Category: เศรษฐกิจ

  • ดีเซลพุ่ง 50 บาทฉุด GDP ไทยเหลือ 1% ผวาแตะ 60 บาทเสี่ยงเศรษฐกิจติดลบ

    ดีเซลพุ่ง 50 บาทฉุด GDP ไทยเหลือ 1% ผวาแตะ 60 บาทเสี่ยงเศรษฐกิจติดลบ

    ดีเซลพุ่ง 50 บาทฉุด GDP ไทยเหลือ 1% ผวาแตะ 60 บาทเสี่ยงเศรษฐกิจติดลบ

    ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นไตรมาส 2 ปี 2569 กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ล่าสุดนักวิชาการประเมินชัด หากราคายืนเหนือ 50 บาทต่อลิตร เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจโตต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากภาวะ “ช็อกพลังงาน” หลังราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงปลายไตรมาส 1 ต่อเนื่องถึงต้นไตรมาส 2

    โดยราคาดีเซลขยับจาก 29.94 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 มาอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 หรือเพิ่มขึ้นถึง 68% ในเวลาไม่ถึง 1 เดือน สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่รุนแรง และกำลังส่งผ่านไปยังภาคการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

    ดร.อัทธ์ ระบุว่า จากการประเมินโดยใช้ค่าความยืดหยุ่นของ GDP ต่อราคาน้ำมันดีเซลที่ 0.05 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อการเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร พบว่า ภายใต้ฉากทัศน์ราคาดีเซลระดับ 50 บาทต่อลิตร เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในทุกไตรมาส

    โดยไตรมาส 1 เศรษฐกิจขยายตัวเพียง 1.5% จากเดิมที่คาดขยายตัว 2.6% (ไม่มีสงคราม) สะท้อนภาวะเศรษฐกิจ “เริ่มแผ่ว” ขณะที่ไตรมาส 2(ที่มีสงคราม เริ่มตั้งแต่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นมา) จะชะลอลงเหลือ 1.4% ไตรมาส 3 เหลือเพียง  0.1% และไตรมาส 4 อยู่ที่ 1.0% ส่งผลให้ทั้งปี 2569 GDP ไทยจะขยายตัวเพียง 1.0%

    อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เลวร้ายขึ้นและราคาดีเซลพุ่งไปแตะ 60 บาทต่อลิตร เศรษฐกิจไทยจะยิ่งเผชิญแรงกดดันหนัก โดย GDP ไตรมาส  2 จะอยู่ที่ 1.0% ไตรมาส 3 อาจติดลบที่ -0.1% และไตรมาส 4 เหลือเพียง 0.3% ทำให้ทั้งปีขยายตัวได้เพียง 0.5% เท่านั้น

    “หากราคาดีเซลสูงกว่า 60 บาทต่อลิตร มีโอกาสที่ GDP ไทยจะเข้าสู่ภาวะติดลบทันที” ดร.อัทธ์ กล่าว

    ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับประมาณการเดิมของสภาพัฒน์ที่คาด GDP ปี 2569 จะเติบโตประมาณ 2.0% จะเห็นว่าภายใต้ฉากทัศน์ราคาพลังงานที่พุ่งสูง เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่าคาดถึงครึ่งหนึ่ง สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะดีเซลซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 55-60% ของการใช้น้ำมันทั้งหมดในประเทศ

    สำหรับแนวโน้มราคาดีเซลในระยะข้างหน้า ดร.อัทธ์ มองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาจะทะลุ 60 บาทต่อลิตร โดยขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกยังคงถูกปิด ความรุนแรงของสงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ และนโยบายภาครัฐที่ไม่เข้าแทรกแซงราคาพลังงาน

    “เดือนเมษายนมีโอกาสเห็นราคาดีเซลแตะ 60 บาทได้ หากปัจจัยเสี่ยงยังไม่คลี่คลาย” ดร.อัทธ์ กล่าว

    ในด้านการรับมือ ดร.อัทธ์ เสนอว่า ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะจุด โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งและ SMEs ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงาน ขณะเดียวกันควรเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน ลดการพึ่งพาดีเซลในระยะยาว

    ส่วนภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งปรับตัว เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด ขณะที่ภาคครัวเรือนควรวางแผนการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางแรงกดดันค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของราคาพลังงาน เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จึงยังคงอยู่บนเส้นทางที่เปราะบาง และมีความเสี่ยงสูงที่จะชะลอตัวมากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-b08y94GzrlORG8N0PqaU

