Category: เศรษฐกิจ

  • โพลเปิดเสียงประชาชน ไม่มั่นใจรัฐบาลอนุทิน 2 แก้วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

    โพลเปิดเสียงประชาชน ไม่มั่นใจรัฐบาลอนุทิน 2 แก้วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

    วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.55 น.

    KPI Poll เสียงสะท้อนประชาชน ต่อการรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “เสียงสะท้อนประชาชนต่อการรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่” ระหว่างวันที่ 27 – 30 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบพบหน้า กำหนดระดับความเชื่อมั่นทางสถิติที่ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน ร้อยละ 2.5 นอกจากนี้ทุกแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความครบถ้วนและความสมเหตุสมผลของคำตอบ ก่อนนำข้อมูลไปวิเคราะห์และรายงานผลต่อไป

    ผลการสำรวจทาง Line Today ในคำถาม “หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ท่านเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่า ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ จะสามารถรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม” พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 82.1 ระบุว่า “ไม่ค่อยเชื่อมั่น – ไม่เชื่อมั่นเลย” ขณะที่ร้อยละ 12.8 ระบุว่า “ค่อนข้างเชื่อมั่น – เชื่อมั่นมากที่สุด” และร้อยละ 5.1 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

    ผลการสำรวจในคำถาม “หากรัฐบาลต้องเลือกระหว่าง ‘ตรึงราคาพลังงานชั่วคราว’ กับ ‘ปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริง แต่เอางบไปช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง (เช่น ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ภาคขนส่ง)’ ท่านเห็นด้วยกับแนวทางใดมากกว่ากัน” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 39.0 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 30.7 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ขณะที่ร้อยละ 11.1 ระบุเท่ากันว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” และ “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ส่วนร้อยละ 8.1 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

    เมื่อพิจารณาตามภูมิภาคในคำถาม “หากรัฐบาลต้องเลือกระหว่าง ‘ตรึงราคาพลังงานชั่วคราว’ กับ ‘ปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริง แต่เอางบไปช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง (เช่น ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ภาคขนส่ง)’ ท่านเห็นด้วยกับแนวทางใดมากกว่ากัน” พบว่า กรุงเทพมหานคร มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 33.5 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 21.8 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” ร้อยละ 15.3 ระบุเท่ากันว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” และ “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” ขณะที่ร้อยละ 14.1 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ส่วนภาคกลาง มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 40.9 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด”

    รองลงมาร้อยละ 22.7 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ร้อยละ 17.8 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ร้อยละ 10.8 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” และร้อยละ 7.8 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” ขณะที่ภาคตะวันออก มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 47.7 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 28.2 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ร้อยละ 12.8 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ร้อยละ 6.0 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” และร้อยละ 5.3 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 41.3 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” รองลงมาร้อยละ 36.3 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” ร้อยละ 9.3 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ร้อยละ 7.7 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” และร้อยละ 5.4 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

    ขณะที่ภาคเหนือ มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 40.0 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 26.8 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ร้อยละ 12.2 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” ร้อยละ 11.9 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” และร้อยละ 9.1 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” ขณะที่ภาคใต้ มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 40.1 ระบุว่า “ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันในระดับจำกัด” รองลงมาร้อยละ 31.4 ระบุว่า “ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่” ร้อยละ 18.4 ระบุว่า “ควรปล่อยตามกลไกตลาดและเน้นมาตรการระยะยาว” ร้อยละ 7.9 ระบุว่า “ช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจะเหมาะสมกว่า” และร้อยละ 2.2 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

    ผลการสำรวจในคำถาม “ในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านจะยอมรับได้หรือไม่ หากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อดูแลราคาพลังงานในระยะสั้น ซึ่งจะทำให้รัฐมีงบประมาณน้อยลงสำหรับนโยบายอื่นในปีนี้” พบว่า ผู้ตอบร้อยละ 38.6 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” รองลงมาร้อยละ 25.3 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” ร้อยละ 14.9 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” ขณะที่ร้อยละ 11.1 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” และร้อยละ 10.1 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

