Category: เศรษฐกิจ

  • ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทย 5 ปีขอส่งเสริมลงทุน 3.96 แสนล้าน แต่เงินก้อนใหม่มุ่งไปที่การอัปเกรดโรงงานเดิม

    ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทย 5 ปีขอส่งเสริมลงทุน 3.96 แสนล้าน แต่เงินก้อนใหม่มุ่งไปที่การอัปเกรดโรงงานเดิม

    บีโอไอหารือเจโทร – หอการค้าญี่ปุ่น สนับสนุนบริษัทญี่ปุ่นขยายฐานต่อเนื่อง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – ครึ่งแรกปี 2569) มีคำขอรับการส่งเสริม 1,380 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 396,000 ล้านบาท ล่าสุดผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นในไทยสะท้อนทิศทางการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มุ่งยกระดับฐานการผลิตผ่านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรทันสมัย การปรับปรุงประสิทธิภาพ และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก 

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายอาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ และหัวหน้าผู้แทนเจโทรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วย นายคอนโดะ ฮิโรยาซึ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น – กรุงเทพฯ (JCC) และคณะ ได้เข้าพบหารือกับบีโอไอ และนำเสนอผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีแรกของปี 2569 ซึ่งมีบริษัทตอบแบบสำรวจจำนวน 504 บริษัท ครอบคลุมทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ แนวโน้มการลงทุน และทิศทางการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย

    ผลสำรวจพบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังมีความระมัดระวังต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (Diffusion Index: DI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ระดับ -6 จากระดับ 0 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จากแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบและต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ความต้องการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักรยังคงแข็งแกร่ง สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 คาดว่าดัชนี DI ยังคงทรงตัว เนื่องจากแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลยังมีแนวโน้มขยายตัว

    ด้านการลงทุน บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษาและยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย โดยร้อยละ 23 มีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2569 ขณะที่ร้อยละ 48 มีแผนคงระดับการลงทุนเดิม โดยทิศทาง การลงทุนส่วนใหญ่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพของฐานการผลิตเดิม โดยมีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องเดิมร้อยละ 59 ปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรร้อยละ 31 และลงทุนด้าน Digital Transformation ร้อยละ 22 สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตในไทยมากขึ้น

    ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลการขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ของบีโอไอ โดยตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมกว่า 400 โครงการ เงินลงทุนกว่า 55,000 ล้านบาท ครอบคลุมการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ แสดงให้เห็นถึงการยกระดับฐานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทยที่มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นได้สะท้อนมุมมองต่อประเด็นที่มีความสำคัญต่อนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยคาดหวังให้รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการเงินมากที่สุด (ร้อยละ 29) รองลงมาคือ การส่งเสริมตลาดภายในประเทศ (ร้อยละ 26) และการขยายตลาดไปยังประเทศที่สามผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) (ร้อยละ 24) เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผลสำรวจยังพบว่า บริษัทญี่ปุ่นในไทยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ในระดับจำกัด โดยร้อยละ 42 ระบุว่าแทบไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ร้อยละ 39 ได้รับผลกระทบบ้าง ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการติดตามและวิเคราะห์ทิศทางนโยบายอย่างใกล้ชิด รวมถึงการกระจายความเสี่ยงและขยายตลาดใหม่

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป โดยเฉพาะการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน โดยใช้กลไกต่าง ๆ อาทิ Direct PPA, Utility Green Tariff (UGT) รวมถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคเอกชนในการเข้าถึงพลังงานสะอาด การพัฒนาบุคลากรให้รองรับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ด้วยมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge) ตลอดจนการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุน เช่น การส่งเสริมให้บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (BOI to IPO) การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการบรรเทาผลกระทบจากกติกาภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) ด้วยกลไกเครดิตภาษี (QRTC) เพื่อสนับสนุนให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถยกระดับฐานธุรกิจเดิมและขยายการลงทุนใหม่ในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง

    “ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมของประเทศ ในระยะต่อไป สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรักษาฐานการลงทุนเดิม แต่ต้องสนับสนุนให้เกิดการยกระดับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาบุคลากร และปรับตัวสู่การผลิตที่ยั่งยืน ขณะเดียวกัน ไทยต้องพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถเติบโตและขยายการลงทุนจากประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง บีโอไอพร้อมทำงานร่วมกับเจโทร หอการค้าญี่ปุ่น และภาคธุรกิจญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับความร่วมมือและสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ” นายนฤตม์ กล่าว 

    ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ฉบับที่ 130/2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/boi-jetro-jcc-japanese-investment-thailand-upgrade-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ehPjmqX5EWlm_C2o03VUa

  • หนุน“ไทยเที่ยวไทยพลัส”ต่อยอดเพิ่มกำลังซื้อฟื้นเศรษฐกิจปลายปี

    หนุน“ไทยเที่ยวไทยพลัส”ต่อยอดเพิ่มกำลังซื้อฟื้นเศรษฐกิจปลายปี


    รัฐบาลเร่งต่อยอดมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว หวังให้ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เดินหน้าต่อ ชี้เป้า 5 แสนสิทธิ์ ใช้แพลตฟอร์ม“เป๋าตัง”กระจายรายได้สู่ธุรกิจบริการ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามเร่งรัดการดำเนินงานภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ 2569 การประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 และตรวจเยี่ยมพร้อมมอบนโยบายแก่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2569 ว่า รัฐบาลเตรียมเร่งมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว 

    ทั้งนี้ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับงานด้านการค้า บริการ และการท่องเที่ยว จะใช้กลไก กรอ. ผลักดันการทำงานแบบบูรณาการ โดยมีคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ซึ่งมีนายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน เป็นกลไกสำคัญในการนำโจทย์จากภาคเอกชนมาทำงานร่วมกับภาครัฐ พร้อมเชื่อมกับคณะทำงานด้านตลาดและการค้า ตลอดจนภาคเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร ชุมชน และเอสเอ็มอี เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายออกไปในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

