Category: เศรษฐกิจ

  • “เอกนิติ” เผย GDP โต 2.8% ไตรมาสแรกดีกว่าคาด ผลจากเร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยช่วยไทยพลัส

    “เอกนิติ” เผย GDP โต 2.8% ไตรมาสแรกดีกว่าคาด ผลจากเร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยช่วยไทยพลัส

    “รองนายกฯ เอกนิติ” เร่งเครื่องเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” 2 แสนล้าน  ชี้ GDP โต 2.8% ดีกว่าคาด ลงทุนเอกชนพุ่ง 10.1% สูงสุดในรอบ 11 ปี เผยเตรียมออกมาตรการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ช่วยเกษตรกร

    วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการแถลงภาพรวมเศรษฐกิจไทยโดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในไตรมาสที่ 1 ว่า ขยายตัวที่ระดับ 2.8% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยหลักคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการลงทุนรวมของทั้งประเทศขยายตัวถึง 9.9% ตัวเลขที่โดดเด่นที่สุดคือการลงทุนของภาคเอกชนที่พุ่งสูงถึง 10.1% ซึ่งถือเป็นการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี

    “ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านโยบายเศรษฐกิจที่ดำเนินการมาก่อนเกิดวิกฤตสงคราม โดยเฉพาะนโยบาย Quick Big Win กระตุ้นสั้นแต่ได้ผลยาว เริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การปลดล็อกข้อจำกัดผ่านโครงการ BOI Fast Pass ยังช่วยเร่งให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น” 

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s ปรับมุมมองต่อประเทศไทยในทิศทางที่บวกขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพจากการลงทุนของเอกชนที่กลับมาฟื้นตัวหลังจากที่ประเทศไทยขาดการลงทุนขนาดใหญ่มาเป็นเวลานาน 

    ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกในไตรมาสแรกก็ยังคงขยายตัวได้ดี เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งส่งออกสินค้าก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะบังคับใช้มาตรการ 301 ในช่วงปลายปี

    อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีประเมินว่า ตัวเลขจีดีพีที่เติบโตในไตรมาส 1 เป็นเพียงภาพสะท้อนจาก “กระจกหลัง” เพราะเมื่อมองไปที่ถนนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงมีความขรุขระและมีความท้าทายรออยู่ ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสงครามที่ปะทุขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมอย่างเต็มที่ เนื่องจากรัฐบาลได้เข้าตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรในขณะนั้น

    ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจที่จะตามมาอีกหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤติพลังงานโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากโครงสร้างพลังงานถูกทำลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันจะไม่อยู่ในระดับต่ำอีกต่อไป

    ต่อมาคือ วิกฤติเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งเริ่มสะท้อนในอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเม.ย. ขยับสูงขึ้นถึง 2.9% สัญญาณที่น่ากังวลคือดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เริ่มพลิกกลับมาเป็นบวก ในขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังคงติดลบในไตรมาสแรก บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจกำลังแบกรับต้นทุนและถูกบีบกำไร (Margin) ไว้ ซึ่งเมื่อธุรกิจไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ไหวและต้องส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภค จะทำให้เกิดปัญหาค่าครองชีพและปัญหาสภาพคล่องปากท้องของประชาชน

    “สภาวการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ เมื่อภาวะที่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้และกำลังซื้อของผู้คนกลับลดลง ซึ่งหากไม่รีบแก้ไขอาจลุกลามไปสู่การเลิกจ้างงานได้ในอนาคต”

    นายสันติธาร กล่าวว่า ปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบันเกิดจากฝั่งต้นทุนที่สูงขึ้น (Cost-push inflation) ไม่ได้เกิดจากฝั่งอุปสงค์หรือกำลังซื้อที่ร้อนแรง ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินด้วยการเร่งขึ้นดอกเบี้ยอาจทำได้ยากและอาจไปซ้ำเติมให้เศรษฐกิจหดตัวลงไปอีก

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤติปากท้อง รัฐบาลเตรียมนำเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยจะดึงเม็ดเงินจำนวน 200,000 ล้านบาท จากวงเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท มาใช้ดำเนินการ โครงการนี้จะใช้โมเดลการร่วมจ่าย รัฐบาลสมทบ 60% และประชาชนจ่าย 40% มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยและคนตัวเล็กในสังคม

    “โครงการนี้มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวของเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ้างอิงจากโครงการลักษณะเดียวกันในอดีตที่พบว่า ยอดการจับจ่ายใช้สอยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15% ในขณะที่อีก 85% กระจายออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีเชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม SME ด้วย”

    นอกจากการเยียวยาระยะสั้นแล้ว รัฐบาลยังมีเป้าหมายใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก. กู้เงิน ในการปรับโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว ด้วยการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ด้านพลังงานและต้นทุน โดยอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงคมนาคมเพื่อผลักดันกลุ่มรถบรรทุกหัวลากขนส่งให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า รวมทั้งสนับสนุนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ที่ผสมปาล์มน้ำมันในประเทศให้มากขึ้น แนวทางนี้ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันถาวร เพื่อไม่ให้รัฐบาลต้องนำเงินไปอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเพียงอย่างเดียวอย่างไม่สิ้นสุด

    ส่วนในภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน รัฐบาลเตรียมออกมาตรการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแบบเฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ บอร์ด BOI ยังได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการเหมืองแร่โปแตชอาเซียน เพื่อผลิตวัตถุดิบทำปุ๋ยใช้เองในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรในระยะยาว

    ในมิติของนโยบายการเงินและการคลัง รองนายกรัฐมนตรีอธิบายว่า พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) และนโยบายการคลังเป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในเวลานี้

    สำหรับข้อกังวลด้านหนี้สาธารณะ นายเอกนิติระบุว่า หากรัฐบาลไม่ดำเนินการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจและการลงทุนเดินหน้าต่อไปได้ จีดีพีของประเทศจะหดตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบทางคณิตศาสตร์ให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งทะลุ 70% ได้โดยอัตโนมัติ แต่ด้วยการดำเนินนโยบายในปัจจุบัน คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปีนี้จะอยู่ที่ระดับไม่ถึง 68% และจะขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 69% ในช่วงปี 2571-2572 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารจัดการ

    รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้แตกต่างจากอดีต ไม่เหมือนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่จีดีพีติดลบ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 ที่ส่งออกพังทลาย แต่วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตปากท้องที่ตัวเลขจีดีพีโดยรวมอาจไม่ได้ดูแย่ แต่จะสะท้อนความรุนแรงออกมาในรูปของเงินเฟ้อและภาระค่าครองชีพของประชาชนแทน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันนโยบายเยียวยาควบคู่ไปกับการรักษาเครื่องยนต์การลงทุน เพื่อขยายขีดความสามารถของประเทศในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2933752&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rsCjZijwMPGQ5q9hVE3dh

  • คนไทยเบรกกู้ 4 แสนล้าน! 96.92% “ห่วงใช้ผิด-ไม่ไว้ใจกู้” ชี้ เศรษฐกิจยังไม่วิกฤตถึงขั้นต้องก่อ “หนี้ผูกพันก้อนโต”

    คนไทยเบรกกู้ 4 แสนล้าน! 96.92% “ห่วงใช้ผิด-ไม่ไว้ใจกู้” ชี้ เศรษฐกิจยังไม่วิกฤตถึงขั้นต้องก่อ “หนี้ผูกพันก้อนโต”

    เปิดตัวเลขผลสำรวจทุกมิติ จากการสำรวจความเห็นประชาชนในประเด็นว่า เศรษฐกิจไทยวิกฤตถึงขั้นต้องกู้ 4 แสนล้านบาทหรือไม่ ประชาชนระบุว่า:

    -ยังไม่จำเป็น ใช้งบเดิมก่อน ยังไม่ต้องกู้ฉุกเฉิน 36.79%

    -ถ้าจะกู้ ต้องกู้น้อยกว่านี้ 22.69%

    -ไม่ควรกู้เลย 22.61%

    -ยังไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 10.94%

    -จำเป็น ต้องกู้เต็ม 4 แสนล้าน 6.97%

    คนไทยเบรกกู้ 4 แสนล้าน! 96.92%

    เมื่อถามว่า ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทหรือไม่ ประชาชนตอบว่า:

    -เห็นด้วยมาก: ต้องตรวจสอบเข้ม 48.78%

    -เห็นด้วยบ้าง: แต่กลัวช่วยช้า 17.91%

    -ควรให้รัฐสภา ไม่ต้องถึงศาล 15.15%

    -ไม่เห็นด้วย: รัฐบาลควรตัดสินใจเรื่องปากท้องได้ ไม่ควรติดเรื่องกฎหมาย 11.59%

    -ไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 6.56%

    ส่วนประเด็นความเห็น หากรัฐบาลใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไปก่อนรัฐสภาอนุมัติ ประชาชนระบุว่า:

    -ไม่เห็นด้วย ควรผ่านรัฐสภาก่อน ไม่ด่วนทำ 66.13%

    -เห็นด้วย ปากท้องรอไม่ได้ 14.18%

    -เป็นเกมการเมือง: รัฐบาลมั่นใจว่าคุมเสียง ส.ส. ให้โหวตผ่านได้ 12.72%

    -ไม่แน่ใจ/ไม่ทราบ 6.97%

    ส่วน สิ่งความห่วงกังวลมากที่สุดกับการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ประชาชนระบุว่า:

    -เอื้อทุนใหญ่ ชาวบ้าน/คนไทยไม่ได้ประโยชน์มากนัก 30.06%

    -ทุจริต/มีเงินทอน ไม่โปร่งใส 26.99%

    -ใช้เงินไม่คุ้มค่า 24.72%

    -หวังผลการเมือง หาเสียง/ประชานิยม 15.15%

    -ไม่กังวล (มั่นใจรัฐบาล) เชื่อว่าจะใช้เงินแก้วิกฤตได้คุ้มค่า 3.08%

    เมื่อถามว่า เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ควรใช้ทำอะไรมากที่สุด ประชาชนเห็นว่า:

    -ควรนำไปสร้างงาน เพิ่มรายได้ 27.07%

    -ลดค่าครองชีพทันที 19.37%

    -ลงทุนระยะยาว พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจใหม่ 18.56%

    -ช่วยคนรายได้น้อย-กลุ่มเปราะบาง 12.48%

    -ทำโครงการคนละครึ่งพลัส / ร่วมจ่าย 9.00%

    -ช่วย SMEs / ร้านค้ารายเล็ก 8.67%

    -ไม่แน่ใจ / ไม่ทราบ 4.86%

    ในประเด็น โครงการคนละครึ่งพลัส-ไทยช่วยไทยพลัส ควรตัดสิทธิคนรายได้สูงออกหรือไม่ ประชาชนตอบว่า:

    -เห็นด้วยมาก 34.04%

    -ค่อนข้างเห็นด้วย 31.20%

    -ไม่ค่อยเห็นด้วย 17.75%

    -ไม่เห็นด้วยเลย 10.13%

    -ไม่แน่ใจ / ไม่ทราบ 6.88%

    หากรัฐบาลต้องช่วยกลุ่มคนเปราะบางควรหาเงินด้วยวิธีใด ประชาชนระบุว่า:

    -โยกจากงบเดิมก่อน ตัด-ลดงบที่ยังไม่จำเป็น ไม่สร้างหนี้เพิ่ม 38.11%

    -ใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน โยกงบเดิมก่อน หากไม่พอค่อยกู้เท่าที่จำเป็น 37.24%

    -กู้เงินก้อนใหม่ ใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน เพื่อช่วยเหลือโดยตรง 16.52%

    -ไม่แน่ใจ / ไม่ทราบ 8.13%

    คนไทยเบรกกู้ 4 แสนล้าน! 96.92%

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้วิเคราะห์นัยยะเพิ่มเติมจากผลไอเอฟดีโพลไว้ดังนี้:

    1) ห่วงใช้ผิด โดย 96.92%: ประชาชนกังวลว่าเงินกู้ 4 แสนล้าน จะเอื้อทุนใหญ่ 30.06% ทุจริต/มีเงินทอน 26.99% ใช้เงินไม่คุ้มค่า 24.72% และ หวังผลการเมือง 15.15% รวมเป็น 96.92% สะท้อนว่าโจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ “กู้ได้ไหม” แต่คือ เงินจะไปถึงใคร

    2) ไม่ชอบให้กู้ 82.09%: กลุ่มที่เห็นว่า ยังไม่จำเป็น ใช้งบเดิมก่อน 36.79% ถ้าจะกู้ต้องกู้น้อยกว่านี้ 22.69% และ ไม่ควรกู้เลย 22.61% รวมเป็น 82.09% สะท้อนว่า ประชาชนยังไม่ยอมรับเหตุผลของการกู้เต็ม 4 แสนล้านบาท

