Category: เศรษฐกิจ

  • เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน พ.ศ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา โดยวางกรอบนโยบายครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้าและการเกษตร ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม และด้านการบริหารภาครัฐ

    พร้อมระบุถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ว่าเป็นโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งรับมือ

    ในคำแถลงนยบายต่อสภารัฐบาลประกาศยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    • การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
    • การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    • การยึดมั่นในหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    ผลงานเร่งด่วนของรัฐบาลก่อนหน้า

    ในส่วนของการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา นายอนุทินระบุว่ารัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน Quick Big Win หลายประการ อาทิ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชาและการปกป้องอธิปไตย การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติด การสร้างความปลอดภัยเพื่อความเชื่อมั่นในหมู่นักท่องเที่ยว รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 และจัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ผลรวมของมาตรการดังกล่าวช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568

    วิกฤตพลังงานโลกและมาตรการรับมือเฉพาะหน้า

    นายอนุทินระบุว่า ขณะนี้โลกอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนสูง อันเป็นผลจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้การผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอยู่ในภาวะชะงักงัน ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการจัดหาพลังงานของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงไทย

    ในระยะเฉพาะหน้า รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หารือกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนนำเข้า-ส่งออก บรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยเพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รัฐบาลยังจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ พร้อมปรับ

    ลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น

    ด้านเศรษฐกิจ

    • สร้างโอกาสเติบโตอย่างทั่วถึง

    รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จโดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมสถาบันการเงินทุกประเภท บริษัทบริหารสินทรัพย์ และสหกรณ์ เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ ควบคู่กับมาตรการลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำดื่ม ค่าพลังงาน

    รัฐบาลจะสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) และทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงการพัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้คนไทยทุกกลุ่ม

    สำหรับผู้ประกอบการ SMEs รัฐบาลจะส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่เหมาะสม ปรับกฎหมายและขั้นตอนการประกอบธุรกิจให้สะดวกและโปร่งใส รวมถึงให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และจัดทำเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจออนไลน์ เช่น ระบบบัญชีออนไลน์ฟรี ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-invoice)

    • ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่

    รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และการแพทย์ โดยจะปรับระบบส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่มีเทคโนโลยีและสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับไทย

    ในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รัฐบาลจะพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ วางรากฐานเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) บ่มเพาะสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ และพัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม

    ด้านการค้า

    รัฐบาลวางนโยบาย “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัล กำหนดกลไกควบคุมสินค้าที่นำเข้ามาส่งออกโดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ และปรับกลไกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวดและโปร่งใส

    รัฐบาลจะผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลด้วยรูปแบบ “ทีมประเทศไทย” บริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างการค้า เน้นการกระจายตลาดลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และเปิดตลาดใหม่สำหรับผู้ส่งออกรายย่อยโดยเฉพาะ SMEs นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมการค้าภาคบริการในสาขาการศึกษา สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านการเกษตร

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” สู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน” โดยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดและศักยภาพของดินและแหล่งน้ำ พัฒนาการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ

    รัฐบาลจะพัฒนาระบบ Big Data และ AI เพื่อวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน และยกระดับสหกรณ์การเกษตรสู่การเป็นองค์กรธุรกิจสมัยใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพื่อตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก”

    ด้านการท่องเที่ยว

    รัฐบาลตั้งเป้าสร้างไทยเป็น “จุดหมายการเดินทาง 365 วัน” (Destination Thailand) โดยปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวให้อยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ควบคู่กับการขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรมเชิงรุก (Cultural Diplomacy)

    รัฐบาลจะพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีไทยที่คำนึงถึงความยั่งยืน เชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีนโยบายยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว จัดระบบประกันภัยภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับบริการสาธารณสุข และสนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษี

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศแบบ “Beyond Thailand” มุ่งแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลก ยึดมั่นในระบอบพหุภาคีภายใต้กรอบสหประชาชาติและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเป็นประธานอาเซียนของไทย ในด้านการทูตเศรษฐกิจ รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571

    • ความมั่นคงชายแดน

    รัฐบาลจะพัฒนาระบบเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างกำแพงชายแดนเพื่อจัดการภัยคุกคามครบวงจร ทั้งการลักลอบขนสินค้า แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์ และยาเสพติด พร้อมสานต่อการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

    ส่วนปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่

    • ความมั่นคงภายใน

    รัฐบาลจะบูรณาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ โดยระบุชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย และจะทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรข้ามชาติ

    รัฐบาลยังมีนโยบายพัฒนาระบบทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทนและระบบประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว

    ด้านสังคม

    • การศึกษา

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา” โดยพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีสำหรับคนไทยทุกช่วงวัย ยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู และปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นสอดรับกับตลาดแรงงานในอนาคต รวมถึงพัฒนาทักษะด้าน AI และหุ่นยนต์ร่วมกับภาคเอกชน

    • สาธารณสุข

    รัฐบาลมุ่งพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้สามารถ “รักษาทุกที่ได้ทันที” โดยเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิการรักษาและประวัติการแพทย์ของคนไทยเข้าด้วยกัน ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้รองรับเศรษฐกิจสมัยใหม่ และยกระดับบริการสุขภาพด้วยเทคโนโลยี AI เช่น การแพทย์ทางไกล ควบคู่กับการส่งเสริมการแพทย์แผนไทย

