———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/114575&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P9ITuLMyJ-_Hd8DoXbUgo
Category: เศรษฐกิจ
-

“อนุทิน” ลงพื้นที่บางกะปิ ตรวจโครงการ “ไทยช่วยไทย” ย้ำรัฐเร่งลดค่าครองชีพ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ
-

“อนุทิน”เดินห้างตรวจโครงการ”ไทยช่วยไทย”ช่วยผ่อนภาระค่าครองชีพสู้วิกฤตราคาพลังงาน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ห้างสรรพสินค้าโลตัส สาขาบางกะปิ เพื่อติดตามความคืบหน้ามาตรการ “ไทยช่วยไทย” หรือ การจำหน่ายสินค้าลดลง ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและวิกฤตราคาพลังงานที่ยังผันผวน
การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบกลไกการดำเนินงานของโครงการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน อาทิ อาหารสด ข้าวสาร และของใช้ในครัวเรือน พร้อมหารือกับผู้ประกอบการและผู้บริหารห้างสรรพสินค้า เพื่อให้การบริหารจัดการราคาสินค้าเป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน
“โครงการไทยช่วยไทยเดินหน้าไปแล้วมาวันนี้ก็เพื่อดูการกระจายสินค้าอยากให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงโครงการ สินค้าที่เข้าร่วม ราคาลดลงตั้งแต่ 20% ขึ้นไป หวังว่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชนชน”บรรยากาศภายในห้างเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก โดยนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับประชาชนอย่างใกล้ชิด รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะค่าครองชีพและผลลัพธ์ของมาตรการรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนว่าโครงการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ในระดับหนึ่ง
ทั้งนี้ รัฐบาลย้ำว่าจะเดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านพลังงาน เพื่อประคองผลกระทบจากสถานการณ์โลก และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศในระยะต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายกรัฐมนตรีเดินชมสินค้า มีประชาชน เดินมาบอกให้ช่วยหน่อยน้ำมันแพง ไปไหนไม่ได้ ทุกวันนี้ไม่กล้าไปไหนอยู่แต่ในบ้าน สินค้าแพงนายกฯช่วยหน่อย อย่าให้ประชาชนตาย
ภายหลังตรวจราคาสินค้านายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ว่า ไม่เชิงเป็นการสุ่มตรวจ เพียงแต่ตนสนใจว่าหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ จัดให้มีสินค้าอุปโภคบริโภค ประหยัดกว่าราคาปกติ จึงอยากมาดูว่า การกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด จึงมาดูที่โลตัสบางกะปิเป็นที่แรก ซึ่งผู้จัดการห้างได้รายงานว่า มีสินค้าที่ราคาต่ำกว่าปกติหลายตัว แต่อาจไม่ใช่แบรนด์ที่คุ้นหู เพราะเอาค่าการตลาดออกจึงนำมาขายถูกได้ ขอเชิญชวนให้ประชาชนเวลามาห้าง ทุกห้างไม่ใช่เฉพาะโลตัส จะมีสินค้าประเภทนี้จำหน่าย ราคาเฉลี่ยต่ำกว่าราคาทั่วไป 20-30%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังการสัมภาษณ์ มีประชาชนเข้ามา สอบถามนายกฯ ถึงโครงการคนละครึ่งว่าสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ ซึ่งนายอนุทิน ยืนยันว่า ได้เลย และจะพลัสมากกว่าเดิม ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเดิม ในเงินจำนวนเท่าเดิม และอาจจะทำได้หลายรอบ
และเมื่อประชาชนบอกกับนายกรัฐมนตรีว่าขณะนี้เศรษฐกิจค่อนข้างแย่ นายอนุทินกล่าวว่าถูก ซึ่งหากแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้วก็จะสามารถดำเนินนโยบายต่างๆได้ หากแถลงนโยบายแล้วก็สามารถ ส่วนจะมีโอกาสได้มากกว่าเดิมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อาจจะทำบ่อยขึ้น ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่มี ส่วนระยะเวลาในการดำเนินการนั้นก็เป็นช่วงๆ เช่นครั้งที่แล้ว 2 เดือน จะไปใช้ยาวเลยไม่ได้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12804473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12NEAsuQQ5jaPzEoyDzZoB -

เริ่มวันนี้ OR เพิ่มช่องทางขายน้ำมันดีเซล B20 ที่พีทีที สเตชั่นจ.สระบุรี-จ.สงขลา : อินโฟเควสท์

บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก [OR] เพิ่มช่องทางจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 ที่ พีทีที สเตชั่น สระบุรี และ พีทีที สเตชั่น สิงหนคร จ. สงขลา เพิ่มความสะดวกและทางเลือกให้กับผู้ที่ใช้รถที่ใช้น้ำมันประเภทนี้ เพื่อบรรเทาภาระของภาคขนส่ง อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม ให้สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น โดยจำหน่ายราคาที่ต่ำกว่าดีเซล B7 ถึง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งเริ่มจำหน่ายที่สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น สระบุรี แล้วและจะเริ่มจำหน่ายที่ พีทีที สเตชั่น สิงหนคร จ.สงขลา ในวันที่ 4 เมษายน 2569
น้ำมันดีเซล B20 มีส่วนผสมไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม 20% ผลิตจากวัตถุดิบเกษตรในประเทศตามมาตรฐานสากล เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ ทั้งรถบรรทุก รถโดยสาร เครื่องจักรอุตสาหกรรม และเครื่องจักรที่ใช้ในการเกษตรกรรม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนพลังงานของผู้ประกอบการแล้ว การใช้ B20 ยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และส่งเสริมการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
OR ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์พลังงานที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพและความคุ้มค่า ส่งเสริมการใช้งานในทุกภาคส่วน เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ในทุกการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 เม.ย. 69)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw257s3fdmq31jE1m0UZHQlp -

สกู๊ปพิเศษ : ITD ผนึกกำลังสมองชั้นนำ ระดมข้อเสนอเชิงนโยบาย ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย
วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD ประกาศความสำเร็จของโครงการผู้นำยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการพัฒนา (Leadership Program on Trade and Development Strategy) ปีที่ 2 (LTD#2) ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ รวม 88 ท่าน ผสานองค์ความรู้ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์บริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระดมความคิดเชิงยุทธศาสตร์ และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายตอบโจทย์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และสามารถนำไปใช้ได้จริงในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ
โดยในงานนี้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิดโครงการ “ผู้นำยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการพัฒนา รุ่นที่ 2 (Leadership Program on Trade and Development Strategy: LTD#2)” พร้อมกล่าวว่า จุดเด่นของโครงการมิได้อยู่เพียงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของผู้เข้าร่วมทั้ง 88 คน ซึ่งเป็นบุคลากรคุณภาพจากภาครัฐ เอกชน และวิชาการ ที่ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงลึก อันเป็นขุมพลังทางปัญญาสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ ภาคการค้าไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล ตลอดจนความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานและราคาพลังงาน ซึ่งล้วนส่งผลต่อโครงสร้างการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า การรับมือกับความท้าทายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน ควบคู่กับการขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “ความยั่งยืน” และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชัดเจน
ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของการขับเคลื่อนนโยบายขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน เนื่องจากทุกนโยบายย่อมมีทั้งผู้ได้รับและผู้ได้รับผลกระทบ การสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมจึงเป็นปัจจัยสำคัญ
สำหรับการผลักดันข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์จะนำข้อเสนอแนะจากโครงการไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการในอนาคต โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในรูปแบบ “คลัสเตอร์” ครอบคลุมภาคการผลิต การค้า และบริการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ในบริบทของโลกยุคใหม่ (New World Order) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจสีเขียว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้า ข้อเสนอเชิงนโยบายจากโครงการนี้จึงมีบทบาทสำคัญต่อการปรับตัวของประเทศไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับได้
ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการผนึกกำลังผู้เข้าร่วมทั้ง 88 คน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ นำองค์ความรู้และเครือข่ายไปต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และผลักดันประเทศไทยให้ก้าวพ้นกับดักการเติบโตต่ำ สู่การเป็นประเทศรายได้สูงอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ด้านนายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าวว่า “ITD เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากต่างประเทศสู่การพัฒนาภายในประเทศ รวมถึงมีบทบาทในการสะท้อนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนนำไปสู่ผู้กำหนดนโยบาย สิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีนี้ไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นการรวมพลังขององค์ความรู้ระดับสูงจากผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือว่าเป็นคลังสมองซึ่งจะมีบทบาทสำคัญเป็นกำลังสำคัญในอนาคต เพื่อต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีน้ำหนักและนำไปใช้ได้จริง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในยุคที่ความท้าทายมีความซับซ้อนมากขึ้น”
ตลอดกระบวนการ ผู้เข้าร่วมโครงการได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการคิดเชิงระบบ การตั้งคำถามเชิงนโยบายที่ลึกและเฉียบคม รวมถึงความสามารถในการบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายมิติ เพื่อสร้างข้อเสนอที่มีทั้งความเป็นไปได้และผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง
ITD เตรียมนำข้อเสนอเชิงนโยบายจากเวทีดังกล่าวส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอที่สอดคล้องกับพันธกิจของ ITD จะได้รับการพัฒนาและต่อยอดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและวัดผลได้
ความสำเร็จของการรวมพลังทางปัญญาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต และเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดความร่วมมือที่จะนำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ ยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ความร่วมมือของผู้เข้าร่วมโครงการทั้ง 88 ท่านในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการระดมสมองเชิงนโยบาย แต่ยังเป็นการวางรากฐานของเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการพัฒนาของประเทศในระยะยาว
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริง ซึ่งเกิดจากการร่วมกันวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเข้มข้นของผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ รวม 88 ท่าน ได้ถูกพัฒนาเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้านหลัก ดังต่อไปนี้
Thailand Logistics Reform ประเทศไทยต้องเร่งปฏิรูปโลจิสติกส์แห่งชาติ เพื่อลดต้นทุนจากประมาณ14% เหลือน้อยกว่า 9% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ข้อเสนอหลักคือการจัดตั้ง “สำนักงานประสานงานโลจิสติกส์แห่งชาติ (NTLC)” ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพกลางแบบ Single Command เร่งดำเนินการ Regulatory Guillotine ยกเลิก/ปรับปรุงกฎระเบียบกว่า 200 ฉบับ ภายในระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัว, พัฒนาระบบ Digital/AI Permit และ Blockchain เพื่อให้การอนุญาต โปร่งใส รวดเร็ว และตรวจสอบได้ นอกจากนี้ควรเปิดเสรีระบบรางและเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางและลดต้นทุนทั้งระบบ, ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน Cold Chain และ Smart Warehouse เพื่อลดการสูญเสียสินค้าและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร รวมถึงจัดตั้ง Thailand Logistics Intelligence (TLI) Hub เชื่อมโยงข้อมูล 27 หน่วยงาน ผ่าน Open API และ AI เพื่อบริหารโลจิสติกส์แบบเรียลไทม์, ผลักดัน ASEAN Single Window และระบบศุลกากรอัจฉริยะ 24/7 เพื่อเร่งการค้าข้ามพรมแดน, จัดตั้ง Logistics War Room เพื่อติดตามต้นทุน ค่าระวาง และความเสี่ยงจากสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด, พัฒนา Agri-Logistics Data Platform และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งยกระดับทักษะแรงงานโลจิสติกส์กว่า 200,000 คน รองรับเทคโนโลยีและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ, จัดทำกฎหมาย Data Sharing บังคับให้แพลตฟอร์มการค้าและโลจิสติกส์เชื่อมข้อมูลกับภาครัฐอย่างปลอดภัย โดยหากดำเนินการครบถ้วน จะช่วยลดต้นทุน เพิ่ม FDI และผลักดัน GDP เติบโตเกิน 6% อย่างยั่งยืน
