Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจเวียดนาม Q1 แผ่ว-เงินเฟ้อพุ่ง จากพิษสงครามตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจเวียดนาม Q1 แผ่ว-เงินเฟ้อพุ่ง จากพิษสงครามตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจเวียดนามในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 แสดงสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ช่วงเดือนม.ค.ถึงมี.ค.ขยายตัวที่ 7.83% ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนที่ทำไว้ 8.46% แม้จะยังสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 แต่ปัจจัยลบด้านเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นกำลังกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่รัฐบาลวางไว้ไม่ต่ำกว่า 10%

    วิกฤตพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อ

    สาเหตุหลักของปัญหามาจากสงครามในอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 ซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันโดยตรง เนื่องจากเวียดนามต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 80%

    ข้อมูลจาก Petrolimex ชี้ให้เห็นว่าราคาน้ำมันเบนซินในประเทศดีดตัวขึ้น 21% ขณะที่ดีเซลพุ่งสูงถึง 84% ส่งผลให้ค่าขนส่งในเดือนมี.ค.พุ่งกระฉูดขึ้น 10.81% และผลักดันให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.65% ซึ่งสถานการณ์นี้ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและบีบให้สายการบินบางแห่งต้องลดเที่ยวบินลง

    ดุลการค้าและการลงทุนท่ามกลางอุปสรรค

    ในมิติของการค้าต่างประเทศ แม้การส่งออกในเดือนมีนาคมจะขยายตัวได้ดีถึง 20.1% แต่การนำเข้ากลับพุ่งสูงกว่าที่ 27.8% ส่งผลให้ภาพรวมไตรมาสแรกเวียดนามเผชิญกับการขาดดุลการค้าสะสมถึง 3.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ภาคการลงทุนยังคงมีความหวัง โดยเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้น 9.1% ขณะที่ตัวเลขคำมั่นสัญญาการลงทุนใหม่ทะยานขึ้นถึง 42.9% แตะระดับ 15.2 พันล้านดอลลาร์ ส่วนยอดค้าปลีกในประเทศยังขยายตัวได้ที่ 10.9%

    กลยุทธ์แก้เกมของรัฐบาลเวียดนาม

    เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโต 10% นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ยืนยันที่จะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ทั้งการเพิ่มการลงทุนภาครัฐและการเร่งกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดความเสี่ยง ขณะเดียวกันทางการกำลังเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันใหม่จากกลุ่มประเทศในอ่าว ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนในประเทศ เช่น การลดภาษีน้ำมัน การอุดหนุนราคา และการส่งเสริมให้ประชาชนทำงานจากที่บ้าน (Remote Working) เพื่อลดการใช้พลังงานในภาวะวิกฤต

    ด้านเหงียน ถิ เฮือง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติยอมรับว่า การบริหารจัดการเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ยังมีอุปสรรคอีกมาก และการจะไปให้ถึงเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลภายใต้ความผันผวนของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในขณะนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CwZDRB5F9h8F8cwOv6Fax

  • “สนค.” ลงพื้นที่ฟังเสียงสะท้อนผู้ค้า ต้นทุนขยับสูง เตรียมแถลงเงินเฟ้อ

    “สนค.” ลงพื้นที่ฟังเสียงสะท้อนผู้ค้า ต้นทุนขยับสูง เตรียมแถลงเงินเฟ้อ

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ ณ ตลาดมณีพิมาน (ตลาดเตาปูน) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการ โดยได้พบปะและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการวิเคราะห์และกำหนดมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

    ทั้งนี้ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนมีนาคม 2569 อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศช่วงครึ่งเดือนแรกยังถูกพยุงจากมาตรการภาครัฐ ประกอบกับสินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นสต็อกเดิม ทำให้ราคาสินค้ายังไม่ปรับขึ้นในวงกว้าง และแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในวงจำกัด โดยคาดว่าในเดือนเมษายนผลกระทบอาจชัดเจนขึ้น

    ผอ. สนค. เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ขณะที่ผู้ค้าส่วนใหญ่เผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเสนอให้ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช่วยเพิ่มยอดขาย ปรับปรุงนโยบายภาษี และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงโครงการสวัสดิการแห่งรัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    สำหรับการตรวจสอบราคาสินค้าและบริการที่ใช้ในการจัดทำดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เช่น ไข่ไก่ ผักสด และอาหารปรุงสำเร็จ พบว่าสินค้ากลุ่มอาหารสดเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดและฤดูกาล โดยผักบางชนิด เช่น ผักชีและมะนาว ปรับราคาสูงขึ้นจากสภาพอากาศร้อนจัดที่กระทบผลผลิต ขณะที่ราคาอาหารปรุงสำเร็จส่วนใหญ่ยังไม่ปรับราคา แม้ว่าต้นทุนบางส่วนจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการมีความกังวลว่า หากราคาก๊าซหุงต้มปรับเพิ่มขึ้น อาจจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าในระยะต่อไป

    นอกจากนี้ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ เช่น ถุงพลาสติก ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ในทุกร้านค้า พบว่ามีการปรับราคาสูงขึ้นประมาณร้อยละ 20-40 ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบการโดยตรง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังมีความกังวลต่อภาวะยอดขายที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการต้องปรับตัวและใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการรับฟังเสียงสะท้อนที่แท้จริงจากประชาชน เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการช่วยเหลือของกระทรวงพาณิชย์ในอนาคต สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที

    #กระทรวงพาณิชย์ #สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า #อัตราเงินเฟ้อ #เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69529&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z1uxQ_qgYouiLPY_Lzr2O

  • ราคาน้ำมันดิบ 03/04/69  WTI-เบรนท์พุ่ง! เศรษฐกิจโลก-ไทยรับมือ

    ราคาน้ำมันดิบ 03/04/69 WTI-เบรนท์พุ่ง! เศรษฐกิจโลก-ไทยรับมือ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/139295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bllx_rKElxoVxLLKNVCvo

  • เศรษฐกิจ-จากระยะเผาจริงจะนำไปสู่อะไร?

    เศรษฐกิจ-จากระยะเผาจริงจะนำไปสู่อะไร?

    ภาพคำทำนายดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ปี 2569 ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ ให้ไว้เมื่อปลายปี 2568

    ผู้เขียนถือว่าตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดศึกถล่มกับอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมัน-พลังงานทั่วโลกและไทยพุ่งกระฉูดขณะนี้คือระยะเผาจริงทางเศรษฐกิจของเมืองตามที่ทำนายไว้ก่อนหน้านี้

    และนี่คือเหตุผลที่ได้ย้ำนักหนาว่าปีนี้เมืองต้องการทีมเศรษฐกิจมืออาชีพมารับมือพาประชาชนเถลือกไถลฝ่าวิกฤตไปให้รอด เพราะสถานการณ์ด้านลบทางเศรษฐกิจจะหนักมาก พร้อมกับหาทางพาเมืองหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางที่ติดมากว่าสามสิบปีแล้ว ไปสู่ประเทศรายได้สูงให้ได้ในประมาณกลางกรกฎาคม 2572

    ทั้งนี้ด้วยทางชะตาเมืองเจอเหตุการณ์มาประกอบกันจนเมืองเข้าสู่ระยะเผาจริงด้วยราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดขณะนี้คือ

    1.ระยะยาวเจ็ดปีตั้งแต่กลางกรกฎาคม 2565-ต้นกรกฎาคม 2572 เมืองต้องตีฝ่าสงครามเศรษฐกิจโลก ไปพร้อมๆ กับต้องหาทางปฏิวัติเศรษฐกิจของประเทศเพื่อหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางให้ได้ภายในกรกฎาคม 2572

    ประเด็นนี้เริ่มเด่นชัดตั้งแต่สหรัฐงัดมาตรการภาษีมาใช้กับประเทศต่างๆ

    และเมื่อร่วมกับอิสราเอลเปิดศึกกับอิหร่านแล้ว ในที่สุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาก็หลุดปากออกมาเองว่าทำเพราะต้องการน้ำมัน!!!

    นี่ยังไม่นับรวมกับที่บุกจับตัวอดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และขู่จะยึดเกาะกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก

    2.เคราะห์หรือกรรมเก่าทางเศรษฐกิจของเมืองเอง รอบนี้ที่เริ่มมาตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2568 ที่ก่อนหน้านี้กระตุ้นอย่างไรก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เช่น การแจกเงินหมื่น

    ปรากฏการณ์นี้น่าจะจบสิ้นได้ภายใน 21 เมษายน 2569 เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อยของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล งัดตัวเลขอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 พ้นปากเหว แต่กลับมีภัยใหม่จากข้างนอกแทรกให้เป็นระยะเผาจริง หรือเรื่องลบซ้อนลบ คือ

    3.วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา เมืองเจอกรรมทางเศรษฐกิจใหม่จากศึกอิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาปะทะกับอิหร่าน แทรกเข้ามาทำเดือดร้อนราคาน้ำมัน

    ปรากฏการณ์เรื่องกรรมใหม่นี้ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ยอมรับความจริง เพราะเมืองจะเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหญ่ราคาน้ำมันจะสูงอีกนาน

    คุณวีระ ธีรภัทร เซียนเศรษฐกิจคนหนึ่งในวงการสื่อมวลชน พูดในรายการฟังหูไว้หูเมื่อเร็วๆ นี้ว่า นั่งดูสถานการณ์แล้วคล้ายๆ ก่อนจะเกิดต้มยำกุ้ง และเกรงว่าจากวิกฤตราคาน้ำมันจะกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ (ทั้งของไทย-โลก)

    ส่วนผู้เขียนซึ่งมีแต่ดวงชะตาเมืองปี 2569 นำทาง ก็ขอสรุปย้ำคำทำนายเดิมที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ในไทยโพสต์ คือ

    ก.นับตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2569-12 เมษายน 2571 เป็นเวลาเมืองจะเจอแรงกระแทกทางเศรษฐกิจเป็นระยะ ท้าทายการทำงานของทีมเศรษฐกิจเป็นระยะๆ

    ในระยะสองปีครึ่งนี้ราคาพลังงานมีขึ้นมีลง แต่ราคาโดยรวมอยู่ในระดับสูง

    ข.ตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569-21 เมษายน 2570 เคราะห์ทางพื้นฐานเศรษฐกิจเมืองจะลดลง แต่ระยะหนึ่งปีนี้ไม่ว่าเมืองจะทำอะไร แก้ปัญหาอะไร จะได้ผลไม่เต็มที่ หรือออกแนวได้ครึ่งเสียครึ่ง

    ขอให้สังเกตว่าระหว่างวันเกิดเมืองหนึ่งปีนี้ สิ่งใดบวกตอนต้นมักจะลบบั้นปลาย หรือสิ่งใดลบตอนต้นจะพลิกบวกบั้นปลาย

    ค.แทรกเข้ามาตั้งแต่ประมาณมิถุนายน-19 ตุลาคม 2569 ราคาที่ดินจะเพิ่มมากผิดปกติในบางพื้นที่ และเราจะได้เห็นการเริ่มขึ้นของโครงการลงทุนมหึมาในส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่ต่อไปจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมในเรื่องเศรษฐกิจ

