Category: เศรษฐกิจ

  • โอมานก้าวสู่ฐานที่มั่นทางเศรษฐกิจภูมิภาค รับนักลงทุนยูเออีขยายฐาน

    โอมานก้าวสู่ฐานที่มั่นทางเศรษฐกิจภูมิภาค รับนักลงทุนยูเออีขยายฐาน

    กระทรวงที่อยู่อาศัยและการพัฒนาเมืองของรัฐสุลตานโอมาน (Oman’s Ministry of Housing and Urban Development : MHUD) เปิดเผยว่า มูลค่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งในสาม คิดเป็นมูลค่ารวม 550 ล้านเหรียญสหรัฐฯโดยมีปัจจัยสำคัญจากความสนใจที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  (ยูเออี) และความต้องการที่อยู่อาศัยและสำนักงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ค่าเช่าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 8 โดยเฉพาะในเขตเมืองหลัก ซึ่งเป็นสัญญาณของตลาดที่มีความต้องการสูงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง 

    ข้อมูลของกระทรวงฯ ระบุว่า ในเดือนมีนาคม นักลงทุนจากยูเออีคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของจำนวนธุรกรรมทั้งหมด ขณะที่สถิติในปี 2568 แสดงให้เห็นว่านักลงทุนจากยูเออีมีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 12 ของยอดขายอสังหาริมทรัพย์รายเดือนในโอมาน นาย Mustafa Hussein ผู้อำนวยการบริษัท Property Shop เปิดเผยว่า นักลงทุนจากยูเออีส่วนใหญ่มาจากรัฐดูไบ และนิยมซื้ออพาร์ตเมนต์ขนาด 1–3 ห้องนอน โดยกรุงมัสกัตเป็นทำเลเป้าหมายหลัก รองลงมาคือเมือง Sohar ซึ่งตั้งอยู่ใกล้พรมแดนยูเออี ทั้งนี้ยังคงมีข้อเสนอจากนักลงทุนทั้งชาวเอมิเรตส์และชาวต่างชาติที่พำนักในยูเออีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

    มีกลุ่มผู้ซื้อจำนวนหนึ่งให้เหตุผลว่า โอมานเป็นจุดหมายการลงทุนที่มีความปลอดภัยท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบ บางรายได้ขายทรัพย์สินในยูเออีเพื่อนำเงินมาซื้อบ้านหรืออพาร์ตเมนต์ในโอมานซึ่งมีราคาต่ำกว่า เช่น นาย Jason Bradford อดีตข้าราชการสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์กับ AGBI ว่าได้ขายอพาร์ตเมนต์ในดูไบก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้าย เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่นั่นกำลังชะลอตัว อีกทั้งราคาทรัพย์สินในโอมานยังถูกกว่ายูเออีอย่างน้อยร้อยละ 25

    ด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ในยูเออีมียอดการซื้อขายลดลงเกือบร้อยละ 30 นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งโดยในช่วงสามสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมมีมูลค่าธุรกรรม 7.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อตกลงกันไว้ก่อนสถานการณ์ตึงเครียด แต่ยังคงลดลงจาก 11.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกันของเดือนกุมภาพันธ์ นายImran Khan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Pixl Group และ Invespy ให้ความเห็นว่าหากสถานการณ์ยุติลง ตลาดอาจปรับตัวลงไปถึงจุดต่ำสุดก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง 

    นอกจากนี้ข้อมูลจากศูนย์สารสนเทศสถิติแห่งชาติ (National Center of Statistical Information : NCSI ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของโอมานในปี 2568 มีการขยายตัวร้อยละ 16 โดยมีมูลค่าธุรกรรมรวม 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 2.8 พันล้านดอลลาห์ ของปีก่อนหน้า ธนาคารกลางโอมานได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยจำนอง (Mortgage) ในปี 2568 ลงร้อยยละ 0.25 เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัย ส่งผลให้จำนวนที่อยู่อาศัยที่ซื้อด้วยสินเชื่อจำนองเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เป็นเกือบ 23,000 หน่วย 

    เพื่อใช้ประโยชน์จากกระแสการลงทุนที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลโอมานมีมาตรการเชิงนโยบาย ได้แก่ การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ ปรับปรุงขั้นตอนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้รวดเร็วและโปร่งใส ขยายพื้นที่ Freehold สำหรับชาวต่างชาติ จัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One‑Stop Service) สำหรับนักลงทุน GCC 

    ส่วนมาตรการจูงใจด้านการเงิน เสนออัตราดอกเบี้ยจำนองพิเศษสำหรับนักลงทุนยูเออี ลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์สำหรับผู้ซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมสินเชื่อร่วมระหว่างธนาคารโอมานและธนาคารยูเออี

    ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนหลายพันลูกเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ โดยยูเออีได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่โอมานได้รับความเสียหายน้อยกว่าประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) อื่น ๆ 

    สถานการณ์สำคัญ 

    ความสำคัญของประเทศโอมานที่มีต่อยูเออีและซาอุดีอาระเบียในสภาวะวิกฤตการณ์นี้คือการทำหน้าที่เป็นประตูยุทธศาสตร์ทางทะเลสายใหม่ผ่านท่าเรือ Sohar ที่ตั้งอยู่ภายนอกจุดเสี่ยง พร้อมเป็นศูนย์กลางความมั่นคงด้านปัจจัยพื้นฐานโดยเฉพาะอาหารและยาสำหรับกลุ่มประเทศ GCC อีกทั้งยังเป็นจุดเชื่อมต่อเส้นทางขนส่งทางบกผ่านโครงการรถไฟ Hafeet มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนกลไกทางศุลกากรพิเศษด้วยระบบ Green Corridor ระหว่างโอมานและดูไบเพื่อความรวดเร็วในการขนส่ง และยังเป็นที่ตั้งของคลังสำรองอาหารระดับภูมิภาค    เพื่อรับประกันความมั่นคงในกรณีที่เส้นทางเดินเรือถูกตัดขาดโดยสมบูรณ์

    การค้ากับประเทศไทย

    ปี 2569 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและโอมานระหว่างเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 206.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.0 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไทยมีการส่งออกไปยังโอมานมาเป็นมูลค่า 77.83 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.9 สำหรับการนำเข้าสินค้าจากโอมานมายังประเทศไทยมีมูลค่า 128.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.5 

    สินค้าที่ไทยส่งออกไปโอมานที่สำคัญ ได้แก่ ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง ปลากระป๋อง สินค้ากสิกรรม (แป้งมัน ผักสด ผลไม้สด ข้าว) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เคมีภัณฑ์ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องสำอาง และ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เป็นต้น

    สินค้าที่ไทยนำเข้าจากโอมานที่สำคัญ ได้แก่ เหล็ก และผลิตภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ สัตว์น้ำสดแช่แข็ง และน้ำมันสำเร็จรูป เป็นต้น