Thailand Agro Based-Wellness Economy ไทยต้องเร่งเปลี่ยนจาก “ครัวโลกเชิงปริมาณ” สู่ “Agro-Wellness มูลค่าสูง” เพื่อแก้ปัญหาส่งออกวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำและการสูญเสียโอกาสในตลาด Wellness โลกมูลค่า $8 ล้านล้าน ข้อเสนอหลักคือการสร้างมาตรฐาน Thai Global Wellness Standard (TGWS) เพื่อยกระดับสินค้าไทยให้ขายได้ราคาพรีเมียม เพิ่มมูลค่า 30–150% และลดการแข่งขันด้านราคา, ควรเร่งเจรจา FTA โดยเฉพาะกับ EU, CPTPP และ GCC เพื่อเปิดตลาดพรีเมียม และลดข้อเสียเปรียบจากประเทศคู่แข่ง, จำเป็นต้องตั้งกองทุน Agro-Wellness มูลค่า 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน SME ให้เข้าถึงเงินทุน งานวิจัย และนวัตกรรม เช่น Functional Food, สมุนไพร และโปรตีนทางเลือก, ภาครัฐต้องลดต้นทุนการขอใบรับรองมาตรฐาน และสร้างระบบ Trade Finance สำหรับ SME เพื่อให้เข้าถึงตลาด EU/US ได้จริง, ควรมีหน่วยงานกลางบูรณาการ พาณิชย์ เกษตร และ อย. เพื่อเร่งนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ, ในระยะเร่งด่วน ต้องอนุมัติ TGWS ภายใน 30 วัน เร่ง FTA ภายในปี 2569 และตั้งกองทุนภายใน 60 วัน โดยหากดำเนินการได้ จะเพิ่มมูลค่าส่งออก Agro-Wellness จาก 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี และเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียม ลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคา และสร้างรายได้เพิ่มกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ผลลัพธ์ระยะยาวคือยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพิ่ม GDP ประเทศ และทำให้ไทยก้าวสู่ Top 3 Wellness Exporter ของโลกได้อย่างยั่งยืน
Digital Trade Sovereignty and Economic Transformation ประเทศไทยต้องเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Digital Trade Sovereignty and Economic Transformation เพื่อยกระดับจาก “ผู้ตามกติกา” สู่ “ผู้กำหนดมาตรฐาน” การค้าในอาเซียน โดยใช้ 5 โครงการเรือธงเป็นกลไกหลัก ได้แก่ NDCP, CBAM & Carbon System, Smart Manufacturing & AI, EEC 2.0 และ Digital Baht หัวใจสำคัญคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทางการค้า เชื่อมข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ และระบบการเงินเข้าด้วยกัน NDCP จะช่วยลดต้นทุน compliance และเวลา clearance อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงตลาดโลกระบบ CBAM และ Carbon จะรักษาความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดยุโรปและมาตรฐานโลก การยกระดับ Smart Manufacturing จะเพิ่มผลิตภาพอุตสาหกรรม และเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจสู่มูลค่าสูง EEC 2.0 จะเป็นฐานดึงดูด FDI และสร้าง ecosystem อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Semiconductor และ EV ขณะที่ Digital Baht จะลดต้นทุนธุรกรรมและเพิ่มความคล่องตัวของการค้าในอาเซียน ผลลัพธ์คือการเติบโตเศรษฐกิจ 5–6% ต่อปี พร้อมยกระดับ Digital Economy และการจ้างงานทักษะสูง ข้อเสนอสำคัญคือให้กระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพหลัก ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรม เร่งพัฒนา NDCP เป็นศูนย์กลางข้อมูลการค้า เชื่อมทุกบริการภาครัฐและเอกชนไว้ในระบบเดียวยกระดับ SME ให้พร้อมด้าน CBAM, ESG และ traceability เพื่อเข้าสู่ตลาดพรีเมียมพร้อมเร่งเจรจาการค้าและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแปลงนโยบายและแพลตฟอร์มดิจิทัลให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจริง
Financial Rail Frictionless Financial Rail & Settlement Sovereignty: การพัฒนาระบบการเงินและโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินในระดับยุทธศาสตร์ ไทยมีโอกาสก้าวสู่ศูนย์กลาง “Financial Rail” ของอาเซียน หากเร่งแก้ปัญหาความล่าช้าและต้นทุนการเงินข้ามประเทศที่ยังสูง โดยควรลดค่าธรรมเนียมจาก 3–7% ให้ต่ำกว่า 0.5% และลดเวลาธุรกรรมจากหลายวันเหลือไม่ถึง 1 นาที ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขันทางการค้าอย่างมีนัยสำคัญ, ควรเร่งพัฒนา PromptPay Cross-border สำหรับธุรกิจ (B2B) และต่อยอด Digital Baht เพื่อเชื่อมระบบการชำระเงินกับประเทศ CLMV สร้างโครงสร้างพื้นฐานการเงินที่เชื่อมทุกสกุลเงินโดยไม่เสียอธิปไตยทางการเงิน ภาครัฐต้องผลักดันแพลตฟอร์มสินเชื่อการค้า SME ด้วย AI ให้อนุมัติภายใน 48 ชั่วโมง ช่วยลดข้อจำกัดการเข้าถึงทุน และปิดช่องว่าง Trade Finance ที่กระทบผู้ประกอบการไทยโดยตรง ควรส่งเสริม ESG Agri Bond และ Green Finance เพื่อเพิ่มแหล่งทุนใหม่ให้ภาคเกษตร และยกระดับเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน เร่งสร้างระบบ AI Early Warning ตรวจจับความเสี่ยงการค้าแบบเรียลไทม์ ลดผลกระทบจากสงครามการค้าและความผันผวนโลก ในระยะสั้น ต้องเดินหน้า 6 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การขับเคลื่อน ORCA Framework, เปิดใช้ PromptPay B2B ข้ามประเทศ, ตั้งแพลตฟอร์มสินเชื่อ SME, ออก ESG Bond ครั้งแรก, สร้างระบบเตือนภัยการค้า, และตั้งกลไก “Team Thailand” บูรณาการทุกภาคส่วน ควรมีกลไกความร่วมมือรัฐ-เอกชนที่ชัดเจน พร้อมกฎหมายและโครงสร้างรองรับ เพื่อให้การดำเนินนโยบายรวดเร็วและต่อเนื่อง หากดำเนินการได้ครบถ้วน จะช่วยลดต้นทุนธุรกรรม เพิ่มสภาพคล่องให้ SME ขยายบทบาทเงินบาทในภูมิภาค และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินและการชำระเงินของอาเซียนในระยะยาว
ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 4 ด้าน ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการวาง “โครงสร้างเศรษฐกิจไทยใหม่” ที่เชื่อมโยงการค้า โลจิสติกส์ ดิจิทัล และการเงินเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ หากสามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติได้จริง จะช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เปิดตลาดมูลค่าสูง และยกระดับรายได้ของภาคธุรกิจและเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะพาประเทศไทยก้าวพ้นข้อจำกัดเดิม และยกระดับสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในเวทีโลก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/956776&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26AEk-TqXMzGRLllVk6lqi -

เมื่อ “เศรษฐกิจดอกไม้” เติบใหญ่และเบ่งบานในจีน (จบ)
คุยกันต่อเลยดีกว่าครับ …
ประการสำคัญ ในปี 2026 จุดหมายปลายทางเหล่านี้ ยังได้รับการ “ต่อยอด” ไปอีกระดับหนึ่ง รัฐบาลท้องถิ่นต่างเดินหน้าเพิ่มสถานที่ท่องเที่ยวใหม่สำหรับครอบครัว และอัพเกรดสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยวขนานใหญ่
สวนสาธารณะในเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ท่องเที่ยวตามฤดูกาลเช่นกัน สำนักการจัดการเมืองนครฉงชิ่ง ได้เปิดตัวแผนที่จุดชมดอกไม้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ที่นำเสนอดอกไม้กว่า 75 สายพันธุ์ อาทิ แมกโนเลีย ดอกพีช และ ดอกเรพซีด ผ่านสวนสาธารณะในเมืองราว 180 แห่ง ส่งผลให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและนอกพื้นที่ได้เป็นจำนวนมาก สถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึงกว่า 40,000 คนต่อวันเลยทีเดียว
ข้อมูลจากตัวแทนการท่องเที่ยวออนไลน์ (Online Travel Agency) หลายแห่งของจีน แสดงให้เห็นว่า การท่องเที่ยวดอกไม้ในช่วงหลังหยุดยาวตรุษจีนปี 2026 มีแนวโน้มขยายตัวรวดเร็วและรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดโมเมนตัมของความต้องการเดินทางที่ดี
คำสั่งซื้อตั๋วเข้าจุดชมวิวที่เกี่ยวข้องเพื่อแสวงหาประสบการณ์ที่ดื่มด่ำเพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง ในระยะเวลา 1-2 วัน ยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
ขณะเดียวกัน การจองการเดินทางในช่วงกลางเดือนมีนาคม ที่ผ่านมาก็เพิ่มขึ้นถึง 60% ของช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เท่านั้นไม่พอ นักวางแผนการท่องเที่ยวยังเร่งบูรณาการการชมดอกไม้เข้ากับกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการพักผ่อนที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ ทิวทัศน์ภูเขาและสายน้ำ เมืองประวัติศาสตร์ และอาหารท้องถิ่น
นอกจากนี้ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีธีม “ดอกไม้” เป็นหลักหลายแห่งยังพยายาม “ยืมมือ” ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพดอกไม้มาช่วยประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง อาทิ การกำหนดจุดถ่ายภาพ และการจัดประกวดภาพถ่ายและวิดีโอสั้น
ภาพถ่ายและวิดีโอสั้นที่ถูกผลิตขึ้นดังกล่าว มักถูกโพสต์ในโลกอินเตอร์เน็ต กลายเป็นว่า แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ช่วยเพิ่มกระแสความนิยมและมูลค่าการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในวงกว้างอีกด้วย
การเบ่งบานของอุตสาหกรรมดอกไม้ ช่วยสร้าง “ความมีชีวิตชีวา” และขยาย “โอกาสทางธุรกิจ” ผ่านภาคการเกษตร การท่องเที่ยวเฉพาะทาง และอื่นๆ นำไปสู่ “การบริโภคใหม่” ผ่านการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและการเสริมสร้างประสบการณ์แก่ผู้บริโภคในเชิงลึก ซึ่งขยายผลต่อไปถึงร้านอาหารและเครื่องดื่ม (ที่ใช้ดอกไม้เป็นวัตถุดิบ) โฮมสเตย์ (ที่ตกแต่งด้วยดอกไม้) การผลิตงานฝีมือที่ทำจากพืชและดอกไม้ท้องถิ่น ร้านจำหน่ายของที่ระลึก และอื่นๆ ในท้องถิ่นได้เป็นอย่างมากนอกจากนี้ อิทธิพลของเศรษฐกิจดอกไม้ยังกระจายตัวสู่เมืองรองและพื้นที่ชนบทอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน ส่งผลให้ “ดอกไม้” กลายเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ตามฤดูกาลที่หมุนเวียนไปตลอดทั้งปีในจีน
ด้วยการกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมดอกไม้คุณภาพสูง ซึ่งนำไปสู่พัฒนาการด้านเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ทันสมัย จีนได้กำหนดเป้าหมายตลาดดอกไม้ไว้ที่ 700,000 ล้านหยวนภายในปี 2035 หรือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายใน 10 ปี
เท่านั้นไม่พอ เศรษฐกิจดอกไม้ที่เบ่งบานในจีนยังถูกนำไปโชว์โฉมในต่างประเทศ จีนส่งออกดอกไม้ในมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยมีมูลค่าถึงกว่า 520,000 ล้านหยวนในปัจจุบัน
ปัจจุบัน ตลาดดอกไม้ตัดดอกโลก มี เยอรมนี สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และ เนเธอร์แลนด์ เป็นลูกค้ารายใหญ่ ผู้คนในประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ นิยมซื้อดอกไม้ตกแต่งบ้านและอื่นๆ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านสภาพอากาศ สายพันธุ์ เทคโนโลยีการเพาะปลูก ต้นทุนการผลิต และอื่นๆ ทำให้ตลาดต้องพึ่งพาการนำเข้าดอกไม้ในสัดส่วนที่สูง
ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ นำเข้าดอกไม้ตัดดอก คิดเป็นกว่า 80% ของการบริโภคทั้งหมด แต่ดูเหมือนตลาดนี้อยู่ในมือของคู่แข่งขันรายใหญ่ อย่าง โคลอมเบีย เอกวาดอร์ และ เม็กซิโก ซึ่งอยู่ในทำเลที่ใกล้กว่า
กลับมาที่กรณีการส่งออกดอกไม้ของจีน ผลการผลักดันการดำเนินนโยบายสำคัญ อาทิ “ข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” และกลยุทธ์การตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการ ก็ทำให้ตลาดส่งออกขยายตัวไปอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากดอกไม้ตัดดอกแล้ว ตลาดส่งออกในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้อง ก็มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีนัยสำคัญ อาทิ กระถางต้นไม้ ดอกไม้แปรรูป และ ต้นกล้าชนิดพิเศษ
