Category: เศรษฐกิจ

  • ‘บางจาก’ รุกกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ดันรายได้เกษตรกร 2 ภูมิภาค

    ‘บางจาก’ รุกกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ดันรายได้เกษตรกร 2 ภูมิภาค

    ‘บางจาก’ รุกกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ดันรายได้เกษตรกร 2 ภูมิภาค

    บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงหิมพานต์ในภาคใต้  

    โดยบางจากจะนำมามอบให้ลูกค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569  เพื่อเป็นการรองรับผลผลิตพร้อมสร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกร  

    ซึ่งจะเป็นการดำเนินการผ่านถั่วสุขใจ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ถั่วลิสงและเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบกรอบผสมแครนเบอร์รี่ คัดสรรวัตถุดิบจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสง

    สำหรับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ โดยการเติมน้ำมันบางจากผลิตภัณฑ์ใดก็ได้ทุกยอดการเติม รับถั่วสุขใจขนาด 30 กรัม จำนวน 1 ซอง ตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 16 เมษายน 2569  ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่ร่วมรายการ

    ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวนั้น เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคและร่วมสนับสนุนการสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย

    “บางจากฯ คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลผลิตของชุมชนและกลุ่มเกษตรกร มาเป็นของสมนาคุณลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการสร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชน ควบคู่ไปกับการส่งมอบผลิตภัณฑ์และสินค้าคุณภาพให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655824&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33nBMW7KHpl9u-Cju-PRz3

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. ขึ้นดีเซลอีก 2.80 บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. ขึ้นดีเซลอีก 2.80 บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นอีก 2.80 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาขายหน้าปั๊มพุ่งทะลุ 50.54 บาทต่อลิตร 

    เช่นเดียวกับน้ำมันดีเซล B20 เพิ่มขึ้น 2.80 บาท/ลิตร จาก 42.75บาท/ลิตร เป็น 45.54 บาทต่อลิตร 

    ขณะที่น้ำมันดีเซล พรีเมี่ยมของโออาร์ขึ้นราคา 6.50 บาทต่อลิตร และดีเซล พรีเมี่ยมของบางจากขึ้นราคา 4.80 บาทต่อลิตร

    หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดการชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันในส่วนของน้ำมันดีเซล B7 ลง 2.61 บาทต่อลิตร จากเดิม 20.71 บาทต่อลิตร เป็น 18.10 บาทต่อลิตร 

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 5 เม.ย. 69 เป็นต้นไป

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 70.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 50.54 บาท (โออาร์)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. ขึ้นดีเซลอีก 2.80 บาท

    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 70.94 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 50.54 บาท (บางจาก)

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655786&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wrZJlGkp5Vwl0WVvy51XC

  • ‘พยัคฆ์ไพร-กรมป่าไม้’ บุกตรวจสอบ ‘วัดพระสิ้นคิด’ หลังถูกร้องรุกป่าสงวนแห่งชาติ | เดลินิวส์

    ‘พยัคฆ์ไพร-กรมป่าไม้’ บุกตรวจสอบ ‘วัดพระสิ้นคิด’ หลังถูกร้องรุกป่าสงวนแห่งชาติ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (3 เม.ย. 69) นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) พร้อมด้วย นายปรัตถกร คางคำ หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ อบ.11 (ห้วยยอดมน-ช่องเม็ก) สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ CIB, สวนป่าช่องเม็ก, สวนป่าพิบูลมังสาหาร, เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันฯ อำเภอสิรินธร และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี นำกำลังกว่า 100 นาย เข้าตรวจสอบ พุทธอุทยานที่พักสงฆ์ “วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์” หรือ วัดของ “พระสิ้นคิด” (หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม) ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยยอดมน ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี

    โดย นายชาญชัย เปิดเผยว่า กรมป่าไม้ ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า ที่พักสงฆ์วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ได้ทำการปลูกสิ่งก่อสร้างต่างๆ จำนวนมาก และรุกล้ำเข้าไปในป่า เกินจากเนื้อที่ที่กรมป่าไม้ ได้อนุญาตให้ใช้ประโยชน์ ซึ่งวัดของพระสิ้นคิด ได้ขออนุญาตใช้พื้นที่ในการตั้งที่พักสงฆ์ ในจำนวน 15 ไร่ เมื่อปี 2566 ต่อมาในปี 2568 พระสิ้นคิด ได้ขอเข้าร่วมโครงการพุทธอุทยานของกรมป่าไม้ และได้รับอนุญาตใช้พื้นที่ในป่าสงวนฯ เพิ่มอีก จำนวน 484 ไร่ 1 งาน 78 ตารางวา รวมเป็น 494 ไร่ 1 งาน 78 ตารางวา แต่มีการร้องเรียนว่า พระสิ้นคิด ได้ปลูกสิ่งก่อสร้างต่างๆ มากกว่าพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต จึงได้เข้าตรวจสอบข้อเท็จ โดยได้กระจายกำลังเพื่อปูพรม ในการเข้าวัดพิกัด GPS ในพื้นที่ทั้งหมดที่มีการก่อสร้าง และรุกล้ำเข้าไป และยังมีการตรวจสอบสิ่งก่อสร้าง ทั้งศาลา กุฏิพระ กับแม่ชีทั้งหมด ซึ่งหากมีการกระทำความผิดจริง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าไปในวัด ไม่ปรากฏตัวของ พระสิ้นคิด แต่อย่างใด มีเพียงแต่ลูกศิษย์ที่ระบุว่า เป็นทนายความให้พระสิ้นคิด อยู่ในพื้นที่ และพระลูกวัด รวมถึงแม่ชี จำนวนหนึ่ง จากการให้ข้อมูลของลูกศิษย์พระสินคิดรายนี้ ระบุว่า ปัจจุบัน มีพระสงฆ์ที่อาศัยอยู่ในวัดทั้งหมด ประมาณ 300 รูป, แม่ชีอีก 450 คน และลูกศิษย์อีกประมาณ 200 คน รวมคนที่อาศัยอยู่ในที่พักสงฆ์แห่งนี้ กว่า 950 คน

    จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าไปตรวจสอบ จับพิกัดทุกมุมของพื้นที่และจำนวน และขนาดของสิ่งก่อสร้างทั้งหมด ว่าตรงตามเจตนาในการตั้งเป็นพุทธอุทยาน หรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นได้พบกุฏิจำนวนมาก แบ่งเป็นโซน บางจุดมีกุฏิเรียงรายติดกัน แต่ละหลังมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาในการตรวจตอบ ตั้งแต่เวลา 11.00 น. ถึงประมาณ 18.00 น. เพราะเป็นพื้นที่ใหญ่มาก

    นายชาญชัย กล่าวหลังจากการตรวจสอบทั้งหมดว่า เบื้องต้นได้พบว่า มีการสร้างสิ่งก่อสร้างมากกว่าพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตจริง แต่ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า มีการรุกล้ำไปกี่ไร่ มีการสร้างสิ่งก่อสร้างเกินพื้นที่ไปกี่หลัง มีการสร้างอาคาร ที่เกินความจำเป็นที่ขัดต่อระเบียบการเป็นพุทธอุทยาน หรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่น่าจะใช้เวลาอีก 1 วัน ในการรวบรวมสรุปผลการตรวจสอบที่ชัดเจน ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำผิด ก็จะดำเนินการบันทึกการจับกุม และส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยจะใช้ช่องทาง ร้องทุกข์กล่าวโทษ ผ่านทางตำรวจ CIB โดยจะไม่ดำเนินการผ่านทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5749861/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zhvVh_j3j7aCbxIov4-eh

  • รัฐบาลจ่อรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ชงเข้าครม.นัดแรก 6 เม.ย. สางต้นทุนแฝงภาคขนส่ง-ค่าครองชีพ : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลจ่อรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ชงเข้าครม.นัดแรก 6 เม.ย. สางต้นทุนแฝงภาคขนส่ง-ค่าครองชีพ : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลเตรียมเดินหน้านโยบายรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนเทศกาลสงกราต์ โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมนำเสนอรายละเอียดเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกในวันที่ 6 เมษายนนี้

    ขณะที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เตรียมทบทวนโครงสร้างค่าการกลั่นและพร้อมพิจารณาปรับเวลาประกาศราคาน้ำมันใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

    การขับเคลื่อนนโยบายนี้เดินหน้าได้ เริ่มมาจากฐานข้อมูลที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ศึกษาและรวบรวมไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการตั้งคำถามถึง “กลไกราคา” และ “โครงสร้างค่าการกลั่น” ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ส่งผลกระทบต่อภาคการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

    ข้อมูลจากการศึกษาของ นายพิพัฒน์ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงช่วงที่ค่าการกลั่นเคยปรับตัวพุ่งสูงขึ้น จากระดับ 2 บาทกว่า เป็น 6-7 บาทต่อลิตร ในเดือนมีนาคม และสูงขึ้นไปถึง 12-14 บาทต่อลิตร ในเดือนเมษายน ว่าโครงสร้างราคาดังกล่าวอาจมีการนำต้นทุนค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium) เข้าไปรวมอยู่ด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริง ประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลาง เพียงแหล่งเดียว

    นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าสูตรการคำนวณราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น มีการบวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยรวมอยู่ด้วย ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่สูงเกินจริงและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน

    ข้อมูลชุดดังกล่าวได้ถูกนำมาขยายผลและต่อยอด โดยนายเอกนิติ ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงาน พิจารณาตัดค่าขนส่งและค่าประกันภัยออกจากราคาขายส่ง พร้อมทั้งทบทวนความจำเป็นของการบวกค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium) ซึ่งการขับเคลื่อนโครงสร้างราคาพลังงานนี้ เพื่อรับมือกับปัญหาราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคขนส่งมวลชน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการขนส่งน้ำมันตามสถานีบริการรองรับประชาชนให้เพียงพอในช่วงเทศกาลหยุดยาว จึงเป็นภาพสะท้อนการทำงานที่ต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาราคาพลังงาน และบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนคนไทย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fCEkLKs0OkIFatGDLGS99

  • คนรุ่นใหม่เสิร์ชหา ‘ร้านอาหาร’ ก่อนการเดินทางท่องเที่ยว ชูวัฒนธรรมอาหารดันเศรษฐกิจไทย

    คนรุ่นใหม่เสิร์ชหา ‘ร้านอาหาร’ ก่อนการเดินทางท่องเที่ยว ชูวัฒนธรรมอาหารดันเศรษฐกิจไทย

    ข้อมูลจากรายงานของ เอิร์นส์แอนด์ยัง (2568) ระบุว่า

    • 74% ของนักท่องเที่ยวใช้ร้านอาหารมิชลินเป็นปัจจัยในการเลือกจุดหมาย
    • 76% ยอมขยายเวลาพำนักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหาร
    • ร้านที่ได้รับดาวมิชลินมีรายได้เพิ่มเฉลี่ย 32% และ 60% ขยายการจ้างงาน

    คนรุ่นใหม่เสิร์ชหา ‘ร้านอาหาร’ ก่อนการเดินทางท่องเที่ยว ชูวัฒนธรรมอาหารดันเศรษฐกิจไทย

    ขณะที่รายงานการศึกษาโดย เคเนติกส์ คอนซัลติ้ง พบว่า ในปี 2568 รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการร้านอาหารที่ได้รับการแนะนำจากมิชลิน ไกด์ อยู่ที่ 822.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากปี 2567 และมูลค่าส่วนเพิ่มรวม 8 ปีของโครงการอยู่ที่ 3,182.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนต่อเงินสนับสนุนถึง 14.7 เท่า

    ผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ แนวโน้มร้านอาหารไทย, ระบบนิเวศอาหาร, การทำงานร่วมกับเกษตรกรท้องถิ่น และบทบาทของร้านอาหารต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยทุกคนเห็นตรงกันว่า การได้รับการยอมรับจากมิชลิน ไกด์ ช่วยให้ร้านอาหารไทยสร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    คนรุ่นใหม่เสิร์ชหา ‘ร้านอาหาร’ ก่อนการเดินทางท่องเที่ยว ชูวัฒนธรรมอาหารดันเศรษฐกิจไทย

    ปี 2569 ททท. เดินหน้าภายใต้โครงการ Thailand Tourism Next ที่เน้น “คุณค่าเหนือปริมาณ” (Value over Volume) โดยมุ่งยกระดับท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน พร้อมใช้วัฒนธรรมอาหารเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ขณะเดียวกัน มิชลิน ไกด์ ยังคงเป็นพันธมิตรสำคัญในการตอกย้ำมาตรฐานสากลของอาหารไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/862853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qeVMZtv7rLTzcXjD2aW6U

  • ฮอร์มุซสะเทือนเศรษฐกิจโลก ปุ๋ย ฮีเลียม ปิโตรเคมี กำมะถันขาดเสี่ยงดันเงินเฟ้อ

    ฮอร์มุซสะเทือนเศรษฐกิจโลก ปุ๋ย ฮีเลียม ปิโตรเคมี กำมะถันขาดเสี่ยงดันเงินเฟ้อ

    การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามตะวันออกกลางเริ่มกระทบห่วงโซ่อุปทานโลกในหลายอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่น้ำมันและก๊าซ แต่ยังรวมถึงปุ๋ย ฮีเลียม ปิโตรเคมี และกำมะถัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอาหาร ยา ไมโครชิป และแบตเตอรี่

    สำนักข่าว BBC รายงานว่า การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่าน ได้ผลักดันราคาพลังงานโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มเพิ่มขึ้นแล้วในหลายประเทศ และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานภาคครัวเรือนมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นตามมา

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของสงครามไม่ได้จำกัดอยู่แค่พลังงานเท่านั้น เพราะมีสารเคมี ก๊าซ และวัตถุดิบสำคัญจำนวนมากที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก BBC Verify พบว่า ราคาสินค้าหลายประเภท ตั้งแต่อาหาร สมาร์ทโฟน ไปจนถึงยา อาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากจำนวนเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงจากมากกว่า 100 ลำต่อวันก่อนสงคราม เหลือเพียงไม่กี่ลำต่อวันในปัจจุบัน