  • คิวบาปล่อยนักโทษ 2,010 ราย เซ่นวิกฤตเศรษฐกิจดิ่งเหวหลังโดนทรัมป์บีบหนัก

    คิวบาปล่อยนักโทษ 2,010 ราย เซ่นวิกฤตเศรษฐกิจดิ่งเหวหลังโดนทรัมป์บีบหนัก

    คิวบาปล่อยนักโทษ 2,010 ราย เซ่นวิกฤตเศรษฐกิจดิ่งเหวหลังโดนทรัมป์บีบหนัก

    รัฐบาลคิวบาเริ่มปล่อยตัวนักโทษกว่า 2,000 ราย หลังเผชิญวิกฤตพลังงานและแรงกดดันมหาศาลจากทรัมป์ ทำระบบไฟฟ้าอัมพาตทั้งเกาะ และขาดแคลนน้ำมันขั้นรุนแรง

    หลังจากมีการประกาศเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ล่าสุดตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2569 รัฐบาลคิวบาได้เริ่มกระบวนการปล่อยตัวนักโทษจำนวน 2,010 ราย ออกจากเรือนจำทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นการอภัยโทษครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยระบุเหตุผลเรื่องความประพฤติดี สุขภาพ และลักษณะความผิดที่ไม่รุนแรง เช่น กลุ่มเยาวชน สตรี และผู้สูงอายุเกิน 60 ปี

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักโทษคดีอุกฉกรรจ์อย่างการฆาตกรรม ล่วงละเมิดทางเพศ หรือ “อาชญากรรมต่ออำนาจรัฐ” (นักโทษการเมืองบางส่วน) จะไม่ได้รับการปล่อยตัวในครั้งนี้ แม้รัฐบาลจะอ้างว่าเป็นการฉลองช่วง “สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์” (Holy Week) แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่านี่คือการลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในภาวะที่คิวบากำลังขาดแคลนอาหารและยาอย่างรุนแรง

    พิษสงครามตัวแทน: ทรัมป์สั่งปิดท่อน้ำมันคิวบา

    วิกฤตครั้งนี้เป็นผลโดยตรงจากการยกระดับการกดดันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งระงับการส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาไปยังคิวบา รวมถึงการขู่เก็บภาษีเม็กซิโกหากยังให้ความช่วยเหลือ เพื่อบีบให้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ยอมปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจตามแนวทางของสหรัฐฯ

    สถานการณ์ปัจจุบัน: ชีวิตที่หยุดชะงักในความมืด

    ปัจจุบัน (5 เมษายน) สภาพความเป็นอยู่บนเกาะคิวบาเข้าขั้นอัมพาต

    • Blackout ทั่วเกาะ: หลังจากเกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศ 2 ครั้งในสัปดาห์เดียวเมื่อเดือนมีนาคม ขณะนี้หลายพื้นที่ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้สม่ำเสมอเนื่องจากโรงไฟฟ้าขาดแคลนเชื้อเพลิง

    • ระบบการศึกษาและงาน: โรงเรียนหลายแห่งสั่งหยุดเรียนชั่วคราว พนักงานรัฐถูกสั่งพักงาน (Furlough) เพื่อประหยัดพลังงาน

    • การเดินทาง: เที่ยวบินระยะไกลจำนวนมากถูกยกเลิกเนื่องจากคิวบาไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet Fuel) เพียงพอ

    ความเมตตาที่แฝงนัย: ทรัมป์ยอมปล่อยเรือน้ำมันรัสเซีย

    เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์สร้างความประหลาดใจด้วยการอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซียแล่นเข้าสู่น่านน้ำคิวบาเพื่อบรรเทาวิกฤต โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “พวกเขาต้องรอดชีวิต” (They have to survive) แต่ทำเนียบขาวยืนยันว่านี่ไม่ใช่การเปลี่ยนนโยบายคว่ำบาตร แต่เป็นเพียงมาตรการเพื่อมนุษยธรรมชั่วคราวเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378975737&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HkzB-mOxEAD-2IhxkQPnJ

