Category: เศรษฐกิจ

  • “ทรัมป์” ลอบกัด ปรับกุลยุทธใหม่ ใช้สงครามเศรษฐกิจกดดัน “อิหร่าน” เงินเฟ้อพุ่งพรวด | TOPNEWS

    “ทรัมป์” ลอบกัด ปรับกุลยุทธใหม่ ใช้สงครามเศรษฐกิจกดดัน “อิหร่าน” เงินเฟ้อพุ่งพรวด | TOPNEWS

    “ทรัมป์” ลอบกัด ปรับกุลยุทธใหม่ ใช้สงครามเศรษฐกิจกดดัน “อิหร่าน” เงินเฟ้อพุ่งพรวด

    • เผยแพร่ : 12/08/2026 08:33

    “ทรัมป์” ลอบกัด ปรับกุลยุทธใหม่ ใช้สงครามเศรษฐกิจกดดัน “อิหร่าน” เงินเฟ้อพุ่งพรวด “ชาวมะกัน” รับกรรมเต็มๆ

    #topnewstv #โดนัลด์ทรัมป์ #อิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1659302&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xODPigUSOBx9YCE1rHg9L

  • ถอดรหัสธุรกิจไทยจาก ‘ปีเผาเกรียม’สู่ยุค ‘กระสุนน้อย’  พร้อมเปิด 4 รหัสลับเพื่อเป็นผู้รอด

    ถอดรหัสธุรกิจไทยจาก ‘ปีเผาเกรียม’สู่ยุค ‘กระสุนน้อย’ พร้อมเปิด 4 รหัสลับเพื่อเป็นผู้รอด

    เป็นคำนิยามที่ ‘ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล’ หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้เศรษฐกิจและธุรกิจไทยในปีนี้

    เหตุผลเพราะสภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจของประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Shockwave ซึ่งเป็นการสั่นสะเทือนที่รุนแรงและต่อเนื่องจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งระดับโลก การแข่งขันที่ดุเดือด เทคโนโลยี AI และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

    โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ไม่รู้ว่า จะจบลงเมื่อไร ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนเป็นอย่างมาก 

    ‘สั้น-เร็ว-ชัด-เล็ก’ รหัสเพื่อความอยู่รอด

    เพื่อให้ผู้ประกอบการและธุรกิจอยู่รอดได้ในยุคที่นิยามว่าเป็น ‘ปีเผาเกรียม’ และอยู่ภายใต้แรงกดดันจากความไม่แน่นอนอย่างมหาศาล ‘ผศ.ดร.เอกก์ ได้แชร์ 4 รหัสลับที่ธุรกิจต้องมี นั่นคือ ‘สั้น-เร็ว-ชัด-เล็ก’ 

    .

    สั้น : ทำงานให้สั้น แม้จะวางแผนระยะยาวได้ แต่ปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคนี้ ดังนั้น การวางกลยุทธ์ต้องมีกิจกรรมระยะสั้น เพื่อทดสอบตลาดอยู่เสมอ โดยเน้นเกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันแบบ Real-time

    เร็ว : ต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเรื่อง AI ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเวลาอันสั้น โดยธุรกิจควรเริ่มใช้ AI ทันทีตั้งแต่วันนี้ อย่าลังเลหรือกลัวเพื่อให้เกิดความคุ้นชิน และปรับตัวให้ทันก่อนที่ความฉลาดของ AI จะทิ้งห่างความสามารถของมนุษย์ไปไกล

    “การเข้าไปทำความรู้จักและหัดใช้ AI ตั้งแต่ตอนนี้ในขณะที่มันยังไม่น่ากลัวจนเกินไป จะเป็นผลดีต่อธุรกิจมากกว่าการรอไปเริ่มศึกษาในวันที่ AI พัฒนาไปจนถึงขั้นที่น่ากลัวหรือตามไม่ทันแล้ว

    อย่างตอนนี้ AI มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ เปรียบเทียบว่ามันกำลังพัฒนาจากเด็กโตเข้าสู่ วัยรุ่น และจะกลายเป็นผู้ใหญ่ในเวลาอันสั้น ซึ่งจะทำให้ AI ฉลาดกว่าที่หลายคนคาดคิด”

    อีกประเด็น ต้องปรับตัวให้เร็วเท่าทันคู่แข่ง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

    ชัด : กลุ่มเป้าหมายต้องชัดเจนที่สุด เพื่อป้องกันการงบประมาณแบบ ‘ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ’

    เล็ก : ทำงานให้เล็ก สอดคล้องกับความชัดเจน คือการมุ่งเน้นไปที่ Super Niche Market หรือกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็กหลาย ๆ กลุ่มที่มีศักยภาพ แทนการหว่านแหจับกลุ่มใหญ่เพียงกลุ่มเดียว

    นิยามปีหน้า ‘ปีแห่งกระสุนน้อย’ กลยุทธ์ต้อง ‘แม่น-หมอบ-มุ่ง-มอบ’

    สำหรับในปีหน้า ทางนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยให้นิยามว่า เป็น  ‘ปีแห่งกระสุนน้อย’ ธุรกิจจะตกอยู่ในสภาวะที่มีงบประมาณจำกัด แต่ยังต้องสู้ในสงครามที่ดุเดือด และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    ด้วยเงินทุนไม่ได้มีจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน การใช้จ่ายทุกอย่างจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและคุ้มค่าที่สุด

    เพื่อให้รอดพ้นจากปีแห่งสงครามที่มีกระสุนจำกัด ธุรกิจต้องใช้กลยุทธ์  ‘แม่น-หมอบ-มุ่ง-มอบ’

    แม่น: ต้องใช้ Data เป็นเหมือน ‘เรดาร์’ ในการนำทางเพื่อให้ทุกการตัดสินใจและการตลาดแม่นยำที่สุดท่ามกลางงบประมาณที่น้อยลง

    หมอบ: ต้องรู้จักเลือก ‘สิ่งที่จะไม่ทำ’ หากสถานการณ์รุนแรงหรือมีความเสี่ยงสูง การรู้จักหมอบหรือถอยออกมาในจังหวะที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ

    มุ่ง: ยังคงเน้นย้ำที่การมุ่งสู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Super Niche) อย่างจริงจัง เพื่อโฟกัสเป้าหมายให้ชัดในยุคที่อะไรๆก็ไม่แน่นอนชัดเจน

    มอบ: เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการ ‘มอบคืนสู่สังคม’ และ ‘ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ เพราะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ นำมาตัดสินใจเลือกหรือซื้อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ดังนั้น แม้จะมีงบประมาณน้อย แต่การทำความดีจะสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ในวันที่คู่แข่งรายอื่นอาจหยุดทำ

    จุดเปลี่ยนระบบการเงิน จาก Credit Score สู่ Green Credit

    นอกจากกลยุทธ์การตลาดแล้ว แหล่งเงินทุนของธุรกิจกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่ธนาคารพิจารณาเงินกู้จาก ‘เครดิตในอดีต’ กำลังจะเปลี่ยนไปสู่ระบบ ‘Green Credit Score’

    ระบบใหม่นี้จะไม่ดูเพียงแค่ว่า ‘มีประวัติการชำระเงินเป็นอย่างไร’ หรือ ‘มีการเบี้ยวหนี้หรือไม่’ แต่จะดูว่า ‘ธุรกิจมีแผนในอนาคตอย่างไร’ และ ‘รักษ์โลก ใส่ใจสังคมหรือไม่’

    สอดคล้องกับกฎระเบียบของโลกและแนวโน้มของธนาคารในไทย ที่เริ่มให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีแผนงานดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าแค่ตัวเลขในบัญชีเพียงอย่างเดียว

    แม้สถานการณ์ของธุรกิจไทยต่อจากนี้จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ทางนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย อยากฝากกำลังใจให้ผู้ประกอบ

    เพราะถ้าผ่านยุคโควิด ซึ่งถือว่าสถานการณ์รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้าก็จะสามารถผ่านไปได้ เพียงต้องขยับและปรับตัวให้ทัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/strategic-move/114870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Zrlqev0yuXjjjy9TRw4H0