    อย่างไรก็ตามแนวทางดังกล่าวจะใช้ กรอ. เป็นพื้นที่แก้โจทย์ที่กระทบประสบการณ์นักท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก มาตรฐานบริการ ไปจนถึงการสร้างสินค้าและกิจกรรมใหม่ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงดึงคนเข้าประเทศเพิ่ม แต่ต้องทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาและใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมสร้างประโยชน์ให้ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจชุมชน

    ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและแก้ไขปัญหาที่พัก โดยมุ่งยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการ พร้อมจัดระบบที่พักที่อยู่นอกระบบกฎหมาย แนวทางสำคัญ ได้แก่ การปรับมาตรฐานโฮมสเตย์ไทยให้รองรับที่พักไม่เกิน 8 ห้อง และผู้พักไม่เกิน 30 คน รวมถึงขยายมาตรฐานค่ายพักแรมให้ครอบคลุม Camping, Glamping และรถบ้าน ตลอดจนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของกิจกรรมแคนู/คายัค

    นอกจากนี้ ยังเตรียมนำที่พักนอกระบบเข้าสู่ระบบ ผ่านการทบทวนกฎหมายตามระดับความเสี่ยง โดยใช้มาตรฐาน Home Lodge หรือโฮมสเตย์ไทย เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและยกระดับมาตรฐาน

    สำหรับการพัฒนาพื้นที่พิเศษและพื้นที่มรดกโลก ที่ประชุมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยผลักดันแผนยุทธศาสตร์พื้นที่พิเศษของ อพท. ได้แก่ หมู่เกาะช้าง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เชียงราย และคุ้งบางกะเจ้า ให้เป็นนโยบายบริหารการท่องเที่ยวตามมาตรา 10 (1) เพื่อเชื่อมโยงกับการจัดสรรงบประมาณและการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ยังผลักดันพื้นที่ สุโขทัย–ศรีสัชนาลัย–กำแพงเพชร เป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการพื้นที่มรดกโลกเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป จะมุ่งสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ พร้อมมีกลไกทางการเงินสนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางและข้อเสนอที่ผ่านการพิจารณาจาก ท.ท.ช. ในส่วนที่เกี่ยวข้อง จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผลักดันสู่การเห็นชอบในระดับนโยบาย และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า มาตรการสำคัญที่ได้หารือในที่ประชุมคือ“ไทยเที่ยวไทยพลัส” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกระทรวงการคลังถึงแหล่งเงินและรายละเอียดระบบ โดยตั้งเป้าหากมีความพร้อมจะเริ่มต่อเนื่องจากโครงการไทยช่วยไทยที่สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2569 เบื้องต้นวางกรอบไว้ที่ 500,000 สิทธิ์ ใช้แพลตฟอร์ม “เป๋าตัง” สนับสนุนค่าที่พักและคูปอง เปิดกว้างให้ใช้กับธุรกิจบริการมากกว่าร้านอาหาร เพื่อกระจายเม็ดเงินไปยังผู้ประกอบการหลายกลุ่ม ส่วนวงเงินสนับสนุนค่าที่พักต่อสิทธิ์และรูปแบบการจ่ายยังรอข้อสรุปจากกระทรวงการคลัง

    “ความตั้งใจคืออยากให้ต่อจากโครงการไทยช่วยไทยเลย ถ้าระบบหลังบ้านพร้อม เป็นไปได้วันที่ 1 ตุลาคมก็ต่อด้วยโครงการนี้เลย เราจะทำให้เร็วที่สุด แต่ต้องพร้อมที่สุดเพื่อประชาชนใช้แล้วไม่มีปัญหา” นายสุรศักดิ์กล่าว

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าสามารถใช้เงินกู้ในส่วนเยียวยาผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตได้หรือไม่ หากใช้ได้จะสามารถเดินหน้าโครงการได้ทันทีเมื่อระบบพร้อม แต่หากไม่สามารถใช้แหล่งเงินดังกล่าวได้ จะต้องพิจารณางบกลางหลังวันที่ 1 ต.ค. 2569

    ขณะที่จำนวนประมาณ 540,000 สิทธิ์เป็นกรอบเบื้องต้น หากมาตรการได้รับผลตอบรับดี กระทรวงการคลังสามารถพิจารณาเพิ่มจำนวนสิทธิ์ในระยะต่อไปได้

    นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเห็นชอบให้นำวิธีการจัดเก็บและอัตราที่เสนอเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น เบื้องต้นอยู่ที่ 400-450 บาท พร้อมศึกษาช่องทางจัดเก็บหลายรูปแบบ ทั้งผ่านสายการบิน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน จุดชำระเงิน รวมถึงการเชื่อมกับระบบที่พัก ก่อนรวบรวมผลประชาพิจารณ์กลับเข้าสู่คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติอีกครั้ง และจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอน

    “เรื่องค่าธรรมเนียมยังต้องรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน เรานำกรอบเดิมมาทบทวนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดูทั้งอัตราที่เหมาะสมและวิธีจัดเก็บ โดยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ก่อนเดินตามกระบวนการประชาพิจารณ์อย่างถูกต้อง” นางศุภจีกล่าว

    ด้านนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ผลการศึกษาล่าสุดเมื่อคำนวณจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และต้นทุนที่เกี่ยวข้อง พบอัตราฐานที่เหมาะสมมากกว่า 490 บาท แต่ประเมินว่า 450 บาท หรือประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นระดับที่เหมาะสมและไม่สร้างผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวมากเกินไป โดยหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะเริ่มจัดเก็บทางอากาศภายใน 180 วัน ส่วนทางบกและทางน้ำจะใช้เวลาอีก 360 วัน เนื่องจากมีความซับซ้อนและต้องคำนึงถึงความหนาแน่นบริเวณด่านชายแดน โดยเฉพาะด่านสะเดาเงินที่จัดเก็บจะเข้าสู่กองทุนเพื่อใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนงานศึกษาวิจัย การพัฒนาบุคลากรและการประชาสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45744&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HlqubzdYSo1BkTg4K3Fn1

