Category: เศรษฐกิจ

  • ช็อกกลางดึก! ปตท.-บางจาก ประกาศราคาใหม่ ดีเซลพรีเมียม ทะลุลิตรละ 70 บาท | เดลินิวส์

    ช็อกกลางดึก! ปตท.-บางจาก ประกาศราคาใหม่ ดีเซลพรีเมียม ทะลุลิตรละ 70 บาท | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ปั๊มปตท. และปั๊มบางจาก ประกาศปรับราคาขายปลีกน้ำมัน กลุ่มดีเซลทุกชนิด เพิ่มขึ้น 2.80 บาทต่อลิตร เว้นพรีเมียมดีเซล ปตท.เพิ่มขึ้น 6.50 บาทต่อลิตร ส่วนบางจากเพิ่มขึ้น 4.80 บาท ส่วนน้ำมันชนิดอื่นคงเดิม มีผล 5 เม.ย. 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป โดยราคาขายปลีกจะเป็นดังนี้ เบนซิน = 52.54 บาท, GSH95 = 43.95 บาท, E20 = 38.95 บาท, E85 = 34.89 บาท, GSH91 = 43.58 บาท

    พรีเมี่ยม GSH95 = 53.04 บาท ดีเซล B7 = 50.54 บาท, HSD B20 = 45.54 บาท, พรีเมียมดีเซล ปตท. = 70.44 บาท ไฮพรีเมียม ดีเซล บางจาก ราคา 70.94 บาทต่อลิตร โดยราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5752317/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18hTDasaer-kqh9V3KATna

  • จับตาเงินหมุนเวียน “สงกรานต์” แตะ 1.30 แสนลบ. ลุ้นโรงแรม-เครื่องดื่ม

    จับตาเงินหมุนเวียน “สงกรานต์” แตะ 1.30 แสนลบ. ลุ้นโรงแรม-เครื่องดื่ม

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวที่ประชาชนมีการเดินทางและใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้หุ้นหลายกลุ่มธุรกิจมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คึกคักขึ้น ทั้งภาคการท่องเที่ยว การบริโภค และการเดินทางภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการใช้จ่ายในปีนี้ยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งผลักดันราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศขยับขึ้นใกล้ระดับ 60 บาทต่อลิตร เมื่อรวมกับต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น จึงเริ่มสะท้อนผ่านพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ

    ทั้งนี้ แม้สงกรานต์โดยปกติจะเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้จ่ายสูงสุดของปี แต่ในปี 2569 ประชาชนมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น สอดคล้องกับบรรยากาศที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงเทศกาล ซึ่งหากเพิ่มขึ้นจากแรงดึงดูดของเทศกาล อาจช่วยพยุงบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวมได้บางส่วน

    ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคช่วงสงกรานต์ปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,280 ราย ระหว่างวันที่ 25-30 มีนาคม 2569 พบว่า มูลค่าการใช้จ่ายโดยรวมคาดว่าจะอยู่ที่ 129,649 ล้านบาท ลดลง 3.7% จากปี 2568 ที่มีมูลค่า 134,631 ล้านบาท และถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปีนับตั้งแต่ปี 2566 สะท้อนว่ากำลังซื้อของภาคครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้กิจกรรมเศรษฐกิจตามฤดูกาลจะกลับมาคึกคักก็ตาม

    สำหรับพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรม พบว่า 41.8% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีแผนเข้าร่วมกิจกรรมสงกรานต์ ขณะที่ 56.6% เลือกทำกิจกรรมภายในจังหวัดที่อาศัยอยู่ 28.0% เลือกพักผ่อนอยู่บ้าน 5.5% วางแผนเดินทางไปต่างประเทศ 5.0% เดินทางกลับภูมิลำเนาโดยไม่มีแผนท่องเที่ยว 4.2% กลับบ้านพร้อมวางแผนท่องเที่ยว และ 0.7% มีแผนเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มเติม สะท้อนว่าการใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังเน้นกิจกรรมภายในประเทศเป็นสำคัญ

    ด้านค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของประชาชนกระจายอยู่ในหลายหมวด โดยการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยมีมูลค่าสูงสุด 11,375 บาท รองลงมา ได้แก่ สินค้าคงทน 5,563 บาท ค่าเดินทางกลับต่างจังหวัด 5,514 บาท ค่าใช้จ่ายด้านการสังสรรค์ 3,802 บาท และค่าอุปโภคบริโภคทั่วไป 2,559 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายด้านประเพณี เช่น การรดน้ำดำหัว 2,393 บาท รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ อาทิ การรับประทานอาหารนอกบ้าน การท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิง และการทำบุญ