    ง.แม้จะยังติดเกณฑ์ได้ครึ่งเสียครึ่งอยู่ คาดว่าสิ่งที่รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจพาเมืองและประชาชนเถลือกไถลไปถึงปลายตุลาคม 2569 เศรษฐกิจจะออกแนวบวก เพราะ

    ระหว่าง 20 ตุลาคม 2569-9 กุมภาพันธ์ 2570ตลาดหุ้นมีโอกาสทำสถิติใหม่ด้านใดด้านหนึ่งในแนวบวก

    จ.ตั้งแต่ 21 เมษายน 2570 เป็นต้นไป เศรษฐกิจจะออกจากเกณฑ์ได้ครึ่งเสียครึ่งเข้าสู่การโงหัว

    ครูโหรท่านหนึ่งที่ล่วงลับไปแล้วเคยเขียนไว้ว่า ดวงดาวบนฟ้าเป็นเพียงสิ่งบ่งบอก แต่การกระทำเป็นของมนุษย์

    ขอให้กำลังใจทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกท่าน และคนไทยทั้งหลายที่จะฟันฝ่า เพราะพื้นเดิมของดวงเมืองรัตนโกสินทร์ยิ่งมีวิกฤตโอกาสก็จะตามมาทุกครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/974743/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1do3G9UCXXWPEBOI0P_D_r

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 4 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 4 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 4 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตราคาน้ำมัน 4 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 4/4/2569 เวลา 09.00 น. มีดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันนี้ 4 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 4 เมษายน 2569

    • ดีเซล อยู่ที่ 47.74 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 35.69 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.25 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 63.94 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 53.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 4 เมษายน 2569

    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 47.74 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 66.14 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 57.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 35.69 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” วันนี้ 4 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 47.24 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 67.34 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 4 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 47.74 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 66.14 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.sanook.com/money/949160/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iBcIVp7iiwCM0jThqcZFK

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนมีนาคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนมีนาคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

    ประจำเดือนมีนาคม 2569

    ***************************************

    1. ภาพรวมเศรษฐกิจ/ สถานการณ์สำคัญ

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ ณ เดือน กุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,937.689 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,467.514 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 104 โครงการ

    1.1 เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานล่าสุด (ข้อมูล ต.. 68) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเมียนมา (GDP) ปี 67 ขยายตัวร้อยละ 1.1 อัตราเงินเฟ้อ ปี 67 อยู่ที่ร้อยละ 26.50 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 67 อยู่ที่ระดับ 1,179 เหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งคาดการณ์ ปี 68 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศของเมียนมา (GDP) ปี 68 คาดว่าขยายตัวร้อยละ 2.7 อัตราเงินเฟ้อ ปี 68 คาดว่าร้อยละ 31 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 68 คาดว่า 1,100 เหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจเมียนมา

    ตัวชี้วัดทาง

    เศรษฐกิจที่สำคัญ

    ปี 2561

    ปี 2562

    ปี 2563

    ปี 2564

    ปี 2565

    ปี 2566

    ปี 2567

    ปี 2568

    (คาดการณ์)

    GDP Growth (%)

    6.3

    6.6

    -9

    -11.99

    4.01

    0.99

    -1.1

    -2.7

    GDP (billions of US$)

    66.7

    68.8

    81.26

    68.05

    61.77

    64.51

    64.28

    65.01

    GDP per Capita (US$)

    1,270

    1,300

    1,530

    1,271

    1,146

    1,190

    1,179

    1,100

    Inflation (%)

    7.3

    9.1

    2.2

    9.60

    28.00

    25.48

    26.50

    31.00

    ที่มา: IMF https://www.imf.org/en/Publications/WEO/Issues/2025/10/14/world-economic-outlook-october-2025

    1.2 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

    เปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าตต่อสกุลเงินสำคัญ มี.ค. 68 และ มี.ค. 69

    ประเทศ/สหภาพ

    สกุลเงิน

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน มี.ค. 68

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน มี.ค. 69

    อัตราตลาดออนไลน์

    สิ้นเดือน มี.ค. 69

    อัตราตลาด

    สิ้นเดือน มี.ค. 69

    USA 

    USD

    2,100.00 MMK

    2,100.0 MMK

    3,658.00 MMK

    4,355.00MMK

    Euro

    EUR

    2,271.68 MMK

     2,413.37 MMK

    4,205.6MMK

    5,010.00 MMK

    Singapore 

    SGD

    1,565.00 MMK

    1,628.73 MMK

    2,837.09 MMK

    3,350.00 MMK

    Thailand

    THB

    61.92 MMK

    63.90 MMK

    111.30 MMK

    132.45 MMK

                        ข้อมูลจากธนาคารกลางเมียนมา https://forex.cbm.gov.mm/index.php/fxrateMyanmar Market Price Application

    1.3 ภาวะการลงทุน

    1.3.1 มูลค่าการลงทุนตามรายประเทศนักลงทุนสำคัญ

    ภาพรวมด้านการลงทุนทางตรงของต่างประเทศในเมียนมา (FDI) ในเดือน กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเมียนมา (Myanmar Investment Commission : MIC) อนุมัติโครงการไปแล้ว คิดเป็นมูลค่า 417.042 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    ประเทศที่มีการลงทุนทางตรง FDI ในเมียนมา เดือนกุมภาพันธ์ 2569

    อันดับ

    ประเทศ

    มูลค่าการลงทุน 

    (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ก.พ.69

    สัดส่วน (%)

    1

    สิงคโปร์

    151.298

    36.28 %

    2

    จีน

    158.206

    37.94 %

    3

    ฮ่องกง

    48.291

    11.58 %

    4

    ไทย

    31.589

    7.57 %

    5

    เกาหลีใต้

    14.823

     3.55 %

    6

    ไต้หวัน

    2.295

     0.55 %

    7

    ญี่ปุ่น

    0.500

    0.12 %

    รวม

    417.042  

    100%

                                                    https://www.dica.gov.mm

    image.png

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสม จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    image.png

                                                    https://www.dica.gov.mm

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสมจนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน กุมภาพันธ์ 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 96,328.662 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ไทย 4) ฮ่องกง และ 5) สหราชอาณาจักร ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 3 มูลค่า 11,716.148 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 12.46 โดยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว จำนวน 160 โครงการ

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่ จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    ­­image.png

                                                                                      https://www.dica.gov.mm 

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน กุมภาพันธ์ 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,937.689 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,467.514 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 104 โครงการ

    1.3.2 มูลค่าการลงทุนตามประเภทสาขาการลงทุนที่สำคัญ

         ในส่วนของอุตสาหกรรมที่ต่างชาติลงทุนในเมียนมาของปีงบประมาณ 2026 – 2027 ในเดือน กุมภาพันธ์2569 รายละเอียดดังตาราง 

    อุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมียนมา

    ปีงบประมาณ 2026-2027 (ก.พ. 69)

    อันดับ

    ประเภทธุรกิจ มูลค่า(ล้านเรียญสหรัฐ) ก.พ. 69 สัดส่วน

    1

    Manufacturing  

    223.111

    53.49 %

    2

    Power  

    35.303

    8.47 %

    3

    Services  

    3.688

    0.89 %

    4

    Livestock&Fisheries

    2.500

    0.59 %

    5

    Agriculture  

    0.525

    0.1%

    รวม

    417.042

    100%

      สาขาการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

                                                            image.png

                                                                     https://www.dica.gov.mm

    2. สถานการณ์การค้า (การนำเข้า-ส่งออก) ของเมียนมา 

    การค้าระหว่างประเทศเมียนมา (ข้อมูล GTA)

    1. เมียนมามีการค้ารวมประมาณ 4-5 หมื่นล้านเหรียญ

    2. เมียนมานำเข้าประมาณ 2.1-2.5 หมื่นล้านเหรียญ

    3. เมียนมาส่งออกประมาณ 2.1-2.3 หมื่นล้านเหรียญ

    อันดับของไทยกับการค้าเมียนมา

     1. ไทย เป็นคู่ค้า ลำดับ 2 ของเมียนมา (รองจากจีน)

     2. ไทย เป็นแหล่งนำเข้า ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 20% จีนประมาณ 50%

     3. ไทย เป็นตลาดส่งออก ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 15% จีนประมาณ 40%

    image.png

    image.png

    image.png

    สถิติการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ข้อมูล GTA: .. – ธ.ค. 68)

    มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ม.. – ธ.ค. 68)

                                                                                                                          หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    Export

    Import

    Trade Volume

    2025

    2024

    %

    2025

    2024

    %

    2025

    2024

    %

    Jan-Dec

    Jan-Dec

    change

    Jan-Dec

    Jan-Dec

    change

    Jan-Dec

    Jan-Dec

    change

    20,670

    21,418

    -3%

    22,217

    20,509

    8%

    42,888

    41,928

    2%

    GTA:GlobalTradeAtalas

    ในเดือนมกราคม  ธันวาคม 2568 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศโดยรวมของเมียนมามีมูลค่า 42,888 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 %  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยในส่วนของการส่งออกมีมูลค่า 20,670 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 3 % การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของเมียนมามีมูลค่า 22,217 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 %

     ทั้งนี้ ในเดือนมกราคม  ธันวาคม 2568 เมียนมาได้ดุลการค้าเป็นมูลค่า 1,547 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

    สินค้าที่เมียนมาส่งออก ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องแต่งกาย ก๊าซธรรมชาติ พืชพันธุ์ ผักต่างๆ  สินแร่ รองเท้า ยางพารา  ปลา สัตว์น้ำ ไม้ เมล็ดน้ำมัน อัญมณี เป็นต้น 

    สินค้าที่เมียนมานำเข้า ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกล ผ้าทอ เส้นด้าย ยานพาหนะ พลาสติก เหล็ก ปุ๋ย เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยา เป็นต้น

     สถานการณ์การค้าระหว่างไทย – เมียนมา (ข้อมูลกรมศุลกากรไทย: .. – ก.พ. 69)

    ตารางที่ 11 สรุปมูลค่าการค้าระหว่างไทย – เมียนมา

    รายการ

    มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    อัตราขยายตัว (%)

    สัดส่วน (%) / โลก

    2568

    ม.ค.-ก.พ

    2569

    ม.ค.-ก.พ

    2568

    ม.ค.-ก.พ 

    2569

    ม.ค.-ก.พ

    2568

    ม.ค.-ก.พ

    2569

    ม.ค.-ก.พ 

    มูลค่าการค้า

    1,305.68

    1194.33

    9.66

    – 8.53

    1.26

    0.93

    การส่งออกของไทย

    792.63

    788.84

    10.59

    – 0.48

    1.52

    1.29

    การนำเข้าของไทย

    513.05

    405.49

    8.27

    – 20.96

    1.00

    0.60

    ดุลการค้าของไทย

    279.59

    383.35

    15.11

    37.11

           ที่มา : Thailand’s Trade Statistic (moc.go.th) 

    ปี 2569 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและเมียนมาระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์  มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น  1194.33     ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 8.53 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไทยมีการส่งออกไปยังเมียนมาเป็นมูลค่า 788.84 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 0.48 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้าของประเทศเมียนมาใช้เวลานาน สำหรับการนำเข้าสินค้าจากเมียนมามายังประเทศไทยมีมูลค่า 405.49 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 20.96 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ไทยได้ดุลการค้าเป็นมูลค่า 383.35 ล้านเหรียญสหรัฐ 