  • ส่งออกไทยโตแรง 17.6% แต่ภาคผลิตหด สัญญาณโตไม่ถึงเศรษฐกิจฐานราก

    ส่งออกไทยโตแรง 17.6% แต่ภาคผลิตหด สัญญาณโตไม่ถึงเศรษฐกิจฐานราก

    ตัวเลขส่งออกที่พุ่งแรงอาจเป็นข่าวดีของเศรษฐกิจไทย แต่เบื้องหลังกลับซ่อนภาพที่น่ากังวล เมื่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศไม่ได้ปลุกเครื่องจักรในโรงงานให้เดินเต็มกำลัง ทั้งยังส่งผ่านไปสู่การจ้างงานและรายได้ในประเทศอย่างจำกัด เกิดคำถามสำคัญว่า มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นกำลังสร้างประโยชน์ให้ใคร และเหตุใดภาคการผลิตไทยจึงยังไม่ฟื้นตาม

    คำตอบอยู่ที่โครงสร้างการส่งออกซึ่งเปลี่ยนไปสู่สินค้าเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ยังพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมต้องเผชิญทั้งกำลังซื้ออ่อนแอและสินค้านำเข้าราคาถูก ส่งผลให้การฟื้นตัวกระจุกอยู่เพียงบางกลุ่ม และทำให้นักลงทุนต้องมองให้ลึกกว่าตัวเลขส่งออกที่สวยงาม เพื่อแยกให้ออกว่าอุตสาหกรรมใดกำลังฟื้นจริง และกลุ่มใดยังเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจาก Local Content

    นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด เปิดมุมมองการส่งออกไทยว่า แม้การส่งออกไทยขยายตัวแข็งแกร่ง แต่ยังไม่สามารถส่งผ่านไปสู่ภาคการผลิตในประเทศได้เต็มที่ โดยสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตลดลงเหลือ 23.6% ของ Nominal GDP ในไตรมาส 1/2569 จาก 32.8% ใน 1Q08

    ขณะที่ MPI ในช่วงครึ่งแรกปีนี้ หดตัว 0.5% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน สวนทางมูลค่าส่งออกที่ 1.97 แสนล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.6% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างการส่งออกกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศที่อ่อนลง

    โดยมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจาก Local Content ที่จำกัด การพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนนำเข้าสูง อุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก และ Transshipment ทำให้การส่งออกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ส่งผ่านไปสู่การผลิต การจ้างงาน และรายได้ในประเทศในสัดส่วนเดียวกัน

    การฟื้นตัวของภาคการผลิตจึงยังกระจุกตัว

    ทั้งนี้ โครงสร้างการส่งออกที่เปลี่ยนไปยังกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ยิ่งทำให้ภาพดังกล่าวชัดขึ้น โดยกลุ่ม Computers & Components, Telephones & Related Equipment, ICs, PCBs, Semiconductors และ Transformers & Components รวมกันคิดเป็นราว 25% ของมูลค่าส่งออกไทย และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออก

    แต่การผลิตยังใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้าขั้นกลางจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง จึงสร้าง Domestic Value-added และการเชื่อมโยงกับ Supply Chain ในประเทศได้จำกัด ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมยังเผชิญทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอและการแข่งขันด้านราคาจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและเทคโนโลยีการผลิต

    ดังนั้นแล้ว การฟื้นตัวของภาคการผลิตจึงยังกระจุกตัวและไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มที่การผลิตขยายตัวและโมเมนตัมเร่งขึ้น ได้แก่ Semiconductors และ Furniture ในกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออกสูง, Pet Food, Tires และ Motorcycles ในกลุ่มที่พึ่งพาทั้งตลาดส่งออกและในประเทศ และ Synthetic Rubber ในกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ ซึ่งโดดเด่นด้วย MPI เฉลี่ย 12 เดือนขยายตัว 28%

    ขณะที่ Computers & Components, ICs และ PCBs ยังเติบโต แต่โมเมนตัมเริ่มชะลอลง สะท้อนว่า AI Tech Upcycle ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ฐานที่สูงขึ้นอาจทำให้อัตราการเติบโตบางกลุ่มชะลอลงในระยะถัดไป

    ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมดั้งเดิมบางส่วน ได้แก่ Rubber Gloves, Apparel & Footwear และ Textile Fibers ยังหดตัวและยังไม่เห็นการฟื้นตัวชัดเจน อย่างไรก็ตาม Canned Tuna, Non-alcoholic Beverages และ Plastic Products เริ่มมีโมเมนตัมดีขึ้น แม้ระดับการผลิตบางกลุ่มยังหดตัว สะท้อนว่าแรงกดดันเริ่มบรรเทาลงและมีโอกาสฟื้นตัวหากอุปสงค์ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง

    โจทย์สำคัญของภาคการผลิตไทย สร้างมูลค่าเพิ่มให้ Local Content

    อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญของภาคการผลิตไทยคือ การทำให้การเติบโตของการส่งออกและอุตสาหกรรมใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น ผ่านการเพิ่ม Local Content, เชื่อมโยงอุตสาหกรรมใหม่กับ Supply Chain ในประเทศ, ยกระดับเทคโนโลยีและ Productivity

    ตลอดจนการเพิ่มทักษะแรงงาน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดั้งเดิม มิฉะนั้น แม้ตัวเลขส่งออกและ FDI ยังแข็งแกร่ง แต่ผลบวกต่อการผลิต การจ้างงาน รายได้ และศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจยังจำกัด

    ท้ายที่สุด ตัวเลขส่งออกที่เติบโตอาจสะท้อนว่าไทยยังยืนอยู่บนเส้นทางการค้าโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าผลประโยชน์จะไหลกลับสู่โรงงาน แรงงาน และรายได้ในประเทศโดยอัตโนมัติ โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียง “ส่งออกให้มากขึ้น” แต่ต้อง “สร้างคุณค่าในประเทศให้มากกว่าเดิม” ผ่านการเพิ่ม Local Content ยกระดับเทคโนโลยี ผลิตภาพ และทักษะแรงงาน พร้อมเชื่อมอุตสาหกรรมใหม่เข้ากับผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับนักลงทุน ตัวเลขส่งออกจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ สิ่งที่ต้องมองให้ลึกคือ บริษัทใดมีห่วงโซ่อุปทานในประเทศแข็งแกร่ง มีอำนาจกำหนดราคา และเปลี่ยนยอดขายที่เติบโตให้เป็นกำไรและกระแสเงินสดได้จริง เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแรงไม่ได้วัดจากมูลค่าสินค้าที่ผ่านชายแดนเท่านั้น หากวัดจากมูลค่าที่เหลืออยู่และงอกเงยภายในประเทศด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/666443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aPlc4Gf_QIws0MxNB6AJY

