Category: เศรษฐกิจ

  • ศรีลังกาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจใหม่จากสงครามตะวันออกกลางและภัยพิบัติ

    ศรีลังกาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจใหม่จากสงครามตะวันออกกลางและภัยพิบัติ

    ศรีลังกากำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ในการป้องกันการล่มสลายทางเศรษฐกิจซ้ำรอยปี 2022 เมื่อสงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก ประกอบกับความเสียหายจากพายุไซโคลนร้ายแรงที่เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2024

    ประธานาธิบดีอนุรา กุมารา ดิสสานายาเกะได้ประกาศมาตรการจำกัดน้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่มราคาขึ้นหนึ่งในสาม และเพิ่มค่าไฟฟ้าสูงสุด 40 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่สงครามเริ่มส่งผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานทั่วโลก

    ความกังวลจากการซื้อตุนน้ำมัน

    สถานการณ์การซื้อตุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างตื่นตระหนกในศรีลังกาทำให้นึกถึงเหตุการณ์ปี 2022 เมื่อเศรษฐกิจประเทศพังทลาย อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ หลังจากโคลอมโบผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศมูลค่า 46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “อารากาลายา” (การต่อสู้) ซึ่งโค่นล้มประธานาธิบดีโกตะบายะ ราชปักษะ ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าบริหารประเทศผิดพลาดและคอร์รัปชัน

    แรงกดดันทางการเมือง

    พรรคสังคมนิยมแนวหน้า (FSP) ผู้นำการประท้วงครั้งก่อนได้เตือนว่ารัฐบาลดิสสานายาเกะอาจเผชิญกับการล่มสลาย ดุมินดา นาคามูวา สมาชิกพอลิตบิวโร FSP กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้จะมาในรูปแบบทางการเมือง”

    ขณะเดียวกัน พรรค JVP หรือแนวร่วมปลดปล่อยประชาชนของดิสสานายาเกะได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียงสองในสามในการเลือกตั้งรัฐสภาเดือนพฤศจิกายน 2024 หลังจากชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสองเดือนก่อนหน้า

    ปฏิกิริยาของประชาชน

    วาสันทา จายาลาธ พ่อค้าวัย 55 ปีที่ตลาดกลางคืนเปตตาห์ในโคลอมโบ เผยว่าลงคะแนนให้ดิสสานายาเกะในปี 2024 ด้วยความหวังว่าจะมีช่วงเวลาที่ดีกว่า แต่รู้สึกว่าสถานการณ์กำลังแย่ลง “เราโหวตด้วยความคิดว่ายุคที่ดีและพอเพียงจะมาถึงประเทศเรา แต่ไม่มีสถานการณ์เช่นนั้น แต่สิ่งที่เรารู้คือประเทศกำลังตกลงไปในเหวลึกมากขึ้น” เขากล่าว

    สถานการณ์ฉุกเฉินและข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชน

    ภาวนี ฟอนเซกา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่าการประท้วงลดลงเนื่องจากประชาชนต้องมุ่งเน้นไปที่ความท้าทายในการหาเสบียงอาหารและเชื้อเพลิงในชีวิตประจำวัน รัฐบาลยังเริ่มจำกัดการจ่ายน้ำเพื่ออนุรักษ์ปริมาณสำรองและลดต้นทุนการสูบน้ำ

    เธอเตือนว่าอำนาจกว้างขวางที่กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินมอบให้เจ้าหน้าที่ในการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยอาจถูกใช้เพื่อปราบปรามการประท้วงของประชาชน

    ผลกระทบจากพายุไซโคลน

    พายุไซโคลนดิตวาห์ ภัยพิบัติที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สึนามิเอเชียปี 2004 คร่าชีวิตผู้คนไป 641 คน และส่งผลกระทบต่อเกือบทั้งประเทศเมื่อปลายปีที่แล้ว พายุดังกล่าวก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถลม่ม สร้างความเสียหายประมาณ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตามการประเมินของธนาคารโลก

    โคลอมโบยังได้รับเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน 206 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในเดือนธันวาคมเพื่อจัดการกับผลที่ตามมาจากภัยพิบัติ ขณะนี้คณะผู้แทน IMF อยู่ในศรีลังกาเพื่อทบทวนเงินกู้ช่วยเหลือ 4 ปี มูลค่า 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐก่อนปล่อยเงินงวดต่อไป 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    Sri Lanka has rationed fuel, raised its price by a third and increased electricity costs by up to 40 percent since the war began disrupting global energy supplies

    Sri Lanka has rationed fuel, raised its price by a third and increased electricity costs by up to 40 percent since the war began disrupting global energy supplies

    Fuel rationing has shortened queues in Sri Lanka, but the government has begun limiting water supply hours to conserve reserves and save pumping costs

    Fuel rationing has shortened queues in Sri Lanka, but the government has begun limiting water supply hours to conserve reserves and save pumping costs

    Fallout from Cyclone Ditwah in November 2025 and the ongoing energy crisis due to the Mideast war have compounded issues for Sri Lanka

    Fallout from Cyclone Ditwah in November 2025 and the ongoing energy crisis due to the Mideast war have compounded issues for Sri Lanka

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/sri-lanka-economic-crisis-middle-east-war-cyclone-ditwah&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W0sbKdlVERl_pY-FWqDk7

  • ศรีลังกากำลังดิ้นรนเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง

    ศรีลังกากำลังดิ้นรนเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง

    พนักงานของกรมสารสนเทศรัฐบาลศรีลังกาทำงานโดยไม่มีพัดลมหรือไฟส่องสว่างในกรุงโคลัมโบ เนื่องจากทางการสั่งการให้มีมาตรการประหยัดพลังงาน ศรีลังกากำลังดิ้นรนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำรอยเหมือนเมื่อสี่ปีก่อน ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อซ้ำเติมผลกระทบจากพายุไซโคลนร้ายแรงในเดือนพฤศจิกายน (Photo by Ishara S. KODIKARA / AFP)

    ศรีลังกากำลังดิ้นรนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ซ้ำรอยเหมือนเมื่อสี่ปีก่อน เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อซ้ำเติมผลกระทบจาก พายุไซโคลน ร้ายแรง เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

    ประธานาธิบดีอนูรา กุมารา ดิสซานายาเก ได้จำกัดปริมาณการใช้เชื้อเพลิง ปรับขึ้น ราคา เชื้อเพลิง หนึ่งในสาม และเพิ่มค่าไฟฟ้าสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่สงครามเริ่มส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก

    การแห่ซื้อเชื้อเพลิงในศรีลังกาทำให้หวนนึกถึงเหตุการณ์ในปี 2022 เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ หลังจากโคลัมโบผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศจำนวน 46 พันล้านดอลลาร์

    การประท้วงที่เกิดขึ้นส่งผลให้ประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษา ผู้ทรงอำนาจในอดีต ต้องลงจากตำแหน่ง โดยเขาถูกกล่าวหาว่าบริหารประเทศผิดพลาดและทุจริต