    ในด้านความกังวลของประชาชน พบว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความกังวลมากที่สุด คิดเป็น 95.1% รองลงมา ได้แก่ ราคาสินค้าและบริการ ความปลอดภัยในทรัพย์สิน ปัญหาการจราจร และเหตุทะเลาะวิวาทในช่วงเทศกาล ขณะที่บรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์ ประชาชน 51.8% มองว่ายังคงสนุกสนานใกล้เคียงกับปีก่อน 33.1% เห็นว่าสนุกลดลง และ 15.1% มองว่าสนุกมากขึ้น

    ในเชิงการลงทุน แม้ธีม “หุ้นรับอานิสงส์สงกรานต์” ยังคงเป็นหนึ่งในธีมเด่นที่นักลงทุนให้ความสนใจในระยะสั้น จากพฤติกรรมการบริโภคและการเดินทางที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล แต่ทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะราคาพลังงาน ต้นทุนค่าครองชีพ และกำลังซื้อของประชาชนภายในประเทศ

    สำหรับกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับความสนใจในช่วงสงกรานต์ ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และสายการบิน อาทิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA และบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ซึ่งมีโอกาสเห็นรายได้ฟื้นตัวตามการเดินทางที่เร่งตัวขึ้นในช่วงวันหยุดยาว

    ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อ เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO และบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในช่วงเทศกาล รวมถึงแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ

    ขณะที่กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เช่น บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG, บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP, บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI, บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ก็มีโอกาสได้แรงหนุนจากยอดขายที่ขยายตัวตามบรรยากาศการท่องเที่ยวและการเฉลิมฉลอง

    นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มพลังงานและค้าปลีกน้ำมัน เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ยังมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากปริมาณการเดินทางที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและธุรกิจต่อเนื่องภายในสถานีบริการน้ำมัน

    ด้านนายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ว่า หุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 จะกระจุกตัวอยู่ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มโรงแรม และกลุ่มเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับแรงหนุนโดยตรงจากฤดูกาลท่องเที่ยวและสภาพอากาศร้อนในช่วงดังกล่าว

    ทั้งนี้ ในส่วนของกลุ่มโรงแรม มองว่าเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเห็นรายได้และผลประกอบการโดดเด่น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีโรงแรมในประเทศ ได้แก่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW และบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุดยาว

    ขณะที่กลุ่มเครื่องดื่มเป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศร้อนมากกว่าปกติ จึงมีโอกาสหนุนยอดขายสินค้าเครื่องดื่มเร่งตัวขึ้น โดยบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI และบริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE เป็นหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์อย่างมีนัยสำคัญ

    ส่วนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT นั้น KSS มองว่าอาจได้รับปัจจัยบวกในลักษณะทางอ้อมจากการเดินทางที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงธีมการลงทุนช่วงสงกรานต์ ฝ่ายวิจัยยังให้น้ำหนักต่อกลุ่มโรงแรมและเครื่องดื่มมากกว่า โดยมี ERW, CENTEL, ICHI และ SAPPE เป็นหุ้นเด่นที่น่าจับตาในช่วงเทศกาลนี้

    อย่างไรก็ดี มุมมองจาก นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI ประเมินว่า ธีม “หุ้นรับอานิสงส์สงกรานต์” ในปี 2569 อาจไม่ได้โดดเด่นเท่ากับปีก่อน ๆ เนื่องจากบรรยากาศการใช้จ่ายยังถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเริ่มกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลางถึงระดับล่าง ส่งผลให้การเก็งกำไรหุ้นตามปัจจัยฤดูกาลในรอบนี้อาจเกิดขึ้นได้เพียงจำกัด