  • เตือน ‘เวียดนาม’ เสี่ยงเสถียรภาพการเงิน เศรษฐกิจโตเร็ว แบงก์รองรับไม่ไหว

    เตือน ‘เวียดนาม’ เสี่ยงเสถียรภาพการเงิน เศรษฐกิจโตเร็ว แบงก์รองรับไม่ไหว

    ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ออกโรงเตือนว่า “ความต้องการเงินทุนในระบบกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถของธนาคารพาณิชย์ในการระดมเงินฝาก” ในช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลเวียดนามกำลังกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายและธนาคารต่างๆ เร่งขยายสินเชื่อ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับ “เลขสองหลัก”

    ปัจจุบัน ยอดสินเชื่อคงค้างสกุลเงินดองสูงกว่ายอดเงินฝากอยู่ประมาณ 2 ล้านล้านล้านดอง หรือประมาณ 7.68 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 2.55 ล้านล้านบาท)

    SBV ระบุว่าความไม่สมดุลดังกล่าว “อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคุกคามความมั่นคงของสถาบันการเงิน รวมถึงเสถียรภาพของระบบการเงินและการธนาคาร” ในเวียดนาม

    เปิดสัญญาณเตือนจากแบงก์ชาติ

    รายงานดังกล่าวเผยแพร่ออกมาไม่นานก่อนที่นายกรัฐมนตรี เล มินห์ ฮึง จะพบกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เมื่อวันพฤหัสบดี ในขณะที่รัฐบาลกำลังพยายามผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวเกือบ 12% ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตระดับเลขสองหลักในปี 2026

    อย่างไรก็ตาม “เป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย” เนื่องจากเวียดนามต้องรับมือกับแนวโน้มการค้าโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตลอดจนความตึงเครียดด้านภาษีที่ยังดำเนินอยู่กับสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของประเทศ

    รายงานของแบงก์ชาติเวียดนาม ระบุว่า “นโยบายการเงินเหลือพื้นที่น้อยมาก” ในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ความผันผวนจากภายนอก และผลกระทบจากความสามารถในการระดมเงินทุนของระบบธนาคารที่มีต่ออัตราดอกเบี้ยภายในประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน

    นอกจากนี้ “การขาดดุลการค้า” ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนแรกของปีนี้ ส่งผลให้ความต้องการเงินตราต่างประเทศสำหรับการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นด้วย

    นายกฯ วอนแบงก์ลดต้นทุนเพิ่ม

    นายกรัฐมนตรีเวียดนามแสดงความเห็นว่า ธนาคารกลางควรรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับปัจจุบัน พร้อมเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ตลาด เพื่อช่วยให้ธนาคารพาณิชย์สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำลง

    นอกจากนี้ SBV ควรบริหารอัตราแลกเปลี่ยนอย่างยืดหยุ่น และเข้าแทรกแซงเมื่อจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ขณะเดียวกัน นายกฯ ยังเรียกร้องให้ธนาคารต่างๆ ลดต้นทุนเพิ่มเติม รักษาเสถียรภาพของอัตราดอกเบี้ย และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อย่างแท้จริง

    ผู้นำเวียดนามมองว่า SBV จำเป็นต้องหา “จุดสมดุล” ระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงปรับปรุงเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารนโยบายการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน สภาพคล่อง และสินเชื่อ

    แบงก์รับแรงกดดันหนัก

    เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางได้มอบนโยบายให้สถาบันการเงินในประเทศเปิดตัว “โครงการสินเชื่ออัตราพิเศษสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” (SMEs) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างที่จะลดต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต

    ภายใต้นโยบายดังกล่าว สถาบันการเงินจะเสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของแต่ละธนาคารสำหรับสินเชื่อที่มีระยะเวลาครบกำหนดเท่ากัน อย่างน้อย 1 จุดเปอร์เซ็นต์

    ธนาคารของรัฐรายใหญ่ที่สุด 4 แห่งของเวียดนามได้ตอบรับมาตรการดังกล่าวแล้ว โดย Vietnam Bank for Agriculture and Rural Development ระบุว่า จะเสนอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่ SMEs รวมถึงภาคธุรกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เช่น การเกษตร การผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงสิ้นปี 2028

    ส่วนธนาคารพาณิชย์รายอื่นๆ เช่น Nam A Bank และ BVBank ก็ได้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดังกล่าวเช่นกัน

    จีดีพี 10% สัญญาณเตือนมากกว่าข่าวดี?

    กาเร็ธ เลเธอร์  นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำเอเชียของ Capital Economics ระบุในบทวิเคราะห์ล่าสุดว่า แม้ว่าเวียดนามน่าจะยังเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชียไปจนถึงสิ้นทศวรรษนี้ แต่หากเศรษฐกิจเติบโตถึง 10% จริง อาจเป็น “สัญญาณเตือน” มากกว่าเหตุผลที่ควรเฉลิมฉลอง 

    “การผลักดันอุปสงค์ให้สูงเกินกว่าศักยภาพด้านอุปทานของเศรษฐกิจ จะสร้างความเสี่ยงให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและเพิ่มความเปราะบางในระบบการเงิน” เลเธอร์ระบุ

    เวียดนามเคยเผชิญสถานการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว โดยการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวรวดเร็วเกินไปเคยเป็นชนวนให้เกิด “ภาวะเฟื่องฟูในตลาดอสังหาริมทรัพย์” ก่อนลงเอยด้วยวิกฤติในภาคธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ในปี 2012 และเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2022

    ธนาคารกลางเวียดนามจึงมีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ควบคุมเงินเฟ้อ และบริหารการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสินเชื่อโดยไม่ทำให้เกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้น

    SBV ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 15% แต่ก็ย้ำหลายครั้งเช่นกันว่าเป้าหมายดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามภาวะเศรษฐกิจ

