Category: เศรษฐกิจ

  • “รมว.ซาบีดา” หารือ “รมว.วัฒนธรรมรัสเซีย” สานสัมพันธ์ ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล

    “รมว.ซาบีดา” หารือ “รมว.วัฒนธรรมรัสเซีย” สานสัมพันธ์ ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล

    “รมว.ซาบีดา” หารือ “รมว.วัฒนธรรมรัสเซีย” สานสัมพันธ์ ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล

    เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 เวลา 15.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของสหพันธรัฐรัสเซีย) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าพบหารือกับนางโอลกา ยูบิโมวา (H.E. Mrs. Olga Lyubimova) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ณ กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย โดยมี นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และคณะจากประเทศไทย เข้าร่วมในการหารือ เพื่อเป็นการกระชับความร่วมมือทางวัฒนธรรมและเตรียมการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 130 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซียในปี พ.ศ. 2570 โดยทั้งสองฝ่ายมุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ซึ่งครอบคลุมการแลกเปลี่ยนบุคลากร การสนับสนุนศิลปะการแสดง ดนตรี พิพิธภัณฑ์ และการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมได้ผลักดันการขยายความร่วมมือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมและการจัดนิทรรศการพิเศษของฝ่ายรัสเซีย ณ ประเทศไทย โดยฝ่ายไทยพร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ

    การหารือครั้งนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ตรงต่อประชาชนชาวไทยอย่างชัดเจน โดยช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ศิลปิน ช่างฝีมือ ตลอดจนบุคลากรในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ รวมทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้แสดงศักยภาพแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีระดับสากล รวมทั้งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียมายังประเทศไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ลงสู่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1057895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20EwZp0rMO2QFy9uKpBPVc

  • เศรษฐกิจอายุวัฒน์ (Longevity Economy): โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจอายุวัฒน์ (Longevity Economy): โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจอายุวัฒน์ (Longevity Economy): โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย

    การเพิ่มขึ้นของอายุคาดเฉลี่ยเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่สำคัญของการพัฒนามนุษย์ ข้อมูลของธนาคารโลกแสดงว่า อายุคาดเฉลี่ยของประชากรโลกเมื่อแรกเกิดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 45 ปีในปี 2493 เป็นมากกว่า 72 ปีในปี 2560

    การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ เทคโนโลยีสาธารณสุข โภชนาการ และมาตรฐานการดำรงชีวิต

    การเพิ่มขึ้นของอายุขัยเฉลี่ยของประชากรโลกกำลังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจและสังคม แนวคิด “Longevity Economy” หรือผู้เขียนขอเรียกว่าเศรษฐกิจสังคมอายุวัฒน์ จึงถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายกิจกรรมทางเศรษฐกิจในสังคมที่มีชีวิตที่ยืนยาว สุขภาพดีและคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยสูงอายุ 

    แม้การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยจะสร้างความท้าทายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม เช่น ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ การดูแลระยะยาว และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน แต่ในขณะเดียวกันผู้สูงวัยก็ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ที่สำคัญ ผู้สูงวัยก็เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพสูงและมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจ แม้ว่าแบบแผนการบริโภค การลงทุนอาจจะต้องเปลี่ยนไป

    Longevity Economy หมายถึงระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชากรสูงวัย รวมถึงสินค้าและบริการที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับคำอื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) พฤฒพลัง (Active Aging) สังคมที่เป็นมิตรต่อผู้สูงวัย (Age-friendly Society)

    ระบบเศรษฐกิจสังคมยืนยาวไม่ได้เกิดจากอุตสาหกรรมเพียงประเภทเดียว แต่เป็นระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยหลายอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ การแพทย์เฉพาะบุคคล (Precision Medicine) และการตรวจ DNA อุตสาหกรรมการดูแลระยะยาว 

    เทคโนโลยีเพื่อผู้สูงวัย (AgeTech) ที่อยู่อาศัยและชุมชนผู้สูงวัย โภชนาการและอาหารเพื่อสุขภาพ การเงินและประกันสำหรับชีวิตยืนยาว เมือง สาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานสำหรับผู้สูงวัย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมฟิตเนสและการกีฬา

    หนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญของยุค Longevity Economy คือการแพทย์เฉพาะบุคคล ซึ่งใช้ข้อมูลทางพันธุกรรมเพื่อให้บุคคลสามารถทราบความเสี่ยงได้ล่วงหน้า และเพื่อให้แพทย์ออกแบบการรักษาที่เหมาะสมกับบุคคล ตัวอย่างบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านนี้ เช่น 

    23 and Me – บริษัทด้านการตรวจพันธุกรรมที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจความเสี่ยงทางสุขภาพของตนเอง เช่น โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ 

    Illumina – บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพที่พัฒนาเครื่องมือถอดรหัสพันธุกรรม สามารถช่วยให้ออกแบบการรักษาโรคเฉพาะบุคคลได้

    Human Longevity Inc. – บริษัทที่ใช้ข้อมูลจีโนมเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงโรคและการมีอายุยืน

    ตลาดที่เกี่ยวเนื่องกับการมีชีวิตยืนยาวมีขนาดใหญ่และกำลังขยายตัว เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรในประเทศพัฒนาแล้วที่มีกำลังซื้อสูง โดยเศรษฐกิจสุขภาวะ (wellness economy) ของโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567 ขณะที่ตลาดกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพทางกายมีมูลค่า 1.14 ล้านล้านดอลลาร์ และตลาดฟิตเนสโดยตรงมีมูลค่าประมาณ 205.9 พันล้านดอลลาร์

    ส่วนตลาดโภชนเภสัช (nutraceutical market) มีการประเมินค่อนข้างแตกต่างกันคือ Mordor Intelligence ประเมินไว้ที่ 513.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 ส่วน Grand View Research ประเมิน 636.2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 อย่างไรก็ดี ตลาดเหล่านี้มีขอบเขตทับซ้อนกันและมิได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุ จึงไม่ควรนำมูลค่ามารวมกันโดยตรง (Global Wellness Institute, 2025).