    3) ให้ช่วยคนตัวเล็ก 76.59%: ประชาชนอยากให้เงินลงสู่เศรษฐกิจฐานล่าง ได้แก่ สร้างงาน เพิ่มรายได้ 27.07% ลดค่าครองชีพ 19.37% ช่วยคนรายได้น้อย-กลุ่มเปราะบาง 12.48% คนละครึ่ง/ร่วมจ่าย 9.00% และ ช่วย SMEs/ร้านค้ารายเล็ก 8.67% รวมเป็น 76.59%

    4) อย่ากู้มาแจกคนตัวเล็ก 75.35%: ประชาชนเห็นว่าควร โยกงบเดิมก่อน 38.11% หรือ โยกงบเดิมให้มากที่สุด หากไม่พอค่อยกู้ 37.24% รวมเป็น 75.35% สะท้อนว่า คนไทยอยากช่วยกลุ่มเปราะบาง แต่ไม่อยากให้ใช้เป็นเหตุผลกู้ใหม่ทันที

    5) สร้างผลลัพธ์จริง 54.30%: ได้แก่ สร้างงาน เพิ่มรายได้ 27.07% ลงทุนระยะยาวด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจใหม่ 18.56% และ ช่วย SMEs/ร้านค้ารายเล็ก 8.67% สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงมาตรการบรรเทาระยะสั้น แต่ต้องการให้เงินรัฐสร้าง กำลังซื้อใหม่ ฐานรายได้ใหม่ และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยืนได้จริง

    6) ต้องมีศาลรัฐธรรมนูญและรัฐสภาตรวจสอบ 81.84%: ประชาชนต้องการให้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทผ่านด่านตรวจสอบก่อนใช้เงิน ทั้งเห็นด้วยมากให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ 48.78% เห็นด้วยบ้างแต่กลัวช่วยช้า 17.91% และ เห็นว่าควรให้รัฐสภาตรวจสอบ 15.15% สะท้อนว่าเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ไม่ควรอยู่ในมือรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่ต้องมีทั้งด่านกฎหมายและด่านรัฐสภา

    7) ทำเป็นพระราชบัญญัติผ่านสภา ไม่ใช่เป็นพระราชกำหนด 66.13%: ประชาชนไม่เห็นด้วยให้รัฐบาลใช้เงินกู้ก่อนสภาอนุมัติ 66.13% สะท้อนว่าคนยังต้องการให้เงินก้อนใหญ่ผ่านสภาแบบ พ.ร.บ. ไม่ใช่ใช้ พ.ร.ก. เป็นทางลัดกู้ก่อน ตรวจทีหลัง

    8) หากกู้แบบนี้ รัฐบาลเสียมากกว่าได้: หากเทียบกรอบนโยบายรัฐบาล คือ 2 แสนล้านลงทุนพลังงานระยะยาว 18.56% และอีก 2 แสนล้านจากไทยช่วยไทยพลัส ได้แก่ คนละครึ่งพลัส 9.00% และ ช่วยกลุ่มเปราะบาง/บัตรคนจน 12.48% รวมแรงหนุนเพียง 40.04% สะท้อนว่าฐานรองรับยังไม่ถึงครึ่ง หากเดินหน้าโดยไม่ลดวงเงิน ไม่เปิดแผน และไม่พิสูจน์ความคุ้มค่า อาจได้เม็ดเงิน แต่เสียความชอบธรรมทางการเมือง

    #กู้เงิน4แสนล้าน #ไอเอฟดีโพล #เศรษฐกิจไทย #งบประมาณปี2569 #คนละครึ่งพลัส #ดรแดน #เกรียงศักดิ์เจริญวงศ์ศักดิ์ #การเมืองไทย #ตรวจสอบเงินกู้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378977599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yabInvUXweBU5KvbppAtC

  • ‘แลนด์บริดจ์’ กระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำลายสิ่งแวดล้อม

    ‘แลนด์บริดจ์’ กระตุ้นเศรษฐกิจหรือทำลายสิ่งแวดล้อม

    โครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ แลนด์บริดจ์ (Landbridge) เมกะโปรเจกต์เศรษฐกิจใช้เงินกว่าหนึ่งล้านล้านบาท เป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและก้าวสู่การเป็นฮับโลจิสติกส์โลก ด้วยการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ผ่านท่าเรือน้ำลึกแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว จังหวัดชุมพร  รัฐบาลอนุทินประกาศเดินหน้าต่อภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569  ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์เคยผลักดันแลนด์บริดจ์ รัฐบาลประยุทธ์เริ่มการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในหลายด้านตั้งแต่ช่วงมีนาคม 2564 เป็นต้นมา

    ปัจจุบันโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร ยังขาดความชัดเจนเรื่องเส้นทางเดินเรือทั้งฝั่งตะวันตก (ทะเลอันดามัน) และฝั่งตะวันออก (อ่าวไทย) รวมทั้งการตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ยังไม่ครอบคลุม ไม่ครบถ้วน และไม่โปร่งใสมากพอที่จะเริ่มดำเนินโครงการได้จริง ทั้งที่เรื่องระบบนิเวศและวิถีชุมชนมีความสำคัญไม่น้อยกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ประมาณการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต  ส่งผลให้นักวิชาการนักอนุรักษ์ทางทะเล และภาคประชาชนต่างออกมาแสดงข้อห่วงใยและความเสี่ยงผลกระทบด้านต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากแลนด์บริดจ์สองฝั่งเริ่มดำเนินการ

    สุภาภรณ์  มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)  กล่าวว่า รัฐบาลประกาศเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร เป็นโครงการขนาดใหญ่และปฏิเสธไม่ได้ว่า เชื่อมโยง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC กฎหมายฉบับนี้จะบริหารจัดการพื้นที่ใหม่ เปิดให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนเช่าที่ดิน ครอบครองที่ดิน เอาแรงงานตนเองเข้ามา ใช้สกึลเงินตัวเองได้ การเปิดช่องครั้งนี้ของรัฐบาลเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนมาลงทุนในอุตสาหกรรมและโครงการต่อเนื่องแลนด์บริดใช่หรือไม่  ตอนนี้ยังไม่เปิดเผยข้อมูลชัดเจนต่อสาธารณะ เปิดเพียงแค่กฎหมายเอื้อกลุ่มทุน  ขณะนี้พูดถึงเพียงผลกระทบจากการก่อสร่างท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนองเป็นหลัก แต่โครงการแลนด์บริดจ์ยังมีรถไฟทางคู่ 2  เส้นที่มาคู่ขนานกัน  รวมถึงมอเตอร์เวย์ระยะ 109 กิโลเมตร เส้นทางพาดผ่านพื้นที่ต่างๆ  รวมถึงระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ   เรียกร้องให้เปิดข้อมูลของโครงการทั้งหมด ความเห็นทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง แต่เป็นเสียงสำคัญประกอบการตัดสินใจ

