังเกิดขึ้นกลางทะเลทรายอาหรับ เมื่อ “ขบวนรถบรรทุกนับพันคัน” วิ่งข้ามคาบสมุทรอาหรับ “ตลอด 24 ชั่วโมง” เพื่อทำหน้าที่แทนเรือสินค้า และได้กลายเป็น “เส้นเลือดฉุกเฉิน” ของเศรษฐกิจโลก 

    ในขณะนี้ เส้นทางลำเลียงสินค้าทางบกในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และโอมาน กำลังทำหน้าที่คล้าย “คาราวานอูฐในอดีต” เพียงแต่ครั้งนี้ สิ่งที่บรรทุกไม่ใช่เครื่องเทศหรือผ้าไหม หากเป็นปุ๋ย สินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ และวัตถุดิบสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก

    หนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า บริษัทเหมืองแร่ยักษ์ใหญ่ของซาอุฯ อย่าง Maaden ต้องระดมรถบรรทุกเพิ่มจาก 600 คัน เป็น “กว่า 3,500 คัน” เพื่อเร่งขนปุ๋ยจากอ่าวเปอร์เซียไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดง โดยใช้คนขับสองคนต่อรถ เพื่อให้วิ่งแทบไม่หยุดตลอดเส้นทางกลางทะเลทราย 

    บ็อบ วิลต์ ซีอีโอของบริษัท Maaden ระบุว่า แม้ต้นทุนจะสูงและระบบทั้งหมดไม่เคยถูกออกแบบมาสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ทางเลือกดังกล่าวช่วยลดผลกระทบจากวิกฤติปุ๋ยโลก ที่กำลังคุกคามห่วงโซ่อาหารและเงินเฟ้อในหลายประเทศ 

    ขณะเดียวกัน บริษัทเดินเรือระดับโลกอย่าง Maersk และ MSC (Mediterranean Shipping Company) ก็เริ่มหันมาใช้ “การขนส่งทางบก” ข้ามคาบสมุทรอาหรับ 

    ไม่เพียงเท่านั้น เครือซูเปอร์มาร์เก็ตใน UAE อย่าง Spinneys ถึงขั้นขนสินค้าอาหาร ไม่ว่าจะเป็นมันฝรั่งทอด ข้าวโอ๊ตสำหรับทำโจ๊ก และขนมเด็ก จากอังกฤษ ผ่านยุโรป อียิปต์ ซาอุฯ ก่อนเข้าสู่ดูไบด้วย “รถบรรทุก” ใช้เวลาถึง 16 วัน 

    ด้าน “ระบบราง” ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเช่นกัน โดย Etihad Rail ผู้ให้บริการรถไฟขนส่งสินค้า เพิ่งขนรถยนต์ Nissan หลายร้อยคันจากเมืองฟูไจราห์ซึ่งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปยังกรุงอาบูดาบีที่ตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซีย นับเป็นการขนส่งรถยนต์ด้วยรถไฟครั้งแรกของประเทศ

    สงครามครั้งนี้ กำลังผลักให้ภูมิภาคอ่าวอาหรับ “เขียนแผนที่โลจิสติกส์ใหม่” อย่างเร่งด่วน จากเดิมที่เศรษฐกิจทั้งภูมิภาคพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก มาสู่การสร้างเครือข่ายถนน รถไฟ และท่าเรือสำรอง เพื่อให้การค้าโลกยังเดินหน้าต่อได้ แม้เส้นทางเดินเรือหลักจะถูกปิดกั้น 

    อาหรับจุดปาฏิหาริย์โลจิสติกส์ จัด 'รถบรรทุกพันคัน' ฝ่าฮอร์มุซ

    – เส้นทางขนส่งทางบกและท่าเรือสำคัญใหม่ในอ่าวอาหรับ (ภาพ: Andrew Barnett/WSJ) –

    รถบรรทุกพุ่งจากวันละ 100 คัน เป็น ‘กว่า 7,000 คัน’

    หนึ่งในจุดที่เปลี่ยนชัดที่สุดคือ ท่าเรือ Khor Fakkan ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเดิมเป็นเพียงศูนย์ถ่ายลำสินค้า แต่ปัจจุบันกลายเป็น “ประตูฉุกเฉิน” ของภูมิภาค โดยจำนวนรถบรรทุกพุ่งจากวันละ 100 คัน เป็น “กว่า 7,000 คัน” ขณะที่ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์รายสัปดาห์ เพิ่มจาก 2,000 ตู้ “เป็น 50,000 ตู้” หลังสงครามเริ่มต้น 

    บริษัทผู้บริหารท่าเรือต้องเร่งจ้างพนักงานเพิ่ม 900 คนภายในสองสัปดาห์ พร้อมเปิดลานพักรถใหม่เพื่อรองรับการกระจายสินค้าอย่างเร่งด่วน 

    “มันเหมือนต้องรวบรวมนักดนตรีทั้งวงภายในชั่วข้ามคืน เพื่อเล่นซิมโฟนีของโมซาร์ตให้ได้ทันที” ฟาริด เบลบูอับ ซีอีโอของ Gulftainer ผู้บริหารท่าเรือ Khor Fakkan กล่าว