    บริษัทระดับโลกใน Longevity Economy ได้แก่ 1) Apple – พัฒนา Apple Watch และระบบ Health ecosystem 2) Garmin – สมาร์ตวอตช์ด้านกีฬา 3) Peloton – แพลตฟอร์มออกกำลังกายออนไลน์ 4) Teladoc – บริการแพทย์ทางไกล

    5) 23 andMe – การตรวจพันธุกรรม 6) Nestlé Health Science – อาหารทางการแพทย์ 7) CarePredict – AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้สูงวัย 8) Toyota – วิจัยหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงวัย

    เทคโนโลยีเพื่อผู้สูงวัย (AgeTech) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุด มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน Longevity Economy เช่น ระบบบ้านอัจฉริยะ เซ็นเซอร์ตรวจการล้ม หุ่นยนต์ช่วยดูแลผู้สูงวัย ระบบติดตามสุขภาพจากระยะไกล เช่น Apple watch และ Fitbit

    ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว การพัฒนา Longevity Economy จึงเป็นโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยวสุขภาพ การแพทย์ และอุตสาหกรรมการดูแลระยะยาว

    อุตสาหกรรมนี้รวมถึงศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ การดูแลที่บ้าน ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ ระบบสนับสนุนผู้ดูแล ระบบ Long-term care insurance ของญี่ปุ่น รวมทั้งระบบดูแลผู้สูงวัยที่เน้นชุมชนเป็นฐานในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และสวีเดน

    ชุมชนและที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยจะเปลี่ยนไป ต้องมีการออกแบบและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระและมีส่วนร่วมกับสังคม 

    ตัวอย่างชุมชนผู้สูงวัยที่มีชื่อเสียงในโลก ได้แก่ The Villages ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เป็นเมืองขนาดใหญ่สำหรับผู้เกษียณอายุ ภายในชุมชนมีสนามกอล์ฟ ฟิตเนส ร้านอาหาร และกิจกรรมสังคม เช่น การเต้นรำ การแสดงดนตรี และกิจกรรมอาสาสมัคร 

    Hogeweyk Dementia Village ในเนเธอร์แลนด์ เป็นหมู่บ้านสำหรับผู้ป่วยสมองเสื่อมที่ออกแบบให้เหมือนเมืองจริง มีร้านค้า คาเฟ และสวนสาธารณะ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ Kampung Admiralty ในสิงคโปร์ เป็นโครงการที่รวมที่อยู่อาศัย คลินิกสุขภาพ ตลาด และสวนลอยฟ้าไว้ในพื้นที่เดียว ทำให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวก

    Longevity Economy เป็นแนวโน้มเศรษฐกิจสำคัญของศตวรรษที่ 21 จึงนับเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพสังคมไทยที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1253139&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw268zTYydDNySZBJuuZ3Qb4

  • ผ่าทางตันงบสุขภาพไทยโตแซง GDP สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจแสนล้าน

    ผ่าทางตันงบสุขภาพไทยโตแซง GDP สู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจแสนล้าน

    สัญญาณเตือนภัยเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทยถูกโฟกัสอีกครั้ง เมื่อรายงานวิเคราะห์บล.เกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่าค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศเติบโตในอัตราเฉลี่ยสูงถึง 8-9% ต่อปี

        ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ขยายตัวเพียง 5-6% ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายสุขภาพต่อ GDP เพิ่มขึ้นจาก 3% แตะระดับ 4.5% และคาดว่าจะพุ่งสูงแตะ 1.08 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นราว 6% ของ GDP ภายในปี 2027 ภาครัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสูงถึง 78% ของทั้งระบบ ซึ่งข้อจำกัดทางการคลังจะปรากฏชัดเจนภายในปี 2030 และเสี่ยงที่จะเบียดงบลงทุนพัฒนาประเทศ
        เมื่อเจาะลึกต้นทุนใน 3 กองทุนสุขภาพหลัก พบว่าสิทธิสวัสดิการข้าราชการมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 20,000 บาทต่อคนต่อปี และเผชิญปัญหาเบิกจ่ายเกินงบประมาณต่อเนื่อง ระบบประกันสังคมอยู่ที่ประมาณ 6,000 กว่าบาท และระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) อยู่ที่ 5,500-5,600 บาทต่อคนต่อปี ยิ่งเมื่อพิจารณาอัตราการถือครองประกันสุขภาพเอกชนของคนไทยที่มีเพียง 6.4% ของประชากร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ที่สูงถึง 36%  KKP เสนอให้มีการผลักดันระบบประกันสุขภาพเอกชนเพื่อไม่ให้แรงกระแทกจากสังคมสูงวัยที่กำลังแตะ 21% ในปี 2030  ส่งกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังประเทศ

        ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้แปลงโจทย์วิกฤติทางการคลัง ไปสู่การเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ ผ่านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ศูนย์กลางการลงทุนทางการแพทย์” ตั้งเป้าดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศกว่า 68,000 ล้านบาท ผลักดัน GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.5% สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กยุทธศาสตร์ ทั้งศูนย์กลางบริการสุขภาพ 25,000 ล้านบาท, ศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา 10,000 ล้านบาท และศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมสุขภาพ 37,000 ล้านบาท

        ล่าสุดประเดิมปิดดีลวิจัยทางคลินิกร่วมกับบริษัท MSD วงเงิน 2,500 ล้านบาท Roche 1,500 ล้านบาทและยังได้สิทธิการอนุญาตโดยสมัครใจ (Voluntary Licensing : VL) จาก MSD ให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ผลิต “ยาเอชไอวี เพร็พ” ชนิดรับประทานเดือนละ 1 เม็ด โดยไม่ต้องรอสิทธิบัตร 20 ปี ลดต้นทุนค่ายาลงได้ถึง 50-70% ซึ่งทำควบคู่กับการยกระดับโรงพยาบาลรัฐสู่บริการพรีเมียม แต่งตั้ง “ทูตสาธารณสุข” เจาะตลาดคนไข้ต่างชาติกำลังซื้อสูงในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ เชื่อมโยงระบบประกันเอกชน เพื่อนำรายได้เชิงพาณิชย์กลับมาหล่อเลี้ยงระบบสาธารณสุขพื้นฐานของคนไทย
        สมการความอยู่รอดของสาธารณสุขไทยในทศวรรษหน้า จึงไม่ใช่เพียงการตั้งรับเพื่อรักษาวินัยการคลังตามคำเตือนของภาคการเงิน หรือการเดินหน้าขยายการรักษาเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การปรับโครงสร้างแบบ “จ่ายกระเป๋าซ้ายเข้ากระเป๋าขวา” ที่ผสานระบบดิจิทัลและการร่วมรับภาระของประกันสุขภาพ เข้ากับการดึงเม็ดเงินใหม่จากเศรษฐกิจสุขภาพระดับสากล ด้วยการขับเคลื่อน Medical Investment Hub ควบคู่ไปกับการปิดรอยรั่วทางการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ที่จะเปลี่ยนผ่าน “วิกฤติงบประมาณสูงวัย” ให้กลายมาเป็น “ขุมทรัพย์เศรษฐกิจแสนล้าน” ที่ช่วยสร้างทั้งผลลัพธ์ทางสุขภาพและความยั่งยืนทางการคลังให้กับประเทศได้อีกทางหนึ่ง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1253233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fUMGrkk7ab6LJ-GK9d315

