Category: เศรษฐกิจ

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 14 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 14 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/167392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22x7tij4jEXD_c7PyxyWYz

  • แบงก์ชาติเวียดนามห่วง ยอดปล่อยเงินกู้แบงก์พาณิชย์สูงกว่าเงินฝาก 7.68 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างความเสี่ยงต่อระบบ หลังรัฐบาลเร่งการเติบโตเศรษฐกิจ

    แบงก์ชาติเวียดนามห่วง ยอดปล่อยเงินกู้แบงก์พาณิชย์สูงกว่าเงินฝาก 7.68 หมื่นล้านดอลลาร์ สร้างความเสี่ยงต่อระบบ หลังรัฐบาลเร่งการเติบโตเศรษฐกิจ

    ธนาคารกลางเวียดนามออกโรงเตือนว่า ความต้องการเงินทุนในขณะนี้มีปริมาณสูงกว่าความสามารถในการระดมทุนของแบงก์ นับเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน หลังรัฐบาลเร่งรัดให้สถาบันการเงินเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับตัวเลขสองหลัก (Double-Digit) ในปีนี้

    วันนี้ (13 สิงหาคม) ธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam: SBV) ระบุว่า ยอดสินเชื่อคงค้างในสกุลเงินดองมีมูลค่าสูงกว่ายอดเงินฝากประมาณ 2 พันล้านล้านดอง (7.68 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งความไม่สมดุลดังกล่าว “ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของผู้ให้กู้ ตลอดจนเสถียรภาพของระบบการเงินและการคลัง”

    เล มินห์ ฮุง (Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม มีกำหนดการเข้าหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ ในวันพฤหัสบดีนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะเร่งผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้แตะระดับเกือบ 12% ในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขยายตัวในระดับตัวเลขสองหลักสำหรับปี 2026

    อย่างไรก็ตาม ภารกิจดังกล่าวถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากเวียดนามยังคงต้องเผชิญกับทิศทางการค้าโลกที่ไม่แน่นอน ตลอดจนข้อพิพาทด้านภาษีศุลกากรที่ยืดเยื้อกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

    รายงานของธนาคารกลางเวียดนามระบุเพิ่มเติมว่า “ขีดความสามารถในการใช้นโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นมีจำกัดอย่างมาก เมื่อประเมินจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ความผันผวนจากปัจจัยภายนอก รวมถึงผลกระทบจากศักยภาพในการระดมทุนของระบบธนาคารที่มีต่ออัตราดอกเบี้ยในประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน” นอกจากนี้ “การขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนแรกของปี ยังส่งผลให้ความต้องการเงินตราต่างประเทศสำหรับการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น” อีกด้วย

    อีกสัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดดันในการระดมทุน มีรายงานจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดระบุว่า ธนาคาร Techcombank ได้ดำเนินการเปิดตัวโครงการเพื่อระดมทุน ทำให้กลายเป็นสถาบันการเงินของเวียดนามแห่งล่าสุด ที่แสวงหาแหล่งเงินทุนจาก ‘ต่างประเทศ’

    เวียดนามเสี่ยงเกิดภาวะฟองสบู่ระลอกใหม่.

    แม้ว่าเวียดนามจะยังคงรั้งตำแหน่งหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียในช่วงที่เหลือของทศวรรษนี้ แต่การบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ 10% มีแนวโน้มที่จะเป็นสัญญาณเตือนมากกว่าเหตุผลในการเฉลิมฉลอง

    ตามที่ แกเร็ธ เลเธอร์ (Gareth Leather) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียจาก Capital Economics ได้ระบุไว้ในบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า “การกระตุ้นอุปสงค์ให้เกินขีดความสามารถในการรองรับของระบบเศรษฐกิจ จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและความเปราะบางทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น”

    นอกจากนี้ เลเธอร์ยังให้ข้อสังเกตว่าเวียดนามเคยประสบกับสถานการณ์เช่นนี้มาแล้ว เมื่อการปล่อยสินเชื่อที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนเกินไปได้กระตุ้นให้เกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งลุกลามไปสู่วิกฤตการณ์ในภาคธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ในปี 2012 และซ้ำรอยอีกครั้งในปี 2022