    “ ชาวบ้านตั้งคำถามการถมทะเลสองฝั่ง ระนองมีศักยภาพเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์มาก โดยเฉพาะดอนตาแพ้ว ชาวประมงพื้นบ้านใช้เป็นแหล่งประกอบอาชีพที่สำคัญ ความสมบูรณ์ไม่เพียงหล่อเลี้ยงอาชีพประมง ผู้ประกอบการรายเล็ก แพปลา มีรายได้ต่อเนื่องในพื้นที่ ส่งขายทั้งในพื้นที่และทั่วประเทศ ระนองศึกษามรดกโลก มีศักยภาพ   เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่จะพัฒนา ต่อยอด ศักยภาพของชุมชน  ชาวบ้านในพื้นที่ ท่าเรือน้ำลึกจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวระนอง นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้เวลาพักผ่อนกับธรรมชาติบริสุทธิ์ ไม่ต่างกันชุมพร ใต้ทะเลสวยงาม ปะการังสมบูรณ์ ระนองมีการศึกษามรดกโลก มีศักยภาพ สิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ในร่างรายงาน EHIA ของทั้งสองฝั่งทะเลไทย “ สุภาภรณ์ กล่าว

    ผู้จัดการ EnLAW ย้ำเมื่อข้อมูลไม่ครบถ้วน ผิดพลาดสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร( สนข.)ยังยืนยันเดินหน้ายื่นเล่มรายงาน EHIA ให้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ. ) ซึ่งต้องทบทวน ไทยมีบทเรียนการลงทุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นำมาสู่หายนะอย่างรวดเร็ว  

    ส่วนความเคลื่อนไหวจาก กรีนพีซ ประเทศไทย มูลนิธิภาคใต้สีเขียว กลุ่ม Beach For Life มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ นักวิจัยทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดกิจกรรมเปิดข้อมูลผลสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินให้กับชุมชนในพื้นที่ระนองและชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร พร้อมถกทิศทางการพัฒนาพื้นที่ที่สอดคล้องกับฐานทรัพยากรกับชาวประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการ เครือข่ายรักษ์ระนอง ชุมชนมอแกน เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ และชุมชนชายฝั่งปากน้ำหลังสวน เมื่อวันที่ 10-11 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา

    การเก็บตัวอย่างดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทำกระบวนการวิทยาศาสตร์พลเมือง ดำเนินการเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2568 บริเวณพื้นที่ที่ตั้งของโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ระนอง – ชุมพร รวมถึงบริเวณดอนตาแพ้ว แม้พื้นที่ดอนตาแพ้วจะอยู่นอกขอบเขตการจัดทำรายงาน EHIA ของโครงการฯ แต่เป็นพื้นที่สำคัญต่อวิถีชีวิตและการทำประมงพื้นบ้านของชุมชนในจังหวัดระนอง

    การสำรวจครั้งนี้เก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลหน้าดินใน 3 พื้นที่สำคัญ ได้แก่  บริเวณแหลมอ่าวอ่าง บริเวณดอนตาแพ้ว ในจังหวัดระนอง และบริเวณแหลมริ่วในจังหวัดชุมพร ในแต่ละบริเวณจะมีการเก็บตัวอย่างบริเวณละ 5 สถานี สถานีละ 3 ซ้ำ เพื่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล

    ผลการสำรวจพบว่า พื้นที่ศึกษามีสัตว์ทะเลหน้าดินหลากหลายกลุ่ม สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ระบบนิเวศชายฝั่ง และบทบาทสำคัญของสัตว์หน้าดินในฐานะฐานของห่วงโซ่อาหารทะเล ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาผลกระทบของโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากสัตว์ทะเลหน้าดินเป็นอาหารของสัตว์ทะเลหลายชนิด เชื่อมโยงโดยตรงกับความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งประมงพื้นบ้าน

    อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างร่างรายงาน EHIA กับผลสำรวจภาคประชาชนจำเป็นต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากทั้งสองชุดข้อมูลมีจำนวนสถานี วิธีการเก็บตัวอย่าง และขอบเขตพื้นที่สำรวจแตกต่างกัน จึงไม่ควรเปรียบเทียบจำนวนรวมแบบตรงไปตรงมา แต่เมื่อนำข้อมูลจากจุดสำรวจที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันมาพิจารณา พบว่า ผลสำรวจภาคประชาชนแสดงจำนวนชนิดและความหนาแน่นของสัตว์ทะเลหน้าดินสูงกว่าค่าที่ปรากฏในร่าง EHIA ในหลายจุด ความแตกต่างนี้ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการทบทวน ตรวจสอบ และสำรวจข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มเติม ก่อนใช้ประกอบการตัดสินใจเดินหน้าโครงการ

    สำหรับข้อค้นพบสำคัญ ผลสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินในพื้นที่แหลมอ่าวอ่าง ดอนตาแพ้ว และแหลมริ่ว ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์เป็นพื้นที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศ เป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งเป็นฐานของห่วงโซ่อาหารทะเลและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง

    ในพื้นที่ฝั่งระนอง ซึ่งครอบคลุมบริเวณอ่าวอ่างและดอนตาแพ้ว พบสัตว์ทะเลหน้าดินทั้งหมด 10 ไฟลัม (Phylum) รวม 447 ชนิด โดยบริเวณพื้นที่ดอนตาแพ้วเป็นพื้นที่ที่พบความหลากหลายและความหนาแน่นสูดที่สุดใการสำรวจครั้งนี้ คือพบสัตว์หน้าดินทั้งหมด 10 ไฟลัม (Phylum) รวม 333 ชนิด