    • ครอบครัวและสังคมสูงวัย

    รัฐบาลจะสร้างสภาพสังคมและชุมชนรองรับสังคมสูงวัย ส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) พัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้สูงอายุ จัดสถานที่พักพิงได้มาตรฐาน และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านเพื่อดูแลผู้ป่วยและผู้สูงวัยในชุมชน รวมถึงผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

    รัฐบาลจะเร่งพัฒนา Big Data และ AI เพื่อพยากรณ์การบริหารจัดการน้ำและอากาศในระดับตำบล ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อให้สามารถเยียวยาผลกระทบได้รวดเร็วและเป็นธรรมเมื่อเกิดภัยพิบัติ

    ในด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลยืนยันเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยส่งเสริมพลังงานสะอาด วางรากฐานการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล รัฐบาลยังมีนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลนผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน

    ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “ราชการทันใจ” มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ โดยผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะ ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super License) ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอชุดกฎหมาย (Omnibus Law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากกฎหมายที่ล้าสมัยภายใน 1 ปี

    ในด้านการปฏิรูประบบราชการ รัฐบาลจะลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด และปรับบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” แทน “ผู้ควบคุม” ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ Work from Anywhere

    รัฐบาลยังมีนโยบายทบทวนกฎหมายลำดับรองกว่าเจ็ดพันฉบับ เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น เช่น กฎหมายเลื่อยโซ่ยนต์ กฎหมายควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง และกฎหมายความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค รวมถึงแก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้คำนึงถึงคุณค่าของพัสดุ ไม่ใช่แค่ราคาต่ำสุด

    ในด้านการปราบปรามคอร์รัปชัน รัฐบาลจะบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐและใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมทุจริต โดยกำหนดตัวชี้วัดที่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยต้องปรับตัวดีขึ้น

    กรอบการบริหารแบบกลุ่มยุทธศาสตร์

    รัฐบาลประกาศปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็นระบบ “บูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กลุ่มการผลิต การค้าและบริการ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มสังคมและสวัสดิการ และกลุ่มการต่างประเทศและความมั่นคง

    แต่ละกลุ่มจะมีผู้รับผิดชอบหลักทำหน้าที่กำหนดทิศทาง กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน โดยรัฐบาลจะรายงานความก้าวหน้าต่อประชาชนอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง

    กรอบการใช้จ่ายงบประมาณ

    รัฐบาลระบุว่าการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ ได้แก่ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง โดยจะส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปิดท้ายการแถลงนโยบายด้วยการระบุว่า รัฐบาลจะมุ่งขับเคลื่อนให้ “ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายตามหลัก “พูดแล้วทำ” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมต่อประชาชนทุกคน

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655856&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16WLYG0z3T9YbHELGSHiPd

  • สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

    สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

    สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

    วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.25 น.

    5 เมษายน 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระออกโรงโพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์ปมร้อน หลัง “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่มั่นใจ” ในฝีมือการทำงานของ 3 รัฐมนตรีคนนอกโควตาพรรคอนุทิน (ภูมิใจไทย) ในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

    ระบุว่า “สามทหารเสือเสื้อน้ำเงิน มือไม่ถึงเท่าราคาคุย จริงหรือไม่?
    #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
    เนื้อหายาว แต่ถ้าคุณไม่อ่าน คุณจะพลาด และคล้อยตามโพลที่สะท้อนเสียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่ฟังเหมือนเป็นเสียงคนทั้งประเทศ

    ผมเชื่อว่า ปัญหาที่เห็นกันอยู่นี้ ในทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมือง ถือเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบการเมือง” มากกว่าที่จะเป็นความล้มเหลวของตัวบุคคลหรือตัวเทคโนแครต
    จุดยืนของผม ในการจะเขียนบทวิเคราะห์หรือทำคอนเทนต์เพื่ออธิบายความจริงที่ซับซ้อนแบบนี้ให้คนทั่วไปเข้าใจและแยกแยะได้ โดยไม่ถูกโจมตีกลับว่าสื่อกำลัง “แก้ตัวแทนรัฐบาล” เป็นเรื่องไม่ง่าย แต่ถ้าผู้อ่านไม่มีคติและมีสติปัญญาพอสมควรก็จะเห็นจุดประสงค์และจุดยืนของผม

    นิด้าโพลล่าสุด (5 เม.ย. 2569) สำรวจความมั่นใจประชาชนต่อ 3 รัฐมนตรีคนนอกรัฐบาลอนุทิน พบส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในการแก้วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ
    แต่ถ้าหากมองตามหลักเหตุผลและข้อเท็จจริงในเชิงรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ผมไม่เชื่อโพลนี้ เพราะ

    1. คนที่มาเป็นตัวอย่างหรือคนทำแบบสำรวจเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอาพรรภูมิใจไทยอยู่แล้ว และอาจมีคนที่นิยมพรรคประชาชนเป็นกลุ่มที่ถูกสำรวจมากกว่ากลุ่มอื่น
    แม้สถาบันโพลระดับชาติจะมีระเบียบวิธีวิจัย (Methodology) ในการสุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุม แต่บรรยากาศทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอาจทำให้ฐานเสียงบางกลุ่มมีความตื่นตัวในการแสดงความคิดเห็นมากกว่า
    หากกลุ่มตัวอย่างมีความเอนเอียงไปทางฝ่ายค้าน หรือมีความไม่พอใจตัวพรรคแกนนำเป็นทุนเดิม ผลโพลย่อมสะท้อนภาพความไม่เชื่อมั่นออกมาสูงกว่าปกติ การตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของกลุ่มตัวอย่างจึงเป็นสิ่งพึงกระทำเมื่ออ่านผลโพลทางการเมือง

