Category: เศรษฐกิจ

  • จับตาไตรมาส 2/69 จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย ฝ่าด่านสงครามภาษี-วิกฤตราคาน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    จับตาไตรมาส 2/69 จุดชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย ฝ่าด่านสงครามภาษี-วิกฤตราคาน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยในงานเสวนา Morning Talk ครั้งที่ 2 “ถอดรหัสชีพจรเศรษฐกิจไทย ครึ่งปีหลัง 2569

    ในวงล้อมความผันผวนโลก” ว่า จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง มี 5 ประเด็นสำคัญที่กำลังกระทบเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ได้แก่

    1. วิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันน่าจะพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เกินกว่า 47 บาทต่อลิตร หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
    2. กำลังซื้อและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น
    3. ความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก
    4. การบริหารจัดการด้านการคลังของรัฐ
    5. โครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

    โดย สศค. ได้ประเมินฉากทัศน์ (Scenario) ของวิกฤตออกเป็น 3 ระดับ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์ได้ขยับจากฉากทัศน์ที่ 1 (จบภายใน 1 เดือน) เข้าสู่ฉากทัศน์ที่ 2 อย่างเต็มตัว เนื่องจากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือนแต่ยังไม่ถึง 3 เดือน ราคาน้ำมันอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งส่งผลให้ GDP มีแนวโน้มลดลงเหลือโต 1.4% และเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.9% ทั้งนี้ หากสถานการณ์ลากยาวจนหลุดเข้าสู่ฉากทัศน์ที่ 3 (เกิน 3 เดือน) ราคาน้ำมันจะสูงกว่า 120 ดอลลาร์/บาร์เรล GDP เหลือโต 1.1% และเงินเฟ้อ 3.6% ซึ่งจะเป็นภาวะที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

    นายพงศ์นคร กล่าวว่า สถิติราคาน้ำมันดิบดูไบในเดือนมี.ค.69 มีความผันผวนรุนแรงเหมือนภูเขา โดยมีจุดต่ำสุดที่ 105 ดอลลาร์/บาร์เรล และเคยพุ่งสูงสุดถึง 137 ดอลลาร์/บาร์เรล ภายในเดือนเดียว นอกจากนี้ ยังกังวลต่อภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูง) แม้เงินเฟ้อไทยปัจจุบันจะยังอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย (1-3%) แต่หากราคาน้ำมันยังพุ่งสูง จะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพทันที สิ่งที่ตามมาคือผู้ประกอบการรับไม่ไหว อาจลดกะการทำงานของลูกจ้างลง และผู้ประกอบการรายเล็กจะเริ่มหาแหล่งเงินกู้ รวมถึงการกู้เงินนอกระบบด้วย

    โดยในช่วงกลางปี 68 พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า สัดส่วนการกู้หนี้นอกระบบ แซงหน้าหนี้ในระบบไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME ซึ่งเป็นจุดที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานใดเก็บตัวเลขจริงได้ทั้งหมด มีเพียงตัวเลขจากการสำรวจเท่านั้น

    ดังนั้น รัฐบาลต้องบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เช่น เรื่องภาษี และมาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย หรือมาตรการคนละครึ่งพลัส สินเชื่อ SME เป็นต้น

    “ประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) หากเศรษฐกิจติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส โดยข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ และประชาชน คือ บริหารรายได้-รายจ่ายให้ดี ตรวจสอบสภาพคล่อง เงินในเก๊ะให้เพียงพอ และบริหารการจ้างงานรวมถึงต้นทุนวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้” นายพงศ์นคร กล่าว

    • Q2 จุดชี้ชะตาศก.ไทย แนะทางรอด “กำเงินสด-คุมต้นทุน-กอดงานให้แน่น”

    นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า จากผลกระทบจากสงครามต่อเศรษฐกิจไทย ในช่วงไตรมาสที่ 2/69 จะเป็น “จุดชี้ชะตา” ว่าเศรษฐกิจไทยจะรอดพ้นจากภาวะถดถอยได้หรือไม่ โดยในไตรมาส 2/69 จะเป็นจุดสูงสุดของวิกฤต เนื่องจากค่าครองชีพ และเงินเฟ้อจะขยับขึ้นสู่จุดสูงสุด จากผลกระทบต่อเนื่องของราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้น และต้นทุน SME พุ่งสูง แต่ปรับราคาสินค้าไม่ได้ ทำให้ภาระหนักจะตกอยู่ที่ผู้ประกอบการรายย่อยที่มี margin ต่ำ

    โดยคำแนะนำสำหรับไตรมาส 2/69 คือ การรักษาเงินสด และสภาพคล่องให้ดีที่สุด ดูแลเรื่องต้นทุนอย่างเข้มงวด และพยายามรักษาการจ้างงานไว้ โดยต้องผ่านจุดที่ยากลำบากที่สุดในไตรมาส 2/69 นี้ไปให้ได้ เพื่อจะพบกับสถานการณ์ที่อาจเริ่มคลี่คลายในครึ่งปีหลัง

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องเตรียมรับมือกับศึกนอก โดยเฉพาะเรื่องสงครามภาษีจากสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 (Section 301) ที่อาจถูกนำมาใช้แทนมาตราฉุกเฉินเดิม ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น และอาจประกาศขึ้นภาษีสินค้าไทยได้ทุกเมื่อ

    “ภาพเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง สั้น ๆ ว่า เหนื่อย แต่รอด ถ้าผ่านไตรมาส 2/69 ไปได้ สถานการณ์ต่าง ๆ น่าจะคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ขออย่าเชื่อนักเศรษฐศาสตร์มากเกินไป เพราะการคาดการณ์เปลี่ยนแปลงตามสมมติฐานเสมอ สิ่งสำคัญ คือ ผู้ประกอบการต้องสร้างฉากทัศน์ (Scenario) ของตนเอง และมีแผนสำรองพร้อมรับทุกความไม่แน่นอน” นายอมรเทพ กล่าว

    • อย่าหว่านแห! แนะรัฐอุ้มราคาน้ำมันเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

    นายอมรเทพ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ยังไม่สามารถคาดการณ์ราคาน้ำมันได้ แต่สุดท้าย การปรับตัวของดีมานด์จะทำให้ราคาไม่ได้พุ่งขึ้นสูงตลอดไป และคงไม่เหมือนกรณีเลวร้ายเหมือน Oil Shock ในปี ค.ศ. 1978 ที่เกิด Stagflation เพราะโลกได้เปลี่ยนไปมากแล้ว ไม่ได้พึ่งพาพลังงานน้ำมันเท่ากับเมื่อก่อน แต่ราคาน้ำมันคงจะไม่กลับไปที่ระดับ 30 บาท/ลิตร ส่วนจะทะลุ 60 บาท/ลิตรหรือไม่นั้น หากทะลุไปจริง สุดท้ายราคาก็จะค่อย ๆ ย่อลงมาเอง