    ผลกระทบ/โอกาส  

    โอมานกำลังถูกมองเป็น “ตลาดปลอดภัย” ในอ่าวอาหรับ ทำให้บทบาททางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศยิ่งเด่นขึ้น และสร้างโอกาสให้สินค้าไทยเข้าไปต่อยอดได้มากขึ้น โอกาสส่งออกไปโอมานเพิ่มขึ้น เพราะความต้องการในโอมานยังขยายตัว ทั้งด้านที่อยู่อาศัย โครงสร้างพื้นฐาน และสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกันรายงานระบุว่าการค้าไทย-โอมานช่วง ม.ค.-ก.พ. 2569 โตถึง 25.0% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

    สินค้าไทยกลุ่มอาหาร ยานพาหนะ เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มได้ประโยชน์ เพราะโอมานถูกวางบทบาทเป็นศูนย์กลางความมั่นคงด้านอาหารและยา รวมถึงเป็นจุดเชื่อมขนส่งใน GCC

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคยังต้องติดตาม หากความตึงเครียดยืดเยื้อ อาจกระทบเส้นทางเดินเรือและต้นทุนโลจิสติกส์ในอ่าวอาหรับ แม้โอมานจะเสียหายน้อยกว่าประเทศอื่นใน GCC ก็ตาม

    ไทยสามารถส่งออกอาหารแปรรูปและสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ผักผลไม้ อาหารกระป๋อง และน้ำมัน/อาหารสำเร็จรูปที่ไทยมีฐานผลิตแข็งแรง ขยายตลาดวัสดุก่อสร้างและสินค้าที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เพราะตลาดอสังหาฯ โอมานกำลังขยายตัว และมีแรงซื้อจากทั้งคนท้องถิ่นและนักลงทุนต่างชาติ

    ใช้โอมานเป็นประตูสู่ GCC โดยเฉพาะผ่านท่าเรือ Sohar, Green Corridor และโครงการรถไฟ Hafeet ซึ่งช่วยให้ไทยวางสินค้าในเส้นทางกระจายสินค้าภูมิภาคได้

    โอกาสด้านการลงทุน/ร่วมทุนโลจิสติกส์และคลังสินค้า สำหรับบริษัทไทยที่ต้องการลดความเสี่ยงจากเส้นทางผ่านจุดเสี่ยงในภูมิภาค ขณะนี้โอมานเป็นตลาดที่น่าจับตาในฐานะ “ประตูใหม่ของ GCC” และไทยควรเร่งขายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และวัสดุที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของเมือง/อสังหาริมทรัพย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c39bflq23gbvabnt5o18a0sl&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FMXOiFfpwogzW8PxCHXWL

  • คอลัมน์การเมือง – เมื่อ ‘มืออาชีพ’ นำทาง ‘การเมือง’  สัญญาณบวกฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

    คอลัมน์การเมือง – เมื่อ ‘มืออาชีพ’ นำทาง ‘การเมือง’ สัญญาณบวกฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทย

    ท่ามกลางมรสุมลูกใหญ่ที่ซัดถาโถมเข้าใส่เศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยภายนอกอย่างความผันผวนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ ไปจนถึงปัจจัยภายในเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เท่าทันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) คำถามสำคัญที่สังคมเฝ้าถามมาตลอดคือ “เรามีทีมทำงานที่ตรงจุดและเก่งพอหรือไม่?”

    คำตอบเริ่มฉายชัดขึ้นเมื่อความเคลื่อนไหวล่าสุดจากกระทรวงการคลังปรากฏภาพการดึงตัว ดร.สันติธาร เสถียรไทยหรือ “ดร.ต้นสน” นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงในระดับสากล เข้ามาดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ภายใต้การนำของ ดร.เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง การขยับหมากครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเติมเต็มตำแหน่งว่างทางการเมือง แต่คือการส่งสัญญาณว่า“ผลประโยชน์ของบ้านเมือง” กำลังถูกยกขึ้นมาวางไว้เหนือ “โควตาพรรค”

    ในประเด็นนี้ ต้องให้เครดิตอย่างสูงต่อ ดร.เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะผู้นำทัพเศรษฐกิจ ที่กล้าตัดสินใจดึง “คนเก่ง” ที่มีความรู้ความสามารถระดับแนวหน้าเข้ามาช่วยงาน การเลือกใช้คนแบบถูกฝาถูกตัว ในสภาวะวิกฤตเช่นนี้ สะท้อนถึงวุฒิภาวะของผู้นำที่ตระหนักดีว่า ลำพังเพียงองคาพยพทางราชการหรือกลไกการเมืองแบบเดิม อาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในโลกยุคใหม่ การสร้าง “ทีมไฮบริด” ที่ผสมผสานระหว่างความเก๋าในระบบกับวิสัยทัศน์โลกใหม่ จึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุด

    สำหรับ ดร.สันติธาร เขาคือบุคลากรที่เพียบพร้อมด้วยต้นทุนทางสังคมและสติปัญญา เป็นบุตรชายของดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ และ ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งบ่มเพาะให้เขาเติบโตมาพร้อมกับจิตสำนึกในการรับใช้ส่วนรวม โปรไฟล์การศึกษาจาก มหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ด และ London School of Econcmics ประกอบกับประสบการณ์การเป็นผู้บริหารระดับสูงในบริษัท Big Tech ระดับภูมิภาคอย่าง Sea Group และการเป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียวในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของ World Economic Forum ทำให้เขามี “สายตา” ที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกได้กว้างและไกลกว่ามาตรฐานทั่วไป

    ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ดร.เอกนิติ และ ดร.สันติธาร ทั้งคู่ต่างเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายเทคโนแครตที่เติบโตมาจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) การพูดภาษาข้อมูล(Data) เดียวกันจะช่วยลดรอยต่อในการทำงาน โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างนโยบายการคลังของรัฐบาล และนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่ง ดร.สันติธาร เพิ่งสละเก้าอี้กรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อมากู้ชีพเศรษฐกิจชาติในครั้งนี้

    บทสรุปของปรากฏการณ์นี้คือบทเรียนสำคัญของการเมืองไทย ว่าในยามที่บ้านเมืองเผชิญวิกฤตศรัทธาและวิกฤตปากท้อง การดึง “มืออาชีพ” เข้ามานำทาง “การเมือง” คือทางออกที่ถูกต้องที่สุด ประโยชน์ที่ตกแก่บ้านเมืองจากการรวมตัวของคนเก่งครั้งนี้ คือเครื่องยืนยันว่าหากเรากล้าก้าวข้ามเส้นแบ่งขั้วอำนาจ แล้วเอาความสามารถเป็นตัวตั้ง แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของเศรษฐกิจไทยย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65989&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PyAYD2qU64vxpCBGxvlS9