    สินค้าที่ไทยส่งออกไปเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอืนๆ เม็ดพลาสติก เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปูนซิเมนต์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ เป็นต้น

    image.png

    สินค้าที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น  แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ ลวดและสายเคเบิล ไม้ซูง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ  กล้อง เสนส์และอุปกรณ์การถ่ายรูป    ถ่ายภาพยนตร์ เสื่อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

                                  image.png

    3. สถานการณ์สำคัญ 

    3.1 เมียนมาจะเลือกตั้งประธานาธิบดีต้นเดือน เม.ย. 69 และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต่อไป

    เมียนมาจะเลือกตั้งประธานาธิบดีต้นเดือน เม.ย. 69 และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต่อไป หลังจากการเลือกตั้งในเมียนมาแล้วเสร็จเมื่อปลายเดือน ม.ค. 69 ซึ่งมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 13.14 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 54.22 จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 24 ล้านคน) โดยพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่และเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล คือ พรรค USDP (The Union Solidarity and Development Party) และมีกำหนดประชุมรัฐสภาในเดือน มี.ค. 69 รวมทั้ง  จะเลือกตั้งประธานาธิบดีเมียนมาช่วงต้นเดือน เม.ย. 69 และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต่อไป สำหรับเรื่องความมั่นคง กองทัพเมียนมาต้องปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศต่อไป ไม่ว่ารัฐบาลทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เนื่องจากกองทัพมีหน้าที่ในการปกป้องประเทศและประชาชนให้มีความมั่นคงและสันติสุข เมียนมาจึงจำเป็นต้องมุ่งมั่นสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ

    ผลกระทบ/โอกาส การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมียนมาและจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้นเดือน เม.ย. 69 หลังการเลือกตั้งดังกล่าว เป็น “สัญญาณที่ดี” สะท้อนการเมืองเมียนมาที่มีการเลือกตั้งและเป็นระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น (จากเดิมรัฐประหาร)ส่งผลดีต่อประเทศเมียนมา ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์และการยอมรับกับประเทศต่างๆ ที่ดีมากขึ้น  โดยหวังว่าประธานาธิบดีและรัฐบาลใหม่ที่จะบริหารประเทศ จะมีการปรับนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ผ่อนคลายมากขึ้น ให้เป็นกลไกตลาดมากขึ้นตามลำดับหรือตามความเหมาะสมต่อไป สำหรับเรื่องความมั่นคงของเมียนมา กองทัพเมียนมายังคงมีบทบาทสำคัญไม่ว่ารัฐบาลเมียนมาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และผลการเลือกตั้งเมียนมา รวมทั้งเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งหากการเมืองเมียนมาเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย มีเสถียรภาพ และได้รับการยอมรับมากขึ้น รวมทั้งหากผ่อนคลายนโยบายหรือมาตรการทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็จะส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า    การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและประเทศต่างๆ ต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.2  ผู้ว่าการธนาคารกลางเมียนมา ร่วมประชุมการเงินนานาชาติ ประชุม FATF (Financial Action Task Force) และ ICRG (International Cooperation Review Group)

    ผู้ว่าการธนาคารกลางเมียนมา ร่วมประชุมการเงินนานาชาติ ได้แก่ การประชุม FATF (Financial Action Task Force) และ ICRG (International Cooperation Review Group) ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโก วันที่ 9-13 ก.พ. 69 ในการประชุมดังกล่าว ผู้ว่าการธนาคารกลางเมียนมากล่าวว่า “เมียนมาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและครบถ้วนในการต่อต้านการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่กระจายอาวุธทำลายล้างสูง” โดยได้ดำเนินการและบรรลุเป้าหมายแล้ว 10 ข้อ ขณะที่กำลังดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอีก 5 ข้อ ที่คาดว่าจะบรรลุได้ภายใน 2569 โดยเมียนมามุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ รวมถึง FATF และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุมได้รับทราบถึงความคืบหน้าและความพยายามอย่างต่อเนื่องของเมียนมา และจะสนับสนุนเรื่องต่างๆ เพื่อ่ให้เมียนมาดำเนินการตามแผนที่เหลืออยู่ให้บรรลุผลสำเร็จต่อไป

    ผลกระทบ/โอกาส การเข้าร่วมประชุมการเงินนานาชาติของเมียนมาดังกล่าว เป็น “ทิศทางที่ดี” สะท้อนนโยบายการเงินของเมียนมาที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งการดำเนินการทางการเงินเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการฟอกเงินและการสนับสนุนการเงินแก่การก่อการร้าย ส่งผลดีต่อการจัดอันดับด้านการเงินและความน่าเชื่อถือของเมียนมา

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาปรับใช้ประโยชน์ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การขนส่ง และการเงิน รวมทั้งพิจารณาใช้บริการทางการเงินและการชำระเงินผ่านระบบธนาคาร ซึ่งธนาคารเมียนมาและธนาคารไทยให้บริการทางการเงินและตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการฟอกเงินหรือธุรกรรมผิดกฎหมาย เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจไทยและธุรกิจเมียนมาที่เกี่ยวข้องต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.3 เมียนมาประสบความสำเร็จ Digital Payment ยอดสแกน QR Code 30 ล้านรายการ ใน 1 ปีที่ผ่านมา

    เมียนมาประสบความสำเร็จ Digital Payment ยอดสแกน QR Code 30 ล้านรายการ ใน 1 ปีที่ผ่านมา (ช่วง ก.พ. 68 ถึง ม.ค. 69) เมียนมามีการใช้งาน QR Code (Standard QR Code ของเมีนยมา หรือ MMQR) มีจำนวนมากกว่า 30 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 12.7 ล้านล้านจ๊าต โดยมีร้านค้ากว่า 420,000 แห่ง และผู้ใช้งานมากกว่า 24 ล้านคน ภายใต้แนวคิด “ง่าย สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เชื่อถือได้” สนับสนุนการชำระเงินแบบไร้เงินสด (Cashless Payment) รองรับการจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ (QR Payment) การใช้บริการธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Banking) หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet, E-Payment) ส่งเสริมการหมุนเวียนเงินในระบบที่รวดเร็วขึ้น โปร่งใสตรวจสอบได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสทางการเงินและการชำระเงินของประชาชน ร้านค้าและธุรกิจทุกขนาด

    ผลกระทบ/โอกาส การส่งเสริมการชำระเงินแบบไร้เงินสด การโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ และการชำระเงินผ่าน QR Code  เป็น “โอกาสอันดี” เนื่องจากช่วยยกระดับการชำระเงินและการเงินเมียนมา อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าผู้ใช้งาน จากเดิมชำระด้วยเงินสด เป็นการชำระเงินออนไลน์และสแกน QR Code ซึ่ง “ง่าย สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เชื่อถือได้” ทำให้เกิดการใช้อย่างแพร่หลาย มากกว่า 30 ล้านรายการในปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า การชำระเงินด้วยการสแกน QR Code ดังกล่าว ช่วยส่งเสริมให้เมียนมาลดการใช้เงินสด เป็นสังคมดิจิทัลมากขึ้น ช่วยให้เงินเข้าระบบ สามารถตรวจสอบทางการเงินได้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยยกระดับการเงินทั้งในเมียนมาและการเงินระหว่างประเทศ

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนพิจารณาใช้ประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับระบบการเงินเมียนมาที่มีแนวโน้มเป็นการเงินอิเล็กทรอนิกส์และการชำระเงินออนไลน์หรือ QR Code มากขึ้น เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภค ร้านค้าและช่องทางจัดจำหน่ายต่างๆ ในเมียนมา นิยมการชำระเงินออนไลน์มากขึ้น ด้วยการสแกน QR Code ที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และเชื่อถือได้

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.4 เมียนมาตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและภาคเอกชน เรื่องใบรับรองข้าวโพดปลอดเผา สนับสนุนการส่งออกไปไทย

    เมียนมา (กระทรวงพาณิชย์เมียนมา) ตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Task Force) เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการออกใบรับรองข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดเผา (Burn-free Certification) รองรับมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดเผาของไทย โดยการนำเข้า            ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยต้องเป็นข้าวโพดปลอดการเผาจากทุกประเทศ (รวมทั้งเมียนมา) ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 นอกจากเรื่องข้าวโพดปลอดเผาแล้ว เรื่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อาเซียน (รวมทั้งเมียนมา) ปี 69 ไทยสามารถนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากอาเซียน แล้วได้สิทธิลดภาษีนำเข้าเป็น 0 (ใช้ Form D) ในช่วงเวลา 1 ก.พ. – 30 มิ.ย. 69 

    ผลกระทบ/โอกาส การที่หน่วยงานเมียนมา (กระทรวงพาณิชย์เมียนมา) มีการตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและภาคเอกชน เรื่องการออกใบรับรอง   ข้าวโพดเมียนมาปลอดเผา รองรับมาตรการนำเข้าข้าวโพดปลอดเผาของไทย เป็น “สัญญาณที่ดียิ่ง” สะท้อนว่าหน่วยงานเมียนมาให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมกับการออกใบรับรองข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมาปลอดเผามากขึ้น โดยมีสมาคมพืชไร่เมียนมาหรือสมาคม MPBMSMA (Myanmar Pulses, Beans, Maize and Sesame Seeds Merchants Association) เป็นกลไกสนับสนุนคณะทำงานร่วมภาครัฐและภาคเอกชนดังกล่าว (เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ภาคเอกชนเมียนมา โดยสมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมาหรือ MCIA : Myanmar Corn Industrial Association ออกใบรับรองการใช้งานระบบตรวจสอบย้อนกลับ ว่าเป็นข้าวโพดปลอดเผาให้ผู้ส่งออกเมียนมาประกอบการส่งออกข้าวโพดเมียนมาปลอดเผา)

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนพิจารณาใช้ประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมา ควรมีเอกสารรับรอง   ข้าวโพดปลอดการเผา ทั้งการออกใบรับรองโดยสมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา (สมาคม MCIA) ที่ออกให้กับผู้ส่งออกที่ใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ หรือใบรับรองออกโดยคณะทำงานร่วมดังกล่าว (ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางดำเนินการ) เพื่อเป็นเอกสารประกอบการนำเข้า     ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย ซึ่งผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไทยต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้นำเข้ากับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ไทย โดยในระยะแรกผู้นำเข้าที่ไทยสามารถรับรองตนเอง (Self Certification) และใช้ใบรับรองข้าวโพดปลอดเผาจากผู้ส่งออกเป็นเอกสารประกอบการนำเข้าที่ไทยได้

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.5 เมียนมาและไทยหารือเรื่องการส่งตัว ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์กลับประเทศ

    เมียนมาและไทยหารือเรื่องการส่งตัวเหยื่อค้ามนุษย์ รวมทั้งหารือเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสวัสดิการสังคม บรรเทาทุกข์ และการตั้งถิ่นฐานใหม่ (Deputy Minister for Social Welfare, Relief and Resettlement) เป็นประธานการประชุมหารือระหว่างเมียนมาและไทย เรื่องการส่งตัวผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์กลับประเทศ และการฟื้นฟูผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ณ โรงแรม Park Royal กรุงย่างกุ้ง เมียนมา ซึ่งเมียนมาได้ร่วมมืออย่างแข็งขันกับไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยไทยและเมียนมาได้ทำงานร่วมกันในทุกด้าน ได้แก่ การป้องกัน การคุ้มครอง และการดูแลผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