    2. ประชาชนส่วนใหญ่อาจยังไม่ตระหนักว่า สถานการณ์ปัจจุบันคือวิกฤตระดับโลกอันเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จึงนำไปสู่การตำหนิรัฐบาลที่เกินเลยจากความเป็นจริง
    อย่างไรก็ตาม แม้จะยอมรับว่าประสิทธิภาพในการรับมือของรัฐบาลยังมีข้อบกพร่อง แต่ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดวิกฤตนี้ อีกทั้งปัญหาดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นหรือทวีความรุนแรงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงกับทุกประเทศทั่วโลก
    วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่เกิดจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามหรือความขัดแย้งระดับโลก เป็น “ปัจจัยภายนอก” ที่รัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งควบคุมได้ยากมาก
    การแยกแยะระหว่าง “ต้นตอของวิกฤต” กับ “ประสิทธิภาพในการรับมือ” เป็นมุมมองที่คนส่วนใหญ่มักจะนำมาปะปนกันเมื่อต้องเผชิญกับภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจ
    อย่างไรก็ตาม แม้ต้นตอจะมาจากต่างประเทศ แต่ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาลทำหน้าที่เป็น “โช้คอัพ” ลดแรงกระแทก เมื่อมาตรการรับมือของรัฐบาลมีช่องโหว่ หรือทำได้ไม่ดีพอ ธรรมชาติของการสำรวจความคิดเห็นมักสะท้อน “ความรู้สึก” ณ เวลานั้น เมื่อประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น พวกเขามักจะพุ่งเป้าไปที่การตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลก่อนเป็นอันดับแรก มากกว่าที่จะทำความเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อน
    ช่องว่างความเข้าใจที่เกิดขึ้นตรงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการที่สังคมยังขาดการสื่อสารที่เชื่อมโยงภาพใหญ่ระดับโลกเข้ากับปากท้องของชาวบ้าน สถานการณ์แบบนี้ยิ่งตอกย้ำว่า สังคมกำลังต้องการสื่อดิจิทัลเชิงวิเคราะห์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง สื่อที่กล้าจะตีแผ่ความจริงอย่างเป็นกลาง สามารถย่อยกลไกเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อนให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า ส่วนไหนคือผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากโลก และส่วนไหนคือจุดบกพร่องในการบริหารจัดการที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

    3. คนระดับศุภจีเป็นอดีต CEO ย่อมชอบความท้าทายในการแก้ปัญหา ไม่ใช่คนวิ่งหนีปัญหา
    ศักยภาพและประสบการณ์ของผู้บริหารระดับนี้คุ้นเคยกับการแก้ปัญหายากๆ และรักความท้าทาย
    เป็นไปได้มั้ยว่า คุณศุภจีเป็นคนทำงานเร็ว มีประสิทธิ์ภาพและประสิทธิผล แต่ระบบราชการและวงการการเมือง คือตัวปัญหาซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่ศุภจีเพิ่งมาเจอ
    ปัญหานี้ตรงกับทฤษฎีทางรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ที่มักเรียกว่า “ปัญหาคอขวดของเทคโนแครต” เมื่อผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน (Technocrat) ต้องเข้ามากุมบังเหียนในระบบราชการและการเมือง
    • อำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จ (Top-down) ปะทะ การบริหารฉันทามติ (Consensus Building)
    ในภาคเอกชน CEO คือยอดพีระมิด เมื่อตัดสินใจแล้ว นโยบายจะถูกสั่งการลงไป (Top-down) ทันที ทุกแผนกต้องวิ่งรับลูกเพื่อทำให้สำเร็จตาม KPI
    ในการเมืองและราชการ รัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ 100% การจะขับเคลื่อนนโยบายต้องผ่านการต่อรองกับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” จำนวนมาก ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล (ที่มีวาระของตัวเอง), สส. ในสภา, ไปจนถึงข้าราชการประจำ (ปลัดกระทรวง, อธิบดี) ที่เป็นผู้ถือกลไกปฏิบัติ การทำงานจึงต้องเน้นการประนีประนอมและสร้างฉันทามติ ซึ่งกินเวลาและลดทอนความรวดเร็ว
    • ความคล่องตัว ปะทะ กฎระเบียบ
    ในภาคเอกชน เน้นความรวดเร็ว ยืดหยุ่น ลองผิดลองถูกได้ เพื่อชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ
    ในระบบราชการ ถูกออกแบบมาให้ “รัดกุม” มากกว่า “รวดเร็ว” เพื่อป้องกันการทุจริต ทุกอย่างต้องเป๊ะตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ร.บ.งบประมาณ และขั้นตอนทางกฎหมายมากมาย (Red Tape) แม้รัฐมนตรีจะคิดนโยบายแก้ปัญหาได้เร็วแค่ไหน แต่ถ้าข้าราชการประจำบอกว่า “ทำไม่ได้ ติดระเบียบข้อนี้” ทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงัก หรือต้องเสียเวลาไปแก้กฎหมายก่อน
    • ผลกำไรเชิงประจักษ์ ปะทะ ทุนทางการเมือง
    ในภาคเอกชน วัดผลกันที่ตัวเลข กำไร-ขาดทุน ชัดเจน
    ในทางการเมือง บางนโยบายที่ดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อาจไปขัดใจฐานเสียง ขัดผลประโยชน์กลุ่มทุน หรือทำให้พรรคเสียคะแนนนิยม (เสียทุนทางการเมือง) รัฐมนตรีคนนอกที่มาด้วยความตั้งใจแก้ปัญหาเพียวๆ มักจะชนกำแพงนี้อย่างจัง เพราะนักการเมืองอาชีพจะคอยเบรกเพื่อรักษาฐานเสียง
    คุณศุภจีในฐานะอดีต CEO อาจจะยังมีสปีดการทำงานและความมุ่งมั่นในระดับสูง แต่ “เครื่องยนต์” ที่เธอต้องใช้ขับเคลื่อน (ระบบราชการ) และ “สภาพถนน” (การเมืองพรรคร่วม) มันไม่เอื้อให้ทำความเร็วได้เหมือนเดิม ประชาชนที่เห็นแต่ผลลัพธ์ปลายทางจึงรู้สึกว่านโยบายไม่ออกมาเป็นรูปธรรมเสียที