    สำหรับนโยบายการจัดการราคาน้ำมันของภาครัฐ นายอมรเทพ กล่าวว่า หลักการที่ถูกต้อง ไม่ควรเป็นการอุ้มแบบหว่านแห แต่ควรเปลี่ยนมาใช้มาตรการแบบเจาะจงเป้าหมาย เพื่อดูแลกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยเป็นหลัก เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีรายได้จากภาษีจำนวนมหาศาลพอที่จะนำไปใช้อุ้มราคาน้ำมันให้กับทุกคนได้ตลอดเวลา โดยเหตุผลที่ต้องเน้นอุ้มกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพราะคนกลุ่มนี้เผชิญปัญหารายได้โตไม่ทันรายจ่ายมาเป็นเวลานาน เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงในสินค้าทุกชนิด จะส่งผลกระทบต่อคนระดับล่าง หรือกลุ่มเปราะบางอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การกู้หนี้นอกระบบเพื่อความอยู่รอด

    นายอมรเทพ ย้ำว่า ไม่ควรบิดเบือนกลไกตลาดมากเกินไป เพราะไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Importer) เมื่อราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น เราย่อมได้รับผลกระทบ หน้าที่ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควรเป็นเพียงการช่วยพยุงไม่ให้ราคาช็อกหรือกระชากขึ้น-ลงเร็วเกินไปเท่านั้น

    “รายได้เราโตก็จริง แต่โตไม่ทันรายจ่าย เพราะราคาข้าวแกง ราคาสินค้าที่ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็ไม่เห็นว่าราคาจะปรับลง ขึ้นแล้วขึ้นเลย ดังนั้น ต่อให้สถานการณ์สงครามหายไป ไม่ได้แปลว่าสงครามจบแล้วจะจบ แต่จะฝังรากลึกต่อเศรษฐกิจ เป็นบาดแผลต่อเศรษฐกิจที่เราต้องปรับตัวให้ได้ การปรับตัว คือทางออกที่ยั่งยืน คืออย่าฝากความหวังไว้ที่การอุ้มของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ทุกคนต้องปรับตัว เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือก” นายอมรเทพ กล่าว

    • ธุรกิจอย่าลุยเดี่ยว! แนะรวมกลุ่มสร้างพลังต่อรอง

    ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบในภาคการค้าว่า สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดงติดขัดอย่างหนัก ค่าระวางเรือพุ่งสูงจาก 1,000 เหรียญ เป็น 5,000-6,000 เหรียญ และยังมีค่าธรรมเนียมพิเศษ (Surcharge) อีกมากมาย จนค่าขนส่งบางรายการแพงกว่าราคาสินค้าในตู้

    โดยคาดการณ์ระยะเวลาของสงคราม ประเมินว่าการสู้รบอย่างหนัก อาจยืดเยื้อไปอีกในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า โดยล่าสุดคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ปรับลดเป้า GDP ปีนี้ของไทย ลงเหลือโตเพียง 1.2-1.6%

    อย่างไรก็ตาม ยังมองเห็นโอกาสในวิกฤต เช่น การดึงดูดการลงทุน (FDI) จากกลุ่มที่ต้องการหนีความขัดแย้งมายังประเทศไทย และการขยายตัวของอุตสาหกรรม Future Food และ Pet Food (อาหารสัตว์เลี้ยง) ที่เติบโตสูงถึง 30% ต่อปี รวมถึงกลุ่ม Medical and Wellness ที่ไทยมีความแข็งแกร่ง

    “กลยุทธ์การอยู่รอดของธุรกิจ คือห้ามอยู่คนเดียว ในยุคนี้การรวมกลุ่มเป็นสมาคม หรือเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นมาก สถานการณ์ตอนนี้ ถ้าปรับตัวทัน เราก็จะรอด” นายวิศิษฐ์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRF20IQE4HBOE1M2LIY581BOCJXOMAA4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xEYLPhSgCrWjmESVD2pqI

  • ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุด กิ๊ก อนิศ แนะ รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมรับมือ

    ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุด กิ๊ก อนิศ แนะ รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมรับมือ

    วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.11 น.

    วันนี้ 3 เมษายน 2569 นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ สั่นกระดิ่งเตือนคนไทยให้เตรียมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจระดับ Worst Case ที่กำลังถาโถงเข้ามาอย่างหนักหน่วง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ระวัง คลื่นพายุ เศรษฐกิจลูกใหญ่ที่สุดกำลังมาแล้ว อ่านข่าวในฟีด ทุกวันนี้ยังเจอสื่อ สารพัด มัวหาเสียง ด่ากันในเรื่อง รมต เมื่อสามสิบปีที่แล้ว เรียนจบอะไรมา มหาวิทยาลัย ใหญ่ไหม ให้ สส ต่อแถวซื้อข้าว ดีใจกันว่านี่คือชัยชนะ ของจริง มาแล้วเต็มๆ นายกสิงคโปร์ ออกแถลงการณ์ถึง ปชช สรุปสั้นๆว่า วิกฤติ มาแล้ว ทั้งสงคราม สินค้่าขึ้นราคา น้ำมัน ห่วงโซ่ supply ทุกเรื่อง ว่าง่ายๆ คำเดียว สั้นๆ เตรียมเละเทะ และนี่คือเวลาที่ทุกคน ต้องพร้อมใจกัน ไม่ใช่ทะเลาะกัน

    หลายคนยังไม่รู้สึกอะไร แม้กระทั่งตัวผมเอง น้ำมันแพง ก็ขึ้นรถไฟฟ้าเอา รถจอดอยู่ 7 วันแล้ว ว่าจะไปขยับ ให้ยางไม่เสื่อมสักหน่อย จนเมื่อวาน ได้อ่านเจอ เฟสบุค ของ นายก Liza นายกสมาคม ก่อสร้างรับเหมา คนแชร์ไม่เยอะ เพราะคนติดตามเธอ แค่พันกว่าๆ อ่านจบ จึงได้รำพึงขึ้นมาว่า ชิบหายแล้ว และช่วยแชร์ในโพสต์ก่อนหน้านี้ การก่อสร้าง ยางมะตอย เหล็ก ทุกอย่าง ราคาขึ้นแบบ จรวด แถมหาของไม่ได้ การถมดิน cost หลักคือน้ำมัน ขึ้นราคาแบบ ถมต่อก็เจ๊ง ไม่ทำก็เจ๊ง ถูกปรับ ไม่ไหวรถก็ถูกยึดลามไปถึงแบงค์ รับกรรมต่อ supplier ไม่ปล่อยของ สักพัก ก็เจ๊งตาม คราวนี้ โครงการ ก่อสร้าง จะค้าง ทั้ง ecosystem

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    กรรมกร หาเช้ากินค่ำ ไม่มีงานทำ พลาสติค แพคเกจจิ้ง ทุกสินค้า รวมถึงต้นทุนของ จะขึ้นพรวดๆ กำไร ที่เราขายใน แอพจีน ที่ไม่เหลืออยู่แล้ว จะแตะระดับขาดทุน ให้เห็นแน่ ถ้าขายราคาเดิม ขึ้นราคาคนก็ไม่มีเงินซื้ออีก ค่าขนส่ง แน่นอน จะขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้นทุนคือน้ำมัน ใครส่งฟรี คำนวนดีๆ ไม่งั้นกลับบ้านก่อนเพื่อน เงินเราทุกคน ต่อให้ได้เท่าเดิม ก็เหมือนถูดลดเงินเดือนแบบน่าใจหาย เพราะเงินเฟ้อทุกประเทศ เป็นหมด มล ปลื้ม ออกมาด่า ใส่ใครไม่รู้ ว่าหยุดหาเสียง บ้าๆบอๆ ได้แล้ว สร้างความเกลียดชัง มันไม่ใช่เวลา ตอนนี้ต้องร่วมมือกัน