    ผลกระทบ/โอกาส การส่งตัวผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์กลับประเทศ รวมทั้งการป้องกัน คุ้มครอง และดูแลผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เป็น “สัญญาณที่ดี” สะท้อนว่าเมียนมาและไทยให้ความสำคัญและมีความร่วมมือด้านต่างๆ ร่วมกัน ทั้งนี้ นอกจากการดูแลฟื้นฟูผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์แล้ว สิ่งสำคัญคือการป้องกันและปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ แก๊ง Scammer หลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อเมียนมา ไทย และประเทศต่างๆ ซึ่งไทย เมียนมา และประเทศต่างๆ อยู่ระหว่างป้องกันและแก้ไขเรื่องดังกล่าวร่วมกัน

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการค้ามนุษย์ แก๊ง Scammer หลอกลวงออนไลน์ เป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอื่นไปด้วย เช่น มาตรการ 3 ตัดของไทย (ตัดไฟฟ้า ตัดอินเตอร์เน็ต ตัดน้ำมันเชื้อเพลิง) ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 68 ในพื้นที่ชายแดนเมียนมา-ไทย   ที่มีปัญหาแก๊ง Scammer หลอกลวงออนไลน์ และขบวนการค้ามนุษย์ ได้แก่ ท่าขี้เหล็ก (ตรงข้ามด่านแม่สาย จ.เชียงราย)   เมียวดี (ตรงข้ามด่านแม่สอด จ.ตาก) และพญาตองซู (ตรงข้ามด่านเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี) 

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.6 เมียนมาเปิดถนนสายเอเชีย (AH1) ช่วงผาอัน-กอกอเร็ก-เมียวดี

    เมียนมาเปิดถนนสายเอเชีย (AH1) ช่วงผาอัน – กอกาเร็ก – เมียวดี เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 69 ซึ่งเส้นทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง รวมทั้งเป็นเส้นทางคมนาคมหลักในรัฐกะเหรี่ยง และเป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปยังสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา (แห่งที่ 2 รถบรรทุก ขนส่งสินค้า) ด้านตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ทั้งนี้ ที่ผ่านมาถนนสายนี้เคยถูกปิดใช้งาน เนื่องจากสถานการณ์การปะทะกัน และเส้นทางเสียหาย โดยปัจจุบันได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งแล้ว หลังจากที่ฝ่ายทหารเมียนมาร่วมกับชุมชนท้องถิ่นได้ฟื้นฟูเสถียรภาพ ความมั่นคงปลอดภัย ซ่อมแซมเส้นทางทั้งถนนและสะพานที่เสียหาย รองรับการใช้งานของประชาชนและ ภาคธุรกิจ ทั้งการค้า การขนส่ง และการเดินทางในเส้นทางดังกล่าว

    ผลกระทบ/โอกาส การกลับมาเปิดถนนสายเอเชีย (AH 1) นับว่าเป็น “สัญญาณที่ดี” ส่งผลดี ต่อการค้า การขนส่ง และการเดินทางในเส้นทางดังกล่าว เนื่องจากเป็นเส้นทางเชื่อมโยง จากแม่สอดและเมียวดี ผ่านเส้นทางดังกล่าวสู่กรุงย่างกุ้ง ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของเมียนมา รวมทั้ง การเปิดถนนสายเอเชีย (AH 1) ดังกล่าว ส่งผลดีและช่วยสนับสนุนการเปิดด่านเมียวดี (สะพาน 2 รถขนส่งสินค้า) ที่ปิดชั่วคราวตั้งแต่ 18 ส.ค. 68 ในอนาคตต่อไป ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันด่านเมียวดียังไม่กลับมาเปิดให้บริการ แต่มีแนวโน้มและสัญญาณที่ดีที่จะกลับมาเปิดเร็วๆ นี้ โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความมั่นคงและปลอดภัยในพื้นที่ด้วย ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ระหว่างนี้ที่ด่านเมียวดี (สะพาน 2 รถขนส่งสินค้า) ยังปิดชั่วคราว ขอให้ผู้ประกอบการพิจารณาปรับใช้ด่านการค้าและเส้นทางการขนส่งไทย-เมียนมา ที่สามารถใช้ขนส่งสินค้าได้ ได้แก่ ท่าเรือระนอง-ย่างกุ้ง ท่าเรือแหลมฉบัง-ย่างกุ้ง ด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก โดยทุกด่านทุกเส้นทางการค้าต้องมี Import License สินค้านำเข้าเมียนมา

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง

                                                                           เมษายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/riq6r4wpzyivqckn8ibf12k5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fuf2UpschQEsH61ylavej

  • ททท.ผนึกกีฬา-สินค้า GI ปลุกเศรษฐกิจฐานราก ปั้นรายได้ 250 ล้าน

    ททท.ผนึกกีฬา-สินค้า GI ปลุกเศรษฐกิจฐานราก ปั้นรายได้ 250 ล้าน

    ททท.ผนึกกีฬา-สินค้า GI ปลุกเศรษฐกิจฐานราก ปั้นรายได้ 250 ล้าน

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการท่องเที่ยวด้วยนำนำกีฬามาผสมผสานกับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น (GI) ของไทย รวมถึงกระตุ้นการเดินทางและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากในทุกภูมิภาคของประเทศ 

    โดย ททท.เล็งเห็นว่ากระแสความนิยมด้านสุขภาพ และการออกกำลังกายเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

    และเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวนี้ไม่เพียงมองหาการเดินทางเพื่อพักผ่อน ยังผสานกิจกรรมกีฬาการท่องเที่ยว และการเรียนรู้วัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่เข้าด้วยกัน 

    ททท. จึงได้นำเสนอโครงการ Amazing Thailand GI Tour & Trail Running 2026 เพื่อเชื่อมโยงการวิ่งเข้ากับการท่องเที่ยว รวมถึงนำเสนอสินค้าทางภูมิศาสตร์ หรือ สินค้า GI ที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างเด่นชัด เพื่อสร้างการเดินทางรูปแบบใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส 

    ททท.ผนึกกีฬา-สินค้า GI ปลุกเศรษฐกิจฐานราก ปั้นรายได้ 250 ล้าน

    ทั้งการออกกำลังกาย การลิ้มรสอาหารท้องถิ่น และการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนครอบคลุมพื้นที่ 5 ภูมิภาคเชียงใหม่ ระยอง ขอนแก่น นครศรีธรรมราช และ เพชรบุรี 

    ซึ่งททท. คาดการณ์ว่า โครงการดังกล่าวจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 100,000 คน เกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจในมิติทั้งด้านที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง และการอุดหนุนสินค้าชุมชนโดยเฉพาะสินค้า GI สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและพื้นที่มูลค่ารวมกว่า 250 ล้านบาท 

    อีกทั้งยังเกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนท่องเที่ยวและผู้ประกอบการในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

    นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นแนวทางในการยกระดับศักยภาพผลไม้ท้องถิ่นของไทยเป็นการนำเสน่ห์ไทยมาทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่าผ่านการนำจุดเด่นของผลผลิตแต่ละพื้นที่มาเชื่อมโยงกับกิจกรรมการท่องเที่ยวและกีฬา ช่วยสร้างการรับรู้ให้กับผลไม้ไทยในวงกว้าง ทำให้นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคได้สัมผัสเรื่องราว วิถีชุมชน และเสน่ห์ของท้องถิ่นนำไปสู่การกระจายรายได้สู่เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

    สำหรับกิจกรรมภายใต้โครงการดังกล่าวประกอบด้วย กิจกรรมหลัก 2 รูปแบบ ได้แก่ กิจกรรมวิ่งในพื้นที่จริง (On-ground) : Amazing Thailand GI Tour & Trail Running จำนวน 5 สนามทั่วประเทศ

    และกิจกรรม Virtual Run ทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้นักวิ่งจากทั่วประเทศสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ โดยวิ่งสะสมระยะทางรวม 77 กิโลเมตร เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและขยายการรับรู้โครงการเป็นวงกว้างในทุกภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/655774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LSwjXWJH91VSw3MZIA5W6

  • หนึ่งเดือนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง : ผลกระทบและความเสี่ยงต่อภาคธุรกิจ

    หนึ่งเดือนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง : ผลกระทบและความเสี่ยงต่อภาคธุรกิจ

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอล และอิหร่าน กำลังเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง เนื่องจากพื้นที่ความขัดแย้งดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นทางของวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรม และเป็นเส้นทางขนส่งหลักที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคเอเชียและยุโรปเข้าด้วยกัน

    rn

     

    rn

    ด้วยความสำคัญในหลายมิตินี้ สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงภาคธุรกิจของไทย โดยจากการพูดคุยกับภาคธุรกิจ (Business Liaison Program: BLP) ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ธุรกิจเริ่มเห็นสัญญาณของผลกระทบ ทั้งจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น และความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    ภายใต้บริบทที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ผู้เขียนจึงขอชวนทบทวนพัฒนาการของผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา พร้อมสะท้อนมุมมองและความกังวลของภาคธุรกิจต่อสถานการณ์ในระยะข้างหน้า
    rn

    rn

     

    rn

    ผลกระทบต่อธุรกิจในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

    rn

     

    rn

    ต้นเดือนมีนาคม 69 : ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น และการขนส่งล่าช้า

    rn

    rnภายหลังความขัดแย้งปะทุขึ้น สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดเจน คือ “ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว” สะท้อนจากราคาน้ำมันดูไบที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม และยังอยู่ในระดับสูงกว่า 140 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แม้จะปรับลดลงบ้างในช่วงไม่กี่วันก่อน

    rn

     

    rn

    Figure 1: ราคาน้ำมันดูไบรายวัน

    rn”}}” id=”start_of_text”>

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอล และอิหร่าน กำลังเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง เนื่องจากพื้นที่ความขัดแย้งดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นทางของวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรม และเป็นเส้นทางขนส่งหลักที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคเอเชียและยุโรปเข้าด้วยกัน

    ด้วยความสำคัญในหลายมิตินี้ สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงภาคธุรกิจของไทย โดยจากการพูดคุยกับภาคธุรกิจ (Business Liaison Program: BLP) ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ธุรกิจเริ่มเห็นสัญญาณของผลกระทบ ทั้งจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น และความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น

    ภายใต้บริบทที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ผู้เขียนจึงขอชวนทบทวนพัฒนาการของผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา พร้อมสะท้อนมุมมองและความกังวลของภาคธุรกิจต่อสถานการณ์ในระยะข้างหน้า

    ผลกระทบต่อธุรกิจในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

    ต้นเดือนมีนาคม 69 : ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น และการขนส่งล่าช้า

    ภายหลังความขัดแย้งปะทุขึ้น สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดเจน คือ “ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว” สะท้อนจากราคาน้ำมันดูไบที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม และยังอยู่ในระดับสูงกว่า 140 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แม้จะปรับลดลงบ้างในช่วงไม่กี่วันก่อน