  • ฮ่องกงประกาศแผนนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ เป้าหมายเพิ่มงบวิจัยและผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ให้เติบโต

    ฮ่องกงประกาศแผนนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ เป้าหมายเพิ่มงบวิจัยและผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ให้เติบโต

               รัฐบาลฮ่องกงได้ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีฉบับใหม่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาแห่งชาติของจีน โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มการใช้จ่ายด้านการวิจัยทางด้านนวัตกรรมเกือบเท่าตัวและผลักดันให้สัดส่วนภาคการผลิตและอุตสาหกรรมใหม่เติบโตมากขึ้นถึงร้อยละ 5.5 ของเศรษฐกิจ แผนดังกล่าวถูกเปิดเผย ก่อนที่ Mr. John Lee Ka-chiu ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกงจะแถลงนโยบายประจำปี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฮ่องกงจัดทำแผนที่ประกอบด้วยเป้าหมายระยะกลางและระยะยาวแบบมีผลผูกพันและมีลักษณะคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งจะครอบคลุมทิศทางการพัฒนาของฮ่องกงจนถึงปี 2573

              Mr. John Lee กล่าวว่าทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี และคำแถลงนโยบายจะเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยมุ่งยกระดับเศรษฐกิจของเมืองฮ่องกงผ่านการสร้างนวัตกรรมใหม่ในโครงการพัฒนาเขตเมืองเหนือ (Northern Metropolis) พร้อมเสริมความแข็งแกร่งในด้านการเงิน การบิน การเดินเรือ การค้า และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นจุดแข็งอันนำมาซึ่งความได้เปรียบทางการแข่งขันดั้งเดิมของฮ่องกง

              นอกจากนี้แผนนี้จะยังคงเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยประกาศมาตรการตั้งแต่เงินอุดหนุนเด็กเกิดใหม่เพื่อส่งเสริมการมีบุตร การเพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุข การขยายที่อยู่อาศัยแบบมีเงินอุดหนุน ไปจนถึงการลดเวลารอคอยบ้านจัดสรรของรัฐ

              Mr. John Lee กล่าวในสภานิติบัญญัติว่า “แผนพัฒนาแห่งชาติของจีน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน (China’s 15th Five-Year Plan) ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาประเทศจีนในอนาคต และเพิ่มความคาดหวังต่อบทบาทของฮ่องกงในการบูรณาการและสนับสนุนการพัฒนาชาติ ถือเป็นโอกาสสำคัญและปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ใหม่สำหรับการเติบโตของเมืองฮ่องกง” พร้อมยอมรับว่าฮ่องกงยังคงมีช่องว่างในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และมีความท้าทายสำหรับภารกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบการเติบโตใหม่ ขณะที่ปัญหาสังคมหลายด้านยังคงต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

    image.png

              แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี เอกสารหมวดที่7  ซึ่ง Mr. John Lee เรียกว่า “วาระการปฏิบัติการ” สำหรับการพัฒนาเมืองในระยะกลางและระยะยาว กำหนดตัวชี้วัด 105 รายการ รวมถึง 22 เป้าหมายหลัก ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ นวัตกรรม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งเป็น 17 เป้าหมายคาดการณ์ล่วงหน้า และ 5 เป้าหมายผูกพัน ซึ่งบางส่วนอาจได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยภายนอกอื่นๆ ทั้งนี้ หากเป้าหมายผูกพันไม่บรรลุต้องมีการรับผิดชอบ รวมทั้งเน้นย้ำว่าบางปัจจัยอาจอยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น การเปลี่ยนนโยบายของประเทศต่างๆ

              เป้าหมายคาดการณ์ล่วงหน้าที่สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มงบกิจกรรมทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีปีละร้อยละ 10 เพื่อให้สัดส่วนการใช้จ่ายด้านนวัตกรรมเพิ่มจากร้อยละ 1.63 เป็นร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( Gross Domestic Product – GDP) ภายใน 5 ปี  การเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มภาคการผลิตจากร้อยละ 3.8 เป็นร้อยละ 5.5 ของ GDP และการเพิ่มจำนวนบริษัทที่มีบริษัทแม่ตั้งอยู่นอกฮ่องกงร้อยละ 4–5 ต่อปี  ส่วนเป้าหมายผูกพันด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การลดการปล่อยคาร์บอนต่อหน่วย GDP ให้ลดลง ร้อยละ 32.5 และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานไร้คาร์บอน (Zero- Carbon energy) สำหรับเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเป็นร้อยละ 30 จากเดิมเพียงร้อยละ 25 ภายในระยะเวลา 5 ปี

              สำหรับโครงการพัฒนาเขตเมืองเหนือ (Northern Metropolis) เป้าหมายผูกพันคือภายในปี 2573     จะมีการเพิ่มพื้นที่พร้อมเริ่มก่อสร้าง (spade-ready sites) จาก 120 เฮกตาร์เป็น 900 เฮกตาร์ ขณะที่เป้าหมายคาดการณ์ล่วงหน้าคือการเพิ่มจำนวนบ้านที่สร้างเสร็จในพื้นที่จาก 11,000 หน่วยเป็น 70,000 หน่วย

