Category: เศรษฐกิจ

  • ค่าการกลั่นพุ่ง 14 บาท นักวิชาการเสนอเก็บภาษีลาภลอย 33% อุ้มประชาชน

    ค่าการกลั่นพุ่ง 14 บาท นักวิชาการเสนอเก็บภาษีลาภลอย 33% อุ้มประชาชน

    รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ บางจากปิโตรเลียม (บมจ บางจากคอร์เปอร์เรชัน) เปิดเผยว่า นโยบายพลังงานต้องรักษาสมดุล 3 มิติ เพราะหากไม่รักษาสมดุลจะทำให้เกิดปัญหาได้ แก้ปัญหามิติหนึ่งแต่จะเกิดอีกปัญหาอีกมิติหนึ่งแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่มีวิกฤตการณ์ทางด้านพลังงาน 

    มาตรการระยะสั้นอาจก่อปัญหาระยะยาวที่ยากจะแก้ไขได้ในอนาคต 3 มิติของนโยบายพลังงาน ที่เรียกว่า Energy Trilemma หรือ ไตรลักษณ์ด้านพลังงาน สามเสาหลักประกอบไปด้วย 1.เสาหลักหรือมิติ ราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (Affordability) ,2.มิติความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) และ3.มิติด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม (Sustainability) 

    ขณะนี้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาค่าไฟฟ้าก็จะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงจากค่าพร้อมจ่ายให้โรงไฟฟ้า หรือเงินที่จ่ายให้โรงงานไฟฟ้าแม้ไม่ได้มีการผลิตกระแสไฟฟ้า 

    รวมถึงการจ่ายเงินอุดหนุนให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและเพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทน การมุ่งดำเนินนโยบายในมิติใดมิติหนึ่ง จะมีผลกระทบต่อมิติอื่น 

    ค่าการกลั่นพุ่ง 14 บาท นักวิชาการเสนอเก็บภาษีลาภลอย 33% อุ้มประชาชน

    การออกแบบนโยบาย Net Zero 2050 ของรัฐบาลที่มีเป้าหมายตอบโจทย์มิติด้านความยั่งยืนในสถานการณ์วิกฤตการณ์พลังงานนั้น อาจต้องทบทวน โดยต้องให้น้ำหนักปัญหาน้ำมันแพง มิติราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ และมิติความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มขึ้น จากการที่พลังงานอาจขาดแคลน 

    ปัญหาเหล่านี้ คือ ปัญหาเฉพาะหน้า ที่จะลุกลามสู่ปัญหาเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการชดเชยราคาหรืออุดหนุนราคาพลังงานอาจนำมาสู่ปัญหาวิกฤตการณ์การคลังได้ หากการดำเนินการไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล ปล่อยให้มีการเก็งกำไร หรือ หาประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน จะยิ่งทำให้การชดเชยใช้เงินจำนวนมากแต่ไม่ได้ผลในการบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชน หากไม่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมาย จะเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าจะมีความเสี่ยงเรื่องฐานะทางการคลังเพิ่มขึ้น 

    สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อาจทะลุเพดาน 70% ในปี พ.ศ. 2570 ได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและจะทำให้ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชนไทยสูงขึ้น จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ วิกฤตการณ์น้ำมันลามไปยังวิกฤติการคลังได้ 

    การออกแบบโครงการหรือมาตรการต่างๆเพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจของประชาชนในภาวะงบประมาณจำกัด ต้องใช้ความรู้ข้อมูล ส่งมอบนโยบายได้จริงตอบโจทย์เฉพาะหน้าซึ่งทำได้ทันที รวมถึงปรับโครงสร้างระยะยาวไปด้วย จำเป็นต้องเน้นความคุ้มค่าและตรงกลุ่มเป้าหมาย ให้ทุกบาทที่ใช้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการได้อย่างแท้จริง เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงพร้อมแรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้น  หลายประเทศเผชิญข้อจำกัดลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจกดดันให้มีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อคุมเงินเฟ้อ แต่ก็จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ไม่มากเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว มีการคาดการณ์ว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้อาจจะชะลอตัวลงมาเหลือ 2.5% อัตราเงินเฟ้อโลกเร่งตัวขึ้น