    ขณะเดียวกัน Saudi Aramco บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ได้หันมาใช้ “ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline” ไปยังท่าเรือยันบูบนทะเลแดง

    ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็เร่งส่งออกน้ำมันดิบผ่านเมืองฟูไจราห์มากขึ้นเช่นกัน

    Saudi Aramco ระบุในแถลงการณ์ต่อช่อง CNBC ว่า มีกำไรไตรมาสแรก “พุ่งขึ้น 26%” เมื่อเทียบรายปี และ “เพิ่มขึ้น 34%” จากกำไร 25,100 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า สูงกว่าที่เหล่านักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ไว้ หลังท่อส่งน้ำมันสำคัญที่ช่วยให้บริษัท “เลี่ยง” ช่องแคบฮอร์มุซเดินเครื่องได้เต็มกำลัง 

    อามิน นาสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Aramco กล่าวว่า “ท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ของเรา ซึ่งขณะนี้สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังที่ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็น ‘เส้นเลือดสำคัญ’ ของการจัดหาพลังงานโลก ช่วยลดผลกระทบจากวิกฤติพลังงานโลก และบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ”

    ซาอุฯ จับมือสหรัฐ เร่งสร้าง ‘เส้นเลือดแร่’ ขึ้นมาใหม่

    นอกจากประเด็นวางเส้นทางขนส่งใหม่แล้ว ซาอุดีอาระเบียยังสั่งให้เหมือง Maaden “ขยายกำลังการผลิตแร่” ฟอสเฟต ทองคำ และอะลูมิเนียม พร้อมวางแผนลงทุนสูงถึง 110,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

    บริษัทกำลังร่วมมือกับ MP Materials ของสหรัฐ และกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ในโครงการสกัดและแปรรูปแร่หายาก ซึ่งจะทำให้ซาอุดีอาระเบียกลายเป็น “จิ๊กซอว์สำคัญ” ของความพยายามฝั่งตะวันตกในการลดการพึ่งพาจีน

    ขณะเดียวกัน Maaden ยังเป็นกำลังหลักที่ช่วยผลักดันให้ซาอุดีอาระเบียก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกฟอสเฟตรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยปกติแล้ว ฟอสเฟตจะถูกขุดจากเหมือง นำมาแปรรูปเป็นเม็ดปุ๋ย ก่อนขนส่งออกสู่ตลาดโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    แต่เมื่อสงครามทำให้เส้นทางเดินเรือในฮอร์มุซเผชิญความเสี่ยงสูง บริษัทจึงต้องเร่งสร้าง “เส้นทางสำรอง” ผ่านทะเลทราย เพื่อให้การส่งออกยังเดินหน้าต่อได้

    อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญกลับไม่ใช่เรื่องการขนส่งผ่านทะเลทรายอันกว้างใหญ่ เพราะซาอุดีอาระเบียมีเครือข่ายทางหลวงข้ามประเทศรองรับอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ “โครงสร้างพื้นฐานปลายทาง” โดยเฉพาะท่าเรือฝั่งทะเลแดง ซึ่งเดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการส่งออกฟอสเฟตในปริมาณมหาศาล

    Maaden จึงต้องเร่งดัดแปลงระบบโลจิสติกส์ใหม่เกือบทั้งหมด ตั้งแต่การสร้างคลังสินค้าแบบสำเร็จรูปสำหรับเก็บปุ๋ย ไปจนถึงติดตั้งระบบท่อพิเศษสำหรับขนถ่ายกรดซัลฟิวริก ซึ่งเป็นสารสำคัญในการผลิตฟอสเฟตและมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง ลงสู่รถบรรทุกแทงก์สเตนเลสโดยเฉพาะ

    ปาฏิหาริย์โลจิสติกส์ ในวันที่ฮอร์มุซลุกเป็นไฟ

    แม้ระบบขนส่งทางบกจะไม่สามารถทดแทนศักยภาพการเดินเรือได้ทั้งหมด และยังมีต้นทุนสูงกว่า แต่หลายฝ่ายมองว่า นี่กำลังกลายเป็น “โช้กอัพ” สำคัญของเศรษฐกิจโลก ที่ช่วยลดแรงกระแทกจากสงคราม รักษาการค้าโลกบางส่วน และช่วยชะลอแรงเงินเฟ้อไม่ให้รุนแรงไปกว่านี้ 

    วิกฤติฮอร์มุซ ยังเผยให้เห็นจุดอ่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ นั่นคือ การพึ่งพา “เส้นทางเดียว” อาจทำให้ทั้งระบบเปราะบางเกินไป หากเกิดสงครามหรือวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์

    วันนี้ ประเทศอ่าวอาหรับจึงไม่ได้มองแค่การ “เอาตัวรอด” จากสงคราม แต่กำลังเร่งสร้างระบบโลจิสติกส์สำรองถาวร เพื่อให้โลกไม่ถูก “บีบคอ” ได้ง่ายอีกในอนาคต 

    เดิมที ช่วงเริ่มต้นของสงคราม นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ CRU เคยตั้งคำถามอย่างกังวลใจว่า สินค้าส่งออกของซาอุดีอาระเบีย จะยังสามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้หรือไม่

    แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อมูลจากบริษัทติดตามเรือสินค้า Kpler ระบุว่า สินค้าฟอสเฟตจากท่าเรือยันบูบนทะเลแดง ได้ถูกส่งไปถึงทั้งจิบูตี ไทย และอาร์เจนตินาแล้ว

    ปีเตอร์ แฮร์ริสสัน นักวิเคราะห์จาก CRU ถึงขั้นเรียกปฏิบัติการรับมือวิกฤติครั้งนี้ว่าเป็น “ปาฏิหาริย์ด้านโลจิสติกส์ของซาอุดีอาระเบีย”

    อ้างอิง: wsjreuterscnbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1234194&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eeearGI94PtaQc1ZFvmPV

  • อาจารย์ ม.รังสิต แนะ รบ.เปลี่ยนการหารือ CEO ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    อาจารย์ ม.รังสิต แนะ รบ.เปลี่ยนการหารือ CEO ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายวันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบฯ หารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจและบริษัทชั้นนำของประเทศ ว่า เวทีลักษณะนี้ไม่ควรถูกมองเพียงมิติการเมือง หรือภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ต้องมองในมิติของความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังพยายามสร้างขึ้น เพื่อให้ภาคเอกชนกล้าตัดสินใจลงทุนและเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป

    นายวันวิชิต กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระหว่างประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากชะลอการลงทุน หรือระมัดระวังในการขยายกิจการมากขึ้น

    ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ ไม่ใช่เพียงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนเห็นว่า ประเทศยังมีทิศทาง มีเสถียรภาพ และมีรัฐบาลที่พร้อมรับฟังปัญหา รวมถึงพร้อมร่วมแก้ไขอุปสรรคทางเศรษฐกิจไปด้วยกัน ทั้งนี้ เวลาที่เศรษฐกิจโลกผันผวน นักลงทุนจะไม่ได้มองแค่ตัวเลขจีดีพี แต่จะมองว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพไหม มีทิศทางชัดเจนไหม และพร้อมทำงานร่วมกับภาคธุรกิจหรือเปล่า เพราะสุดท้ายแล้ว ความเชื่อมั่นคือปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน

    นายวันวิชิต กล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลเชิญ CEO จากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าหารือโดยตรง ยังสะท้อนความพยายามเชื่อมภาครัฐกับเศรษฐกิจจริง เพราะภาคธุรกิจคือกลุ่มที่เห็นปัญหาหน้างานจริง ทั้งเรื่องต้นทุน การแข่งขัน กำลังซื้อ การจ้างงาน และอุปสรรคในการลงทุน ซึ่งบางครั้งข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถสะท้อนผ่านรายงานราชการเพียงอย่างเดียวได้ ดังนั้น เวทีลักษณะนี้จึงมีความสำคัญในฐานะช่องทางรับฟัง ที่ทำให้รัฐบาลเข้าใจสภาพเศรษฐกิจจากผู้ปฏิบัติจริง และสามารถนำข้อมูลไปออกแบบนโยบายได้ตรงกับสภาพปัญหามากขึ้น

    นอกจากนี้ นายวันวิชิต ยังมองว่า ภาคธุรกิจขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะเชื่อมโยงกับทั้งห่วงโซ่อุปทาน การจ้างแรงงาน การลงทุน และผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก หากบริษัทขนาดใหญ่ยังเดินหน้าลงทุน ก็จะช่วยรักษาระดับการจ้างงาน และช่วยให้เศรษฐกิจหมุนต่อได้

    ทั้งนี้ หากเอกชนไม่มั่นใจ ไม่ลงทุน เศรษฐกิจก็จะชะลอทันที เพราะรัฐไม่สามารถแบกเศรษฐกิจทั้งประเทศได้เพียงฝ่ายเดียว วันนี้รัฐบาลจึงต้องทำหน้าที่สร้างบรรยากาศให้ภาคธุรกิจกล้าตัดสินใจ และรู้สึกว่าการลงทุนในประเทศไทยยังมีอนาคต

    นายวันวิชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือ รัฐบาลต้องเปลี่ยนการหารือให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องการลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะหากเวทีพูดคุยเกิดขึ้นเพียงเพื่อสร้างภาพ แต่ไม่มีการผลักดันนโยบายตามมา ก็อาจไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องรักษาสมดุลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ให้การดูแลภาคธุรกิจขนาดใหญ่ถูกมองว่าเป็นการละเลยผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย หรือภาคประชาชน เพราะเศรษฐกิจไทยจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ต้องอาศัยทั้งทุนขนาดใหญ่ SME ภาคแรงงาน และเศรษฐกิจฐานรากเดินไปพร้อมกัน หากรัฐบาลสามารถทำให้เอกชนมั่นใจว่าประเทศมีเสถียรภาพ มีนโยบายที่ต่อเนื่อง และพร้อมสนับสนุนการลงทุนได้จริง ก็จะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งสุดท้ายจะกลับมาในรูปของการจ้างงาน รายได้ และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000046271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CNKEIy1R2JKObycqMxcyI