    ในพื้นที่แหลมริ่ว อำเภอหลังสวนจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการฝั่งอ่าวไทย พบสัตว์ทะเลหน้าดินทั้งหมด 8 ไฟลัม รวม 107 ชนิด และค่าดัชนีความหลากหลายอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง สะท้อนว่าทะเลบริเวณแหลมริ่วยังคงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหน้าดิน

    ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิจัยทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หัวหน้าทีมวิจัย  กล่าวว่า  วันที่ตนลงพื้นที่ไปสำรวจมีเรือประมงเป็นร้อยลำอยู่ตรงนั้น แม้พื้นที่ตรงนั้นไม่มีหญ้าทะเล แต่เพราะพื้นใต้ทะเลคือพื้นโคลนที่มีสัตว์หน้าดินเต็มไปหมด ระบบนิเวศป่าชายเลนและปากแม่น้ำ เป็นแหล่งก่อกำเนิดสัตว์อีกหลากหลายชนิด ทุกปีมีสัตว์เข้า ๆ ออก ๆ มาวางไข่ในป่าชายเลน สัตว์เหล่านี้ในระบบนิเวศนี้เป็นทั้งแหล่งอาหาร เป็นแหล่งทำมาหากินของประมงพื้นบ้าน และเป็นระบบนิเวศที่ก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของระนอง   ผลการสำรวจครั้งนี้ทำให้เชื่อว่ายังมีสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่อยู่นอกชายฝั่ง นอกดอนตาแพ้วเข้ามาหาอาหารบริเวณนี้ 

    สำหรับที่ชุมพร ศักดิ์อนันต์ กล่าวว่า รูปแบบการทำประมงของจังหวัดชุมพรแตกต่างจากจังหวัดระนองส่วนใหญ่จับปลากลางน้ำมากกว่า เช่น ปลาอินทรี ปลาทู ขณะที่ระนองเป็นประมงชายฝั่งมากกว่า จึงพบปริมาณสัตว์ทะเลหน้าดินสูงกว่า อย่างไรก็ตาม หากมีการไปสำรวจเพิ่มเติมบริเวณกองหินปากน้ำหลังสวนที่เป็นแหล่งทำประมงสำคัญของชุมพร อาจพบความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศสูงกว่าพื้นที่ที่สำรวจในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

    นักวิจัยทางทะเล กล่าวด้วยว่า หากท่าเรือภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์เกิดขึ้นที่เเหลมริ่ว เเละ เเหลมอ่าวอ่างตามที่ได้มีการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพไม่มีทางที่จะคิดเป็นอื่นไปได้เลยว่า เส้นทางเดินเรือสมุทรที่จะเข้าท่าเรือจะผ่านเเนวหมู่เกาะสุรินทร์ เกาะสิมิลัน เเละกองหินริเชอริวในฝั่งทะเลอันดามันเหนือ ส่วนฝั่งอ่าวไทย ถ้าวิ่งตรงจากเเหลมริ่วจะไปพบกับหินใบ เกาะเต่า เเละกองหินชุมพร  ทั้งหมด คือ เเนวภูเขาใต้น้ำที่มีระบบนิเวศปะการังที่สำคัญของโลก ริเชอริวร็อค คือ จุดดำน้ำที่ติด 1 ใน 5 ของโลก เกาะเต่าคือโรงเรียนของนักดำน้ำ ทั้งหมดจะได้รับผลกระทบอย่างเเน่นอนจากเส้นทางเดินเรือภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์ ซึ่งละเลยการศึกษาในส่วนนี้ไป มีพูดถึงพื้นที่ตั้งโครงการเพียง 5 กิโลเมตร ในรายงาน EHIA เเต่ผลกระทบตลอดเเนวเส้นทางเดินเรือไม่ได้ถูกศึกษาเเละพูดถึง

    เกตน์สิรี ทศพลไพศาล นักรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร  กรีนพีซ ประเทศไทยกล่าวว่า  จุดประสงค์หลักของกระบวนการวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองคือการเสริมพลังอำนาจให้ชุมชน การเชื่อมโยงความรู้ท้องถิ่นกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์แล้วแปลมันออกมาเป็นนโยบายที่มีทั้งความรู้ชุมชนและหลักวิชาการรองรับ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาที่มาจากฐานรากอย่างแท้จริง จากผลวิจัยสัตว์หน้าดินและการคุยกับชุมชนในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าองค์ความรู้ท้องถิ่นนั้นมีค่ามาก จำนวนชนิดและความหนาแน่นของสัตว์ทะเลหน้าดินที่ดอนตาแพ้ว คือ เครื่องยืนยันความรู้ของชุมชนท้องถิ่นเรื่องกระแสน้ำ ทิศทางลม การจดจำภูเขา เกาะแก่ง และร่องน้ำเพื่อหาแหล่งจับสัตว์น้ำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

    “ ผลการสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดินในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเลเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง และความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรกับวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน ชุมชนชายฝั่ง  กรีนพีซ ประเทศไทย และองค์กรภาคประชาสังคมจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนและจัดทำการศึกษารายงาน EHIA ใหม่ทั้งหมด โดยเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ใช้วิธีการศึกษาที่รอบด้าน ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชน โดยเฉพาะชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรและอาจได้รับผลกระทบจากโครงการได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในทุกขั้นตอน ก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ “ เกตน์สิรี กล่าว

    ส่วน ไพบูลย์ สวาทนันท์ จากบ้านหาดทรายดำ จ.ระนอง กล่าวว่า งบประมาณที่ลงทุนไปในหลายปีที่ผ่านมาเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และทำวิจัยร่วมกับชุมชนท้องถิ่นในระนอง อาจเสียเปล่าเพราะธรรมชาติที่รักษาไว้อาจถูกทำลายโดยโครงการแลนด์บริดจ์  มีหน่วยงานที่อุตส่าห์ทำป่าชายเลน ทำชีวมณฑลระนอง ทำทุกอย่างเลย ไม่รู้หมดไปเท่าไหร่ งานวิจัยต่าง ๆ เลย ที่มาทำวิจัยร่วมกับชุมชน เขาทำเพื่อทำให้ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ เจริญ และเป็นเมืองที่ดีขึ้น งบประมาณเหล่านั้นมีมหาศาล แต่สุดท้ายถูกทำลายด้วยโครงการพัฒนาของภาครัฐแบบนี้ เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