    ช่วงต้นเดือนเมษายน ค่าการกลั่นพุ่งแตะ 14 บาท ควรมีการศึกษาเพื่อการเก็บภาษีเพิ่มจากโรงกลั่น นำเงินมาบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ค่าการกลั่นเมื่อปีที่แล้ววิ่งเฉลี่ยอยู่เพียง 1.7-2.2 บาทเท่านั้น การที่อัตรากำไรขั้นต้นของโรงกลั่นพุ่งสูงจากค่าการกลั่น เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้รัฐบาลควรผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอยเพิ่มเติม เพื่อรัฐบาลจะได้มีงบประมาณมาดูแลความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้มากขึ้น 

    หลายประเทศล้วนเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินมากกว่าปรกติทั้งสิ้น ตอนที่เกิดสงครามยูเครน เกิดวิกฤติพลังงานน้ำมันพุ่งสูง ประเทศยุโรปเก็บภาษีลาภลอยหรือกำไรเกินปกติที่ประมาณ 33% 

    หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและขยายวงต่อไป อาจเกิด Energy Lockdown ในประเทศขาดแคลนน้ำมัน ประเทศเหล่านี้จะไม่สามารถหาแหล่งน้ำมันสำรองได้เพียงพอต่อการใช้หากไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ นอกจากขาดแคลนพลังงานแล้ว อาจเกิดการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมการผลิตสำคัญ เช่น ปุ๋ย ยา เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก โลหะ ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น 

    ปัญหาการชะงักงันของอุปทานและภาคผลิตในไทย จะเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของภาคส่งออก การนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น อย่างการนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 50 เดือน และ คาดว่าตัวเลขการนำเข้าในเดือนมีนาคม เมษายนและพฤษภาคมในส่วนของการนำเข้าพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากความจำเป็นที่ต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อสำรองเพิ่ม 

    หากเกิดความจำเป็นต้องมี Energy Lockdown ขึ้นในประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข และ ความมั่นคงทางด้านอาหารให้ดีที่สุด ระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาลต้องไม่ติดขัด รถฉุกเฉินรถพยาบาลต้องมีน้ำมันวิ่ง ยารักษาโรคต้องไม่ขาดแคลน เป็นต้น การขนส่งอาหารและสินค้าเกษตรไปตามจุดต่างๆของประเทศต้องไม่ติดขัด

    ค่าการกลั่นพุ่ง 14 บาท นักวิชาการเสนอเก็บภาษีลาภลอย 33% อุ้มประชาชน

    วิกฤตการณ์น้ำมันและพลังงานที่คาดว่าจะยาวนานครั้งนี้จำเป็นต้องมีมาตรการทั้งทางด้านอุปทานและด้านอุปสงค์เพื่อรับมือ โดยมาตรการทางด้านอุปสงค์นั้นจะเน้นไปที่การประหยัดการใช้พลังงานและบริโภคพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันให้ใช้มาตรการ Energy Lockdown ได้ 

    หลายประเทศเริ่มปิดการใช้ไฟฟ้า การยกเลิกกิจการบางประเภทที่ใช้พลังงานมากโดยไม่ใช่กิจการที่เป็นเรื่องจำเป็นพื้นฐานของชีวิต ซึ่งองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออก Report & Recommendations ให้คำแนะนำและแต่ละประเทศอาจเริ่มทำ Energy Lockdown และ ได้เผยแพร่มาตรการต่างๆที่ประเทศต่างๆทั่วโลกใช้ในการรับมือวิกฤติพลังงานครั้งนี้ ดังนี้ 1.Work From Home (WFH) ให้มากที่สุด เพื่อลดการเดินทาง ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน 

    ,2.ลดความเร็วรถยนต์ทุกประเภทไม่เกิน 80-90 กม./ชม. ,3.ใช้รถสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว ,4.ใช้รถยนต์ส่วนตัวและเติมน้ำมันได้ในวันที่กำหนดเท่านั้น โดยดูจากเลขทะเบียน (Number-Plate Rotation Schemes) 

    ,5.เพิ่มระบบ Car Pool  ,6.ห้ามใช้ก๊าซ LPG สำหรับการขนส่ง ให้ใช้ LPG สำหรับทำอาหารเท่านั้น ,7.เปลี่ยนวิธีการขับรถและซ่อมบำรุงรถเพื่อประหยัดน้ำมัน ,8.หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบิน ,9.ส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าในการทำอาหาร แทนก๊าซ LPG เพื่อเอา LPG ไปใช้ผลิตสินค้าที่จำเป็นอื่น และ10.บริหาร Feedstocks ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนสินค้าที่เกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655879&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ujjiuSrpMgcF2JWiDk4iX