    ถ้าวิเคราะห์ปัญหาของศุภจี แล้วคงมีคนถามถึงอีก 2 คนคือ เอกนิติ กับ สีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการ เป็นยังไง
    ในขณะที่คุณศุภจีเผชิญกับ “ปัญหาคอขวดของคนนอก” คุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการระดับสูง จะเผชิญกับความท้าทายในรูปแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในทางรัฐศาสตร์เราอาจเรียกสภาวะนี้ว่า “กับดักของเทคโนแครต”
    หากวิเคราะห์จากภูมิหลังของทั้งสองท่าน ข้อได้เปรียบและข้อจำกัดจะแสดงออกในมิติเหล่านี้
    1. ข้อได้เปรียบ: “ความเชี่ยวชาญในระบบ
    ต่างจากคุณศุภจีที่เพิ่งมาเจอระบบราชการ ทั้งคุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ “รู้ทางลมราชการ” เป็นอย่างดี ทั้งสองท่านรู้ว่ากลไกของรัฐทำงานอย่างไร กฎหมายข้อไหนเป็นข้อจำกัด และจะสั่งการข้าราชการประจำอย่างไรให้งานเดินหน้า ท่านไม่มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับระเบียบราชการ เพราะเคยเป็นยอดพีระมิดของระบบนั้นมาก่อน
    2. ข้อจำกัดที่ 1: “สภาวะขาลอยทางการเมือง
    นี่คือจุดอ่อนที่อันตรายที่สุดของอดีตข้าราชการที่มาเป็นรัฐมนตรีโควตาคนนอก แม้จะเก่งกาจเพียงใด แต่เมื่อไม่มี “ฐานเสียง สส.” ในสภาเป็นของตัวเอง อำนาจต่อรองทางการเมืองจึงต่ำมาก
    กรณีคุณเอกนิติ การแก้วิกฤตเศรษฐกิจมักต้องใช้ยาแรง เช่น การตัดงบประมาณ การปรับโครงสร้างภาษี หรือการยกเลิกการอุดหนุนบางอย่าง นโยบายเหล่านี้ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่อาจไปขัดใจฐานเสียงของนักการเมือง เมื่อถึงจุดที่ต้องผลักดันนโยบายที่กระทบความนิยม พรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่ยอมเป็นเกราะกำบังให้
    กรณีคุณสีหศักดิ์ การรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น ท่าทีต่อสหรัฐฯ และอิหร่าน) ต้องอาศัยความเด็ดขาด แต่หากการตัดสินใจนั้นส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนการเมือง ท่านก็อาจถูกแทรกแซงได้ง่าย
    3. ข้อจำกัดที่ 2: “กับดักความคุ้นชินและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
    DNA ของข้าราชการถูกฝึกมาให้ทำงานตามระเบียบ และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในยามปกติ แต่ในยาม “วิกฤต” ที่โลกหมุนเร็วและต้องการนโยบายที่แหกกรอบ ความคุ้นชินกับการ “เพลย์เซฟ” อาจทำให้การตัดสินใจเชื่องช้า ขาดความกล้าได้กล้าเสีย หรือเน้นแก้ปัญหาเชิงประคองสถานการณ์มากกว่าการผ่าตัดใหญ่
    4. ภาพลักษณ์ในสายตาประชาชน
    ในสายตาของประชาชน ข้าราชการระดับสูงมักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ “ระบบเดิม” ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤตมักคาดหวังผู้นำที่เป็น “Change Agent” ที่พร้อมจะทุบโต๊ะและเปลี่ยนกติกา การตั้งอดีตข้าราชการมาคุมกระทรวงหลักจึงอาจไม่สร้างความตื่นเต้น หรือไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นในเชิงจิตวิทยา ได้เท่าที่ควร ซึ่งสะท้อนออกมาในตัวเลขโพลที่ระบุว่าประชาชน “ไม่ค่อยมั่นใจ/ไม่มั่นใจเลย” ในสัดส่วนที่สูง

    สรุปภาพรวม
    คุณศุภจี เหมือนคนขับรถแข่งที่มาขับบนถนนลูกรังของระบบราชการ เครื่องยนต์แรงแต่วิ่งไม่ออก
    คุณเอกนิติ & คุณสีหศักดิ์ เหมือนคนขับที่รู้ทุกหลุมบ่อบนถนนเส้นนี้เป็นอย่างดี แต่ขับรถยนต์รุ่นเก่าที่เน้นความปลอดภัยสูงสุด และมีนักการเมืองคอยดึงเบรกมืออยู่เป็นระยะ ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายได้ทันใจประชาชน”