    นายกรรณ์ กล่าวว่า ในมุมมองของฝ่ายวิจัย กลุ่มค้าปลีกยังไม่น่าจะเห็นแรงกระตุ้นเด่นในช่วงสั้น แม้ภาครัฐอาจมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพออกมาเพิ่มเติม แต่คาดว่าจะมีลักษณะประคองภาระประชาชนมากกว่ากระตุ้นการใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การแข่งขันในกลุ่มเครื่องดื่มยังอยู่ในระดับสูง ทำให้หุ้นที่เคยได้อานิสงส์จากอากาศร้อนและกิจกรรมเทศกาลอาจไม่ได้ตอบรับเชิงบวกชัดเจนเหมือนในอดีต

    อย่างไรก็ตาม CGSI มองว่ายังมีบางกลุ่มที่พอได้รับแรงหนุนจากการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มโรงแรมและร้านอาหาร ซึ่งมีโอกาสได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในช่วงเทศกาล

    โดยหุ้นที่แนะนำในธีมดังกล่าว ได้แก่ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL และบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ซึ่งราคาหุ้นได้ปรับฐานลงมาก่อนหน้านี้และมีโอกาสฟื้นตัวได้หากบรรยากาศการเดินทางออกมาดีกว่าคาด

    นอกจากนี้ นายกรรณ์ ยังมองว่า หุ้นในกลุ่มสถานีบริการน้ำมันอาจได้รับผลบวกเชิงจิตวิทยาเล็กน้อยจากแนวโน้มที่ภาครัฐปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น ทำให้แรงกดดันต่อค่าการตลาดอาจน้อยกว่าช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม CGSI ยังไม่ได้ให้น้ำหนักเชิงบวกเป็นรายตัวต่อหุ้นกลุ่มดังกล่าว จึงมองว่าหากจะเลือกลงทุนตามธีมสงกรานต์ในปีนี้ กลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยวยังคงมีความน่าสนใจมากกว่ากลุ่มอื่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/823753&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fbmRJNFre5vh1T9zEgaI6

  • ช็อก! นิด้าโพลเผยประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจ 3 รัฐมนตรีมืออาชีพ แก้เศรษฐกิจ-พลังงานพัง

    ช็อก! นิด้าโพลเผยประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจ 3 รัฐมนตรีมืออาชีพ แก้เศรษฐกิจ-พลังงานพัง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/139460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ya63w_pPYxJbNNfgKseBg

  • นิด้าโพลเผย ปชช. เมิน “3 รมต.มืออาชีพ” ไม่มั่นใจแก้วิกฤตพลังงาน -เศรษฐกิจ ไม่เห็นใจรัฐบาลอนุทิน

    นิด้าโพลเผย ปชช. เมิน “3 รมต.มืออาชีพ” ไม่มั่นใจแก้วิกฤตพลังงาน -เศรษฐกิจ ไม่เห็นใจรัฐบาลอนุทิน


    นิด้าโพล เผย ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่มั่นใจ 3 รัฐมนตรีมืออาชีพ แก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ  46.87%ระบุ “ไม่เห็นใจ” รัฐบาลชุดปัจจุบัน

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่าไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย  รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 96.87 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.60 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.53 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 39.24 สถานภาพโสด ร้อยละ 58.32 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.61 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.11 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 33.59 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.37 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.82 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.50 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.56 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 23.05 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.00 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 13.13 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.70 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.41 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 18.93 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 4.19 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 12.67รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.26 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 3.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.29 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.31รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.69 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 1.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 5.65 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mZH33EkCcAIAF6g3qAZDl

  • ท่องเที่ยวไทยสะดุดสงคราม คาดปี69 ต่างชาติหาย 6-10 ล้านคน

    ท่องเที่ยวไทยสะดุดสงคราม คาดปี69 ต่างชาติหาย 6-10 ล้านคน

    Loading…

    ท่องเที่ยวไทยสะดุดสงคราม คาดปี69 ต่างชาติหาย 6-10 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J7gAqWuHv_vJZndsy0kwx

  • เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง

    เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง

    เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง

    วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.45 น.