  • “อนุสรณ์” เตือนวิกฤตพลังงานอาจลามเป็นวิกฤตการคลัง แนะรัฐเก็บภาษีลาภลอย-ใช้ม.Energy Lockdown : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” เตือนวิกฤตพลังงานอาจลามเป็นวิกฤตการคลัง แนะรัฐเก็บภาษีลาภลอย-ใช้ม.Energy Lockdown : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพ พรรคประชาชน และ อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ.บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า การใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการชดเชยราคาหรืออุดหนุนราคาพลังงานอาจนำมาสู่ปัญหาวิกฤตการณ์การคลังได้ หากการดำเนินการไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหล ปล่อยให้มีการเก็งกำไร หรือ หาประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน จะยิ่งทำให้การชดเชยใช้เงินจำนวนมากแต่ไม่ได้ผลในการบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชน และหากไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมาย การเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าก็จะมีความเสี่ยงเรื่องฐานะทางการคลังเพิ่มขึ้น สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อาจทะลุเพดาน 70% ในปี พ.ศ. 2570 ได้

    และยังเป็นเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและจะทำให้ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชนไทยสูงขึ้น

    “จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ วิกฤตการณ์น้ำมันลามไปยังวิกฤติการคลังได้ การออกแบบโครงการหรือมาตรการต่างๆเพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจของประชาชนในภาวะงบประมาณจำกัด ต้องใช้ความรู้ข้อมูล ส่งมอบนโยบายได้จริงตอบโจทย์เฉพาะหน้าซึ่งทำได้ทันที”นายอนุสรณ์ กล่าว

    ทั้งนี้ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ช่วงต้นเดือนเมษายน ค่าการกลั่นพุ่งแตะ 14 บาท ควรมีการศึกษาเพื่อการเก็บภาษีเพิ่มจากโรงกลั่น นำเงินมาบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ซึ่งค่าการกลั่นเมื่อปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7-2.2 บาทเท่านั้น การที่อัตรากำไรขั้นต้นของโรงกลั่นพุ่งสูงจากค่าการกลั่น เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้รัฐบาลควรผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีลาภลอยเพิ่มเติม เพื่อรัฐบาลจะได้มีงบประมาณมาดูแลความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชนได้มากขึ้น ซึ่งหลายประเทศก็มีการเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินมากกว่าปกติทั้งสิ้น

    นายอนุสรณ์ ยังระบุว่า วิกฤตการณ์น้ำมันและพลังงานครั้งนี้คาดว่าจะยาวนาน จำเป็นต้องมีมาตรการทั้งทางด้านอุปทานและด้านอุปสงค์เพื่อรับมือ โดยมาตรการทางด้านอุปสงค์ต้องเน้นไปที่การประหยัดการใช้พลังงานและบริโภคพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันให้ใช้มาตรการ Energy Lockdownได้ ซึ่งหลายประเทศเริ่มปิดการใช้ไฟฟ้า การยกเลิกกิจการบางประเภทที่ใช้พลังงานมากโดยไม่ใช่กิจการที่เป็นเรื่องจำเป็นพื้นฐานของชีวิต

    ทั้งนี้ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออก Report & Recommendations ให้คำแนะนำและแต่ละประเทศอาจเริ่มทำ Energy Lockdown และ ได้เผยแพร่มาตรการต่างๆที่ประเทศต่างๆทั่วโลกใช้ในการรับมือวิกฤติพลังงานครั้งนี้ ดังนี้

    1. Work From Home (WFH) ให้มากที่สุด เพื่อลดการเดินทาง ลดการใช้น้ำมันและพลังงาน
    2. ลดความเร็วรถยนต์ทุกประเภทไม่เกิน 80-90 กม./ชม.
    3. ใช้รถสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว
    4. ใช้รถยนต์ส่วนตัวและเติมน้ำมันได้ในวันที่กำหนดเท่านั้น โดยดูจากเลขทะเบียน (Number-Plate Rotation Schemes)
    5. เพิ่มระบบ Car Pool
    6. ห้ามใช้ก๊าซ LPG สำหรับการขนส่ง ให้ใช้ LPG สำหรับทำอาหารเท่านั้น
    7. เปลี่ยนวิธีการขับรถและซ่อมบำรุงรถเพื่อประหยัดน้ำมัน
    8. หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบิน
    9. ส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าในการทำอาหาร แทนก๊าซ LPG เพื่อเอา LPG ไปใช้ผลิตสินค้าที่จำเป็นอื่น
    10. บริหาร Feedstocks ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนสินค้าที่เกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เป็นต้น