    อภิศักดิ์ ทัศนี จาก Beach for Life กล่าวว่า การสำรวจสัตว์หน้าดินที่ทำร่วมกับนักวิชาการเเละชุมชน เพื่อตรวจสอบการศึกษาเเละประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพ (EHIA) ซึ่งบอกว่าทะเลในพื้นที่โครงการเเลนด์บริดจ์ ไม่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เจอสัตว์หน้าดินต่ำมาก เเต่ผลการศึกษาของภาคประชาชน นักวิชาการ กลับตรงกันข้าม พบสัตว์หน้าดินที่มีความหลายทางชีวภาพสูงที่สุดในประเทศ อย่างตรงพื้นที่ดอนตาเเพ้ว ที่พบมากกว่า 3,000 ตัวต่อตารางเมตร สะท้อนว่าการศึกษาเเละประเมินผลกระทบของโครงการขนาดใหญ่ อย่างเเลนด์บริดจ์อาจเป็นเท็จ เราอยากส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้เเสดงความจริงใจเเละความถูกต้องโดยการศึกษาใหม่ทั้งหมด

    แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน จะเดินหน้าหรือถอยหลังต้องตัดสินบนข้อเท็จจริงและชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าทุกมิติ ทั้งสังคม  สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความมั่นคง  ท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/environment-news/998926/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vqp0zhVOp5s3qfxw2FK_o

  • ไทยช่วยไทยพลัส : ใช้งบ 1.75 แสนล้าน กลุ่มเป้าหมาย 43.18 ล้านคน

    ไทยช่วยไทยพลัส : ใช้งบ 1.75 แสนล้าน กลุ่มเป้าหมาย 43.18 ล้านคน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-254&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BuItqeVzqA5YwMGnJZvBe

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาสแรก

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาสแรก

    นักท่องเที่ยวข้ามทางแยกที่พลุกพล่านในเมืองชินจูกุ โตเกียว (Photo by Andrew CABALLERO-REYNOLDS / AFP)

    เอเอฟพีเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารแสดงให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วงต้นปี 2026 นั้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลกขยายตัว 0.5 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรก ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.4 เปอร์เซ็นต์

    ข้อมูลดังกล่าวออกมาในขณะที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ วางแผนที่จะจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้บริโภคต้องเผชิญกับราคาสินค้าทุกอย่างที่พุ่งสูงขึ้น ตั้งแต่พลังงานไปจนถึงข้าว อันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

    ข้อมูลจากสำนักงานคณะรัฐมนตรีระบุว่า การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนของภาคธุรกิจ มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวในไตรมาสแรก

    ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัว 0.2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปรับลดลงจากตัวเลขก่อนหน้าที่ 0.3 เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025

    อย่างไรก็ตาม มาร์เซล ทีเลียนต์ จาก Capital Economics เตือนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อข้อมูลในอนาคต

    “เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วงสงครามกับอิหร่านด้วยแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่ง แต่เราคิดว่าการเติบโตของ GDP จะชะงักงันในไตรมาสนี้และไตรมาสหน้า” เขาเขียนไว้ในบันทึก

    บริษัทเธียเลียนท์กล่าวว่า ญี่ปุ่นพยายามชะลอการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันด้วยการอุดหนุนจากรัฐบาล แต่ประเทศญี่ปุ่นน่าจะได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

    ประเทศนี้ต้องพึ่งพาภูมิภาคตะวันออกกลางในการนำเข้าน้ำมันถึงประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์

    นายเธียเลียนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มลดลงแล้ว

    ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) กล่าวว่าคาดการณ์ว่าราคาสินค้าผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้น 2.8 เปอร์เซ็นต์ในปีงบประมาณปัจจุบัน ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.9 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันก็ปรับเพิ่มการคาดการณ์สำหรับปีหน้าเป็น 2.3 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 2.0 เปอร์เซ็นต์

    นอกจากนี้ ยังปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปีงบประมาณ 2026 ลงเหลือ 0.5 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 1.0 เปอร์เซ็นต์ และสำหรับปีหน้าก็ปรับลดคาดการณ์ลงเหลือ 0.7 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 0.8 เปอร์เซ็นต์

    เชื่อกันว่าญี่ปุ่นได้ทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในตลาดเพื่อหนุนค่าเงินเยน ซึ่งอ่อนค่าลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเนื่องจากความไม่แน่นอนทั่วโลก รวมถึงช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

    ค่าเงินเยนที่อ่อนลงทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าในญี่ปุ่นสูงขึ้น ซึ่งญี่ปุ่นต้องพึ่งพาต่างประเทศเป็นอย่างมากสำหรับความต้องการด้านพลังงานและอาหาร

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/998841/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NKtxyMSlNZJYp6F_tTr6w

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับ GDP ปี 69 โต 2% หลังเศรษฐกิจได้แรงหนุนพ.ร.ก. 4 แสนล้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับ GDP ปี 69 โต 2% หลังเศรษฐกิจได้แรงหนุนพ.ร.ก. 4 แสนล้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับ GDP ปี 69 โต 2% หลังเศรษฐกิจได้แรงหนุนพ.ร.ก. 4 แสนล้าน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1/69 ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 2.8% YoY และ 0.7% QoQ จากการลงทุนเอกชนและรัฐรวมถึงการบริโภคทั้งรัฐและเอกชน 

    ซึ่งทั้งสองปัจจัยหนุนการเติบโตของ GDP ไตรมาสแรกถึง 4.3% การส่งออกสินค้าและการลงทุนเอกชนที่โตในระดับสูงกว่าที่คาด ถูกชดเชยผลบวกจากการนำเข้าสินค้าที่โตสูงถึง 25.4% YoY 

    อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากระดับสินค้าคงคลังที่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรมในไตรมาสแรกที่พลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกและผลผลิตภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย

    ทั้งนี้ ท่ามกลางผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เดิมประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 69 ว่าจะขยายตัวได้ในกรอบ 0.8-1.2% ซึ่งเป็นประมาณการเดือนเมษายน 69 จากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นและภาคท่องเที่ยวที่ชะลอลง 

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับ GDP ปี 69 โต 2% หลังเศรษฐกิจได้แรงหนุนพ.ร.ก. 4 แสนล้าน

    อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP ไตรมาส 1/69 ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับโมเมนตัมการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งกว่าที่ประเมิน รวมถึงแรงหนุนเพิ่มเติมจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้มีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทย และปรับคาดการณ์ GDP ปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% จาก 1.2%