    5 เมษายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,272 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า จากสถานการณ์ของแพงกลุ่มตัวอย่างรู้สึกว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ร้อยละ 61.32 และวิกฤตราคาน้ำมันในขณะนี้ส่งผลให้เดือดร้อนมาก ร้อยละ 46.70 สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์ คือ ราคาน้ำมัน ร้อยละ 55.66

    โดยมีการปรับแผนการใช้ชีวิตในช่วงสงกรานต์ด้วยการงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 51.42 ในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้กลุ่มตัวอย่างเตรียมนำเงินออมออกมาใช้มากที่สุด ร้อยละ 47.41 คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 8,935.74 บาท ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจังเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ ร้อยละ 75.94

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่า ประชาชนเริ่มแบกรับค่าครองชีพไม่ไหวจำเป็นต้องนำเงินออมมาใช้ในช่วงสงกรานต์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียง“ของแพงช่วงเทศกาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อไป

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมืองสรุปวิเคราะห์ผลโพล : “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ”มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่าจากผลสำรวจของสวนดุสิตโพลชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีความกังวลเรื่องของแพงจนกระทบต่อค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว และยังเดือดร้อนอย่างมากจากวิกฤตราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ผลโพลยังสะท้อนให้เห็นว่าค่าน้ำมันแพงมีผลต่อการตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์โดยประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าจะงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายซึ่งหากเป็นไปตามผลโพลก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมเพราะตามปกติช่วงเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นช่วงที่ประชาชนจับจ่ายใช้สอยอย่างเต็มที่แหล่งเงินที่ประชาชนส่วนใหญ่จะนำมาใช้จ่ายในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้คือเงินออม โดยผลโพลคาดว่าจะใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ8,935.74 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจพอช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง

    ท้ายที่สุดการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและช่วยเหลือราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการความคาดหวังจึงตกไปอยู่ที่รัฐบาลว่าจะออกมาตรการต่าง ๆที่สามารถสนองความต้องการของประชาชนในเรื่องนี้ได้เพียงใด

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36JKcG9CSzGQ3HVi4ql7yv

  • บททดสอบ ‘เอกนิติ’ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ฝ่าด่านวิกฤติพลังงาน – เดิมพันเสถียรภาพการคลัง

    บททดสอบ ‘เอกนิติ’ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ฝ่าด่านวิกฤติพลังงาน – เดิมพันเสถียรภาพการคลัง

    ชื่อของ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับสูงทั้งจากแวดวงธุรกิจ และราชการ ด้วยเป็นคนเก่งมากประสบการณ์ เป็นหนึ่งในชื่อ “รมต.คนนอก” ที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยการันตีมาด้วยตัวเองว่าเป็น “มืออาชีพ” ที่สามารถไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญทั้ง รมว.คลัง และเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้อย่างไม่มีข้อกังขา

    ที่ผ่านมาในการทำงานสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 แม้จะเป็นเวลาสั้นๆแค่ 4 เดือน แต่การทำงานของเอกนิติถือว่าได้เกรด A ทั้งการทำแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ ที่ช่วยให้ไทยไม่ถูก S&P Global Ratings ปรับลดมุมมอง (outlook)ที่มีต่อเศรษฐกิจไทยลงสู่เชิงลบ (Negative) การผลักดันโครงการคนละครึ่งพลัส และการขับเคลื่อนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ผ่านกลไก Thailand fast pass ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งผลงานที่เกิดขึ้นมีส่วนเสริมให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเข้ามาอย่างถล่มทลาย

    อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าสู่การทำงานในช่วงรัฐบาล “อนุทิน2” บททดสอบที่มีต่อรัฐบาล รวมทั้งคนที่มีตำแหน่งสำคัญอย่างเอกนิติในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นบททดสอบที่หนักหน่วงมากกว่าเดิม เมื่อเกิดวิกฤติราคาน้ำมันจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง

    ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราคาน้ำมันในประเทศไทยปรับขึ้นมากกว่า 30% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นจาก 29.94 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่เกิน 50 บาทต่อลิตร หรือขึ้นมากว่า 60% ระดับราคาน้ำมันที่ขึ้นมามากขนาดนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาพลังงานที่เกิดกับประชาชนทั่วไป ภาคการผลิต และค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    นอกจากนั้นค่าครองชีพที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่กำลังจะขึ้นตามมาย่อมส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ล้วนแต่กลายเป็นความยากในการบริหารวิกฤติครั้งนี้ทั้งสิ้น

    เมื่อรวมกับมิติในการบริหารในรัฐบาลอนุทิน 2 เอกนิติถูกวางตัวให้ทำหน้าที่สำคัญในการพาประเทศฝ่า “วิกฤติพลังงาน” ครั้งนี้

    บททดสอบ ‘เอกนิติ’ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ฝ่าด่านวิกฤติพลังงาน - เดิมพันเสถียรภาพการคลัง