    ธนาคารกลางมีภารกิจสำคัญระดับวิกฤตในการสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของรัฐบาล ไปพร้อมๆ กับการรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และบริหารจัดการการขยายตัวของสินเชื่อที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่ก่อให้เกิดหนี้เสีย

    ทั้งนี้ ธนาคารกลางเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ประมาณ 15% ในปีนี้ แต่ได้ออกมาย้ำหลายครั้งว่าตัวเลขดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง

    ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 4.45% ในเดือนกรกฎาคมเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากต้นทุนภาคการขนส่ง บริการ และการก่อสร้างยังคงอยู่ในระดับสูงภายหลังความขัดแย้งในอิหร่าน รายงานระบุว่า ปัจจัยนี้ทำให้ธนาคารกลางเวียดนามมีข้อจำกัดอย่างมากในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย “เพื่อรักษาอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2026 ให้อยู่ที่ระดับประมาณ 4.5% ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) รายเดือนในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ จะต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงประมาณ 0.34% เท่านั้น”

    ส่อง GDP เวียดนามครึ่งแรกปีนี้

    ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามระบุว่า เศรษฐกิจ (GDP) เวียดนามขยายตัว 8 39% ในช่วงไตรมาสเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากระดับ 7.94% ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภาคการก่อสร้างและภาคการผลิต

    ทำให้การเติบโตของ GDP ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ระดับ 8.18% ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็วยิ่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตตลอดทั้งปีที่กำหนดไว้อย่างน้อย 10%

    สำนักงานสถิติแห่งชาติคาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันสูงในช่วงครึ่งหลังของปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจจำเป็นต้องขยายตัวถึง 11.7% ในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตตลอดทั้งปีของรัฐบาลที่ระดับ 10%

    ภาพ: CravenA / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/vietnam-central-bank-loan-deposit-gap-risk/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yO64xb_xImluofldWKk-S

  • SET Index ทะลุ 1,600 จุด หุ้นไทยยังน่าลงทุนหรือไม่?  | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    SET Index ทะลุ 1,600 จุด หุ้นไทยยังน่าลงทุนหรือไม่?  | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่นในปีนี้ โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 ดัชนี SET Index ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่รวมเงินปันผลแล้วสูงถึง 33% ซึ่งตลาดหุ้นไทยถูกขับเคลื่อนโดยแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิสูงถึงราว 7 หมื่นล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันที่มากถึง 6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    สาเหตุสำคัญที่ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยในปีนี้ นั่นคือ ปัจจัยเฉพาะตัวของประเทศไทย ซึ่งมีพัฒนาการเชิงบวกเมื่อเทียบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นำโดยภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยในปัจจุบันที่ตลาดทุนเชื่อว่ามีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจในระยะยาว สะท้อนได้จากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงการเติบโตของตัวเลขการลงทุนโดยตรงของภาคเอกชน 

    นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังมีลมส่งที่เป็นแรงสนับสนุนจากการอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% เพื่อใช้นโยบายดอกเบี้ยแบบผ่อนคลายในการพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ โดยที่ GDP ประเทศไทยในช่วงก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 เคยขยายตัวได้มากกว่าระดับ 3% ต่อปี นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยในระยะยาวที่ดูจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล พบว่าอยู่ในระดับต่ำเช่นกัน โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี และ 10 ปี อยู่ที่ระดับเพียง 1.5% และ 2.0% ตามลำดับ สะท้อนถึงสภาพคล่องในระบบการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง

    โดยรวมแล้ว แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอกประเทศอย่างมากในปีนี้ จากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศก็ตาม แต่ด้วยความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น ผลลัพธ์คือ ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่มากกว่า 2% จากเดิมที่คาดว่าเติบโตได้เพียง 1%