  • ‘ธปท.’ ห่วงเศรษฐกิจครึ่งหลังไม่แน่นอน ภาษีสหรัฐ-เลิกจ้างแรงงานกระทบ

    ‘ธปท.’ ห่วงเศรษฐกิจครึ่งหลังไม่แน่นอน ภาษีสหรัฐ-เลิกจ้างแรงงานกระทบ

    “ธปท.” ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2569 ไม่แน่นอนสูง รับแรงกดดันมาตรการภาษีสหรัฐ และเกณฑ์กำลังการผลิตส่วนเกินเพิ่มเติมเดือน ส.ค. รวมถึงปัญหาโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม จ้างแรงงานต่ำ-ภาคเกษตรดูดซับได้จำกัด เน้นย้ำดูแลค่าเงินบาทใกล้ชิด

    วันที่ 10 ส.ค. 2569 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ที่กระทรวงการคลัง โดยเปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังภาพรวมยังมีความไม่แน่นอนสูง มีทั้งปัจจัยบวกและลบให้ต้องคำนึงถึง แม้ก่อนหน้านี้ ธปท. จะมีการปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจหรือจีดีพีเพิ่มขึ้น

    โดยระบุว่าทิศทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 3 จะดีกว่าไตรมาสที่ 2 เนื่องจากได้รับแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐช่วงเดือน มิ.ย. ถึง ก.ย. 2569 แต่เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยังคงขึ้นอยู่กับภาคการท่องเที่ยวซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวตามปัจจัยฤดูกาลหรือการเข้าสู่ “ไฮซีซั่น”

    “ต่อข้อซักถามที่ว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วหรือยัง ธปท. ไม่ได้ยืนยันว่า ไตรมาส 2 คือจุดต่ำสุด บอกแค่ว่า ไตรมาส 3 จะดีกว่าไตรมาส 2 แต่ไม่ได้บอกว่าผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว เพราะว่ามันยังมีความผันผวนอยู่สูง”

    ทั้งนี้ ธปท. กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและทบทวนสมมติฐานทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และคาดว่าจะมีการประกาศทิศทางหรือตัวเลขประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหรือจีดีพีใหม่ในวันพุธที่ 26 ส.ค. นี้

    ชี้ผลกระทบภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 ยังจำกัด จับตาเกณฑ์ ‘กำลังการผลิตส่วนเกิน’

    สำหรับความกังวลเรื่องการบังคับใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐฯ ในประเด็นความล้มเหลวในการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน (Force Labor) นั้น

    ปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดเก็บภาษีอยู่ที่อัตรา 12.5% ขณะที่ประเทศอื่นโดนจัดเก็บที่ 10% ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกันและต่ำกว่าอัตรา 19% ที่เคยคาดการณ์ไว้ในตอนแรก ทำให้ภาษีในส่วนนี้ยังไม่ส่งผลกระทบที่รุนแรง และศักยภาพในการแข่งขันของไทยยังสามารถรับมือได้

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือเกณฑ์เกี่ยวกับ กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ที่สหรัฐฯ มีกำหนดจะประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมภายในเดือน ส.ค. นี้ ซึ่งต้องติดตามว่าไทยจะโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเท่าใดเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    ขณะที่ภาพรวมการส่งออกในปัจจุบันยังขยายตัวได้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ทำให้ยอดการนำเข้าสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ในท้ายที่สุดจึงอาจไม่ได้หนุนการเติบโตของจีดีพีมากนัก

    เงินเฟ้อต่ำคาด แต่เจอปัญหาอุปทาน-แรงงานแทนที่

    ด้านสถานการณ์เงินเฟ้อ ธปท. คาดการณ์ว่าแนวโน้มเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีอาจจะต่ำกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อย โดยนักวิเคราะห์บางกลุ่มได้เริ่มเปลี่ยนประเด็นความกังวลจากเรื่องเงินเฟ้อไปสู่ปัญหาด้านอุปทานมากขึ้น เช่น ปัญหาประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

    ส่วนสถานการณ์ตลาดแรงงานที่มีอัตราการปิดตัวของโรงงานมากกว่าการเปิดตัวใหม่ ยังมีความจำเป็นต้องเข้าไปติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโรงงานที่เปิดใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มีแนวโน้มหันมาใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีในการผลิตมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้จำนวนการจ้างงานลดลง และหันไปเน้นแรงงานทักษะสูงมากขึ้น

    ในภาพรวม แรงงานจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับทักษะใหม่เหล่านี้ ขณะเดียวกัน ธปท. ยังต้องจับตาดูว่าภาคเกษตรกรรมจะสามารถดูดซับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากภาคอุตสาหกรรมได้ดีเหมือนในอดีตหรือไม่ ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าจะดูดซับได้ไม่ดีเท่าที่ผ่านมา

    สำหรับทิศทางค่าเงินบาทที่มีความผันผวนสูง โดยชี้ว่ามีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยทาง ธปท. ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

    “ตอนนี้ความผันผวน(ของค่าเงินบาท)มันสูงขึ้นจริงๆ และมาจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างเยอะ เราก็จะดูแลไม่ให้มันวิ่งเร็วเกินไป โดยจะพิจารณาเรื่องของความผันผวนเป็นหลัก ให้คนปรับตัวได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1246947&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hn5zxofre3b75hD6qXqjU

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 12 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 12 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/166896&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BZ9ppS8eIHXWMlN6a29c5

  • ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไร้เงา ‘ครม.สังคม’ ถอดรหัสเยาวชนกระทำผิดซ้ำ กับข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูทุนชีวิตเด็กไทย

    ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไร้เงา ‘ครม.สังคม’ ถอดรหัสเยาวชนกระทำผิดซ้ำ กับข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูทุนชีวิตเด็กไทย

    มากกว่า 50,000 ชีวิต คือจำนวนของเด็กและเยาวชนที่ก้าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

    ตัวเลขที่มหาศาลนี้ทิ้งคำถามตัวโตๆ ไว้ให้สังคมว่า “พวกเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง?” บาดแผลแบบไหนที่ผลักไสให้เด็กคนหนึ่งถลำลึกสู่วงจรความรุนแรง และเพราะเหตุใด แม้จะผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูแล้ว เด็กจำนวนไม่น้อยยังคงวนเวียนกลับไปกระทำผิดซ้ำ

    แม้คดียาเสพติด จะยังคงครองสถิติอันดับหนึ่ง แต่ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ คดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ที่ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันบาดแผลแห่งความรุนแรงนี้มักเชื่อมโยงกับการที่เด็กเข้าถึงอาวุธปืน ได้ง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนความขัดแย้งเล็กๆ ใกล้ตัว ให้ยกระดับสู่โศกนาฏกรรมและความสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน… ได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที

    จากสถิติคดีอาญาย้อนหลัง 5 ปี ระหว่างปี 2565-2569 ข้อมูล ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ปี 2565 มีเด็กและเยาวชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม 12,202 ราย ปี 2566 จำนวน 13,140 ราย และเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในปี 2567 จำนวน 14,737 ราย ก่อนลดลงเหลือ 11,808 รายในปี 2568 ส่วนปี 2569 มีจำนวน 1,550 ราย

    เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า ปี 2565 มีเด็กชาย 11,099 ราย และเด็กหญิง 1,103 ราย ปี 2566 มีเด็กชาย 11,963 ราย และเด็กหญิง 1,177 ราย ปี 2567 มีเด็กชาย 13,187 ราย และเด็กหญิง 1,550 ราย ปี 2568 มีเด็กชาย 10,546 ราย และเด็กหญิง 1,262 ราย ส่วนปี 2569 มีเด็กชาย 1,367 ราย และเด็กหญิง 183 ราย โดยเด็กชายมีจำนวนมากกว่าเด็กหญิงในทุกปี และในช่วงปีที่มีข้อมูลครบปีมีจำนวนประมาณ 11,000-15,000 รายต่อปี