    เมื่อพิจารณาตามภูมิภาคในคำถาม “ในสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านจะยอมรับได้หรือไม่ หากรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อดูแลราคาพลังงานในระยะสั้น ซึ่งจะทำให้รัฐมีงบประมาณน้อยลงสำหรับนโยบายอื่นในปีนี้” พบว่า กรุงเทพมหานครมีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 32.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” รองลงมาร้อยละ 21.2 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” ร้อยละ 18.8 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” ร้อยละ 15.3 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” และร้อยละ 11.8 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” สำหรับภาคกลาง ผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 28.0 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” ตามมาด้วยร้อยละ 25.5 ที่ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” ร้อยละ 19.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้นๆ” ร้อยละ 13.7 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” และร้อยละ 12.9 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว”

    ด้านภาคตะวันออก ผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 60.4 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” รองลงมาร้อยละ 24.2 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” ร้อยละ 7.4 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” และมีร้อยละ 4.0 เท่ากันที่ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” และ “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” ในกรณีของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 42.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” รองลงมาร้อยละ 25.7 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้นๆ” ร้อยละ 12.8 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” ร้อยละ 10.0 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้” และร้อยละ 8.6 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” เช่นเดียวกับภาคเหนือ ผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 29.0 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” รองลงมาร้อยละ 25.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” ร้อยละ 19.0 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” ร้อยละ 14.8 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” และร้อยละ 11.3 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

    ขณะที่ภาคใต้มีผู้ตอบมากที่สุดร้อยละ 54.9 ระบุว่า “ยอมรับได้ เพราะเรื่องพลังงานกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง” ตามด้วยร้อยละ 24.5 ที่ระบุว่า “ยอมรับได้ แต่เฉพาะช่วงวิกฤตสั้น ๆ” ร้อยละ 14.4 ระบุว่า “ยอมรับได้เฉพาะการช่วยคนรายได้น้อยและภาคขนส่ง” ร้อยละ 4.7 ระบุว่า “ไม่ยอมรับ เพราะควรเก็บงบไว้ใช้กับเรื่องจำเป็นระยะยาว” และร้อยละ 1.5 ระบุว่า “ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956595&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jHlbjWjGhKEMkQZGM36aY

  • SET รีบาวด์แต่ไปได้ไม่ไกล! ฮอร์มุชคลายกังวลระยะสั้น-น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจ

    SET รีบาวด์แต่ไปได้ไม่ไกล! ฮอร์มุชคลายกังวลระยะสั้น-น้ำมันพุ่งกดเศรษฐกิจ

    บทวิเคราะห์ บล.พาย ระบุว่า Dow Jones เมื่อคืนปิดลบเล็กน้อย ลดลง -61 จุด คิดเป็น -0.1% หลังมีรายงานว่าหลายๆ ประเทศกำลังร่วมมือกันแก้ไขภาวะชะงักในช่องแคบ HORMUZ

    ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 7.8% เพราะทางผู้นำสหรัฐฯส่งสัญญาณจะโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วง แต่อย่างไรก็ตามหากดูข้อมูลจาก Bloomberg รูปด้าน ซ้ายมือพบว่าการเคลื่อนไหวของเรือยังจำกัด (Oil Shortage)

    ปัจจัยต่างประเทศ 

    ช่วงเช้าวานนี้ตามเวลาประเทศไทยทางผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศว่าจะเตรียมโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงและพร้อมจะถอย ออกมาในอีก 2-3 สัปดาห์หลังจากนี้ แต่นักลงทุนมองลบเห็นได้ จากราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นแรง ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อคืนมีการรายงานคนขอรับสวัสดิการว่างงานดีกว่าคาดเล็กน้อย US Bond Yield 2, 10 ปีขยับลงแต่ไม่มากนัก 

    ผสานกับหุ้นสหรัฐฯปรับขึ้นซึ่งสะท้อนถึงมุมมองผ่อนคลายจากนักลงทุน จากนี้รอติดตามการดำเนินการช่องแคบ HORMUZ ว่าจะมีความคืบหน้าบ้างหรือไม่ คืนนี้หุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการ (GOOD FRIDAY) แต่ก็จะมีการประกาศตัวเลขแรงงานสำคัญอย่าง NonFarm, อัตราการว่างงาน Consensus คาดไว้ที่ 6.5 หมื่นราย, 4.4%

