Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (27 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (27 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (27 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (27 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 75 สตางค์ต่อลิตร

    ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 24 ก.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 48.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 30.03 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 39.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 39.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 34.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 41.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 36.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 50.05 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 41.44 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 36.44 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (27 ก.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/669942&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29gCvw953duphgPDYyLvjy

  • ส.อ.ท. เปิด 5 แนวทางภาคอุตสาหกรรม รับมือสถานการณ์น้ำท่วม : อินโฟเควสท์

    ส.อ.ท. เปิด 5 แนวทางภาคอุตสาหกรรม รับมือสถานการณ์น้ำท่วม : อินโฟเควสท์

    จากสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม และน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน การเดินทาง การขนส่ง ตลอดจนการดำเนินธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังประชาชน ผู้ประกอบการ และแรงงานที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และติดตามสถานการณ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

    สำหรับภาคอุตสาหกรรม สถานการณ์น้ำท่วมอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของการผลิตและ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การเดินทางของแรงงาน การขนส่งและส่งมอบสินค้า ไปจนถึงเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า คลังสินค้า และสินค้าคงคลัง ส.อ.ท. จึงขอให้ผู้ประกอบการเร่งประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมใน 5 ด้านสำคัญ

    1. ความปลอดภัยของบุคลากรและสถานประกอบการ ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง ระบบไฟฟ้า เครื่องจักร และอุปกรณ์สำคัญ พร้อมเตรียมมาตรการป้องกันและแผนอพยพ โดยยึดความปลอดภัยของพนักงานเป็นหลัก
    2. ความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) เตรียมแผนรองรับกรณีการผลิตหรือขนส่งหยุดชะงัก รวมถึงรูปแบบการทำงาน สถานที่ผลิต หรือคลังสินค้าสำรอง เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินงานได้โดยเร็ว
    3. การบริหารความเสี่ยงของ Supply Chain ประเมินความพร้อมของวัตถุดิบ การส่งมอบสินค้า และเส้นทางขนส่ง พร้อมเตรียมเส้นทางและผู้ให้บริการทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงัก
    4. การดูแลแรงงานอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ พิจารณาปรับเวลาหรือรูปแบบการทำงาน รวมถึงอำนวยความสะดวกแก่พนักงานที่ได้รับผลกระทบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความเป็นอยู่เป็นสำคัญ
    5. การฟื้นฟูและกลับสู่ภาวะปกติ (Recovery) ประเมินความเสียหายและจัดลำดับการฟื้นฟูเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า อาคาร วัตถุดิบ และกระบวนการผลิต เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ขอเชิญชวนสมาชิก และผู้ประกอบการที่มีความพร้อม ร่วมสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนและชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตามศักยภาพ อาทิ การเปิดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับจอดรถ การสนับสนุนสิ่งของจำเป็น หรือความช่วยเหลือในรูปแบบอื่น เพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม

    “ส.อ.ท. พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รับฟังและรวบรวมปัญหาจากสมาชิกและสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ตลอดจนประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุด พร้อมสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมให้สามารถรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน และฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว” นางพิมพ์ใจ ระบุ

    • หอการค้าไทย เปิดแนวทางรับมือน้ำท่วม-น้ำท่วมขัง

    ด้าน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ภาคตะวันออก และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน การเดินทาง การขนส่ง และการดำเนินธุรกิจในบางพื้นที่ หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ขอส่งความห่วงใยไปยังประชาชน สมาชิก ผู้ประกอบการ และพนักงานที่ได้รับผลกระทบ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายติดตามสถานการณ์และข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ

    ขณะเดียวกัน ขอความร่วมมือสมาชิกและผู้ประกอบการที่มีความพร้อม ร่วมช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ตามศักยภาพ เช่น การเปิดพื้นที่ที่ปลอดภัยเพื่อให้ประชาชนนำรถเข้าจอดชั่วคราว หรือให้ความช่วยเหลือในด้านอื่น ๆ ที่สามารถดำเนินการได้ เพื่อร่วมกันลดความเสียหายและบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม และน้ำท่วมขัง

    แม้มีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์ในหลายพื้นที่จะคลี่คลาย และกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในเวลาไม่นาน แต่ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพ และการดำเนินธุรกิจ ทั้งด้านการเดินทาง การขนส่ง สินค้า วัตถุดิบ และการทำงานของพนักงาน อาจยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว หอการค้าไทยฯ จึงขอให้สมาชิกและผู้ประกอบการเตรียมแผนรองรับไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

    สำหรับสถานประกอบการ ขอให้ตรวจสอบความพร้อม และความปลอดภัยของพื้นที่ เครื่องจักร ระบบไฟฟ้า สินค้าและวัตถุดิบ รวมถึงเส้นทางการเดินทางและการขนส่ง ตลอดจนดูแลและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานที่ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณาปรับเวลาหรือรูปแบบการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่

    หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะติดตามสถานการณ์ผ่านเครือข่ายหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า และสมาชิกอย่างต่อเนื่อง พร้อมรวบรวมปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติโดยเร็ว