    รัฐบาล ควรตั้ง war room ให้ทุกภาคส่วน ส่งผลกระทบเข้ามา วิเคราะห์ สถานการณ์รายวัน และระดมภาคเอกชน ฝีมือดีเข้าช่วยคิด ตอนนี้ เราอยู่ใน worst case scenario คือสงคราม ขาดอย่างเดียวคือ ระเบิดยังไม่ลง พื้นที่เราเท่านั้น แต่ผลกระทบคืิอเต็มๆ ผมไม่ใช่กูรูทางเศรษฐกิจ ไม่กล้าแนะนำ อะไรในช่วงนี้ รู้แต่ภาพกว้างๆ คืิอ

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    1 รัฐบาลอย่างแรก ต้องไม่ให้ระบบล้ม อย่าเติมเงินสู้ ชดเชยอย่างเดียว แบบ สู้สงครามเงินกับ จอร์จ โซรอส ไม่กี่วัน IMF มาแน่ เยียวยาเฉพาะจุดสำคัญ อย่าแจกหว่านทุกระบบ เงินเราไม่พอ รักษา ระบบหลักไว้ให้ได้ อันนี้เชื้อว่า พี่เอก เอกนิติ เอาอยู่ เช่นมีคน บอก ลดราคาน้ำมัน ตัดภาษี สรรพสามิตทิ้งเลย พี่เอก บอกต้องดูดีๆ น้ำมันลดราคาวันนี้ แต่ไม่สะท้อนความจริง ในสงคราม อีกไม่กี่วัน เงินหมด ราคาขึ้นปรี้ดอยู่ดี แต่เงินคลังหมด ไปช่วยด้านอืืนๆไม่ได้ นี่คือการรักษาระบบ มองแนวคิดแล้ว ผมเชื่อว่า นี่คือขุนพลคลังแนวหน้า ที่ดีที่สุด ที่เรามีในระบบขณะนี้ ไม่มี รมช การเมืองอะไรมาแทรกแซง เชื่อว่าเอาอยู่

    2 สื่อสารความจริง แบบรายวัน คล้ายลอร์เรนซ์ หว่อง นายกสิงคโปร์ และใช้ info graphic มาคุยให้เห็นภาพ วันละสองครั้งยังได้ ให้ประชาชนเข้าใจเป็นเสตปว่าเกิดอะไรขึ้น worse case คืออะไร most likely happen คืออะไร ควรตั้งรับอย่างไร ค่อยๆอธิบาย ผมเชื่อว่าคนไทยเข้าใจ โควิดยังผ่านกันมาได้ อีกครั้งจะเป็นไร มันคือสงคราม ที่เราไม่ได้ก่อ

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    ภาคเอกชน รักษาเงินสด อย่าหยุด ใช้จ่าย แต่ให้หันมาใช้ของไทย บริการไทยเป็นหลัก ใครจะซื้อกระเป๋า ใบละแสนละล้าน หยุดก่อน รู้ว่าเงินคุณ แต่นาทีนี้มันคือเงินประเทศไทย อย่าให้ไหลออก ถ้ารวยนัก เอาเงินแสน เงินล้านที่จะซื้อประเป๋า ฉีดลงรากหญ้า จะไปนวดไทย ซื้ออาหารสตรีทฟูด บริการอะไร แพงๆ ของคนไทยก็ได้ ฉีดปุ๋ย ลงรากหญ้าไปช่วยๆกัน มันจะฟื้นระบบ ขึ้นมาได้ เที่ยว ตปท งดแป๊บนึง หัวหิน ระยอง ชายทะเล เมืองรอง ก่อน อย่าเอาเงินออกนอก ปท แต่ไปฉีดใส่ระบบเมืองรองแทน คอนเทนด์ประเภทวันนี้ ช้อบยุโรปไปสิบล้าน อย่าเพิ่ง เอาสิบล้านไปโปรยใส่เมืองรอง ซะ จะจ้างคนมาพันคน เต้นให้คุณดู ก็ได้แทน เศรษฐกิจเมืองนั้นจะหมุนขึ้นมาทั้งระบบ ได้คอนเทนท์เหมือนกัน ใส่แฮชแทค คนจะรวยช่วยชาติ มาทำเคมเปญนี้ซะ

    กินข้าวถ้าไหว เดินไปร้านซะ อย่าให้เงินไหลผ่านแอพ ตปท ให้คนไทยได้รับเต็มๆ พยายามหาทาง ส่งออก ให้ได้เยอะที่สุด ล่าสุดผมไปงานของ กระทรวง พานิชย์ เขามีอบรม จัด แมทชิ่ง คู่ค้าฟรี แถมออกค่าบูท ที่ตปท ให้ฟรี ลงแพลตฟอม ออนไลน์ ตปท ฟรี ไปหาความรู้ตรงนั้น ทุก SME คือขุนพลประเทศไทย

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    พี่แต๋ม รอขายของให้อยู่แล้ว ชั่วโมงนี้ ต้องหาเงินเข้าประเทศทุกช่องทาง ส่วนพี่แก จะใส่วิกอะไร ก็ช่างแกเถอะ เอาเป็นว่าสวยดี แล้วทำงานได้ ก็พอแล้ว อย่าดราม่าอะไร ไม่เข้าเรื่องขนาดนั้น อย่า panic มาร่วมใจกัน เข้าใจว่า เงินหมด มันต้องหาแพะสักตัว ก็คงไม่พ้นรัฐบาล ขอแค่ปากด่าไป แต่มือช่วยหยิบช่วยผลัก เดี๋ยวมันจะไปได้ เราอยู่ต้น พายุ กลางพายุ หรือปลายพายุ อันนี้ไม่ได้อยู่ที่เรา คงเป็น ตาทรัมป์ ว่าเมื่อไหร่จะจบสักที ขอแค่คนไทย ร่วมมือกัน มันจะไปได้ เราเก่งอยู่แล้ว เรื่องยามศึกร่วมกันสู้ พอสงบเดี๋ยวมาด่ากันต่อ

    ตอนนี้ ถึงเวลาแล้วครับใครมีคอมเมนท์ ว่าชั่วโมงนี้ ควรทำอย่างไร ภาคส่วนไหน ผลกระทบ อะไร แชร์กันมาได้ จะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้อีกทางหนึ่ง ส่วนพวก คอมเมนท์ แนวควายสีอะไร อย่าเพิ่ง เดี๋ยว จบพายุเศรษฐกิจ เดี๋ยวไปเล่นด้วย แต่ตอนนี้มาระดมสมองกันก่อน ตามนี้นะทุกคนคร้าบ อนิศ โอสถานุเคราะห์”

    โพสต์ฺของนาย อนิศ โอสถานุเคราะห์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลไม่นานนัก ทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

    “นายน้อยขอคารวะครับผมครับ ท่านอาจารย์ครับ”

    “ชอบแคมเปญ”คนรวยช่วยชาติ”

    “สุดยอดๆ ขอบคุณๆ ช่วยๆ กันกระตุ้น ต่อมความคิด..ขออนุญาต แชร์นะ.”