    ด้านอายุขณะกระทำความผิด พบว่า กลุ่มอายุ 17 ปีมีจำนวนสูงที่สุด รวม 18,041 ราย รองลงมาคืออายุ 16 ปี จำนวน 14,816 ราย และอายุ 15 ปี จำนวน 10,448 ราย

    สำหรับฐานความผิดสูงสุด เมื่อรวมสถิติระหว่างปี 2565-2569 พบว่า คดียาเสพติดมีจำนวนมากที่สุด 14,331 คดี รองลงมาคือคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 11,827 คดี และคดีเกี่ยวกับทรัพย์ 10,791 คดี

    เมื่อพิจารณาเป็นรายปี พบว่า ปี 2565 คดียาเสพติดเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 4,399 คดี ขณะที่ปี 2566 และ 2567 ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 3,338 คดี และ 3,861 คดีตามลำดับ ก่อนที่ในปี 2568 คดียาเสพติดจะกลับมาอยู่ในอันดับหนึ่ง จำนวน 3,004 คดี ส่วนปี 2569 คดียาเสพติดยังคงเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 393 คดี รองลงมาคือความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 357 คดี

    ส่วนคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนหรือสังคมในช่วง 3 ปีงบประมาณ พบว่า ปี 2566 มีทั้งหมด 33 คดี โดยความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 15 คดี มีเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้อง 29 ราย ปี 2567 มี 35 คดี โดยความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง 17 คดี มีเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้อง 30 ราย ขณะที่ปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 48 คดี โดยความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง 15 คดี มีเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้อง 29 ราย

    ลักษณะการก่อเหตุในคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายส่วนใหญ่เกิดจากการแก้แค้น บันดาลโทสะ และการทะเลาะวิวาท จนนำไปสู่การทำให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต ขณะที่คดียาเสพติดมักพบพฤติการณ์รับขน จำหน่าย หรือนำขบวนรถขนยาเสพติดปริมาณมาก

    ด้าน โกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ระบุว่า สาเหตุหลักที่พบในเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด อันดับหนึ่งคือครอบครัวแตกแยกหรือพ่อแม่หย่าร้าง รองลงมาคือความยากจน และการอยู่ภายใต้การดูแลของญาติแทนพ่อแม่ ซึ่งอาจทำให้เด็กไม่ได้รับความรักและความอบอุ่นอย่างเพียงพอ

    นอกจากสภาพครอบครัวแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต การแสดงออก และความสามารถในการยับยั้งชั่งใจของเด็ก หากผู้ปกครองพบพฤติกรรมผิดปกติ ไม่ควรรู้สึกอายที่จะพาเด็กไปพบจิตแพทย์ เพื่อประเมินความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงควรยกระดับการดูแลการเข้าถึงเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่อาจไม่เหมาะสมกับเด็กด้วย

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถิติเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วกลับมากระทำผิดซ้ำ รวมถึงเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาหลายแห่ง คำถามสำคัญอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า เด็กเหล่านี้ควรได้รับบทลงโทษหนักเพียงใด แต่อยู่ที่ว่า หลังผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูแล้ว พวกเขาต้องกลับไปใช้ชีวิตท่ามกลางครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสภาพแวดล้อมแบบใด

    เมื่อ ‘บ้าน’ เป็นได้ทั้งพื้นที่ปลอดภัยและต้นเหตุของปัญหา

    นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์เด็กและวัยรุ่น วิเคราะห์ว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กมากที่สุดคือ ‘บ้าน’ เพราะเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือสถานพินิจฯ ล้วนมีบาดแผลทางใจ เพียงแต่บาดแผลของแต่ละคนมีระดับความลึกแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า ‘ทุนชีวิต’

    ทุนชีวิตในความหมายนี้ไม่ใช่เงินหรือทรัพย์สิน แต่หมายถึงระบบนิเวศทั้งหมดที่เด็กอาศัยอยู่ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ความรู้สึกที่มีต่อบ้าน โรงเรียน ชุมชน และกลุ่มเพื่อน โดยเฉพาะครอบครัวซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด และสามารถผลักให้เด็กพัฒนาไปในทิศทางที่ดี หรือในอีกด้านหนึ่งก็อาจกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาได้เช่นกัน

    ดังนั้น เมื่อเด็กเข้าสู่สถานพินิจฯ กระบวนการแก้ไขฟื้นฟูจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงตัวเด็ก แต่พ่อแม่หรือผู้ดูแลใกล้ชิดต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะหากเด็กได้รับการปรับพฤติกรรมภายในสถานพินิจฯ แต่เมื่อออกมาแล้วต้องกลับไปอยู่ในครอบครัว ชุมชน และระบบนิเวศแบบเดิม โอกาสที่พฤติกรรมจะเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

    การพาเด็กเข้าอบรม เข้าค่าย หรือสั่งสอนด้วยวิธีการเดิม โดยไม่ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัว จึงอาจไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ เพราะเมื่อรากของปัญหายังอยู่ที่เดิม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กเพียงฝ่ายเดียวย่อมไม่อาจต้านทานแรงกดทับจากสภาพแวดล้อมเดิมได้ตลอดไป

    เครื่องมือมีอยู่ แต่ไม่ถูกนำมาใช้

    ประเทศไทยมีเครื่องมือสำหรับประเมินความเสี่ยงและสังเกตสภาวะของเด็กอยู่แล้ว ทั้งแบบประเมินทุนชีวิต แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน หรือ SDQ ของกรมสุขภาพจิต ตลอดจนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และแบบประเมินความเครียดสะสมซึ่งจำแนกความเสี่ยงออกเป็นระดับสีเขียว เหลือง และแดง

    แบบประเมินทุนชีวิตแบ่งออกเป็นส่วนที่ให้เด็กประเมินตัวเองและสภาพแวดล้อมรอบตัว กับส่วนที่ให้ผู้ปกครองประเมินเด็ก หากผลการประเมินของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันมาก ย่อมเป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์หรือการรับรู้ภายในครอบครัวอาจกำลังมีปัญหา

    นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือประเมินรูปแบบการเลี้ยงดูที่ใช้การลงโทษหรือความรุนแรง รวมถึงเครื่องมือคัดกรองเด็กเปราะบางหรือเด็กที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนและระบบการศึกษาได้

    ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยไม่มีเครื่องมือ แต่อยู่ที่เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้รับการเผยแพร่และนำไปใช้อย่างจริงจังในวงกว้าง แม้บางส่วนจะบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาแล้วก็ตาม ขณะที่ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนซึ่งเคยดำเนินการอย่างเข้มข้นกลับอ่อนแอลงในปัจจุบัน

    ‘ทุนชีวิต’ ของเด็กไทยกำลังอ่อนแอลง

    งานวิจัยที่ติดตามพลังบวกของเด็กไทยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่เริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล ทั้งความรู้สึกที่มีต่อบ้าน โรงเรียน ชุมชน และกลุ่มเพื่อน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของทุนชีวิต

    เมื่อทุนชีวิตอ่อนแอลง เด็กย่อมมีโอกาสแสดงพฤติกรรมเสี่ยงได้หลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องปรากฏออกมาเป็นความรุนแรงเสมอไป เด็กบางคนอาจเก็บกดจนเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า บางคนอาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีพฤติกรรมเกเร ผลการเรียนตกต่ำ หรือประสบปัญหาในการคบเพื่อน

    รูปแบบของปัญหาจะแตกต่างกันไปตามประสบการณ์และต้นทุนเดิมของเด็กแต่ละคน แต่สิ่งที่พบร่วมกันคือ ทุนชีวิตของเด็กไทยในปัจจุบันอ่อนแอลงอย่างมาก และทำให้ความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่