    นอกจากจีดีพีแล้ว “แรงกดดันเงินเฟ้อ” ก็กำลังเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 4.45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนด้านการขนส่ง บริการ และการก่อสร้างยังอยู่ในระดับสูงหลังเกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน ส่งผลให้ SBV มีพื้นที่จำกัดในการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ภายในกรอบเป้าหมาย

    “เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 4.5% ดัชนี CPI รายเดือนในช่วงที่เหลือของปีนี้จะสามารถเพิ่มขึ้นได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 0.34%” รายงานระบุ

    แบงก์ต่างชาติรุกอุดช่องโหว่เงินทุน

    ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า บรรดา “ธนาคารต่างชาติ” กำลังเล็งเพิ่มบทบาทในเวียดนาม หลังเป้าหมายเร่งเครื่องจีดีพีเลขสองหลักกำลังสร้างแรงกดดันด้านเงินทุนในประเทศ ทำให้แบงก์ต่างชาติมองหาโอกาส “ปล่อยสินเชื่อสกุลเงินต่างประเทศ” ให้ธนาคารท้องถิ่นที่กำลังเจอแรงกดดันทั้งต้นทุนการระดมเงินทุนในประเทศที่สูงขึ้น และแรงกดดันจากรัฐบาลให้เร่งขยายสินเชื่อ

    ภายใต้เป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยานของเวียดนามภายใต้การนำของ โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ธนาคารต่างๆ ถูกคาดหวังให้เป็นแหล่งเงินทุนหลักสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่วางแผนไว้รวมมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านดอลลาร์ และสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างน้อย 10% ต่อปีไปจนถึงปี 2030 ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

    วิลลี ทานาโต จาก Fitch Ratings เปิดเผยว่า มีรายงานว่าธนาคารจาก “จีน ไต้หวัน และตะวันออกกลาง”  เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันการเงินต่างชาติที่แสดงความสนใจ ในขณะที่ธนาคารเวียดนามหันไปหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศ โดยการออกสินเชื่อร่วม (syndicated loan) ที่มีการหารือกันนั้นมีมูลค่าราวหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อดีล

    ปัจจุบันธนาคารต่างชาติหลายแห่งดำเนินธุรกิจในเวียดนามผ่านสาขา และนักวิเคราะห์มองว่าอาจมีธนาคารต่างชาติเข้ามาเปิดในเวียดนามเพิ่มอีก ภายใต้แผนของรัฐบาลในการจัดตั้ง “ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ” แม้รายละเอียดสำคัญของแผนดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนก็ตาม

    ขณะที่ธนาคารจาก “ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้” ได้เข้ามาเป็นนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธนาคารรายใหญ่บางแห่งของเวียดนามอยู่แล้ว

    เมื่อเดือนที่แล้ว HDBank ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนขนาดกลางที่มีความเชื่อมโยงกับสายการบินต้นทุนต่ำ VietJet เปิดเผยว่า ธนาคารสามารถระดมสินเชื่อร่วมจากต่างประเทศได้มูลค่า 721 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าเป้าหมายการระดมทุนเดิมประมาณ 60% โดยกลุ่มผู้ให้กู้ประกอบด้วย Standard Chartered จากสหราชอาณาจักร, Commerzbank จากเยอรมนี และ MUFG Bank จากญี่ปุ่น

    ก่อนหน้านั้นในเดือนมิ.ย. VPBank ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารเอกชนรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ได้ลงนามในข้อตกลงสินเชื่อจากต่างประเทศมูลค่า 1.44 พันล้านดอลลาร์ โดย Sumitomo Mitsui ของญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในดีลดังกล่าว

    ด้าน Techcombank ซึ่งเป็นธนาคารเอกชนรายใหญ่อีกราย ก็กำลังดำเนินการขอสินเชื่อจากต่างประเทศมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล 

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากธนาคารกลางเวียดนามระบุว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากระยะยาวในเวียดนามเพิ่มขึ้นมาอยู่ในช่วง 5.9-7.8% ในเดือนมิ.ย. จากระดับ 4.8-7.1% เมื่อหนึ่งปีก่อน ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

    ที่ปรึกษารายหนึ่งจากบริษัทหลักทรัพย์ในเวียดนาม เปิดเผยว่า สินเชื่อจากต่างประเทศที่ปล่อยให้แก่ธนาคารเวียดนามมักมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารต้องจ่ายสำหรับเงินฝากในประเทศ

    ทานาโต จาก Fitch Ratings เปิดเผยว่า การกู้ยืมจากต่างประเทศดูเหมือนกำลังเพิ่มขึ้น แต่ธุรกรรมจำนวนมากเป็นการกู้ยืมแบบทวิภาคี จึงทำให้ยากที่จะประเมินมูลค่ารวมของเงินทุนที่ระดมได้

    จับตาความเสี่ยงการเงินเวียดนาม

    นักวิเคราะห์และนายธนาคารระบุว่า การเร่งหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศมีแรงผลักดันมาจากวาระการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยานของเวียดนาม

    ในช่วงต้นปี ธนาคารกลางเวียดนามได้ลดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในระบบธนาคารลงเหลือ 15% จาก 20% ในปี 2025 หลังการปล่อยสินเชื่อที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วสร้างความกังวลเกี่ยวกับ “ภาวะฟองสบู่สินทรัพย์”

    ในเวียดนาม ซึ่งปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ธนาคารกลางจะกำหนดโควตาการเติบโตของสินเชื่อประจำปีให้แก่ธนาคารแต่ละแห่ง

    อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นเดือนมิ.ย. สินเชื่อขยายตัวมากกว่า 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีรายงานว่ามีโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงโครงการรถไฟที่พัฒนาโดยกลุ่มบริษัท Vingroup ได้รับการยกเว้นจากข้อจำกัดดังกล่าว

    ในขณะที่ธนาคารต่างๆ พยายามรับมือกับ “ช่องว่าง” ระหว่างแหล่งเงินทุนระยะสั้นกับความต้องการเงินทุนระยะยาวของโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน ธนาคารกลางได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านการกำกับดูแลความมั่นคงของสถาบันการเงินในเดือนก.ค.