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ เศรษฐกิจโลกจ่อชะงักงัน หั่นเป้า GDP ไทยเหลือ 1.2%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ เศรษฐกิจโลกจ่อชะงักงัน หั่นเป้า GDP ไทยเหลือ 1.2%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ เศรษฐกิจโลกจ่อชะงักงัน หั่นเป้า GDP ไทยเหลือ 1.2%

    สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 กำลังกลายเป็นพายุใหญ่ที่ซัดเข้าหาเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายงานภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนเมษายน 2026 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (GPR Index) พุ่งสูงขึ้นเป็น 3 เท่าของระดับก่อนเกิดวิกฤต

    ส่งผลให้ธนาคารกลางหลักทั่วโลกตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากการที่เงินเฟ้อเผชิญแรงกดดันขาขึ้นอย่างรุนแรง 

    องค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่า เศรษฐกิจและการค้าโลกในปี 2026 จะเติบโตชะลอตัวลงภายใต้สมมติฐานราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจถดถอย 

    โดยเฉพาะในยูโรโซนที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึง 57.2% กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งขึ้น ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เดือนมีนาคมสะท้อนความอ่อนแอเป็นวงกว้าง ทั้งจากอุปสงค์ที่ลดลงและห่วงโซ่อุปทานที่ติดขัด

    หัวใจสำคัญของวิกฤตครั้งนี้อยู่ที่การหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบถึง 38% และก๊าซหุงต้ม (LPG) 29% ของการค้าโลก การปิดเส้นทางโดยพฤตินัยส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงถึง 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (+49%) และก๊าซธรรมชาติในยุโรปทะยานขึ้นถึง 71% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดเหตุ

    ไม่เพียงเท่านั้น ต้นทุนโลจิสติกส์ผ่านค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์ยังปรับเพิ่มขึ้นถึง 43% ซึ่งจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและปุ๋ยทั่วโลกในที่สุด

    สำหรับประเทศไทย ผลกระทบนั้นรุนแรงและแผ่ขยายเป็นวงกว้าง เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ขาดดุลการค้าพลังงานมากที่สุดในเอเชีย โดยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 63.1% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงปรับลดประมาณการเติบโตของ GDP ปี 2026 ลดลงจากเดิม 1.9% เหลือเพียง 1.2%

    ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดหากสงครามลากยาวอาจเหลือการเติบโตเพียง 0.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงเข้าใกล้ 3% ตามราคาน้ำมันดิบโลก

    ความขัดแย้งยังลามไปถึงภาคการส่งออกที่คาดว่า จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 1% ในปีนี้ จากปัญหาค่าระวางเรือที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางไทย-US West Coast ที่เพิ่มขึ้นถึง 17.4% สินค้ากลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบสูงสุดจากปัญหาโลจิสติกส์

    ด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบโดยตรงจากการยกเลิกเที่ยวบินขาเข้าประเทศไทยประมาณ 1,000 เที่ยวในช่วงเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรป สหรัฐฯ และตะวันออกกลาง หดตัวลงกว่า 20% YoY

    ท่ามกลางแรงกดดันนี้ คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย1(ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปีเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    ขณะที่รัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือ 7 กลุ่มเป้าหมาย อาทิ การเติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การจัดหา Soft Loan สำหรับ SMEs ที่แบกรับต้นทุนพลังงานและพลาสติกสูง และการปรับลดภาษีสรรพสามิตชั่วคราว  อย่างไรก็ตาม ความแน่นอนของสถานการณ์ยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ในรูปแบบใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/655850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F3cXeX2wpp60RYhHEx1qU

  • นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ  3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ 3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    วันนี้ (5 เม.ย.2569) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล“ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-1 เม.ย.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    ภาพประกอบข่าว นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ  3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ

    • ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     2.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์

    • ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง

    • ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     เมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน

    • ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
    • ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
    • ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
    • ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
    • ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

     อ่านข่าว:

    5 ชาติ EU ชงเก็บ “ภาษีลาภลอย” จาก บ.พลังงาน รับมือราคาน้ำมันพุ่ง

    “ศุภจี” สั่งคุมราคา“ซอส-น้ำดื่ม-เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุม 1 ปี ป้องฉวยโอกาสขึ้นราคา

    “คาลเท็กซ์-บางจาก” ยืนยันภาครัฐตรวจสอบคลังน้ำมันไม่พบผิดปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E9qY39tZn1Yxt3J9Y3Jui