    ปุ๋ย: ความเสี่ยงต่อผลผลิตอาหารและราคาอาหารโลก

    ปิโตรเคมีที่ได้จากน้ำมันและก๊าซถูกใช้ผลิตปุ๋ยจำนวนมากในประเทศอ่าวเปอร์เซีย และถูกส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางสำคัญของปุ๋ยโลก องค์การสหประชาชาติระบุว่า ประมาณหนึ่งในสามของปุ๋ยโลก เช่น ยูเรีย โพแทช แอมโมเนีย และฟอสเฟต ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ข้อมูลจากองค์การการค้าโลก (WTO) แสดงให้เห็นว่า หลังสงครามเริ่มขึ้น การส่งออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปุ๋ยผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมาก นักวิเคราะห์เตือนว่าการขาดแคลนปุ๋ยอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตอาหาร เนื่องจากช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนเป็นฤดูเพาะปลูกของซีกโลกเหนือ หากเกษตรกรใช้ปุ๋ยน้อยลงในช่วงนี้ จะทำให้ผลผลิตลดลงในช่วงปลายปี

    นักวิจัยจาก Kiel Institute ระบุว่า แม้การปิดช่องแคบเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ก็อาจส่งผลกระทบต่อฤดูเพาะปลูกทั้งฤดูกาล และอาจส่งผลต่อความมั่นคงด้านอาหารต่อเนื่องไปอีกนานหลังจากช่องแคบกลับมาเปิดใช้งาน โดยการศึกษาของสถาบันพบว่า หากช่องแคบฮอร์มุซปิดทั้งหมด ราคาข้าวสาลีโลกอาจเพิ่มขึ้น 4.2% และราคาผักและผลไม้อาจเพิ่มขึ้น 5.2%

    ประเทศที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาอาหารเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ แซมเบีย ซึ่งราคาอาหารอาจเพิ่มขึ้น 31% รองลงมาคือ ศรีลังกา 15% ไต้หวัน 12% และปากีสถาน 11%

    ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์มองว่า รัสเซีย ซึ่งปกติส่งออกปุ๋ยประมาณหนึ่งในห้าของโลก อาจเพิ่มการผลิตเพื่อชดเชยการขาดแคลนในตลาดโลก

    ฮีเลียม: วิกฤตอาจกระทบไมโครชิป เทคโนโลยี และโรงพยาบาล

    ประมาณหนึ่งในสามของการขนส่งก๊าซฮีเลียมโลกมาจากกาตาร์ และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ฮีเลียมเป็นผลพลอยได้จากการผลิตก๊าซธรรมชาติ และมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เนื่องจากใช้ในการผลิตแผ่นเวเฟอร์เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะถูกนำไปผลิตเป็นไมโครชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ รถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

    ฮีเลียมยังใช้ทำความเย็นแม่เหล็กในเครื่องตรวจ MRI ในโรงพยาบาลอีกด้วย โรงงานก๊าซ Ras Laffan ของกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตฮีเลียมขนาดใหญ่ ต้องหยุดการผลิตหลังถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน และรัฐบาลกาตาร์เตือนว่าอาจต้องใช้เวลา 3–5 ปีในการซ่อมแซมความเสียหาย

    ก่อนหน้านี้ สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐเคยเตือนว่า หากอุปทานฮีเลียมโลกหยุดชะงัก อาจทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักวิเคราะห์เตือนว่าผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้ราคาสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น สมาร์ทโฟน ศูนย์ข้อมูล และระบบ AI เพิ่มขึ้น

    ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพโลกยังเตือนว่า การขาดแคลนฮีเลียมอาจทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการตรวจ MRI เพิ่มขึ้น เนื่องจากเครื่อง MRI ต้องใช้ฮีเลียมประมาณ 1,500–2,000 ลิตร เพื่อทำความเย็นแม่เหล็ก และฮีเลียมจะค่อย ๆ ระเหยทุกครั้งที่ใช้งานเครื่อง

    ปิโตรเคมี: วัตถุดิบสำคัญในการผลิตยา

    สารเคมีจากปิโตรเคมี เช่น เมทานอล และเอทิลีน เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตยา รวมถึงยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ และวัคซีน ประเทศในกลุ่มสภาความร่วมมืออ่าวอาหรับ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และบาห์เรน คิดเป็นประมาณ 6% ของกำลังการผลิตปิโตรเคมีโลก

    ประเทศเหล่านี้ใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางหลักในการส่งออกสารเคมีไปยังตลาดโลก โดยประมาณครึ่งหนึ่งส่งไปยังเอเชีย ขณะเดียวกัน อินเดีย ซึ่งผลิตยาสามัญประมาณหนึ่งในห้าของการส่งออกยาสามัญโลก ก็พึ่งพาวัตถุดิบจากภูมิภาคนี้ และยาหลายชนิดยังต้องขนส่งทางอากาศผ่านศูนย์กลางการบินในอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะดูไบ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงคราม

    นักวิเคราะห์เตือนว่า การหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซอาจทำให้ราคายาสำหรับผู้บริโภคทั่วโลกเพิ่มขึ้น

    กำมะถัน: กระทบโลหะ อุตสาหกรรม และแบตเตอรี่

    กำมะถันเป็นผลพลอยได้จากการแปรรูปน้ำมันและก๊าซ และถูกผลิตจำนวนมากในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยประมาณครึ่งหนึ่งของการค้ากำมะถันทางเรือของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    กำมะถันถูกใช้ผลิตปุ๋ย และใช้ผลิตกรดซัลฟิวริก ซึ่งจำเป็นสำหรับการแปรรูปโลหะ เช่น ทองแดง โคบอลต์ และนิกเกิล รวมถึงใช้ในการสกัดลิเทียม โลหะทั้งหมดนี้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ที่ใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ทางทหาร เช่น โดรน

    นักวิเคราะห์เตือนว่า หากการส่งออกกำมะถันยังคงหยุดชะงัก จะทำให้ราคาสินค้าที่ใช้แบตเตอรี่เพิ่มขึ้นในอนาคต

    อ้างอิง : bbc.com

    เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/236196/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DBlSFlxuaXQt8vwt-9kAC

  • ‘นิกร’ เตรียมรายงานตัว สส.8 เม.ย.นี้ หลัง ‘ซาบีดา’ ลาออก | เดลินิวส์

    ‘นิกร’ เตรียมรายงานตัว สส.8 เม.ย.นี้ หลัง ‘ซาบีดา’ ลาออก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 69 นายนิกร จำนง ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ตนได้รับทราบข่าวดีใหญ่ยิ่ง นั่นคือการที่ท่านรัฐมนตรี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 5 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ได้มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน เนื่องจากท่านต้องการเตรียมพร้อมเข้าไปทำหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมโดยพลัน เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ สส. ของท่านรัฐมนตรีซาบีดา ไทยเศรษฐ์ สิ้นสุดลง ตามมาตรา 100 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ทั้งท่านเองยังกรุณาโทรฯ แจ้งตนเองให้ทราบด้วย ซึ่งต้องขอบคุณนางสาวซาบีดาไว้ในโอกาสนี้เป็นอย่างยิ่ง

    นายนิกร ระบุต่อว่า ดังนั้นตามบทบัญญัติในมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำการเร่งรัดประกาศให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ลำดับที่ 20 คือตนเอง นายนิกร จำนง เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน โดยท่านประธานโสภณ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาหน้า 31 เล่ม 143 ตอนพิเศษ 90ง ราชกิจจานุเบกษา โดยประกาศ ณ วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569 ในการนี้ตนจะเข้าไปรายงานตัวในวันพุธที่ 8 เมษายน เวลา 09.00 น. และจะทำการปฏิญาณตัวในวันเดียวกัน จากนั้นก็จะเริ่มทำหน้าที่ซึ่งพี่น้องประชาชนได้มอบหมายให้เต็มกำลังความสามารถในทันที   

    “ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคภูมิใจไทย ขอบคุณท่านหัวหน้าพรรค ท่านกรรมการบริหารพรรค เพื่อน สส. ทุกๆ ท่านและสมาชิกพรรคทุกคนที่ร่วมกันให้โอกาสสำคัญนี้กับผมด้วย” นายนิกร ระบุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5750446/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30UciER2KA49xFzMQI7siI

  • หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI)และประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) กล่าวถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยว่า เป็นผลจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบาง ซึ่งพึ่งพาการบริโภคที่ขับเคลื่อนด้วยสินเชื่อ ขณะที่รายได้เติบโตไม่ทันกับค่าครองชีพ ประกอบกับการเข้าถึงสินเชื่อที่รวดเร็วกว่าความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเงิน มาตรการแก้หนี้ที่ผ่านมามักเน้นเพียงการประคองสถานการณ์ระยะสั้น โดยยังไม่แตะถึงรากเหง้าปัญหาด้านผลิตภาพและความเหลื่อมล้ำ  หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดวงจรแห่งความเปราะบาง โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) พุ่งแตะระดับ 1.3 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 9.4 ของสินเชื่อรวม) เมื่อจำแนกตามประเภทสินเชื่อ พบประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างคือ สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค มีสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ของบัญชีหนี้ครัวเรือน สินเชื่อที่อยู่อาศัย อัตราการผิดนัดชำระหนี้ในกลุ่มบ้านระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนการถดถอยของกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง

    สินเชื่อยานพาหนะ เป็นหนี้ที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ เพราะมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงเกินร้อยละ15 ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าของหนี้เสียในอนาคต นอกจากนี้สินเชื่อเพื่อการศึกษา(กยศ.) จากทั้งหมด 7.42 ล้านบัญชีแต่มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้เพียง 3.67 ล้านบัญชี สะท้อนให้เห็นว่า ผลตอบแทนจากการศึกษาในตลาดแรงงานไทยอาจไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้คืน

    หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    และสินเชื่อภาคการเกษตร ลูกหนี้กว่าครึ่งในพอร์ตของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้าข่ายเป็น “หนี้เรื้อรัง” โดยนโยบายพักชำระหนี้แบบหน้ากระดานในอดีต ได้สร้างภาวะภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) โดยขาดการยกระดับผลิตภาพของลูกหนี้

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์  ระบุว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยไม่ได้มีจุดกำเนิดมาจากการขาดวินัยทางการเงินในระดับบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วเป็นอาการที่แสดงออกของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สะสมมาอย่างยาวนาน ควบคู่ไปกับพฤติกรรมการก่อหนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

    หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    มองได้เป็น 2 มิติหลัก คือ ความเปราะบางเชิงโครงสร้างระดับมหภาค ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นอาการที่แสดงออกของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งความตึงตัวของรายได้และผลิตภาพ อัตราการเติบโตของ GDP มีแนวโน้มชะลอตัวลง ในขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริงปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.8 ต่อปี ค่าครองชีพที่พุ่งสูงจึงบีบบังคับให้ครัวเรือนต้องพึ่งพาสินเชื่อโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมไม่ครอบคลุม

    ร้อยละ 46.3 ของครัวเรือนไทยไม่มีเงินออมสำรองฉุกเฉิน เมื่อประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของครัวเรือนอย่างเฉียบพลัน เช่น การเจ็บป่วยรุนแรงที่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ครัวเรือนถูกผลักเข้าสู่วงจรหนี้ทันที และนโยบายการคลังและรัฐสวัสดิการที่คลาดเคลื่อน ความพยายามนำนโยบายประชานิยมมาผสมผสานกับสวัสดิการ โดยที่ฐานภาษีของประเทศยังไม่กว้างพอทำให้ขาดความยั่งยืนทางการคลัง ทิศทางที่เหมาะสมควรเปลี่ยนผ่านสู่ “รัฐสวัสดิภาพ” ที่ได้นำเสนอมานานโดยมุ่งช่วยเหลือแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เพื่อสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองให้ได้เร็วที่สุด

    หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    นอกจากนั้น พฤติกรรมการก่อหนี้รายกลุ่มประชากร เมื่อดูจากฐานข้อมูลเครดิตบูโรชี้ว่า พฤติกรรมการก่อหนี้และคุณภาพสินเชื่อมีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มช่วงวัย (generation) โดยค่านิยมและสภาพเศรษฐกิจในแต่ละยุค ส่งผลโดยตรงต่อความเปราะบางทางการเงินของคนในช่วงวัยนั้น ๆ โครงสร้างหนี้สินและคุณภาพหนี้ กลุ่ม Gen Y มีภาระหนี้สูงสุดและเข้าถึงสินเชื่อรวดเร็ว พฤติกรรมส่วนใหญ่มุ่งเน้นการบริโภคตามกระแสสังคม ผ่านสินเชื่อที่เสื่อมมูลค่า (เช่น รถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล) ขาดการลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว และมักใช้วิธีการหมุนหนี้ ตลอดจนการกู้เพื่อลงทุนเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงสูง และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร การก่อหนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ และมีพฤติกรรมการชำระยอดขั้นต่ำเพียงเพื่อพยุงบัญชี ทำให้ติดหล่มหนี้เรื้อรัง และเสี่ยงต่อการส่งผ่านภาระหนี้สู่รุ่นลูก

    ส่วนมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ของภาครัฐในปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาครัฐได้ดำเนินมาตรการหลายเรื่อง แต่ยังพบข้อจำกัดสำคัญหลายประการ ทั้งเรื่องมาตรการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและแก้หนี้เรื้อรัง แม้จะช่วยสร้างกลไกการจบหนี้ แต่ในทางปฏิบัติพบว่าไม่สามารถติดต่อลูกหนี้ได้ถึงร้อยละ 30-60 และลูกหนี้มักปฏิเสธการเข้าร่วมเนื่องจากเกรงว่าจะถูกระงับวงเงินสำรอง

    หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    คลินิกแก้หนี้ แม้จะดึงดูดลูกหนี้ NPL เข้าร่วมได้กว่า 54,000 ราย แต่มีอัตราความสำเร็จจนจบโครงการเพียงร้อยละ 3.3 เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าการลดดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากรายได้ของลูกหนี้ยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ มาตรการรวมหนี้ แม้จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้ดี แต่การจำกัดสิทธิเฉพาะผู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน ทำให้ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่สุดเข้าไม่ถึงมาตรการนี้ และข้อสังเกตจากองค์กรระหว่างประเทศ มองว่า นโยบายของไทยมุ่งเน้นการยืดอายุหนี้เพื่อรักษาเสถียรภาพงบดุลของธนาคารพาณิชย์ แต่ขาดกลไกการลดหนี้เงินต้นสำหรับบุคคลธรรมดา ทำให้ปัญหาหนี้ถูกแช่แข็งและเรื้อรัง

    ทั้งนี้ ดร.แดน ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนใน 3 มิติ ว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน จึงขอเสนอแนะเชิงนโยบายใน 3 มิติ คือ

    1.มาตรการเชิงป้องกันและการกำกับดูแล การประเมินสินเชื่อบนฐานความเสี่ยง โดยกำหนดให้สถาบันการเงินประเมินความสามารถชำระหนี้โดยพิจารณาความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยและสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจด้วย ขณะเดียวกันการบูรณาการศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ โดยขยายขอบเขตการรายงานข้อมูลเครดิตให้ครอบคลุมถึงผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) และสหกรณ์ด้วย เพื่อให้สามารถประเมินภาระหนี้โดยรวมได้อย่างแม่นยำ  และการส่งเสริมบทบาทนายจ้างและองค์กร โดยสนับสนุนสวัสดิการสินเชื่อฉุกเฉินผ่านสถานประกอบการ และพัฒนาระบบชำระหนี้โดยการหักจากเงินเดือน ควบคู่กับการบังคับอบรมทักษะทางการเงิน 

    หนี้ครัวเรือนไทยปี69 ชนเพดาน 86.8% สินเชื่อกู้ง่าย จ่ายไม่ไหว สวนทางรายได้-ค่าครองชีพ

    2.กลไกการไกล่เกลี่ยและการปรับโครงสร้างเชิงลึก โดยการจัดตั้งหน่วยงานไกล่เกลี่ยหนี้ระดับชาติ ทำหน้าที่บูรณาการเจ้าหนี้ทุกรายเพื่อปรับลดค่างวดชำระหนี้ลงอย่างน้อยร้อยละ 20 เพื่อสร้างสภาพคล่องในการดำรงชีพให้กับลูกหนี้ พร้อมพัฒนากลไกการเจรจาด่วนภายใน 30 วันก่อนเข้าสู่กระบวนการศาล  การปฏิรูปกฎหมายล้มละลายบุคคลธรรมดา โดยเปิดช่องทางให้ลูกหนี้สุจริตที่สูญเสียความสามารถถาวรเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูและยอมรับการลดทอนเงินต้น เพื่อให้ลูกหนี้เริ่มต้นชีวิตใหม่ทางเศรษฐกิจได้ ควบคู่กับการจัดโครงสร้างแรงจูงใจ โดยใช้การผ่อนชำระแบบขั้นบันได และมอบส่วนลดเงินต้น/ดอกเบี้ยแบบมีเงื่อนไข รวมถึงการให้เครดิตพฤติกรรมดี เพื่อลบประวัติบัญชีดำเร็วกว่ากำหนด หากลูกหนี้มีวินัยในการชำระหนี้ได้ตามแผน

    3.การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการปรับพฤติกรรม ต้องยกระดับผลิตภาพและโครงสร้างรายได้ โดยภาครัฐต้องเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ที่ตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ พร้อมกับการให้ความรู้ทางการเงินเชิงปฏิบัติ โดยการบังคับให้สถาบันการเงินต้องผูกโยงการที่ลูกหนี้ได้รับการฝึกอบรมที่มีผลสัมฤทธิ์ กับการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และการพัฒนากองทุนประกันรายได้แบบร่วมจ่าย โดยสร้างโครงข่ายความคุ้มครองชั่วคราวสำหรับแรงงานนอกระบบ โดยรัฐอุดหนุนเบี้ยประกันร้อยละ 50 เพื่อให้การชดเชยการชำระหนี้แทนเป็นเวลา 3-6 เดือน ในกรณีที่ผู้ประกันเกิดวิกฤตการขาดรายได้ฉับพลัน

    “การแก้ไขวิกฤตหนี้ครัวเรือนไทยไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยการมุ่งลดทอนตัวเลขหนี้หรือการพักชำระหนี้ในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับรายได้ การอุดช่องโหว่ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนการบูรณาการกลไกทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองและฟื้นฟูลูกหนี้อย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนผ่านจากนโยบายประคองสถานการณ์ สู่การสร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้เรื้อรังและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/615439&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XybpG3rVmdNS0EuYp3EHU

  • เติมน้ำมันฟรี 10 ลิตรดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ปั๊มบางจาก เช็คเงื่อนไขที่นี่