    Figure 1: ราคาน้ำมันดูไบรายวัน

    โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของธุรกิจ โดยเฉพาะภาคบริการที่มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูง (ทั้งค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมัน) เช่น ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจสายการบิน รวมถึงภาคผลิตที่นอกจากจะต้องแบกรับต้นทุนด้านพลังงานแล้ว ยังถูกซ้ำเติมจากต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

    rn

     

    rn

    Figure 2: ดัชนี WCI ของ Drewry

    rn”}}” id=”text-62e7806725″>

    โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของธุรกิจ โดยเฉพาะภาคบริการที่มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูง (ทั้งค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมัน) เช่น ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจสายการบิน รวมถึงภาคผลิตที่นอกจากจะต้องแบกรับต้นทุนด้านพลังงานแล้ว ยังถูกซ้ำเติมจากต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

    Figure 2: ดัชนี WCI ของ Drewry

    หนึ่งในเครื่องชี้ที่สะท้อนต้นทุนค่าขนส่งของธุรกิจที่เพิ่มขึ้นคือดัชนีค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์โลก (World Container Index: WCI) ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่ทำให้ดัชนีฯ ดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้น ไม่ได้เป็นผลจากราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนปัจจัยเรื่องอุปสงค์-อุปทานของตู้คอนเทนเนอร์ที่อาจได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ธุรกิจอาจต้องเผชิญค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่จะซ้ำเติมต้นทุนของธุรกิจมากยิ่งขึ้น เช่น war-risk surcharge ซึ่งอาจอยู่ที่ประมาณ 2,000-4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งหน่วยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต (USD/TEU)

    rn

     

    rn

    สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคม 69 เป็นต้นมา : ต้นทุนวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้น

    rn

     

    rn

    หลังจากธุรกิจได้รับผลกระทบด้านการขนส่งแล้ว ในระยะถัดมาธุรกิจจะต้องเผชิญกับราคาวัตถุดิบบางประเภทที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยระยะเวลาที่แต่ละธุรกิจจะเริ่มได้รับผลกระทบในขั้นนี้ จะขึ้นกับปริมาณสต็อกวัตถุดิบที่มีเป็นสำคัญ เนื่องจากธุรกิจจะเริ่มเห็นต้นทุนวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้น จากการสั่งซื้อวัตถุดิบรอบใหม่ หลังจากที่สต็อกเดิมเริ่มทยอยลดลง

    rn

     

    rn

    จากการพูดคุยกับภาคธุรกิจ (BLP) พบว่า หลายรายเริ่มเข้าสู่จุดนี้แล้ว เนื่องจากบางธุรกิจอาจมีความจำเป็นต้องสต็อกสินค้าไว้ในระดับต่ำ เช่น ร้านอาหารที่สต็อกอาหารสดไว้ค่อนข้างน้อย (1-2 วัน) หรือบางวัตถุดิบมักไม่ได้ถูกมองว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับการผลิตมากนัก (critical parts) ทำให้มีการเก็บสต็อกไว้ไม่มากนัก เช่น ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีสารเคมีบางชนิดสำรองไว้ไม่ถึง 1 เดือน หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสต็อกพลาสติกประมาณ 1 เดือน ทำให้ธุรกิจที่ต้องทยอยสั่งวัตถุดิบมาเติมสต็อกอาจต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อนานเท่าไร ภาระต้นทุนดังกล่าวมีแนวโน้มจะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    rn”}}” id=”text-a8d473e592″>

    หนึ่งในเครื่องชี้ที่สะท้อนต้นทุนค่าขนส่งของธุรกิจที่เพิ่มขึ้นคือดัชนีค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์โลก (World Container Index: WCI) ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่ทำให้ดัชนีฯ ดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้น ไม่ได้เป็นผลจากราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนปัจจัยเรื่องอุปสงค์-อุปทานของตู้คอนเทนเนอร์ที่อาจได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ธุรกิจอาจต้องเผชิญค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่จะซ้ำเติมต้นทุนของธุรกิจมากยิ่งขึ้น เช่น war-risk surcharge ซึ่งอาจอยู่ที่ประมาณ 2,000-4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหนึ่งหน่วยตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต (USD/TEU)

    สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมีนาคม 69 เป็นต้นมา : ต้นทุนวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้น

    หลังจากธุรกิจได้รับผลกระทบด้านการขนส่งแล้ว ในระยะถัดมาธุรกิจจะต้องเผชิญกับราคาวัตถุดิบบางประเภทที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยระยะเวลาที่แต่ละธุรกิจจะเริ่มได้รับผลกระทบในขั้นนี้ จะขึ้นกับปริมาณสต็อกวัตถุดิบที่มีเป็นสำคัญ เนื่องจากธุรกิจจะเริ่มเห็นต้นทุนวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้น จากการสั่งซื้อวัตถุดิบรอบใหม่ หลังจากที่สต็อกเดิมเริ่มทยอยลดลง

    จากการพูดคุยกับภาคธุรกิจ (BLP) พบว่า หลายรายเริ่มเข้าสู่จุดนี้แล้ว เนื่องจากบางธุรกิจอาจมีความจำเป็นต้องสต็อกสินค้าไว้ในระดับต่ำ เช่น ร้านอาหารที่สต็อกอาหารสดไว้ค่อนข้างน้อย (1-2 วัน) หรือบางวัตถุดิบมักไม่ได้ถูกมองว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับการผลิตมากนัก (critical parts) ทำให้มีการเก็บสต็อกไว้ไม่มากนัก เช่น ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีสารเคมีบางชนิดสำรองไว้ไม่ถึง 1 เดือน หรือผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสต็อกพลาสติกประมาณ 1 เดือน ทำให้ธุรกิจที่ต้องทยอยสั่งวัตถุดิบมาเติมสต็อกอาจต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อนานเท่าไร ภาระต้นทุนดังกล่าวมีแนวโน้มจะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    การตอบสนองในระยะสั้นของธุรกิจต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง

    rn

     

    rn

    ปัจจุบันเริ่มเห็นการตอบสนองของธุรกิจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายรูปแบบ ประการแรก คือ การตอบสนองด้านอุปทาน เช่น ผู้ผลิตบางรายชะลอการรับคำสั่งซื้อใหม่ เพื่อรอสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบ ขณะที่บางรายอาจชะลอการผลิตเพื่อรักษาปริมาณวัตถุดิบไว้ให้สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    ประการที่สอง คือ การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าของธุรกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความกังวล โดยธุรกิจกลุ่มแรกที่เราเห็นว่ามีการปรับขึ้นราคาสินค้า/บริการแล้ว คือ ภาคบริการที่มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับที่สูง อาทิ ธุรกิจเรือโดยสารและสายการบินที่มีการปรับขึ้นค่าโดยสารแล้ว   ซึ่งการปรับขึ้นราคาดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของลูกค้าเช่นกัน โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวซึ่งเริ่มได้รับผลกระทบจากทั้งในด้านราคาค่าตั๋วที่ปรับสูงขึ้นและความรู้สึกกังวลของผู้โดยสารต่อการเดินทาง (sentiment)  โดยธุรกิจเริ่มเห็นโรงแรมบางรายในภูมิภาคมียอดจองล่วงหน้าลดลงจากเดิม จากอัตราการเข้าพัก (occupancy rate) อยู่ที่ 50% เหลือเพียง 10%

    rn

     

    rn

    นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการปรับราคาในกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมเร่งซื้อ (panic buying) เช่น อาหาร เครื่องปรุง บรรจุภัณฑ์พลาสติก และปุ๋ยเคมี เพื่อตอบสนองอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาสินค้ายังเกิดขึ้นในเฉพาะบางกลุ่มสินค้าและบริการ โดยจากการพูดคุยกับธุรกิจ พบว่า หลายรายยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในการปรับขึ้นราคา และมองว่าการปรับขึ้นราคายังเป็นทางเลือกสุดท้าย ภายใต้สถานการณ์ที่มีแรงกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และคำสั่งซื้อต่างประเทศที่ถูกกดดันจากสถานการณ์ในปัจจุบัน การแข่งขันที่รุนแรง และสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ธุรกิจบางส่วนอาจเลือกแบกรับต้นทุนไว้ก่อน ดังนั้น สถานการณ์ด้านราคาจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่ออย่างใกล้ชิด

    rn”}}” id=”text-ff3d2543db”>

    การตอบสนองในระยะสั้นของธุรกิจต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง

    ปัจจุบันเริ่มเห็นการตอบสนองของธุรกิจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายรูปแบบ ประการแรก คือ การตอบสนองด้านอุปทาน เช่น ผู้ผลิตบางรายชะลอการรับคำสั่งซื้อใหม่ เพื่อรอสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบ ขณะที่บางรายอาจชะลอการผลิตเพื่อรักษาปริมาณวัตถุดิบไว้ให้สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

    ประการที่สอง คือ การส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าของธุรกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความกังวล โดยธุรกิจกลุ่มแรกที่เราเห็นว่ามีการปรับขึ้นราคาสินค้า/บริการแล้ว คือ ภาคบริการที่มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับที่สูง อาทิ ธุรกิจเรือโดยสารและสายการบินที่มีการปรับขึ้นค่าโดยสารแล้ว   ซึ่งการปรับขึ้นราคาดังกล่าวส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ของลูกค้าเช่นกัน โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวซึ่งเริ่มได้รับผลกระทบจากทั้งในด้านราคาค่าตั๋วที่ปรับสูงขึ้นและความรู้สึกกังวลของผู้โดยสารต่อการเดินทาง (sentiment)  โดยธุรกิจเริ่มเห็นโรงแรมบางรายในภูมิภาคมียอดจองล่วงหน้าลดลงจากเดิม จากอัตราการเข้าพัก (occupancy rate) อยู่ที่ 50% เหลือเพียง 10%

    นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นการปรับราคาในกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมเร่งซื้อ (panic buying) เช่น อาหาร เครื่องปรุง บรรจุภัณฑ์พลาสติก และปุ๋ยเคมี เพื่อตอบสนองอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาสินค้ายังเกิดขึ้นในเฉพาะบางกลุ่มสินค้าและบริการ โดยจากการพูดคุยกับธุรกิจ พบว่า หลายรายยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในการปรับขึ้นราคา และมองว่าการปรับขึ้นราคายังเป็นทางเลือกสุดท้าย ภายใต้สถานการณ์ที่มีแรงกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และคำสั่งซื้อต่างประเทศที่ถูกกดดันจากสถานการณ์ในปัจจุบัน การแข่งขันที่รุนแรง และสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ธุรกิจบางส่วนอาจเลือกแบกรับต้นทุนไว้ก่อน ดังนั้น สถานการณ์ด้านราคาจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่ออย่างใกล้ชิด