  • นอนฟาร์มสหรัฐพุ่ง 178K สูงกว่าคาดเกือบ 3 เท่า Bitcoin ทรงตัวที่ $67,157

    นอนฟาร์มสหรัฐพุ่ง 178K สูงกว่าคาดเกือบ 3 เท่า Bitcoin ทรงตัวที่ $67,157

    Siam Blockchain

    By

    เมษายน 3, 2026

    นอนฟาร์มสหรัฐพุ่ง 178K สูงกว่าคาดเกือบ 3 เท่า Bitcoin ทรงตัวที่ $67,157

    สรุปข่าว
    • ตัวเลขนอนฟาร์มเดือนมีนาคม 2569 ออกมาที่ 178,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 65,000 ตำแหน่งอย่างมาก และพลิกกลับจากตัวเลขติดลบ -92,000 ตำแหน่งในเดือนก่อน
    • อัตราว่างงานอยู่ที่ 4.3% ต่ำกว่าคาดการณ์และเดือนก่อนที่ 4.4% บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐยังแข็งแกร่ง แรงงานยังหางานได้ไม่ยาก
    • ตลาดจับตาว่าตัวเลขแข็งแกร่งนี้จะลดแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เร่งลดดอกเบี้ย กดดันสินทรัพย์เสี่ยงในระยะสั้น

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    แม้ตัวเลขตลาดแรงงานออกมาแข็งแกร่ง แต่อัตราว่างงานที่ลดลงมาอยู่ที่ 4.3% จากเดิม 4.4% ช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาด ความคาดหวังนโยบาย Fed ยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ Bitcoin จึงมีแนวโน้มทรงตัวถึงฟื้นตัวเล็กน้อยในระยะสั้น

    เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569 เวลา 20:30 น. ตามเวลาไทย (8:30 AM EST) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร หรือ ตัวเลขนอนฟาร์ม ประจำเดือนมีนาคม ออกมาที่ 178,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 65,000 ตำแหน่ง และพลิกกลับจากตัวเลขติดลบ -92,000 ตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ได้อย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกัน อัตราว่างงานก็ลดลงมาอยู่ที่ 4.3% ต่ำกว่าทั้งคาดการณ์และตัวเลขเดือนก่อนที่ 4.4% สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงร้อนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาด

    ณ ขณะที่ตัวเลขออก Bitcoin (BTC) ซื้อขายอยู่ที่ $67,157 บวกขึ้น 1.57% ในรอบ 24 ชั่วโมง ส่วน Ethereum (ETH) อยู่ที่ $2,067.37 บวก 1.80% ตลาดคริปโตโดยรวมยังแสดงแรงซื้อก่อนตัวเลขออก แต่เมื่อข้อมูลประกาศ นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักว่าตัวเลขแข็งแกร่งนี้หมายความว่าอะไรต่อทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต

    ตลาดแรงงานแข็งแกร่ง ส่งสัญญาณอะไรต่อ Fed

    ตัวเลขนอนฟาร์มที่ 178,000 ตำแหน่ง เทียบกับที่คาดไว้เพียง 65,000 ตำแหน่ง ถือว่าสูงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ การจ้างงานที่พุ่งสูงขนาดนี้บ่งชี้ว่าบริษัทต่างๆ ยังคงขยายกำลังคน ผู้บริโภคมีรายได้ มีกำลังใช้จ่าย และนั่นคือเชื้อเพลิงให้เงินเฟ้อยังคุกรุ่นได้ต่อไป ในมุมของ Fed แรงกดดันด้านค่าจ้างยังคงเป็นตัวแปรที่ต้องจับตา เพราะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งมักนำมาสู่การขึ้นค่าแรง และค่าแรงที่สูงขึ้นก็ผลักให้ต้นทุนสินค้าสูงตาม Fed จึงยังไม่มีเหตุผลเร่งด่วนที่จะลดดอกเบี้ยลงในเร็วๆ นี้

    อย่างไรก็ตาม อัตราว่างงานที่ลดลงมาอยู่ที่ 4.3% จาก 4.4% ในเดือนก่อน ทำให้ภาพรวมตลาดแรงงานชัดเจนขึ้น ไม่ใช่สัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลงจนน่าเป็นห่วง ความไม่แน่นอนในตลาดจึงลดลงบ้าง เพราะอย่างน้อยเศรษฐกิจยังไม่ถดถอย

    ผลกระทบต่อคริปโต ทรงตัวหรือฟื้นเล็กน้อย

    สำหรับตลาดคริปโต ตัวเลขนอนฟาร์มที่สูงกว่าคาดมากขนาดนี้ ในเชิงทฤษฎีมักถูกมองเป็นปัจจัยกดดัน เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทำให้ Fed ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งผ่อนคลายนโยบาย ดอลลาร์แข็งค่า กระแสเงินอาจไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต แต่ภาพที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ อัตราว่างงานที่ลดลงมาอยู่ใกล้ระดับ 4.3% บ่งชี้ถึงเสถียรภาพของตลาดแรงงาน ไม่ใช่สัญญาณเศรษฐกิจร้อนแรงจนเกินไป ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed จึงยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย และนั่นทำให้ตลาดมีเสถียรภาพพอที่ Bitcoin จะทรงตัวถึงฟื้นตัวเล็กน้อยได้

    Bitcoin ที่ $67,157 และ ETH ที่ $2,067.37 ยังอยู่ในโซนบวกก่อนตัวเลขออก ตลาดอาจแกว่งตัวในช่วงค่ำคืนหลังข้อมูลถูกย่อย แต่ด้วยความไม่แน่นอนที่ลดลงหลังตัวเลขออกมาชัดเจน โอกาสที่ราคาจะดิ่งลงแรงยังไม่สูงในทันที นักลงทุนควรจับตาว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตอบรับอย่างไรในช่วงคืนนี้เพื่อประเมินทิศทางคริปโตในระยะถัดไป

    ตัวเลขที่ต้องจับตาถัดไป

    ตัวเลขนอนฟาร์มชุดนี้พลิกกลับจากเดือนก่อนที่ติดลบ -92,000 ตำแหน่งได้อย่างน่าประหลาดใจ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งจะตั้งคำถามว่าตัวเลขที่แข็งแกร่งในเดือนมีนาคมนี้มาจากการชดเชยของเดือนก่อน หรือเป็นแนวโน้มที่ยั่งยืน การประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนถัดไปและการประชุม Fed จะเป็นตัวยืนยันว่า Fed จะยืนดอกเบี้ยหรือเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย ซึ่งจะมีน้ำหนักต่อทิศทางคริปโตมากกว่าตัวเลขชุดนี้เพียงอย่างเดียว


    ความเห็นผู้เขียน

    ต้องบอกตรงๆ ว่าตัวเลขนอนฟาร์มที่ 178,000 ตำแหน่งนี้ เกินคาดมากจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อเดือนที่แล้วออกมาติดลบถึง -92,000 ตำแหน่ง ผมมองว่าตลาดอาจต้องใช้เวลาย่อยตัวเลขนี้สักพัก เพราะมันไม่ได้ตีความง่ายๆ ว่าดีหรือไม่ดีสำหรับคริปโต

    ฝั่งหนึ่งบอกว่าตลาดแรงงานแข็งแกร่ง Fed ไม่ต้องลดดอกเบี้ย ดอลลาร์แข็ง คริปโตเสียเปรียบ แต่อีกฝั่งหนึ่งก็มองว่าอัตราว่างงานที่ลดลงมาอยู่ที่ 4.3% นั้นไม่ได้น่ากลัว เป็นแค่เสถียรภาพของตลาดแรงงาน ไม่ใช่สัญญาณเงินเฟ้อพุ่งกลับมา ส่วนตัวผมจะจับตาว่า Bitcoin รักษาแนว $67,000 ไว้ได้ไหมในช่วงคืนนี้ ถ้าทรงตัวได้และไม่มีแรงขายหนักออกมาก็ถือว่าตลาดย่อยข่าวได้ดีพอสมควรครับ