    ปัจจัยในประเทศ

    ตลาดหุ้นไทยจะปิดทำการในวันจันทร์ทั้งนี้อาจระมัดระวังความผันผวนช่วงวันหยุดนักลงทุนรับความเสี่ยงต่ำไม่แนะมีสถานะข้ามช่วงวันหยุด ส่วนราคาน้ำมันหน้าปั๊มไทยปรับขึ้นต่อเนื่อง

    หลังจากนี้เชื่อว่าผู้ประกอบการจะทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า กดดันต่อกำลังซื้อและเศรษฐกิจเพราะรายได้อาจใกล้เดิมตามภาวะเศรษฐกิจ 

    ปัจจัยเช่นนี้เป็นปัจจัยกดดันตลาด วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหว 1,455 – 1,480 จุด อาจฟื้นตัว ระยะสั้นจากการคลายกังวล HORMUZ แต่ Upside จำกัดจาก Downside เศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน

    กลยุทธ์เน้นคุม ความเสี่ยงส่วนหุ้นแนะนำเน้นที่ พลังงาน ธนาคาร (BBL KBANK SCB) อาหาร (CPF) โรงพยาบาล (BDMS)

    หุ้นโดดเด่น

    หุ้น SCB ราคาเป้าหมาย 149 บาท แนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 1/69 คาดกำไรสุทธิปรับขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จากค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลง และทรงตัวจากปีก่อน (YoY)

    และหุ้น CPF ราคาเป้าหมาย 24.70 บาท เป็นธุรกิจที่ได้รับแรงกดดันจากปัญหาสงครามไม่มากเนื่องจากเป็นสินค้าที่ต้องใช้บริโภค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/740367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_MoLN6bo0PVu35WM914cV

  • กรมประมงเพาะพันธุ์ปลาน้ำเงินด้วยเทคนิคใหม่ พัฒนาสู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    กรมประมงเพาะพันธุ์ปลาน้ำเงินด้วยเทคนิคใหม่ พัฒนาสู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    กรมประมงเพาะพันธุ์ปลาน้ำเงินด้วยเทคนิคใหม่ พัฒนาสู่สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    วันนี้, 08:10น.

              กรมประมงประกาศความสำเร็จยกระดับการเพาะพันธุ์ปลาน้ำเงินด้วยเทคนิคใหม่ ที่ช่วยลดการสูญเสียพ่อแม่พันธุ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เตรียมผลักดันเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง ต่อยอดสู่การเลี้ยงเชิงพาณิชย์ รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

              นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลาน้ำเงิน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phalacronotus apogon (Bleeker, 1851) จัดอยู่ในวงศ์ Siluridae สกุล Phalacronotus ลักษณะลำตัวยาว แบนข้าง ไม่มีครีบหลัง ไม่มีก้านครีบแข็ง และมีสีเงินแวววาว สามารถเจริญเติบโตได้ยาวถึงประมาณ 70 เซนติเมตร ในประเทศไทยนิยมเรียกปลากลุ่มนี้ว่า “ปลาเนื้ออ่อน” พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน่าน แม่น้ำยม แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำโขง และบึงบอระเพ็ด เป็นต้น จัดเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมในการบริโภค เนื่องจากเนื้อที่มีคุณภาพ รสชาติดี และไม่มีก้างฝอย สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายรูปแบบ โดยมีราคาจำหน่ายประมาณ 300–600 บาทต่อกิโลกรัม อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาดปลาสวยงาม ราคาจำหน่ายประมาณ 300–1,200 บาทต่อตัว และยังมีแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีการจับมาใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ปริมาณปลาน้ำเงินในธรรมชาติลดลงอย่างชัดเจน

              กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดได้ดำเนินการศึกษาและพัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์อย่างต่อเนื่อง จนล่าสุด ในปีงบประมาณ 2569 ได้ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาเทคนิคที่ช่วยลดการสูญเสียพ่อพันธุ์ และลดการบอบช้ำของแม่พันธุ์จากการรีดไข่ ควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการเพาะฟักและอนุบาลลูกปลาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาเทคนิคการให้อาหารที่เหมาะสม ส่งผลให้ลูกปลายอมรับการเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปได้ดี มีสุขภาพแข็งแรง และมีอัตราการรอดสูง ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเลี้ยง และสนับสนุนการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

              นางสาวกฤษณา เตบสัน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เป็นการพัฒนามาจากวิธีการเดิมที่ต้องสูญเสียพ่อพันธุ์เพื่อเก็บถุงน้ำเชื้อ หรือสูญเสียพ่อพันธุ์จากความบอบช้ำจากการรีดน้ำเชื้อ และสูญเสียแม่พันธุ์ที่บอบช้ำจากการรีดไข่ แต่วิธีการเพาะพันธุ์ด้วยเทคนิคใหม่นี้ เป็นวิธีการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติหลังจากที่ฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์เพื่อกระตุ้นและควบคุมกระบวนการพัฒนาของเซลล์สืบพันธุ์ จากนั้นจึงปล่อยให้พ่อแม่พันธุ์ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ โดยนำพ่อแม่พันธุ์ปล่อยลงในกระชังไนล่อนที่แขวนอยู่ภายในบ่อซีเมนต์ ควบคุมระดับน้ำลึกประมาณ 50 เซนติเมตร มีระบบน้ำไหลผ่านตลอดเวลาและติดตั้งเครื่องให้อากาศพร้อมหัวทรายเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำ หลังจากปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงในกระชังประมาณ 8-12 ชั่วโมง พ่อแม่พันธุ์ปลาจะผสมพันธุ์และวางไข่ โดยไข่มีลักษณะจมและเกาะติดกับวัตถุ แล้วจึงนำพ่อแม่พันธุ์ออกจากกระชังและทำการเก็บรวบรวมไข่ที่ติดอยู่กับกระชัง โดยใช้วิธีกวักน้ำอย่างเบามือเพื่อให้ไข่หลุดออก จากนั้นนำไข่ไปโรยบนตะแกรงฟักไข่ที่เตรียมไว้ในบ่อซีเมนต์ขนาด 1.5 × 2.5 เมตร โดยค่อย ๆ โรยไข่ไม่ให้ไข่ติดกัน เพื่อป้องกันการเน่าเสีย และให้ไข่กระจายทั่วตะแกรง พร้อมติดตั้งเครื่องให้อากาศพร้อมหัวทรายเพื่อให้ออกซิเจนอย่างเบา ๆ รอบตะแกรง ไข่ปลาน้ำเงินใช้ระยะเวลาประมาณ 22-24 ชั่วโมงในการฟักเป็นตัว ที่อุณหภูมิน้ำ 27–29 องศาเซลเซียส โดยแม่พันธุ์หนึ่งตัวจะให้จำนวนลูกปลาเฉลี่ยประมาณ 6,500 ตัว เมื่อลูกปลาฟักเป็นตัวและมีอายุได้ประมาณ 2 วัน ถุงไข่แดงเริ่มยุบ จึงเริ่มให้อาหารเป็นลูกไรแดง จนกระทั่งลูกปลามีอายุประมาณ 20 วัน เริ่มให้อาหารเป็นไรแดงตัวเต็มวัยร่วมกับอาหารสำเร็จรูปชนิดเกล็ดสำหรับปลาวัยอ่อนที่มีระดับโปรตีนไม่น้อยกว่า 52 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อลูกปลามีอายุ 50 วัน เริ่มเสริมด้วยอาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดลอยน้ำที่มีระดับโปรตีนไม่น้อยกว่า 42 เปอร์เซ็นต์ เมื่อลูกปลามีอายุ 60 วันขึ้นไป ลูกปลาสามารถกินอาหารเม็ดสำเร็จรูปชนิดเม็ดลอยน้ำสำหรับปลากินเนื้อขนาดเล็กได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตราการรอดตายประมาณ85 เปอร์เซ็นต์ โดยเทคนิคนี้ช่วยลดการสูญเสียพ่อแม่พันธุ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

              อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันกรมประมงได้ขยายผลความสำเร็จการเพาะพันธุ์ ปลาน้ำเงิน สู่การเลี้ยงเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท ได้เริ่มนำลูกปลาน้ำเงิน ออกจำหน่ายเพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการแล้ว อีกทั้งยังได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และสนับสนุนลูกพันธุ์ปลาน้ำเงินให้แก่หน่วยงานภายในของกรมประมง อาทิ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพิษณุโลก รวมถึงสถาบันการศึกษา อาทิ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อนำไปต่อยอดด้านการศึกษาวิจัย ตลอดจนใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในอนาคต นอกจากนี้ ทางกรมฯ ยังได้มีแผนที่จะปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อเพิ่มปริมาณและช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ อันจะนำไปสู่การสร้างความสมดุลของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และยกระดับมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งด้านการบริโภคและการเลี้ยงเป็นปลาสวยงามในระยะยาวต่อไป

              สำหรับลูกพันธุ์ปลาน้ำเงินมีราคาจำหน่ายตามขนาดต่าง ๆ ดังนี้ 3-5 เซนติเมตร ราคา 20 บาท 5-7 เซนติเมตร ราคา 30 บาท และ 7-10 เซนติเมตร ราคา 50 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดชัยนาท

    ….

    #ปลาน้ำเงิน

    #กรมประมง

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160462&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qnWPCwkpMGO9jeZJhZPiR

  • ‘เอสเอ็มอี’ ตั้งรับพายุเศรษฐกิจโลก สสว.อัดมาตรการ 3 ระยะ พยุงธุรกิจ

    ‘เอสเอ็มอี’ ตั้งรับพายุเศรษฐกิจโลก สสว.อัดมาตรการ 3 ระยะ พยุงธุรกิจ

    ท่ามกลางแรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะสงครามอิหร่าน ถือเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มส่งผ่านผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังระบบเศรษฐกิจโลก 

    ส่งผลให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของไทย กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ภาพรวมยังทรงตัวในแดนบวก แต่สัญญาณความเปราะบางเริ่มปรากฏชัดขึ้นในหลายมิติ ทั้งต้นทุนพลังงาน การบริโภค การท่องเที่ยว และการส่งออก

    สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดภาพสะท้อนล่าสุดผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) เดือนก.พ. 2569 ที่ระดับ 52.3 ปรับเพิ่มเล็กน้อยจาก 52.2 ในเดือนม.ค. 2569 และยังยืนเหนือระดับฐานที่ 50 

    ทั้งนี้ สะท้อนว่า ภาคธุรกิจยังคงมีความเชื่อมั่น แต่เริ่มระวังตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 ที่แรงกดดันจากต่างประเทศเริ่มชัดเจนขึ้น

    ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ สสว. รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. ระบุว่า การคาดการณ์ดัชนีในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 52.8 แม้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่มีแรงกดดันจากการสิ้นสุดฤดูกาลจับจ่ายช่วงปีใหม่-ตรุษจีน ประกอบกับความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางที่อาจทำให้กำลังซื้อชะลอลง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกเชิงโครงสร้าง จะพบว่า ภาคบริการยังคงมีความเชื่อมั่นสูงสุดที่ 53.0 ตามด้วยภาคการค้า 53.2 ขณะที่ภาคการผลิตอยู่ที่ 50.5 สะท้อนภาวะทรงตัวแบบเปราะบาง

    ด้านพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ 51.8 และภาคตะวันออก 51.0 ยังได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่ภาคเหนือโดดเด่นสุดที่ 55.5 ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่เดียวที่ต่ำกว่าระดับฐานที่ 49.8 สะท้อนแรงกดดันเชิงพื้นที่ที่แตกต่างกัน

    ในเชิงมหภาค GDP ของ SME ปี 2568 ขยายตัว 2.4% ในไตรมาสสุดท้าย คิดเป็นมูลค่า 1.72 ล้านล้านบาท หรือ 34.9% ของ GDP ประเทศ โดยธุรกิจขนาดเล็ก (Small) โตสูงสุดที่ 2.5% ตามด้วย Micro 2.3% และ Medium 2.2%