    แต่พรรคสังคมนิยมแนวหน้า (FSP) ซึ่งเป็นผู้นำการต่อสู้ที่โค่นล้มราชปักษา ได้ออกมาเตือนว่า รัฐบาลของดิสซานายาเกอาจกำลังเผชิญกับวิกฤตภายใน

    “เราเชื่อว่าการตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้จะมาจากทางการเมือง” ดุมินดา นากามูวา สมาชิกคณะกรรมการบริหารพรรค FSP กล่าวกับสำนักข่าว AFP

    เขากล่าวว่า “เนื่องจากรัฐบาลได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง ผลกระทบทางเศรษฐกิจนี้จึงยังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง”

    พรรค JVP หรือแนวร่วมปลดปล่อยประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายของดิสซานายาเก ได้รับชัยชนะด้วยคะแนนเสียงสองในสามในการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนพฤศจิกายนปี 2024 หลังจากที่ตัวเขาเองได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อสองเดือนก่อนหน้านั้น

    วาสันธา จายาลาธ วัย 55 ปี พ่อค้าในตลาดกลางคืนเปตตาห์ กรุงโคลัมโบ กล่าวว่า เขาลงคะแนนให้ดิสซานายาเกในปี 2024 โดยหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าสถานการณ์กำลังแย่ลง

    “เราลงคะแนนเสียง…โดยคิดว่ายุคที่ดีและพึ่งพาตนเองได้จะเริ่มต้นขึ้นสำหรับประเทศของเรา” จายาลาธกล่าวกับเอเอฟพี “แต่สถานการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตรงกันข้าม สิ่งที่เราพบคือประเทศกำลังจมดิ่งลงเหว”

    ปริยันธา สุทธาร์ศนะ ซิลวา วัย 53 ปี พ่อค้าในตลาดค้าส่งหลักของเมืองหลวง ไม่ได้กล่าวโทษฝ่ายบริหารว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตนี้

    ซิลวาให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า “การประท้วงจะไม่ช่วยอะไร เพราะประเทศอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอยู่แล้ว เราเชื่อว่าการก้าวไปข้างหน้า แม้จะมีอุปสรรคเหล่านี้ ก็ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญแล้ว”

    ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน บาวานี ฟอนเซกา กล่าวว่า การประท้วงสงบลงเนื่องจากประชาชนต่างวุ่นวายอยู่กับการแก้ปัญหาเรื่องการจัดหาเสบียงในชีวิตประจำวัน

    การจำกัดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงช่วยลดจำนวนคิวลงได้ แต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา รัฐบาลเริ่มจำกัดชั่วโมงการจ่ายน้ำเพื่ออนุรักษ์ปริมาณสำรองและประหยัดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำ

    “เมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2022… คุณจะไม่เห็นการประท้วงในระดับนั้น” ฟอนเซกากล่าวกับเอเอฟพี “ศรีลังกาเพิ่งผ่านพ้นภัยพิบัติอีกครั้งหนึ่ง คือพายุไซโคลนดิตวาห์ และรัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อรับมือกับเรื่องนั้น”

    ฟอนเซกา กล่าวว่า อำนาจที่กว้างขวางซึ่งกฎหมายฉุกเฉินมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ในการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย อาจถูกนำมาใช้เพื่อปราบปรามการประท้วงของประชาชน ซึ่ง สร้าง ความกังวลอย่างมากให้กับนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน

    เธอกล่าวว่า “เราอยู่ในสถานการณ์ที่…กฎหมายที่มีอยู่และวิธีการนำกฎหมายเหล่านั้นมาใช้ ทำให้เกิดคำถามว่าสิทธิอาจถูกลดทอนลงไปอีกในอีกไม่กี่สัปดาห์และเดือนข้างหน้าหรือไม่”

    พายุไซโคลนดิตวาห์ ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สึนามิในเอเชียปี 2004 คร่าชีวิตผู้คนไป 641 ราย และส่งผลกระทบเกือบทั้งประเทศเมื่อปลายปีที่แล้ว

    พายุไซโคลนซึ่งก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่ม สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานของธนาคารโลก

    เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศแผนการใช้จ่ายเพิ่มเติม 500 พันล้านรูปี (1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูประเทศ

    เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ในการบูรณะบ้านเรือน ถนน สะพาน และทางรถไฟที่เสียหาย รวมถึงการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนเพื่อให้พวกเขากลับมาประกอบอาชีพได้อีกครั้ง

    นอกจากนี้ โคลัมโบยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินฉุกเฉินจำนวน 206 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในเดือนธันวาคม เพื่อรับมือกับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้

    ขณะนี้คณะผู้แทนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กำลังอยู่ในศรีลังกาเพื่อทบทวนเงินกู้ช่วยเหลือระยะเวลาสี่ปีมูลค่า 2.9 พันล้านดอลลาร์ ก่อนที่จะปล่อยเงินงวดแรกจำนวน 700 ล้านดอลลาร์

    ทางการศรีลังการะบุว่า อาจขอให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเปลี่ยน เงื่อนไขการรัดเข็มขัด ของเงินกู้ เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังย่ำแย่ลงอันเนื่องมาจากปัจจัยภายนอก.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/974839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xx2_eo1cZxLUX01wIN5YI

  • สหรัฐฯ เผยเศรษฐกิจ มี.ค.69 แข็งแกร่งเกินคาด อัตราว่างงานลดลง 0.1%

    สหรัฐฯ เผยเศรษฐกิจ มี.ค.69 แข็งแกร่งเกินคาด อัตราว่างงานลดลง 0.1%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งเกินคาด โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 178,000 ตำแหน่ง หลังจากลดลง 133,000 ตำแหน่ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่อัตราการว่างงานลดลง 0.1 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 4.3 เปอร์เซ็นต์

    ข้อมูลดังกล่าว สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประมาณการไว้มาก โดยการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของดาวโจนส์ นิวส์ไวร์ส และเดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล คาดการณ์ไว้ว่า จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 59,000 ตำแหน่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000032413&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ODOKHdfJXZ3O85DGXKk5n

  • ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ททท. ประเมินท่องเที่ยวไทยไตรมาส 1/2569: ฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทาย เร่งยกระดับสู่ “การท่องเที่ยวคุณภาพ”

    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญกับบททดสอบสำคัญจากปัจจัยภายนอกที่ซับซ้อน แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวในช่วงต้นปีจะแสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน แต่การปรับตัวเข้าสู่ยุค “เน้นคุณภาพ” กลายเป็นทางรอดสำคัญที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังเร่งผลักดัน
     

    ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    สรุปสถานการณ์ไตรมาส 1/2569

    ข้อมูลล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2569 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งสิ้น 9.31 ล้านคน โดยกลุ่มตลาดหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่:

    1. จีน: 1.49 ล้านคน
    2. มาเลเซีย: 9.6 แสนคน
    3. รัสเซีย: 7.26 แสนคน
    4. อินเดีย: 6.26 แสนคน
    5. เกาหลีใต้: 4.12 แสนคน

    ขณะที่ตลาดระยะไกล เช่น สหราชอาณาจักร เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างรายได้เฉลี่ยต่อทริปในระดับสูง ช่วยเสริมเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมในภาพรวม ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้วิเคราะห์ภาพรวมการทำงานและอุปสรรคที่ต้องเผชิญในปีนี้ว่า:

    “ในช่วงปี 2568 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย”

    เธอยังระบุถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของ ททท. ในปีนี้:

    “ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ พบว่าแนวโน้มรายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีความระมัดระวังมากขึ้น และตอกย้ำความสำคัญของการยกระดับ ‘ค่าใช้จ่ายต่อทริป’ (Spending per Trip) ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเน้นปริมาณเพียงอย่างเดียว”

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    การปรับเป้าหมายและกลยุทธ์รับมือปัจจัยเสี่ยง

    ททท. ได้มีการปรับคาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวในปี 2569 ใหม่ ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางจะคลี่คลายในเร็ววัน โดยคาดว่าจะมี นักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 30–34 ล้านคน (ลดลงร้อยละ 18 จากเป้าเดิม) และ นักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 206 ล้านคน-ครั้ง (ลดลงร้อยละ 3) โดยคาดว่าจะสร้างรายได้รวมทั้งสิ้น 2.58 ล้านล้านบาท

    ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ปัจจัยลบหลักมาจากข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน ความผันผวนของราคาน้ำมัน และภาวะเศรษฐกิจในตลาดสำคัญอย่างยุโรปและอเมริกา ทำให้ ททท. ต้องปรับแผนการตลาดครั้งใหญ่

    “สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดจากการมุ่งเน้นเชิงปริมาณ สู่การสร้างคุณค่า (Value over Volume) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าต่อการเดินทาง การพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง การสื่อสารภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่า ความปลอดภัย ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ” นางสาวฐาปนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

    การเดินหน้าสู่ “การท่องเที่ยวคุณภาพ” จึงไม่ใช่เพียงเป้าหมาย แต่เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ให้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลกท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740426&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FS1AdACJxYfGJpTrmOXxp

  • เศรษฐกิจเวียดนาม Q1 แผ่ว-เงินเฟ้อพุ่ง จากพิษสงครามตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจเวียดนาม Q1 แผ่ว-เงินเฟ้อพุ่ง จากพิษสงครามตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจเวียดนามในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 แสดงสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ช่วงเดือนม.ค.ถึงมี.ค.ขยายตัวที่ 7.83% ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนที่ทำไว้ 8.46% แม้จะยังสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 แต่ปัจจัยลบด้านเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นกำลังกลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ต่อเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่รัฐบาลวางไว้ไม่ต่ำกว่า 10%

    วิกฤตพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อ

    สาเหตุหลักของปัญหามาจากสงครามในอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 6 ซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันโดยตรง เนื่องจากเวียดนามต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 80%

    ข้อมูลจาก Petrolimex ชี้ให้เห็นว่าราคาน้ำมันเบนซินในประเทศดีดตัวขึ้น 21% ขณะที่ดีเซลพุ่งสูงถึง 84% ส่งผลให้ค่าขนส่งในเดือนมี.ค.พุ่งกระฉูดขึ้น 10.81% และผลักดันให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.65% ซึ่งสถานการณ์นี้ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและบีบให้สายการบินบางแห่งต้องลดเที่ยวบินลง

    ดุลการค้าและการลงทุนท่ามกลางอุปสรรค

    ในมิติของการค้าต่างประเทศ แม้การส่งออกในเดือนมีนาคมจะขยายตัวได้ดีถึง 20.1% แต่การนำเข้ากลับพุ่งสูงกว่าที่ 27.8% ส่งผลให้ภาพรวมไตรมาสแรกเวียดนามเผชิญกับการขาดดุลการค้าสะสมถึง 3.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ภาคการลงทุนยังคงมีความหวัง โดยเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้น 9.1% ขณะที่ตัวเลขคำมั่นสัญญาการลงทุนใหม่ทะยานขึ้นถึง 42.9% แตะระดับ 15.2 พันล้านดอลลาร์ ส่วนยอดค้าปลีกในประเทศยังขยายตัวได้ที่ 10.9%

    กลยุทธ์แก้เกมของรัฐบาลเวียดนาม

    เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโต 10% นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ยืนยันที่จะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ทั้งการเพิ่มการลงทุนภาครัฐและการเร่งกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดความเสี่ยง ขณะเดียวกันทางการกำลังเร่งหาแหล่งนำเข้าน้ำมันใหม่จากกลุ่มประเทศในอ่าว ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ควบคู่ไปกับมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนในประเทศ เช่น การลดภาษีน้ำมัน การอุดหนุนราคา และการส่งเสริมให้ประชาชนทำงานจากที่บ้าน (Remote Working) เพื่อลดการใช้พลังงานในภาวะวิกฤต

    ด้านเหงียน ถิ เฮือง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติยอมรับว่า การบริหารจัดการเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ยังมีอุปสรรคอีกมาก และการจะไปให้ถึงเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลภายใต้ความผันผวนของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในขณะนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/582862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CwZDRB5F9h8F8cwOv6Fax

  • “สนค.” ลงพื้นที่ฟังเสียงสะท้อนผู้ค้า ต้นทุนขยับสูง เตรียมแถลงเงินเฟ้อ

    “สนค.” ลงพื้นที่ฟังเสียงสะท้อนผู้ค้า ต้นทุนขยับสูง เตรียมแถลงเงินเฟ้อ

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ ณ ตลาดมณีพิมาน (ตลาดเตาปูน) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการ โดยได้พบปะและรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการวิเคราะห์และกำหนดมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

    ทั้งนี้ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในเดือนมีนาคม 2569 อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศช่วงครึ่งเดือนแรกยังถูกพยุงจากมาตรการภาครัฐ ประกอบกับสินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นสต็อกเดิม ทำให้ราคาสินค้ายังไม่ปรับขึ้นในวงกว้าง และแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในวงจำกัด โดยคาดว่าในเดือนเมษายนผลกระทบอาจชัดเจนขึ้น

    ผอ. สนค. เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ พบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ขณะที่ผู้ค้าส่วนใหญ่เผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเสนอให้ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช่วยเพิ่มยอดขาย ปรับปรุงนโยบายภาษี และอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงโครงการสวัสดิการแห่งรัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    สำหรับการตรวจสอบราคาสินค้าและบริการที่ใช้ในการจัดทำดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เช่น ไข่ไก่ ผักสด และอาหารปรุงสำเร็จ พบว่าสินค้ากลุ่มอาหารสดเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดและฤดูกาล โดยผักบางชนิด เช่น ผักชีและมะนาว ปรับราคาสูงขึ้นจากสภาพอากาศร้อนจัดที่กระทบผลผลิต ขณะที่ราคาอาหารปรุงสำเร็จส่วนใหญ่ยังไม่ปรับราคา แม้ว่าต้นทุนบางส่วนจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการมีความกังวลว่า หากราคาก๊าซหุงต้มปรับเพิ่มขึ้น อาจจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าในระยะต่อไป

    นอกจากนี้ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ เช่น ถุงพลาสติก ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ในทุกร้านค้า พบว่ามีการปรับราคาสูงขึ้นประมาณร้อยละ 20-40 ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบการโดยตรง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังมีความกังวลต่อภาวะยอดขายที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการต้องปรับตัวและใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการรับฟังเสียงสะท้อนที่แท้จริงจากประชาชน เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการช่วยเหลือของกระทรวงพาณิชย์ในอนาคต สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที

    #กระทรวงพาณิชย์ #สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า #อัตราเงินเฟ้อ #เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/69529&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z1uxQ_qgYouiLPY_Lzr2O

  • ราคาน้ำมันดิบ 03/04/69  WTI-เบรนท์พุ่ง! เศรษฐกิจโลก-ไทยรับมือ

    ราคาน้ำมันดิบ 03/04/69 WTI-เบรนท์พุ่ง! เศรษฐกิจโลก-ไทยรับมือ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/article/articles-analysis/139295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bllx_rKElxoVxLLKNVCvo

  • เศรษฐกิจ-จากระยะเผาจริงจะนำไปสู่อะไร?