    การเพิ่มทุนชีวิตจึงต้องเริ่มจากการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกภายในครอบครัว ก่อนขยายไปสู่โรงเรียนและชุมชน ตัวอย่างหนึ่งคือโครงการครอบครัวพลังบวก ซึ่งเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของพ่อแม่ สร้างระบบพี่เลี้ยงในชุมชน และทำให้คนในพื้นที่สามารถเฝ้าระวัง ส่งต่อ ขอความช่วยเหลือ หรือให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่กันได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งนักจิตวิทยาในทุกกรณี

    ชุมชนยังสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์และสร้างเครือข่ายดูแลเด็ก ขณะที่โรงเรียนสามารถปรับพฤติกรรมของคนทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู บุคลากร ไปจนถึงนักเรียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะยาว

    คำว่า ‘คุณธรรม’ ในบริบทนี้จึงไม่ได้หมายถึงพิธีกรรมทางศาสนา แต่หมายถึงพฤติกรรมที่ดีซึ่งสามารถวัด ติดตาม และประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    เมื่อผู้ใหญ่ไม่ใช่แบบอย่าง

    อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่ากังวลคือ ปัญหาด้านพฤติกรรมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็ก แต่คนรุ่นพ่อแม่กลับมีดัชนีคุณธรรมอ่อนแอกว่า โดยเฉพาะด้านวินัยและความรับผิดชอบ เช่น วินัยจราจร ตลอดจนความซื่อสัตย์สุจริต

    สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า หากผู้ใหญ่ซึ่งควรทำหน้าที่เป็นต้นแบบยังมีปัญหาด้านพฤติกรรม ต่อให้เด็กผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูในสถานพินิจฯ แล้ว เมื่อกลับไปอยู่ในครอบครัวและชุมชนเดิม พฤติกรรมของเด็กอาจไม่ดีขึ้น และในบางกรณีอาจเลวร้ายลงกว่าเดิม

    ข้อมูลดัชนีคุณธรรมยังพบว่า พฤติกรรมที่ดีของคนไทยลดลงเกือบร้อยละ 5 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2565 ครอบคลุมทั้งด้านวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต ความกตัญญู และความพอเพียง โดยข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปจำแนกได้ว่า พื้นที่หรือประชากรรุ่นใดกำลังมีปัญหา และควรได้รับการแทรกแซงด้วยยุทธศาสตร์แบบใด

    แม้แนวทางดังกล่าวจะผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่หน่วยงานปฏิบัติกลับยังไม่มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ทำให้ข้อเสนอและเครื่องมือจำนวนมากจบลงอยู่เพียงในเอกสาร ทั้งที่มีคำตอบและรูปแบบการดำเนินงานอยู่แล้ว

    ระยะสั้นต้องคุมปืน ระยะยาวต้องฟื้นฟูพื้นที่เสี่ยง

    สำหรับมาตรการเร่งด่วน รัฐควรเริ่มจากกลุ่มและพื้นที่ที่กำลังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะการควบคุมอาวุธปืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งพัฒนาไปสู่ความสูญเสีย

    แม้รัฐบาลจะประกาศปราบปรามอาวุธปืน แต่ปัญหาของประเทศไทยคือการบังคับใช้กฎหมายที่ยังมีข้อยกเว้น โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจ ช่องว่างดังกล่าวทำให้คำสั่งของรัฐไม่สามารถเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเต็มที่

    หากรัฐสามารถจัดการอาวุธปืนได้ทั้งหมด ทั้งปืนผิดกฎหมาย การซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ และการสะสมอาวุธ โดยไม่ยกเว้นให้บุคคลหรือกลุ่มใด อย่างน้อยย่อมช่วยลดความเสี่ยงของเหตุกราดยิงและการใช้อาวุธประหัตประหารกัน รวมถึงลดโอกาสที่เด็กจะเข้าถึงอาวุธได้

    ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสร้างระบบเฝ้าระวังในกลุ่มเปราะบาง โดยกำหนดพื้นที่ โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาที่เกิดข้อพิพาทบ่อยครั้งให้เป็นพื้นที่เสี่ยง และจัดทำแผนฟื้นฟูเฉพาะพื้นที่อย่างจริงจัง ตั้งแต่การสำรวจปัญหา ลงพื้นที่ กำกับติดตาม ไปจนถึงการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนในระยะยาว รัฐควรนำโมเดลที่มีผลลัพธ์แล้วไปขยายผลผ่านกลไกท้องถิ่น ควบคู่กับกลไกระดับประเทศ เพราะหน่วยงานขนาดเล็กที่มีกำลังคนเพียงหลักสิบไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นทั่วประเทศได้ หากกระทรวงและหน่วยงานส่วนกลางไม่รับช่วงนำไปดำเนินการต่อ

    ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไม่มี ‘ครม.สังคม’

    อีกหนึ่งข้อเสนอคือการจัดตั้ง ‘คณะรัฐมนตรีด้านสังคม’ โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อสร้างเอกภาพในการกำหนดนโยบายและบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวง

    ที่ผ่านมา ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น แต่ในเวลาเดียวกัน ปัญหาความรุนแรง สุขภาพจิต และคุณภาพพลเมืองกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่หน่วยงานด้านสังคมยังทำงานแยกส่วน แม้แต่หน่วยงานภายในกระทรวงเดียวกันยังขาดการบูรณาการ และเมื่อเป็นการทำงานข้ามกระทรวง ความร่วมมือจำนวนมากกลับไปไม่ถึงระดับปฏิบัติการ

    การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการด้านสังคม อาจทำให้ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานต่างๆ ไม่เข้าร่วมด้วยตนเอง แต่ส่งผู้แทนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจมาแทน นโยบายด้านสังคมจึงขาดเอกภาพและไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    รัฐจึงไม่ควรมุ่งพัฒนาเฉพาะมิติทางเศรษฐกิจ เพราะแม้เศรษฐกิจจะเติบโต แต่หากสังคมเต็มไปด้วยความรุนแรงและคุณภาพชีวิตของผู้คนถดถอย การพัฒนานั้นย่อมไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้

    บทลงโทษหนักไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

    สำหรับข้อเสนอให้เพิ่มความรุนแรงของบทลงโทษเด็กที่กระทำผิด นพ.สุริยเดวมองว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะผู้ใหญ่ยังไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดี ขณะที่ฐานรากสำคัญของประเทศ ได้แก่ บ้าน ชุมชน และโรงเรียน ยังไม่ได้รับการแก้ไข

    การเพิ่มบทลงโทษหรือทำให้กฎหมายเข้มข้นขึ้นจึงไม่อาจเป็นคำตอบสุดท้าย หากเด็กยังต้องกลับไปอยู่ท่ามกลางระบบนิเวศเดิมที่ผลักให้เกิดปัญหา

    ทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรง รัฐมักออกมาตรการเพื่อรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า จนถูกตั้งคำถามว่าเป็นการทำงานแบบ ‘วัวหายล้อมคอก’ แม้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่รัฐจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ หากแผนปฏิบัติการและโมเดลที่มีอยู่ไม่เคยถูกหยิบมาใช้หรือขยายผลอย่างจริงจัง

    ทางออกจึงไม่ใช่เพียงการซ่อมปัญหาเป็นจุดๆ แต่ต้องยกเครื่องการบริหารจัดการด้านสังคมทั้งระบบ กล้าจัดการกับผลประโยชน์และอิทธิพลที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง และประเมินผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่

    “ท้ายที่สุด สังคมอาจต้องหยุดตัดสินเด็กผ่านเหตุการณ์เพียงด้านเดียว และกลับมาช่วยกันเพิ่มทุนชีวิตให้พวกเขา ทุนชีวิตไม่ใช่การนำเงินหรือวัตถุไปมอบให้ แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับครอบครัว สร้างความรู้สึกปลอดภัยในโรงเรียนซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง และฟื้นฟูชุมชนให้ผู้คนสามารถดูแลกันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่”