    “1.เอาภาษีต่างๆในน้ำมันออกก่อนเลย 2.ความแพนิคทั้งหมดเกิดจากความไม่น่าไว้ใจของรัฐบาลเอง ทีมบริหารควรเคลียร์ตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดคำครหาประชาชนจะได้รับรู้ถึงความจริงใจในการแก้ปัญหา”

    “ในเรื่องของท่องเที่ยวเห็นด้วยเลยครับสำหรับการเที่ยวในประเทศ…แต่ ราคาที่พักสูงมาก ถึงขนาดว่าไปเที่ยวต่างประเทศคุ้มกว่า แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันตอนนี้ก็ทำให้หลายๆคนลังเลกับการเดินทางส่วนตัวเชื่อว่าหลังสงกรานต์น่าจะหนักขึ้นแน่นอน แล้วเดี๋ยวก็จะเปิดเทอมกันอีกครับ”

    “โทษ รบ.รอบนี้เรื่องการสื่อสารและการรับมือ แต่อยากพ้นวิกฤติต้องร่วมมือกัน”

    “ภาครัฐ ควรทำให้ดูเป็นตัวอย่างในการประหยัด ทั้งตัวนายก สส. สว. ปรัยแอร์27องศา งดใส่สูท ตัดงบสวัสดิการสส. ถ้าจะให้ดูสง่างามนายกกล้าไหม ไม่รับเงินเดือน ตังบหรือชลองบบางอย่างที่ไม่เร่งด่วน นำงบเข้าส่วนกลาง”

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    อนิศ โอสถานุเคราะห์

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Anit Osathanugrah 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956712&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EbI_2pw-JBp_70faurLoC

  • เปิดข้อบังคับประชุมสภาฯ “ห้ามไม่ให้อ่านเอกสาร” ในที่ประชุมจริงหรือ

    เปิดข้อบังคับประชุมสภาฯ “ห้ามไม่ให้อ่านเอกสาร” ในที่ประชุมจริงหรือ

    วันนี้ (3 เม.ย.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดกรณีวิวาทะในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา ในวาระการพิจารณาเกี่ยวกับรายงานของผู้สอบบัญชี และรายงานเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา

    โดยในระหว่างที่ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน กำลังอภิปราย ด้วยการอ่านข้อความที่เตรียมมา นายคริส โปตระนันทน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ลุกขึ้นประท้วง ด้วยข้อบังคับ 69 ที่ระบุว่า ห้ามนำเอกสารใดๆ มาอ่านให้ที่ประชุมฟัง ส่งผลให้เกิดการประท้วงกลับจาก นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ต้องลุกมาประท้วงกลับ

    ไทยพีบีเอสออนไลน์ เปิดข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 (แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 4 พ.ศ.2566)

    ข้อบังคับที่กล่าวถึง อยู่ในหมวดที่ 4 การประชุม ส่วนที่ 3 การอภิปราย ในข้อที่ 69 ระบุว่า

    การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นหรือเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษากันอยู่ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือซ้ำกับผู้อื่น และห้ามไม่ให้นำเอกสารใด ๆ มาอ่านให้ที่ประชุมฟัง โดยไม่จำเป็นและห้ามไม่ให้นำวัตถุใด ๆ เข้ามาแสดงในที่ประชุม เว้นแต่ประธานจะอนุญาต ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์หรือออกชื่อสมาชิกหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น

    ทั้งนี้สถานการณ์เหมือนจะจบ แต่เมื่อถึงคิวที่นายคริสขึ้นอภิปราย มีการกล่าวพาดพิง สส.โดยไม่ระบุชื่อด้วยถ้อยคำ “ตอนนี้ประชาชนสงสัยว่า เป็น สส.แค่สมัยเดียว แค่ปีเดียว แค่สองปี บางคนเป็นสามล้อถูกหวย เกาะพรรคเข้ามา ไม่ได้มีความเก่ง ไม่ได้มีความเป็นตัวเอง แต่ท่านดันได้เข้ามายืนในสภาแห่งนี้” ทำให้สถานการณ์กลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง

    ร้อนถึงนายปกรณ์วุฒิ ในฐานะวิปฝ่ายค้าน ต้องลุกมาประท้วง พร้อมกล่าวข้อความว่า “อย่างน้อยก็ไม่ได้หลอก พลเอกมาหาเสียง” ซึ่งคาดว่า จะสื่อไปถึงหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ อย่าง พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ที่ไม่ได้เป็น สส.ในสมัยนี้ พร้อมกับเดินปรี่เข้าไปหานายคริสทันทีที่อภิปรายจบ ทำให้ สส.หลายคนในเหตุการณ์ รีบเข้าไปแยกทั้งคู่ออกจากกันทันที

    จากนั้น คริส พร้อมเพื่อน สส.พรรคเศรษฐกิจ ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวที่รัฐสภาทันที โดยระบุว่า นอกจาก นายปกรณ์วุฒิแล้ว ยังมี สส.พรรคประชาชน อีกนับ 10 คน ที่เดินมาพร้อมกัน และพยายามจับแขนตน ซึ่งตนและพรรคจะรวบรวมหลักฐานเพื่อเอาผิด โดยเบื้องต้นอาจยื่นเสนอผิดจริยธรรมต่อรัฐสภาก่อน

    ขณะที่ นายปกรณ์วุฒิ ชี้แจงว่า เป็นการทำหน้าที่ในฐานะวิปฝ่ายค้าน (คณะกรรมการประสานงาน) และการเดินไปพูดคุยกับเพื่อน สส.ในสภา ถือเป็นเรื่องปกติ วันนั้น ตั้งใจเข้าไปสอบถามเหตุผลว่า เหตุใดพรรคเศรษฐกิจจึงตั้งใจประท้วงขัดจังหวะพรรคประชาชน ในประเด็นหยุมหยิม ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง พร้อมยืนยันว่า เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 แถวเพื่อพูดคุย แต่สส.พรรคเศรษฐกิจทั้ง 3 คนกลับลุกขึ้นยืน เดินออกมา และพยายามส่งเสียงโวยวาย ทำให้เพื่อน สส.ท่านอื่น ต้องเดินเข้ามาห้ามปราม ทั้งที่ยังไม่มีเหตุการณ์ใกล้เคียงการปะทะกันเลย อีกทั้งไม่ได้พูดขู่ตามที่ถูกกล่าวหา

    อ่านข่าว

    “ปกรณ์วุฒิ” แจงเดินเข้าไปคุย “คริส” ในฐานะวิป โต้กลับถูกป้ายคำเท็จ

    “คริส” จ่อเอาผิดจริยธรรม “ปกรณ์วุฒิ” อ้างถูกคุกคามในสภาฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504232&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pI6-5UnT9M49F8zwnjGtR

  • พรรคเศรษฐกิจ จุดพลุจี้ยกเลิก บำนาญ สส. ทำชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

    พรรคเศรษฐกิจ จุดพลุจี้ยกเลิก บำนาญ สส. ทำชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