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01aYXRMfy9uW8TJi10O7g2

  • หนุ่มจีนเปิด “เรื่องผี” อัดกำแพงวันละ 10 ชม. แก้เผ็ดเพื่อนข้างห้อง แถมหัวหมอ คุมเสียงไม่ให้ดังเกินกำหนด | เดลินิวส์

    หนุ่มจีนเปิด “เรื่องผี” อัดกำแพงวันละ 10 ชม. แก้เผ็ดเพื่อนข้างห้อง แถมหัวหมอ คุมเสียงไม่ให้ดังเกินกำหนด | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (3 เม.ย.) เรื่องชายชาวจีนที่ใช้วิธีพิสดารเพื่อแก้เผ็ดเพื่อนบ้านร่วมอาคารที่มีเรื่องขัดแย้งกัน

    กระทรวงยุติธรรมของสาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่งเปิดเผยรายละเอียดของคดีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นที่เมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน โดยชายแซ่ลู่ และเพื่อนแซ่หลี่ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันในอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง ได้เกิดเหตุทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้านข้างห้องแซ่เซี่ย 

    รายงานข่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าเพื่อนบ้านทั้งสองข้างขัดแย้งกันด้วยสาเหตุใด แต่นายหลี่และนายลู่ตัดสินใจตอบโต่เพื่อนบ้านแซ่เซี่ยด้วยการนำลำโพงขยายเสียงไปวางจ่อไว้ที่กำแพงห้องข้างที่ติดกับห้องของนายเซี่ย แล้วเริ่มเปิดเรื่องผี รวมทั้งเสียงประกอบแนวภูตผีปิศาจจากป่าเขาอันน่าขนลุกวนซ้ำไปมาทุกวัน โดยแบ่งเป็นสองช่วงเวลา คือตั้งแต่ 08.45 น. จนถึงเที่ยง และอีกช่วงคือ 15.30 – 22.00 น. รวมแล้ววันละกว่า 10 ชั่วโมง

    อย่างไรก็ตาม แผนแก้เผ็ดนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่คู่กรณี แต่ยังลามไปถึงเพื่อนบ้านคนอื่นๆ รวมถึงเพื่อนบ้านแซ่ชุย ซึ่งอาศัยอยู่ในห้องถัดขึ้นไปอีกสองชั้น เขาต้องทนฟังเสียงโหยหวนนี้วันแล้ววันเล่า จนลูกของเขาซึ่งกำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่สามารถอ่านหนังสือได้อย่างสงบสุข

    แต่เมื่อมีการวัดระดับเสียงภายในบ้านของนายชุย ก็พบว่า ระดับความดังอยู่ที่ 36 เดซิเบล ซึ่งต่ำกว่าขีดจำกัดตามกฎหมายที่กำหนดไว้ที่ 60 เดซิเบลในตอนกลางวัน และ 50 เดซิเบลในตอนกลางคืน ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถสั่งปรับหรือลงโทษนายหลี่และนายลู่ได้ในตอนแรก

    แต่นายชุยไม่ยอมแพ้ เขายื่นคำร้องต่อศาลประชาชนเขตไห่จู เมืองกวางโจว เพื่อขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการฟ้องร้องคดี ซึ่งศาลได้พิจารณาเห็นชอบและสั่งให้นายลู่และนายหลี่หยุดเปิดเสียงรบกวนดังกล่าวทันที 

    ต่อมาภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ศาล นายลู่ได้ทำการรื้อถอนอุปกรณ์เครื่องเสียง ลบไฟล์เสียง “ผีป่า” ทิ้ง และให้สัญญาว่าจะไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่เพื่อนบ้านอีก

    ที่มา : scmp.com

    เครดิตภาพ : Generated by Gemini

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5752038/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3opmUyIqiUe7aM-RmD80IO

  • เวียตเจ็ทจับมือซีพีเอฟ ดันก๋วยเตี๋ยวเรือขึ้นเครื่องบิน

    เวียตเจ็ทจับมือซีพีเอฟ ดันก๋วยเตี๋ยวเรือขึ้นเครื่องบิน

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์-ซีพีเอฟ ดันสตรีทฟู้ดไทยขึ้นฟ้า เปิดตัว ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูชีวา’ เสริมเกมอาหารการบิน

    ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจสายการบินที่ไม่ได้วัดกันแค่ ‘ราคา’ แต่รวมถึง ‘ประสบการณ์ผู้โดยสาร’ ล่าสุด เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จับมือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดตัวเมนูใหม่ ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูชีวา’ ยกระดับอาหารบนเที่ยวบิน ด้วยการนำสตรีทฟู้ดไทยยอดนิยมขึ้นสู่ท้องฟ้า หวังสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าบริการ

    งานนี้มี ภูเบศ กิตติญาณปัญญา รองผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ และศุภรา ศรีบูรณ์ ผู้อำนวยการธุรกิจการค้าในประเทศ ซีพีเอฟ ร่วมเปิดตัว พร้อมมอบของที่ระลึกให้ผู้โดยสาร

    เมนู ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูชีวา’ (Cheeva Thai Boat Noodle) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทั้ง “รสชาติและโภชนาการ” โดยเลือกใช้เนื้อหมูชีวาซึ่งเลี้ยงด้วยสูตรอาหารพิเศษ (Superfoods) อุดมด้วยโอเมก้า 3 ปราศจากสารเร่งเนื้อแดงและยาปฏิชีวนะ สะท้อนเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น