    มองไปในระยะข้างหน้า บลจ.ทิสโก้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังคงมี Momentum เชิงบวกต่อเนื่อง จากผลบวกของการลงทุนในประเทศที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และดอกเบี้ยที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ Valuation ของตลาดหุ้นไทยยังคงมีความน่าสนใจในระดับปัจจุบัน โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่จ่ายเงินปันผลในระดับสูง สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของดัชนี SETHD (SET High Dividend) ซึ่งสูงถึงราว 6% ต่อปี เทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวที่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 1-2% ตามลำดับ จึงคาดว่าตลาดหุ้นไทยยังสามารถฟันฝ่าแรงปะทะจากปัจจัยกดดันที่มาจากนอกประเทศได้ โดยเฉพาะประเด็นลบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงต่อการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจในการกระจายความเสี่ยงออกมาของกระแสเงินทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/advisory/20260611-pvd-monthly-august&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IuGDhdPjIH5Uv1UOf8f08

  • อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานในการประชุมเตรียมการหน่วยงานไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเป็นประธานในการประชุมเตรียมการหน่วยงานไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 – กระทรวงการต่างประเทศ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 13 ส.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 ส.ค. 2569

    | 39 view

    เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 นางสาวรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคของไทย เป็นประธานในการประชุมเตรียมการหน่วยงานไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 (APEC SOM3/2026) ซึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 28 สิงหาคม 2569 ณ เมืองต้าเหลียน เพื่อติดตามพัฒนาการการดำเนินงานภายใต้กรอบเอเปคของหน่วยงานต่าง ๆ ของไทยในช่วงที่ผ่านมา และหารือการกำหนดท่าที ตลอดจนประเด็นที่ไทยประสงค์ผลักดันในการประชุมดังกล่าว

    ในการประชุม APEC SOM3/2026 ไทยจะสนับสนุนประเด็นสำคัญในการเป็นเจ้าภาพของสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค การยึดมั่นต่อระบบการค้าพหุภาคีที่มีองค์การการค้าโลก (World Trade Organization:WTO) เป็นแกนกลาง การพัฒนาที่ยั่งยืน การค้าดิจิทัล ความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่ม นอกจากนี้ ไทยยังจะใช้โอกาสในการเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ติดตามพัฒนาการสำคัญของข้อริเริ่มที่จะเป็นเอกสารผลลัพธ์สำคัญในประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ตลอดจนผลักดันโครงการสำคัญของไทยในเอเปค เช่น โครงการ APEC BCG Award และการจัดทำ Guidance on Anti-Online Scams for APEC

    ทั้งนี้ การประชุม APEC SOM3/2026 จะเป็นการเตรียมการสำคัญสำหรับสัปดาห์การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ที่เมืองเซินเจิ้น โดยนอกจากการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส คณะกรรมการ และคณะทำงานต่าง ๆ รวมกว่า 20 รายการแล้ว จีนยังมีกำหนดจัดการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านความมั่นคงทางอาหาร การหารือเพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการ Aotearoa และการประชุม Policy Dialogue ด้านความเชื่อมโยงและเศรษฐกิจดิจิทัลในห้วงดังกล่าวด้วย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dg-intl-econ-prep-meeting-apec-som3-2026-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Fwa0GZVSUUY9RdeVg2xdn

  • ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดลบ 19.71 จุด นลท.ผิดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดลบ 19.71 จุด นลท.ผิดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดลบในวันนี้ (13 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังต่อมาตรการสนับสนุนล่าสุดของทางการจีน โดยมองว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] ปิดที่ 3,926.96 จุด ลดลง 19.71 จุด หรือ -0.50%

    ธนาคารกลางจีน (PBOC) ให้คำมั่นว่าจะออกมาตรการเพิ่มเติมในเวลาที่เหมาะสม ใช้เครื่องมือนโยบายที่มีอยู่อย่างเต็มศักยภาพ ตลอดจนนำมาตรการที่ปฏิบัติได้จริงและมีประสิทธิผลมาใช้เมื่อมีความจำเป็น นอกจากนี้ PBOC ยังให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ให้มากยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การขาดรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการผ่อนคลายครั้งใหญ่ ยิ่งตอกย้ำกระแสคาดการณ์ที่ว่า PBOC น่าจะยังไม่ประกาศใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินเป็นวงกว้างในระยะใกล้นี้

    หุ้นที่ปรับตัวลงอย่างมากในวันนี้รวมถึง หุ้น Zijin Mining ร่วงลง 4.08%, หุ้น NAURA Technology ลดลง 2.82%, หุ้น Luxshare Precision ปรับตัวลง 2.25% และหุ้น Sinopec ลดลง 1.19%