    เติมน้ำมันฟรี 10 ลิตรดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ปั๊มบางจาก เช็คเงื่อนไขที่นี่

    เติมน้ำมันฟรี 10 ลิตรดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ปั๊มบางจาก เช็คเงื่อนไขที่นี่

    เติมน้ำมันฟรีสูงสุด 10 ลิตรต่อคน กิจกรรมน่าสนใจสำหรับช่วงวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยมีการประขึ้นราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง

    จนล่าสุดทำให้ราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับขึ้นแล้ว 17.80 บาทต่อลิตร

    ส่วนราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95 ,91 มีการปรับขึ้นแล้ว 13.40 บาทต่อลิตร

    ด้านราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์อี 85 มีการปรับขึ้นแล้ว 9.40 บาทต่อลิตร และราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์อี 20  มีการปรับขึ้นแล้ว 10.61 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” จะพาไปทำความรู้จักกับเงื่อนไขของการได้เติมน้ำมันฟรี 10 ลิตรว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง

    เติมน้ำมันฟรี 10 ลิตรดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ปั๊มบางจาก เช็คเงื่อนไขที่นี่

    บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการนำร่อง “Fry to Fly – 2 ลิตรแลก 1 ลิตร โดยอยู่ภายใต้แนวคิดน้ำมันครัวแลกน้ำมันรถ

    เงื่อนไข

    • นำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจำนวน 2 ลิตร แลกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์จำนวน 1 ลิตร 
    • เติมได้ทันทีที่สถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมโครงการในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 
    • สำหรับใช้เติมน้ำมันดีเซล หรือแก๊สโซฮอล์ เฉพาะเกรดธรรมดา ไม่รวมพรีเมี่ยมจำนวน 1 ลิตรได้ทันที 
    • น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วไม่เกิน 20 ลิตรต่อ 1 ท่าน โดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว 1 กิโลกรัม เทียบเท่า 1 ลิตร เพื่อความสะดวกในการอ้างอิง

    ระยะเวลาโครงการ

    • วันที่ 6-30 เมษายน 69 

    สาขาร่วมโครงการ

    • สาขาเอกมัย
    • สุขุมวิท 99
    • วิภาวดีรังสิต ENCO
    • เจริญกรุงตัดใหม่
    • ศรีนครินทร์
    • สมิติเวช
    • กาญจนาภิเษก (บางบอน)
    • จรัญสนิทวงศ์
    • สุขาภิบาล 1 (2)
    • เลียบวารี 
    • สาขาศรีนครินทร์ 1
    • เทพารักษ์ กม. 9
    • กาญจนาภิเษก 41
    • แจ้งวัฒนะ
    • สาขาพหลโยธิน 38 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655781&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lrojMSx3Hhdg9T7WrMezV

  • สรุปชัด! คนละครึ่งพลัส 2569 ลงทะเบียนวันไหน เงื่อนไขใหม่ใครได้สิทธิ | เดลินิวส์

    สรุปชัด! คนละครึ่งพลัส 2569 ลงทะเบียนวันไหน เงื่อนไขใหม่ใครได้สิทธิ | เดลินิวส์

    หลังจากที่โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดรัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส 2569” เฟส 2 ต่อเนื่องในปี 2569 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาน้ำมันและพลังงานพุ่งสูง

    อัปเดตความคืบหน้า “คนละครึ่งพลัส 2569” ล่าสุด

    • ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติกรอบวงเงินและรายละเอียดในเฟสถัดไป
    • คาดการณ์ว่าจะเริ่มเปิดให้ ลงทะเบียน และยืนยันตัวตนได้ในช่วง เดือน เมษายน 2569 นี้
    • เริ่มใช้จ่ายในเดือน พฤษภาคม 2569

    เงื่อนไขผู้มีสิทธิลงทะเบียน (ใครได้บ้าง?)

    สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการในรอบปี 2569 มีดังนี้

    • สัญชาติ : ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย
    • อายุ : อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
    • เอกสาร : มีบัตรประจำตัวประชาชน (Smart Card)
    • สถานะ : ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ณ วันที่กำหนด) อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ารัฐบาลอาจพิจารณาเกณฑ์ใหม่ให้กลุ่มผู้ถือบัตรฯ บางส่วนเข้าถึงสิทธิได้เพิ่มเติม
    • ประวัติ : ไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการรัฐในอดีต

    วิธีลงทะเบียนและยืนยันตัวตน

    • คาดการณ์ว่า จะเปิดลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด
    • การยืนยันตัวตน : หากยังไม่เคยยืนยันตัวตน (Dip Chip) ต้องนำบัตรประชาชนไปทำรายการที่ตู้ ATM สีฟ้าของธนาคารกรุงไทย หรือสาขาธนาคารทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5751051/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29v3IB_jjRho3pY3YcOhw-