  • เกมอันตราย “สมชาย” เตือน สงครามยืดยาว น้ำมันพุ่งไม่หยุด โลกเศรษฐกิจสั่นคลอน | TOPNEWS

    เกมอันตราย “สมชาย” เตือน สงครามยืดยาว น้ำมันพุ่งไม่หยุด โลกเศรษฐกิจสั่นคลอน | TOPNEWS

    เกมอันตราย “สมชาย” เตือน สงครามยืดยาว น้ำมันพุ่งไม่หยุด โลกเศรษฐกิจสั่นคลอน

    • เผยแพร่ : 05/04/2026 14:13

    เกมอันตราย “สมชาย” เตือน สงครามยืดยาว น้ำมันพุ่งไม่หยุด โลกเศรษฐกิจสั่นคลอน

    #topnewstv #สมชาย #สงครามสหรัฐอิหร่าน

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1538056&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cDkxeFtHOracN7_VpKnvM

  • น้ำมันแพง! แห่ขุดรถแก๊สปัดฝุ่นใช้งาน ศูนย์ซ่อมสุพรรณฯ คึกคัก

    น้ำมันแพง! แห่ขุดรถแก๊สปัดฝุ่นใช้งาน ศูนย์ซ่อมสุพรรณฯ คึกคัก

    (5 เม.ย. 69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสถานการณ์วิกฤติน้ำขาดแคลนและราคาพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด ทำให้ผู้ใช้รถจำนวนมาก ต้องหาวิธีรับมือ โดยการเปลี่ยนจากรถที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง หันมาใช้พลังงานทางเลือกโดยการติดตั้งแก๊ส บางส่วนนำรถยนต์ที่ติดแก๊สแล้วไม่ได้ใช้ ก็นำออกมาปัดฝุ่นตรวจเช็กสภาพ

    ที่ศูนย์ซ่อมรถยนต์ครบวงจร แยกสารพัดช่าง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นศูนย์ซ่อมรถยนต์ รถไฟฟ้า ติดตั้งตรวจเช็กระบบแก๊สรถยนต์ พบว่ามีลูกค้านำรถยนต์มาตรวจเช็กสภาพ มีทั้งรถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และรถที่ใช้ก๊าซ NGV และ LPG เพื่อให้มีความปลอดภัยในการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้รถยนต์อีกจำนวนมาก ได้นำรถมาติดตั้งแก๊ส LPG 

    เจ้าของศูนย์ซ่อมดังกล่าว ให้ข้อมูลว่า ปกติจะมีลูกค้านำรถยนต์ที่ใช้น้ำมันทุกประเภท เข้ามาใช้บริการตรวจเช็กสภาพอย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากเกิดสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลน และราคาสูงขึ้นมาก ผู้ใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงต้องปรับตัว หันมาติดตั้งแก๊ส LPG เป็นเชื้อเพลิง เพิ่มมากขึ้นกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ จากลูกค้าปกติ  

    จากการสอบถาม นายสิน (สงวนนามสกุล) อายุ 57 ปี คนขับรถตู้รับจ้างทั่วไป ที่นำรถตู้มาตรวจเช็กสภาพความพร้อม เล่าว่า ตนไม่ค่อยเดือดร้อนเรื่องคาราน้ำมันแพงเท่าไหร่ เพราะรถตนใช้แก๊ส LPG เมื่อก่อนรถติดก๊าซ NGV ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น LPG เนื่องจาก NGV ราคาแพงกว่า และอีกอย่างสถานีบริการหลายแห่งได้เลิกกิจการ ทำให้หาเติมยาก จึงหันมาใช้ LPG เพราะราคาถูกและหาที่เติมง่าย ถึงแม้บางพื้นที่ราคาจะแพงกว่า แต่ก็ไม่มากเหมือนน้ำมัน 

    นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามลูกค้าที่ใช้รถยนต์ติดก๊าซ NGV รายหนึ่งเล่าว่า รถของตนติดตั้งก๊าซ NGV จากโรงงาน วันนี้ได้นำรถมาตรวจเช็กเพื่อความมั่นใจและเพื่อความปลอดภัย ผู้สื่อข่าวถามว่า “จะเปลี่ยนใจไปใช้แก๊ส LPG หรือไม่?” ลูกค้าคนดังกล่าวตอบว่า “คงไม่ ถ้าจะเปลี่ยนก็คงต้องไปใช้รถไฟฟ้าเป็นทางเลือก” แต่ขณะนี้ขอใช้รถ NGV ไปก่อนถึงแม้จะหาเติมยากแต่ก็ยอมทน เพราะรถไฟฟ้า ยังมีราคาแพง ส่วนราคาน้ำมันเรายังไม่รู้ว่าจะกลับมาราคาถูกเหมือนเดิมหรือไม่ – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/Ne4oQ7Urc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P_GWN1cGG41IlZbNjMEpV