    พรรคเศรษฐกิจ จุดพลุจี้ยกเลิก บำนาญ สส. ทำชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

    วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

    วันนี้ 3 เมษายน 2569 พรรคเศรษฐกิจ ได้ออกมาโพสต์ข้อความตั้งคำถามถึงสวัสดิการของเหล่านักการเมืองที่ทำเอาชาวเน็ตตาสว่างกันทั้งประเทศ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “สส. #พรรคเศรษฐกิจ ประกาศ ยกเลิกบำนาญ สส. เมื่อวานนี้ในสภา ใครเห็นว่า สส.สามล้อถูกหวย ไม่ควรได้บำนาญสส. เดือนละ 20,000-40,000 บ้าง? ขอเสียงหน่อย”

    พรรคเศรษฐกิจ

    หลังจากที่โพสต์ของ พรรคเศรษฐกิจ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตแห่เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างถล่มทลาย เช่น

    “หมอวรงค์เสนอ3ข้อทำตามนั้นเลยครับ สุดยอด”

    “เพิ่งรู้ ว่าเป็น สส มีบำนาญ”

    “ให้ได้ครับ แต่ขอ 5 สมัย ครบ 5 สมัย เอาไปเลย บำนาญรัฐ”

    “พูดถึงเพื่อเตี๊ยม ภูมิใจเตี๊ยม ก็บอกมาเถอะ อุ่นใจ เย่ ๆๆๆ”

    “อย่างนี้นี่เอง ถึงอยากจะเป็นกันทั้งครอบครัว”

    “เพิ่งรู้ สส. มีบำนาญ”

    “อยากรู้ ใคร/พรรคไหน ในอดีต ที่เสนอเรื่องเพิ่มสวัสดิการ สส. มากมายขนาดนี้ ประชาชน จะได้รู้จัก หน้าตา จะได้ชื่นชม ได้ถูกคน”

    “#พรรคเศรษฐกิจ รอบหน้าไม่ได้มาแค่3ท่านแน่นอน “

    “หาแสงไปเรื่อยๆ 555”

    “เห็นด้วยยกเลิกไปเลยประชาชนทำงานกว่าจะได้บำนาญจากประกันสังคมต้องอายุ55ปี สส.ทำงานเข้ามาปีเดียวก็ได้บำนาญจากภาษีประชาชนเอาเปรียบมาก”

    “พนักงานข้าราชการ ทำงานอย่างน้อย25ปี กว่าจะได้บำนาญ อายุ55 – 60ปีกว่าจะได้ แถมได้น้อยกว่าอีก”

    พรรคเศรษฐกิจ

    พรรคเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พรรคเศรษฐกิจ – Economic Party

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956707&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qb0kU8ZwZ3ZW2HEGobh3q

  • โพลพระปกเกล้า เผยประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อมั่นรัฐบาลอนุทิน 2 รับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

    โพลพระปกเกล้า เผยประชาชนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อมั่นรัฐบาลอนุทิน 2 รับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

    โพลพระปกเกล้า เผยผลสำรวจเสียงในหัวประชาชน พบ 82.1% ไม่ค่อยเชื่อมั่นรัฐบาลอนุทิน จะรับมือผลกระทบเศรษฐกิจได้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ แต่ยอมรับได้หากรัฐใช้งบดูแลราคาพลังงานระยะสั้น

    วันที่ 3 เมษายน 2569 KPI Poll สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เสียงในหัวประชาชนต่อการรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง

    การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 15 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 27 – 30 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

    1. หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ท่านเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่า “รัฐบาลอนุทิน 2” จะสามารถรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม (สำรวจโดย x Line Today) พบว่า 82.1% ไม่ค่อยเชื่อมั่น-ไม่เชื่อมั่นเลย ว่ารัฐบาลใหม่จะรับมือเศรษฐกิจได้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ สูงสุดแบบทิ้งห่าง รองลงมา 12.8 % ค่อนข้างเชื่อมั่น-เชื่อมั่นมากที่สุด และ 5.1% ไม่แน่ใจ

    ประชาชนกว่า 3 ใน 4 กำลังสะท้อนความศรัทธาที่มีต่อรัฐบาลและมีความกังวลอย่างหนักต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจมองว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนพอที่จะเป็นเบาะรับแรงกระแทกจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางได้

    2. ส่วนใหญ่หนุนมาตรการผสม เชียร์รัฐ “อุ้มพลังงานแบบจำกัด-ช่วยรากหญ้า”- “อีสาน” ขอตรึงถ้วนหน้า

    พบว่า 39.0% ต้องการให้รัฐบาลทั้งตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่และปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริง แต่เอางบไปช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง รองลงมา 30.7% ต้องการให้ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่ 11.1% ต้องการให้ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาวและช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า และ 8.1% ไม่แน่ใจ

    เสียงส่วนใหญ่ของทุกภาคต้องการให้รัฐบาลทั้งตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่และปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริง แต่เอางบไปช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง ยกเว้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ส่วนใหญ่ต้องการให้ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่ สูงถึง 41.3%

    ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจความซับซ้อนของปัญหา จึงไม่เลือกทางใดทางหนึ่งสุดโต่ง แต่ต้องการให้รัฐบาลประคับประคองทั้งระบบไปพร้อมกับการดูแลผู้ที่เดือดร้อนที่สุด ส่วนภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคเดียวที่ให้น้ำหนักกับการตรึงราคาพลังงานให้คนส่วนใหญ่สูงสุด อาจสะท้อนภาพความเปราะบางของสายป่านที่สั้นกว่าภาคอื่น ทำให้ไม่พร้อมรับมือกับต้นทุนค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นแบบฉับพลัน

    3. ปากท้องต้องรอด ส่วนใหญ่ยอมให้รัฐใช้งบอุ้มพลังงานช่วงวิกฤต “ตะวันออก-ใต้” หนุนสุดตัว

    พบว่า 38.6% ยอมรับได้ หากรัฐบาลต้องลดงบประมาณนโยบายอื่นเพื่อดูแลราคาพลังงานในระยะสั้น เพราะกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง รองลงมา 25.3% ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้นๆ 14.9% ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง 11.1% ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว และ 10.1% ไม่แน่ใจ

    เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค พบว่า หลายพื้นที่มีแนวโน้มยอมรับการใช้งบพยุงราคาพลังงาน โดยเฉพาะ ภาคตะวันออก (60.4%) และ ภาคใต้ (54.9%) ที่มีสัดส่วนยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรงสูงสุดทิ้งห่างภาคอื่น ๆ ขณะที่ กรุงเทพมหานครส่วนใหญ่ (32.9%) ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ

    สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากยังเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลใช้งบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น หากช่วยรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะภาคตะวันออกซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรม และภาคใต้ซึ่งพึ่งพาภาคบริการและการท่องเที่ยว คนสองภาคนี้จึงให้น้ำหนักกับการทุ่มงบประมาณเพื่อตรึงราคาพลังงานอย่างชัดเจน ในขณะที่คน กทม. มีแนวโน้มยอมรับมาตรการช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขและจำกัดช่วงเวลามากกว่า

    บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 15

    ผลสำรวจครั้งนี้ไม่ได้เพียงบอกว่าประชาชนกำลัง “กังวลอย่างมาก” ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ยังส่งสัญญาณ 2 เรื่องพร้อมกัน คือ ยังไม่มั่นใจรัฐบาลในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน แต่ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ไม่ได้ปฏิเสธบทบาทของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ พร้อมยอมรับการใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้น หากช่วยลดค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจึงควรเร่งสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนผ่านการสื่อสารแผนรับมือทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน พร้อมทั้ง จัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลราคาพลังงานอย่างยืดหยุ่นและมีกรอบเวลาที่แน่นอน โดยอาจเน้นการช่วยเหลือในพื้นที่หรือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนัก ควบคู่ไปกับการทยอยปรับราคาตามกลไกตลาดในส่วนที่รับไหว เพื่อให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า รัฐบาลสามารถเป็นที่พึ่งได้จริงในยามที่ค่าครองชีพและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกำลังกดดันชีวิตประจำวันอย่างหนัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2924430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04VjAHKQaIHrj-B7eBn7mr

  • “จีไอเอส” ดัน GIS สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ชู 6 กลไกขับเศรษฐกิจไทยแข่งโลก

    “จีไอเอส” ดัน GIS สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ชู 6 กลไกขับเศรษฐกิจไทยแข่งโลก

    จีไอเอสประกาศแผนปี 2569 ดัน GIS สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ชู 6 กลไกขับเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพแข่งขันประเทศ ด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่และ AI ยกระดับการตัดสินใจทุกภาคส่วน

    บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้นำด้านการให้บริการระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แบบครบวงจร ในกลุ่มบริษัทซีดีจี เปิดเผยกลยุทธ์ปี 2569 เดินหน้าตอกย้ำผู้นำเทคโนโลยี GIS ของประเทศ ผ่านแนวทาง 6 GIS Drivers ขยายบทบาทจากเทคโนโลยีวิเคราะห์เชิงลึก สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ขับเคลื่อนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ ยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและผลลัพธ์เชิงนโยบาย เศรษฐกิจและสังคม ครอบคลุมตั้งแต่ระดับประเทศ อุตสาหกรรม องค์กร ไปจนถึงประชาชน

    ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ ต่างต้องใช้ ‘ข้อมูลเชิงพื้นที่และเทคโนโลยี GIS’ เป็นแกนสำคัญ เพราะทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นบนพื้นที่จริง การมองเห็นข้อมูลทั้งหมดแบบรอบด้านจึงลดความผิดพลาดในการวางแผนงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานไปพร้อมกัน ‘จีไอเอส’ จึงมุ่งเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างเต็มศักยภาพ สะท้อนผ่านผลลัพธ์จริงในหลายมิติ

    ทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐานและบริหารสาธารณูปโภค การพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ การบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนส่งเสริมการให้บริการภาคประชาชนให้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งสะท้อนบทบาทของเทคโนโลยี GIS ในฐานะกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนการตัดสินใจและการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ”

    “ในปีนี้ เรายังคงเดินหน้าผลักดันเทคโนโลยี GIS ให้ก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศพร้อมขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทุกมิติของเศรษฐกิจและสังคมเพราะเราพิสูจน์แล้วว่า GIS สามารถนำไปใช้งานได้จริงในหลายภาคส่วน ช่วยให้ทุกองค์กรมองเห็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ขับเคลื่อนการตัดสินใจที่แม่นยำ วางแผนอย่างมีทิศทาง สร้างผลลัพธ์เชิงนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งมอบคุณค่าใหม่ให้ประเทศและสร้างความได้เปรียบในระยะยาว” ประธานบริษัท จีไอเอส กล่าว

    ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศทั่วโลก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 118 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.75 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2577 สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีต่อระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ ดังนั้นปี 2569 จีไอเอสจึงวางกรอบกลยุทธ์ “6 GIS Drivers” เพื่อยกระดับการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และเทคโนโลยี GIS ขับเคลื่อนคุณค่าทางเศรษฐกิจในทุกระดับ ได้แก่

    1. GIS Driver 1: Enterprise GIS Infrastructure Solutions: ยกระดับเทคโนโลยี GIS สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ รองรับการตัดสินใจในภารกิจสำคัญระดับประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ผ่านระบบภูมิสารสนเทศระดับองค์กร (Enterprise GIS) พร้อมผลักดันมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ

    2. GIS Driver 2: Nationwide Digital Map Data & Content: วางรากฐานโครงสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่ของประเทศผ่าน NOSTRA Map ด้วยฐานข้อมูลแผนที่ดิจิทัลและข้อมูลเชิงลึก ที่มีความละเอียด แม่นยำสูงด้วยมาตรฐานระดับโลก พร้อมครอบคลุมทั่วประเทศ และมีข้อมูลเฉพาะด้านสำหรับรองรับการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและธุรกิจ เพื่อการวิเคราะห์ วางแผน และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ในการเติบโตในระยะยาว

    3. GIS Driver 3: Logistics Intelligence: เสริมศักยภาพด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของประเทศด้วย NOSTRA LOGISTICS ที่พัฒนาโซลูชันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการงานขนส่งสำหรับโรงงานผลิต ธุรกิจค้าส่ง-ปลีก งานขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ และธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ตลอดจนการวิเคราะห์ต้นทุน–กำไร เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์ไทย

    4. GIS Driver 4: Smart Consumer Technology: ขยายการเข้าถึงเทคโนโลยี GIS สู่ผู้บริโภคผ่านช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าเทคโนโลยี ครอบคลุมอุปกรณ์นำทางอัจฉริยะ อุปกรณ์ด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย รวมถึงสินค้าเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่จีไอเอสเป็นผู้นำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรมขององค์กรสู่การใช้งานจริงของประชาชน สร้างดีมานด์ด้านเทคโนโลยีในระยะยาว

    5. GIS Driver 5: AI as the Strategic Engine: เร่งยกระดับเทคโนโลยี GIS ด้วยการผสาน AI เพื่อเสริมศักยภาพการวิเคราะห์ การคาดการณ์ และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ โดยตั้งเป้าให้ 30% ของโซลูชันในปีนี้เป็น AI-enabled ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรและปรับกระบวนการทำงาน เพื่อให้องค์กรสามารถสร้างคุณค่าจากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและนำไปใช้ได้จริง

    6. GIS Driver 6: New S‑Curve Ventures: ขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาวด้วยการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี GIS สู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมขยายบทบาทสู่การเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีในระดับสากล ควบคู่กับการสำรวจและพัฒนาธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดจากศักยภาพของ GIS เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และเสริมขีดความสามารถขององค์กรในอนาคต

    เพื่อให้การขับเคลื่อนเกิดผลในทุกมิติ จีไอเอสมุ่งเสริมความพร้อมทั้งด้านข้อมูลเชิงพื้นที่ เทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการทำงาน โดยต่อยอดจากประสบการณ์ด้านระบบภูมิสารสนเทศระดับองค์กรที่ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยมากว่า 30 ปี พร้อมผนึกความร่วมมือข้ามธุรกิจในกลุ่มบริษัทซีดีจี เพื่อเชื่อมต่อเทคโนโลยีและผลลัพธ์ที่จะสร้างความได้เปรียบแก่องค์กร และเพิ่มขีดความสามารถในการสนับสนุนภารกิจสำคัญของประเทศให้เกิดผลสูงสุด