    อย่างไรก็ตาม ดุลการค้าไทยปี 69 คาดว่าจะเกินดุลลดลงจากที่เคยประเมินไว้ และลดลงจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยการส่งออกปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 8.2% เพิ่มขึ้นจากการประเมินก่อนหน้าท่ามกลางแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ 

    ประมาณการดังกล่าวได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 กับสินค้าไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 69 เป็นต้นไป ขณะที่การนำเข้าในปี 69 คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 13.9% สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชน

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 69 คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ราว 30 ล้านคน จากประมาณการเดิมที่ 31.5 ล้านคน เนื่องจากราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) มีแนวโน้มยังทรงตัวในระดับสูงและกดดันต้นทุนของสายการบินทั่วโลก ซึ่งนำไปสู่การปรับขึ้นค่าโดยสารและกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/659381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2znWcrww_scnwzVks3U1g6

  • คมนาคมรุกหนักดัน “เศรษฐกิจเมืองรอง” หารือสมาคมสายการบินฯ เพิ่มเที่ยวบินสู่ภูมิภาค

    คมนาคมรุกหนักดัน “เศรษฐกิจเมืองรอง” หารือสมาคมสายการบินฯ เพิ่มเที่ยวบินสู่ภูมิภาค

    “ภัทรพงศ์” หารือสมาคมสายการบินฯ ดันเพิ่มเที่ยวบินภูมิภาค กระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง พร้อมสั่งกรมท่าอากาศยานลดค่าจอดเครื่องบิน 50% เยียวยาผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง เริ่ม 1 มิ.ย. 69

    นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน พล.อ.อ. มนัท ชวนะประยูร. ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด คณะผู้บริหาร และตัวแทนจากสมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการทำการบินมายังท่าอากาศยานของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ณ ห้องประชุมคมนาคม กระทรวงคมนาคม

    นายภัทรพงศ์ เปิดเผยว่า การหารือในครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือที่สำคัญระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อใช้ประโยชน์จากขีดความสามารถของท่าอากาศยานภูมิภาค ทั้งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันมีศักยภาพพร้อมรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารได้เพิ่มมากขึ้น การมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ จะไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนให้กับสายการบินเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสในการเดินทางที่สะดวกและเข้าถึงง่ายให้กับประชาชน ซึ่งจะส่งผลดีโดยตรงต่อการกระจายรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากในระดับภูมิภาคอีกด้วย ทั้งนี้ ขอให้สายการบินพิจารณาการเปิดเส้นทางบินใหม่ ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ ขยายจำนวนเที่ยวบินเข้าสู่จุดหมายปลายทางเมืองหลักและเมืองรองทั้งเที่ยวบินแบบประจำ (Regular fight) และเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ (Charter Flight) สร้างทางเลือกให้ผู้โดยสารและกระตุ้นเศรษฐกิจการเดินทางทางอากาศ

    ทย. เตรียมขยายมาตรการลดค่าบริการ หนุนเปิดเส้นทางใหม่

    ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ทย. มีมาตรการส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินภายในประเทศ ปี 2568 อาทิเช่น การลดค่าบริการ สำหรับเส้นทางบินใหม่และสายการบินใหม่ ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้มีสายการบินเปิดเส้นทางบินใหม่ อาทิ สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ ในเส้นทางดอนเมือง – นครพนม สายการบินไทยเวียตเจ็ทแอร์ ในเส้นทางสุวรรณภูมิ – นครศรีธรรมราช และสายการบินไทยแอร์เอเชีย ในเส้นทางจากสุวรรณภูมิไปยังท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ นราธิวาส เป็นต้น ซึ่ง ทย. จะพิจารณาขยายนำมาตรการดังกล่าวมาใช้อีกครั้ง รวมถึงพิจารณามาตรการส่งเสริมเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศอีกด้วย

    เคาะลดค่าจอดเครื่องบิน 50% เยียวยาพิษตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะ ให้เพิ่มเติมสิ่งอำนวยความสะดวก กระตุ้นความต้องการในการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ และลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้เกิดการเดินทางที่มากขึ้น รวมทั้งได้หารือถึง มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพื่อลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการสายการบินในช่วงวิกฤต โดยในเบื้องต้น ทย. จะให้ส่วนลดค่าบริการที่เก็บอากาศยาน แก่สายการบินที่ทำการบินมาลงและจอด ณ ท่าอากาศยานในสังกัด ทย. ในอัตราร้อยละ 50 เป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2933763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw176ZAxA4PXa9kh1HFUqYoA

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตเกินคาดที่ 2.1% ใน Q1 อานิสงส์การบริโภค-ส่งออกฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตเกินคาดที่ 2.1% ใน Q1 อานิสงส์การบริโภค-ส่งออกฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    ทางการญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (19 พ.ค.) ว่า เศรษฐกิจในไตรมาส 1/2569 ของญี่ปุ่น ขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 1.7% และดีกว่าในไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัว 1.3% โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคและการส่งออกที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

    เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัว 0.5% ซึ่งดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0.4% และแข็งแกร่งกว่าในไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัว 0.3%

    การบริโภคในภาคเอกชนซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้น ปรับตัวขึ้น 0.3% ในไตรมาส 1 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 โดยได้ปัจจัยหนุนจากความต้องการเสื้อผ้าที่เพิ่มขึ้นแข็งแกร่ง และการใช้จ่ายในร้านอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น

    ขณะที่การส่งออกในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 1.7% จากไตรมาส 4/2568 เนื่องจากการฟื้นตัวของการส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดสหรัฐฯ ตลอดจนความต้องการเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ส่วนการนำเข้าในไตรมาส 1/2569 มีการขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.5%

    ทางการญี่ปุ่นยังระบุด้วยว่า การลงทุนของภาคธุรกิจในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/594150&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LU2ERGq7KzUSFllgP6s3V

  • จีดีพีไตรมาส 1 โต 2.8% ดีกว่าคาด ‘เอกนิติ’ ห่วงเศรษฐกิจยังเจอท้าทาย

    จีดีพีไตรมาส 1 โต 2.8% ดีกว่าคาด ‘เอกนิติ’ ห่วงเศรษฐกิจยังเจอท้าทาย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จีดีพีไตรมาส 1 ขยายตัว 2.8% ดีกว่าตลาดคาดการณ์ โดยมีปัจจัยหลักหลักการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการลงทุนรวมขยายถึง 9.9% ที่โดดเด่นสุดเป็นการลงทุนภาคเอกชนสูงถึง 10.1% เป็นการเติบโตระดับตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ครั้งแรกรอบ 11 ปี