    ในการให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีได้บอกกับสื่อมวลชนว่าในคำสั่งการแต่งตั้งกรรมการในศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่จะมอบหมายให้เอกนิติมานั่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ ศบก.แทนพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ที่ขอยุติการทำหน้าที่ ผอ.ศบก. นอกจากนี้ในการแบ่งงานจะมอบหมายให้เอกนิติเป็นรองนายกฯกำกับดูแลกระทรวงพลังงานแทนพิพัฒน์เช่นกัน

    การมานั่งตำแหน่งสูงสุดของศูนย์การบริหารสถานการณ์วิกฤติของประเทศถือเป็นบทบาทที่เปลี่ยนไปของเอกนิติที่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากสายประนีประนอมและนักเจรจา มาเป็นบทบาทที่เด็ดขาด ในบางช่วงเวลาต้องกล้าทุบโต๊ะ เพื่อให้ปัญหาและข้อติดขัดต่างๆได้รับการคลี่คลาย และการบริหารงานต่างๆสามารถเดินหน้าไปได้ ซึ่งถือเป็นอีกบททดสอบสำคัญของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจในการแก้วิกฤติของประเทศเช่นกัน

    สิ่งสำคัญในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคือการสื่อสารให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจนว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวิกฤติพลังงาน ที่มีทั้งเรื่องของราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้น ในภาวะที่วิกฤติลากยาวออกไป 

    ที่ผ่านมาในประเด็นที่สังคมเรียกร้องให้กระทรวงการคลังลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงเพื่อให้ราคาน้ำมันในประเทศลดลง ซึ่งเป็นวิธีที่หลายรัฐบาลเคยทำมาในอดีต ในเรื่องนี้กระทรวงการคลังเลือกที่จะส่งสัญญาณบอกกับสังคมว่า การหั่นรายได้จากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะทำให้รายได้ของประเทศหายไปจำนวนมาก จนจะเกิดภาวะที่เรียกว่า “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” หรือจากวิกฤติพลังงานลามไปสู่วิกฤติการคลัง โดยเฉพาะในภาวะที่ระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทย ใกล้จะแตะ 70% ของGDP เต็มที

    ในการรับมือวิกฤติครั้งนี้กระทรวงการคลังเลือกที่จะช่วยค้ำประกันหนี้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องการขยายเพดานกู้เงินจาก 4 หมื่นล้านบาท ไปเป็น 1.5 แสนล้านบาท

    แน่นอนว่าบทบาทในการสื่อสารเรื่องนี้ก็เป็นบทบาท และหน้าที่ของเอกนิติ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะต้องบอกกับสังคมให้ชัดว่า ทำไมในการสู้วิกฤติน้ำมันครั้งนี้ รัฐบาลต้องขอเก็บเครื่องมือในการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันไว้เป็นเครื่องมือสุดท้ายไม่ได้นำมาใช้ทันทีเหมือนที่ผ่านมา 

    นอกจากนั้นในส่วนของมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ที่ต้องเลือกช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม และช่วยเหลือแบบแม่นยำเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนและเป็นกลุ่มเปราะบางจริงๆ ซึ่งต้องมีการชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ โดยเฉพาะการลดจำนวนผู้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ต้องช่วยคนที่สมควรช่วย แต่คนที่เคยได้ประโยชน์จากโครงการนี้มาแล้วถูกตัดสิทธิ์ก็คงมีจำนวนไม่น้อยที่จะแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลต้องเตรียมรับมือกระแสต่อต้านจากการปรับปรุงมาตรการที่กำลังจะเกิดขึ้นเช่นกัน

    บทบาทของเอกนิติในรัฐบาลอนุทิน 2 จึงเป็นบทบาทที่สำคัญมากขึ้น แต่จะต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักหน่วง รวมถึงความคาดหวังจากสังคมมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ตั้งความหวังให้วางนโยบายและบริหารเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต มาเป็นการตั้งความหวังให้พาเศรษฐกิจไทยพ้นหุบเหวจากวิกฤติ

    และต้องพาประเทศผ่านไปได้ในแบบที่บอบช้ำจากวิกฤติให้น้อยที่สุด โดยยังสามารถรักษาเสถียรภาพทางการคลังไว้ได้