    แม้โลกจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่รากฐานสำคัญของประเทศยังคงอยู่ที่ ‘คุณภาพพลเมือง’ และคุณภาพดังกล่าวไม่ได้เริ่มต้นจากบทลงโทษ หากเริ่มจากครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาที่ไม่ปล่อยให้เด็กคนหนึ่งต้องเผชิญกับบาดแผลเพียงลำพัง

    ท้ายที่สุด ปัญหาเด็กกระทำผิดซ้ำอาจไม่ใช่คำถามว่า เราควรลงโทษเด็กให้หนักขึ้นเพียงใด แต่อาจเป็นคำถามว่า หลังจากเด็กคนหนึ่งได้รับโอกาสให้เริ่มต้นใหม่แล้ว สังคมได้เปลี่ยนโลกที่เขาต้องกลับไปเผชิญมากแค่ไหน หากบ้านยังเต็มไปด้วยบาดแผล โรงเรียนยังไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย ชุมชนยังมองไม่เห็นความเปราะบาง และกลไกของรัฐยังทำงานเมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว การแก้ไขฟื้นฟูเพียงตัวเด็กก็อาจไม่เพียงพอที่จะหยุดวงจรเดิม เพราะต่อให้เราพาเด็กออกมาจากสถานพินิจฯ ได้ แต่หากสุดท้ายยังส่งเขากลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมที่เคยผลักให้เขาหลุดออกจากระบบ โอกาสที่บาดแผลเดิมจะย้อนกลับมาเปลี่ยนเป็นความรุนแรงครั้งใหม่ก็ยังคงอยู่

    สังคมอาจหยุดเด็กคนหนึ่งจากการกระทำผิดได้ด้วยกฎหมาย แต่การหยุดเขาไม่ให้กลับไปผิดซ้ำ อาจต้องใช้มากกว่าบทลงโทษ นั่นคือการทำให้บ้านกลับมาเป็นบ้าน โรงเรียนกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัย และชุมชนกลับมาเป็นพื้นที่ที่เด็กคนหนึ่งยังรู้สึกว่าเขามีที่ยืน เพราะหากเรายังเลือกซ่อมเด็กเพียงคนเดียว โดยไม่เคยซ่อมโลกที่อยู่รอบตัวเขา วงจรความรุนแรงก็อาจไม่ได้เริ่มต้นใหม่ที่ตัวเด็ก แต่อาจเริ่มต้นซ้ำจากบาดแผลเดิมที่สังคมยังไม่เคยแก้ไขเลยต่างหาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-youth-crime-life-capital/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YRpVzlFmDi0YkXG97zFXG

  • เติมน้ำกว่า 2,500 ไร่ แหล่งผลิต “ทุเรียน” ส่งออกของไทย พืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

    เติมน้ำกว่า 2,500 ไร่ แหล่งผลิต “ทุเรียน” ส่งออกของไทย พืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

    กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เติมน้ำกว่า 2,500 ไร่ พื้นที่จังหวัดจันทบุรี แหล่งผลิต “ทุเรียน” ส่งออกของไทย พร้อมจัดหาแหล่งน้ำให้สัตว์ป่า

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก เร่งเพิ่มน้ำต้นทุนให้ภาคการเกษตร รองรับทั้งฤดูแล้งและฤดูน้ำหลาก ควบคู่กับการจัดหาแหล่งน้ำให้สัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่า เพื่อให้น้ำถึงประชาชน น้ำถึงภาคเกษตร และน้ำถึงสัตว์ป่า อย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ

    นายสุชาติ กล่าวว่า จันทบุรีถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร และเป็นแหล่งผลิตทุเรียนที่สำคัญของประเทศ ซึ่งสร้างรายได้จากการส่งออกและเชื่อมโยงเศรษฐกิจตั้งแต่เกษตรกร สวนทุเรียน โรงคัดบรรจุ การขนส่ง ไปจนถึงตลาดต่างประเทศ โดยข้อมูลปีการผลิต 2569 จังหวัดจันทบุรีมีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 478,000 ไร่ และคาดว่าจะมีผลผลิตกว่า 683,000 ตัน 

    ขณะที่ทุเรียนไทยมีตลาดส่งออกหลักอยู่ที่จีน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศกว่า 200,000 ล้านบาท ดังนั้นน้ำจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการอุปโภคบริโภค แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจและรายได้ของพี่น้องเกษตรกรด้วย การบริหารจัดการน้ำต้องคิดล่วงหน้า ต้องมีน้ำต้นทุนเพียงพอ และต้องทำให้เกษตรกรมั่นใจว่าสามารถประกอบอาชีพได้ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกทุเรียนซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

    โอกาสนี้ นายสุชาติ เป็นประธานเปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำสระทุ่งใหญ่ พร้อมระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ตำบลทุ่งเบญจา อำเภอท่าใหม่ ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินการขุดลอกเพิ่มความจุแหล่งน้ำ พร้อมติดตั้งระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถเพิ่มความจุเก็บกักน้ำได้ 0.28 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรกว่า 2,500 ไร่ และประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 200 ครัวเรือน ช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนในฤดูแล้ง รองรับน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก และลดต้นทุนด้านพลังงานในการกระจายน้ำ

    นายสุชาติ กล่าวว่า การพัฒนาแหล่งน้ำในวันนี้ต้องตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจ ประชาชน และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงการสร้างหรือขุดแหล่งน้ำ แต่ต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงน้ำและใช้ประโยชน์ได้จริง ขณะเดียวกัน การนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ยังช่วยลดต้นทุนการสูบน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และสร้างความมั่นคงให้ชุมชนในระยะยาว

    จากนั้น นายสุชาติ พร้อมคณะ ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลเขาแก้ว อำเภอท่าใหม่ เพื่อพบปะประชาชนและรับฟังปัญหาในพื้นที่ โดย อบต.เขาแก้ว ขอรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำจากกรมทรัพยากรน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัย สอดคล้องกับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานทำงานเชิงรุก เตรียมพร้อมรับมือทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง และลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

    จากนั้น นายสุชาติ พร้อมคณะ เดินทางไปติดตามโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำช้างป่าซากตาเนียม ตำบลจันทเขลม อำเภอเขาคิชฌกูฏ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สนับสนุนโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ระยอง ชลบุรี และสระแก้ว

    สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อช้างป่าและสัตว์ป่า กรมทรัพยากรน้ำดำเนินการแล้ว 66 โครงการ และอยู่ระหว่างเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมอีก 6 โครงการ รวม 72 โครงการ เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำในพื้นที่ป่า ลดปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อประชาชน

    ส่วนแหล่งน้ำช้างป่าซากตาเนียม สามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้อีก 0.22 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำหรับช้างป่าและสัตว์ป่าโดยตรง ช่วยให้สัตว์ป่ามีแหล่งน้ำเพียงพอในพื้นที่ธรรมชาติ ลดแรงกดดันจากการออกนอกพื้นที่ป่า และช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ

    นายสุชาติ ย้ำว่า การลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีครั้งนี้สะท้อนแนวทางบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่ต้องทำก่อนเกิดปัญหา โดยวางระบบน้ำให้ครอบคลุมตั้งแต่พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างสวนทุเรียนและพื้นที่เกษตร ชุมชนที่ต้องเตรียมรับมืออุทกภัย ไปจนถึงพื้นที่ป่าและแหล่งน้ำสำหรับช้างป่า

    อย่างไรก็ตาม ต้องบริหารน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด น้ำต้องไปถึงเกษตรกร ช่วยรักษารายได้และพืชเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันต้องมีน้ำในป่าเพื่อดูแลช้างและสัตว์ป่า เพราะการดูแลประชาชนกับการดูแลธรรมชาติสามารถเดินไปด้วยกันได้ นี่คือการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างสมดุลและยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/agriculture/agricultural-policy/2951972&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_h5TLuKew39sa0YcoxgIV

  • ส่องเก้าอี้ 5 ปลัด ‘หัวเรือใหญ่’ คุมกลไกภาครัฐ อายุราชการยาวนาน 5-10 ปี | เดลินิวส์