    ความกังวลของธุรกิจ หากความขัดแย้งยังคงรุนแรงและยืดเยื้อ

    rn

    “ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นวงกว้าง และเกิดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนวัตถุดิบ”

    rn

     

    rn

    หลายธุรกิจมองว่าหากความขัดแย้งดังกล่าวรุนแรงและยืดเยื้อ จะส่งผลให้ธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้าง เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่มักมีการสต็อกวัตถุดิบไว้ 2-3 เดือน  ส่งผลให้ธุรกิจจำเป็นต้องจัดหาวัตถุดิบใหม่ในราคาที่สูงขึ้น

    rn

     

    rn

    นอกจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่หลายธุรกิจกังวลคือ “ความเสี่ยงในการขาดแคลนวัตถุดิบ” โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาสารตั้งต้น/ฐานการผลิตอยู่ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ วัตถุดิบที่มักถูกกล่าวถึง ได้แก่

    rn

     

    rn

    1. ปุ๋ยเคมี

    rn

     

    rn

    วัตถุดิบแรกที่สำคัญต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะรายย่อยคือ “ปุ๋ยเคมี” ซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางมากกว่า 30% ของปุ๋ยทั้งหมด โดยตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้ง เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสูตรที่ใช้ยูเรียเยอะ (N/K สูง) ส่งผลต่อพฤติกรรมการเร่งซื้อเพื่อกักตุนทั้งจากเกษตรกรและพ่อค้าคนกลาง ทำให้บางพื้นที่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนปุ๋ยเคมีอย่างหนัก ขณะเดียวกัน จากข้อมูลที่ภาครัฐได้สื่อสารล่าสุดรวมถึงจากการพูดคุยกับธุรกิจ พบว่า ไทยมีปริมาณปุ๋ยสำรองเพียงพอใช้งานถึงเดือนเมษายน 69 อย่างไรก็ดี ภาครัฐอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อนำเข้าปุ๋ยเพิ่มเติม ซึ่งหากดำเนินการได้ตามแผนและไม่เกิดปัญหา คาดว่าจะช่วยให้มีสต็อกเพียงพอต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 69

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ เพื่อลดภาระด้านต้นทุนและหลีกเลี่ยงภาวะขาดแคลนปุ๋ยเคมี เกษตรกรบางส่วนอาจปรับตัวไปใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน หรือลดปริมาณการใช้ปุ๋ย เช่น ใส่ปุ๋ยเพียง 1 ครั้ง จากเดิมใส่ปุ๋ย 2-3 ครั้ง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่โลกเผชิญความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลง อาจเป็นความเสี่ยงต่อปริมาณผลผลิตในระยะข้างหน้าเช่นกัน

    rn

     

    rn

    2. บรรจุภัณฑ์พลาสติก

    rn

     

    rn

    ต่อมาคือบรรจุภัณฑ์พลาสติก หนึ่งในประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างมากในขณะนี้ สะท้อนจากการที่ผู้ผลิตหลายรายออกมาแสดงความกังวลผ่านสื่อต่าง ๆ หลังเริ่มมีสัญญาณของราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น และปริมาณวัตถุดิบในตลาดเริ่มตึงตัว โดยสาเหตุสำคัญมาจากโรงงานหลายแห่งในเอเชียลดกำลังการผลิตแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำสำคัญในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก จากปัญหาการขาดแคลนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายแห่งเริ่มชะลอการรับคำสั่งซื้อใหม่เพื่อรอดูสถานการณ์ ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อผู้ผลิตที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่มีการสต็อกบรรจุภัณฑ์พลาสติกไว้ไม่เกิน 3 เดือน เช่น ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปและสินค้าอุปโภคบริโภค ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นมากและอาจรุนแรงถึงขั้นขาดแคลนวัตถุดิบขณะเดียวกัน อาจกระทบไปยังธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ร้านอาหาร ที่พึ่งพิงสินค้าดังกล่าวอีกด้วย

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ หลายธุรกิจก็มีการปรับตัว เพื่อชะลอผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น อาทิ ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปที่เน้นโฟกัสไลน์ผลิตที่เป็นที่นิยมมากกว่าก่อน เพื่อบริหารวัตถุดิบให้เพียงพอ ธุรกิจผลิตเครื่องดื่มหันไปใช้บรรจุภัณฑ์แบบแก้วแทนขวดพลาสติก ธุรกิจผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคใช้บรรจุภัณฑ์แบบบางแทนแบบหนา อย่างไรก็ดี ยังเริ่มเห็นสัญญาณบวกบ้าง จากการที่มีเรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าของไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซสำเร็จ ซึ่งหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อเนื่อง อาจทำให้สถานการณ์ไม่รุนแรงตามที่กังวลไว้

    rn

     

    rn

    3. ชิป

    rn

     

    rn

    อีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานของหลายธุรกิจ คือ “ชิป” โดยสาเหตุหลักของความกังวลมาจากความเสี่ยงในการขาดแคลน “ก๊าซฮีเลียม” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้สำหรับการหล่อเย็นในกระบวนการผลิตเวเฟอร์ที่เป็นสินค้าต้นน้ำในการผลิตชิป

    rn

     

    rn

    จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตก๊าซฮีเลียมในกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก หรือมีสัดส่วนการผลิตก๊าซฮีเลียมคิดเป็น 35% ของการผลิตก๊าซฮีเลียมทั่วโลก รองจากสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วนการผลิตคิดเป็นประมาณ 44% ของการผลิตทั้งโลก (ข้อมูลการผลิตก๊าซฮีเลียมปี 68 จาก Reuters) ก่อให้เกิดความกังวลต่อสถานการณ์ราคาที่อาจพุ่งสูงขึ้น โดยคาดว่าผู้ผลิตจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 3 เดือน (ธุรกิจส่วนใหญ่มีสต็อกฮีเลียมอยู่ที่ประมาณ 3 เดือน)

    rn

     

    rn

    ทั้งนี้ หากความขัดแย้งไม่สิ้นสุดใน 6 เดือนอาจนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนก๊าซฮีเลียม ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิปต้นน้ำ อาทิ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ที่มีการนำเข้าก๊าซฮีเลียมจากตะวันออกกลาง และส่งผลต่อเนื่องมายังผู้ผลิตปลายน้ำอย่างไทย ซึ่งทำหน้าที่ทดสอบและประกอบชิป นอกจากนี้ อาจทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ผู้ผลิตรถยนต์ คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีชิปเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหรืออาจรุนแรงไปจนถึงการขาดแคลนวัตถุดิบเช่นกัน

    rn

     

    rn

     

    rn

    นอกเหนือจากวัตถุดิบที่ได้กล่าวไปข้างต้น ธุรกิจยังเริ่มมีความกังวลต่อวัตถุดิบอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น อาหารทะเล ที่ปริมาณสินค้าในตลาดอาจปรับลดลง เนื่องจากธุรกิจประมงหลายรายในพื้นที่ภาคใต้ชะลอการออกเรือ จากต้นทุนน้ำมันที่สูง อะลูมิเนียม ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นและมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนในตลาด ภายหลังเหตุการณ์โจมตีโรงงานผลิตรายใหญ่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ก่อสร้างและยานยนต์ หมึกพิมพ์ ซึ่งสารตั้งต้นคือปิโตรเลียม ก็เริ่มมีสัญญาณตึงตัว โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารสำเร็จรูปที่ต้องใช้หมึกสำหรับพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ ยังมีวัตถุดิบอีกหลายรายการ โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเคมีที่ยังคงเป็นประเด็นความเสี่ยงสำหรับภาคธุรกิจ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป

    rn”}}” id=”text-667f030da0″>

    ความกังวลของธุรกิจ หากความขัดแย้งยังคงรุนแรงและยืดเยื้อ

    “ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นวงกว้าง และเกิดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนวัตถุดิบ”

    หลายธุรกิจมองว่าหากความขัดแย้งดังกล่าวรุนแรงและยืดเยื้อ จะส่งผลให้ธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้าง เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่มักมีการสต็อกวัตถุดิบไว้ 2-3 เดือน  ส่งผลให้ธุรกิจจำเป็นต้องจัดหาวัตถุดิบใหม่ในราคาที่สูงขึ้น

    นอกจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่หลายธุรกิจกังวลคือ “ความเสี่ยงในการขาดแคลนวัตถุดิบ” โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาสารตั้งต้น/ฐานการผลิตอยู่ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ วัตถุดิบที่มักถูกกล่าวถึง ได้แก่

    1. ปุ๋ยเคมี

    วัตถุดิบแรกที่สำคัญต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะรายย่อยคือ “ปุ๋ยเคมี” ซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางมากกว่า 30% ของปุ๋ยทั้งหมด โดยตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้ง เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสูตรที่ใช้ยูเรียเยอะ (N/K สูง) ส่งผลต่อพฤติกรรมการเร่งซื้อเพื่อกักตุนทั้งจากเกษตรกรและพ่อค้าคนกลาง ทำให้บางพื้นที่เริ่มประสบปัญหาขาดแคลนปุ๋ยเคมีอย่างหนัก ขณะเดียวกัน จากข้อมูลที่ภาครัฐได้สื่อสารล่าสุดรวมถึงจากการพูดคุยกับธุรกิจ พบว่า ไทยมีปริมาณปุ๋ยสำรองเพียงพอใช้งานถึงเดือนเมษายน 69 อย่างไรก็ดี ภาครัฐอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อนำเข้าปุ๋ยเพิ่มเติม ซึ่งหากดำเนินการได้ตามแผนและไม่เกิดปัญหา คาดว่าจะช่วยให้มีสต็อกเพียงพอต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 69

    ทั้งนี้ เพื่อลดภาระด้านต้นทุนและหลีกเลี่ยงภาวะขาดแคลนปุ๋ยเคมี เกษตรกรบางส่วนอาจปรับตัวไปใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน หรือลดปริมาณการใช้ปุ๋ย เช่น ใส่ปุ๋ยเพียง 1 ครั้ง จากเดิมใส่ปุ๋ย 2-3 ครั้ง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่โลกเผชิญความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลง อาจเป็นความเสี่ยงต่อปริมาณผลผลิตในระยะข้างหน้าเช่นกัน

    2. บรรจุภัณฑ์พลาสติก

    ต่อมาคือบรรจุภัณฑ์พลาสติก หนึ่งในประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างมากในขณะนี้ สะท้อนจากการที่ผู้ผลิตหลายรายออกมาแสดงความกังวลผ่านสื่อต่าง ๆ หลังเริ่มมีสัญญาณของราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น และปริมาณวัตถุดิบในตลาดเริ่มตึงตัว โดยสาเหตุสำคัญมาจากโรงงานหลายแห่งในเอเชียลดกำลังการผลิตแนฟทา ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำสำคัญในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก จากปัญหาการขาดแคลนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายแห่งเริ่มชะลอการรับคำสั่งซื้อใหม่เพื่อรอดูสถานการณ์ ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อผู้ผลิตที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่มีการสต็อกบรรจุภัณฑ์พลาสติกไว้ไม่เกิน 3 เดือน เช่น ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปและสินค้าอุปโภคบริโภค ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นมากและอาจรุนแรงถึงขั้นขาดแคลนวัตถุดิบขณะเดียวกัน อาจกระทบไปยังธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ร้านอาหาร ที่พึ่งพิงสินค้าดังกล่าวอีกด้วย