    เศรษฐกิจ-จากระยะเผาจริงจะนำไปสู่อะไร?

    ภาพคำทำนายดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ปี 2569 ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจ ให้ไว้เมื่อปลายปี 2568

    ผู้เขียนถือว่าตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดศึกถล่มกับอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมัน-พลังงานทั่วโลกและไทยพุ่งกระฉูดขณะนี้คือระยะเผาจริงทางเศรษฐกิจของเมืองตามที่ทำนายไว้ก่อนหน้านี้

    และนี่คือเหตุผลที่ได้ย้ำนักหนาว่าปีนี้เมืองต้องการทีมเศรษฐกิจมืออาชีพมารับมือพาประชาชนเถลือกไถลฝ่าวิกฤตไปให้รอด เพราะสถานการณ์ด้านลบทางเศรษฐกิจจะหนักมาก พร้อมกับหาทางพาเมืองหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางที่ติดมากว่าสามสิบปีแล้ว ไปสู่ประเทศรายได้สูงให้ได้ในประมาณกลางกรกฎาคม 2572

    ทั้งนี้ด้วยทางชะตาเมืองเจอเหตุการณ์มาประกอบกันจนเมืองเข้าสู่ระยะเผาจริงด้วยราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดขณะนี้คือ

    1.ระยะยาวเจ็ดปีตั้งแต่กลางกรกฎาคม 2565-ต้นกรกฎาคม 2572 เมืองต้องตีฝ่าสงครามเศรษฐกิจโลก ไปพร้อมๆ กับต้องหาทางปฏิวัติเศรษฐกิจของประเทศเพื่อหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางให้ได้ภายในกรกฎาคม 2572

    ประเด็นนี้เริ่มเด่นชัดตั้งแต่สหรัฐงัดมาตรการภาษีมาใช้กับประเทศต่างๆ

    และเมื่อร่วมกับอิสราเอลเปิดศึกกับอิหร่านแล้ว ในที่สุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาก็หลุดปากออกมาเองว่าทำเพราะต้องการน้ำมัน!!!

    นี่ยังไม่นับรวมกับที่บุกจับตัวอดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และขู่จะยึดเกาะกรีนแลนด์ของเดนมาร์ก

    2.เคราะห์หรือกรรมเก่าทางเศรษฐกิจของเมืองเอง รอบนี้ที่เริ่มมาตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2568 ที่ก่อนหน้านี้กระตุ้นอย่างไรก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เช่น การแจกเงินหมื่น

    ปรากฏการณ์นี้น่าจะจบสิ้นได้ภายใน 21 เมษายน 2569 เพราะรัฐบาลเสียงข้างน้อยของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล งัดตัวเลขอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 พ้นปากเหว แต่กลับมีภัยใหม่จากข้างนอกแทรกให้เป็นระยะเผาจริง หรือเรื่องลบซ้อนลบ คือ

    3.วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา เมืองเจอกรรมทางเศรษฐกิจใหม่จากศึกอิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาปะทะกับอิหร่าน แทรกเข้ามาทำเดือดร้อนราคาน้ำมัน

    ปรากฏการณ์เรื่องกรรมใหม่นี้ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ยอมรับความจริง เพราะเมืองจะเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหญ่ราคาน้ำมันจะสูงอีกนาน

    คุณวีระ ธีรภัทร เซียนเศรษฐกิจคนหนึ่งในวงการสื่อมวลชน พูดในรายการฟังหูไว้หูเมื่อเร็วๆ นี้ว่า นั่งดูสถานการณ์แล้วคล้ายๆ ก่อนจะเกิดต้มยำกุ้ง และเกรงว่าจากวิกฤตราคาน้ำมันจะกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ (ทั้งของไทย-โลก)

    ส่วนผู้เขียนซึ่งมีแต่ดวงชะตาเมืองปี 2569 นำทาง ก็ขอสรุปย้ำคำทำนายเดิมที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ในไทยโพสต์ คือ

    ก.นับตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2569-12 เมษายน 2571 เป็นเวลาเมืองจะเจอแรงกระแทกทางเศรษฐกิจเป็นระยะ ท้าทายการทำงานของทีมเศรษฐกิจเป็นระยะๆ

    ในระยะสองปีครึ่งนี้ราคาพลังงานมีขึ้นมีลง แต่ราคาโดยรวมอยู่ในระดับสูง

    ข.ตั้งแต่วันเกิดเมืองที่ 21 เมษายน 2569-21 เมษายน 2570 เคราะห์ทางพื้นฐานเศรษฐกิจเมืองจะลดลง แต่ระยะหนึ่งปีนี้ไม่ว่าเมืองจะทำอะไร แก้ปัญหาอะไร จะได้ผลไม่เต็มที่ หรือออกแนวได้ครึ่งเสียครึ่ง

    ขอให้สังเกตว่าระหว่างวันเกิดเมืองหนึ่งปีนี้ สิ่งใดบวกตอนต้นมักจะลบบั้นปลาย หรือสิ่งใดลบตอนต้นจะพลิกบวกบั้นปลาย

    ค.แทรกเข้ามาตั้งแต่ประมาณมิถุนายน-19 ตุลาคม 2569 ราคาที่ดินจะเพิ่มมากผิดปกติในบางพื้นที่ และเราจะได้เห็นการเริ่มขึ้นของโครงการลงทุนมหึมาในส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่ต่อไปจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมในเรื่องเศรษฐกิจ

    ง.แม้จะยังติดเกณฑ์ได้ครึ่งเสียครึ่งอยู่ คาดว่าสิ่งที่รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจพาเมืองและประชาชนเถลือกไถลไปถึงปลายตุลาคม 2569 เศรษฐกิจจะออกแนวบวก เพราะ

    ระหว่าง 20 ตุลาคม 2569-9 กุมภาพันธ์ 2570ตลาดหุ้นมีโอกาสทำสถิติใหม่ด้านใดด้านหนึ่งในแนวบวก

    จ.ตั้งแต่ 21 เมษายน 2570 เป็นต้นไป เศรษฐกิจจะออกจากเกณฑ์ได้ครึ่งเสียครึ่งเข้าสู่การโงหัว