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและขยายวงต่อไป อาจเกิด Energy Lockdown ในประเทศขาดแคลนน้ำมัน ประเทศเหล่านี้จะไม่สามารถหาแหล่งน้ำมันสำรองได้เพียงพอต่อการใช้ หากไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้ นอกจากขาดแคลนพลังงานแล้ว อาจเกิดการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมการผลิตสำคัญ เช่น ปุ๋ย ยา เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก โลหะ ส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น

    ซึ่งปัญหาการชะงักงันของอุปทานและภาคผลิตในไทย จะเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของภาคส่งออก การนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น อย่างการนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 50 เดือน และ คาดว่าตัวเลขการนำเข้าในเดือนมีนาคม เมษายนและพฤษภาคมในส่วนของการนำเข้าพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากความจำเป็นที่ต้องนำเข้าน้ำมันเพื่อสำรองเพิ่ม

    ทั้งนี้ หากต้องมี Energy Lockdown ขึ้นในประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข และ ความมั่นคงทางด้านอาหารให้ดีที่สุด เช่น ระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาลต้องไม่ติดขัด รถฉุกเฉินรถพยาบาลต้องมีน้ำมันวิ่ง ยารักษาโรคต้องไม่ขาดแคลน เป็นต้น รวมถึง การขนส่งอาหารและสินค้าเกษตรไปตามจุดต่างๆของประเทศต้องไม่ติดขัด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583055&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-TNQU0b1GmkRHENLIzpm-

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 6 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 6 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 6 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตราคาน้ำมัน 6 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 6/4/2569 เวลา 09.00 น.  มีดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมันวันนี้  6 เมษายน 2569

    ราคาน้ำมัน ปตท. วันที่ 6 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 45.54 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 34.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 70.44 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 53.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน บางจาก วันที่ 6 เม.ย. 69

    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 57.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 34.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” วันที่ 6 เม.ย. 69

    •  เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 73.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันที่ 6 เม.ย. 69 

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949220/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OqCkFiJ1Q17rucJWcr_kL

  • เปิดคำแถลงนโยบายรบ.อนุทิน ชู 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เปิดคำแถลงนโยบายรบ.อนุทิน ชู 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    วันนี้ ( 6 เม.ย.2569) วันนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี(ครม.) ทั้ง 35 คนเข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ  โดยหลังจากเข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณในวันนี้ ( 6 เม.ย.69) ขั้นต่อไปรัฐบาลจะต้องนำนโยบายแถลงต่อรัฐสภาซึ่งตามไทม์ไลน์ที่คาดการณ์ไว้จะเป็นวันที่ 9-10 เมษายน นี้ ซึ่งหากรัฐสภาเห็นชอบต่อนโยบายของรัฐบาลก็จะทำให้รัฐบาลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้สมบูรณ์

    สำหรับนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภานำโดยพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล ประกอบด้วย นโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ นโยบายด้านเศรษฐกิจ นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง นโยบายด้านสังคม นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย โดยมีความยาวทั้งหมด 21 หน้า

    1.นโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นส่งเสริมการลงทุน SMEs ลดการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ และคนไทย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เพิ่มบทบาทเอกชน และทางเลือกให้เข้ามาร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และจะส่งเสริมด้านการค้าระหว่างประเทศเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า ขณะที่ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืนควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน และด้านการท่องเที่ยวจะสร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาคยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง

    2.นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง จะเน้นไปที่การส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และจะทบทวนนโยบาย Free Visa

    3.นโยบายด้านสังคม มุ่งเน้นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดยปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้าการใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์

    4.นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม โดยการบริหารจัดการน้ำ และป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือนเพื่อสร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือก และเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกในประเทศ

    5.นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย โดยจะผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปีแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    อ่านข่าว:

    เปิดกำหนดการ “อนุทิน” นำ ครม.​ใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ 6 เม.ย.​

    รมต.ภูมิใจไทย จ่อลาออกจาก สส. เว้น “อนุทิน-ไชยชนก” ขยับปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นอีก 4 คน

    “ยศชนัน” เข้าทำเนียบครั้งแรก ควง “จุลพันธ์” ร่วมกินข้าวเที่ยงกับ “นายกฯ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504291&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GsdVXV2P-iR7FGnwVkp4w

  • ราคาน้ำมันดิบ ประจำวันที่ 05/04/69 เวสต์เทกซัส-เบรนท์ ผันผวน จับตาเศรษฐกิจโลก

    ราคาน้ำมันดิบ ประจำวันที่ 05/04/69 เวสต์เทกซัส-เบรนท์ ผันผวน จับตาเศรษฐกิจโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/139569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HNql0s-1S1ceL3d81CGrj