    ทั้งนี้ หลายธุรกิจก็มีการปรับตัว เพื่อชะลอผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น อาทิ ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปที่เน้นโฟกัสไลน์ผลิตที่เป็นที่นิยมมากกว่าก่อน เพื่อบริหารวัตถุดิบให้เพียงพอ ธุรกิจผลิตเครื่องดื่มหันไปใช้บรรจุภัณฑ์แบบแก้วแทนขวดพลาสติก ธุรกิจผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคใช้บรรจุภัณฑ์แบบบางแทนแบบหนา อย่างไรก็ดี ยังเริ่มเห็นสัญญาณบวกบ้าง จากการที่มีเรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าของไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซสำเร็จ ซึ่งหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อเนื่อง อาจทำให้สถานการณ์ไม่รุนแรงตามที่กังวลไว้

    3. ชิป

    อีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานของหลายธุรกิจ คือ “ชิป” โดยสาเหตุหลักของความกังวลมาจากความเสี่ยงในการขาดแคลน “ก๊าซฮีเลียม” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้สำหรับการหล่อเย็นในกระบวนการผลิตเวเฟอร์ที่เป็นสินค้าต้นน้ำในการผลิตชิป

    จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตก๊าซฮีเลียมในกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก หรือมีสัดส่วนการผลิตก๊าซฮีเลียมคิดเป็น 35% ของการผลิตก๊าซฮีเลียมทั่วโลก รองจากสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วนการผลิตคิดเป็นประมาณ 44% ของการผลิตทั้งโลก (ข้อมูลการผลิตก๊าซฮีเลียมปี 68 จาก Reuters) ก่อให้เกิดความกังวลต่อสถานการณ์ราคาที่อาจพุ่งสูงขึ้น โดยคาดว่าผู้ผลิตจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนภายใน 3 เดือน (ธุรกิจส่วนใหญ่มีสต็อกฮีเลียมอยู่ที่ประมาณ 3 เดือน)

    ทั้งนี้ หากความขัดแย้งไม่สิ้นสุดใน 6 เดือนอาจนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนก๊าซฮีเลียม ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิปต้นน้ำ อาทิ จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่น ที่มีการนำเข้าก๊าซฮีเลียมจากตะวันออกกลาง และส่งผลต่อเนื่องมายังผู้ผลิตปลายน้ำอย่างไทย ซึ่งทำหน้าที่ทดสอบและประกอบชิป นอกจากนี้ อาจทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ผู้ผลิตรถยนต์ คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีชิปเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหรืออาจรุนแรงไปจนถึงการขาดแคลนวัตถุดิบเช่นกัน

    นอกเหนือจากวัตถุดิบที่ได้กล่าวไปข้างต้น ธุรกิจยังเริ่มมีความกังวลต่อวัตถุดิบอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น อาหารทะเล ที่ปริมาณสินค้าในตลาดอาจปรับลดลง เนื่องจากธุรกิจประมงหลายรายในพื้นที่ภาคใต้ชะลอการออกเรือ จากต้นทุนน้ำมันที่สูง อะลูมิเนียม ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นและมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนในตลาด ภายหลังเหตุการณ์โจมตีโรงงานผลิตรายใหญ่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ก่อสร้างและยานยนต์ หมึกพิมพ์ ซึ่งสารตั้งต้นคือปิโตรเลียม ก็เริ่มมีสัญญาณตึงตัว โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารสำเร็จรูปที่ต้องใช้หมึกสำหรับพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ ยังมีวัตถุดิบอีกหลายรายการ โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเคมีที่ยังคงเป็นประเด็นความเสี่ยงสำหรับภาคธุรกิจ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป

    ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับความรุนแรงและระยะเวลาที่ธุรกิจจะเริ่มได้รับผลกระทบในแต่ละขั้น

    rn

     

    rn

    ระดับความรุนแรงและระยะเวลาที่ธุรกิจจะได้รับผลกระทบในแต่ละขั้นอาจแตกต่างกันไปตาม 1) สัดส่วนการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง เช่น ธุรกิจที่มีสัดส่วนการส่งออก/นำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลางมากได้รับผลกระทบเร็วและแรงกว่า ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่มีสัดส่วนลูกค้ายุโรปหรือตะวันออกกลางสูง ก็อาจได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก อาทิ ภาคกลางและภาคใต้ 2) สัดส่วนต้นทุนน้ำมันหรือวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง เช่น พลาสติกและปุ๋ย 3) อำนาจต่อรองของธุรกิจ เช่น ธุรกิจขนาดใหญ่อาจสามารถเจรจาต่อรองเรื่องราคาวัตถุดิบ หรือได้รับการจัดสรรวัตถุดิบก่อนธุรกิจรายย่อย และ 4) โครงสร้างธุรกิจเดิม เช่น ระดับกำไร (margin) ความสามารถในการแข่งขัน และสภาพคล่องเดิม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจใดสามารถทนต่อความรุนแรงของผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด

    rn

     

    rn


    rnrn

     

    rn

     

    rn

    สิ่งที่ผู้เขียนได้นำเสนอข้างต้น เป็นเพียงการประเมินผลกระทบเบื้องต้น โดยอาศัยข้อมูลจากภาคธุรกิจเป็นสำคัญ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปตามความผันผวนของราคาน้ำมันและบริบทของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมทั้งประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านและทันท่วงที เพื่อให้สามารถสะท้อนภาพสถานการณ์ได้อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น

    rn”}}” id=”text-529f2e10fe”>

    ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับความรุนแรงและระยะเวลาที่ธุรกิจจะเริ่มได้รับผลกระทบในแต่ละขั้น

    ระดับความรุนแรงและระยะเวลาที่ธุรกิจจะได้รับผลกระทบในแต่ละขั้นอาจแตกต่างกันไปตาม 1) สัดส่วนการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง เช่น ธุรกิจที่มีสัดส่วนการส่งออก/นำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลางมากได้รับผลกระทบเร็วและแรงกว่า ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่มีสัดส่วนลูกค้ายุโรปหรือตะวันออกกลางสูง ก็อาจได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก อาทิ ภาคกลางและภาคใต้ 2) สัดส่วนต้นทุนน้ำมันหรือวัตถุดิบที่เกี่ยวข้อง เช่น พลาสติกและปุ๋ย 3) อำนาจต่อรองของธุรกิจ เช่น ธุรกิจขนาดใหญ่อาจสามารถเจรจาต่อรองเรื่องราคาวัตถุดิบ หรือได้รับการจัดสรรวัตถุดิบก่อนธุรกิจรายย่อย และ 4) โครงสร้างธุรกิจเดิม เช่น ระดับกำไร (margin) ความสามารถในการแข่งขัน และสภาพคล่องเดิม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจใดสามารถทนต่อความรุนแรงของผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด


    สิ่งที่ผู้เขียนได้นำเสนอข้างต้น เป็นเพียงการประเมินผลกระทบเบื้องต้น โดยอาศัยข้อมูลจากภาคธุรกิจเป็นสำคัญ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปตามความผันผวนของราคาน้ำมันและบริบทของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง พร้อมทั้งประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านและทันท่วงที เพื่อให้สามารถสะท้อนภาพสถานการณ์ได้อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น

    ผู้เขียน

    rn”}}” id=”authors”>

    ผู้เขียน

    ศุภณิดา รัตนบุรี
    rnเศรษฐกร ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    Email: SuppaniR@bot.or.th

    rn

     

    rn

     

    rn

    ขอขอบคุณภาคเอกชน ภาครัฐ ฝ่ายเศรษฐกิจภูมิภาคและสำนักงานภาคของ ธปท. ทั้ง 3 แห่ง สำหรับข้อมูลเชิงลึกและเชิงพื้นที่

    rn

    รวมถึงคุณปราณี สุทธศรี คุณวรางคณา อิ่มอุดม คุณรุจา อดิศรกาญจน์ และคุณทิพย์ประภา เหรียญเจริญ ผู้ซึ่งทำให้งานเขียนชิ้นนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    rn

     

    rn

    **บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด**

    rn”}}” id=”text-34ca001a2a”>

    ศุภณิดา รัตนบุรี
    เศรษฐกร ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย

    Email: SuppaniR@bot.or.th

    ขอขอบคุณภาคเอกชน ภาครัฐ ฝ่ายเศรษฐกิจภูมิภาคและสำนักงานภาคของ ธปท. ทั้ง 3 แห่ง สำหรับข้อมูลเชิงลึกและเชิงพื้นที่

    รวมถึงคุณปราณี สุทธศรี คุณวรางคณา อิ่มอุดม คุณรุจา อดิศรกาญจน์ และคุณทิพย์ประภา เหรียญเจริญ ผู้ซึ่งทำให้งานเขียนชิ้นนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    **บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด**

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/research/business-voices/business-voices-2026-04.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Rk3-w3kqgbGQAcc-bw51t

  • สหรัฐฯ ขยายตัวแรงงานเกินคาด เดือนมีนาคม หนุนนโยบายเศรษฐกิจทรัมป์

    สหรัฐฯ ขยายตัวแรงงานเกินคาด เดือนมีนาคม หนุนนโยบายเศรษฐกิจทรัมป์

    เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งในเดือนมีนาคม เมื่อมีการสร้างงานใหม่ 178,000 ตำแหน่ง เกินคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 59,000 ตำแหน่ง กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าอัตราการว่างงานลดลง 0.1% เหลือ 4.3%

    การฟื้นตัวของภาคสาธารณสุข

    การเติบโตของการจ้างงานในครั้งนี้เกิดจากการฟื้นตัวของภาคสาธารณสุข ซึ่งเพิ่มงาน 76,000 ตำแหน่งหลังจากสูญเสียงานในเดือนก่อนหน้าเนื่องจากการประท้วงของแรงงาน ภาคก่อสร้างก็มีการเติบโตเช่นกัน โดยเพิ่มงาน 26,000 ตำแหน่ง แม้ว่ากระทรวงแรงงานจะระบุว่าการเติบโตนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

    นโยบายลดขนาดรัฐบาลของทรัมป์

    การจ้างงานภาครัฐกลางยังคงลดลงต่อเนื่อง ตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ต้องการลดต้นทุนและขนาดของรัฐบาล ข้อมูลแสดงว่าการจ้างงานในภาคนี้ลดลง 11.8% นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ทำเนียบขาวยกย่องตัวเลขใหม่นี้เป็นความสำเร็จครั้งใหญ่

    คัช เดไซ โฆษกรองทำเนียบขาว กล่าวว่า “ชาวอเมริกันสามารถมั่นใจได้ว่าหลังจากความไม่แน่นอนระยะสั้นจาก Operation Epic Fury ผ่านพ้นไป การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของอเมริกาจะเร่งตัวขึ้นเท่านั้น” โดยอ้างถึงสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน

    ความกังวลเศรษฐกิจจากสงคราม

    สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและก่อให้เกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทาน นำไปสู่ความกังวลเรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐอเมริกา แคธี บอสต์จานซิก นักเศรษฐศาสตร์หัวหน้าของ Nationwide ชื่นชมตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่ง แต่เตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามที่เริ่มส่งผลต่อชาวอเมริกัน

    ความท้าทายด้านเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน

    ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับระยะเวลาและความรุนแรงของผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามทำให้ผู้กำหนดนโยบายที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงยืนยันจุดยืน “รอดูสถานการณ์” ในการปรับอัตราดอกเบิ้ย ขณะพยายามสมดุลระหว่างการจัดการเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่องกับการจัดการปัญหาการว่างงาน