    ภูเบศ ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดพันธมิตรระหว่างสายการบินกับผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ เพื่อยกระดับประสบการณ์บนเที่ยวบิน โดยนำ ‘อาหารไทยสตรีทฟู้ด’ มาสร้างความแตกต่าง พร้อมเพิ่มทางเลือกให้ผู้โดยสาร

    vietJet-cpf-cheeva-thai-boat-noodle-on-flight-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้านศุภรา กล่าวว่า ซีพีเอฟมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ผสานคุณภาพและนวัตกรรม รองรับความต้องการของพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งสายการบิน โรงแรม และร้านอาหาร โดยการร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายช่องทางสินค้าอาหารคุณภาพสู่ผู้บริโภคในรูปแบบใหม่

    เมนูดังกล่าวพร้อมให้บริการบนทุกเที่ยวบินของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ในราคา 180 บาท พร้อมโปรโมชันเปิดตัว “ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูชีวา + โค้ก” ในราคาเดียวกัน ถึงวันที่ 31 เมษายน 2569

    ดีล ‘สายการบิน + อาหาร’ สะท้อนเทรนด์ใหม่ของธุรกิจบริการ ที่ใช้ ‘อาหาร’ เป็นเครื่องมือสร้างรายได้เสริม (Ancillary Revenue) และสร้างความแตกต่างในตลาดการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการหยิบ ‘สตรีทฟู้ดไทย’ มาต่อยอดเป็น Soft Power เชิงพาณิชย์บนเวทีการบิน

    vietJet-cpf-cheeva-thai-boat-noodle-on-flight-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/vietjet-cpf-cheeva-thai-boat-noodle-on-flight&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W9__pCGUTQSdplKushhtt

  • รวบมือฆ่า! บุกปาดคอดับคาร้าน อ้างเครียดทะเลาะแฟน-เศรษฐกิจไม่ดี | 5 เม.ย. 69 | ไทยรัฐทันข่าว

    รวบมือฆ่า! บุกปาดคอดับคาร้าน อ้างเครียดทะเลาะแฟน-เศรษฐกิจไม่ดี | 5 เม.ย. 69 | ไทยรัฐทันข่าว

    5 เม.ย. 2569 21:05 น.

    จากกรณีคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทง-ปาดคอ หนุ่มวัย 22 ปี เสียชีวิต ขณะนอนหลับอยู่ภายในร้านขายน้ำผลไม้ริมถนน เมื่อช่วงเช้ามืด ล่าสุด ตำรวจจับคนก่อเหตุได้แล้ว #พระนครศรีอยุธยา #ฆ่าปาดคอ #อาชญากรรม #ข่าวอาชญากรรม #รวบมือฆ่าปาดคอ #จับคนร้าย #ไทยรัฐทันข่าว #TRC #กรอบแกล้มฟองเต้าหู้ #โปรโมชัน —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath-news/thairath-news-update/1182628&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XAIFwcNBAnZTzwCxt2Wam

  • รวบมือฆ่า! บุกปาดคอดับคาร้าน อ้างเครียดทะเลาะแฟน-เศรษฐกิจไม่ดี | 5 เม.ย. 69 | ไทยรัฐทันข่าว

    รวบมือฆ่า! บุกปาดคอดับคาร้าน อ้างเครียดทะเลาะแฟน-เศรษฐกิจไม่ดี | 5 เม.ย. 69 | ไทยรัฐทันข่าว

    Sustainability

    ความยั่งยืน

    จากกรณีคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทง-ปาดคอ หนุ่มวัย 22 ปี เสียชีวิต ขณะนอนหลับอยู่ภายในร้านขายน้ำผลไม้ริมถนน เมื่อช่วงเช้ามืด ล่าสุด ตำรวจจับคนก่อเหตุได้แล้ว #พระนครศรีอยุธยา #ฆ่าปาดคอ #อาชญากรรม #ข่าวอาชญากรรม #รวบมือฆ่าปาดคอ #จับคนร้าย #ไทยรัฐทันข่าว #TRC #กรอบแกล้มฟองเต้าหู้ #โปรโมชัน —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ดับสลด! พันเอกเพิ่งจบงานเลี้ยงรุ่น กำลังจะไปทำบุญ รถดิ่งคลองเสียชีวิต | 5 เม.ย. 69 | ไทยรัฐทันข่าว

    03:09

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/video/1182628&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oQl2LkF-65dScTJrW5PhB

  • โดนใจชาวเน็ต! สุนารี โพสต์แรงถึงเศรษฐกิจ อ่านแล้วจุกทั้งไทม์ไลน์

    โดนใจชาวเน็ต! สุนารี โพสต์แรงถึงเศรษฐกิจ อ่านแล้วจุกทั้งไทม์ไลน์

    โดนใจชาวเน็ต! สุนารี โพสต์แรงถึงเศรษฐกิจ อ่านแล้วจุกทั้งไทม์ไลน์

    วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

    5 เมษายน 2569 กลายเป็นกระแสฮือฮาบนโลกออนไลน์ทันที เมื่อราชินีลูกทุ่ง “สุนารี ราชสีมา” ออกมาโพสต์ข้อความสะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพในปัจจุบัน ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว

           โดยเจ้าตัวได้เขียนข้อความว่า “ใครที่กังวลเรื่องน้ำหนักสบายใจได้นะจ๊ะ เพราะอีกไม่กี่วันพวกเราก็จะไม่มีจะแ-ด-ก-กันละ”

    หลังโพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม หลายคนมองว่าเป็นมุกที่เจ็บแต่จริง และสะท้อนความรู้สึกของประชาชนในยุคนี้ได้ตรงจุด ขณะที่บางส่วนก็ร่วมแชร์ประสบการณ์ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาสินค้า อาหาร และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