    “แนวโน้มปี 2569 เริ่มเผชิญแรงกดดัน โดยหากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ คาดว่า GDP SME อาจถูกปรับลดจากเดิม 2.8% เหลือเพียง 1.6-2.3% ก็ได้”

    ‘เอสเอ็มอี’ ตั้งรับพายุเศรษฐกิจโลก สสว.อัดมาตรการ 3 ระยะ พยุงธุรกิจ

    อย่างไรก็ตาม สสว.ประเมินผลกระทบหลักจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่าน ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่

    1. ต้นทุนพลังงานพุ่ง ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสแตะ 130-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากสงครามยืดเยื้อถึงสิ้นปี ดันเงินเฟ้อแบบ Cost-push อยู่ที่ 2.0-3.0% บีบผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้า

    2. ภาคการผลิตถูกบีบสองด้าน (Double Squeeze) คาด GDP ภาคการผลิตหดตัว -0.6% จากทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นและรายได้ที่ลดลง โดยกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี อาหาร พลาสติก และเซรามิก

    3. ท่องเที่ยวสะดุด รายได้หายกว่าแสนล้าน นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดเหลือ 32.75 ล้านคน จากเป้า 37 ล้านคน ทำให้รายได้หายไปกว่า 109,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปและตะวันออกกลาง

    4. ส่งออกเสี่ยงสะดุด จากปัญหาห่วงโซ่อุปทานและค่าระวางขนส่งที่เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ เพื่อลดแรงกระแทก สสว.ได้วางมาตรการช่วยเหลือ SME แบบครบวงจรไว้ 3 ระยะ โดยเน้นดิจิทัลเป็นหัวใจ แบ่งเป็น

    1. ระยะเร่งด่วน โดยการตั้ง War Room SME ผ่านศูนย์ OSS ทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ สนับสนุน SME Coach ปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดใช้พลังงาน จัดหา Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำ และเร่งคืนภาษี VAT/CIT เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง

    2. ระยะกลาง เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มสมัยใหม่ ใช้ Data Analytics วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และหาตลาดส่งออกใหม่

    3. ระยะยาว จัดตั้งกองทุน SME Resilience & Transformation Fund สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital เต็มรูปแบบ ใช้ Automation และพลังงานทางเลือก ผ่านมาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) เพื่อลดต้นทุนระยะยาว

    อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือ การพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ผ่านแนวคิด Safe Haven ดึงนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง โดยกลุ่ม SME ที่จะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ ที่พักระดับพรีเมียม (Private Villa / Boutique Hotel) ธุรกิจสุขภาพและความงาม อาหารฮาลาลฟิวชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์ไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงถึง 80,000-100,000 บาทต่อทริป

    ดร.ปณิตา กล่าวย้ำว่า แม้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจะเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ แต่พื้นฐาน SME ไทยยังคงมีความแข็งแกร่ง หากสามารถเร่งปรับตัวสู่ดิจิทัล ควบคู่กับมาตรการภาครัฐที่ “เร็ว ตรงจุด และยืดหยุ่น” จะช่วยรักษาเสถียรภาพและประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งนี้ไปได้

    “ในวันที่โลกเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ความเร็วในการปรับตัวอาจกลายเป็นตัวแปรชี้ขาดว่า SME ไทยจะเพียงอยู่รอดหรือเติบโตท่ามกลางวิกฤติได้อย่างแท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228098&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VNMKqQ5EZyeTJAaOLgbNn

  • ธนาคารกรุงเทพ หนุนลูกค้าสู่ตลาดศักยภาพ เปิดประตูสู่อินเดีย ชี้โอกาสเศรษฐกิจเด่น