    ส่องเก้าอี้ 5 ปลัด ‘หัวเรือใหญ่’ คุมกลไกภาครัฐ อายุราชการยาวนาน 5-10 ปี | เดลินิวส์

    จากกรณี ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ขึ้นดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม คนใหม่ แทน นายชยธรรม์ พรหมศร ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ส่งผลให้ นายปิยพงษ์ ในวัยเพียง 50 ปี ผู้ซึ่งเคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นอธิบดีกรมทางหลวง ที่อายุน้อยที่สุดมาแล้ว กลายเป็นว่าที่ปลัดกระทรวงคมนาคม ที่มีอายุน้อยที่สุดอีกด้วย

    สำหรับตำแหน่ง “ปลัดกระทรวง” ถือเป็นจุดสูงสุดในสายงานข้าราชการประจำ (เทียบเท่าระดับ 11 เดิม) ทำหน้าที่เป็น “หัวเรือใหญ่” บริหารงานประจำและนำนโยบายจากฝ่ายบริหารไปปฏิบัติ แม้ในอดีตมักจะเป็นพื้นที่ของข้าราชการอาวุโสวัยใกล้เกษียณ แต่ปัจจุบันกลับพบภาพสะท้อนของการบริหารยุคใหม่ ที่มีข้าราชการระดับสูงช่วงอายุ 50 ปีต้นๆ ขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญหลายกระทรวง

    เปิดรายชื่อ 5 อันดับ “ปลัดกระทรวงอายุน้อย” ที่ยังมีอายุราชการเหลือยาวนาน ได้แก่

    นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ว่าที่ปลัดกระทรวงคมนาคม

    • เริ่มดำรงตำแหน่ง : ต.ค. 2569
    • อายุราชการคงเหลือ : 10 ปี

    นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.)

    • ดำรงตำแหน่ง : พ.ศ. 2569
    • อายุราชการคงเหลือ : 8 ปี (เกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2578)

    นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.)

    • เริ่มดำรงตำแหน่ง : ต.ค. 2569
    • อายุราชการคงเหลือ : 7 ปี (เกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2576)

    นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.)

    • ดำรงตำแหน่ง : พ.ศ. 2567
    • อายุราชการคงเหลือ : 5 ปี (เกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2574)

    นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

    • ดำรงตำแหน่ง : พ.ศ. 2568
    • อายุราชการคงเหลือ : 5 ปี (เกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2574)

    การปรับทัพข้าราชการระดับสูงในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการใช้ข้าราชการที่มีความเชี่ยวชาญและมีอายุราชการเหลือยาวนาน เข้ามากำกับดูแลกระทรวงสำคัญ เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบายและการพัฒนาระบบราชการไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6099193/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0msi-r-u-O9xIgg2SjaIpx

  • ชายผู้ประสบความสำเร็จคิดอย่างไร ทำความรู้จัก Elon Musk ผ่านบทสัมภาษณ์ของ The Economist  | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    ชายผู้ประสบความสำเร็จคิดอย่างไร ทำความรู้จัก Elon Musk ผ่านบทสัมภาษณ์ของ The Economist  | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    ชายผู้ประสบความสำเร็จคิดอย่างไร ทำความรู้จัก Elon Musk ผ่านบทสัมภาษณ์ของ The Economist 

    ชายผู้ประสบความสำเร็จคิดอย่างไร ทำความรู้จัก Elon Musk ผ่านบทสัมภาษณ์ของ The Economist 

    นาทีนี้ไม่ว่าใครก็รู้จัก Elon Musk ชายผู้มีอำนาจและเงินทองมากที่สุดคนหนึ่งในโลก เป็นเจ้าของกิจการมากมายตั้งแต่รถไฟฟ้าไปจนถึงสื่อโซเชียลมีเดีย ชื่อเสียงของเขาอาจไม่ได้มีแต่ด้านบวก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชายผู้ประสบความสำเร็จติดอันดับโลกผู้นี้มีวิธีคิดที่น่าสนใจเสมอ ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอนำเสนอความคิดของ Elon Musk ในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ผ่านบทสัมภาษณ์ของ The Economist ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    “ภายในปีค.ศ. 2036 เงินจะไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไป” คำกล่าวนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญในบทสัมภาษณ์ Elon Musk มองว่าเงินตราอาจสูญเสียคุณค่า เมื่อการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอรุ่งเรืองถึงขีดสุด ผู้คนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการ มีผลผลิตมากมายล้นตลาด แทนที่จะเงินสภาวะเงินเฟ้อ โลกอาจประสบปัญหาภาวะเงินฝืด เมื่อเงินไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนต้องการอีกต่อไป Elon Musk ประเมินว่า ภายใน 5 ปี เอไอจะฉลาดกว่ามนุษย์ แม้ในปัจจุบันนี้ เอไอสามารถทำได้เพียงสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ แต่ในอนาคต เอไออาจพัฒนาจนก้าวข้ามขีดจำกัดที่มีอยู่เดิม และเปลี่ยนโลกที่เราเคยรู้จักไปโดยสิ้นเชิง 

    หากสัดส่วนความฉลาดระหว่างเอไอกับมนุษย์ถูกทิ้งห่าง มนุษย์อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกควบคุมโดยเอไอ Elon Musk คาดว่าในอนาคต มีโอกาสที่เอไอจะกลายเป็นหุ่นยนต์สังหารกวาดล้างมนุษยชาติได้มากถึงร้อยละ 10-20 แต่ถึงแม้ว่าการพัฒนาเอไอจะเต็มไปด้วยความเสี่ยง Elon Musk กลับมองว่าการพัฒนาเอไอสร้างผลผลิตมากมายให้แก่ผู้คนบนโลก การพัฒนาเทคโนโลยีเต็มไปด้วยผลลัพธ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจเสียจนต่อให้มีปุ่มให้กดหยุด เขาก็มองว่าไม่ควรมีใครขัดขวางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั้งนั้น 

    หากไม่อาจห้ามการพัฒนาได้ ก็แค่สนุกไปกับมัน Elon Musk ย้ำว่าเอไอเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่โลกควรจับตามอง และสำหรับเขา จีนนับเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาเอไอให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหุ่นยนต์หรือดิจิตอลเอไอ และจีนยังมีข้อได้เปรียบด้านพลังงานไฟฟ้า แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกา ยุโรป และอินเดีย ก็อาจร่วมมือกันเพื่อพัฒนาเอไอ และยังคงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีต่อไปในอนาคตด้วยเช่นกัน 

    บทสัมภาษณ์ของ Elon Musk ที่เผยแพร่ผ่าน The Economist สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นคนกล้าเสี่ยง เปิดรับโอกาส และประเมินสถานการณ์อยู่เสมอ การแข่งขันต่อไปในโลกอนาคต ขึ้นอยู่กับทรัพยากรที่แต่ละประเทศสามารถครอบครองเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี จากนี้ไป เราคงได้แต่คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของ Elon Musk ชายผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมทั้งเฝ้าดูโลกใบนี้ที่จะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเอไอต่อไป 

    ลงทุนศาสตร์

    รายการอ้างอิง

    [1] The Economist. (July 29, 2026). The full-length interview with Elon Musk | The Economist. https://www.youtube.com/watch?v=XuoqKYxDHVc

    [2] The Economist. (July 28, 2026). Elon Musk: Money won’t matter in 10 years | The Economist. https://www.youtube.com/shorts/8YEdm-ZTgT4

    [3] The Economist. (July 23, 2026). Elon Musk on AI: humans will no longer be in control in ten years | The Economist. https://www.youtube.com/watch?v=1X-rr1DKSbY

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/elon-musk-2/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qKbPROcNLW8sby1Uf5Khr

  • ฮอร์มุซยังไม่จบ! เตือนเจรจาไม่ลงตัว น้ำมันเสี่ยงพุ่ง กระทบเศรษฐกิจโลก

    ฮอร์มุซยังไม่จบ! เตือนเจรจาไม่ลงตัว น้ำมันเสี่ยงพุ่ง กระทบเศรษฐกิจโลก

    นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในรายการ Wealth Wake Up ประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านว่า ขณะนี้สถานการณ์มีความน่ากังวลมากขึ้น โดยเฉพาะความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีข้อยุติ