  • ดาวโจนส์ ประจำวันที่ 05/04/69 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวน จับตาปัจจัยโลก

    ดาวโจนส์ ประจำวันที่ 05/04/69 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวน จับตาปัจจัยโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/139568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q3h8iNsOH0lGwdCER_Xbv

  • ททท. ปั้น “Smile @ South” ฟื้นเศรษฐกิจใต้ ดันหาดใหญ่โมเดลดูดเงินนอก 480 ล้าน

    ททท. ปั้น “Smile @ South” ฟื้นเศรษฐกิจใต้ ดันหาดใหญ่โมเดลดูดเงินนอก 480 ล้าน

    ททท. รุกกลยุทธ์ “Smile @ South” พลิกฟื้นท่องเที่ยวใต้ ชูสิทธิพิเศษดึงนักท่องเที่ยวทะลักหาดใหญ่

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ากลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเพื่อเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ผ่านโครงการใหญ่ “Smile @ South คืนรอยยิ้มให้ชาวใต้”

     โดยเปิดตัวกิจกรรมไฮไลต์ “Amazing Thailand Passport Privileges @ HAT YAI” มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน
     

    ททท. ปั้น “Smile @ South” ฟื้นเศรษฐกิจใต้ ดันหาดใหญ่โมเดลดูดเงินนอก 480 ล้าน

    ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นมา บรรยากาศ ณ จุดผ่านแดนสำคัญ ทั้งท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ด่านศุลกากรสะเดา และด่านศุลกากรปาดังเบซาร์ เต็มไปด้วยความคึกคัก 

    โดย ททท. นำโดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. พร้อมคณะผู้บริหารและพันธมิตร ได้ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยของขวัญ “Amazing Bag” ซึ่งบรรจุผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่นภาคใต้และสิทธิพิเศษจากผู้ประกอบการกว่า 100 แห่ง

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ได้กล่าวถึงความเชื่อมั่นและเป้าหมายของโครงการนี้ว่า

     “ททท. เชื่อมั่นว่าโครงการ ‘Smile @ South คืนรอยยิ้มให้ชาวใต้’ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังภัยพิบัติน้ำท่วม โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ เราไม่เพียงแค่มอบส่วนลด แต่เรามอบ ‘ประสบการณ์’ และรอยยิ้มผ่านของที่ระลึกที่คัดสรรจากชุมชน เพื่อยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและสร้างรายได้หมุนเวียนสู่พื้นที่ไม่น้อยกว่า 480 ล้านบาท” ททท. ปั้น “Smile @ South” ฟื้นเศรษฐกิจใต้ ดันหาดใหญ่โมเดลดูดเงินนอก 480 ล้าน

    ยกระดับความสะดวกสบายด้วยเทคโนโลยี

    ความพิเศษของแคมเปญนี้คือนักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษได้ง่ายดายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพียงแสดงหนังสือเดินทาง ณ บูทกิจกรรมเพื่อรับ “Amazing Bag” และสแกน QR Code เพื่อรับส่วนลดจากโรงแรม ร้านค้า และบริการท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วภาคใต้ พร้อมสิทธิ์ลุ้นรับ Lucky Voucher มูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท

    ททท. ปั้น “Smile @ South” ฟื้นเศรษฐกิจใต้ ดันหาดใหญ่โมเดลดูดเงินนอก 480 ล้าน

    กิจกรรมนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการใช้เครื่องมือการตลาดสร้างความเชื่อมั่น (Confidence Building) ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวชายแดนใต้ โดยเน้นการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้รอยยิ้มของชาวใต้กลับคืนมาอย่างยั่งยืน

    นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสู่พื้นที่หาดใหญ่และชายแดนใต้ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tourismthailand.org/amazingthailandpassportprivileges ททท. ปั้น “Smile @ South” ฟื้นเศรษฐกิจใต้ ดันหาดใหญ่โมเดลดูดเงินนอก 480 ล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/lifestyle/740486&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lk0qvGeHXqTYj70GeME7V

  • ยอดขายแฟรนไชส์พุ่ง 600 ล้าน พาณิชย์i6dต่อสงขลา ดัน SMEs ฟื้นหลังน้ำท่วม

    ยอดขายแฟรนไชส์พุ่ง 600 ล้าน พาณิชย์i6dต่อสงขลา ดัน SMEs ฟื้นหลังน้ำท่วม

    ยอดขายแฟรนไชส์พุ่ง 600 ล้าน พาณิชย์i6dต่อสงขลา ดัน SMEs ฟื้นหลังน้ำท่วม

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการภาคใต้ให้สามารถเข้าถึงการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์จากหลากหลายประเภทธุรกิจ 

    รวมถึงสนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เป็นแต้มต่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจท้องถิ่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่

    โดยการนำธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการส่งเสริมและพัฒนาจากกรมฯ ไปช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนมีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนอีกครั้ง  

    และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มองหาอาชีพเสริมหรือผู้ที่ว่างงานสามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจด้วยตนเอง

    ซึ่งเป็นการดำเนินกานผ่านโครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 4 ที่จังหวัดสงขลา โดยเป็นการต่อยอดจากพื้นที่ภาคเหนือ ภาตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ซึ่งมียอดผู้ที่สนใจแฟรนไชส์กว่า 600 ล้านบาท

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีการนำ 40 ธุรกิจแฟรนไชส์ดาวเด่นและผ่านการส่งเสริมและพัฒนาจากกรมฯ ในหลากหลายประเภทธุรกิจ เช่น ธุรกิจอาหาร ธุรกิจเครื่องดื่ม ธุรกิจการบริการ ธุรกิจการศึกษา และธุรกิจความงาม/สปา ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การเจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) และการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เพื่อสร้างความพร้อมให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหม่และรายเก่าในการเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    อีกทั้งยังมีการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่มีมาตรฐานและมีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว

    สำหรับจังหวัดสงขลานั้น เป็นหัวเมืองเศรษฐกิจของภาคใต้ที่มีศักยภาพสูง มีการผสมผสานระหว่างผู้ประกอบการรุ่นดั้งเดิมและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวในการประกอบธุรกิจเป็นจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน ดังนั้น การนำโครงการดังกล่าวมาจัดในพื้นที่จึงสามารถช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน โดยเฉพาะเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อปีที่แล้วส่งผลกระทบเสียหายอย่างหนัก ต่อทรัพย์สินประชาชน และธุรกิจ SME ทำให้ประชาชนขาดรายได้จำนวนมาก 

    “การดำเนินการดังกล่าวเป็นการนำธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการส่งเสริมและพัฒนาจากกรมฯ ไปช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนมีอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนอีกครั้ง และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มองหาอาชีพเสริมหรือผู้ที่ว่างงานสามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจด้วยตนเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655878&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05EiVTc9F7pb6e9F_BKevX

  • เบรกค่าไฟ-คุมน้ำมัน ฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ

    เบรกค่าไฟ-คุมน้ำมัน ฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ

    ท่ามกลางแรงกดดัน “ค่าครองชีพ” ที่พุ่งสูง รัฐบาลเร่งเดินเกมพลังงานครั้งใหญ่ ทั้งการ “เบรกขึ้นค่าไฟ” และ “จ่อคุมค่าการกลั่นน้ำมัน” เพื่อพยุงภาระประชาชนในระยะสั้น ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณปฏิรูปโครงสร้างพลังงานครั้งสำคัญในระยะยาว

    ตรึงค่าไฟ3.88บาท/หน่วย

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุถึงกรณีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 ขึ้นค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 69) จากเดิม  3.88 บาทต่อหน่วย เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 7 สตางค์ ยืนยันว่า สามารถบริหารจัดการให้คงไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยได้ 

    โดยจะใช้กลไกของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สั่งทบทวนแผนการลงทุนของ 3 การไฟฟ้า (กฟผ. กฟน. และ กฟภ.) ที่รัฐบาลถือหุ้น 100%

    อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบพบว่า มีงบประมาณส่วนเกินจากการลงทุน หรือ Clawback ของ 3 การไฟฟ้ากว่า 9,000 ล้านบาท ที่สามารถนำมาใช้ชะลอการขึ้นค่าไฟได้ 

    เก็บค่าไฟแบบขั้นบันได

    รวมถึงยังเตรียมปรับปรุงโครงสร้างการเก็บค่าไฟแบบขั้นบันไดให้มีความแตกต่างมากขึ้น เพื่อจูงใจให้ประชาชนประหยัดไฟ โดยผู้ที่ใช้ไฟฟ้าน้อยอาจได้ราคาเฉลี่ยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เป็นต้น