    ..ถือเป็นบททดสอบสำคัญของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และเดิมพันสำคัญที่ทีต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชนจะมีต่อการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228017&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cr-sUOh0_wpP1jpLykVMm

  • เปิดโฉมอาณาจักรพันล้านปากแม่น้ำตาปี เจ้าของคลังน้ำมันปริศนาสุราษฎร์

    เปิดโฉมอาณาจักรพันล้านปากแม่น้ำตาปี เจ้าของคลังน้ำมันปริศนาสุราษฎร์

    เปิดโฉมอาณาจักรพันล้านปากแม่น้ำตาปี เจ้าของคลังน้ำมันปริศนาสุราษฎร์

    เปิดโฉมอาณาจักรพันล้านปากแม่น้ำตาปี เจ้าของคลังน้ำมันปริศนาสุราษฎร์

    การสนธิกำลังครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 นำโดยระดับรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีช่วยกลาโหม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีรวม 6 จุดนั้น ได้สั่นคลอนอาณาจักรธุรกิจครอบครัวแห่งหนึ่งในภาคใต้ที่สะสมความมั่งคั่งมานานหลายทศวรรษ

    ตัวเลขผิดปกติ จุดชนวนบุกตรวจ

    การสอบสวนครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ยอดขายน้ำมันที่ผิดสังเกต ของคลังน้ำมันแห่งหนึ่งริมปากแม่น้ำตาปี ซึ่งทำหน้าที่กระจายน้ำมันให้ผู้ค้ารายย่อยในภาคใต้ตอนบน มียอดขายดีเซลเดือนมีนาคม 2569 พุ่งสูงถึง 10 ล้านลิตร เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่มีเพียง 4.8 ล้านลิตร คิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 100% ภายในเดือนเดียว

    ขณะที่ภาพรวมยอดจำหน่ายน้ำมันทั้งประเทศในช่วงเดียวกัน เพิ่มขึ้นเพียง 20% เท่านั้น

    อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาควบคู่กับยอดขายเบนซินที่เดินสวนทางกัน โดยเดือนมีนาคมกลับ ดิ่งลงฮวบ จาก 1.7 ล้านลิตร เหลือเพียง 4 แสนลิตร ภาพรวมของตัวเลขทั้งสองชนิดในเดือนเดียวกันจึงชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ ดีเซลถูกกักไว้ในช่วงที่รัฐคุมราคา แล้วระบายออกอย่างผิดปกติในเวลาต่อมา

    เปิดโครงสร้างธุรกิจครอบครัว ถือหุ้นกันทั้งตระกูล

    เบื้องหลังคลังน้ำมันที่ถูกตรวจสอบ คือกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มีโครงสร้างการถือหุ้นรวมศูนย์อย่างชัดเจน

    บริษัทแกนกลางมีสินทรัพย์รวมกว่า 2,000 ล้านบาท รายได้รวมในปี 2567 เกือบ 2,000 ล้านบาท โดยหัวหน้าครอบครัวถือหุ้นในบริษัทแกนกลางกว่า 90% และมีการลงทุนในบริษัทอื่นเกือบ 30 บริษัท

    ขณะที่สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ถือหุ้นในสัดส่วนเล็กน้อย คนละ 1-2% แต่ต่างกระจายการลงทุนในบริษัทอื่นๆ ในเครือด้วยตนเองอีกคนละหลายสิบบริษัท ทำให้งตระกูลนี้มีอิทธิพลในธุรกิจภาคใต้ตอนบนอย่างกว้างขวาง

    โครงสร้างที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ มีบริษัทในเครือแห่งหนึ่งถือหุ้นข้ามไปยังบริษัทแม่ ขณะที่บริษัทแม่ก็ถือหุ้นย้อนกลับ ลักษณะการถือหุ้นวนเวียนในครอบครัวแบบนี้ ทำให้อำนาจการควบคุมกิจการแทบทั้งหมดยังคงอยู่ในมือของตระกูลเดียว

    ธุรกิจครอบครัวแห่งนี้เติบโตจนกลายเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ที่มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีการสำรองน้ำมันตามปริมาณการค้า และต้องมีปริมาณการค้าขั้นต่ำถึง 1 แสนเมตริกตันต่อปี หรือ 120 ล้านลิตร โดยจะได้รับสิทธิ์เปิดให้ซื้อน้ำมันสำเร็จรูปโดยตรงจากโรงกลั่นในประเทศ หรือนำเข้าจากต่างประเทศ แล้วจัดเก็บในคลังน้ำมันของตัวเอง และขนส่งด้วยเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อจำหน่ายต่อ ซึ่งหมายความว่าธุรกิจของกลุ่มนี้ควบคุมห่วงโซ่การกระจายน้ำมันในภาคใต้ตอนบนอย่างครบวงจร

    ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจตระกูลนี้นี้มี คลังน้ำมัน 4 แห่ง กระจายอยู่ในภาคใต้ 2 แห่ง ภาคเหนือ 1 แห่ง และภาคตะวันออกอีก 1 แห่ง ในจำนวนนี้เป็น คลังเขตปลอดอากร 2 แห่ง ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีและศุลกากร นอกจากนี้ยังมีสถานีบริการน้ำมันค้าปลีกในชื่อแบรนด์ของตัวเองกระจายอยู่ในสุราษฎร์ธานีและจังหวัดใกล้เคียงอีกด้วย

    จากปั๊มน้ำมัน ถึงเหมืองแร่ ปาล์มน้ำมัน และไฟฟ้า

    อาณาจักรครอบครัวนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ธุรกิจน้ำมัน แต่ขยายรากฐานออกไปครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ดังนี้

    พลังงานครบวงจร ตั้งแต่ระดับคลังน้ำมันและผู้ค้าส่ง ไปจนถึงปั๊มน้ำมันปลีกกระจายอยู่ทั่วภาคใต้ตอนบน รวมถึงมีธุรกิจขนส่งทางทะเลและขนถ่ายสินค้ารองรับ

    เกษตรและพลังงานทดแทน มีสวนปาล์ม โรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม และโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เชื่อมห่วงโซ่อุปทานพลังงานทดแทนในภาคใต้

    เหมืองแร่ ประกอบกิจการเหมืองยิปซัม แอนไฮไดรต์ และมีบริษัทเหมืองแร่จดทะเบียนใหม่เพิ่งก่อตั้งในปี 2568 รวมถึงธุรกิจขายส่งแร่ธาตุและโลหะ

    อสังหาริมทรัพย์และบริการ มีอาคารสำนักงานให้เช่า และกิจการให้บริการฝึกอบรมธุรกิจ

    ค้าปลีก ลงทุนในธุรกิจร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์ชื่อดัง แม้จะมีผลประกอบการขาดทุนสะสมมาอย่างต่อเนื่อง

    แม้บริษัทแกนกลางจะมีสินทรัพย์และรายได้ระดับพันล้าน แต่เมื่อสำรวจบริษัทในเครือที่สมาชิกครอบครัวถือหุ้นอยู่ พบว่ามีบริษัทหลายแห่งที่มี มูลค่าหุ้นติดลบ หรือขาดทุนสะสมหนัก โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกสะดวกซื้อ และธุรกิจจำหน่ายปุ๋ยเคมีที่มีมูลค่าหุ้นติดลบ

    นอกจากนี้ยังมีบริษัทในเครือแห่งหนึ่งที่อยู่ในสถานะ ล้มละลาย และอีกแห่งอยู่ระหว่าง ควบรวมกิจการ สะท้อนให้เห็นว่าการขยายธุรกิจอย่างกว้างขวางของครอบครัวนี้ไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกสาขา

    แหล่งข่าวในกระบวนการยุติธรรมเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง โดยหากพบมูลความผิดชัดเจน จะโอนคดีให้ DSI ดำเนินการตามกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษหนักกว่า และสำคัญที่สุดคือ เปิดทางให้ขยายผลไปสู่ มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่เจ้าหน้าที่สามารถสาวไปถึงทรัพย์สิน บัญชีเงินฝาก และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของทั้งครอบครัวได้

    สำหรับอาณาจักรที่ใช้เวลาสร้างมาหลายทศวรรษ และมีเครือข่ายธุรกิจกว่า 26 บริษัท การสอบสวนครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของยอดขายน้ำมันที่ผิดปกติ แต่คือ การทดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของธุรกิจครอบครัวแห่งนี้ ว่าจะผ่านพ้นแรงกดดันของกฎหมายได้หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655785&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ev7twkb3pfHHAwSe7hWUD