    โดย ระบุว่า ปัจจัยหนึ่งที่ต้องจับตาคือระดับน้ำมันสำรองฉุกเฉินของสหรัฐฯ หรือ Strategic Petroleum Reserve (SPR) ซึ่งลดลงมาอยู่ในระดับต่ำมาก

    โดยข้อมูลล่าสุดอยู่ที่ราว 311 ล้านบาร์เรล ต่ำสุดในรอบกว่า 40 ปี ทำให้ตลาดมีความกังวลว่า สหรัฐฯ จะมีพื้นที่ในการนำคลังสำรองออกมาใช้เพื่อบรรเทาภาวะน้ำมันขาดแคลนได้อีกไม่มากนัก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ

    ขณะเดียวกัน การเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยอิหร่านต้องการให้สหรัฐฯ ยุติการคว่ำบาตรและมาตรการทางทหาร รวมถึงเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหาย และต้องการมีบทบาทในการกำหนดเส้นทางและการให้บริการแก่เรือที่ผ่านช่องแคบ ขณะที่สหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขบางประการ โดยเฉพาะเรื่องค่าธรรมเนียมและอำนาจควบคุมเส้นทางเดินเรือ

    ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเรียกร้องให้อิหร่านจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากการเสียชีวิตและบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของอิหร่าน ซึ่งยิ่งทำให้ความหวังในการบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซมีความซับซ้อนมากขึ้น 

    จับตา “ฮูตี” กระทบเส้นทางพลังงาน

    อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือสถานการณ์บริเวณทะเลแดง หลังกลุ่มฮูตีที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านโจมตีโรงกลั่น Jazan ของ Saudi Aramco ในซาอุดีอาระเบีย โดยโรงกลั่นดังกล่าวได้รับความเสียหายและต้องเลื่อนการกลับมาเดินเครื่อง ขณะที่ความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือบริเวณทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    นายธีระชัยมองว่า หากทั้งช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางขนส่งน้ำมันบริเวณทะเลแดงยังมีปัญหา จะยิ่งจำกัดปริมาณน้ำมันที่สามารถเข้าสู่ตลาดโลก และเป็นแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในระยะสั้น

    ข้อมูลล่าสุดจาก Reuters ระบุว่า ปริมาณการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวันในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 7 สิงหาคม จาก 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในสัปดาห์ก่อนหน้า สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านอุปทานยังคงอยู่ในระดับสูง

    สหรัฐฯ ใช้ “แรงกดดันทางเศรษฐกิจ” แทนการโจมตี?

    สำหรับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ นายธีระชัยมองว่า แนวทางที่เห็นชัดขึ้นคือการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจควบคู่กับมาตรการทางทหาร โดยทรัมป์ ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังจับตาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและปัญหาการเงินของอิหร่าน และไม่ได้เร่งการเจรจาอย่างเต็มรูปแบบในเวลานี้ 

    นายธีระชัยมองว่า การกดดันทางเศรษฐกิจสามารถสร้างผลกระทบต่ออิหร่านได้อย่างรุนแรง เนื่องจากอิหร่านต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารและวัตถุดิบหลายประเภท หากไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนและระบบการชำระเงินระหว่างประเทศได้ ก็อาจกระทบต่อความสามารถในการนำเข้าสินค้าและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและประชาชน

    อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีต้นทุนต่อสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกเช่นกัน เพราะหากอิหร่านสามารถทำให้การส่งออกน้ำมันหยุดชะงักและผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น จะย้อนกลับมากระทบเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และตลาดพันธบัตรของสหรัฐฯ

    น้ำมันแพง กระทบ “ดอกเบี้ย–พันธบัตร–เยน–หุ้นโลก”

    นายธีระชัยอธิบายว่า หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง จะเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น และกดดันราคาพันธบัตร

    ผลกระทบยังสามารถส่งต่อมายังญี่ปุ่นผ่านค่าเงินเยน หากต้นทุนพลังงานนำเข้าของญี่ปุ่นสูงขึ้นและเยนอ่อนค่า นักลงทุนอาจลดการทำธุรกรรมที่อาศัยต้นทุนดอกเบี้ยต่ำของเงินเยน หรือที่เรียกว่า Yen Carry Trade ซึ่งอาจทำให้สภาพคล่องในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงลดลง

    หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นและเกิดการลดสถานะลงทุนพร้อมกัน อาจกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นทั่วโลกได้ ทำให้ผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสหรัฐฯ อิหร่าน หรือประเทศในตะวันออกกลาง แต่สามารถลุกลามเป็นแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก

    ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำมันสะท้อนความกังวลดังกล่าวแล้ว โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ขยับขึ้นแตะประมาณ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI อยู่เหนือ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังความหวังเรื่องข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลง

    “ยิ่งเจ็บ ยิ่งต้องกลับโต๊ะเจรจา”

    สำหรับโอกาสที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมาเจรจากัน นายธีระชัยมองว่า หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายมากขึ้น อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง

    และหากสามารถบรรลุข้อตกลงได้ ราคาน้ำมันอาจผ่อนคลายลงและเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจโลกมีเวลาปรับตัว แต่หากการเจรจายืดเยื้อออกไปอีก 1-2 สัปดาห์ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งต่อตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และตลาดเงินทั่วโลก

    ไทยเสี่ยงเจอ “น้ำมันแพง–ค่าครองชีพสูง” ต่อเนื่อง

    สำหรับประเทศไทย นายธีระชัยมองว่า หากความขัดแย้งคลี่คลายได้ภายในระยะสั้น ผลกระทบต่อไทยอาจยังอยู่ในวงจำกัด แต่หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ผลกระทบจะเริ่มชัดเจนขึ้นผ่านต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพ

    โดยเฉพาะปัญหาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป เนื่องจากโรงกลั่นหลายแห่งในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ขณะที่โรงกลั่นในรัสเซียก็ได้รับผลกระทบจากการโจมตี ทำให้ตลาดดีเซลตึงตัวและราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น

    นายธีระชัยมองว่า แม้ความตึงเครียดจะคลี่คลายในระยะสั้น แต่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอาจใช้เวลาหลายเดือนในการซ่อมแซม ทำให้ในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า หรือแม้แต่จนถึงปลายปี ราคาน้ำมันอาจยังอยู่สูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม

    สำหรับไทย ซึ่งอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ต้นทุนที่สูงขึ้นในตลาดโลกจึงมีโอกาสส่งผ่านมายังราคาพลังงานและผู้บริโภคในประเทศ พร้อมกับเตือนว่า ปัญหาค่าครองชีพอาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

    จี้รัฐบาลเปิดข้อมูล “น้ำมันสำรอง–แหล่งนำเข้า” ให้ประชาชนรับรู้

    ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ นายธีระชัยตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับประเทศไทยไม่ใช่เพียงระดับราคาน้ำมัน แต่คือความพร้อมในการบริหารจัดการด้านพลังงาน หากเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนหรือเกิดความผันผวนในตลาดโลกอีกระลอก

    โดยมองว่ารัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจนมากขึ้นว่า ประเทศไทยมีน้ำมันจากแหล่งใด ปริมาณเท่าใด มีสัญญานำเข้าระยะยาวมากน้อยแค่ไหน และมีปริมาณสำรองเพียงพอต่อการใช้งานกี่วัน เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมรับมือได้

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลทบทวนโครงสร้างธุรกิจพลังงาน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดโลกเผชิญความเสี่ยงจากสงครามและความผันผวนของราคาพลังงาน