              Mr. John Lee ตั้งเป้าหมายด้านคุณภาพชีวิตโดยจะเพิ่มอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรจาก 2.25 เป็น 2.43 ต่อประชากร 1,000 คน และลดความเสี่ยงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคเรื้อรังจากร้อยละ 7.3 เป็นร้อยละ 6.9 แผนพัฒนานี้ยังมีบทหนึ่งว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (National Security) โดยระบุว่าจะใช้ “แนวทางแบบองค์รวม” เพื่อเสริมความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจผ่านการปรับปรุงระบบกฎหมายและกลไกการบังคับใช้

    image.png

              ทั้งนี้ คำแถลงนโยบายประจำปีของ Mr. John Lee ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะหมดวาระการทำงานมีชื่อว่า “วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์เพื่อยุคใหม่ที่สดใส ขับเคลื่อนการปฏิรูปและการพัฒนา เปิดโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิต” โดยมุ่งเน้นโอกาสการพัฒนา 5 ด้าน พร้อมมาตรการยกระดับคุณภาพชีวิต 25 รายการ รวมถึงเงินช่วยเหลือแบบครั้งเดียวและเงินอุดหนุนต่างๆ รัฐบาลฮ่องกงจะขยายเวลาของโครงการเงินอุดหนุนเด็กเกิดใหม่ 20,000 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อไปอีก 3 ปี พร้อมเพิ่มเงินอุดหนุนสำหรับบุตรคนที่สองและถัดไปเป็น 30,000 ดอลลาร์ฮ่องกง นอกจากนี้ยังมีแผนสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อสร้างอัตราการรับสมัครงานเต็มเวลาเพิ่ม 10,000 ตำแหน่งสำหรับเยาวชนที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน

              การเร่งพัฒนา โครงการพัฒนาเขตเมืองเหนือ (Northern Metropolis) เป็นหัวใจสำคัญของคำแถลงนโยบายครั้งนี้ โดยสอดคล้องกับแนวคิด “การวางผังแบบสองแกน (dual-core planning)” ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีฉบับใหม่ซึ่งจัดกลุ่มอุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยี (I&T) ไว้ทางเขตเมืองเหนือใกล้ชายแดนเซินเจิ้น และจัดกลุ่มภาคการเงินไว้ทางตอนใต้ริมอ่าววิกตอเรีย พื้นที่พัฒนาเขตเมืองเหนือเป็น “กลไกยุทธศาสตร์สำคัญ” สำหรับการบูรณาการ I&T และอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่เข้ามาตั้งฐานในพื้นที่จะได้รับมาตรการลดหย่อนภาษีแบบเฉพาะเจาะจง

              รวมทั้งกำลังพัฒนาเมืองมหาวิทยาลัยสามแห่งซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 1,000 เฮกตาร์ในเขตเมืองเหนือตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป รัฐบาลฮ่องกงจะเชิญชวนมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้จัดตั้งวิทยาเขตในพื้นที่ Hung Shui Kiu ขณะเดียวกันทางการฮ่องกงกำลังศึกษาความเป็นไปได้ของการขยายเส้นทางรถไฟทางตะวันตกเชื่อม     ฮ่องกง– เซินเจิ้น (Hong Kong–Shenzhen Western Rail Link) ลงทางตอนใต้เพื่อเสริมความเชื่อมต่อ โครงการพัฒนาเขตเมืองเหนือ (Northern Metropolis) ยังมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตในฮ่องกงซึ่งมีพื้นที่อยู่อาศัยจำกัด โดยโครงการที่อยู่อาศัยจะเพิ่มสัดส่วนของแฟลตที่มีพื้นที่กว้างขึ้นราว 45 ตารางเมตร   (484 ตารางฟุต) จากเดิมร้อยละ 20 เป็น ร้อยละ 25

              ทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีฉบับ และคำแถลงนโยบายประจำปีต่างให้ความสำคัญกับการเสริมบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “สี่ศูนย์กลาง หนึ่งมือง (Four Centres, One Hub)” ซึ่งมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของเมืองในฐานะศูนย์กลางการเงิน การเดินเรือ และการค้า พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับนานาชาติ และสร้างให้เป็นศูนย์กลางสำหรับ บุคลากรคุณภาพสูง (High- Calibre talent)

              Mr. John Lee ระบุว่า ฮ่องกงจะนำระบบประมูลมาใช้เพื่อเปิดให้ธนาคารเสนอราคาสำหรับการเพิ่มสภาพคล่องเงินหยวนระยะสั้นให้เหมาะสมต่อการรองรับความต้องการทางการเงินในช่วงสั้นของสถาบันการเงิน รัฐบาลจะส่งเสริมการใช้เงินสกุลจีนในการชำระค่าใช้จ่ายของภาครัฐ เช่น การจัดซื้อแหล่งน้ำจืดจากมณฑลกวางตุ้ง พร้อมทั้งขยายตลาดพันธบัตรติมซำ (Dim Sum Bond Market) รวมทั้งผู้ดำเนินการตลาดหุ้นและตลาดฟิวเจอร์สของฮ่องกงจะเปิดตัวดัชนีพันธบัตรสกุลเงินหยวนในต่างประเทศ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติม

              หลังจากที่ฮ่องกงเปิดตัวระบบชำระราคาและส่งมอบทองคำแบบศูนย์กลาง (central clearing and settlement system) อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2569 รัฐบาลฮ่องกงกำลังพิจารณาการใช้เงินจากกองทุนแลกเปลี่ยน (Exchange Fund) เพื่อซื้อทองคำเพิ่มเติมและเข้าร่วมในตลาดทองคำแบบการซื้อขายในปัจจุบันและตลาดที่มีการซื้อขายล่วงหน้า (Spot and Futures Markets) นอกจากนั้นคำแถลงนโยบายประจำปีได้ระบุถึงยุทธศาสตร์การเติบโตของภาคเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ระหว่างประเทศ และบริการทางทะเล  ทั้งนี้ คณะทำงานด้านเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (frontier technology)     ชุดใหม่จะเป็นแกนนำในการวิจัยเชิงลึกด้านเทคโนโลยีอวกาศ เทคโนโลยีทางทะเล และเทคโนโลยีควอนตัม 

    image.png

              รวมทั้งรัฐบาลปักกิ่งได้เน้นย้ำให้ฮ่องกงเร่งดำเนินการในการแก้ปัญหาความขาดแคลนด้านที่อยู่อาศัยซึ่ง Mr. John Lee ระบุว่าเป้าหมายคือการลดระยะเวลารอคอยแฟลตเช่าแบบมีเงินอุดหนุนจาก 4.8 ปี เหลือ 4.5 ปีภายในปี 2570 และลดลงต่ำกว่า 4 ปีหลังปี 2573 ขณะที่แผนระยะยาวกำหนดให้แฟลตเช่าสาธารณะมีสัดส่วนจากร้อยละ 40 ของที่อยู่อาศัยทั้งหมด ขณะที่แฟลตขายแบบมีเงินอุดหนุนและที่อยู่อาศัยเอกชนในช่วง 10 ปีข้างหน้าจะมีสัดส่วนอย่างละร้อยละ 30