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/630829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z0dpk0NWc6GL1x2RWSeWJ

  • ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษครบ 1 ทศวรรษ เร่งดิจิทัลหนุนเศรษฐกิจไทย

    ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษครบ 1 ทศวรรษ เร่งดิจิทัลหนุนเศรษฐกิจไทย

    ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษครบ 1 ทศวรรษ เร่งดิจิทัลหนุนเศรษฐกิจไทย

    ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ชูเทคโนโลยียกระดับกระบวนการยุติธรรม หลังรับคดีกว่า 4.1 หมื่นคดี มุ่งสร้างความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ

    เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานงานเสวนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “อนาคตเศรษฐกิจไทยกับโจทย์ใหม่ในการพิจารณาคดีชำนัญพิเศษ” ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ พร้อมประกาศทิศทางก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับกระบวนการยุติธรรม รองรับข้อพิพาททางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่ซับซ้อนมากขึ้น

    นายกีรติ วรพุทธพงศ์ ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ กล่าวว่า ศาลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ. 2558 และเปิดทำการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 มีหน้าที่พิจารณาคดีอุทธรณ์จากศาลชำนัญพิเศษ โดยแบ่งการบริหารคดีเป็น 5 แผนก ได้แก่ คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีภาษีอากร คดีแรงงาน คดีล้มละลาย และคดีเยาวชนและครอบครัว

    ตลอดระยะเวลาที่เปิดดำเนินการ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว 41,530 คดี โดยคดีเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การค้า การจ้างงาน และสังคม ทำให้คำพิพากษาไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อคู่ความ แต่ยังมีส่วนสร้างบรรทัดฐานและความชัดเจนแก่ภาคธุรกิจและประชาชน

    ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษครบ 1 ทศวรรษ เร่งดิจิทัลหนุนเศรษฐกิจไทย

    นายกีรติระบุว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ทั้งการแข่งขันทางการค้า ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนรูปแบบธุรกิจใหม่ ล้วนส่งผลต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ประเทศไทยจึงไม่สามารถหยุดนิ่งได้

    ศาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการคัดเลือกผู้พิพากษาที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อรักษามาตรฐานและความเป็นเอกภาพของคำพิพากษา พร้อมวางรากฐานการพัฒนาศาลในทศวรรษที่ 2 ให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ความทั้งในและต่างประเทศ

    ด้านนายภีม ธงสันติ รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ กล่าวว่า สถิติปี 2568 พบว่า คดีร้อยละ 79.04 สามารถพิจารณาแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ขณะที่เกือบทั้งหมดแล้วเสร็จภายใน 1 ปี และมีเพียงร้อยละ 0.05 ที่ใช้เวลาเกิน 1 ปี

    ขณะเดียวกัน ศาลเดินหน้าปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ตั้งแต่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การอ่านคำพิพากษาผ่านระบบถ่ายทอดภาพและเสียงทางไกล ระบบติดตามความคืบหน้าคดี ไปจนถึงการสืบค้นย่อข้อกฎหมายผ่านเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน

    ภายในงานยังมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บรรยายหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยยุคเปลี่ยนผ่านกับความท้าทายใหม่ของกระบวนการยุติธรรม” ขณะที่ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) บรรยายหัวข้อ “Reinventing Justice: พลิกโฉมกระบวนการยุติธรรมสู่อนาคตในโลกยุคดิจิทัล”

    ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษครบ 1 ทศวรรษ เร่งดิจิทัลหนุนเศรษฐกิจไทย

    การก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงมุ่งวางกระบวนการยุติธรรมให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งด้านความรวดเร็ว ความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน รวมถึงสนับสนุนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/746900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MRjwXfUBsFs0ubMQw5wYB

  • “ทักษิณ” แสดงความอาลัย “จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ยกย่องขุนพลเศรษฐกิจ

    “ทักษิณ” แสดงความอาลัย “จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรีจีน ยกย่องขุนพลเศรษฐกิจ

    “ทักษิณ ชินวัตร” แสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง อดีตนายกฯ “จู หรงจี” ถึงแก่อสัญกรรม ยกย่องเป็นขุนพลเศรษฐกิจ ผลักดันจีนสู่มหาอำนาจโลก ระลึกความสัมพันธ์สมัยพบกันครั้งแรก ก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกฯ ไทย