    หัวใจของการตรึงค่าไฟไม่ได้อยู่ที่การทำให้ต้นทุนหายไป แต่คือการบริหารภาระของระบบไฟฟ้า ทั้ง 3 การไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ที่ในความเป็นจริงแบกรับภาระขาดทุนสะสมอยู่แล้ววิธีที่เคยใช้ในอดีตคือ กดค่าไฟลง แล้วปล่อยให้ตัวเลขบัญชีติดลบ หรือกล่าวง่าย ๆ คือเลื่อนภาระไปในอนาคต หากจะเคลียร์หนี้ทั้งหมด ค่าไฟอาจต้องพุ่งไปแตะระดับกว่า 4.50 บาทต่อหน่วยด้วยซ้ำ

    ดังนั้น ทางเลือกเชิงนโยบายจึงมี 2 แนวทางหลัก ประกอบด้วย 1.การชะลอการคืนหนี้ให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งทยอยฟื้นตัว แทนที่จะเร่งปรับขึ้นค่าไฟทันที 2.การบริหารงบลงทุน (Capex) หรือ ดึงเงินบางส่วนกลับมา เช่น วงเงินประมาณ 9,000 ล้านบาทจาก Clawback เพื่อนำมาช่วยพยุงค่าไฟในงวดใหม่ให้ต่ำลง

    รื้อโครงสร้างค่าไฟ

    อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการจะช่วยตรึงค่าไฟได้ในเชิงเทคนิค แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนความจริงสำคัญ คือ การกดค่าไฟ เป็นการเลื่อนภาระไปอนาคต แนวทางนี้เคยถูกใช้มาแล้วในอดีต และส่งผลให้เกิดภาระหนี้สะสมในระบบไฟฟ้า

    ดังนั้น การแก้ปัญหาระยะยาวจำเป็นต้อง “รื้อโครงสร้าง” ไม่ใช่แค่ประคองราคา ทิศทางใหม่ของนโยบายพลังงานไทยกำลังมุ่งไปสู่การลดบทบาท “ผู้ซื้อรายเดียว” และเพิ่มการแข่งขัน มาตรการสำคัญที่อยู่ระหว่างผลักดัน ได้แก่ ระบบซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ,ส่งเสริม Solar Rooftop ภาคประชาชน, ใช้ระบบ Net Billing เปิดทางขายไฟคืน, บริหารโหลดไฟฟ้าแบบรายชั่วโมง (Demand Response) เป้าหมายคือเพิ่มทางเลือก ลดต้นทุน และรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น Data Center

    ค่ากลั่นน้ำมันพุ่งสูงผิดปกติ

    ส่วนในเรื่องปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นนั้น นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เปิดเผยผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า ทันทีที่ผ่านขั้นตอนการถวายสัตย์ปฏิญาณ ในเช้าวันที่ 7 เม.ย. 2569 จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อพิจารณามาตรการแก้ปัญหาค่าครองชีพเร่งด่วน ทั้งในส่วนของราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า

    สำหรับปัญหาราคาน้ำมันในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ราคาหน้าปั๊มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์แบบ 100% ทำให้เกิดความผันผวนตามสถานการณ์โลกเกินความจำเป็น 
    จากข้อมูลพบว่า ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ จากระดับปกติ 2-3 บาทต่อลิตร ขึ้นมาเฉลี่ย 7 บาทในเดือน มี.ค. 2569 

    ล่าสุดต้นเดือน เม.ย.2569 ขึ้นไปเกือบ 14 บาทต่อลิตร ซึ่งมองว่าเป็นสภาวะตลาดพิสดาร ที่เกิดจากความตระหนกในตะวันออกกลาง

    จ่อคุมค่าการกลั่น 3-4 บาท  

    ดังนั้น จะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ให้ กบง.เข้าไปทบทวนสูตรราคาหน้าโรงกลั่น โดยจะนำราคาน้ำมันดิบดูไบมาพิจารณาประกอบ และอาจมีการกำหนดเพดานค่าการกลั่น ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมประมาณ 3-4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว และตั้งเป้าให้มีผลในทางปฏิบัติก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

    รมว.พลังงานระบุด้วยว่า นอกจากการรื้อโครงสร้างราคาแล้ว สิ่งสำคัญคือ การตรวจสอบความโปร่งใสในระบบการค้าน้ำมัน โดยที่ผ่านมาการเก็บข้อมูลสต็อกน้ำมันของกรมธุรกิจพลังงาน มีความหละหลวม รายงานเพียงตัวเลขรายเดือน ทำให้เกิดช่องโหว่ในการแต่งบัญชี 

    “นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้มีการรายงานตัวเลขเข้า-ออกคลังแบบรายวัน เพื่อป้องกันการกักตุนเก็งกำไรและลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ ขณะนี้เริ่มพบความผิดปกติของตัวเลขในบางหน่วยงานแล้ว และพร้อมจะดำเนินคดีตามกฎหมายย้อนหลัง” รมว.พลังงาน ระบุ