    ทั้งนี้ จีดีพีที่เติบโตในไตรมาส 1 เป็นเพียงภาพสะท้อนจาก “กระจกหลัง” เพราะเมื่อมองที่ถนนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังมีความขรุขระและมีความท้าทายรออยู่ ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรกยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากสงครามในช่วงเดือน มี.ค.เต็มที่ เนื่องจากรัฐบาลตรึงราคาดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรขณะนั้น

    นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญมรสุมเศรษฐกิจตามมาอีกหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤติพลังงานโลกที่คาดการณ์ว่าจะยืดเยื้อต่ออีกอย่างน้อย 1-2 ปี เนื่องจากโครงสร้างพลังงานถูกทำลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันไม่อยู่ในระดับต่ำ

    ต่อมา คือ วิกฤติเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ซึ่งเริ่มสะท้อนในอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน เม.ย.2569 สูงขึ้นถึง 2.9% สัญญาณที่น่ากังวลคือดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พลิกมาเป็นบวก ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ยังติดลบในไตรมาส 1 บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจกำลังแบกต้นทุนและถูกบีบกำไร (Margin) ซึ่งเมื่อธุรกิจแบกรับต้นทุนไม่ไหวและส่งผ่านราคาไปยังผู้บริโภคจะเกิดปัญหาค่าครองชีพและสภาพคล่องประชาชน

    “สภาวการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ เมื่อภาวะที่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้และกำลังซื้อของผู้คนกลับลดลง ซึ่งหากไม่รีบแก้ไขอาจลุกลามไปสู่การเลิกจ้างงานได้ในอนาคต”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรับมือกับวิกฤติปากท้อง รัฐบาลเตรียมนำเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยดึงเม็ดเงิน 200,000 ล้านบาท จาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท มาดำเนินการโครงการนี้จะใช้โมเดลการร่วมจ่าย รัฐบาลสมทบ 60% และประชาชนจ่าย 40% มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยและคนตัวเล็กในสังคม

    “โครงการนี้มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวของเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอ้างอิงจากโครงการลักษณะเดียวกันในอดีตที่พบว่า ยอดการจับจ่ายใช้สอยกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15% ในขณะที่อีก 85% กระจายออกไปกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีเชื่อมโยงไปถึงกลุ่ม SME ด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378977605&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xXb9d1F7ts5HSfMM9V8aj

  • ทำไมประเทศไทย จึง “กังวล” การ เข้าสู่ OECD

    ทำไมประเทศไทย จึง “กังวล” การ เข้าสู่ OECD

    ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าเป็นสมาชิก OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ไทยยื่นหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) อย่างเป็นทางการ  16 เมษายน 2567 มีเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ ภายในปี 2571

    ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2569 – 2570คือขั้นตอนที่หินที่สุด ในการ”การประเมินทางเทคนิค” (Technical Reviews) ปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยคณะกรรมการเฉพาะทางของ OECD ทั้ง 25 คณะ จะเข้ามาตรวจสอบนโยบายและกฎหมายของไทยในทุกมิติ (เช่น การค้า, การลงทุน, สิ่งแวดล้อม, ธรรมาภิบาล, และนโยบายการแข่งขัน)

    ในห่วงเวลานี้ไทย ต้องการปฏิรูปกฎหมายและโครงสร้าง ในช่วงนี้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ปรับปรุงกฎหมายในประเทศนับร้อยฉบับ รวมถึงกฎหมายสำคัญประมาณ 14 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชัน การแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม และความโปร่งใส

    ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึง ขุ่นเคือง กับปฎิกิริยา ที่เกิดจาก การเปิดผลศึกษาเรื่องการทุจริตคอรัปชันในวงราชการ เพราะ รัฐบาลเพิ่ง แต่งตั้ง คณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ที่มีหน่วยภาครัฐและภาคเอกชน (กกร.) มาร่วมมือกันเพื่อปลดล็อกปัญหาการทุจริตและลดกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้ตอบโจทย์เกณฑ์ที่เข้มงวดของ OECD

    ลำพังอุปสรรคทางโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ก็มากมายมหาศาล ยังได้เจอ ปัญหา โลกแตกของรัฐไทย “การทุจริต” นี่บททดสอบ รัฐบาล และ ประเทศไทย ส่าจะเอาชนะกับดับ ในการพัฒนาตัวเอง ได้หรือไม่ 

    การเข้า OECD เปรียบเหมือนการยกระดับไปเล่นใน “ลีกใหญ่” ที่มีแต่ทีมระดับโลก หากโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม การศึกษา และเทคโนโลยีของไทยยังพัฒนาไม่ทัน เราอาจกลายเป็นประเทศที่เป็นสมาชิก OECD แต่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โตต่ำ (Stagnant) และไม่สามารถแข่งขันในเชิงนวัตกรรมกับประเทศสมาชิกอื่นได้เลย

    เหตุผลที่ไทยต้องกังวล ไม่ใช่เพราะ OECD ไม่ดี แต่เป็นเพราะ “ยาก่อนเข้า” นั้นขมมาก การเข้า OECD ไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญาคว้าใบปริญญา แต่คือการบังคับให้ประเทศไทยต้อง “ผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมายครั้งใหญ่” ถ้าเตรียมความพร้อมไม่ดีพอ ประเทศและธุรกิจท้องถิ่นอาจจะเจ็บตัวก่อนที่จะได้รับประโยชน์จากสโมสรนี้ครับ

    กระบวนการและกำหนดการเข้าเป็นสมาชิก OECD (TH2OECD) ของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นเป้าหมายสำคัญ เมื่อรัฐบาลได้ปักหมุดกรอบเวลาหลักไว้ที่ ภายในปี 2571 (จากเดิมที่เคยวางเป้าหมายแบบกว้างไว้ในปี 2573) จะต้องปรับตัวเตรียมความพร้อมเพื่อให้สอดรับกับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและกฎหมายในประเทศ หากต้องมาเจอกับโจทย์ท้าทาย (ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานานนับร้อยปี) อย่างเรื่องการคอร์รัปชัน จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะกังวลใจ เพราะท้าทายความสามารถที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้จริง ทั้งในระดับโครงสร้าง และเวทีระหว่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/why-should-we-worry-about-joining-oecd&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WIz9fLp33XweNTEPC3v5T