  • ‘จักรพล’ ลงพื้นที่เชียงใหม่ต่อเนื่องส่งมอบหน้ากาก น้ำเกลือ อุปกรณ์ดับไฟ รับฟังเสียงสะท้อนปัญหา PM 2.5 และปัญหาเศรษฐกิจ

    ‘จักรพล’ ลงพื้นที่เชียงใหม่ต่อเนื่องส่งมอบหน้ากาก น้ำเกลือ อุปกรณ์ดับไฟ รับฟังเสียงสะท้อนปัญหา PM 2.5 และปัญหาเศรษฐกิจ

    ‘จักรพล’ ลงพื้นที่เชียงใหม่ต่อเนื่องส่งมอบหน้ากาก KN 95 ของ อบจ.เชียงใหม่ น้ำเกลือล้างจมูก อุปกรณ์ดับไฟ พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนปัญหา PM 2.5 ปัญหาเศรษฐกิจ และเล่าถึงความคืบหน้า พ.ร.บ.อากาศสะอาด

    จักรพล ตั้งสุทธิธรรม อดีตผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เผยผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่า วันที่ 4 เมษายน 2569 ผมได้รับแจ้งจากทางเทศบาลตำบลลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอำเภอที่ประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินครับว่า ต้องการการสนับสนุนหน้ากากให้กับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งในพื้นที่มีผู้สูงอายุเยอะมาก

    ผมได้จัดหาหน้ากาก N95 และน้ำเกลือเพื่อใช้ทำความสะอาดจมูกจำนวนหนึ่ง และอุปกรณ์ดับไฟมามอบให้กับเทศบาลเพื่อนำไปแจกจ่ายต่อไป อาจเป็นส่วนหนึ่งครับ ยังไงก็ไม่พอต่อความต้องการ แต่ขอให้ผมได้เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมดูแลพ่อแม่พี่น้องและต่อสู้เพื่ออากาศสะอาดไปด้วยกันนะครับ

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ‘จักรพล ตั้งสุทธิธรรม’ ร่วมกับทีมของ สจ. นำหน้ากาก KN95 ของ อบจ.เชียงใหม่ มอบให้กับผู้แทนทั้ง 10 ตำบลของอำเภอสันกำแพง นอกจากนี้  ‘จักรพล ตั้งสุทธิธรรม’  ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .. ได้เล่าถึงกระบวนการการนำ พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาต่อภายใน 60 วัน และได้รับฟังเสียงสะท้อนจากในพื้นที่ว่าได้รับผลกระทบปัญหา PM 2.5 อย่างไรบ้าง ทั้งต่อสุขภาพ การใช้ชีวิต รวมไปถึงการทำเกษตรกรรม ราคาพืชผล การจะเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยว ราคาด้านพลังงาน ประเด็น ธกส แหล่งน้ำ ปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ ฯลฯ ทั้งนี้แต่ละตำบลจะเร่งนำแมสไปแจกจ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางและกลุ่มผู้สูงอายุครับ

    จากนั้น จักรพล ตั้งสุทธิธรรม และทีม สจ. เดินหน้านำหน้ากาก KN 95 ของ อบจ.เชียงใหม่ ไปมอบให้ที่โรงพยาบาลส่งเสริมคุณภาพตำบล

    • บ้านป่าตาล

    • บ้านกอสะเลียม ต.บวกค้าง

    • บ้านต้นเปา ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง

    ได้รับฟังเจ้าหน้าที่เล่าถึงปัญหาที่พบคือ หน้ากากยังคงขาดแคลน ไม่เพียงพอต่อความต้องการต่อประชากรทั้งหมดครับ และกลุ่มเปราะบางอย่างสตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และกลุ่มเสี่ยงต่างๆ ผู้ป่วยโรคปอดหรือทางเดินหายใจ เป็นต้น เป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังมากเป็นพิเศษ วันนี้ก็ได้พบหลายท่านเลยครับที่มาพบแพทย์ เพื่อรักษาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และได้รับหน้ากากที่ทาง รพ.สต.จัดสรรให้กลับบ้านไป ช่วยกันคนละไม้คนละมือครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/vuFJzfTzO&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15seYFHGFeyeZIo_uaqlv4

  • หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่  04/04/69 ตลาดผันผวน จับตาเศรษฐกิจโลกและไทย

    หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 04/04/69 ตลาดผันผวน จับตาเศรษฐกิจโลกและไทย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/139444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17Bh-e9bTii_oWzL_RJJ8D