    ภาพจาก AI

    📅 ผู้ที่สนใจดูปฏิทินเศรษฐกิจ สามารถดูได้ที่นี่

    Siam Blockchain

    คุณเชน

    คุณเชน เป็นระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของ Siam Blockchain ที่ทำงานภายใต้การกำกับดูแลของกองบรรณาธิการ ระบบได้รับการออกแบบให้ติดตามและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหลายแห่งแบบเรียลไทม์ โดยเน้นความถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วน เนื้อหาทุกชิ้นผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องโดยทีมบรรณาธิการของ Siam Blockchain ก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับข่าวสารคริปโตเคอร์เรนซีที่เชื่อถือได้และทันเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/04/03/us-nonfarm-payrolls-178k-unemployment-4-3-april-2025-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FFy1K_0wzTTQOZFcJ6MS0

  • ประวัติ คริส โปตระนันทน์ และเส้นทางการเมืองที่น่าจับตามอง

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์ และเส้นทางการเมืองที่น่าจับตามอง

    เปิดประวัติ คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ คือใคร ทำไมถึงเป็นที่สนใจ

              คริส โปตระนันทน์ ประวัติประธานพรรคเศรษฐกิจ นักการเมืองและนักกฎหมายรุ่นใหม่ กับเส้นทางชีวิตที่น่าสนใจ  

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์

              “คริส โปตระนันทน์” กลายเป็นอีกหนึ่งคีย์เวิร์ดมาแรงที่ติดเทรนด์บน Google Trends เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 หลังเกิดเหตุปะทะคารมในสภาฯ ระหว่าง สส.พรรคประชาชน กับ คริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ จากประเด็นวิจารณ์การอภิปรายว่าใช้ ChatGPT และทำงานไม่คุ้มภาษี จนเกิดการโต้ตอบถึงความไม่เหมาะสม

              ภายหลังจบการอภิปราย มีรายงานว่า สส.พรรคประชาชน เดินไปหาคริสถึงที่นั่ง โดยเจ้าตัวระบุว่าถูกคุกคามถึงขั้นถูกจับแขน และเตรียมรวบรวมหลักฐานเพื่อยื่นตรวจสอบด้านจริยธรรมต่อไป

             อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ คริส โปตระนันทน์ กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ จนหลายคนอยากรู้จักประวัติและบทบาทของเขามากยิ่งขึ้น

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

    ประวัติคริส โปตระนันทน์ คือใคร ?

    คริส โปตระนันทน์ ประวัติและข้อมูลส่วนตัว

              ประวัติ คริส โปตระนันทน์ เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2531 ปัจจุบันอายุ 38 ปี มีภูมิลำเนาในกรุงเทพมหานคร เติบโตในครอบครัวที่มีพื้นฐานด้านการศึกษาและสังคม โดยเป็นบุตรของนายมีพาศน์ โปตระนันทน์ และนางวีณา วราโชติเศรษฐ์

              ด้านการศึกษา คริส โปตระนันทน์ เริ่มต้นจากโรงเรียนในจังหวัดราชบุรี ก่อนเข้าศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง และต่อยอดด้านกฎหมายในระดับมหาวิทยาลัย จากคณะนิติศาสตร์ สาขากฎหมายมหาชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยม) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการก้าวสู่สายอาชีพนักกฎหมาย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการก้าวสู่สายอาชีพนักกฎหมาย

              หลังจากสอบผ่านเนติบัณฑิตไทย รุ่นที่ 63 คริส โปตระนันทน์ ได้ต่อยอดการศึกษาในต่างประเทศ โดยสำเร็จหลักสูตร Graduate Diploma of Economics (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม สหราชอาณาจักร ก่อนจะได้รับทุน Fulbright Program เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโท (LL.M.) ด้านกฎหมายแข่งขันทางการค้าและเศรษฐศาสตร์ (Antitrust Law and Economics) จาก University of California, Berkeley สหรัฐอเมริกา 

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

    เส้นทางอาชีพและบทบาทนักกฎหมายของ คริส โปตระนันทน์

             คริส โปตระนันทน์ เป็นที่รู้จักในฐานะนักกฎหมาย และเคยมีบทบาทด้านวิชาชีพกฎหมายควบคู่กับการทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด 19 ที่เขาได้ก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย เพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน บทบาทดังกล่าวทำให้เขาได้รับความสนใจในฐานะคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดด้านสังคมและการเมือง

    คริส โปตระนันทน์ กับถนนเส้นทางการเมือง

              คริส โปตระนันทน์ เริ่มต้นเส้นทางการเมืองตั้งแต่ช่วงชีวิตนักศึกษา จากการมีบทบาทในกิจกรรมพาเหรดล้อการเมืองที่สะท้อนมุมมองทางสังคมอย่างตรงไปตรงมา ก่อนก้าวเข้าสู่การเมืองระดับชาติในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค

             ในการเลือกตั้งปี 2562 คริส โปตระนันทน์ ลงสมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 6 แต่แม้จะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่เขาสามารถสร้างการรับรู้ในวงกว้างผ่านแนวคิดนโยบายและแคมเปญหาเสียงที่เข้าถึงปัญหาคนเมืองอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการมีบทบาทผลักดันประเด็นเชิงโครงสร้าง เช่น กฎหมายสุราก้าวหน้า

              ต่อมาในช่วงวิกฤตโควิด 19 ปี 2564 คริส โปตระนันทน์ ได้ก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย เพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน แสดงถึงบทบาทการทำงานภาคประชาชนควบคู่การเมืองอย่างชัดเจน ก่อนจะปรับบทบาททางการเมืองอีกครั้งด้วยการก่อตั้งพรรคเส้นด้าย และก้าวขึ้นมาเป็นประธานพรรคเศรษฐกิจ พร้อมดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อในปัจจุบัน  

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

    ข่าวคริส โปตระนันทน์ เปิดศึกกลางสภา อ้างถูกคุกคาม 

              วันที่ 2 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา เกิดเหตุปะทะคารมระหว่าง สส.พรรคประชาชน (ปชน.) และ สส.พรรคเศรษฐกิจ โดย คริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจ และประธานพรรค ลุกขึ้นประท้วงนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน ว่าทำผิดข้อบังคับการประชุม พร้อมตั้งคำถามถึงการทำงานของ สส. ว่าคุ้มค่าภาษีประชาชนหรือไม่ รวมถึงพาดพิงการใช้ ChatGPT ในการเขียนอภิปราย และมีการเปรียบเปรยบางคนว่า “สามล้อถูกหวย”

              ด้านนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ลุกขึ้นโต้กลับว่า ไม่เหมาะสมที่จะดูถูกเพื่อนสมาชิก พร้อมเรียกร้องให้ให้เกียรติกัน ขณะที่รองประธานสภาฯ ต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ ขอให้ทุกฝ่ายอภิปรายในกรอบและไม่ใช้ถ้อยคำดูหมิ่นกัน