    “จีไอเอสพร้อมเดินเคียงข้างทุกภาคส่วนในการผลักดันเทคโนโลยี GIS ให้ก้าวสู่บทบาทของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพราะเราเชื่อว่าเทคโนโลยี GIS ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับประสิทธิภาพของทุกองค์กรและหน่วยงานให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ทั้งในด้านการตัดสินใจ การบริหารจัดการ และการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งจะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว” ดร.ธนพร ทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wnCj6wCs6x4Nfsf81azaW

  • พรรคเศรษฐกิจ” เดือด! ประณาม สส. กร่าง ชี้หน้า-ข่มขู่-คุกคามกลางสภา

    พรรคเศรษฐกิจ” เดือด! ประณาม สส. กร่าง ชี้หน้า-ข่มขู่-คุกคามกลางสภา

    อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการอภิปรายและการประท้วงดังกล่าว ได้เกิดพฤติกรรมจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วนที่มีลักษณะเดินเข้ามาเผชิญหน้าถึงที่นั่งของ สส. พรรคเศรษฐกิจ มีการชี้หน้า ใช้ถ้อยคำในลักษณะข่มขู่ และมีการแตะต้องร่างกาย ซึ่งพรรคเศรษฐกิจเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และเข้าข่ายเป็นการคุกคาม ทั้งในเชิงร่างกายและเสรีภาพของผู้แทนราษฎร

    พฤติกรรมดังกล่าว มิใช่เพียงการแสดงความเห็นต่างทางการเมือง หากแต่เป็นการละเมิดบรรทัดฐานพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในระบอบรัฐสภา ซึ่งควรตั้งอยู่บนหลักของเหตุผล กติกา และความเคารพซึ่งกันและกัน การใช้การเผชิญหน้าในลักษณะคุกคามนอกรอบหลังการอภิปราย เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในสังคมประชาธิปไตย

    พรรคเศรษฐกิจขอย้ำว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งมากี่สมัย ย่อมมีสถานะและสิทธิเท่าเทียมกันภายใต้รัฐธรรมนูญ และมีสิทธิในการใช้กลไกของสภา รวมถึงการประท้วง เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด

    นอกจากนี้ พรรคเศรษฐกิจมีความกังวลอย่างยิ่งต่อแนวโน้มของการอภิปรายที่ขาดคุณภาพ และการใช้สคริปต์รวมถึง AI ที่มิได้เกิดจากการศึกษาหรือการเตรียมการอย่างแท้จริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสภาผู้แทนราษฎรในสายตาของประชาชน หากปล่อยให้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการกำกับดูแล

    พรรคเศรษฐกิจจึงขอเรียกร้องให้

    1.ประธานในที่ประชุมบังคับใช้ข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม

    2.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกฝ่ายเคารพกติกา และยุติพฤติกรรมที่มีลักษณะคุกคามหรือข่มขู่

    3.มีการรักษามาตรฐานและศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎรให้สมกับความคาดหวังของประชาชน

    พรรคเศรษฐกิจขอยืนยันว่า จะยังคงปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม ความสุจริต และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และจะไม่ยอมให้พฤติกรรมที่บ่อนทำลายระบบรัฐสภาเช่นนี้กลายเป็นเ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุเกิดกลางสภา เมื่อ สส. ต่างพรรค นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ปรี่เข้าหา นายคริส โปตระนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ 

    หลังจากที่ คริส อภิปรายพาดพิง สส.พรรคประชาชน ในวาระรายงานการเงินอุดหนุนกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ก่อน มีเพื่อนสส. มาช่วยเคลียร์                 

    ขณะที่ สส.อีกท่าน ชูสองนิ้ว และส่งสัญญาณ ให้ออกไปข้างนอกห้องประชุม โดยมีการอ่านภาษากาย ทำนอง ไปเจอกันตัวต่อตัว ข้างนอกดีกว่า

    พรรคเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/615365&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3utA6r364MwvfUcjLnNw5-

  • ผู้เชี่ยวชาญคาด น้ำมันกระทบเศรษฐกิจจีนแค่เล็กน้อย

    ผู้เชี่ยวชาญคาด น้ำมันกระทบเศรษฐกิจจีนแค่เล็กน้อย

    ผู้เชี่ยวชาญคาด น้ำมันกระทบเศรษฐกิจจีนแค่เล็กน้อย

    คาดเศรษฐกิจจีนจะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยจากปัญหาราคาน้ำมันแพง จากนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนอย่างเข้มข้น

    โกลด์แมน แซคส์ สถาบันการเงินเพื่อการลงทุนของสหรัฐฯ ระบุว่า ประเทศจีนจะอยู่ในตำแหน่งได้เปรียบกว่าสหรัฐฯ หลังจากสงครามอิหร่านยุติ เนื่องจากจีนมีความยืดหยุ่นและรับมือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้ดีกว่า ซึ่งทางสถาบันคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของจีนจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงในภาวะสงครามน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ

    นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังจะช่วยแก้ปัญหาภาวะเงินฝืดในจีนและช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่งด้วย

    Reuters/Stringer
    ผู้เชี่ยวชาญคาด น้ำมันกระทบเศรษฐกิจจีนแค่เล็กน้อย

    ทีมนักยุทธศาสตร์ของ โกลด์แมน แซคส์ ยังระบุว่า เศรษฐกิจจีนมีความพร้อมมากกว่าประเทศอื่น ๆ รวมถึงสหรัฐฯ ในการรับมือกับภาวะน้ำมันขาดแคลนและราคาพุ่งสูง เนื่องจากการวางกลยุทธ์กระจายแหล่งพลังงานที่หลากหลายของรัฐบาลจีน

    ในปี 2024 จีนมีสัดส่วนการใช้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวเพียง 28% ซึ่งต่ำที่สุดในโลก ขณะที่สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงถึง 40% ในช่วงเวลาเดียวกัน เท่ากับว่า ขณะที่ชาวจีนใช้ไฟฟ้าในบ้านหรือโรงงาน จึงเป็นการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียนมากกว่าไฟฟ้าที่ผลิตโดยอาศัยน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ

    ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ช่วยชะลอผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนคือปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาล แม้จีนไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบได้โดยสิ้นเชิง แต่ยังมีน้ำมันในคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์และเชิงพาณิชย์เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศได้นานถึง 110 วัน

    นอกจากนี้ จีนยังพึ่งพาคู่ค้าพลังงานนอกภูมิภาคตะวันออกกลางหลายแห่ง เช่น รัสเซีย ออสเตรเลีย และมาเลเซีย ซึ่งช่วยป้องกันผลกระทบจากสงครามอิหร่านได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ผ่านพ้นมาแล้ว 1 เดือนและส่งผลให้ราคาน้ำมันซื้อขายสูงขึ้นเกือบ 50% จากราคาในช่วงก่อนสงคราม จนทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักเริ่มกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ ภาวะเงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง

    โดยทีมนักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าสงครามครั้งนี้จะฉุดค่าจีดีพีหรือมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของจีนลงเพียง 0.2% ถือเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับสหรัฐซึ่งได้รับการประเมินไว้ที่ 0.4%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/272413&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gRhL6x_eCi8Yq2df7xL-r

  • ประวัติ คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ จากอดีตผู้ก่อตั้งอนาคตใหม่ สู่ขั้วตรงข้าม

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ จากอดีตผู้ก่อตั้งอนาคตใหม่ สู่ขั้วตรงข้าม

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ และเส้นทางการเมือง

    คริส โปตระนันทน์ เป็นที่รู้จักในฐานะทนายความและนักการเมืองชาวไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และประธานพรรคเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นอดีตหัวหน้าพรรคเส้นด้าย รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ และเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มเส้นด้ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19

    ชีวิตการศึกษาและครอบครัว

    คริส เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2531 มีภูมิลำเนาในเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรชายของนายมีพาศน์ โปตระนันทน์ และนางวีณา วราโชติเศรษฐ์ เขาสำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนอุดมวิทยา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง

    ด้านระดับอุดมศึกษา เขาใช้เวลาเพียง 3 ปีครึ่งในการคว้าปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ สาขากฎหมายมหาชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยม) สมัยเรียนได้รับเลือกเป็นประธานองค์กรนักศึกษากฎหมายแห่งเอเชีย (ALSA) และรองหัวหน้านิสิตคณะนิติศาสตร์ฯ หลังจากสอบผ่านเนติบัณฑิตไทย รุ่นที่ 63 เขาได้เดินทางไปศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษา Graduate Diploma of Economics (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม สหราชอาณาจักร

    จากนั้น คริสได้รับทุนฟุลไบรท์ (Fulbright) เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโท (LL.M.) ด้านกฎหมายป้องกันการผูกขาดและเศรษฐศาสตร์ (Antitrust Law and Economics) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา

    บทบาทในแวดวงวิชาการและงานเขียน

    ในด้านวิชาการ คริสเคยเป็นผู้ช่วยวิจัยที่สถาบันพระปกเกล้า และนักวิชาการรับเชิญที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ รวมถึงเป็นอาจารย์พิเศษในหลายสถาบัน เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เขายังมีผลงานการเขียนบทความเชิงวิพากษ์สังคม กฎหมาย การเมือง และเศรษฐกิจ ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ โดยมีจุดยืนสนับสนุนการแข่งขันเสรี เศรษฐกิจแบบตลาดที่รัฐไม่เข้าไปแทรกแซง และเสนอให้มีการกระจายอำนาจเพื่อแก้ปัญหาการเมืองไทย รวมไปถึงการต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง

    เส้นทางการเมืองจากพรรคอนาคตใหม่ สู่ขั้วการเมืองของตนเอง

    จุดเริ่มต้นบนเส้นทางการเมืองของคริส เริ่มจากการเป็นผู้ทำพาเหรดล้อการเมืองในสมัยเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองอย่างตรงไปตรงมา ต่อมาเขาได้เข้าสู่การเมืองระดับชาติในฐานะหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้ง พรรคอนาคตใหม่ โดยได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค

    ในการเลือกตั้งปี 2562 เขาลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. กรุงเทพมหานคร เขต 6 แม้จะไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่สามารถคว้าคะแนนเสียงไปได้ถึง 23,980 คะแนน การลงพื้นที่ครั้งนั้นได้รับความสนใจจากแคมเปญ 888 : หาเสียงผ่าเมือง ที่ร่วมสำรวจและเสนอแนวทางแก้ปัญหาขนส่งมวลชนผ่านการนั่งรถเมล์สาย 8 นอกจากนี้เขายังมีบทบาทในการผลักดันร่างกฎหมายสุราก้าวหน้าเพื่อทลายกลุ่มทุนผูกขาดอุตสาหกรรมสุรา

    ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2564 คริสได้ก่อตั้งกลุ่ม เส้น-ด้าย (Zendai) ร่วมกับพี่ชาย เพื่อประสานงานรับส่งผู้ป่วยและช่วยเหลือประชาชนที่เข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุขของรัฐ

    จากบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เขาได้ยุติบทบาทกับพรรคก้าวไกล และผันตัวมาก่อตั้งพรรคเส้นด้าย ก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นประธาน พรรคเศรษฐกิจ และดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการสร้างแนวทางและขั้วการทำงานการเมืองในแบบฉบับของตนเองอย่างเต็มตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9881818/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yW-TWFpxgxoWElZQYrmD7

  • พันธมิตรสหรัฐฯ กว่า 40 ชาติหารือเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังทรัมป์ส่งสัญญาณอาจถอนตัวจากสงคราม

    พันธมิตรสหรัฐฯ กว่า 40 ชาติหารือเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังทรัมป์ส่งสัญญาณอาจถอนตัวจากสงคราม

    อังกฤษระบุว่า “ประเทศต่างๆ ประมาณ 40 ประเทศหารือกันเมื่อวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) ที่ผ่านมา ถึงมาตรการร่วมกันเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และหยุดยั้งอิหร่านจากการ ‘ใช้เศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน’” หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า “การรักษาความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือนั้นเป็นหน้าที่ของประเทศอื่นๆ ที่จะต้องแก้ไข” 

    “ความประมาทของอิหร่านในการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือนั้น ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนและธุรกิจในทุกมุมโลก เราเห็นอิหร่านยึดเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศเพื่อใช้เศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน” 

    — อีเว็ตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ เผย 

    การหารือเกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์กล่าวเมื่อเย็นวันพุธ (1 เม.ย.) ว่า “เดี๋ยวอิหร่านก็ถอนกำลังออกจากช่องแคบเอง แล้วก็เป็นความรับผิดชอบของประเทศต่างๆ ที่พึ่งพาเส้นทางเดินเรือนี้ในการทำให้แน่ใจว่าช่องแคบเปิดอยู่” 

    เจ้าหน้าที่ยุโรปกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) ว่า “การประชุมเบื้องต้นมุ่งเน้นไปที่ทางเลือกทางการทูตและเศรษฐกิจเพื่อโน้มน้าวให้อิหร่านเปิดช่องแคบ” แม้ว่าการประชุมจะจบลงโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ ที่เฉพาะเจาะจง แต่ชาติเหล่านี้ก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่า “อิหร่านไม่ควรเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านแดนจากเรือที่ใช้เส้นทางน้ำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และทุกประเทศควรสามารถใช้เส้นทางน้ำนี้ได้อย่างเสรี” 

    ส่วนขั้นตอนต่อไปของการเจรจาจะเป็นการประชุมของนักวางแผนทางทหารในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือเกี่ยวกับทางเลือกต่างๆ รวมถึงงานกวาดล้างทุ่นระเบิดที่อาจเกิดขึ้น และการจัดกำลังเสริมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับการขนส่งสินค้าทางทะเล 

    (Photo by SEPAH NEWS / AFP) 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/britain-says-40-countries-discuss-reopening-strait-of-hormuz-after-iran-blockade&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25cRDPQuUid1jt1xIzG0t_