    อย่างไรก็ตาม การดึงดูดเงินฝากยังทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ต้นทุนการระดมเงินทุนสูงขึ้น ยอดสินเชื่อสูงกว่าเงินฝากอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2021-2025 ส่งผลให้ปัจจุบันเกิดช่องว่างเกือบ 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งแบงก์ชาติเวียดนามเพิ่งเตือนถึงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน

    ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางซึ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันให้สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (loan-to-deposit ratio) ซึ่งในทางปฏิบัติทำให้ธนาคารต่างๆ มีพื้นที่ในการขยายสินเชื่อเพิ่มขึ้น

    “แม้การที่ธนาคารกระจายแหล่งเงินทุนจะไม่ใช่เรื่องเลวร้าย โดยเฉพาะหากธนาคารมีวินัยเพียงพอในการกระจายกำหนดอายุของหนี้ และป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่สิ่งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาการขาดแคลนเงินฝากในระบบภายในประเทศ” ทานาโตจาก Fitch กล่าว และยังเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการที่เวียดนาม “พึ่งพาระบบธนาคารมากเกินไป” ในการจัดหาเงินทุนเพื่อรองรับความต้องการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น

    ที่มา: Bloomberg, Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XwqkAcctdHu_8NjrEg1tI

  • “วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน

    “วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน

    “วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน-สร้างซัพพลายเชนเครื่องมือแพทย์ ชี้นักลงทุนไม่ได้หมดใจ แต่ไทยหมดไฟสะอาด ทุนใหม่จึงไม่เข้า 

    วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ จัด Growth Forum ในธีม “Renewable Thailand: ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนผ่านพลังงานใหม่ สร้างอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์”

    เปิดตัวรายงานการศึกษา 2 ฉบับของกรรมาธิการฯ เพื่อนำเสนอแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญ ทั้งปัญหาที่ “สูงเกินไป” อย่างสังคมสูงวัยและความเหลื่อมล้ำ รวมถึงปัญหาที่ “ต่ำเกินไป” เช่น อัตราการเติบโตและผลิตภาพ

    นายวีระยุทธ เน้นย้ำว่า ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลา ประเทศไทยไม่ควรตื่นตระหนกจนดำเนินนโยบายลด แลก แจก แถม เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) ทุกรูปแบบอย่างไร้ทิศทาง แต่ควรใช้วิธีจัดลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเสนอ 2 จุดยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการสร้างห่วงโซ่อุปทานเครื่องมือแพทย์ ชี้ต้องไปให้ไกลกว่า Wellness Center ที่เป็นเพียงบริการปลายน้ำ สู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ลดภาระนำเข้าในยุคสังคมสูงวัย

    โลกก้าวสู่ยุค No Green, No Growth

    สำหรับประเด็นด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเนื้อหาสำคัญจากรายงานการศึกษาในความร่วมมือระหว่างทางวิชาการ ระหว่าง กมธ. พัฒนาเศรษฐกิจ และโครงการพลังงานสะอาด เข้าถึงได้ และมั่นคงสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CASE) ภายใต้ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน ประจำประเทศไทย (GIZ Thailand) ดร. วีระยุทธ ระบุว่า ปัจจุบันกติกาการค้าโลกได้เปลี่ยนไป มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มงวดขึ้นจนเข้าสู่ยุค “No Green, No Growth” หากไม่มีพลังงานสะอาด เศรษฐกิจก็ไม่สามารถเติบโตได้

    จากการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจกว่า 215 บริษัท รายงานพบว่าข้อจำกัดสำคัญคือ “ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด” ที่ไทยยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้ ปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาดประมาณ 30 เทราวัตต์-ชั่วโมงต่อปี แต่ในอีก 4 ปีข้างหน้า ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจะพุ่งสูงถึง 90 หน่วย และจะเพิ่มเป็นเกือบสองเท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า

    “หากรัฐบาลไม่เร่งอุดช่องว่างนี้ ไทยอาจสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ นักลงทุนเดิมที่มีศักยภาพอาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นที่พร้อมกว่า ขณะเดียวกัน ทุนใหม่ที่มีคุณภาพก็จะไม่เข้ามาลงทุน ส่งผลให้เหลือเพียงกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานฟอสซิลและไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเข้ามาแย่งพื้นที่ลงทุนแทน” นายวีระยุทธ กล่าว

    นโยบายต้อง “คราฟต์” ความต้องการที่แตกต่างกัน

    อีกประเด็นที่ประธาน กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวกับทุกอุตสาหกรรมได้ นโยบายของรัฐจำเป็นต้องมีการ “คราฟต์” (Craft) โดยออกแบบให้สอดรับกับความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่มธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นกลุ่ม SME อาจต้องการช่องทางการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดที่หลากหลาย ในขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งใช้พลังงานสูง ต้องการไฟฟ้าสะอาดในปริมาณมากและมีความเสถียรเพื่อรองรับกระบวนการผลิต

    นาย วีระยุทธ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระดับโครงสร้าง ต้องมองข้ามไปไกลกว่าเพียงการสนับสนุนสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อปหรือการส่งเสริมรถยนต์ EV แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มสัดส่วน “ไฟฟ้าสะอาด” ในระบบอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนฟอสซิล ควบคู่ไปกับการออกแบบกลไกและกฎระเบียบที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการดึงขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศกลับคืนมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2952781&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ru4li4R_eznEICM2FoBAY

  • คาดนักท่องเที่ยวจีนลดทริปต่างแดน เหตุเศรษฐกิจซบกดความเชื่อมั่น : อินโฟเควสท์

    คาดนักท่องเที่ยวจีนลดทริปต่างแดน เหตุเศรษฐกิจซบกดความเชื่อมั่น : อินโฟเควสท์

    นักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มเดินทางไปต่างประเทศลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซากดดันความเชื่อมั่นและทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น

    ไชน่า เทรดดิ้ง เดสก์ (China Trading Desk) บริษัทด้านข้อมูลการตลาดและการท่องเที่ยว ปรับลดคาดการณ์การเดินทางออกนอกประเทศของชาวจีนในปี 2569 ลงเกือบ 3% จากประมาณการเมื่อเดือนมิ.ย. เหลือประมาณ 179 ล้านครั้ง และคาดว่าจะมีการใช้จ่ายในประเทศปลายทางประมาณ 2.58 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