สถิติอย่างเป็นทางการของจีนระบุว่า ยูนนาน เป็นจุดส่งออกดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดของจีน ในปี 2025 การส่งออกดอกไม้ตัดสดของยูนนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก เขตจินหนิง (Jinning) ตอนใต้ของ นครคุนหมิง เมืองลี่เจียง (Lijiang) และ เมืองฉู่สวง (Chuxiong) มีมูลค่าสูงถึง 1,220 ล้านหยวน ขยายตัวกว่า 60% ของปีก่อน และครอบคลุม 64 ประเทศและภูมิภาค
และด้วยระบบโลจิสติกส์ของจีนที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้แต่ละบริษัทดอกไม้ของจีน อาทิ Dianwang Flowers (เตี้ยนหวังฟลาวเวอร์) สามารถทำตลาดดอกไม้ในกว่า 20 ประเทศและภูมิภาคในอาเซียน เอเซียกลาง และ ตะวันออกกลางได้อย่างรวดเร็ว
ยกตัวอย่างเช่น การส่งดอกไม้ทางอากาศไปยังเมียนมา และฟิลิปปินส์ โดยใช้เวลาภายใน 48 ชั่วโมงเท่านั้น หรือไปยังเวียตนามภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังประสบความสำเร็จในการขยายโครงการอุตสาหกรรมดอกไม้แบบครบวงจร ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การวิจัยและพัฒนา การเพาะปลูก และการขาย รวมทั้งการร่วมมือด้านเทคนิคการเพาะปลูกและต้นกล้าดอกไม้หลายสายพันธุ์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคอาเซียนอย่างเช่นเมียนมาและกัมพูชา
ในตลาดเอเซียกลาง และ รัสเซีย บริษัทฯ ก็ลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาดอกไม้ ที่ปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการของตลาดอย่างแม่นยำ อาทิ กุหลาบหัวใหญ่สายพันธุ์ Highland Red และ Floyd
แม้ว่าการส่งมอบในบางออเดอร์ของ “เส้นทางดอกไม้” ก็อาจเต็มไปด้วยความท้าทายยิ่ง แต่บริษัทฯ ก็ไม่ย่นย่อ เช่น การบรรจุดอกไม้ยูนนานในตู้ควบคุมอุณหภูมิ และขนส่งทางถนนเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วันก่อนถึงร้านดอกไม้ในคาซักสถาน ภูมิภาคเอเซียกลาง
ประการสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ตลาดดอกไม้ส่งออกของจีนยังเป็น “เศรษฐกิจที่งดงาม” เพราะกำลังถูกผนวกเข้ากับห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลกอย่างแนบแน่น และเปี่ยมไปด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจที่จะเติบโตอีกมากในอนาคต
ดูเหมือนเส้นทาง “เศรษฐกิจดอกไม้” ของจีนไม่เพียงกำลัง “เบ่งบาน” แต่ยัง “โรยด้วยกลีบกุหลาบ” อีกด้วยครับ …
คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย…ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4189
เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/Chinese-dragon/655706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lrNjJcd7ft_I6VrAqy9IQ -

โพลชี้คนไม่เชื่อมั่น รัฐบาลรับมือพิษเศรษฐกิจ ผลกระทบจากสงครามป่วนโลก
โพลชี้คนไม่เชื่อมั่น รัฐบาลรับมือพิษเศรษฐกิจ ผลกระทบจากสงครามป่วนโลก
4 เม.ย. 2569 08:34 น.
- หนังสือพิมพ์
- การเมือง
- ไทยรัฐฉบับพิมพ์
-กกก+
LightDark
ข่าวหนังสือพิมพ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2924599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b5ddCpZn7SqDumppiPKfs -

เวียดนามเร่งวางมาตรการรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง คุมต้นทุนการผลิต ยกระดับศักยภาพส่งออกภาคเกษตร
เนื้อข่าว
กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนามได้จัดทำกรอบแผนสถานการณ์ตอบสนอง เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมุ่งเน้นการจำกัดผลกระทบเชิงลบต่อภาคเกษตรกรรม การคงไว้ซึ่งแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และการประกันความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาภาคเกษตรกรรมในปี 2569

ทั้งนี้ ภาคเกษตรกรรมของเวียดนามตั้งเป้าหมายอัตราการขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3.7 พร้อมทั้งกำหนดมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรรวมไว้ที่ระดับสูงสุดประมาณ 74,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผลการดำเนินงานด้านการผลิตและการส่งออกในช่วงต้นปี 2569 ปรากฏสัญญาณเชิงบวก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในระยะต่อไป
ในระยะปานกลางถึงระยะยาว ภาคเกษตรกรรมของเวียดนามมีทิศทางการพัฒนาที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ภายใต้กรอบการพัฒนาเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ (green and ecological agriculture) โดยให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการเพิ่มรายได้ของครัวเรือนในชนบทอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ คาดว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร (agricultural GDP growth) จะอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 4 ต่อปี ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมง มีแนวโน้มขยายตัวในช่วงร้อยละ 8–12 ต่อปี แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนกระบวนการปรับโครงสร้างภาคเกษตรไปสู่ระบบการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตผ่านการบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (science, technology and innovation: STI) รวมถึงการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างเป็นระบบและมีทิศทางเชิงนโยบายที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของเวียดนามมีแนวโน้มปรากฏในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านต้นทุนปัจจัยการผลิต ซึ่งมีทิศทางปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตร อาหารสัตว์ และต้นทุนการขนส่ง เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ประเมินว่าต้นทุนการผลิตรวมอาจเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 5 ขณะเดียวกัน ต้นทุนด้านโลจิสติกส์มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอัตราค่าระวางขนส่งทางทะเล ซึ่งอาจขยายตัวในช่วงร้อยละ 25–35 ประกอบกับระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้น อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อระยะเวลา หรือสินค้าเน่าเสียง่าย อาทิ สินค้าประมงและผักผลไม้สด