    ขอบคุณที่มา Sunaree Ratchasima – สุนารี ราชสีมา

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/956991&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35cR_tOfcoDSP0YG3J0aWW

  • ดีเซลทะลุ 50 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย กำลังซื้อหด ธุรกิจสั่นคลอน

    ดีเซลทะลุ 50 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย กำลังซื้อหด ธุรกิจสั่นคลอน

    ดีเซลทะลุ 50 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย กำลังซื้อหด ธุรกิจสั่นคลอน

    สถานการณ์ราคาน้ำมันของไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ที่ไม่ใช่แค่การขึ้นราคาชั่วคราว แต่เป็นแรงกระแทกต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นทะลุ 50 บาทต่อลิตร( ณ 5 เม.ย. 2569) หลังจากเคยถูกตรึงไว้ต่ำกว่า 30 บาทมาเป็นเวลานาน

    การปรับขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็นลักษณะ “ช็อก” จากการผสมกันของ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การยุตินโยบายตรึงราคาน้ำมันของภาครัฐ ภาวะราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และข้อจำกัดด้านฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่สามารถแบกรับภาระอุดหนุนได้ต่อไป

    ย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 รัฐบาลเริ่มทยอยปล่อยให้ราคาดีเซลสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นหลายรอบในระยะเวลาอันสั้น จากระดับ 29.94 บาทต่อลิตร ขยับขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับกว่า 50 บาทในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ นี่จึงไม่ใช่แค่การขึ้นราคา แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบอุดหนุนสู่ระบบตลาด

    ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงแผ่กว้างไปทั้งระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศอย่างไทยที่พึ่งพาน้ำมันดีเซลสูงถึง 55-60% ของการใช้น้ำมันทั้งหมด ดีเซลไม่ได้เป็นเพียงเชื้อเพลิง แต่เป็นเส้นเลือดหลัก ของภาคขนส่ง โลจิสติกส์ เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม

    เมื่อราคาดีเซลพุ่ง ต้นทุนการขนส่งสินค้าจึงเพิ่มขึ้นทันที และถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่สินค้าเกษตร อาหาร ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่สามารถปรับราคาขายได้เต็มที่ ส่งผลให้กำไรหดตัวและเสี่ยงต่อการลดการจ้างงาน

    ในระดับครัวเรือน ผลกระทบยิ่งชัดเจนมากขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการเดินทางเพิ่มสูงขึ้นทันที ขณะที่ราคาสินค้าในชีวิตประจำวันทยอยปรับขึ้นตามต้นทุน ทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพที่เห็นได้ชัดคือการลดการเดินทาง การใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และการหันไปใช้บริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น

    ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยก็เริ่มส่งสัญญาณแผ่วลงอย่างมีนัยสำคัญ นักวิชาการหลายฝ่ายประเมินตรงกันว่า หากราคาดีเซลทรงตัวในระดับ 50 บาทต่อเนื่อง อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 อาจลดลงเหลือเพียงประมาณ 1% จากที่เคยคาดไว้ราว 2% และหากราคาพุ่งแตะ 60 บาทต่อเนื่อง มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 0.5% หรือแย่กว่านั้นอาจเข้าสู่ภาวะติดลบในบางไตรมาส

    คำถามสำคัญคือ “ราคาน้ำมันจะไปถึงจุดนั้นหรือไม่” คำตอบคือ มีความเป็นไปได้สูง ภายใต้สถานการณ์โลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันในประเทศไทย

    ในขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐของไทยเองก็มีแนวโน้ม “ไม่ย้อนกลับ” ไปใช้มาตรการอุดหนุนเต็มรูปแบบเหมือนในอดีต เนื่องจากข้อจำกัดด้านฐานะการคลังและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศมีแนวโน้มผันผวนตามตลาดโลกมากขึ้นในระยะยาว ภายใต้บริบทนี้ คำว่า “อยู่รอด” จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของทุกภาคส่วน

    สำหรับภาครัฐ จำเป็นต้องปรับบทบาทจากผู้ตรึงราคา ไปสู่ผู้บริหารความเสี่ยง โดยเน้นมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคขนส่ง และ SMEs ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล และส่งเสริมพลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง

    ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวในเชิงโครงสร้าง ลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ และพิจารณาปรับโมเดลธุรกิจให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารต้นทุน

    ส่วนภาคครัวเรือนจำเป็นต้องปรับพฤติกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว วางแผนการเดินทางล่วงหน้า ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น

    วิกฤตราคาน้ำมันในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าอย่างสูง หากไม่เร่งปรับตัว ทั้งในระดับนโยบายและระดับพฤติกรรม ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับแรงกระแทกซ้ำซ้อนในอนาคต

    ในอีกมุมหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นโอกาส ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น หากทุกภาคส่วนสามารถใช้แรงกดดันครั้งนี้เป็นแรงผลักดันในการปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง

    แต่ในระยะสั้น สิ่งที่คนไทยต้องเผชิญคือความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ น้ำมันแพงจะยังอยู่กับเราไปอีกระยะหนึ่ง และการปรับตัวเท่านั้น คือทางรอดเดียวในเกมเศรษฐกิจรอบใหม่นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655860&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BptDUL7EfmKUmnRBYqtY-