    ครูโหรท่านหนึ่งที่ล่วงลับไปแล้วเคยเขียนไว้ว่า ดวงดาวบนฟ้าเป็นเพียงสิ่งบ่งบอก แต่การกระทำเป็นของมนุษย์

    ขอให้กำลังใจทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกท่าน และคนไทยทั้งหลายที่จะฟันฝ่า เพราะพื้นเดิมของดวงเมืองรัตนโกสินทร์ยิ่งมีวิกฤตโอกาสก็จะตามมาทุกครั้ง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/974743/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1do3G9UCXXWPEBOI0P_D_r

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 4 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 4 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 4 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตราคาน้ำมัน 4 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 4/4/2569 เวลา 09.00 น. มีดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันนี้ 4 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 4 เมษายน 2569

    • ดีเซล อยู่ที่ 47.74 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 35.69 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.25 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 63.94 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 53.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 4 เมษายน 2569

    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 47.74 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 66.14 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 57.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 35.69 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” วันนี้ 4 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 47.24 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 67.34 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 4 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 47.74 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 66.14 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.sanook.com/money/949160/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iBcIVp7iiwCM0jThqcZFK

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนมีนาคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำเดือนมีนาคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

    ประจำเดือนมีนาคม 2569

    ***************************************

    1. ภาพรวมเศรษฐกิจ/ สถานการณ์สำคัญ

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ ณ เดือน กุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,937.689 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,467.514 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 104 โครงการ

    1.1 เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รายงานล่าสุด (ข้อมูล ต.. 68) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเมียนมา (GDP) ปี 67 ขยายตัวร้อยละ 1.1 อัตราเงินเฟ้อ ปี 67 อยู่ที่ร้อยละ 26.50 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 67 อยู่ที่ระดับ 1,179 เหรียญสหรัฐฯ รวมทั้งคาดการณ์ ปี 68 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศของเมียนมา (GDP) ปี 68 คาดว่าขยายตัวร้อยละ 2.7 อัตราเงินเฟ้อ ปี 68 คาดว่าร้อยละ 31 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per Capita) ปี 68 คาดว่า 1,100 เหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    เครื่องชี้วัดเศรษฐกิจเมียนมา

    ตัวชี้วัดทาง

    เศรษฐกิจที่สำคัญ

    ปี 2561

    ปี 2562

    ปี 2563

    ปี 2564

    ปี 2565

    ปี 2566

    ปี 2567

    ปี 2568

    (คาดการณ์)

    GDP Growth (%)

    6.3

    6.6

    -9

    -11.99

    4.01

    0.99

    -1.1

    -2.7

    GDP (billions of US$)

    66.7

    68.8

    81.26

    68.05

    61.77

    64.51

    64.28

    65.01

    GDP per Capita (US$)

    1,270

    1,300

    1,530

    1,271

    1,146

    1,190

    1,179

    1,100

    Inflation (%)

    7.3

    9.1

    2.2

    9.60

    28.00

    25.48

    26.50

    31.00

    ที่มา: IMF https://www.imf.org/en/Publications/WEO/Issues/2025/10/14/world-economic-outlook-october-2025

    1.2 อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

    เปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเงินจ๊าตต่อสกุลเงินสำคัญ มี.ค. 68 และ มี.ค. 69

    ประเทศ/สหภาพ

    สกุลเงิน

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน มี.ค. 68

    อัตราทางการ

    สิ้นเดือน มี.ค. 69

    อัตราตลาดออนไลน์

    สิ้นเดือน มี.ค. 69

    อัตราตลาด

    สิ้นเดือน มี.ค. 69

    USA 

    USD

    2,100.00 MMK

    2,100.0 MMK

    3,658.00 MMK

    4,355.00MMK

    Euro

    EUR

    2,271.68 MMK

     2,413.37 MMK

    4,205.6MMK

    5,010.00 MMK

    Singapore 

    SGD

    1,565.00 MMK

    1,628.73 MMK

    2,837.09 MMK

    3,350.00 MMK

    Thailand

    THB

    61.92 MMK

    63.90 MMK

    111.30 MMK

    132.45 MMK

                        ข้อมูลจากธนาคารกลางเมียนมา https://forex.cbm.gov.mm/index.php/fxrateMyanmar Market Price Application

    1.3 ภาวะการลงทุน

    1.3.1 มูลค่าการลงทุนตามรายประเทศนักลงทุนสำคัญ

    ภาพรวมด้านการลงทุนทางตรงของต่างประเทศในเมียนมา (FDI) ในเดือน กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเมียนมา (Myanmar Investment Commission : MIC) อนุมัติโครงการไปแล้ว คิดเป็นมูลค่า 417.042 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังตาราง

    ประเทศที่มีการลงทุนทางตรง FDI ในเมียนมา เดือนกุมภาพันธ์ 2569

    อันดับ

    ประเทศ

    มูลค่าการลงทุน 

    (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ก.พ.69

    สัดส่วน (%)

    1

    สิงคโปร์

    151.298

    36.28 %

    2

    จีน

    158.206

    37.94 %

    3

    ฮ่องกง

    48.291

    11.58 %

    4

    ไทย

    31.589

    7.57 %

    5

    เกาหลีใต้

    14.823

     3.55 %

    6

    ไต้หวัน

    2.295

     0.55 %

    7

    ญี่ปุ่น

    0.500

    0.12 %

    รวม

    417.042  

    100%

                                                    https://www.dica.gov.mm

    image.png

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสม จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    image.png

                                                    https://www.dica.gov.mm

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่เคยได้รับอนุญาตสะสมจนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน กุมภาพันธ์ 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 96,328.662 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ไทย 4) ฮ่องกง และ 5) สหราชอาณาจักร ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 3 มูลค่า 11,716.148 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 12.46 โดยมีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว จำนวน 160 โครงการ

    มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่ จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

    ­­image.png

                                                                                      https://www.dica.gov.mm 

    สำหรับมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศของโครงการที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027 (ณ เดือน กุมภาพันธ์ 2569) มีมูลค่าทั้งสิ้น 74,937.689 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่ยังคงลงทุนในเมียนมาสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) สิงคโปร์ 2) จีน 3) ฮ่องกง 4) สหราชอาณาจักร และ 5) ไทย ตามลำดับ โดยไทยอยู่ในลำดับที่ 5 มูลค่า 4,467.514 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 6.14 โดยมีโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ จำนวน 104 โครงการ

    1.3.2 มูลค่าการลงทุนตามประเภทสาขาการลงทุนที่สำคัญ

         ในส่วนของอุตสาหกรรมที่ต่างชาติลงทุนในเมียนมาของปีงบประมาณ 2026 – 2027 ในเดือน กุมภาพันธ์2569 รายละเอียดดังตาราง 

    อุตสาหกรรมที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในเมียนมา

    ปีงบประมาณ 2026-2027 (ก.พ. 69)