    “ขอเป็นกำลังใจให้ประชาชน ผู้ประกอบการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อให้สถานการณ์ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว” นายพจน์ ระบุ

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/655022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Zfz2NUCkUlBMYpX8x3PHf

  • กทม. เปิดแนวทางรับเงินชดเชย ผู้ประสบสาธารณภัย  จ่ายสูงสุดเกือบ 5 หมื่นบาท

    กทม. เปิดแนวทางรับเงินชดเชย ผู้ประสบสาธารณภัย  จ่ายสูงสุดเกือบ 5 หมื่นบาท

    กทม. เปิดแนวทางยื่นขอรับเงินชดเชยผู้ประสบสาธารณภัย ครอบคลุม 50 เขต จ่ายสูงสุดเกือบ 50,000 บาท

    กรุงเทพมหานครออกคู่มือแนะนำการยื่นขอรับเงินช่วยเหลือและชดเชยสำหรับประชาชนในพื้นที่ 50 เขตที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย โดยต้องเป็นพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครประกาศเป็นเขตประสบสาธารณภัยแล้วเท่านั้น ผู้มีสิทธิ์ยื่นขอรับความช่วยเหลือประกอบด้วย เจ้าบ้าน ผู้ครอบครอง หรือผู้เช่าที่พักอาศัยอยู่ประจำ (กรณีบ้านเช่าหรือบ้านไม่มีเลขที่ต้องใช้หนังสือรับรองจากฝ่ายปกครองหรือประธานชุมชน)

    เปิดอัตราเงินเยียวยาแต่ละหมวดหมู่

    ค่าวัสดุซ่อมแซมบ้าน จ่ายตามจริงไม่เกิน 49,500 บาทต่อหลัง (เฉพาะโครงสร้างหลัก เช่น หลังคา ผนัง ประตู หน้าต่าง ไม่รวมเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า)

    ค่าเช่าบ้านชั่วคราว ไม่เกินเดือนละ 3,000 บาท สูงสุด 2 เดือน (รวมไม่เกิน 6,000 บาท กรณีบ้านเสียหายจนอยู่ไม่ได้)

     เงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยประจำครัวเรือน: ประมาณ 5,000 – 9,000 บาท (ตามเกณฑ์ ครม./ปภ. ขึ้นอยู่กับระดับน้ำและระยะเวลา)

    เงินทุนประกอบอาชีพ: กรณีเครื่องมือทำมาหากินเสียหาย ครอบครัวละไม่เกิน 11,400 บาท

    กรณีเจ็บป่วยและเสียชีวิต ผู้ป่วยนอกไม่เกิน 2,000 บาท, ผู้ป่วยในไม่เกิน 4,000 บาท, เงินปลอบขวัญ 2,300 บาท และค่าจัดการศพกรณีเสียชีวิตประมาณ 29,700 – 50,000 บาท

    หลักฐานสำคัญที่ต้องเตรียม

    1. บัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านที่ประสบภัย

    2. รูปถ่ายความเสียหาย (ป้ายบ้านเลขที่, ความเสียหายโครงสร้างภายใน-ภายนอก, ระดับน้ำท่วมขัง)

    3. ใบแจ้งความลงบันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจท้องที่

    4. เอกสารสิทธิ์เพิ่มเติม (เช่น สัญญาเช่า หนังสือรับรองบ้านไม่มีเลขที่)

    5. บัญชีธนาคารพร้อมเพย์ที่ผูกกับ เลขบัตรประจำตัวประชาชน

    ขั้นตอนการยื่นขอรับเงินเยียวยา

    1. ถ่ายภาพความเสียหาย ให้ครบถ้วนทุกมุม

    2. แจ้งความ ที่สถานีตำรวจท้องที่เพื่อนำใบแจ้งความมาประเมินความเสียหาย

    3. ยื่นคำร้อง ได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ ยื่นด้วยตนเองที่สำนักงานเขตในพื้นที่ (ฝ่ายปกครอง/ฝ่ายพัฒนาชุมชนฯ) หรือยื่นออนไลน์ผ่านระบบของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

    4. รอการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจรับรองความเสียหายและเสนอคณะกรรมการอนุมัติ

    5. รับเงิน โอนตรงผ่านระบบพร้อมเพย์เลขบัตรประชาชน

    ทั้งนี้ แนะนำให้ประชาชนผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชนไว้ล่วงหน้าเพื่อความรวดเร็ว หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อฝ่ายปกครอง สำนักงานเขตในพื้นที่, สายด่วน กทม. 1555 หรือสายด่วนนิรภัย 1784

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/205661&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mgBmuxHuJERQ7njpHGF2M

  • 2 ผู้นำเอกชนเปิดมุมมองเศรษฐกิจตราด กำลังซื้อยังเปราะบาง ชูท่องเที่ยว-เกษตรสร้างฐานใหม่ – สยามรัฐ

    2 ผู้นำเอกชนเปิดมุมมองเศรษฐกิจตราด กำลังซื้อยังเปราะบาง ชูท่องเที่ยว-เกษตรสร้างฐานใหม่ – สยามรัฐ