    เมื่อเวลา 12.11 น. วันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาษาอังกฤษสรุปความได้ว่า ตนเองขอร่วมกับประชาชนชาวจีนไว้อาลัยต่อการถึงแก่อสัญกรรมของ นายจู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีของจีน ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ตนให้ความเคารพนับถืออย่างยิ่ง (อ่านเพิ่มเติม : “จู หรงจี” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้วางรากฐานจีนสู่มหาอำนาจการค้า ถึงแก่อสัญกรรมในวัย 97 ปี) แม้หลังจากวางมือจากตำแหน่งและใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบแล้ว แต่โลกยังคงจดจำในฐานะขุนพลเศรษฐกิจ ผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของจีน จนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน

    “ผมยังจดจำการพบกันครั้งแรก เดิมเป็นการเข้าเยี่ยมคารวะเพียง 15 นาที แต่กลับกลายเป็นการหารือนานถึง 1 ชั่วโมงเต็ม ก่อนที่ผมจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับแต่นั้นผมมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวและความร่วมมือในการทำงานกับท่าน บนพื้นฐานของวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของเอเชีย ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะสานต่อความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

    นายทักษิณ เผยต่อไปว่า ตนเองยังคงจดจำการเดินทางเยือนประเทศไทยของท่านในปี 2544 ได้เป็นอย่างดี ในครั้งนั้น อดีตนายกฯ จู หรงจี สนับสนุนการหารือเรื่องความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างไทยกับจีน และให้คำมั่นว่าจะรับซื้อสินค้าจากไทย และให้คำมั่นที่จะรับซื้อสินค้าจากไทย ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจ ก่อนทิ้งท้ายว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของท่าน และประชาชนชาวจีนต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2952499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27nblOJ4NCRP6uGCyq1XhM

  • ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทย  BOI ผนึกเจโทร-หอการค้า เร่งยกระดับฐานผลิต

    ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทย BOI ผนึกเจโทร-หอการค้า เร่งยกระดับฐานผลิต

    วันนี้ (13 ส.ค.2569) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ได้หารือกับ นายอาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ และหัวหน้าผู้แทนเจโทรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วย นายคอนโดะ ฮิโรยาซึ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น – กรุงเทพฯ (JCC) แนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ครึ่งปีแรกของปี 2569 พบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังมีความระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (Diffusion Index: DI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ระดับ -6 จากระดับ 0 ในช่วงครึ่งหลัง ของปี 2568 จากแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบ และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

    อย่างไรก็ตาม ความต้องการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักรยังคงแข็งแกร่ง สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าดัชนี DI ยังคงทรงตัว เนื่องจากแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัลท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลยังมีแนวโน้มขยายตัว

    ด้านการลงทุน บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษา และยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย โดยร้อยละ 23 มีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2569 ขณะที่ร้อยละ 48 มีแผนคงระดับการลงทุนเดิม สำหรับทิศทางการลงทุนส่วนใหญ่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม โดยมีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทน และลงทุนด้าน Digital Transformation ร้อยละ 22 สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตในไทยมากขึ้น

    ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทย  BOI ผนึกเจโทร-หอการค้า เร่งยกระดับฐานผลิต

    ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทย BOI ผนึกเจโทร-หอการค้า เร่งยกระดับฐานผลิต

    โดยตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 การขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ของบีโอไอ มีบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมกว่า 400 โครงการ เงินลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาท ครอบคลุมการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ แสดงให้เห็นถึงการยกระดับฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทย ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นสะท้อนมุมมองต่อประเด็นที่มีความสำคัญ ต่อนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยคาดหวังให้รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการเงินมากที่สุด รองลงมาคือ การส่งเสริมตลาดภายในประเทศ และการขยายตลาดไปยังประเทศที่สามผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

    โดยผลสำรวจยังพบว่า บริษัทญี่ปุ่นในไทยส่วนใหญ่ ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ในระดับจำกัด ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการติดตามและวิเคราะห์ทิศทางนโยบายอย่างใกล้ชิด รวมถึงการกระจายความเสี่ยงและขยายตลาดใหม่

    ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทย  BOI ผนึกเจโทร-หอการค้า เร่งยกระดับฐานผลิต

    ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทย BOI ผนึกเจโทร-หอการค้า เร่งยกระดับฐานผลิต

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน โดยใช้กลไกต่าง ๆ อาทิ Direct PPA, Utility Green Tariff (UGT) รวมถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคเอกชน ในการเข้าถึงพลังงานสะอาด การพัฒนาบุคลากรให้รองรับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้วยมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge)

    เลขาธิการบีโอไอ กล่าวอีกว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมของประเทศ ในระยะต่อไป สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรักษาฐานการลงทุนเดิม แต่ต้องสนับสนุนให้เกิดการยกระดับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาบุคลากร และปรับตัวสู่การผลิตที่ยั่งยืน

    ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทย  BOI ผนึกเจโทร-หอการค้า เร่งยกระดับฐานผลิต

    ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทย BOI ผนึกเจโทร-หอการค้า เร่งยกระดับฐานผลิต

    ขณะเดียวกัน ไทยต้องพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถเติบโตและขยายการลงทุนจากประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง บีโอไอพร้อมทำงานร่วมกับเจโทร หอการค้าญี่ปุ่น และภาคธุรกิจญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับความร่วมมือและสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ

    อ่านข่าว:

    ไทยเนื้อหอมต่างชาติแห่ลงทุน “เงินสะพัด” แตะ1.54 แสนล้าน

    ต่างชาติลงทุนไทยพุ่ง 124% จีน-ญี่ปุ่น แห่ปักหมุดลงทุนพื้นที่ EEC

    ไทยเนื้อหอม นักลงทุนเชื่อมั่นศก. หอบเงินลงทุนสูงเป็นประวัติการณ์รอบ 5 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cRi2DbphZbKdUDp8xakv8

  • เศรษฐกิจไทย จะย่อยยับโดยเร็ว ถ้าคนไทยยังคง ซื้อของจากที่นี่…??? 13/08/69 #เศรษฐกิจไทย #คนไทย

    เศรษฐกิจไทย จะย่อยยับโดยเร็ว ถ้าคนไทยยังคง ซื้อของจากที่นี่…??? 13/08/69 #เศรษฐกิจไทย #คนไทย

    เผยแพร่:

    #เศรษฐกิจไทย #คนไทย #ค่าครองชีพ Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/43uR214wcyw&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-Gx-k9zxiU_y3LEGskcIn

  • วว. ชู วทน. เสริมแกร่งเกษตรกร-SMEs ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล

    วว. ชู วทน. เสริมแกร่งเกษตรกร-SMEs ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ และต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในการเร่งหาทางรอดและสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เร่งงานวิจัย พัฒนา และบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) แบบครบวงจร ตั้งแต่ “ห้องแล็บ…สู่ตลาดโลก” เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมปักฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนบนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)

    Ø วว. เปลี่ยนงานวิจัยเป็น IMPACT เชิงเศรษฐกิจที่จับต้องได้ มุ่งเน้น “งานวิจัยขึ้นหิ้งสู่ห้าง” ที่วัดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างชัดเจน ผ่านการนำวิทยาศาสตร์เข้าไปแก้ปัญหา (Pain Point) และสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจไทย ดังนี้

    • สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 3,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการให้บริการวิทยาศาสตร์แก่ภาคอุตสาหกรรมและชุมชน
    • ยกระดับผู้ประกอบการ & SMEs ส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP, SMEs และ Social Enterprise มากกว่า 5,000 รายต่อปี ให้สามารถเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง
    • ลดการนำเข้า – เพิ่มการส่งออก งานวิจัยด้านจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย สารสกัดชีวภาพ และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ช่วยลดการนำเข้าสารเคมี/วัตถุดิบต่างประเทศได้ปีละหลายร้อยล้านบาท
    • กระจายรายได้สู่ฐานราก  สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเฉลี่ย 20–30% ต่อครัวเรือน

    Ø บูรณาการ STI ต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพไทย สู่ “Superfood & Bio-products”  ประเทศไทยมีจุลินทรีย์ สมุนไพร พืชพรรณ และผลไม้เศรษฐกิจนับหมื่นชนิด วว. นำนวัตกรรมเข้ามาต่อยอดสร้างคุณค่าใหม่ (Value Creation) ผ่าน 3 กลุ่ม S-Curve สำคัญ  ได้แก่