               Mr. John Lee ให้ความสำคัญอย่างมากกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในหลายด้านของนโยบาย รวมถึงการจัดตั้งระบบ “สมองเมือง AI (AI City Brain)” เพื่อเสริมประสิทธิภาพการรับมือเหตุการณ์สภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้ว เหตุการณ์ร้ายแรง และการบริหารจัดการความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ          พร้อมจัดตั้งตำแหน่ง “ผู้บัญชาการ AI (AI Commissioner)” เพื่อรับมือความท้าทายใหม่ๆ 

              อย่างไรก็ตามแม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานต่างๆ  แต่ก็สร้าง “ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงานและสังคม” ทำให้รัฐบาลต้องออกแนวทางกำกับความเสี่ยงทั้งหมด 7 ข้อ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ การคุ้มครองนักเรียน  และมีความเชื่อมั่นว่าเป้าหมายทั้งหมดจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดการบูรณาการเข้ากับวาระการพัฒนาระดับชาติได้มากยิ่งขึ้น ในอีกห้าปีรายได้หรือ การพัฒนาของชาวฮ่องกงทุกคนจะมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น ภาคอุตสาหกรรมจะมีความหลากหลายมากขึ้น การศึกษาได้รับการยกระดับด้านคุณภาพ เมืองมีความเป็นสากลมากขึ้น และฮ่องกงมีศักยภาพทางเทคโนโลยีขั้นสูง

    ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

              แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีของรัฐบาลฮ่องกง รวมถึงการเร่งพัฒนาโครงการพัฒนาเขตเมืองเหนือ (Northern Metropolis) จะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทยและนักธุรกิจไทยที่ดำเนินธุรกิจในฮ่องกงในหลายมิติ โดยเฉพาะในช่วงที่ฮ่องกงกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม เทคโนโลยี และการเงินระดับโลก ดังต่อไปนี้

              1. โครงการพัฒนาเขตเมืองเหนือซึ่งจะเป็นฐานอุตสาหกรรมใหม่และศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยี (I&T) จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และบริการด้านดิจิทัล สามารถขยายตลาดเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ของฮ่องกงได้มากขึ้น

              2. การเพิ่มงบประมาณด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี จะทำให้ฮ่องกงมีความต้องการสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ส่งออกไทยในกลุ่มสินค้าอัจฉริยะ (Smart Products) อุปกรณ์ที่มีเซนเซอร์ ซอฟต์แวร์ และการเชื่อมต่อเครือข่าย ซอฟต์แวร์ และบริการด้าน AI จะมีโอกาสเข้าสู่ตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วนี้

              3 การพัฒนาเมืองมหาวิทยาลัยสามแห่งในพื้นที่ Hung Shui Kiu จะทำให้ฮ่องกงมีประชากรนักศึกษาและบุคลากรวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และสินค้าไลฟ์สไตล์เพิ่มขึ้น ผู้ส่งออกไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการขยายตลาดสินค้าอาหารไทย    สินค้าเพื่อสุขภาพ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพสูง

              4. การเพิ่มสัดส่วนแฟลตที่มีพื้นที่กว้างขึ้นในโครงการที่อยู่อาศัยของฮ่องกงจะทำให้ความต้องการสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าไลฟ์สไตล์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าไทยที่มีจุดเด่นด้านดีไซน์ งานฝีมือ และคุณภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดฮ่องกงอยู่แล้ว ส่วนการลดระยะเวลารอแฟลตเช่าแบบมีเงินอุดหนุนและการเพิ่มสัดส่วนที่อยู่อาศัยสาธารณะจะทำให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ส่งออกไทยในกลุ่มอาหารสด อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน และสินค้า FMCG จะมีโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดในฮ่องกงได้มากขึ้น

              5. ยุทธศาสตร์ “สี่ศูนย์กลาง หนึ่งมือง (Four Centres, One Hub)” จะช่วยให้ฮ่องกงยังคงเป็นประตูการค้า (Gateway) ที่สำคัญของผู้ส่งออกไทยสู่จีนแผ่นดินใหญ่และตลาดโลก การขยายตลาดพันธบัตรติมซำ การใช้เงินหยวนในธุรกรรมภาครัฐ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ฮ่องกงเป็นฐานในการระดมทุนและขยายธุรกิจได้สะดวกขึ้น        

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/p3zfwceu55jbzu2anh4r354u&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Wx-qTNHHDMHJcpfXXZY5o

  • “ศุภจี” ร่วมคณะนายกฯ หารือนักลงทุนสหรัฐ ดึงลงทุนในไทย

    “ศุภจี” ร่วมคณะนายกฯ หารือนักลงทุนสหรัฐ ดึงลงทุนในไทย

    “ศุภจี” ร่วมคณะนายกฯ หารือ Bank of America–PIMCO–Microsoft  ชูศักยภาพไทย  ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยันไทยไม่เลือกข้าง สร้างสมดุล 2 ฝ่าย

    • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เดินทางไปนครนิวยอร์กเพื่อหารือกับนักลงทุนและสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ เช่น Bank of America และ Microsoft
    • ฝ่ายไทยนำเสนอศักยภาพของประเทศและนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล, AI, และพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
    • ชี้แจงต่อนักลงทุนถึงแนวนโยบายต่างประเทศที่สมดุลระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยยืนยันว่าไทยมุ่งสร้างประโยชน์ร่วมกันกับทั้งสองฝ่ายและไม่เลือกข้าง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าหารือกับผู้บริหาร Bank of America, Microsoft และ Pacific Investment Management Company (PIMCO) รวมถึงนักลงทุนและผู้บริหารสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ การลงทุน และศักยภาพของประเทศไทยในระยะต่อไป

    การหารือครั้งนี้ครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจและการเงินโลก รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดยฝ่ายไทยได้นำเสนอศักยภาพของประเทศและนโยบายที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด ตลอดจนการพัฒนาทักษะบุคลากร