    ภาคเอกชนจังหวัดตราดสะท้อนภาพเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและค่าครองชีพ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวยังมีความผันผวน โดยเฉพาะตลาดคนไทย แต่ยังมีปัจจัยบวกจากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวและตลาดต่างประเทศ ขณะที่ภาคเกษตรมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด

    S  8519883 0
    S 8519883 0

    วันที่ 27 ก.ย.69 นางสาวพิชยา ธชัยอดิทรัพย์ นายกสมาคมโรงแรมและรีสอร์ทจังหวัดตราด เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวปี 2569 ยอดจองห้องพักของจังหวัดยังอ่อนตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 โดยเฉพาะตลาดคนไทย สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากนักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่าย วางแผนเดินทางสั้นลง และตัดสินใจจองห้องพักใกล้วันเดินทางมากขึ้น แม้บางช่วงจำนวนผู้เดินทางยังอยู่ในระดับที่ดี แต่ไม่ได้สะท้อนเป็นยอดเข้าพักที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

    สำหรับเกาะช้างและเกาะกูดมีสถานการณ์ใกล้เคียงกัน โดยเกาะกูดยังมีฐานนักท่องเที่ยวต่างประเทศค่อนข้างแข็งแรง ขณะที่เกาะช้างมีตลาดที่หลากหลายกว่า ทั้งนี้ สมาคมฯ มองว่าช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี ซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ตลาดยุโรปและตลาดต่างประเทศบางตลาดยังเป็นความหวังสำคัญที่จะช่วยพยุงการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางระยะยาว

    S  8519888 0
    S 8519888 0

    นางสาวพิชยากล่าวว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการท่องเที่ยวปีนี้ ได้แก่ กำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจ ราคาพลังงานและค่าเดินทาง สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ขณะที่จังหวัดตราดยังมีจุดแข็งด้านธรรมชาติและการท่องเที่ยวทางทะเล จึงควรเร่งทำตลาดให้หลากหลาย และสร้างเหตุผลใหม่ ๆ ให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาและพักนานขึ้น

    สำหรับปี 2570 ภาคโรงแรมยังไม่สามารถประเมินตัวเลขการเติบโตได้ชัดเจน แต่ต้องการเห็นการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ การรักษาตลาดต่างประเทศเดิม พร้อมเปิดตลาดใหม่ และเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะ Wellness, Sports Tourism, Nature และ Community Tourism

    นายกสมาคมโรงแรมฯ ยังเสนอให้การประชาสัมพันธ์ทำในภาพรวม “ตราดทั้งจังหวัด” เชื่อมโยงเมืองตราด เกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก เพื่อกระจายรายได้และเพิ่มระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยว รวมทั้งต้องการให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการกำหนดตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวมากขึ้น

    S  8519930 0
    S 8519930 0

    ด้าน นายสุทธิลักษณ์ คุ้มครองรักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด มองว่า เศรษฐกิจตราดในช่วง 3 เดือนข้างหน้ามีโอกาสได้รับแรงหนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยว แม้กำลังซื้อประชาชนยังถูกกดดันจากราคาน้ำมันและค่าครองชีพ ทำให้การใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังเน้นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

    ส่วนสถานการณ์การค้าชายแดน หลังการปิดจุดผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา นายสุทธิลักษณ์เห็นว่า ภาคธุรกิจและแรงงานในพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอคลองใหญ่ สามารถปรับตัวกับสถานการณ์ได้มากขึ้น และผ่านช่วงผลกระทบหนักที่สุดมาแล้ว ขณะที่การท่องเที่ยวยังสามารถเดินหน้าต่อได้ หากมีการสื่อสารข้อมูลสถานการณ์อย่างถูกต้องและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามยังเป็นเรื่องค่าเงินและกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะความผันผวนของค่าเงินและเงินดอลลาร์ ซึ่งมีผลต่อการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    S  8519908 0
    S 8519908 0

    สำหรับทิศทางเศรษฐกิจตราดในระยะต่อไป นายสุทธิลักษณ์มองว่า ภาคเกษตรมีโอกาสเข้ามาเป็นฐานสำคัญมากขึ้น จากผลผลิตที่ปลูกไว้ก่อนหน้านี้และกำลังเข้าสู่ช่วงให้ผลผลิตเต็มที่ โดยประเมินว่ามูลค่าภาคเกษตรอาจขยับขึ้นถึงระดับ 5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินจากมุมมองของภาคเอกชนและต้องติดตามข้อมูลทางสถิติประกอบ

    เมื่อมองจากสองภาคส่วน ทั้งโรงแรมและอุตสาหกรรม จึงสะท้อนภาพเศรษฐกิจตราดว่า แม้ยังมีแรงกดดันจากกำลังซื้อ ค่าครองชีพ และความผันผวนของตลาดท่องเที่ยว แต่จังหวัดยังมีโอกาสจากการเข้าสู่ไฮซีซั่น ตลาดต่างประเทศ และศักยภาพด้านการเกษตร