ในมิติของตลาดส่งออก สินค้าเกษตรบางรายการที่มีระดับการพึ่งพิงตลาดตะวันออกกลางค่อนข้างสูง อาทิ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และพริกไทย มีแนวโน้มเผชิญภาวะความไม่ต่อเนื่องของตลาด และความผันผวนด้านอุปสงค์ ขณะเดียวกัน ผลกระทบทางอ้อมจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอาจกดดันให้อุปสงค์รวมของตลาดโลกอ่อนตัวลง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสมรรถนะการส่งออกของสินค้าเกษตรเวียดนามในภาพรวมอย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมประเมินว่าผลกระทบโดยตรงจากตลาดตะวันออกกลางยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 2 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรรวมของประเทศ ทั้งนี้ แม้ผลกระทบทางตรงจะไม่สูง แต่ความเสี่ยงทางอ้อมจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุนการขนส่ง ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดในเชิงนโยบายและการบริหารจัดการภาคการค้า
ทั้งนี้ บนพื้นฐานของผลการประเมินสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดกรอบแผนสถานการณ์ตอบสนอง (response scenarios framework) จำนวน 3 กรณี โดยจำแนกตามระยะเวลาของความขัดแย้ง ได้แก่ ระยะ 1 เดือน 3 เดือน และ 1 ปี ควบคู่กับการกำหนดชุดมาตรการเชิงนโยบายทั้งในระยะสั้น และระยะยาว สำหรับมาตรการระยะสั้น ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของอุปทานและระดับราคาปัจจัยการผลิต การติดตามและประเมินสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด ตลอดจนการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคลังสินค้าและการเก็บรักษา และการส่งเสริมการค้าเชิงรุก เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยการขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดทางเลือก
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินการทบทวนและปรับปรุงกรอบนโยบายด้านสินเชื่อและมาตรการภาษี เพื่อยกระดับประสิทธิผลในการสนับสนุนผู้ส่งออก ลดภาระต้นทุนการผลิต และเสริมสภาพคล่องทางการเงินของภาคธุรกิจ ภายใต้ภาวะความผันผวนของตลาด ส่วนในระยะยาว นโยบายจะมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรม ไปสู่ระบบการผลิตที่มีความยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิต ตลอดจนการกระจายความเสี่ยงเชิงตลาดผ่านการกระจายตลาดส่งออกอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเวียดนามให้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดการดำเนินมาตรการสนับสนุนแบบบูรณาการ ครอบคลุมด้านสินเชื่อ การอำนวยความสะดวกทางค้า และการประกันภัยภาคเกษตร ควบคู่กับการยกระดับการส่งเสริมตลาดเชิงรุก และการแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจและผู้ผลิตทั้งนี้ กระทรวงฯ ประเมินว่า ภายใต้บริบทของความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น การดำเนินมาตรการเชิงรุกภายใต้กรอบแผนสถานการณ์ตอบสนองจะมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภาคเกษตร สนับสนุนกระบวนการปรับโครงสร้างภาคการผลิต และรักษาเสถียรภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคเกษตรกรรมเวียดนามในปี 2569 และในระยะถัดไปอย่างต่อเนื่อง
(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2569)
วิเคราะห์ผลกระทบ
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงระบบที่สร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก และส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญในหลายมิติ ภายใต้บริบทดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมจึงได้จัดทำกรอบแผนสถานการณ์ตอบสนอง (response scenarios framework) โดยจำแนกเป็น 3 กรณีตามกรอบระยะเวลาของสถานการณ์ ได้แก่ 1 เดือน 3 เดือน และ 1 ปี เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงนโยบาย มุ่งลดผลกระทบเชิงลบ รักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน และคงเป้าหมายการขยายตัวของภาคเกษตรในปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก
ในเชิงโครงสร้าง ผลกระทบที่สำคัญปรากฏชัดในด้านต้นทุนปัจจัยการผลิต ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานในตลาดโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตร อาทิ ปุ๋ย เชื้อเพลิง และวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งนี้ แม้เวียดนามจะมีศักยภาพในการผลิตปุ๋ยบางประเภทภายในประเทศ แต่ยังคงพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบหลัก ส่งผลให้ราคาปุ๋ยมีแนวโน้มผันผวนและปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าต้นทุนการผลิตรวมอาจเพิ่มขึ้นในช่วงร้อยละ 3–5 ซึ่งมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังระดับราคาสินค้าเกษตร และก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราค่าระวางขนส่งทางทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงร้อยละ 25–35 ประกอบกับระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้น อันเป็นผลจากการหลีกเลี่ยงเส้นทางขนส่งที่มีความเสี่ยงสูง เช่น บริเวณทะเลแดง (Red Sea) และคลองสุเอซ (Suez Canal) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานและคุณภาพของสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อเวลา เช่น สินค้าประมงและผักผลไม้สด ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนการเก็บรักษาที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า ขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนจำเป็นต้องปรับแผนหรือชะลอการส่งออกส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและการบริหารสินค้าคงคลัง
ในมิติของตลาดการค้า สินค้าบางประเภทที่มีระดับการพึ่งพิงตลาดตะวันออกกลาง เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และพริกไทย มีแนวโน้มเผชิญภาวะชะงักงันของตลาดและแรงกดดันด้านอุปสงค์ ขณะเดียวกัน ผลกระทบทางอ้อมจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อันมีสาเหตุจากความไม่แน่นอนด้านพลังงานและระบบขนส่ง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของอุปทานพลังงานโลก มีแนวโน้มส่งผลให้กำลังซื้อในตลาดสำคัญอ่อนตัวลง และสะท้อนกลับมายังสมรรถนะการส่งออกสินค้าเกษตรของเวียดนาม อย่างไรก็ดี แม้ว่าตลาดตะวันออกกลางจะมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 2–2.2 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรรวม แต่ผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นกลับมีผลในวงกว้างต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเวียดนามในตลาดโลก
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การกำหนดกรอบระยะเวลาของสถานการณ์ทั้ง 3 ระดับจึงมีความสำคัญในเชิงการวางแผนเชิงนโยบาย โดยแต่ละกรณีสะท้อนระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกในตลาดสำคัญ อาทิ ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกาเหนือ สำหรับในระยะสั้น ภาครัฐให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพตลาด ผ่านมาตรการควบคุมราคาปัจจัยการผลิต การสำรองสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ข้าว เพื่อรักษาสมดุลด้านราคาในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าด้านโลจิสติกส์ และการจัดตั้งกลไกสื่อสารฉุกเฉินเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาของภาคธุรกิจได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การขยายระยะเวลาชำระหนี้ และการสนับสนุนด้านการเก็บรักษาสินค้า ได้ถูกนำมาใช้เพื่อลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ขณะเดียวกัน การกระจายตลาดส่งออกได้รับการยกระดับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเวียดนามเร่งขยายตลาดไปยังภูมิภาคเอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTAs) เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดที่มีความผันผวนสูง
ในระยะยาว ภาคเกษตรกรรมของเวียดนามมุ่งดำเนินการปรับโครงสร้างไปสู่ระบบการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและยั่งยืน ภายใต้กรอบเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ (green and ecological agriculture) โดยเน้นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และการพัฒนาแบรนด์สินค้าเกษตรในตลาดโลก ตลอดจนการเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิต เพื่อลดความเปราะบางจากปัจจัยภายนอก พร้อมกันนี้ การพัฒนาตลาดภายในประเทศ การส่งเสริมการค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและความปลอดภัยอาหาร ถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างฐานอุปสงค์ภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งและสมดุลกับภาคการส่งออก
แม้วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสร้างแรงกดดันในระยะสั้นต่อภาคเกษตรกรรมของเวียดนาม ทั้งในด้านต้นทุน การค้า และห่วงโซ่อุปทาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้เกิดการปรับโครงสร้างเชิงลึกไปสู่ระบบการผลิตที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น การดำเนินมาตรการเชิงรุกภายใต้กรอบแผนสถานการณ์ตอบสนองจึงไม่เพียงช่วยจำกัดผลกระทบในระยะปัจจุบัน หากยังเป็นฐานรากสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรเวียดนามในระยะยาว ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงอย่างต่อเนื่อง
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนามมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต และค่าขนส่งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่มีความอ่อนไหวต่อระยะเวลา นอกจากนี้ ความผันผวนของอุปสงค์ในตลาดโลก และความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ยังทำให้การบริหารคำสั่งซื้อและสินค้าคงคลังมีความซับซ้อนมากขึ้น
ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก อาทิ การกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการบริหารคลังสินค้า รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี และการติดตามมาตรการสนับสนุนของเวียดนาม เช่น นโยบายสินเชื่อ มาตรการภาษี และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาด
สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายบทบาทในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เวียดนามยังมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบหรือเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อีกทั้ง แนวโน้มการปรับโครงสร้างภาคเกษตรของเวียดนามไปสู่ระบบเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเชิงนิเวศยังเอื้อต่อการลงทุนร่วม และความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ระหว่างผู้ประกอบการไทยและเวียดนาม ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนทางการค้าในระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/jpd1i1qf4ymjz72rbn2r8n3s&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AjAJMaQyRDyr0lBZau8uT -

‘อินเดีย’ ขึ้นแท่นประเทศเศรษฐกิจหลักที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด
ในขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังปรับตัวเข้ากับสภาวะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ จึงเริ่มมีความไม่เท่าเทียมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งความแตกต่างนี้กำลังหล่อหลอมภาพลักษณ์ใหม่ว่า อำนาจทางเศรษฐกิจและโอกาสจะเกิดขึ้นที่ไหนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ที่น่าสนใจก็คือข้อมูลจากรายงาน World Economic Outlook ของ IMF ระบุว่า อินเดียมีการคาดการณ์ GDP เติบโตที่ 6.6% ในปี 2025 และ 6.2% ในปี 2026 เรียกได้ว่ากลายเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในปี 2 ปีล่าสุด
- เมื่อตลาดเกิดใหม่คือเครื่องยนต์หลัก
ตามการคาดการณ์ของ IMF เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ระยะการขยายตัวที่ไม่เท่ากัน โดยมีกลุ่มตลาดเกิดใหม่นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับอย่างมั่นคง
โดยอินเดียนั้นถือว่ามีความโดดเด่นมากที่สุด ในฐานะประเทศเศรษฐกิจหลักที่เติบโตเร็วที่สุด และคาดว่าจะขยายตัวเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ถึง 3 เท่า (ที่ระดับ 6.2% ในปี 2026)
ไม่ใช่แค่อินเดียเท่านั้น แต่อินโดนีเซียและจีนที่ถือว่าเป็นตัวแทนจากเอเชีย ก็น่าจับตามองไม่แพ้กัน เพราะมีการเติบโตตามมาติดๆ โดยคาดว่าจะรักษาแรงส่งที่แข็งแกร่งด้วยอัตราการขยายตัวที่สูงกว่า 4% ทั้งในปี 2025 และ 2026 โดยอินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ 2 และจีนอยู่ในอันดับที่ 3
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862849&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20ozbngHBzSyAws3BAjDwH -

ทำไมยิ่งเศรษฐกิจแย่ คนยิ่งซื้อ “ของชิ้นเล็ก”? เจาะลึก Lipstick Effect ปรากฏการณ์ฮีลใจยุค 2026
ประหยัดแต่ยังช้อป! ทำไมเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ “ของชิ้นเล็ก” ยังขายดี?