  • เศรษฐกิจเวียดนามโต 7.83% ในไตรมาสแรก ชะลอตัวเซ่นพิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนขนส่งพุ่ง แต่นายกฯ ยันไม่ทิ้งเป้าจีดีพี 10%

    เศรษฐกิจเวียดนามโต 7.83% ในไตรมาสแรก ชะลอตัวเซ่นพิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนขนส่งพุ่ง แต่นายกฯ ยันไม่ทิ้งเป้าจีดีพี 10%

    เศรษฐกิจเวียดนามชะลอตัวลงในไตรมาสแรกของปี 2026 เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายได้ดันต้นทุนพลังงานสูงขึ้นและสร้างอุปสรรคต่อเส้นทางการค้าโลก ส่งผลให้เป้าหมายการเติบโตระดับ 2 หลักของเลขาธิการ โต เลิม เผชิญแรงกดดันมากขึ้น

    สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศขยายตัว 7.83% เมื่อเทียบเป็นรายปี ลดลงจากระดับ 8.46% ในไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนหน้า แม้จะยังสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ไว้ที่ 7.6% และสูงกว่าระดับ 7.05% ในไตรมาสแรกของปี 2025

    สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า “สภาพแวดล้อมโลกในไตรมาสแรกของปี 2026 ยังคงมีความซับซ้อนและคาดเดาไม่ได้ โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายได้ทำให้ราคาพลังงานผันผวน เกิดการชะงักของอุปทาน และเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น”

    วิกฤตพลังงานตะวันออกกลางกดดันเศรษฐกิจ

    เป้าหมายการเติบโตระดับ 10% ในปีนี้กำลังเผชิญแรงกดดัน เนื่องจากเวียดนามพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากกว่า 80% ของอุปทานทั้งหมด สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 ทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักไปโดยปริยาย

    ข้อมูลจาก Petrolimex ชี้ว่าราคาน้ำมันเบนซินในประเทศพุ่งขึ้น 21% ในขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งถึง 84% ต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น 10.81% เป็นตัวการหลักที่ดันดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมีนาคมให้ปรับตัวสูงขึ้น 4.65% เร่งตัวจากระดับ 3.35% ในเดือนกุมภาพันธ์

    รัฐบาลได้ดึงเงินจากกองทุนเชื้อเพลิงฉุกเฉินมาใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ปรับลดภาษีเชื้อเพลิง อุดหนุนราคา และสนับสนุนให้พนักงานทำงานจากบ้านเพื่อลดการบริโภค ขณะที่สายการบินต้องลดเที่ยวบินลงเนื่องจากขาดแคลนน้ำมันเครื่องบิน เจ้าหน้าที่ระดับสูงยังเร่งหาแหล่งน้ำมันทดแทนจากกลุ่มอ่าวอาหรับ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

    แรงหนุนจากต่างชาติท่ามกลางภาวะขาดดุล

    ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ยอดส่งออกเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 20.1% แตะ 4.64 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.51 ล้านล้านบาท) ขณะที่การนำเข้าพุ่งขึ้น 27.8% แตะ 4.71 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.53 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ขาดดุลการค้าประจำเดือน 670 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.18 หมื่นล้านบาท)

    เมื่อมองภาพรวมตลอดไตรมาสแรก ยอดส่งออกขยายตัว 19.1% เป็น 1.22 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.01 ล้านล้านบาท) แต่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 27% เป็น 1.26 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.12 ล้านล้านบาท) ทำให้ขาดดุลรวม 3.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) ขณะที่ผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมีนาคมขยายตัว 6.9% ชะลอจากระดับ 8.6% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนยอดค้าปลีกรายไตรมาสเพิ่มขึ้น 10.9%

    อย่างไรก็ตาม กระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศยังส่งสัญญาณเชิงบวก โดยยอดเงินทุนไหลเข้าในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 9.1% แตะ 5.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.76 แสนล้านบาท) ขณะที่ยอดคำมั่นสัญญาลงทุนใหม่ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้เงินทุนในอนาคตเพิ่มขึ้น 42.9% เป็น 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.95 แสนล้านบาท)

    เหงียน ถิ เฮือง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติยอมรับว่า “เมื่อก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรค และการบรรลุเป้าหมายการเติบโตยังเป็นภารกิจที่ท้าทาย”

    นายกรัฐมนตรี ฝั่ม มิญ จิ๊ญ ระบุว่าจะยังคงรักษาเป้าหมายการเติบโต 10% โดยเน้นย้ำถึงแผนเพิ่มการลงทุนภาครัฐและสร้างความหลากหลายให้ตลาดส่งออก “ประเทศของเรายังคงเผชิญกับข้อจำกัด ข้อบกพร่อง และความยากลำบากมากมาย รวมถึงความท้าทายและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับแรงกดดันด้านการบริหารเศรษฐกิจมหภาคและการรับประกันความมั่นคงทางพลังงาน” เขากล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

    หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.63 บาท ณ วันที่ 5 เมษายน 2569

    ภาพ: Daniel_Ferryanto / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/vietnam-economic-growth-slowdown/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Q6VzGwKZyhWifLw96Lsdu

  • นิด้าโพล ชี้ประชาชนไม่มั่นใจ 3 รัฐมนตรีคนนอก แก้วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

    นิด้าโพล ชี้ประชาชนไม่มั่นใจ 3 รัฐมนตรีคนนอก แก้วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
    ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก
    และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
    ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก
    และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก
    และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย

    รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ

    ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ

    ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก

    และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/25UpK9c_CSA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/460438&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oy82qkIe37pYQXBV34-f3