  • เปิด 5 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ‘อนุทิน2’  นายกฯนำแถลงนโยบายต่อสภาฯ 9 เม.ย.นี้

    เปิด 5 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ‘อนุทิน2’ นายกฯนำแถลงนโยบายต่อสภาฯ 9 เม.ย.นี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 9-10 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนที่จะเข้าบริหารประเทศแบบมีอำนาจเต็มตามขั้นตอนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจมีสาระสำคัญดังนี้

    ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ ความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การจัดทำมาตรการลดภาระ ค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหากรณีข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาและการปกป้องอธิปไตยของ ประเทศ การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น การสร้างความปลอดภัยและ การสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว การแก้ปัญหาคอขวดเพื่อกระตุ้น การลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    การเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่ ที่มีศักยภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร การยกเลิกมูลค่าขั้นต่ำและเก็บอากรสินค้านำเข้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศ

    การผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ การประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน ปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศได้เร็วขึ้น

    ที่ผ่านมารัฐบาลสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ติดหล่มให้กลับมาขยายตัวสูงขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี 2568  ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว

    สถานการณ์ตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง

    อย่างไรก็ดี ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงอันเป็นผลจากสถานการณ์ ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ทำให้การผลิต การขนส่งน้ำมันดิบและ ก๊าซธรรมชาติของโลกอยู่ในภาวะชะงักงัน ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลง สวนทางกับความต้องการ ทำให้เกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง และราคาพลังงานโดยมีแนวโน้มที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และสถานการณ์นี้ไม่อาจ คาดหมายได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด

    ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการบริหาร จัดการสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับพี่น้องคนไทยผ่านกลไกของรัฐที่มีอยู่ภายใต้อำนาจ และหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการ อาทิ การยกระดับบริการกงสุลเพื่อคุ้มครองดูแลคนไทยใน ต่างประเทศการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ

    จับตาผลกระทบปัจจัยผลิตด้านการเกษตร

    การบริหารจัดการ ปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ ความขัดแย้งโดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน อาทิ ปุ๋ยเคมี สารเคมีอุตสาหกรรม และวัตถุดิบปิโตรเคมี เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องแบกภาระต้นทุน ที่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของประเทศ

    ย้ำต้องดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน

    การบริหารสถานการณ์ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดปริมาณ การนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าและวัสดุเหลือใช้ ทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย รวมทั้งการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน ในหน่วยงานภาครัฐ

    5 ยุทธศาสตร์ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

    ทั้งนี้เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกรัฐบาลนำเสนอ 5 ยุทธศาสตร์หลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางและสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนี้

    1. การสร้างโอกาสและเติบโตอย่างเท่าเทียม (Inclusive Growth) รัฐบาลมุ่งเน้นการช่วยเหลือ “คนตัวเล็ก” โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และผู้มีรายได้น้อย ผ่านการแก้ไขปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวม โดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลางและใช้ฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทุกภาคส่วนเพื่อให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ พร้อมทั้งลดภาระค่าครองชีพ เช่น ค่าน้ำดื่มสะอาดและค่าพลังงาน นอกจากนี้จะต่อยอดโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI รวมถึงการให้แต้มต่อ SMEs ไทย (Made in Thailand) ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และผลักดันกฎหมาย “ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน” เพื่อกระจายอำนาจการคลังสู่ท้องถิ่น,

    2. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอนาคต รัฐบาลจะสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” โดยเน้นอุตสาหกรรมดิจิทัล, AI, หุ่นยนต์, เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด ยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเพื่อพัฒนา Deep Tech และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ พร้อมจัดตั้งกองทุน Matching Fund เพื่อบ่มเพาะ Start-up ไทยสู่ระดับโลก และยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้โปร่งใส เป็นแหล่งระดมทุนสำหรับธุรกิจทุกขนาด