    อันดับ

    ประเภทธุรกิจ มูลค่า(ล้านเรียญสหรัฐ) ก.พ. 69 สัดส่วน

    1

    Manufacturing  

    223.111

    53.49 %

    2

    Power  

    35.303

    8.47 %

    3

    Services  

    3.688

    0.89 %

    4

    Livestock&Fisheries

    2.500

    0.59 %

    5

    Agriculture  

    0.525

    0.1%

    รวม

    417.042

    100%

      สาขาการลงทุนจากต่างประเทศที่ยังดำเนินการอยู่จนถึงปีงบประมาณ 2026-2027

                                                            image.png

                                                                     https://www.dica.gov.mm

    2. สถานการณ์การค้า (การนำเข้า-ส่งออก) ของเมียนมา 

    การค้าระหว่างประเทศเมียนมา (ข้อมูล GTA)

    1. เมียนมามีการค้ารวมประมาณ 4-5 หมื่นล้านเหรียญ

    2. เมียนมานำเข้าประมาณ 2.1-2.5 หมื่นล้านเหรียญ

    3. เมียนมาส่งออกประมาณ 2.1-2.3 หมื่นล้านเหรียญ

    อันดับของไทยกับการค้าเมียนมา

     1. ไทย เป็นคู่ค้า ลำดับ 2 ของเมียนมา (รองจากจีน)

     2. ไทย เป็นแหล่งนำเข้า ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 20% จีนประมาณ 50%

     3. ไทย เป็นตลาดส่งออก ลำดับ 2 ของเมียนมา

        (รองจากจีน) ไทยประมาณ 15% จีนประมาณ 40%

    image.png

    image.png

    image.png

    สถิติการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ข้อมูล GTA: .. – ธ.ค. 68)

    มูลค่าการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา (ม.. – ธ.ค. 68)

                                                                                                                          หน่วย : ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    Export

    Import

    Trade Volume

    2025

    2024

    %

    2025

    2024

    %

    2025

    2024

    %

    Jan-Dec

    Jan-Dec

    change

    Jan-Dec

    Jan-Dec

    change

    Jan-Dec

    Jan-Dec

    change

    20,670

    21,418

    -3%

    22,217

    20,509

    8%

    42,888

    41,928

    2%

    GTA:GlobalTradeAtalas

    ในเดือนมกราคม  ธันวาคม 2568 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศโดยรวมของเมียนมามีมูลค่า 42,888 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 %  เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยในส่วนของการส่งออกมีมูลค่า 20,670 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 3 % การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศของเมียนมามีมูลค่า 22,217 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 %

     ทั้งนี้ ในเดือนมกราคม  ธันวาคม 2568 เมียนมาได้ดุลการค้าเป็นมูลค่า 1,547 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 

    สินค้าที่เมียนมาส่งออก ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องแต่งกาย ก๊าซธรรมชาติ พืชพันธุ์ ผักต่างๆ  สินแร่ รองเท้า ยางพารา  ปลา สัตว์น้ำ ไม้ เมล็ดน้ำมัน อัญมณี เป็นต้น 

    สินค้าที่เมียนมานำเข้า ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องจักรกล ผ้าทอ เส้นด้าย ยานพาหนะ พลาสติก เหล็ก ปุ๋ย เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยา เป็นต้น

     สถานการณ์การค้าระหว่างไทย – เมียนมา (ข้อมูลกรมศุลกากรไทย: .. – ก.พ. 69)

    ตารางที่ 11 สรุปมูลค่าการค้าระหว่างไทย – เมียนมา

    รายการ

    มูลค่า: ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    อัตราขยายตัว (%)

    สัดส่วน (%) / โลก

    2568

    ม.ค.-ก.พ

    2569

    ม.ค.-ก.พ

    2568

    ม.ค.-ก.พ 

    2569

    ม.ค.-ก.พ

    2568

    ม.ค.-ก.พ

    2569

    ม.ค.-ก.พ 

    มูลค่าการค้า

    1,305.68

    1194.33

    9.66

    – 8.53

    1.26

    0.93

    การส่งออกของไทย

    792.63

    788.84

    10.59

    – 0.48

    1.52

    1.29

    การนำเข้าของไทย

    513.05

    405.49

    8.27

    – 20.96

    1.00

    0.60

    ดุลการค้าของไทย

    279.59

    383.35

    15.11

    37.11

           ที่มา : Thailand’s Trade Statistic (moc.go.th) 

    ปี 2569 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและเมียนมาระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์  มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น  1194.33     ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 8.53 จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยไทยมีการส่งออกไปยังเมียนมาเป็นมูลค่า 788.84 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 0.48 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้าของประเทศเมียนมาใช้เวลานาน สำหรับการนำเข้าสินค้าจากเมียนมามายังประเทศไทยมีมูลค่า 405.49 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 20.96 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ไทยได้ดุลการค้าเป็นมูลค่า 383.35 ล้านเหรียญสหรัฐ 

    สินค้าที่ไทยส่งออกไปเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอืนๆ เม็ดพลาสติก เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปูนซิเมนต์ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์ เป็นต้น

    image.png

    สินค้าที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา ที่สำคัญ ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น  แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ ลวดและสายเคเบิล ไม้ซูง ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ  กล้อง เสนส์และอุปกรณ์การถ่ายรูป    ถ่ายภาพยนตร์ เสื่อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

                                  image.png

    3. สถานการณ์สำคัญ 

    3.1 เมียนมาจะเลือกตั้งประธานาธิบดีต้นเดือน เม.ย. 69 และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต่อไป

    เมียนมาจะเลือกตั้งประธานาธิบดีต้นเดือน เม.ย. 69 และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต่อไป หลังจากการเลือกตั้งในเมียนมาแล้วเสร็จเมื่อปลายเดือน ม.ค. 69 ซึ่งมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 13.14 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 54.22 จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 24 ล้านคน) โดยพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่และเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล คือ พรรค USDP (The Union Solidarity and Development Party) และมีกำหนดประชุมรัฐสภาในเดือน มี.ค. 69 รวมทั้ง  จะเลือกตั้งประธานาธิบดีเมียนมาช่วงต้นเดือน เม.ย. 69 และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต่อไป สำหรับเรื่องความมั่นคง กองทัพเมียนมาต้องปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศต่อไป ไม่ว่ารัฐบาลทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เนื่องจากกองทัพมีหน้าที่ในการปกป้องประเทศและประชาชนให้มีความมั่นคงและสันติสุข เมียนมาจึงจำเป็นต้องมุ่งมั่นสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ

    ผลกระทบ/โอกาส การเลือกตั้งประธานาธิบดีเมียนมาและจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้นเดือน เม.ย. 69 หลังการเลือกตั้งดังกล่าว เป็น “สัญญาณที่ดี” สะท้อนการเมืองเมียนมาที่มีการเลือกตั้งและเป็นระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น (จากเดิมรัฐประหาร)ส่งผลดีต่อประเทศเมียนมา ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์และการยอมรับกับประเทศต่างๆ ที่ดีมากขึ้น  โดยหวังว่าประธานาธิบดีและรัฐบาลใหม่ที่จะบริหารประเทศ จะมีการปรับนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และเรื่องต่างๆ ผ่อนคลายมากขึ้น ให้เป็นกลไกตลาดมากขึ้นตามลำดับหรือตามความเหมาะสมต่อไป สำหรับเรื่องความมั่นคงของเมียนมา กองทัพเมียนมายังคงมีบทบาทสำคัญไม่ว่ารัฐบาลเมียนมาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และผลการเลือกตั้งเมียนมา รวมทั้งเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งหากการเมืองเมียนมาเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย มีเสถียรภาพ และได้รับการยอมรับมากขึ้น รวมทั้งหากผ่อนคลายนโยบายหรือมาตรการทางเศรษฐกิจมากขึ้น ก็จะส่งผลดีกับภาคธุรกิจ การค้า    การลงทุน ทั้งธุรกิจเมียนมาและประเทศต่างๆ ต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.2  ผู้ว่าการธนาคารกลางเมียนมา ร่วมประชุมการเงินนานาชาติ ประชุม FATF (Financial Action Task Force) และ ICRG (International Cooperation Review Group)

    ผู้ว่าการธนาคารกลางเมียนมา ร่วมประชุมการเงินนานาชาติ ได้แก่ การประชุม FATF (Financial Action Task Force) และ ICRG (International Cooperation Review Group) ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโก วันที่ 9-13 ก.พ. 69 ในการประชุมดังกล่าว ผู้ว่าการธนาคารกลางเมียนมากล่าวว่า “เมียนมาได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและครบถ้วนในการต่อต้านการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย และการแพร่กระจายอาวุธทำลายล้างสูง” โดยได้ดำเนินการและบรรลุเป้าหมายแล้ว 10 ข้อ ขณะที่กำลังดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายอีก 5 ข้อ ที่คาดว่าจะบรรลุได้ภายใน 2569 โดยเมียนมามุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ รวมถึง FATF และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุมได้รับทราบถึงความคืบหน้าและความพยายามอย่างต่อเนื่องของเมียนมา และจะสนับสนุนเรื่องต่างๆ เพื่อ่ให้เมียนมาดำเนินการตามแผนที่เหลืออยู่ให้บรรลุผลสำเร็จต่อไป

    ผลกระทบ/โอกาส การเข้าร่วมประชุมการเงินนานาชาติของเมียนมาดังกล่าว เป็น “ทิศทางที่ดี” สะท้อนนโยบายการเงินของเมียนมาที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งการดำเนินการทางการเงินเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการฟอกเงินและการสนับสนุนการเงินแก่การก่อการร้าย ส่งผลดีต่อการจัดอันดับด้านการเงินและความน่าเชื่อถือของเมียนมา

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาปรับใช้ประโยชน์ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การขนส่ง และการเงิน รวมทั้งพิจารณาใช้บริการทางการเงินและการชำระเงินผ่านระบบธนาคาร ซึ่งธนาคารเมียนมาและธนาคารไทยให้บริการทางการเงินและตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการฟอกเงินหรือธุรกรรมผิดกฎหมาย เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจไทยและธุรกิจเมียนมาที่เกี่ยวข้องต่อไป

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.3 เมียนมาประสบความสำเร็จ Digital Payment ยอดสแกน QR Code 30 ล้านรายการ ใน 1 ปีที่ผ่านมา

    เมียนมาประสบความสำเร็จ Digital Payment ยอดสแกน QR Code 30 ล้านรายการ ใน 1 ปีที่ผ่านมา (ช่วง ก.พ. 68 ถึง ม.ค. 69) เมียนมามีการใช้งาน QR Code (Standard QR Code ของเมีนยมา หรือ MMQR) มีจำนวนมากกว่า 30 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 12.7 ล้านล้านจ๊าต โดยมีร้านค้ากว่า 420,000 แห่ง และผู้ใช้งานมากกว่า 24 ล้านคน ภายใต้แนวคิด “ง่าย สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เชื่อถือได้” สนับสนุนการชำระเงินแบบไร้เงินสด (Cashless Payment) รองรับการจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ (QR Payment) การใช้บริการธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Banking) หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet, E-Payment) ส่งเสริมการหมุนเวียนเงินในระบบที่รวดเร็วขึ้น โปร่งใสตรวจสอบได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสทางการเงินและการชำระเงินของประชาชน ร้านค้าและธุรกิจทุกขนาด

    ผลกระทบ/โอกาส การส่งเสริมการชำระเงินแบบไร้เงินสด การโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ และการชำระเงินผ่าน QR Code  เป็น “โอกาสอันดี” เนื่องจากช่วยยกระดับการชำระเงินและการเงินเมียนมา อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าผู้ใช้งาน จากเดิมชำระด้วยเงินสด เป็นการชำระเงินออนไลน์และสแกน QR Code ซึ่ง “ง่าย สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เชื่อถือได้” ทำให้เกิดการใช้อย่างแพร่หลาย มากกว่า 30 ล้านรายการในปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า การชำระเงินด้วยการสแกน QR Code ดังกล่าว ช่วยส่งเสริมให้เมียนมาลดการใช้เงินสด เป็นสังคมดิจิทัลมากขึ้น ช่วยให้เงินเข้าระบบ สามารถตรวจสอบทางการเงินได้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยยกระดับการเงินทั้งในเมียนมาและการเงินระหว่างประเทศ

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนพิจารณาใช้ประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้สอดคล้องกับระบบการเงินเมียนมาที่มีแนวโน้มเป็นการเงินอิเล็กทรอนิกส์และการชำระเงินออนไลน์หรือ QR Code มากขึ้น เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภค ร้านค้าและช่องทางจัดจำหน่ายต่างๆ ในเมียนมา นิยมการชำระเงินออนไลน์มากขึ้น ด้วยการสแกน QR Code ที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และเชื่อถือได้

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.4 เมียนมาตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและภาคเอกชน เรื่องใบรับรองข้าวโพดปลอดเผา สนับสนุนการส่งออกไปไทย

    เมียนมา (กระทรวงพาณิชย์เมียนมา) ตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Task Force) เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการออกใบรับรองข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดเผา (Burn-free Certification) รองรับมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดเผาของไทย โดยการนำเข้า            ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยต้องเป็นข้าวโพดปลอดการเผาจากทุกประเทศ (รวมทั้งเมียนมา) ตั้งแต่ 1 ม.ค. 69 นอกจากเรื่องข้าวโพดปลอดเผาแล้ว เรื่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อาเซียน (รวมทั้งเมียนมา) ปี 69 ไทยสามารถนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากอาเซียน แล้วได้สิทธิลดภาษีนำเข้าเป็น 0 (ใช้ Form D) ในช่วงเวลา 1 ก.พ. – 30 มิ.ย. 69 