              ภายหลัง คริส โปตระนันทน์ แถลงว่า รู้สึกถูกคุกคามทั้งทางร่างกายและเสรีภาพ โดยระบุว่ามีการชี้หน้าและจับแขน พร้อมเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดจริยธรรมหรือไม่ และอาจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    ประวัติ คริส โปตระนันทน์

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18SrppIuDQU05rbIM5nt1E

  • ประวัติ ‘กุลยา ตันติเตมิท’ สะพัดยื่นลาออก ผู้ถูกวางตัวปลัดคลังหญิงคนแรก | เดลินิวส์

    ประวัติ ‘กุลยา ตันติเตมิท’ สะพัดยื่นลาออก ผู้ถูกวางตัวปลัดคลังหญิงคนแรก | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีข่าวลือสะพัด นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร ยื่นหนังสือลาออกจากราชการกะทันหัน โดยคาดว่าจะมีผลวันที่ 1 พ.ค. 2569 ท่ามกลางกระแสข่าวแรงกดดันทางการเมืองภายในหลังเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและมีโยกย้ายข้าราชการระดับสูงช่วงปี 2568 ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เบรกใบลาออก ยังไม่เซ็นอนุมัติ และตีกลับให้ทบทวน 

    สรุป กุลยา ตันติเตมิท ลาออก

    • สถานะปัจจุบัน: ยื่นใบลาออกแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ปลัดคลังสั่งให้กลับไปทบทวน
    • สาเหตุคาดการณ์: มีมรสุมการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ในช่วงเดือน ต.ค. 2568 ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมภายในกระทรวง
    • โปรไฟล์: ดร.กุลยา เป็นข้าราชการหญิงระดับสูงที่ทำประวัติศาสตร์นั่งเก้าอี้อธิบดีครบ 3 กรมหลัก (สรรพากร, สรรพสามิต, ศุลกากร) และถูกวางตัวเป็นตัวเต็งปลัดกระทรวงการคลังหญิงคนแรก
    • ผลกระทบ: หากลาออกจริง จะถือเป็นการปิดฉากเส้นทางราชการที่น่าจับตา และส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจภายในกระทรวงการคลัง 

    ประวัติ กุลยา ตันติเตมิท

    ดร.กุลยา ตันติเตมิท เป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงการคลังที่มีประวัติโดดเด่น จบเศรษฐศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่งจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และ ปริญญาเอกสหรัฐ เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค เป็น “ลูกหม้อ” สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เคยเป็นกรรมการบริหารกลุ่มธนาคารโลก และเป็นอธิบดีกรมสรรพากรหญิงคนแรก เติบโตจากการทำงานเชิงนโยบายภาษีและการคลังอย่างโชกโชน

    ประวัติการศึกษา

    • ปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์ (PhD) สาขา International Economics and Finance, Brandeis University สหรัฐอเมริกา
    • ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ (MS), Brandeis University สหรัฐอเมริกา
    • ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ (MA), Boston University สหรัฐอเมริกา
    • ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ประวัติการทำงานและตำแหน่งสำคัญ

    • ดร.กุลยา ได้รับการยอมรับในฐานะนักเศรษฐศาสตร์และข้าราชการหญิงที่มีความสามารถสูง

    ประสบการณ์การทำงาน

    • ต.ค. 2568 – ปัจจุบัน: อธิบดีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
    • ต.ค. 2568: อธิบดีกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
    • 2567 – ก.ย. 2568: อธิบดีกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง
    • 2566 – เม.ย. 2568: ประธานกรรมการบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด
    • 2566 – 2567: อธิบดีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
    • 2564 – 2566: อธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง
    • 2564 – 2565: กรรมการบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
    • 2564 – 2565: กรรมการธนาคาร / กรรมการกำกับดูแลความเสี่ยงและกรรมการ บรรษัทภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
    • 2564 – 2565: กรรมการและประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
    • 2564: กรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด 
    • 2564: ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
    • 2563 – 2564: ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
    • 2563: ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลัง
    • 2561 – 2563: กรรมการบริหาร กลุ่มธนาคารโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5747555/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ycKb7a9Ti2dEPLSBRJ98o

  • ‘ดร.อัมพร’ ชี้ไทยเสี่ยง GDP โตต่ำ 1% เปิดแผลโครงสร้างลึก เครื่องยนต์หลักแผ่วทั้งระบบ

    ‘ดร.อัมพร’ ชี้ไทยเสี่ยง GDP โตต่ำ 1% เปิดแผลโครงสร้างลึก เครื่องยนต์หลักแผ่วทั้งระบบ

    'ดร.อัมพร' ชี้ไทยเสี่ยง GDP โตต่ำ 1% เปิดแผลโครงสร้างลึก เครื่องยนต์หลักแผ่วทั้งระบบ

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 นี้ อาจไม่ได้อยู่ในช่วง “ชะลอตัวธรรมดา” แต่กำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างการเติบโตที่ริบหรี่ กับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกมานาน เมื่อแรงส่งจากอดีตเริ่มอ่อนแรงลง พร้อมกับแรงกดดันใหม่จากเงินเฟ้อ พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “GDP จะโตเท่าไร” แต่คือ “เศรษฐกิจไทยยังเหลือศักยภาพให้โตหรือไม่”

    เสียงเตือนจากผู้เชี่ยวชาญเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า เครื่องยนต์หลักของประเทศกำลังแผ่วลงพร้อมกัน ทั้งการลงทุน แรงงาน และผลิตภาพ ขณะที่เครื่องยนต์ใหม่ยังไม่ทันสตาร์ท

    ท่ามกลางสมการที่ซับซ้อน ทั้งเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ที่ไม่อาจแก้ด้วยมาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจส่งสัญญาณให้เห็นความเปราะบางในระดับลึกของระบบเศรษฐกิจไทยวันนี้

    ดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ TRIS เปิดมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่สถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยมีการคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP มีแนวโน้มที่จะถูกกดให้ต่ำลงมาไม่ถึงร้อยละ 1 ในระยะสั้นนี้

    ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะปัจจัยชั่วคราว แต่สะท้อนถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างในระยะยาวที่สั่งสมมานาน หากพิจารณาผ่านปัจจัยหลักทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งเรื่องผลิตภาพ (Productivity) การลงทุน (Capital) และแรงงาน (Labor) จะพบว่าประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่จำกัด ขณะที่การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน

    โดยเฉพาะในส่วนของกำลังแรงงานที่เผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำ ซึ่งความเร็วในการลดลงของประชากรวัยแรงงานในไทยนั้นรวดเร็วยิ่งกว่าประเทศญี่ปุ่นในอดีตเสียอีก ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (Potential Output) ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

    จากที่เคยเติบโตได้ในระดับร้อยละ 8 ในอดีต ปัจจุบันกลับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2 ถึง 3 และมีแนวโน้มที่จะลดลงต่ำกว่านั้นจนเข้าใกล้ร้อยละ 0