    ภาคเอกชนจึงมองว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจตราดระยะต่อไปควรเน้นการสร้าง “หลายฐานเศรษฐกิจ” ทั้งท่องเที่ยวคุณภาพ เกษตรมูลค่าสูง การค้า และกิจกรรมเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง พร้อมสร้างรายได้และการจ้างงานให้เกิดขึ้นภายในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

    ภูมิภาค24

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/324546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Nhsw_xEeAONeSaTK2aahX

  • รมว.คลังสหรัฐอ้างความสำเร็จโดดเดี่ยวอิหร่าน | TOPNEWS

    รมว.คลังสหรัฐอ้างความสำเร็จโดดเดี่ยวอิหร่าน | TOPNEWS

    AFP และอัลจาซีรารายงานว่าเบสเซนต์ได้โพสต์ข้อความผ่าน X เมื่อวานนี้ (เสาร์ที่ 26 กย.) ตามเวลาท้องถิ่นระบุว่าเขาได้ส่งคณะผู้แทนเดินทางไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกเพื่อกดดันให้ใช้มาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน และว่าความพยายามดังกล่าวกำลังเห็นผลอย่างชัดเจนแล้ว

    เบสเซนต์ยังได้กล่าวขอบคุณตุรกี, โอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือ UAE ที่ให้ความร่วมมือ และว่าตุรกีและโอมานได้ระงับเที่ยวบินขาเข้าจากสายการบินมาฮาน ซึ่งเป็นสายการบินเอกชนขนาดใหญ่ของอิหร่าน ขณะที่ยูเออีได้ระงับเที่ยวบินทั้งหมดของอิหร่าน

    โดยนครดูไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าของยูเออีถือเป็นจุดหมายปลายทางหลักของสายการบินอิหร่าน มีเที่ยวบินให้บริการหลายเที่ยวต่อวัน อีกทั้งมีชุมชนชาวอิหร่านขนาดใหญ่และมีธุรกิจที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด

    รัฐมนตรีคลังสหรัฐยังกล่าวชื่นชมมาตรการคว่ำบาตรทางธนาคารรอบใหม่ของตน โดยระบุว่าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ธนาคารกลางยูเออีได้ระงับธุรกรรมทางการเงินของธนาคารเมลลี ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายการฟอกเงิน, การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธ

    เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตุรกีได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตของธนาคารเมลลัต ของอิหร่าน ซึ่งเป็นสถาบันการเงินกึ่งเอกชนที่ถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตรมาเป็นเวลาหลายปี

    ทั้งนี้เดอะวอลสตรีทเจอร์นัล สื่อสหรัฐรายงานว่าเบสเซนต์และโจนาธาน เบิร์ก ผู้ช่วยรัฐมนตรีคลังฝ่ายการปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย ได้เดินทางไปยังหลายประเทศในตะวันออกกลางและยุโรปในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อผลักดันมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านหรือที่เรียกว่า “วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ”
    พร้อมเผยด้วยว่ากระทรวงคลังสหรัฐได้พูดคุยหารือกับพันธมิตรกว่า 50 ประเทศ

    โดยเบสเซนต์กล่าวว่าสายการบินอิหร่านทุกแห่งจะถูกระงับบริการไปทั่วโลก ยกเว้นสายการบินขนาดเล็กที่ยังให้บริการสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศอยู่ โดยเฉพาะเส้นทางไปประเทศจีน เนื่องจากจีนไม่ยอมรับการกดดันจากสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1703240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KQXwsFByBqCjrgQxrGi2e

  • ‘เท้ง’ แรง! นิด้าโพลเปิดคะแนนนิยมไตรมาส 3 นำอันดับ 1 หนุนนั่งนายกฯ ‘อนุทิน’ ร่วงอันดับ 3 | เดลินิวส์

    ‘เท้ง’ แรง! นิด้าโพลเปิดคะแนนนิยมไตรมาส 3 นำอันดับ 1 หนุนนั่งนายกฯ ‘อนุทิน’ ร่วงอันดับ 3 | เดลินิวส์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 3/2569” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-23 กันยายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 24.72 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 2 ร้อยละ 19.80 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 3 ร้อยละ 13.76 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 11.28 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 5 ร้อยละ 9.60 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 6 ร้อยละ 5.68 ระบุว่าเป็น นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) อันดับ 7 ร้อยละ 2.64 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 8 ร้อยละ 2.36 ระบุว่าเป็น พลตำรวจโทเรวัช กลิ่นเกษร (พรรครักเมืองไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 2.24 ระบุว่าเป็น พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) อันดับ 10 ร้อยละ 1.52 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อันดับ 11 ร้อยละ 1.48 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 12 ร้อยละ 1.40 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 13 ร้อยละ 1.08 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) และร้อยละ 2.44 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ) ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (พรรคประชาชน) พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นางสาวรักชนก ศรีนอก (พรรคประชาชน) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ นายวสวรรธน์ พวงพรศรี (พรรคไทรวมพลัง) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว (พรรคภูมิใจไทย) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ)