ในวันที่หน้าฟีดเต็มไปด้วยข่าวสงคราม ค่าครองชีพพุ่ง และเศรษฐกิจผันผวน หลายคนอาจคิดว่าเราควรหยุดใช้เงินให้มากที่สุด แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลจาก Deloitte (2026) กลับพบเรื่องที่น่าสนใจว่า แม้ผู้บริโภค 39% จะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ถึง 75% ยังคงเลือก “ให้รางวัลตัวเอง” อย่างน้อยหนึ่งครั้ง
พฤติกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องย้อนแย้ง แต่มันคือการดูแลความรู้สึกในวันที่โลกภายนอกควบคุมไม่ได้ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “Lipstick Effect”

Lipstick Effect คืออะไร? เมื่อ “ลิปสติก” กลายเป็นดัชนีชี้วัดความสุข
ทฤษฎีนี้ถูกพูดถึงครั้งแรกโดย ลีโอนาร์ด ลอเดอร์ (Estée Lauder) ในช่วงวิกฤต 9/11 เขาพบว่าขณะที่ยอดขายสินค้าหรูราคาแพงดิ่งลง ยอดขายลิปสติกกลับพุ่งสวนทาง!
ทำไมต้องเป็นของชิ้นเล็ก? เมื่อเราสูญเสียความมั่นใจในอนาคต การจะซื้อบ้านหรือรถ (Big Ticket Items) กลายเป็นเรื่องเสี่ยงเกินไป แต่การจ่ายเงินซื้อของชิ้นเล็กที่ราคาเอื้อมถึงได้ เช่น เครื่องสำอาง มื้ออาหารดีๆ หรือ Gadget เล็กๆ กลับให้ความรู้สึก “ควบคุมชีวิตได้” และสร้างความสุขได้ทันทีแบบไม่ต้องรู้สึกผิด (Instant Gratification)
Gen Z กับพฤติกรรม “จ่ายเพื่อฮีลใจ” (Heal ใจ)
สอดคล้องกับรายงานจาก McKinsey & Company (2025) ที่ระบุว่า 65% ของ Gen Z ยังคงใช้เงินกับสิ่งที่ให้คุณค่าทางจิตใจ พวกเขาอาจจะชะลอการซื้อสินทรัพย์ใหญ่ แต่ยอมจ่ายเพื่อ “ประสบการณ์” หรือ “ของสะสม” ที่สะท้อนตัวตน เพราะในโลกที่วุ่นวาย การได้เลือกบางอย่างด้วยตัวเองคือความมั่นคงรูปแบบหนึ่ง

สรุป: ใช้เงินอย่างไรให้ใจไม่พังและเงินไม่ช็อต?
เคทีซี (KTC) มองว่า “การเงินที่ดี” ไม่ใช่การหยุดใช้เงินจนเครียด แต่คือการบริหารความสัมพันธ์ระหว่าง “ตัวเลขในบัญชี” กับ “ความรู้สึก” โดยมีหลักการง่ายๆ ดังนี้:
-
ปรับขนาดความสุข: เปลี่ยนจากรางวัลชิ้นใหญ่ที่ต้องเป็นหนี้ระยะยาว เป็นของชิ้นเล็กที่ฮีลใจได้ในระยะสั้น
-
รู้เป้าหมายการจ่าย: ถามตัวเองว่าชิ้นนี้ซื้อเพื่ออะไร? ถ้าซื้อเพื่อเพิ่มพลังบวกให้ไปต่อได้ และอยู่ในงบที่รับได้ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด
-
วางแผนเพื่ออนาคต: ใช้จ่ายในสิ่งที่ทำให้วันนี้มีความสุข โดยที่วันพรุ่งนี้ต้องไม่ลำบาก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949195/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ahJJYmbvQ2dSii_bTO5Et -
-

ครบรอบ 10 ปี INT มหิดล! ขับเคลื่อนไทยสู่ “เศรษฐกิจนวัตกรรม”
ดร.ยศชนัน เผยบทเรียน 10 ปี INT มหิดล ตัวเชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจ พร้อมชี้ทางประเทศไทยสู่รายได้สูงอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรมและ Deep Tech
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล เผยทิศทางการพัฒนานวัตกรรมไทยในโอกาสครบรอบ 10 ปีของสถาบัน INT พร้อมชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการยกระดับประเทศไทยจาก “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” สู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” เพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
INT ถูกวางบทบาทให้เป็น “ตัวเชื่อม” หรือ Connector ของระบบนิเวศนวัตกรรมไทย ผ่านยุทธศาสตร์ L.I.F.T Strategy ที่เชื่อมโยง 4 มิติสำคัญ ได้แก่
- Local Link: การเชื่อมโยงเครือข่ายภายในประเทศ
- International Link: การขยายเครือข่ายสู่ต่างประเทศและศูนย์บ่มเพาะระดับโลก
- Future Link: การเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต
- Technological Enabler: การสร้าง ecosystem และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม
อ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ระบุว่าความท้าทายหลักของระบบวิจัยไทยไม่ใช่ศักยภาพของบุคลากร แต่เป็น “กลไกเชื่อมโยง” ที่ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้งานวิจัยไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์จริงได้ ดังนั้น INT จึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ยืดหยุ่น เปรียบเสมือน “น้ำ” ที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนและผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ทั้งเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ โดยมีกลไก ‘Speed Dating’ จับคู่นวัตกรรมกับความต้องการของธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ อ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยสามารถต่อยอดผลงานสู่มูลค่าเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับประเทศไทยให้มีเทคโนโลยีของตนเอง ลดการพึ่งพาต่างชาติ และก้าวสู่เทคโนโลยีระดับสูง
สำหรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) อ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เตือนว่าควรเลิกมุ่งเน้น Quick Win และสร้างกลไกสนับสนุนแบบใหม่ เช่น Holding Company เพื่อเชื่อมทุนจากงานวิจัยระยะแรกสู่การลงทุนโดย Venture Capital อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน อ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เห็นว่าประเทศไทยควรใช้ Wellness Economy เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนโลก ด้วยการต่อยอดความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ สมุนไพร และความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็น Flagship ของอุตสาหกรรม
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทยสู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจนวัตกรรม” ที่สร้างรายได้จากผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา แทนการพึ่งพาค่าเทอม โดยมหาวิทยาลัยจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่นและลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าร่วมสร้างนวัตกรรมภายใต้แนวคิด “มหาวิทยาลัยไร้รั้ว”
อ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวปิดท้ายว่า “นวัตกรรมคือโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยให้ประเทศไทยมีรายได้สูงอย่างยั่งยืน และสามารถสร้างความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของประเทศได้อย่างแท้จริง”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/41672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f-sWOgGC8mYDaVnYC7zsi