    แม้ตัวเลขดังกล่าวยังสูงเป็นประวัติการณ์และมากกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 แต่การปรับลดประมาณการสะท้อนว่านักท่องเที่ยวชาวจีนยังต้องการเดินทางท่องเที่ยว เพียงแต่เลือกมากขึ้นและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของการใช้จ่าย

    ซูบรามาเนีย บัตต์ ซีอีโอของไชน่า เทรดดิ้ง เดสก์กล่าวว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนที่ยังเดินทางไปต่างประเทศยังคงรักษาระดับงบประมาณการท่องเที่ยวโดยรวม แต่ลดจำนวนทริปลง โดยเลือกมากขึ้นว่าช่วงเวลาใดและการเดินทางใดคุ้มค่าที่จะไป

    การเดินทางออกนอกประเทศชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจจีนที่เผชิญแรงกดดันจากวิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อการเดินทางระยะไกล

    ฮ่องกงและมาเก๊าเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ โดยครองสัดส่วนเกือบ 40% ของตลาดท่องเที่ยวขาออกของจีน และคาดว่าฮ่องกงจะมีนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 41 ล้านครั้งในปีนี้ แต่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 310 ดอลลาร์ต่อคน ขณะที่ญี่ปุ่น ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนลดลงมากกว่าครึ่งในปีนี้ เหลือประมาณ 4.1 ล้านคน หลังสายการบินจีนลดเที่ยวบินท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูตเกี่ยวกับไต้หวัน

    นอกจากนี้ ความนิยมของไทยลดลง ท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับแก๊งหลอกลวงและความกังวลด้านความปลอดภัย ขณะที่เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปประมาณ 7 ล้านคน และใช้จ่ายเกือบ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ย 1,815 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน

    อย่างไรก็ตาม แม้มีการปรับลดคาดการณ์ แต่จำนวนการเดินทางออกนอกประเทศของชาวจีนในปีนี้ยังคงเพิ่มขึ้น 7% จากปี 2568 ขณะที่การใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 1,437 ดอลลาร์ต่อคน ลดลงเพียง 2 ดอลลาร์จากประมาณการเดิม

    โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/631499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rvgqxKQEDrFTT3yqoqoQG

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 สิงหาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 14 สิงหาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 10.07 น.


    กลยุทธ์ : หมดแรงขึ้นต่อเตรียมย่อแรง
    แนวต้าน : $4,440 , 69,600 บาท
    แนวรับ : $4,200 , 66,300 บาท
    .

    ทองคำพักฐาน หลังขึ้นแรงแต่ยังไม่มีข่าวลบใหม่! เช้านี้ราคาทองคำโลกย่อตัวลงมาใกล้ $4,300 ขณะที่ทองคำไทยเคลื่อนไหวแถว 67,800 บาท การปรับลงรอบนี้ยังมองเป็น แรงขายทำกำไรและการพักฐานทางเทคนิค มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้ม หลังราคาทองพุ่งแรงจนขึ้นไปทดสอบบริเวณ $4,440 แต่ไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจสำคัญเริ่มเบาบางลง ทำให้ตลาดเข้าสู่ช่วงรอปัจจัยใหม่ โดยเฉพาะการประชุม Jackson Hole ช่วงปลายเดือน ซึ่งจะเป็นจุดสำคัญในการประเมินทิศทางดอกเบี้ยของ Fed
    .

    ปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นลบทั้งหมด เงินเฟ้อ CPI และ PPI ล่าสุดออกมาตามคาดและมีทิศทางชะลอลง ลดแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ขณะที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันยังต้องติดตาม แม้ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำ น้ำมัน และตลาดหุ้นจะไม่รุนแรงเหมือนช่วงแรกของความขัดแย้งก็ตาม ด้านเงินบาทเริ่มกลับมาอ่อนค่าจากโซน 32.9 บาทต่อดอลลาร์ หากอ่อนต่อไปใกล้ 33.8 บาท จะช่วยพยุงราคาทองคำในประเทศในช่วงที่ทองโลกปรับฐานได้บางส่วน

    .

    ด้านเทคนิค ทองคำเริ่มส่งสัญญาณหมดแรงหลังชน $4,440 จึงต้องระวังการย่อตัวแรง โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ $4,200 หรือ 66,300 บาท หากยืนได้ มีโอกาสเป็นการพักฐานเพื่อสะสมกำลังและกลับขึ้นต่อ ขณะที่แนวรับถัดไปอยู่ที่ $4,130 และ $4,070 แต่หากหลุด $4,000 อย่างมีนัยสำคัญ จะทำให้ภาพขาขึ้นเริ่มเปราะบางและเปิดความเสี่ยงลงลึกกว่าเดิม กลยุทธ์ช่วงนี้จึงเน้นไม่ไล่ราคา รอย่อซื้อ โดยเฉพาะโซน $4,200–4,100 สำหรับผู้ที่มองระยะกลาง-ยาว ส่วนระยะสั้นควรเล่นตามกรอบและบริหารความเสี่ยงจนกว่าจะมีปัจจัยใหม่จาก Jackson Hole เข้ามาชี้ทิศทางตลาดอีกครั้ง

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-14-aug-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ThhNrO8yvj7rw-odOcT9n

  • สหรัฐฯลั่นปิดล้อมอิหร่านยาวไร้กำหนด จ่อกดดันเศรษฐกิจขั้นสุด

    สหรัฐฯลั่นปิดล้อมอิหร่านยาวไร้กำหนด จ่อกดดันเศรษฐกิจขั้นสุด

    วิกฤตการณ์สงครามและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางส่อแววลากยาวอย่างไม่มีกำหนด เมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกมาประกาศยืนยันว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ มีศักยภาพเพียงพอที่จะปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่องแบบไม่มีกำหนด (Indefinitely) พร้อมเตรียมยกระดับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุด ขณะที่สถานการณ์การสู้รบในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเดือดจัดหลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันระลอกใหม่

    พีท เฮกเซธ ยันสหรัฐฯ ลอยลำปิดล้อมยาว – คลังจ่อเพิ่มมาตรการแซงก์ชัน

    สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) ได้แถลงต่อสื่อมวลชนระหว่างการเดินทางเยือนประเทศปานามา โดยยืนยันว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ สามารถหมุนเวียนกำลังเรือรบเพื่อคงการปิดล้อมน่านน้ำและท่าเรือของอิหร่านได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน เพื่อตัดเส้นทางรายได้และบีบไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ

    ขณะเดียวกัน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นมาตรการกดดันและโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ข้อตกลงสงบศึกชั่วคราวเมื่อเดือนมิถุนายนพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378981672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bLFT-ZbxQnrvu4HvUAIgV

  • เศรษฐกิจจีนซึม ฉุดคนจีนเที่ยวนอก ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ เสียแรงดึงดูด

    เศรษฐกิจจีนซึม ฉุดคนจีนเที่ยวนอก ‘ไทย-ญี่ปุ่น’ เสียแรงดึงดูด

    เศรษฐกิจจีนซบเซา ฉุดชาวจีนเที่ยวต่างประเทศน้อยกว่าคาด ท่ามกลางพฤติกรรมที่เน้นความคุ้มค่าและความปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่ไทย-ญี่ปุ่นเสียแรงดึงดูด ส่วนเกาหลีใต้ ฮ่องกง และมาเก๊า รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนทิศของนักท่องเที่ยวจีน

    “นักท่องเที่ยวจีน” มีแนวโน้มเดินทางไปต่างประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 น้อยกว่าที่คาด หลังเศรษฐกิจภายในจีนซบเซา และทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเริ่มเลือกมากขึ้นว่า “ทริปไหนคุ้มค่าพอที่จะเดินทาง”

    China Trading Desk บริษัทด้านข้อมูลการตลาดและการท่องเที่ยว ปรับลดคาดการณ์การเดินทางออกนอกประเทศของชาวจีนตลอดปี 2026 เหลือประมาณ 179 ล้านเที่ยว และคาดว่าจะมีการใช้จ่ายในประเทศปลายทางรวมประมาณ 258,000 ล้านดอลลาร์

    แม้ตัวเลขดังกล่าว ยังถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 แต่ทั้งจำนวนการเดินทางและการใช้จ่ายถูกปรับลดลงเกือบ 3% จากประมาณการเมื่อเดือนมิถุนายน

    สุบรามาเนีย บัตต์ หัวหน้า China Trading Desk ระบุว่า ความต้องการเดินทางของชาวจีนไม่ได้หายไป แต่ผู้บริโภคกำลังเลือกมากขึ้นว่า จะเดินทางเมื่อใดและทริปนั้นคุ้มค่าหรือไม่

    สิ่งที่น่าสนใจคือ นักท่องเที่ยวจีนที่ตัดสินใจเดินทาง ยังคงรักษางบสำหรับการท่องเที่ยวไว้ในระดับใกล้เคียงเดิม โดยไม่ได้ลดงบประมาณลงมากนัก จุดอ่อนสำคัญจึงอยู่ที่ “จำนวนทริปที่ลดลง” มากกว่าการใช้จ่ายต่อทริป

    แรงกดดันสำคัญมาจากปัญหาเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะวิกฤติภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ และขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังสร้างความปั่นป่วนต่อการเดินทางระยะไกล กลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนหันไปเลือกจุดหมายปลายทางที่อยู่ใกล้จีนมากกว่าเดิม

    นอกจากเศรษฐกิจแล้ว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลด้านความปลอดภัย กำลังเปลี่ยน “แผนที่ท่องเที่ยว” ของชาวจีนอย่างเห็นได้ชัด

    “ญี่ปุ่น” ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน กำลังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการทูตเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน สายการบินจีนลดจำนวนเที่ยวบินไปญี่ปุ่น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปญี่ปุ่นในปีนี้ คาดว่าจะ “ลดลงมากกว่าครึ่ง” เหลือเพียง 4.1 ล้านคน

    ขณะที่ “ประเทศไทย” กำลังสูญเสียแรงดึงดูดในสายตานักท่องเที่ยวจีน หลังข่าวเกี่ยวกับขบวนการหลอกลวงและเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง กระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

    ในทางกลับกัน “เกาหลีใต้” กลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ จากการเปลี่ยนทิศทางของนักท่องเที่ยวจีน โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายด้านช้อปปิ้งในระดับสูง รวมถึงนักท่องเที่ยวบางส่วนที่เปลี่ยนจุดหมายจากญี่ปุ่นมายังเกาหลีใต้

    ปีนี้ เกาหลีใต้คาดว่าจะต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 7 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 13,000 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยประมาณ 1,815 ดอลลาร์ต่อคน

    นอกจากนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอน นักท่องเที่ยวจีนกำลังหันไปเลือกจุดหมายที่ใกล้บ้านมากขึ้น โดย “ฮ่องกง” และ “มาเก๊า” ขึ้นมาครองอันดับต้น ๆ และรวมกันมีสัดส่วนเกือบ 40% ของตลาดการเดินทางออกนอกประเทศของจีน

    อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงตามไปด้วยเสมอไป โดย “ฮ่องกง” คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาประมาณ 41 ล้านเที่ยวในปีนี้ แต่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยเพียงประมาณ 310 ดอลลาร์ต่อคน

    ตรงกันข้ามกับจุดหมายระยะไกลอย่าง “ฝรั่งเศส” ซึ่งคาดว่าจะได้รับนักท่องเที่ยวจีนเพียงประมาณ 2.2 ล้านเที่ยว แต่สามารถดึงดูดการใช้จ่ายได้สูงถึง 7,622 ดอลลาร์ต่อคน

    แม้ถูกปรับลดคาดการณ์ แต่ China Trading Desk คาดว่า จำนวนการเดินทางต่างประเทศของชาวจีนในปีนี้ ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 7% จากปี 2025 ขณะที่การใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 1,437 ดอลลาร์ต่อทริป สะท้อนว่าการฟื้นตัวของตลาดท่องเที่ยวจีนยังไม่หยุด เพียงแต่ชะลอลง ท่ามกลางผู้บริโภคที่ระมัดระวังและเลือกจุดหมายมากกว่าเดิม

    อ้างอิง: bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247391&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J87045GEDSaom9STYeYAp

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 21.58 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.83 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.78 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.84 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.47 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.84 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.54 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (14 ส.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/666312&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZtouHaHrf-AdCkXC2I244