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 35.40 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 18.44 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย อันดับ 3 ร้อยละ 12.08 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทยอันดับ 4 ร้อยละ 9.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 7.64 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 6 ร้อยละ 4.68 ระบุว่าเป็น พรรคไทยภักดี อับดับ 7 ร้อยละ 2.16 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ อับดับ 8 ร้อยละ 1.80 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย และพรรครักเมืองไทย ในสัดส่วนที่เท่ากัน อับดับ 9 ร้อยละ 1.72 ระบุว่าเป็น พรรคเสรีรวมไทย อับดับ 10 ร้อยละ 1.52 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 2.76 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคพลังประชารัฐ พรรคโอกาสใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคไทรวมพลัง พรรคทางเลือกใหม่ และพรรคพลวัต และร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6225121/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02QOYJrCc6pZNxE8bkSIhd

  • เขื่อนเจ้าพระยาตรึงการระบายน้ำ ลดผลกระทบพื้นที่เศรษฐกิจจังหวัดท้ายเขื่อน

    เขื่อนเจ้าพระยาตรึงการระบายน้ำ ลดผลกระทบพื้นที่เศรษฐกิจจังหวัดท้ายเขื่อน

    ภูมิภาค

    เขื่อนเจ้าพระยาตรึงการระบายน้ำ ลดผลกระทบพื้นที่เศรษฐกิจจังหวัดท้ายเขื่อน

    วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569, 13.11 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 27 ก.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยายังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสืบเนื่องจากปริมาณฝนที่ตกหนักในหลายพื้นที่ตอนบนของเขื่อนเจ้าพระยา ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยที่สถานีวัดน้ำ C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,849 ลบ.ม./วินาที ที่บริเวณสถานีวัดน้ำ C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำทางด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 17.06 เมตร/รทก. มีปริมาณน้ำทางด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 14.52 เมตร/รทก. ซึ่งระดับน้ำห่างตลิ่งอยู่ที่ 1.82 ม.รทก. และเขื่อนเจ้าพระยาคงอัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนอยู่ที่1,950 ลบ.ม./วินาที เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน เพื่อรองรับมวลน้ำจากภาคเหนือและลดความเสียหายพื้นที่เศรษฐกิจจังหวัดเขื่อนเจ้าพระยา อย่าง จ.สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา และกรุงเทพฯ

    สถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดชัยนาท ในพื้นที่เหนือและท้ายเขื่อนเจ้าพระยา รวมไปถึงน้ำหลาก มีประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว 4 อำเภอ 11 ตำบล 23 หมู่บ้าน 1 ชุมชน รวม 135 ครัวเรือน ประสบภัย 302 คน 120 หลังคาเรือน พื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบจำนวน 125 ไร่

    อย่างไรก็ตามหากมีฝนตกเพิ่มในวันนี้อาจจะต้องปรับการระบายเพิ่ม ซึ่งในช่วงนี้ก็ยังต้องขอให้ประชาชนนั้นเฝ้าระวังติดตามการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา รวมไปถึงสถานการณ์น้ำ จากกรมชลประทานอย่างใกล้ชิด

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/492116&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fu7rWzoJbj-U04Pt5HUO9

  • อินเดีย BRICS และการเคลื่อนระบอบเศรษฐกิจใหม่ของโลก

    อินเดีย BRICS และการเคลื่อนระบอบเศรษฐกิจใหม่ของโลก

    ประเทศหนึ่งที่น่าจับตามากที่สุดจากการประชุม BRICS ที่กรุงนิวเดลีในปี 2026 ประเทศนั้นอาจไม่ใช่จีนหรือรัสเซีย แต่คือ “อินเดีย” เจ้าภาพการประชุมครั้งนี้

    ตลอดปีที่ผ่านมา อินเดียไม่ได้ใช้ BRICS เพียงเพื่อแสดงบทบาทของประเทศกำลังพัฒนา หากกำลังใช้เวทีนี้ส่งสัญญาณบางอย่างเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    สัญญาณแรกคือ ระเบียบเศรษฐกิจโลกไม่ควรถูกกำหนดโดยประเทศกลุ่มเดิม ๆ เพียงฝ่ายเดียว

    ในเวที BRICS อินเดียย้ำอย่างชัดเจนว่าประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรเป็นเพียงผู้รอรับกติกา แต่ต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาของโลกมากขึ้น ทั้งการปฏิรูปกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก และระบบธรรมาภิบาลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

    เพื่อให้สัดส่วนอำนาจในการตัดสินใจสะท้อนน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของประเทศตลาดเกิดใหม่มากกว่าในอดีต

    นี่คือประเด็นสำคัญในทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ เพราะ BRICS วันนี้ไม่ได้เป็นกลุ่มเล็กอีกต่อไป เพราะเมื่อรวมสมาชิกและประเทศหุ้นส่วน กลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับประชากรราวครึ่งหนึ่งของโลก

    ขณะที่ประเทศสมาชิก BRICS มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของ GDP โลก และมากกว่าหนึ่งในสี่ของการค้าโลก เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน

    แรงกดดันให้โครงสร้างอำนาจในสถาบันระหว่างประเทศเปลี่ยนตามจึงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    แต่สิ่งที่ทำให้อินเดียน่าสนใจคือ อินเดียไม่ได้ต้องการล้มระบบเดิม แต่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมากกว่าตรงนี้เองที่สะท้อนยุทธศาสตร์ของอินเดียได้ชัดที่สุด

    อินเดียไม่ได้ต้องการเลือกระหว่าง “ระเบียบตะวันตก” กับ “ระเบียบ BRICS” หากพยายามเพิ่มจำนวนทางเลือกที่ตนเองสามารถใช้งานได้

    การร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่นสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับการรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซีย การทำงานกับจีนใน BRICS หรือการผลักดันบทบาทของประเทศกำลังพัฒนา

    แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามรักษาอิสระในการกำหนดนโยบายของอินเดีย ท่ามกลางโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

    BRICS ไม่ได้ประกาศสร้างเงินสกุลใหม่ขึ้นมาแทนดอลลาร์ แต่เลือกวิธีที่ค่อยเป็นค่อยไป คือเพิ่มการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการค้า ศึกษาการเชื่อมระบบชำระเงิน และสนับสนุนให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่มีบทบาทมากขึ้น 

    นี่ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากของเศรษฐกิจโลก เพราะการแข่งขันในอนาคตไม่ได้เกิดเฉพาะว่าใครผลิตสินค้าได้มากกว่าใคร แต่อยู่ที่ว่าใครควบคุมระบบชำระเงิน แหล่งทุน เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และมาตรฐานที่เศรษฐกิจโลกต้องใช้

    อินเดียเองดูจะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ดี รัฐบาลอินเดียเคยอธิบายในปี 2026 ว่าระเบียบหลังสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเผชิญแรงกดดันใหม่

    เพราะโลกไม่สามารถใช้รูปแบบเดียวกับทุกประเทศได้อีกต่อไป และแต่ละประเทศกำลังให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือความผันผวนมากขึ้น

    ดังนั้น หากจะอ่าน BRICS ผ่านสายตาของอินเดีย สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การประกาศกำเนิด “โลกใหม่” แต่คือการบอกว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนออกจากระบบที่มีศูนย์กลางเพียงไม่กี่แห่ง

    ไปสู่โลกที่มีหลายสถาบัน หลายแหล่งทุน หลายเครือข่าย และหลายพื้นที่สำหรับการต่อรอง

    และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้กำลังมาเยือนทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยที่ต้องปรับทุกกลยุทธ์ทั้งทางการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และการค้าระหว่างประเทศใหม่ทั้งหมด เพื่อรับมือกับความผันผวนนี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/1253742&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BSbZOl9yXoyXNNt7zge-G

  • ผลสำรวจคุณธรรมปี 69 ชี้วัยทำงาน 25-40 คะแนนต่ำสุด จากภาวะเศรษฐกิจ

    ผลสำรวจคุณธรรมปี 69 ชี้วัยทำงาน 25-40 คะแนนต่ำสุด จากภาวะเศรษฐกิจ

    ผลสำรวจคุณธรรมปี 69 ชี้วัยทำงาน 25-40 คะแนนต่ำสุด จากภาวะเศรษฐกิจ

    ศูนย์คุณธรรมเผยผลสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 39,490 ราย ครอบคลุม 6 ภูมิภาค พบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมคุณธรรมของคนไทย 4.63 จากคะแนนเต็ม 6 อยู่ในระดับ “พอใช้” ขณะที่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 25–40 ปี ได้คะแนนเฉลี่ย 4.39 ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับอีกสองช่วงวัย

    สะท้อนความท้าทายของวัยที่ต้องรับผิดชอบทั้งการทำงาน เศรษฐกิจ การสร้างครอบครัว และการดูแลคนต่างรุ่น ท่ามกลางโลกดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดและการแสดงออกด้านคุณธรรม พร้อมจัดเวที “THE MORAL SURVIVAL” ชวนถอดรหัส “เราจะรอดอย่างไร โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ไว้ข้างหลัง”

    รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวถึงภาพรวมดรรชนีคุณธรรมปี 2569

    รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า “คุณธรรม” ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงหลักคิดหรือคำสวยหรู แต่ต้องสะท้อนผ่านพฤติกรรมจริง โดยเฉพาะเมื่อผู้คนต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้านและตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต ทั้งนี้ รายงานผลสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2569 มุ่งสะท้อนระดับพฤติกรรมคุณธรรมของคนไทยแต่ละช่วงวัย รวมถึงบริบทที่ทำให้การ “ทำสิ่งที่ถูกต้อง” มีความซับซ้อนมากขึ้น