    “ศุภจี” ร่วมคณะนายกฯ หารือนักลงทุนสหรัฐ ดึงลงทุนในไทย

    นางศุภจี กล่าวว่า การพบปะกับนักลงทุนและสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและสื่อสารศักยภาพของประเทศไทย ต่อนักลงทุนระดับโลก โดย Bank of America เป็นเจ้าภาพจัดพบปะกับกลุ่มนักลงทุนและกองทุนขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ กว่า 10 แห่ง ซึ่งให้ความสนใจติดตามนโยบายและทิศทางเศรษฐกิจของไทย

    “นักลงทุนให้ความสนใจประเทศไทย เนื่องจากผลประกอบการและปัจจัยพื้นฐานของประเทศปรับตัวดีขึ้น รวมถึงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลการดำเนินงานของตลาดทุนไทยก็ดีขึ้นเช่นกัน จึงเป็นจังหวะที่ไทยมีโอกาสนำเสนอนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศให้นักลงทุนได้รับทราบ” นางศุภจี กล่าว

    สำหรับประเด็นที่นักลงทุนสอบถามและให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ แนวนโยบายของไทยต่อสหรัฐฯ และจีน ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่า ไทยให้ความสำคัญกับทั้งสองประเทศในฐานะประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและคู่ค้าสำคัญ โดยมีแนวทางรักษาความสัมพันธ์อย่างสมดุล และมุ่งสร้างประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) กับทั้งสองฝ่าย

    “เราไม่ได้เลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่ต้องการทำงานร่วมกับทั้งสองประเทศบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่สมดุล และสร้างประโยชน์ร่วมกัน” นางศุภจี กล่าว

    ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังสนใจทิศทางนโยบายของไทยในอนาคต โดยเฉพาะการปรับตัวของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการสร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ซึ่งเป็นจุดแข็งและโอกาสสำคัญของประเทศไทย

    นางศุภจี กล่าวว่า การหารือกับภาคการเงินและนักลงทุนระหว่างประเทศครั้งนี้ นอกจากเป็นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายและทิศทางเศรษฐกิจของไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสให้รัฐบาลได้รับฟังมุมมองจากนักลงทุนโดยตรง เพื่อนำข้อมูลไปต่อยอดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของไทย รวมถึงสร้างโอกาสในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพต่อการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1253179&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WLrGtdVcoGhMmrpgdHmWl

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 5 วันติด ดาวโจนส์ปิดลบ 185.14 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 23/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ น้ำมัน WTI ร่วง 5 วันติด ดาวโจนส์ปิดลบ 185.14 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 23/09/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมันดิบและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ย โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ตลาดนิวยอร์กปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปิดลบกว่า 185 จุด ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 23 กันยายน 2569 ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยราคาจาก 4 สถานีบริการหลักมีรายละเอียดแตกต่างกันตามประเภทน้ำมัน

    ตลาดน้ำมันนิวยอร์กปิดการซื้อขายวันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 1.19 ดอลลาร์ หรือ 1.24% ปิดที่ 94.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 1.09 ดอลลาร์ หรือ 1.09% ปิดที่ 99.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวลงเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน หลังตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยมีรายงานว่าปริมาณการลำเลียงน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สะท้อนว่าการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางสำคัญของโลกอาจเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะที่ผ่อนคลายมากขึ้น

    นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาความคืบหน้าของซาอุดีอาระเบียในการเตรียมกลับมาเปิดใช้งานท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ซึ่งมีรายงานว่ากำลังอยู่ระหว่างการทดสอบระบบ และเริ่มมีการสูบน้ำมันผ่านท่อในอัตราต่ำ โดยมีความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเปิดใช้งานได้ภายในสัปดาห์นี้

    หากการทดสอบเป็นไปตามแผน ซาอุดีอาระเบียจะสามารถลำเลียงน้ำมันไปยังท่าเรือยันบู (Yanbu) บริเวณชายฝั่งทะเลแดง ซึ่งจะเพิ่มทางเลือกในการขนส่งน้ำมันและลดการพึ่งพาเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ปัจจัยดังกล่าวจึงช่วยลดความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันชะงักงันในภูมิภาค

    ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดการซื้อขายวันที่ 22 กันยายน 2569 ในทิศทางผสม โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลว่าราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และส่งผลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,863.69 จุด ลดลง 185.14 จุด หรือ 0.36% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,764.64 จุด ลดลง 0.06 จุด หรือเกือบทรงตัว ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,244.28 จุด เพิ่มขึ้น 122.18 จุด หรือ 0.45% ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    บรรยากาศการลงทุนยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ โดยเฉพาะผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ขณะที่นักลงทุนติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป

    ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงได้รับแรงซื้อ โดยเฉพาะหุ้น Micron Technology ส่งผลให้ Nasdaq ปรับตัวขึ้นและทำสถิติสูงสุดใหม่ แม้ดาวโจนส์จะปิดตลาดในแดนลบ

    สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยประจำวันที่ 23 กันยายน 2569 ข้อมูลที่อ้างอิงจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุราคาน้ำมันในกรุงเทพฯ จาก 4 สถานีบริการหลัก ได้แก่ ปตท. บางจาก PT และเชลล์ โดยราคาดังกล่าวเป็นราคาขายปลีกที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร และผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาที่หน้าสถานีบริการอีกครั้ง

    ราคาน้ำมัน ปตท. (PTT)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 48.93 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันบางจาก (Bangchak)
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.88 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    ดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน PT
    ดีเซล ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    เบนซิน ราคา 49.43 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาท/ลิตร
    แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันเชลล์ (Shell)
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.14 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.07 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.44 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาท/ลิตร
    เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 40.69 บาท/ลิตร
    เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาท/ลิตร
    เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันขายปลีกดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ซึ่งมีการอัปเดตเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน โดยข้อมูลราคาที่แสดงเป็นราคาขายในพื้นที่กรุงเทพฯ และยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร

    สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจึงยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากมีความเชื่อมโยงทั้งกับต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงิน ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศยังอยู่ในระดับที่ผู้ใช้รถควรติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด

    ที่มา : สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) www.eppo.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/323439&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WU8MH1JSAY_r2Iq4VLT00

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 24 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 24 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    จับตา 24 ก.ย. 69 “อนุทิน” ขึ้นเวที UNGA81 – “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกัน- ลุ้นผล “Nene Royal” AGT