    ผลกระทบ/โอกาส การที่หน่วยงานเมียนมา (กระทรวงพาณิชย์เมียนมา) มีการตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและภาคเอกชน เรื่องการออกใบรับรอง   ข้าวโพดเมียนมาปลอดเผา รองรับมาตรการนำเข้าข้าวโพดปลอดเผาของไทย เป็น “สัญญาณที่ดียิ่ง” สะท้อนว่าหน่วยงานเมียนมาให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมกับการออกใบรับรองข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมาปลอดเผามากขึ้น โดยมีสมาคมพืชไร่เมียนมาหรือสมาคม MPBMSMA (Myanmar Pulses, Beans, Maize and Sesame Seeds Merchants Association) เป็นกลไกสนับสนุนคณะทำงานร่วมภาครัฐและภาคเอกชนดังกล่าว (เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ภาคเอกชนเมียนมา โดยสมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมาหรือ MCIA : Myanmar Corn Industrial Association ออกใบรับรองการใช้งานระบบตรวจสอบย้อนกลับ ว่าเป็นข้าวโพดปลอดเผาให้ผู้ส่งออกเมียนมาประกอบการส่งออกข้าวโพดเมียนมาปลอดเผา)

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนพิจารณาใช้ประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมา ควรมีเอกสารรับรอง   ข้าวโพดปลอดการเผา ทั้งการออกใบรับรองโดยสมาคมผู้ประกอบการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เมียนมา (สมาคม MCIA) ที่ออกให้กับผู้ส่งออกที่ใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ หรือใบรับรองออกโดยคณะทำงานร่วมดังกล่าว (ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางดำเนินการ) เพื่อเป็นเอกสารประกอบการนำเข้า     ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย ซึ่งผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไทยต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้นำเข้ากับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ไทย โดยในระยะแรกผู้นำเข้าที่ไทยสามารถรับรองตนเอง (Self Certification) และใช้ใบรับรองข้าวโพดปลอดเผาจากผู้ส่งออกเป็นเอกสารประกอบการนำเข้าที่ไทยได้

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.5 เมียนมาและไทยหารือเรื่องการส่งตัว ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์กลับประเทศ

    เมียนมาและไทยหารือเรื่องการส่งตัวเหยื่อค้ามนุษย์ รวมทั้งหารือเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสวัสดิการสังคม บรรเทาทุกข์ และการตั้งถิ่นฐานใหม่ (Deputy Minister for Social Welfare, Relief and Resettlement) เป็นประธานการประชุมหารือระหว่างเมียนมาและไทย เรื่องการส่งตัวผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์กลับประเทศ และการฟื้นฟูผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ณ โรงแรม Park Royal กรุงย่างกุ้ง เมียนมา ซึ่งเมียนมาได้ร่วมมืออย่างแข็งขันกับไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยไทยและเมียนมาได้ทำงานร่วมกันในทุกด้าน ได้แก่ การป้องกัน การคุ้มครอง และการดูแลผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

    ผลกระทบ/โอกาส การส่งตัวผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์กลับประเทศ รวมทั้งการป้องกัน คุ้มครอง และดูแลผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เป็น “สัญญาณที่ดี” สะท้อนว่าเมียนมาและไทยให้ความสำคัญและมีความร่วมมือด้านต่างๆ ร่วมกัน ทั้งนี้ นอกจากการดูแลฟื้นฟูผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์แล้ว สิ่งสำคัญคือการป้องกันและปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ แก๊ง Scammer หลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อเมียนมา ไทย และประเทศต่างๆ ซึ่งไทย เมียนมา และประเทศต่างๆ อยู่ระหว่างป้องกันและแก้ไขเรื่องดังกล่าวร่วมกัน

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการค้ามนุษย์ แก๊ง Scammer หลอกลวงออนไลน์ เป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอื่นไปด้วย เช่น มาตรการ 3 ตัดของไทย (ตัดไฟฟ้า ตัดอินเตอร์เน็ต ตัดน้ำมันเชื้อเพลิง) ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 68 ในพื้นที่ชายแดนเมียนมา-ไทย   ที่มีปัญหาแก๊ง Scammer หลอกลวงออนไลน์ และขบวนการค้ามนุษย์ ได้แก่ ท่าขี้เหล็ก (ตรงข้ามด่านแม่สาย จ.เชียงราย)   เมียวดี (ตรงข้ามด่านแม่สอด จ.ตาก) และพญาตองซู (ตรงข้ามด่านเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี) 

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    3.6 เมียนมาเปิดถนนสายเอเชีย (AH1) ช่วงผาอัน-กอกอเร็ก-เมียวดี

    เมียนมาเปิดถนนสายเอเชีย (AH1) ช่วงผาอัน – กอกาเร็ก – เมียวดี เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 69 ซึ่งเส้นทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง รวมทั้งเป็นเส้นทางคมนาคมหลักในรัฐกะเหรี่ยง และเป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปยังสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา (แห่งที่ 2 รถบรรทุก ขนส่งสินค้า) ด้านตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ทั้งนี้ ที่ผ่านมาถนนสายนี้เคยถูกปิดใช้งาน เนื่องจากสถานการณ์การปะทะกัน และเส้นทางเสียหาย โดยปัจจุบันได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งแล้ว หลังจากที่ฝ่ายทหารเมียนมาร่วมกับชุมชนท้องถิ่นได้ฟื้นฟูเสถียรภาพ ความมั่นคงปลอดภัย ซ่อมแซมเส้นทางทั้งถนนและสะพานที่เสียหาย รองรับการใช้งานของประชาชนและ ภาคธุรกิจ ทั้งการค้า การขนส่ง และการเดินทางในเส้นทางดังกล่าว

    ผลกระทบ/โอกาส การกลับมาเปิดถนนสายเอเชีย (AH 1) นับว่าเป็น “สัญญาณที่ดี” ส่งผลดี ต่อการค้า การขนส่ง และการเดินทางในเส้นทางดังกล่าว เนื่องจากเป็นเส้นทางเชื่อมโยง จากแม่สอดและเมียวดี ผ่านเส้นทางดังกล่าวสู่กรุงย่างกุ้ง ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของเมียนมา รวมทั้ง การเปิดถนนสายเอเชีย (AH 1) ดังกล่าว ส่งผลดีและช่วยสนับสนุนการเปิดด่านเมียวดี (สะพาน 2 รถขนส่งสินค้า) ที่ปิดชั่วคราวตั้งแต่ 18 ส.ค. 68 ในอนาคตต่อไป ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันด่านเมียวดียังไม่กลับมาเปิดให้บริการ แต่มีแนวโน้มและสัญญาณที่ดีที่จะกลับมาเปิดเร็วๆ นี้ โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความมั่นคงและปลอดภัยในพื้นที่ด้วย ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ ขอให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์และเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนธุรกิจและปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ระหว่างนี้ที่ด่านเมียวดี (สะพาน 2 รถขนส่งสินค้า) ยังปิดชั่วคราว ขอให้ผู้ประกอบการพิจารณาปรับใช้ด่านการค้าและเส้นทางการขนส่งไทย-เมียนมา ที่สามารถใช้ขนส่งสินค้าได้ ได้แก่ ท่าเรือระนอง-ย่างกุ้ง ท่าเรือแหลมฉบัง-ย่างกุ้ง ด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก โดยทุกด่านทุกเส้นทางการค้าต้องมี Import License สินค้านำเข้าเมียนมา

    ที่มา: Global New Light Of Myanmar (www.gnlm.com.mm)

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง

                                                                           เมษายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/riq6r4wpzyivqckn8ibf12k5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fuf2UpschQEsH61ylavej