    ผลสำรวจพิจารณาพฤติกรรมคุณธรรม 5 มิติ ได้แก่

    • พอเพียง
    • วินัย
    • สุจริต
    • จิตสาธารณะ และ
    • กตัญญู

    โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) แบ่งประชากรศึกษาเป็น 3 ช่วงวัย คือ วัยรุ่นและวัยเยาวชน อายุ 13–24 ปี วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 25–40 ปี และวัยกลางคนและวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย อายุ 41 ปีขึ้นไป พบว่า วัย 13–24 ปี มีคะแนนเฉลี่ย 4.53 วัย 25–40 ปี 4.39 และวัย 41 ปีขึ้นไป 4.79 ขณะที่คะแนนเฉลี่ยรวมของประเทศอยู่ที่ 4.63 จาก 6 คะแนน โดยทั้งหมดอยู่ในระดับ “พอใช้”

    ทั้งนี้ กลุ่มอายุ 25–40 ปีเป็นช่วงที่ต้องรับผิดชอบหลายด้าน ทั้งการทำงาน การสร้างฐานะ การดูแลครอบครัว การเลี้ยงดูบุตร และการรับผิดชอบต่อคนต่างรุ่น ขณะเดียวกันยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้โจทย์คุณธรรมไม่ได้อยู่เพียงการรู้ว่าอะไรถูกหรือผิด แต่รวมถึงการรักษาหลักการเมื่อการทำสิ่งที่ถูกต้องอาจมีต้นทุนต่อชีวิต การงาน หรือความสัมพันธ์

    รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม

    รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวว่า โลกดิจิทัลไม่ได้ทำให้คุณธรรมหมดความหมาย แต่เปลี่ยน “วิธีทำความดี” และทำให้การตัดสินใจซับซ้อนขึ้น เมื่อผู้คนต้องอยู่ท่ามกลางข้อมูลจำนวนมาก อัลกอริทึม โซเชียลมีเดีย และ AI ที่เข้ามามีบทบาทในการสื่อสาร การทำงาน และการใช้ชีวิต คุณธรรมจึงต้องแปลงจากหลักการสู่พฤติกรรมที่เห็นได้จริง เช่น การรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เผยแพร่ การเคารพผู้อื่น การรู้เท่าทันเทคโนโลยี การไม่เอาเปรียบ และการคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่น

    ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของเวทีวิชาการประจำปี 2569 “THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด” ซึ่งชวนตั้งคำถามว่า “เราจะเอาตัวรอด โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร?” ผ่านแรงกดดัน 3 ระดับ ได้แก่

    • โลก
    • ธรรมชาติ และ
    • ความสัมพันธ์

    โจทย์ใหญ่คือเริ่มเปลี่ยน “ผู้ใหญ่” ไม่ส่งต่อพฤติกรรมสู่คนรุ่นถัดไป

    รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวว่า โจทย์ใหญ่วันนี้ไม่ใช่สอนเด็ก แต่ต้องเริ่มเปลี่ยนที่ “ผู้ใหญ่” โดยเฉพาะวัย 25–40 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังทำงาน สร้าง GDP ให้ประเทศ และรับผิดชอบทั้งพ่อแม่และลูก เมื่อพฤติกรรมของผู้ใหญ่มีผลต่อการเรียนรู้และการเติบโตของคนรุ่นใหม่ จึงควรเริ่มการเปลี่ยนแปลงจากผู้ใหญ่ เพื่อไม่ให้แรงกดดันจากเศรษฐกิจ สังคม และความคาดหวังถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป

    เพาาะในระดับพฤติกรรม ควรเสนอให้รักษาจุดแข็งด้านความกตัญญูของสังคมไทย พร้อมส่งเสริมความพอเพียงและความสุจริต รวมถึงเพิ่มวินัยและความรับผิดชอบในกลุ่มวัยพ่อแม่ โดยเชื่อมโยงการส่งเสริมคุณธรรมกับบริบทชีวิตจริง ไม่จำกัดอยู่เพียงห้องเรียน

    ขณะเดียวกัน การสร้างคุณธรรมยุคใหม่ควรเปลี่ยนจากการ “สอนให้เป็นคนดี” ไปสู่การสร้างเงื่อนไขให้คนประพฤติดีได้จริง โดยเฉพาะการเสริมทักษะรู้เท่าทันสื่อและ AI เพื่อรับมือกับข้อมูล เทคโนโลยี และรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนไป พร้อมรักษาความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ และการคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้อื่น แนวทางนี้มุ่งสร้าง “ระบบนิเวศคุณธรรม” ที่เอื้อต่อการทำความดีแม้ต้องเผชิญแรงกดดันของโลกยุคใหม่

    อีกด้านหนึ่ง ศูนย์คุณธรรมเสนอให้เสริมพลัง “ชุมชน” ผ่านการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่และเครื่องมืออย่างธรรมนูญชุมชน ธนาคารความดี และกองทุนหมู่บ้าน ควบคู่กับการทำงานของครอบครัว โรงเรียน และสังคม เพื่อให้การส่งเสริมคุณธรรมตอบโจทย์ปัญหาในแต่ละพื้นที่ และเกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต

    เปิดเวที “THE MORAL SURVIVAL”