    วันที่ 24 กันยายน 2569 เป็นอีกวันที่มีความเคลื่อนไหวสำคัญบนเวทีโลก ทั้งภารกิจของประเทศไทยในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 ที่นครนิวยอร์ก การพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงการประกาศผลผู้ชนะรายการ America’s Got Talent 2026 ซึ่งมี “เนเน่ รอยัล” ตัวแทนเยาวชนไทยร่วมแข่งขัน

    “อนุทิน” ขึ้นเวที UNGA81 กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีกำหนดเข้าร่วมการประชุม UNGA81 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยวันที่ 24 กันยายน 2569 ถือเป็นวันสำคัญของภารกิจ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีกำหนดขึ้นกล่าวอภิปรายทั่วไป หรือ General Debate ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

    ตามกำหนดการของรัฐบาล ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก หรือ NYSE และร่วมลั่นระฆังเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ ก่อนเข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Jefferies Group LLC

    จากนั้นมีกำหนดพบหารือกับนายกรัฐมนตรีภูฏาน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย และนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ รวมถึงพบหารือกับเลขาธิการสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

    ในเวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก นายอนุทินมีกำหนดกล่าวอภิปรายทั่วไป หรือ General Debate ในการประชุม UNGA81 โดยประเทศไทยมีกำหนดกล่าวเป็นลำดับที่ 8 ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก่อนเดินทางออกจากนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอนในช่วงค่ำ

    การเข้าร่วม UNGA81 ครั้งนี้ยังมีภารกิจด้านการพบผู้นำประเทศ ผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ นักลงทุน และภาคธุรกิจ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ รวมถึงสร้างโอกาสด้านการค้าและการลงทุนของไทยในเวทีโลก

    “ทรัมป์-สี จิ้นผิง” พบกันที่วอชิงตัน จับตาการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของวันที่ 24 กันยายน คือการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

    การพบกันครั้งนี้มีประเด็นที่ถูกจับตามองหลายด้าน ทั้งการค้าและการลงทุน นโยบายภาษี การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI แร่สำคัญและแร่หายาก ตลอดจนประเด็นไต้หวันและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    สำหรับตลาดโลก การพบกันของผู้นำสหรัฐฯ และจีนจึงเป็นอีกเหตุการณ์ที่ต้องติดตาม เนื่องจากท่าทีและผลการหารืออาจมีความเกี่ยวข้องกับทิศทางการค้า ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี และบรรยากาศการลงทุนระหว่างประเทศ

    ลุ้นผล “Nene Royal” ตัวแทนไทยบนเวที America’s Got Talent 2026

    ขณะเดียวกัน วันที่ 24 กันยายน 2569 ยังเป็นวันที่แฟนชาวไทยต้องติดตามผลการแข่งขัน America’s Got Talent 2026 ซีซัน 21 หลัง “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย นักร้องและมือกีตาร์ชาวไทยวัย 16 ปี ผ่านเข้าสู่รอบไฟนอลของรายการ

    เนเน่ขึ้นแสดงในรอบ Live Finale ด้วยเพลง “Seven Nation Army” ของวง The White Stripes โดยการแสดงออกอากาศในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 22 กันยายน และตรงกับช่วงเช้าวันที่ 23 กันยายนตามเวลาประเทศไทย

    สำหรับการประกาศผลผู้ชนะรายการ America’s Got Talent ซีซัน 21 มีกำหนดออกอากาศในสหรัฐฯ วันที่ 23 กันยายน และตรงกับช่วงเช้าวันที่ 24 กันยายนตามเวลาประเทศไทย โดยผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    วันที่ 24 กันยายน 2569 จึงมีหลายเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามพร้อมกัน ตั้งแต่ภารกิจของนายอนุทินบนเวที UNGA81 การพบกันของผู้นำสหรัฐฯ และจีน ไปจนถึงการประกาศผล America’s Got Talent 2026 ซึ่งมีตัวแทนเยาวชนไทยร่วมอยู่ในรอบสุดท้าย

    สำหรับประเทศไทย ความเคลื่อนไหวทั้งหมดจะเป็นอีกหนึ่งวันที่สะท้อนทั้งบทบาทของไทยบนเวทีระหว่างประเทศ ทิศทางความสัมพันธ์ของมหาอำนาจ และความสนใจของคนไทยต่อคนไทยที่ก้าวไปสู่เวทีระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/323637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pF_AfsTplji-KcTAsz2fl

  • ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้แทนพิเศษออสเตรเลียสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – กระทรวงการต่างประเทศ

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้แทนพิเศษออสเตรเลียสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – กระทรวงการต่างประเทศ

    ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับผู้แทนพิเศษออสเตรเลียสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    วันที่นำเข้าข้อมูล 23 ก.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 23 ก.ย. 2569

    | 50 view

    เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบหารือกับนายนิโคลัส มัวร์ ผู้แทนพิเศษออสเตรเลียสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

    ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียที่มีพลวัต ทั้งในมิติการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนผ่านการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17–20 สิงหาคม 2569 และการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียในปี 2570 ในโอกาสครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต รวมถึงมีการพบปะระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย

    ผู้แทนพิเศษฯ ให้ข้อมูลว่า นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยภายหลังการจัดทำยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่ปี ค.ศ. 2040 (Invested: Southeast Asia Economic Strategy to 2040) มูลค่าทางเศรษฐกิจของออสเตรเลียในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเห็นว่า ออสเตรเลียยังมีศักยภาพในการเพิ่มการลงทุนได้อีก ทั้งนี้ ประธานคณะที่ปรึกษาฯ ได้กล่าวชื่นชมการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว และแสดงความพร้อมที่จะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายออสเตรเลียเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในสาขาเป้าหมาย อาทิ พลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีอาหาร การแพทย์ และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนร่วมกันลดอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุน การเคลื่อนย้ายทรัพยากรบุคคล รวมถึงการอำนวยความสะดวกแก่ภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในออสเตรเลีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/meeting-with-aus-special-envoy-to-sea-2026-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18TJCyEkfso0mhJeACdtl_

  • สศค. ชูโมเดล “3 สี” คัดกรองผู้รับผลกระทบน้ำมันแพง จ่ายยาตรงจุดรับวิกฤตเศรษฐกิจ

    สศค. ชูโมเดล “3 สี” คัดกรองผู้รับผลกระทบน้ำมันแพง จ่ายยาตรงจุดรับวิกฤตเศรษฐกิจ

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ซึ่งทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น โดยเปรียบสถานการณ์ดังกล่าวเสมือนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับประชาชน ซึ่งแบ่งผู้ได้รับผลกระทบออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเจ็บหนัก (สีแดง) กลุ่มบาดเจ็บปานกลาง (สีเหลือง) และกลุ่มบาดเจ็บเล็กน้อย (สีเขียว)