    ฟิลิป เจฟเฟอร์สัน ผู้ว่าการเฟด กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “ตลาดแรงงานอยู่ในภาวะสมดุลโดยประมาณ แต่เสี่ยงต่อผลกระทบเชิงลบ” ด้วยอุปทานแรงงานที่ลดลง อัตราการเติบโตงานที่ทำให้อัตราการว่างงานคงที่อยู่ที่ประมาณศูนย์ ซึ่งผู้กำหนดนโยบายมองว่าเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/us-strong-job-growth-march-boost-trump-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SNUnGm6tDaeT2y1m0yTob

  • สรุป Chief Economists Outlook 2026 ฉาย 4 ฉากทัศน์วิกฤตเศรษฐกิจที่คนไทยต้องเตรียมรับมือ

    สรุป Chief Economists Outlook 2026 ฉาย 4 ฉากทัศน์วิกฤตเศรษฐกิจที่คนไทยต้องเตรียมรับมือ

    ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก มักจะมีเหตุการณ์ที่เป็นจุดหักเหเสมอ และสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังปะทุอยู่ในขณะนี้ กำลังทำหน้าที่เป็นแรงสั่นสะเทือนระลอกใหญ่ที่พุ่งเข้าใส่โครงสร้างโลกที่เปราะบางอยู่แล้วจากการพยายามฟื้นตัวหลังยุคโรคระบาด

    เพียงหนึ่งเดือนหลังจากเสียงปืนนัดแรกดังขึ้น ภาพจำของความมั่นคงแบบเดิม ๆ ก็ถูกฉีกทิ้ง World Economic Forum) ได้รวบรวม 4 นักเศรษฐศาสตร์ระดับหัวกะทิจากองค์กรชั้นนำอย่าง

    1. Saad Rahim, Chief Economist ของ Trafigura (ยักษ์ใหญ่ด้านการค้าสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานของโลก)
    2. Razia Khan, Chief Economist ประจำภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลางของ Standard Chartered Bank
    3. Maximo Torero, ตำแหน่ง: Chief Economist ของ FAO (องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ)
    4. Ludovic Subran, ตำแหน่ง: Chief Economist ของ Allianz (กลุ่มบริษัทประกันภัยและการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก)

    มาฉายภาพฉากทัศน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งพวกเขาเตือนว่า…นี่ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ แต่มันคือการจัดระเบียบเศรษฐกิจใหม่ที่จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไปอีกหลายปี

    1. วิกฤตเส้นเลือดอุดตันที่ช่องแคบฮอร์มุซ

    ความกังวลแรกที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์มองเห็นตรงกันคือ ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะสันดาปภายในพังทลาย เพราะช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์ที่เป็นเหมือนคอขวดของพลังงานโลก 

    Saad Rahim จาก Trafigura ยักษ์ใหญ่พลังงาน บอกชัดว่าเราไม่ได้แค่กำลังสู้กับของแพง แต่เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘มีเงินก็ซื้อไม่ได้’ เพราะเมื่อพลังงานไหลผ่านไม่ได้ โรงงานจะไม่มีไฟป้อนเครื่องจักร รถขนส่งจะไม่มีน้ำมันวิ่ง สิ่งที่ตามมาคือภาวะอุปสงค์ล่มสลาย มันคือภาพซ้ำของช่วงล็อกดาวน์โควิดที่ถนนเงียบกริบ โรงงานร้าง แต่ต่างกันตรงที่ครั้งนี้เราไม่ได้หยุดเดินเพราะกลัวโรคระบาด แต่เราหยุดเพราะหัวใจของเครื่องยนต์โลกมันดับลง

    “เรากำลังมองไปที่จุดที่โลกอาจเกิดอาการ Shutdown เหมือนช่วงโควิด-19 แต่น่ากลัวกว่า เพราะรอบนี้เราไม่ได้หยุดเดินเพราะกลัวเชื้อโรค แต่เราหยุดเพราะ ‘น้ำมัน’ ที่เป็นสายเลือดหลักถูกกักขังอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง”

    2. โดมิโนมรณะ จากถังน้ำมันสู่จานข้าวของคนทั้งโลก

    หลายคนอาจสงสัยว่า สงครามเกิดอยู่ไกลตัวขนาดนั้น จะกระทบเราได้ยังไง? ซึ่งด้าน Maximo Torero จาก FAO ฉายภาพให้เห็นโดมิโนที่น่ากลัวที่สุดเอาไว้ว่า สิ่งที่จะเกิดมันไม่ได้มาแบบตูมเดียว แต่มันจะค่อย ๆ ล้มตามกันไป และสิ่งที่คนตัวเล็กๆ ต้องแบกรับ เช่น

    ขั้นที่ 1: สงครามขวางทางขนส่งปุ๋ย (ซึ่งตะวันออกกลางคือแหล่งผลิตใหญ่)
    ขั้นที่ 2: เมื่อปุ๋ยขาดแคลนหรือราคาพุ่ง เกษตรกรทั่วโลกจะลดการเพาะปลูกลง
    ขั้นที่ 3: ข้าว ข้าวสาลี และวัตถุดิบอาหารจะน้อยลงในขณะที่คนหิวเท่าเดิม

    Razia Khan จาก Standard Chartered เตือนว่า ความน่ากลัวของเศรษฐกิจยุค 2026 คือความเชื่อมโยงที่แยกกันไม่ขาด โลกนาทีนี้เปราะบางจนเหมือนแก้วที่ร้าว ซึ่งพร้อมจะแตกสลายเพียงแค่มีแรงกระทบซ้ำอีกครั้งเดียว และแรงกระทบนั้นกำลังพุ่งเป้าไปที่ความมั่นคงทางอาหาร

    “ความมั่นคงทางอาหาร” นี่คือโดมิโนลูกที่ใหญ่ที่สุดที่เราทุกคนทั่วโลกจะต้องเจอ และผลของมันอาจลากยาวไปถึงปี 2027 สงครามในตะวันออกกลางวันนี้ อาจกลายเป็นราคาข้าวแกงหน้าปากซอยที่พุ่งสูงขึ้นในวันหน้า โดยที่เราไม่มีทางเลี่ยงได้เลย นั่นหมายความว่า สงครามที่ดูเหมือนไกลตัวในวันนี้ กำลังจะกลายเป็นต้นทุนอาหารบนโต๊ะของคุณที่แพงขึ้นจนน่าตกใจในวันข้างหน้า

    3. ความอ่อนแอคือตั๋วเที่ยวเดียวสู่ความตาย

    หนึ่งในคำนิยามที่คมที่สุดมาจาก Ludovic Subran หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Allianz ที่เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นช่วงเวลาของดาร์วิน (A Darwinian Moment) เขาเปรียบเทียบว่าต่อจากนี้ไป จะไม่มีที่ว่างสำหรับธุรกิจที่สายป่านสั้น หรือปรับตัวช้าอีกต่อไป

    ใครที่ไม่แกร่งพอหรือปรับตัวช้า… จะถูกกำจัดทิ้งจากระบบเศรษฐกิจ

    พายุลูกนี้จะเข้าซ้ำเติมแผลเก่า ทั้งวิกฤตหนี้สะสมและฟองสบู่ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีที่เริ่มสั่นคลอน แม้แต่อุตสาหกรรม High Tech ก็หนีไม่พ้น เพราะก๊าซฮีเลียมที่ใช้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์และเครื่อง MRI กว่า 30% ของโลก ต้องเดินทางผ่านพื้นที่ขัดแย้งนี้

    “ตั้งแต่เคมีภัณฑ์ การแพทย์ ไปจนถึงก่อสร้าง ทุกภาคส่วนจะเผชิญกับบททดสอบที่รุนแรง ใครที่สายป่านสั้นหรือพึ่งพาซัพพลายเชนจากแหล่งเดียว จะเข้าสู่สภาวะล้มละลายได้ง่าย ๆ”

    ธุรกิจในยุค 2026 จึงไม่ได้สู้กันที่ความเร็วในการเติบโต แต่สู้กันที่ใครล้มแล้วไม่ตายเท่านั้น

    4. กติกาใหม่ของการอยู่รอด

    ท่ามกลางความขัดแย้งที่กำลังแผดเผาโครงสร้างเดิม นักเศรษฐศาสตร์มองเห็นโอกาสสำคัญในการล้างไพ่ เพื่อวางรากฐานใหม่ที่นิ่งและมั่นคงกว่าเดิม Saadia Zahidi จาก World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่านี่คือจุดที่โลกถูกบังคับให้เลือกทางเดินใหม่ที่ยั่งยืนกว่าเดิมใน 2 มิติหลัก

    1. เลิกพึ่งพาน้ำบ่อหน้า

    ในอดีต โลกธุรกิจบูชาความ Efficiency เป็นพระเจ้า เราพยายามรีดเค้นต้นทุนให้ต่ำที่สุด พึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียวที่ถูกที่สุด และสต็อกของให้พอดีใช้แบบนาทีต่อนาที แต่สงครามครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่าความถูกอาจนำมาซึ่งความตายทางธุรกิจ

    ธุรกิจยักษ์ใหญ่กำลังเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็น Just-in-Case คือการยอมแบกต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อสร้างระบบสำรอง เช่น การกระจายฐานการผลิตไปหลายประเทศ (China + 1 หรือ Friend-shoring) และการเพิ่มสต็อกสินค้าล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าต่อให้เส้นเลือดใหญ่เส้นหนึ่งถูกตัดขาด เครื่องจักรก็ยังเดินหน้าต่อได้

    2. พลังงานสะอาด คือ ความมั่นคงของชาติ

    ที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด มักถูกมองว่าเป็นเรื่องรักษ์โลก หรือการทำ CSR เพื่อภาพลักษณ์องค์กร แต่เมื่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกลายเป็นตัวประกันในสมรภูมิรบ และถูกใช้เป็นอาวุธในการต่อรองทางการเมือง มุมมองนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    ทุกประเทศเริ่มตระหนักว่า การพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากพื้นที่ขัดแย้งคือการเอาคอไปพาดเขียง พลังงานสะอาดอย่าง ลม แสงแดด และไฮโดรเจน จึงถูกยกระดับจากพลังงานทางเลือก ขึ้นเป็นความอยู่รอดของชาติ

    วิกฤตครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน ในอัตราเร่งที่เร็วกว่าเดิมหลายเท่าตัว ไม่ใช่แค่เพื่อลดโลกร้อน แต่เพื่อสร้างเอกราชทางพลังงานที่ไม่ถูกใครข่มขู่ได้อีกต่อไป

    ก้าวต่อไปบนเส้นด้ายที่ขึงตึง

    Saadia Zahidi จาก World Economic Forum ฝากบทสรุปที่เตือนใจเราทุกคนว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ สิ่งเดียวที่รัฐบาลและภาคธุรกิจทำได้คือการบริหารงานด้วยความคล่องตัว เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ความแน่นอนไม่มีอยู่จริง

    ฐานรากทางเศรษฐกิจที่มั่นคงไม่ได้เกิดจากการมีเงินทุนมหาศาลเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมองโลกตามความเป็นจริง การเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด และความสามารถในการลุกขึ้นใหม่ให้เร็วที่สุดเมื่อถูกแรงกระแทก

    อ้างอิง: weforum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/war-reshaping-global-economy-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W7p8LDESrLD9-0-eXSdO0