    นอกจากนี้ ภายในงานมีการเสวนา SESSION: SURVIVE THE CLIMATE พูดถึงผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความไม่เท่าเทียมในการรับภาระจากการเปลี่ยนแปลง โดยมี “สฤณี อาชวานันทกุล” และ “ชณัฐ วุฒิวิกัยการ” หรือ KongGreenGreen ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องความเป็นธรรมและความรับผิดชอบร่วมกัน

    เวทีเสวนา SESSION: SURVIVE THE CLIMATE

    โดย SESSION: SURVIVE TOGETHER ชวนสำรวจคุณธรรมในความสัมพันธ์ เมื่อเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโซเชียลมีเดียทำให้คนในครอบครัวและสังคมมีประสบการณ์และมุมมองต่อคำว่า “ถูกต้อง” แตกต่างกันมากขึ้น จาก ศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโฮสต์รายการ Open Relationship ร่วมกับ ณัฐธีร์ โกศลพิศิษฐ์ พิธีกร คุณพ่อลูก 4 และผู้ก่อตั้งเพจ Around the Learn

    ยังมี SESSION: SURVIVE THE WORLD ที่ช่วยขยายภาพไปสู่แรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงของโลก เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ผ่านมุมมองของ “ธนา เธียรอัจฉริยะ” นักบริหารและนักคิด และ รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/669969&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EJDc-TKpNiDan_2STDVtT

  • เอกนิติ” ลั่น “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ไม่ได้หาเสียง หวังกระตุ้นเม็ดเงินศก. – สยามรัฐ

    เอกนิติ” ลั่น “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ไม่ได้หาเสียง หวังกระตุ้นเม็ดเงินศก. – สยามรัฐ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย ว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ดำเนินการภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เกิดจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่อง 3 ระลอก ทั้งราคาน้ำมันพุ่งสูงและเกิดการขาดแคลน สินค้าแพงขึ้นกระทบค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชนหดตัวเนื่องจากรายได้ปรับขึ้นไม่ทัน

    ทั้งนี้ โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ออกแบบให้รัฐบาลร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% พร้อมกำหนดวงเงินใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท เพื่อเน้นการช่วยบรรเทาค่าครองชีพแบบทยอยจ่ายไม่ให้เกิดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และบริหารงบประมาณที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับประโยชน์กว่า 26 ล้านคน และร้านค้ารายย่อยตัวเล็กตัวน้อยหาบเร่แผงลอยกว่า 1.2 ล้านราย

    “เม็ดเงินโครงการในช่วง 3 เดือน ที่ผ่านมา มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อประคองกำลังซื้อไปแล้วกว่า 160,000 ล้านบาท กระจายตัวอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครเพียง 16% เท่านั้น และ 84% กระจายตัวอยู่ตามต่างจังหวัดทั่วประเทศ”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะที่การตัดสินใจขยายโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2” ออกไปอีก 2 เดือน วงเงิน 1,000 บาท ด้วยวงเงินที่เหลืออยู่ประมาณ 46,000 ล้านบาท จากเงินกู้ก้อนแรก วงเงิน 200,000 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบประชาชนจากวิกฤตราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม การจัดสรรงบประมาณอุดหนุนช่วยเหลือไม่สามารถทำได้ตลอดไป และต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืนเพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าสูงถึง 65% เบื้องต้นได้ออกมาตรการอุดหนุนโซลาร์เซลล์(Solar Cell) วงเงิน 50,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 20–30% และสามารถขายให้รัฐบาลได้ด้วย

    ”รัฐบาลยืนยันไม่ใช่นโยบายประชานิยมหาเสียงทางการเมือง หากหาเสียงคงนำเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานมาเติมไทยช่วยไทย พลัส เฟส2เพิ่มแล้ว และจ่ายไปเรื่อย ๆ ย้ำบริหารภายใต้กรอบวงเงินเยียวยาภาระประชาชนก้อนแรกเพื่อยึดวินัยการคลังเคร่งครัด” นายเอกนิติ กล่าว

    ขณะเดียวกัน มุมมองกระแสสังคมมองถึงบทบาทหน้าที่รับผิดชอบที่ครอบคลุมทั้งด้านการขับเคลื่อนการลงทุน การกำกับดูแลวินัยการเงินการคลังของประเทศ และการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัย จนได้รับฉายาว่าเป็น “เดอะแบก” ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ยอมรับว่าในภาวะที่โลกเผชิญวิกฤตการทำงานย่อมมีความเหน็ดเหนื่อยเป็นเรื่องธรรมดาของทุกคน และหายเหนื่อยได้เพราะรอยยิ้มประชาชนจากผลสัมฤทธิ์ของนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล

    ด้านแรงบันดาลใจและภาพความหวังที่ทำให้ตัดสินใจลาออกจากชีวิตข้าราชการ เพื่อก้าวเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบันนั้น เกิดจากแนวคิดที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน และตั้งใจที่จะนำเวลา 24 ชั่วโมงของตนเองในทุก ๆ วันมาทำประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศชาติในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่ท้าทายนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/324365&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1240J761CBPBcePYos__bh