    แรงงานยื่น 7 ข้อแก้พลังงาน 

    ขณะเดียวกัน สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย นำสหภาพแรงงานทุกองค์กร กว่า 100 คน ชูป้ายชุมนุมปราศรัยหน้ากระทรวงพลังงาน พร้อมยื่นหนังสือถึง รมว.พลังงานและรัฐบาล
    โดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย ได้ยื่นข้อเสนอถึงรัฐบาล 7 ข้อ 

    1.ลดค่าการกลั่นให้เหลือลิตรละ 2 บาท ราคาดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท 2.หยุดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ 3.รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลการผลิตการกลั่นในประเทศ 4.รัฐต้องตรวจสอบเอาผิดกับโรงกลั่น บุคคล นิติบุคคลที่กักตุนน้ำมัน 

    5.ขอให้นายกฯ ใช้อำนาจพิเศษบริหารพลังงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน 6.รัฐต้องควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 7.รัฐต้องยกเลิกการซื้อไฟฟ้าแพงจากกลุ่มทุนเอกชน

    ทางแยกนโยบายพลังงานไทย

    สถานการณ์พลังงานวันนี้กำลังพาไทยมายืนอยู่บน “ทางแยกสำคัญ” 

    ระยะสั้น: ตรึงราคา อุดหนุน ควบคุมตลาด

    ระยะยาว: เปิดเสรี เพิ่มการแข่งขัน กระจายอำนาจพลังงาน

    คำถามสำคัญคือ รัฐจะเลือก “ประคอง” หรือ “ปฏิรูป” และจะทำได้เร็วแค่ไหน ก่อนที่ภาระทั้งหมดจะย้อนกลับมาที่ประชาชนอีกครั้ง

                                    ++++++++++                             

    “สุดารัตน์”ชงลดภาษีน้ำมัน-VAT

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้แสดงความห่วงใยต่อราคาน้ำมันที่พุ่งสูง จนส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างสาหัสจึงเสนอให้รัฐบาลใช้ทั้ง 2 มาตรการ คือ ทั้งกองทุนน้ำมันในการอุดหนุนราคาน้ำมันส่วนต่าง ซึ่งการใช้กองทุนน้ำมันในปริมาณที่สูงมากเกินไป ก็จะเป็นภาระหนี้สินที่ต้องกู้ ซึ่งขณะนี้สัดส่วนการกู้เงินของรัฐบาลก็เกือบชนเพดานแล้ว

    และที่สำคัญ การใช้กองทุนน้ำมันมาดูดซับราคาในช่วงที่น้ำมันราคาสูง ท้ายที่สุดประชาชนก็จะเป็นผู้รับภาระจ่ายราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่องไปถึงอนาคต แม้ว่าราคาน้ำมันจะลดลงแล้วก็ตาม เพื่อเก็บเงินชำระคืนกองทุนน้ำมันที่ติดลบ เท่ากับว่าเป็นการผลักภาระให้กับประชาชนเพียงฝ่ายเดียว

    พร้อมเสนอให้ใช้มาตรการในการยกเลิกเก็บภาษีสรรพสามิตลิตรละเกือบ 7 บาท ในช่วงวิกฤตินี้ไปก่อน ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลประกาศลดภาษีสรรพสามิตเพียง 1 บาท ไม่สามารถช่วยเหลือลดภาระของประชาชนได้

    รวมทั้งยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งจะทำให้สามารถลดราคาน้ำมันลงได้ถึงลิตรละ 10 บาททันที

                             คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

    คุณหญิงสุดารัตน์ เข้าใจดีว่า รัฐบาลคงจะกังวลเรื่องรายได้ของรัฐจะไม่พอรายจ่ายที่ได้มีการตั้งงบประมาณไว้แล้ว จึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรี ได้ใช้ความกล้าหาญสั่งการให้ทุกกระทรวงตัดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนออกทั้งหมด โดยเฉพาะงบก่อสร้างทั้งก่อสร้างถนนและอาคารขนาดใหญ่ ที่แต่ละปีใช้งบสูงถึง 100,000 ล้าน เพื่อให้งบประมาณรายจ่ายลดลงสอดคล้องกับรายได้ของรัฐที่ลดลง จากการยกเว้นการเก็บภาษีน้ำมัน

    รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4189

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/politics/655712&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M6j2gtR_xYT-4q06nYPmF