    1.ศูนย์จุลินทรีย์ วว. (TISTR Culture Collection)  คลังเก็บรวบรวมจุลินทรีย์อันดับ 1 ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีสายพันธุ์จุลินทรีย์มากกว่า 11,000 สายพันธุ์ นำมาสกัดเป็น โพรไบโอติก (Probiotics) อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และปุ๋ยชีวภาพ ลดการนำเข้าจุลินทรีย์จากต่างประเทศ

    2.สารสกัดสมุนไพรและเครื่องสำอาง (Cosmeceuticals) เปลี่ยนพืชสมุนไพรท้องถิ่นให้เป็นสารสกัดมูลค่าสูง สำหรับอุตสาหกรรมเวชสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่ได้มาตรฐานสากล

    3.บรรจุภัณฑ์และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (Smart Packaging & Post-harvest)  ยืดอายุผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี้  มังคุด ช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกและลดขยะอาหาร (Food Waste) ได้อย่างมหาศาล

       Ø พื้นที่ดำเนินงานสำเร็จเป็นรูปธรรม จาก “แล็บวิจัย” สู่ “ชุมชน-ท้องถิ่น” อาทิ

    • “มาลัยวิทยสถาน” ยกระดับไม้ดอกไม้ประดับไทย (จ.เลย และ จ.ลำปาง) วว. นำวิทยาศาสตร์เข้าไปส่งเสริมการปลูกไม้ดอกไม้ประดับและไม้ใบเศรษฐกิจ ปรับปรุงสายพันธุ์ วางระบบการจัดการโรคพืช และสร้างบรรจุภัณฑ์ขนส่งที่ยืดอายุไม้ดอก เปลี่ยนเกษตรกรรายย่อยให้กลายเป็นผู้ส่งออก สร้างรายได้ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานมากกว่า 100 ล้านบาท
    • นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า “ลำไย” ยกระดับเศรษฐกิจภาคเหนือ (จ.ลำพูน และ จ.เชียงใหม่) แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำด้วยการพัฒนานวัตกรรมแปรรูป เช่น ลำไยอบแห้งทรงคุณค่า สารสกัดซาร์โคเพนจากเมล็ดลำไยสำหรับบำรุงข้อต่อ และเทคโนโลยีการยืดอายุลำไยสดเพื่อการส่งออก ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกรได้นับร้อยล้านบาทต่อฤดูกาล
    • “สงขลาเมืองสมุนไพร” และกลุ่มความหลากหลายทางชีวภาพภาคใต้ นำพืชท้องถิ่นและวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรมาสกัดเป็นสารฟังก์ชันนัล และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพเคมี (Biochemicals) สร้างโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม

    Ø โครงสร้างพื้นฐาน STI : สะพานเชื่อม SMEs ไทยสู่ตลาดโลก   หนึ่งในจุดแข็งของ วว. คือ การมีโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (STI Infrastructure) ที่พร้อมให้บริการแบบ Total Solution

    • โรงงานต้นแบบแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร (Pilot Plant) ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้ามาทดลองผลิตสินค้าจริง ก่อนลงทุนสร้างโรงงาน ลดความเสี่ยงในการทำธุรกิจ
    • การทดสอบ/มาตรวิทยาและระบบมาตรฐานสากล รับรองมาตรฐานสินค้าระดับสากล (ISO/IEC 17025) เพื่อให้สินค้าไทยผ่านการทดสอบความปลอดภัยและได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ
    • ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  ให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยทีมนักวิจัยมืออาชีพ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีทันสมัย

    วว. พร้อมเคียงข้างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม ในการนำ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เปลี่ยนบทบาทประเทศไทยจากผู้ผลิตวัตถุดิบ เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีชีวภาพระดับภูมิภาค สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการจาก วว. ติดต่อได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP” https://tistrservices.tistr.or.th/

    #สถาบันวิจัยยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

    #อว #วว #TISTR #วทน #เศรษฐกิจ #เศรษฐกิจฐานราก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1044884&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cu0J-8G6a1RUQrm4G3jIM