    กลุ่มสีแดง เปรียบเสมือนผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหนักที่สุดและต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน รัฐบาลดูแลคนกลุ่มนี้ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน เพื่อเป็นการปฐมพยาบาลและประคองอาการชั่วคราว เช่น การให้เงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท เพื่อลดภาระค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเดินทาง

    กลุ่มสีเหลือง เปรียบเสมือนผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับปานกลาง ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงาน ซึ่งได้รับผลกระทบแต่ยังพอรับมือได้ รัฐบาลดูแลผ่านมาตรการด้านสินเชื่อต่าง ๆ เพื่อเสริมสภาพคล่องและช่วยให้รับมือกับวิกฤตครั้งนี้

    ส่วน กลุ่มสีเขียว เปรียบเสมือนผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบและประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลดูแลผ่านมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุน เช่น การปรับปรุงเงื่อนไขกองทุนลดหย่อนภาษี เพื่อจูงใจให้ลงทุนและสร้างความมั่นคงในวัยเกษียณ ไม่ให้ลดระดับไปเป็นกลุ่มสีเหลืองหรือสีแดงในอนาคต

    “กระทรวงการคลังได้คัดกรองสถานะผู้ป่วย (Triage) หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกแบบมาตรการช่วยเหลือ หรือจ่ายยาได้ตรงจุดและคุ้มค่างบประมาณให้มากที่สุด” นายวินิจ กล่าว

    ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังวางเป้าหมายให้กลุ่มสีแดงหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยับขึ้นเป็นกลุ่มสีเหลืองที่ดูแลตนเองได้ และผลักดันกลุ่มสีเหลืองให้เข้มแข็งจนขยับขึ้นเป็นกลุ่มสีเขียว ซึ่งสามารถรับมือกับวิกฤตได้ ส่วนกลุ่มสีเขียวต้องส่งเสริมให้ออมมากขึ้น เพื่อรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมอายุยืน (Longevity)

    นายวินิจ กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจเปรียบเหมือนอุบัติเหตุหมู่ที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลมีทรัพยากรจำกัด การแยกกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบให้ชัดเจนจึงช่วยให้จัดทำมาตรการได้ตรงกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม และลดปัญหาการเรียกร้องมาตรการที่ไม่ตรงกับสถานะของตน เช่น กลุ่มสีเหลืองต้องการได้รับสิทธิของกลุ่มสีแดง

    “การออกมาตรการช่วยเหลือต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะทรัพยากรของรัฐบาลมีจำกัด เปรียบเหมือนมีหมอ พยาบาล และยาไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถทำทุกอย่างพร้อมกันได้ แต่รัฐบาลได้เตรียมการในภาพรวมไว้แล้ว เพื่อยกระดับเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ” นายวินิจ กล่าว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/865625&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23lQnYKmhXp4igzgZ0z1LT

  • “ปิดด่าน 100%” ได้ผล กดดันเศรษฐกิจฝั่งกัมพูชา – นาวิกโยธินสกัด 57 ชิ้น

    “ปิดด่าน 100%” ได้ผล กดดันเศรษฐกิจฝั่งกัมพูชา – นาวิกโยธินสกัด 57 ชิ้น

    23 กันยายน 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนและช่องทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน การขนย้ายสิ่งของผิดกฎหมาย และภัยคุกคามทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง

    ล่าสุด กำลังพลชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 4 กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 543 ฐานคลองโป่งน้ำร้อน ตรวจพบลังพลาสติก กระเป๋าเดินทาง ลังกระดาษ และถุงกระสอบจำนวนมาก วางกองรวมกันอย่างมีพิรุธภายในขนำไม่มีเลขที่กลางสวนเกษตร พื้นที่หมู่ 4 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตำบลคลองใหญ่เข้าร่วมตรวจสอบ

    “ปิดด่าน 100%” ได้ผล กดดันเศรษฐกิจฝั่งกัมพูชา - นาวิกโยธินสกัด 57 ชิ้น

    จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบสิ่งของรวม 57 ชิ้น ประกอบด้วย ลังพลาสติก 34 ใบ ลังกระดาษ 7 ใบ กระเป๋าเดินทาง 8 ใบ ถุงกระสอบ 8 ใบ ภายในบรรจุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมทั้งพบเอกสารและสมุดบันทึก เช่น สำเนาหน้าหนังสือเดินทาง เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดสิ่งของทั้งหมดไปตรวจสอบโดยละเอียด ณ ที่ตั้งกองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 543 ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.โป่งน้ำร้อน ดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลถึงบุคคลหรือขบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

    “ปิดด่าน 100%” ได้ผล กดดันเศรษฐกิจฝั่งกัมพูชา - นาวิกโยธินสกัด 57 ชิ้น

    ข้อมูลด้านการข่าวเบื้องต้น ระบุว่า การตรวจยึดครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกับการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินจากสถานประกอบการในพื้นที่จังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา ตรงข้ามจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ภายหลังได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดด่านของฝ่ายไทย

    โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการ “ปิดด่าน 100%” ส่งผลโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจตามแนวชายแดนในฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะกิจการที่พึ่งพาการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการเชื่อมโยงกับประเทศไทย จนอาจเกิดความพยายามลักลอบขนย้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมของเจ้าหน้าที่

    “ปิดด่าน 100%” ได้ผล กดดันเศรษฐกิจฝั่งกัมพูชา - นาวิกโยธินสกัด 57 ชิ้น

    กองทัพเรือขอย้ำว่า การปิดจุดผ่านแดนมิได้หมายความว่าช่องทางธรรมชาติจะสามารถใช้สัญจรหรือขนย้ายสิ่งของได้โดยเสรี การนำคนหรือสิ่งของข้ามแดนนอกช่องทางที่กำหนดถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะลาดตระเวน เฝ้าตรวจ สกัดกั้น และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้พื้นที่ชายแดนของไทยถูกใช้เป็นเส้นทางหลบเลี่ยงกฎหมาย หรือเป็นฐานดำเนินกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378983744&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VGXz6WVtRDozX9kSpG9uD