    3. การค้าเชิงรุก “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก” มุ่งสร้างพันธมิตรการค้าผ่าน “ทีมประเทศไทย” เพื่อเปิดตลาดใหม่และยกระดับการค้าเสรี (FTA), โดยจะเข้มงวดกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพ และจัดการปัญหานอมินีอย่างจริงจังเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ยังส่งเสริมการค้าภาคบริการในสาขาการศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อให้ไทยมีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    4. การเกษตรแม่นยำ  โดยเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมสู่ “เกษตรแม่นยำ” โดยใช้ AI และ Big Data ในการวางแผนการผลิตและพยากรณ์อากาศ สนับสนุนเกษตรกรผ่านโครงการ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับการจัดซื้อปัจจัยการผลิตคุณภาพสูง พร้อมผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน และส่งเสริมการผลิตปุ๋ยในประเทศเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุน

    และ 5. การท่องเที่ยวคุณค่าสูงและจุดหมายปลายทางระดับโลก โดยปรับโครงสร้างโดยใช้การทูตวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) นำภารกิจท่องเที่ยวไปเชื่อมโยงกับงานด้านวัฒนธรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ประเทศ ผลักดันไทยเป็นจุดหมายการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand) โดยมุ่งเน้นกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และรองรับกลุ่ม Digital Nomad ที่ทำงานจากที่ไหนก็ได้, พร้อมยกระดับความปลอดภัยด้วยการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดและจัดให้มีระบบประกันภัย/สุขภาพภาคบังคับสำหรับนักท่องเที่ยว

    โดยนโยบายทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินงานที่ต่อยอดจากมาตรการเร่งด่วน (Quick Big Win) ที่ได้ทำไปแล้ว เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นสมาชิก OECD และการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมั่นคงในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V-WwVmAsxhQRpVvH4kOAl

  • นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    นิด้าโพล เผย ผลสำรวจความเห็นประชาชนต่อความเชื่อมั่นในการทำงานของ 3 รัฐมนตรี และความเห็นใจต่อรัฐบาล อนุทิน พบประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ
เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ เอาอยู่หรือไม่” 

    โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ 

    การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก(Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    
1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า
ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35
ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tBcBmi-VaQDh_SeLgJ3tA

  • นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ  3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ 3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    วันนี้ (5 เม.ย.2569) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล“ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-1 เม.ย.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    ภาพประกอบข่าว นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ  3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ

    • ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     2.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์

    • ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง

    • ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     เมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน

    • ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
    • ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
    • ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
    • ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
    • ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

     อ่านข่าว:

    5 ชาติ EU ชงเก็บ “ภาษีลาภลอย” จาก บ.พลังงาน รับมือราคาน้ำมันพุ่ง

    “ศุภจี” สั่งคุมราคา“ซอส-น้ำดื่ม-เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุม 1 ปี ป้องฉวยโอกาสขึ้นราคา

    “คาลเท็กซ์-บางจาก” ยืนยันภาครัฐตรวจสอบคลังน้ำมันไม่พบผิดปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/content/504284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LTkBuaImovHu3isMJbI6w

  • “กุ้งก้ามกราม” เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ช่วยสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจชุมชน

    “กุ้งก้ามกราม” เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ช่วยสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจชุมชน

    “กรมประมง” ปลื้ม “กุ้งก้ามกราม” เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น กลายเป็นคลังอาหารที่มั่นคง ต่อยอดสู่การสร้างอาชีพ-รายได้ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน

    วันที่ 5 เมษายน 2569 มีรายงานว่า ภารกิจปล่อย “กุ้งก้ามกราม” ของกรมประมง ช่วยพลิกฟื้นวิถีชุมชนรอบเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง  หลังชาวประมงจับกุ้งก้ามกรามได้ปริมาณมาก สร้างรายได้ถึงหลักหมื่นต่อคืน ตอกย้ำความสำเร็จของโครงการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ที่กรมประมงได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรท้องถิ่น เพื่อร่วมกันฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรกุ้งก้ามกราม ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นคลังอาหารที่มั่นคง ต่อยอดสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Fisheries Connect For Sustainability