    ทั้งนี้ มองว่าหากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยืดเยื้อ ปัญหาจะไม่ได้จบอยู่ที่ราคาน้ำมัน แต่สามารถลุกลามไปสู่เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน ตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับแรงกดดันด้านต้นทุนและค่าครองชีพที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/281331&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YkgP5zS9VJPw91z3-Y377

  • วิกฤตโครงข่ายไฟฟ้าล้าสมัย:เมื่อพลังงานสะอาดอาเซียนอาจสะดุด

    วิกฤตโครงข่ายไฟฟ้าล้าสมัย:เมื่อพลังงานสะอาดอาเซียนอาจสะดุด

    วิกฤตที่มองไม่เห็น: เมื่อ ‘ข้อจำกัดเชิงระบบ’ กำลังหยุดยั้งโครงข่ายพลังงานสะอาดแห่งอาเซียน

    ภายใต้แผงโซลาร์เซลล์อันกว้างใหญ่บนที่ราบสูงของเวียดนาม และท่ามกลางทุ่นทุ่งโซลาร์เซลล์ลอยน้ำขนาดยักษ์เหนือเขื่อนใหญ่ของไทย มีความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนซ่อนอยู่ นั่นคือโครงการพลังงานหมุนเวียนกว่าครึ่งหนึ่งที่ประกาศอย่างยิ่งใหญ่ในไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย กำลังจะกลายเป็นเพียงภาพฝัน รายงานล่าสุดโดย Bain & Company และ Standard Chartered เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า 50-60% ของโครงการเหล่านี้ต้องหยุดชะงัก ถูกเลื่อน หรือแม้กระทั่งยกเลิกไปอย่างสิ้นเชิง

    ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนแสงแดด สายลม หรือเงินทุน หากแต่เกิดจาก ‘ข้อจำกัดเชิงระบบ’ (System Constraints) ทั้งสถาปัตยกรรมโครงข่ายไฟฟ้าที่ล้าสมัยและกลไกเชิงนโยบายที่ขาดความยืดหยุ่น เกินกว่าจะรองรับอนาคตได้

    แผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในอาเซียน สะท้อนความผันผวนของพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน

    ความย้อนแย้งของพลังงานสะอาดอาเซียน: ลงทุนมหาศาลแต่โครงการสะดุด

    นี่คือภาพของความย้อนแย้งแห่งศตวรรษที่ 21 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังถูกผลักดันด้วยคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลง ทั้งการมาถึงของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และการผุดขึ้นของศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ที่มีความต้องการพลังงานมหาศาล เม็ดเงินลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวถูกประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมมูลค่ากว่า 540,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทว่าภายใต้ฉากหน้าที่สวยหรูนี้ ระบบเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจดิจิทัลกลับกำลังตีบตัน การลงทุนในสายส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าลดลงถึง 3% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นปีละ 5% ผลลัพธ์คือช่องว่างทางการลงทุนที่กว้างขึ้นทุกปี ปีละกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เปรียบได้กับการสร้างรถสปอร์ตสมรรถนะสูง แต่กลับวางแผนจะวิ่งบนถนนลูกรัง

    ปัญหาคอขวดของโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าที่ฉุดรั้งโครงการพลังงานสะอาดอาเซียน

    โครงสร้างระบบดั้งเดิม ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความผันผวน

    โครงสร้างระบบพลังงานแบบดั้งเดิม ถูกออกแบบมาสำหรับยุคสมัยของโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ที่ซึ่งกระแสไฟฟ้าถูกผลิตอย่างสม่ำเสมอและคาดเดาได้จากแหล่งผลิตขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง แต่พลังงานหมุนเวียนมีพฤติกรรมที่ผันผวน มันมาและไปตามธรรมชาติ ความไม่สม่ำเสมอนี้สร้างแรงกระเพื่อมที่ระบบยุคเก่าไม่สามารถรับมือได้ การที่เวียดนามมีสัดส่วนโครงการล้มเหลวสูงสุดถึง 63% ตามมาด้วยไทยที่ 49% และอินโดนีเซีย 48% ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นอาการที่บ่งชี้ถึงโรคเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก

    วิกฤตความเชื่อมั่นของนักลงทุนพลังงานสะอาด

    สำหรับนักลงทุนนานาชาติ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นวิกฤตความเชื่อมั่น Wai-Shin Chan ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจาก Asia Research & Engagement อธิบายภาพนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า

    “หากความเสี่ยงเหล่านี้—การจำกัดการจ่ายไฟเข้าระบบ (Grid Curtailment), ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย, ขั้นตอนการขออนุญาต และสัญญาซื้อขายไฟฟ้า—ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ นักลงทุนก็ไม่มีความมั่นใจพอที่จะกดปุ่มตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย”

    ความฝันสีเขียวจึงต้องหยุดชะงัก ไม่ใช่บนแผงโซลาร์เซลล์ แต่บนโต๊ะประชุมของผู้บริหารที่กำลังชั่งน้ำหนักระหว่างคำมั่นสัญญาของรัฐบาลกับความเป็นจริงอันเปราะบางของระบบโครงข่ายพลังงาน

    เสาไฟฟ้าและโครงข่ายไฟฟ้าในเมืองใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดอาเซียน

    ทางออก: โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน และ ASEAN Power Grid

    ทางออกจากทางตันนี้ไม่ได้อยู่ที่การสร้างเสาไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างไร้ทิศทาง แต่อยู่ที่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการมอง ‘พลังงาน’ ทั้งระบบ Dale Hardcastle จาก Bain & Company ได้ให้มุมมองที่เฉียบคมไว้ว่า “เงินทุนกำลังไหลไปยังที่ที่อุปสงค์เชิงพาณิชย์ ความมั่นคงทางพลังงาน และนโยบายที่ส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานมาบรรจบกัน และจะหยุดชะงักทันทีเมื่อขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งไป แม้ว่าเป้าหมายจะยังคงทะเยอทะยานก็ตาม นั่นคือสมการบทใหม่” สมการบทใหม่นี้เรียกร้องให้เกิด ‘โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ’ (Smart Grid) ที่สามารถบริหารจัดการกระแสไฟฟ้าที่ผันผวนได้แบบเรียลไทม์, ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็น ‘อ่างเก็บน้ำ’ ทางพลังงาน และกฎระเบียบที่โปร่งใสพอที่จะทำให้นักลงทุนสามารถคำนวณความเสี่ยงได้อย่างสมเหตุสมผล การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ก็เป็นอีกจิ๊กซอว์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนจากระบบที่แยกส่วนกันทำงาน มาเป็นระบบนิเวศพลังงานที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

    ประเทศไทยกับการปฏิรูปโครงข่ายไฟฟ้าในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    สำหรับประเทศไทย ซึ่งเผชิญกับข้อจำกัดด้านความจุของสายส่งและเสถียรภาพของระบบเป็นทุนเดิม แรงกดดันนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ การปฏิรูปโครงข่ายพลังงานจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดทางเศรษฐกิจในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน

    ภาพมุมสูงของสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่ตั้งอยู่ท่ามกลางผืนป่าเขียวขจีในตอนเช้า

    ที่สุดแล้ว การเดินทางสู่สังคมคาร์บอนต่ำอาจไม่ได้ตัดสินกันที่ประสิทธิภาพของแผงโซลาร์เซลล์ หรือความเร็วในการชาร์จของรถยนต์ไฟฟ้า แต่อาจตัดสินกันด้วยเสียงหึ่งๆ ของหม้อแปลงไฟฟ้าในสถานีส่งไฟฟ้าย่อยที่ถูกลืม และความกล้าหาญของผู้กำหนดนโยบายที่จะยกเครื่องระบบโครงสร้างอันเป็นมรดกจากศตวรรษที่แล้ว คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าเราจะ ‘ผลิต’ พลังงานสะอาดได้มากพอหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะ ‘จัดเก็บ’ และ ‘ส่ง’ มันไปถึงที่ที่ต้องการได้ทันเวลาหรือเปล่า

    Post Views: 2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/08/11/asean-clean-energy-grid-infrastructure-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wGhSUplKO69lEUFvqLuaE