    ในด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัจจุบันไทยกำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ทั้งในภาคการเกษตรและการท่องเที่ยว

    'ดร.อัมพร' ชี้ไทยเสี่ยง GDP โตต่ำ 1% เปิดแผลโครงสร้างลึก เครื่องยนต์หลักแผ่วทั้งระบบ

    อีกทั้งการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังมีแนวโน้มที่จะเอื้อประโยชน์ต่อประเทศที่มีความแข็งแกร่งด้านสายงาน STEM (ย่อมาจาก วิทยาศาสตร์ (Science), เทคโนโลยี (Technology), วิศวกรรม (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)) มากกว่า ซึ่งยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญของไทยที่ยังไม่มีการปลดล็อก

    ขณะเดียวกันปัจจัยระยะสั้นที่กำลังซ้ำเติมเศรษฐกิจคือ ปัญหาเงินเฟ้อที่มาจากราคาน้ำมัน ซึ่งหากเป็นการปรับขึ้นเพียงชั่วคราวอาจไม่ส่งผลกระทบนัยสำคัญ แต่ในปัจจุบันเริ่มมีความกังวลเรื่องการส่งผ่านราคาไปยังสินค้าประเภทอื่น จนอาจกลายเป็นเงินเฟ้อที่ถาวรและต่อเนื่อง

    เมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นย่อมกระทบต่อต้นทุนทางธุรกิจและต้นทุนทางการเงินผ่านอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้การบริโภค (C) และการลงทุน (I) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจลดลงทันที ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐ (G) ของไทยนั้นมีสัดส่วนที่ค่อนข้างเล็กเพียงร้อยละ 10 กว่าๆ จึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนได้ไม่มากนัก

    ในขณะที่สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงและอาจเกิดภาวะช็อกเป็นช่วงๆ ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectation) ของประชาชน

    “หากคนในระบบเริ่มชินกับการที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นและคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงต่อไป การบริหารจัดการนโยบายการเงินจะทำได้ยากยิ่งขึ้น”

    ทางธนาคารกลางจะตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะหากปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้น GDP ก็จะยิ่งทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูง แต่หากปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อก็จะไปซ้ำเติมเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว

    วิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนแรงกระแทกที่เข้ามากระทบกับโครงสร้างส่วนล่างที่อ่อนแออยู่เดิม ทำให้โอกาสที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็นไปได้ยากหากรัฐบาลไม่มีมาตรการที่แหลมคมและแม่นยำพอ

    สำหรับประเด็นเรื่องอันดับความน่าเชื่อถือหรือเครดิตเรตติ้งของประเทศไทยนั้น แม้เศรษฐกิจจะอยู่ในสภาวะชะลอตัว แต่โอกาสที่จะถูกปรับลดอันดับในทันทีนั้นยังมีไม่มากนัก เหตุผลสำคัญเนื่องจากอันดับเครดิตของไทยไม่ได้ถูกปรับขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว

    และสภาวะปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในระดับฐานที่สถาบันจัดอันดับเครดิตมองว่ามีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่เคยตั้งไว้ แม้อาจจะมีการพูดถึงการปรับแนวโน้มเป็นเชิงลบ (Negative Outlook) ในระยะถัดไปหากสถานการณ์เลวร้ายลง แต่ในระยะสั้นอันดับเครดิตของประเทศน่าจะยังคงอยู่ที่เดิม

    แต่อย่างไรก็ดี ปัญหาที่แท้จริงที่น่ากังวลกว่าเครดิตเรตติ้งคือ ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ขาดกลไกการเติบโตใหม่ๆ และกำลังเผชิญกับมรสุมรอบด้านที่พร้อมจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/655614&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d02x4Lc14zg1Z_c8UpIHd

  • หุ้นไทย ปิดลบ 11.72 จุด แรงขายขายลดเสี่ยงช่วงหยุดยาว จับตารัฐบาลใหม่เคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    หุ้นไทย ปิดลบ 11.72 จุด แรงขายขายลดเสี่ยงช่วงหยุดยาว จับตารัฐบาลใหม่เคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    หุ้นไทย ปิดวันนี้ 3 เม.ย. ที่ระดับ 1,454.00 จุด ลดลง 11.72 จุด มูลค่าซื้อขาย 42,563 ล้านบาท แรงขายลดเสี่ยงช่วงวันหยุดยาวทั้งไทยและต่างประเทศ กังวลความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ในทางเทคนิคหุ้นไทยยังแข็งแกร่ง และคาดหวังรัฐบาลประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 3 เมษายน ปิดที่ระดับ 1,454.00 จุด ลดลง 11.72 จุด (-0.80%) มูลค่าการซื้อขาย 42,563.62 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,853.15 ล้านบาท กองทุนขายสุทธิ 1,816.20 ล้านบาท

    วันนี้มีการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานใหญ่ (BIG LOT) 8 หลักทรัพย์ 11 รายการ พบ ADVICE มีมูลค่าสูงสุด 61.56 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 5.40 บาท

    นายณรงค์เดช จันทรไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหนุน ตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่ปิดทำการในเทศกาลอีสเตอร์ ขณะที่บ้านเราเข้าวันหยุดยาวทำให้มีแรงขายลดความเสี่ยง ปรับ Position เพราะสถานการณ์ช่วงสุดสัปดาห์ยังมีความไม่แน่นอน

    ตลาดบ้านเราต้นภาคเช้าบวกขึ้นมาได้ แต่ช่วงบ่ายเผชิญแรงขายทำกำไรกระจายไปหลายกลุ่ม ขณะที่มูลค่าซื้อขายไม่มากนัก โดยยังต้องจับตาสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะการใช้กำลังทหารของทั้งสองฝ่าย รวมถึงช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดได้หรือไม่

    ในทางเทคนิค หุ้นไทยดูยังแข็งแกร่ง แนวโน้มสัปดาห์หน้าตลาดน่าจะแกว่งออกข้าง หรืออาจย่อลงบ้าง โดยจะต้องจับตาปัจจัยในประเทศ คาดว่ารัฐบาลใหม่จะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ คนละครึ่งพลัส, Thailand Fast Pass และ TISA ที่จะช่วยหนุนเงินไหลเข้าตลาดหุ้น โดยในวันที่ 6 เม.ย.จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ และรัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้

    ให้กรอบแนวรับ 1,450, 1,435 จุด แนวต้าน 1,473, 1,490 จุด

    5 หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด

    • PTT มูลค่าการซื้อขาย 3,360.77 ล้านบาท ปิดที่ 34.25 บาท ลดลง 1.25 บาท
    • GULF มูลค่าการซื้อขาย 2,781.59 ล้านบาท ปิดที่ 59.25 บาท ลดลง 0.50 บาท
    • DELTA มูลค่าการซื้อขาย 2,375.67 ล้านบาท ปิดที่ 270.00 บาท ลดลง 1.00 บาท
    • KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,135.46 ล้านบาท ปิดที่ 190.50 บาท ลดลง 1.50 บาท
    • KTB มูลค่าการซื้อขาย 1,955.08 ล้านบาท ปิดที่ 35.25 บาท ลดลง 0.25 บาท

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/236171/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YVVnjSj8_wh9F9Bmv6ecY

  • สะบัดธง Soft Power! ปทุมธานี เปิดมหกรรม “เสน่ห์ปริมณฑล” รวมรอยยิ้ม-ศิลป์-ศรัทธา 4 จังหวัด สร้างปรากฏการณ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์กลางห้างดัง!