    ทางด้าน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เผยว่า กุ้งก้ามกรามเขื่อนอุบลรัตน์ นับเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดขอนแก่น ด้วยรสชาติดีและเป็นที่ต้องการของตลาด กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดขอนแก่น กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จึงได้ดำเนินการผลิตและปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์และแหล่งน้ำโดยรอบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2524 ปีละกว่า 3–5 ล้านตัว ภายใต้โครงการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ และได้มีการติดตามและประเมินผลการนำไปใช้ประโยชน์อย่างใกล้ชิด  โดยปรากฏว่าสามารถเพิ่มผลผลิตได้เฉลี่ยถึงปีละกว่า 2,000 กิโลกรัม  คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี 

    สำหรับในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้ปล่อยกุ้งก้ามกรามลงเขื่อนอุบลรัตน์มากกว่า 4 ล้านตัว และปล่อยลงสู่แม่น้ำพองอีกประมาณ 1 ล้านตัว ส่งผลให้ทรัพยากรฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ชาวประมงในพื้นที่โดยเฉพาะอำเภออุบลรัตน์ สามารถจับกุ้งก้ามกรามได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณลำน้ำพอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของภารกิจการผลิตและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำของกรมประมง ที่มุ่งฟื้นฟูทรัพยากร เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม 

    ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่และสอบถามชาวประมง ระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน 2569 พบว่าสามารถจับกุ้งก้ามกรามได้ต่อเนื่อง ตั้งแต่บริเวณบ้านห้วยทราย ไปจนถึงฝายหนองหวาย ครอบคลุมระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร มีชาวประมงราว 20 ราย โดยบางรายสามารถจับกุ้งได้สูงสุดถึง 30 กิโลกรัมต่อคืน สร้างรายได้มากกว่า 20,000 บาท  ขณะที่ภาพรวมมีผลจับรวมกว่า 150 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 100,000 บาท  

    ทางด้าน นายบุญมี ทองโพธิ์ อายุ 73 ปี หนึ่งในตัวแทนชาวประมงในชุมชนรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทางกรมประมงอย่างมากที่ได้นำกุ้งก้ามกรามมาปล่อยต่อเนื่อง ทำให้พวกผมได้มีอยู่ มีกิน มีเงินให้ลูกหลานได้ไปโรงเรียน ถ้ากรมประมงไม่เอากุ้งมาปล่อย ผมก็ไม่รู้ว่าจะได้มีกินมีใช้แบบนี้ไหม ซึ่งสอดคล้องกับชาวประมงในพื้นที่รายอื่น ๆ ได้ยืนยันตรงกันว่า สามารถจับกุ้งก้ามกรามได้จริง และมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    สำหรับกุ้งก้ามกรามที่พบในแหล่งน้ำจืดส่วนใหญ่นั้น มีที่มาจากการเพาะพันธุ์ของกรมประมงและปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากวงจรชีวิตของกุ้งก้ามกรามในระยะตัวอ่อนจำเป็นต้องอาศัยน้ำกร่อย ก่อนจะกลับมาเติบโตในน้ำจืด 

    ดังนั้น การที่ชาวประมงสามารถจับกุ้งก้ามกรามได้จำนวนมากในครั้งนี้ จึงเป็นผลจากการดำเนินงานของกรมประมง ที่ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรท้องถิ่น ในการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน  ตลอดจนปลูกจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้มีผลผลิตที่ยั่งยืนสามารถใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว 

    นอกจากนี้ กรมประมงยังได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้และการสร้างอาชีพให้กับชุมชนรอบเขื่อนอุบลรัตน์  โดยได้ร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดสร้างโรงเพาะกุ้งก้ามกรามเพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเพาะเลี้ยง และส่งเสริมอาชีพให้แก่ชุมชน เพื่อเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามรองรับความต้องการใช้ประโยชน์ของชาวประมงและชุมชนโดยรอบเขื่อนที่มีกว่า 2,000 ครัวเรือน ควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีในการผลิต รวมถึงติดตามและประเมินผลการปล่อยกุ้งก้ามกรามในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงและประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรกุ้งก้ามกราม เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว โดยทำการประมงอย่างถูกวิธี ไม่ใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย และหลีกเลี่ยงการจับลูกกุ้งที่มีขนาดเล็ก เพื่อเปิดโอกาสให้กุ้งเจริญเติบโตและเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เชื่อมั่นว่าเขื่อนอุบลรัตน์จะเป็นคลังอาหารสำคัญที่สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/agriculture/agricultural-policy/2924789&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_k_M1FkMJUlvRm9VYrf-l