    สะบัดธง Soft Power! ปทุมธานี เปิดมหกรรม “เสน่ห์ปริมณฑล” รวมรอยยิ้ม-ศิลป์-ศรัทธา 4 จังหวัด สร้างปรากฏการณ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์กลางห้างดัง!

    กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ผนึกกำลังเปิดงานยิ่งใหญ่! เนรมิตบรรยากาศการเปิดงาน    “เสน่ห์ปริมณฑล” ภายใต้แนวคิด “ศรัทธาศิลป์ ถิ่นเจ้าพระยา มรดกภูมิปัญญา สู่คุณค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์”  ที่อบอวลไปด้วยความคึกคักและสีสันแห่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยถือเป็นงานยักษ์ที่เปลี่ยนมรดกล้ำค่าจากอดีตให้กลายเป็นพลัง Soft Power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ในแบบที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความสุขที่หลากหลาย… อยู่ใกล้กว่าที่คิด”

    นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ประธานในพิธีเปิดงานเสน่ห์ปริมณฑล
    ภายใต้แนวคิด“ศรัทธาศิลป์  ถิ่นเจ้าพระยา  มรดกภูมิปัญญา  สู่คุณค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์” เปิดเผยว่า     กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงและมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน มรดกภูมิปัญญาเหล่านี้ล้วนเป็น Soft Power ที่ทรงคุณค่า ซึ่งหากนำมาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์     จะสามารถสร้างโอกาสและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการจัดงานครั้งนี้คือภาพสะท้อนการบูรณาการความร่วมมือกันของทั้ง 4 จังหวัด เพื่อพาให้ทุกท่านไปสัมผัสเสน่ห์ที่หลากหลาย        ผ่าน 4 สายหลัก ทั้งสายบุญ สายศิลป์ สายกิน และสายเที่ยว ซึ่งแต่ละจังหวัดต่างก็นำเอา                         “ของดีระดับพรีเมียม” มาจัดแสดงเพื่อให้คนเมืองได้เข้าถึงมรดกทางวัฒนธรรม และเสน่ห์เฉพาะตัวของแต่ละพื้นที่ได้ง่ายขึ้น

          “ผมเชื่อมั่นว่า งาน ‘เสน่ห์ปริมณฑล’ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว  กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม  รวมถึงสร้างความภาคภูมิใจให้กับประชาชนในพื้นที่ พร้อมตอกย้ำให้ทุกคนได้เห็นว่า “ความสุขที่หลากหลาย… อยู่ใกล้กว่าที่คิดผู้ว่าฯปทุมธานี กล่าว

    ด้าน นางลัษมา ธารีเกษ วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี กล่าวเสริมว่า การจัดงานในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของกลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และสมุทรปราการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนต้นทุนทางวัฒนธรรม หรือ Soft Power ท้องถิ่น ให้กลายเป็นพลังสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม โดยภายในงานได้ร้อยเรียงอัตลักษณ์ผ่านกิจกรรม “4 สายหลัก” ที่พร้อมสะกดทุกสายตา ประกอบด้วย สายบุญ : นำเสนอพลังแห่งศรัทธาและความเป็นสิริมงคล สายศิลป์ : ถ่ายทอดงานหัตถศิลป์และมรดกภูมิปัญญาที่วิจิตรตระการตา สายกิน : รวบรวมเมนูเด็ดระดับตำนานและอาหารพื้นถิ่นที่มีชื่อเสียง และสายเที่ยว : สร้างพื้นที่แห่งความสุขและการพักผ่อนที่อยู่ใกล้กรุงเพียงก้าวเดียว

    สำหรับกิจกรรมเริ่มต้นอย่างเป็นทางการโดยมี คุณเขมนิจ จามิกรณ์ (แพนเค้ก) เป็นพิธีกรดำเนินงาน พร้อมการแสดงสุดตระการตา 2 ชุด คือ “ร้อยรักษ์อัตลักษณ์ถิ่น กลิ่นอายปริมณฑล” และการแสดง   “ชุดผ้าไทยพระราชนิยม” และการแสดงชุดพิเศษจากนักแสดงละครพื้นบ้าน “แก้วหน้าม้า” นอกจากนี้ ยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม การสาธิตภูมิปัญญา การแสดงศิลปวัฒนธรรม และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ ฉ่อยสามน้า, ศรราม น้ำเพชร, ศิลปินจาก The Golden Song และต่าย อรทัย ที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสร้างความสุขตลอด 5 วันของการจัดงาน

    งาน “เสน่ห์ปริมณฑล” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 เมษายน 2569 ณ CASCATA ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ จังหวัดปทุมธานี ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ “เที่ยวครบ จบในที่เดียว” ตลอดการจัดงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/974598/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dWckIBLvq65d6NTonSc_W

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 03/04/69

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 03/04/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/139034&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZhEqgDax1V66EPgqWN6mX

  • สงครามป่วน‘เงินเฟ้อ’ฉุดเศรษฐกิจ‘ไอเอ็มเอฟ’แนะบริหารการคลังรับภาวะหนี้สูงเป็นประวัติการณ์

    สงครามป่วน‘เงินเฟ้อ’ฉุดเศรษฐกิจ‘ไอเอ็มเอฟ’แนะบริหารการคลังรับภาวะหนี้สูงเป็นประวัติการณ์

    สงครามในตะวันออกกลางกำลังพลิกผันชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในภูมิภาคต่างๆๆ นอกจากนี้ยังบั่นทอนแนวโน้มเศรษฐกิจของหลายประเทศที่เพิ่งส่งสัญญาณการฟื้นตัวจากวิกฤตครั้งก่อนๆ

    รายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)   ระบุว่า วิกฤตการณ์กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกนี้กำลังส่งผลกระทบในแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไป โดยประเทศที่นำเข้าพลังงานสูงจะมีความเสี่ยงมากกว่าประเทศที่ส่งออก และประเทศที่ยากจนมีความเสี่ยงมากกว่าประเทศที่ร่ำรวย ขณะที่ประเทศที่มีเงินสำรองน้อยมีความเสี่ยงมากกว่าประเทศที่มีเงินสำรองมากมาย

          ประเทศที่นำเข้าพลังงานรายใหญ่ในเอเชียและยุโรปกำลังแบกรับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยประมาณ 25 ถึง 30%  ของน้ำมันทั่วโลกและ 20 %ของก๊าซธรรมชาติเหลวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งมอบให้ความต้องการไม่เพียงแต่ในเอเชียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบางส่วนของยุโรปด้วย ทำให้ประเทศในแอฟริกาและเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันอย่างมากกำลังเผชิญการเข้าถึงแหล่งน้ำมันที่ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะยอมรับภาวะราคาจะสูงขึ้นก็ตาม

    สำหรับประเทศไทยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า สัดส่วนน้ำหนักต่อการ

    คำนวนดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือ เงินเฟ้อ ที่สูงสุดคือกลุ่ม เคหะสถาน สัดส่วน 24.66% รองลงมาคือ กลุ่มอาหารสำเร็จรูป สัดส่วน 16.27%  เมื่อเดือนก.พ.ก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง มีอัตราขยายตัว ที่ 1.54%(yoy)  และ กลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง สัดส่วน 7.26% ที่ผ่านมาติดลบที่ 9.96% จะเห็นว่ากลุ่มน้ำมันที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลาง มีสัดส่วนต่อเงินเฟ้อที่สูง ดังนั้น เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะควบคุมได้ลำบากจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง 

    รายงานของไอเอ็มเอฟ ยังระบุอีกว่า บางส่วนของตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียแปซิฟิก และละตินอเมริกากำลังเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มเติมจากราคาอาหารและปุ๋ยที่สูงขึ้น และสภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้น ประเทศที่มีรายได้ต่ำมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนอาหารมากและ บางประเทศอาจต้องการความช่วยเหลือจากภายนอกมากขึ้น

    “แม้ว่าสงครามอาจเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกไปในหลายรูปแบบ แต่ทุกเส้นทางล้วนนำไปสู่ราคาที่สูงขึ้นและการเติบโตที่ช้าลง ความขัดแย้งระยะสั้นอาจทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ความขัดแย้งระยะยาวอาจทำให้พลังงานมีราคาแพงและสร้างความตึงเครียดให้กับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า หรือโลกอาจจะอยู่ในสภาวะกึ่งกลางระหว่างสองสภาวะนี้”

    ราคาพลังงาน

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคได้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดในตลาดน้ำมันโลกในประวัติศาสตร์ ตามรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ สำหรับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ การเก็บภาษีรายได้จำนวนมากอย่างฉับพลัน

    นอกเหนือจากพื้นที่ทางการคลังและเงินสำรองภายนอกที่จำกัดอยู่แล้วในประเทศเศรษฐกิจการผลิตขนาดใหญ่ของเอเชีย ค่าเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นกำลังเพิ่มต้นทุนการผลิตและบีบกำลังซื้อของผู้คน ในบางประเทศ แรงกดดันจากดุลการชำระเงินกำลังส่งผลกระทบต่อค่าเงินแล้ว

     ห่วงโซ่อุปทาน

    สงครามยังเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานสำหรับสินค้าที่ไม่ใช่พลังงานและปัจจัยการผลิตที่สำคัญ การเปลี่ยนเส้นทางเรือบรรทุกน้ำมันและเรือคอนเทนเนอร์ทำให้ค่าขนส่งและค่าประกันภัยสูงขึ้น และยืดระยะเวลาการส่งมอบ การหยุดชะงักของการจราจรทางอากาศรอบศูนย์กลางสำคัญในอ่าวส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั่วโลก ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความซับซ้อนให้กับการค้า

    นอกเหนือจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นแล้ว ประเทศ บริษัท และผู้บริโภคต่างเผชิญกับผลกระทบจากความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้อยู่แล้ว การขนส่งปุ๋ย ซึ่งประมาณหนึ่งในสามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถูกขัดขวาง ความกังวลเกี่ยวกับราคาอาหารจึงเพิ่มสูงขึ้น การหยุดชะงักของอุปทานธาตุอาหารพืชจากอ่าวเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกในซีกโลกเหนือ ซึ่งคุกคามผลผลิตและการเก็บเกี่ยวตลอดทั้งปี และผลักดันราคาอาหารให้สูงขึ้น

    ผู้ที่เปราะบางที่สุดจะแบกรับภาระหนักที่สุด ประชาชนในประเทศที่มีรายได้น้อยมีความเสี่ยงมากที่สุดเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น เนื่องจากอาหารคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36%ของการบริโภคโดยเฉลี่ย เทียบกับ 20 %ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และ 9% ในประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว ดังนั้น การพุ่งขึ้นของราคาปุ๋ยและอาหารจึงไม่ใช่แค่ปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่เป็นปัญหาทางสังคมและการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีทรัพยากรทางการคลังจำกัดในการบรรเทาผลกระทบ

    นอกจากนี้ อาจเกิดการขาดแคลนหรือราคาสินค้าอื่นๆ ที่ใช้ในการผลิตสูงขึ้นได้ ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเป็นผู้จัดหาฮีเลียมส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งใช้ในผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ไปจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้จัดหานิกเกลประมาณครึ่งหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า อาจเผชิญกับการขาดแคลนกำมะถันที่จำเป็นในการแปรรูปโลหะ

    ภาวะเงินเฟ้อและความคาดหวังด้านเงินเฟ้อ

    หากราคาน้ำมันและอาหารที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก ในอดีต การที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมักจะผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง เมื่อเวลาผ่านไป ต้นทุนการขนส่งและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการที่ผลิตแล้ว สำหรับหลายประเทศที่เพิ่งควบคุมเงินเฟ้อให้เข้าใกล้เป้าหมายได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีเงินเฟ้อคงที่ การที่ราคาสูงขึ้นอาจนำไปสู่ช่วงเวลาแห่งแรงกดดันด้านราคาที่ไม่พึงประสงค์อีกครั้ง

         หากประชาชนและธุรกิจในภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงสูงต่อไปอีกนาน พวกเขาอาจนำปัจจัยนี้ไปรวมอยู่ในค่าจ้างและราคา ทำให้ยากที่จะควบคุมผลกระทบโดยไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรง ดังนั้น สงครามจึงไม่เพียงแต่เพิ่มอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงที่ความคาดหวังจะไม่มั่นคงอีกด้วย

    สภาวะทางการเงิน

    สุดท้ายนี้ สงครามได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน ราคาหุ้นทั่วโลกลดลง ผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่สำคัญและตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง และความผันผวนก็เพิ่มขึ้น การเทขายในตลาดจนถึงขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่จำกัดเมื่อเทียบกับวิกฤตการณ์ระดับโลกในอดีต  อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวเหล่านี้ได้ทำให้สภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้นทั่วโลกอีกครั้ง ผลกระทบแตกต่างกันไป

    หลายประเทศกำลังเผชิญกับระดับหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์อยู่แล้ว ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลัง ดังนั้น เพื่อจัดการกับผลกระทบและรักษาความยืดหยุ่น จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ประเทศต่างๆ จะต้องนำนโยบายที่เหมาะสมมาใช้ มาตรการต่างๆ จำเป็นต้องได้รับการปรับให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของแต่ละประเทศอย่างรอบคอบ ประเทศที่มีเงินสำรองจำกัดและมีพื้นที่ทางการคลังน้อยควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

    สงครามป่วน‘เงินเฟ้อ’ฉุดเศรษฐกิจ‘ไอเอ็มเอฟ’แนะบริหารการคลังรับภาวะหนี้สูงเป็นประวัติการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228003&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1p2iF_QXsnwfTDdncwTftG