    ธนาคารกรุงเทพ หนุนลูกค้าสู่ตลาดศักยภาพ เปิดประตูสู่อินเดีย ชี้โอกาสเศรษฐกิจเด่น

    นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลกด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ฐานประชากรขนาดใหญ่ถึง 1.4 พันล้าน และการขยายตัวของชนชั้นกลางอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อินเดียมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในฐานะตลาดผู้บริโภค แหล่งลงทุน จนกลายเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก ธนาคารกรุงเทพในฐานะ “ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค” เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงจัดสัมมนา Unlock India: เปิดประตูสู่อินเดีย เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจโอกาส ความท้าทาย และแนวทางการปรับตัวในการดำเนินธุรกิจในอินเดียอย่างรอบด้าน  สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารกรุงเทพในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมเดินเคียงข้างลูกค้าในทุกจังหวะการเติบโต และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจไทยสามารถใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

    “จากประสบการณ์ที่ธนาคารสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ธนาคารเข้าใจดีว่าการก้าวเข้าสู่ตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนอย่างอินเดียนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากกว่าเงินทุน คือองค์ความรู้ ความเข้าใจเชิงลึกในบริบทท้องถิ่น รวมทั้งเครือข่ายที่เชื่อถือได้ และพันธมิตรที่พร้อมให้การสนับสนุนตลอดเส้นทาง ธนาคารกรุงเทพจึงพร้อมที่จะตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจ ด้วยบริการครบวงจรตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การสนับสนุนทางการเงิน ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับธนาคารพันธมิตรในอินเดีย ทั้งกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรส่งเสริมการค้าเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่าไม่ได้เดินทางไปยังตลาดอินเดียเพียงลำพัง” นายชาติศิริ กล่าว

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า อินเดียกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จากประเทศกำลังพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ทั้งภาคการผลิต เทคโนโลยี และตลาดผู้บริโภคที่สำคัญของโลก จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องด้วยนโยบายภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการลงทุน อย่างนโยบาย Make in India และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ล้วนสร้างโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุนต่างชาติรวมถึงภาคธุรกิจไทย โดยการลงทุนในอินเดียจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกและการวางกลยุทธ์ระยะยาว รวมทั้งการสร้างพันธมิตรที่เหมาะสม เพราะทั้ง 28 รัฐ ต่างมีกฎระเบียบ วัฒนธรรม และโอกาสแตกต่างกัน ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในอินเดียล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน คือเข้าไปด้วยมุมมองระยะยาว เลือกพื้นที่และพันธมิตรให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง

    กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ หนุนลูกค้าสู่ตลาดศักยภาพ เปิดประตูสู่อินเดีย ชี้โอกาสเศรษฐกิจเด่น ธนาคารกรุงเทพ หนุนลูกค้าสู่ตลาดศักยภาพ เปิดประตูสู่อินเดีย ชี้โอกาสเศรษฐกิจเด่น

    สำหรับ งาน Unlock India: เปิดประตูสู่อินเดีย ภายในงานประกอบด้วยการเสวนา 2 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงที่ 1 “โอกาสของไทยในอินเดีย” เปิดมุมมองจากภาครัฐ โดยนางสาวชวนาถ ทั่งสัมพันธ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี นางสาวศิริพร ตันติปัญญาเทพ กงสุลใหญ่ ณ เมืองกัลกัตตา และนายรชา อารีพรรค กงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน ซึ่งร่วมถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของอินเดียในเศรษฐกิจโลก ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยกับอินเดีย แนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ตลอดจนความแตกต่างของแต่ละรัฐ 

    ธนาคารกรุงเทพ หนุนลูกค้าสู่ตลาดศักยภาพ เปิดประตูสู่อินเดีย ชี้โอกาสเศรษฐกิจเด่น ธนาคารกรุงเทพ หนุนลูกค้าสู่ตลาดศักยภาพ เปิดประตูสู่อินเดีย ชี้โอกาสเศรษฐกิจเด่น ธนาคารกรุงเทพ หนุนลูกค้าสู่ตลาดศักยภาพ เปิดประตูสู่อินเดีย ชี้โอกาสเศรษฐกิจเด่น

    นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอข้อมูลเชิงนโยบาย มาตรการส่งเสริมการลงทุน และกลไกการสนับสนุนจากภาครัฐอินเดียที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและนักลงทุน และข้อแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับภาคธุรกิจไทยที่สนใจเริ่มต้นหรือขยายการลงทุนในตลาดอินเดีย และในวงเสวนาช่วงที่ 2 “Unlock India: เปิดประตูสู่อินเดีย” เป็นการถอดบทเรียนจากภาคเอกชน นำเสนอประสบการณ์จริงจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย ได้แก่ บริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และไทยซัมมิทกรุ๊ป ครอบคลุม 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจอินเดียและทิศทางการเปลี่ยนแปลง โอกาสและกลยุทธ์การลงทุน อุปสรรคและการปรับตัว รวมถึงคำแนะนำสำหรับภาคธุรกิจไทยและ SME ที่สนใจก้าวสู่ตลาดอินเดียอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378975624&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jrNy6JozzoOWyu5-wowPM

  • ล่มเมื่อวาน แจงวันนี้! กรุงไทย เร่งคืนเงินเข้าบัญชีภายใน 1 ทุ่มวันนี้ (2 เม.ย.) | เดลินิวส์

    ล่มเมื่อวาน แจงวันนี้! กรุงไทย เร่งคืนเงินเข้าบัญชีภายใน 1 ทุ่มวันนี้ (2 เม.ย.) | เดลินิวส์

    วันที่ 2 เม.ย. ธนาคารกรุงไทย แจ้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพจเฟซบุ๊ก Krungthai Care ระบุว่า จากกรณีพบปัญหาการทำรายการผ่านแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569

    กรณีที่มีการโอนเงินและถูกตัดเงินจากบัญชีต้นทางแล้ว ธนาคารจะเร่งดำเนินการปรับปรุงยอดเงินเข้าบัญชีปลายทาง ภายในวันที่ 2 เมษายน 2569 ก่อนเวลา 19.00 น.

    “ธนาคารฯ ใคร่ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5743813/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hCQce80BCWXzuowIU4dzU

  • ผู้ใช้รถอ่วม! ‘ปตท.-บางจาก’ ประกาศขึ้นน้ำมันดีเซล 3.50 บาท กลุ่มเบนซิน 70 สต. | เดลินิวส์

    ผู้ใช้รถอ่วม! ‘ปตท.-บางจาก’ ประกาศขึ้นน้ำมันดีเซล 3.50 บาท กลุ่มเบนซิน 70 สต. | เดลินิวส์

    เมื่อช่วงเย็น วันที่ 2 เม.ย. พีทีที สเตชั่น และบางจาก ได้ประกาศปรับราคาขายปลีกน้ำมัน กลุ่มดีเซลทุกชนิด เพิ่มขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร เว้นพรีเมียมดีเซล เพิ่มขึ้น 4.00 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด เพิ่มขึ้น 0.70 บาทต่อลิตร เว้นพรีเมี่ยม GSH95 คงเดิม มีผล 3 เม.ย. 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

    โดยราคาขายปลีกจะเป็นดังนี้ เบนซิน = 52.54 บาท, GSH95 = 43.95 บาท, E20 = 38.95 บาท, E85 = 35.69 บาท, GSH91 = 43.58 บาท, พรีเมี่ยม GSH95 = 53.04 บาท, HSD B7 = 47.74 บาท, ดีเซล B20 = 42.74 บาท, พรีเมียมดีเซล = 63.94 บาท โดยราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5745700/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wpQ4_TleMP-5z59QGNAA6

  • เปิดเงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” เวอร์ชั่นใหม่ แจกเงิน 2,000 บาท เริ่ม เม.ย.นี้

    เปิดเงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” เวอร์ชั่นใหม่ แจกเงิน 2,000 บาท เริ่ม เม.ย.นี้

    เปิดเงื่อนไข “คนละครึ่งพลัส” เวอร์ชั่นใหม่ หลักการ-เงื่อนไขยังคงเดิม วงเงินอยู่ที่คนละ 2,000 บาท เท่ากันทั้งคนเสียภาษีและไม่ได้อยู่ในระบบภาษี ทยอยจ่ายเดือนละ 200 บาท นาน 10 เดือน คาดเริ่มเมษายนนี้

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า รัฐบาลจะเร่งดำเนินการออกโครงการคนละครึ่งพลัสเวอร์ชั่นใหม่ เบื้องต้นจะใช้เงินดำเนินการประมาณ 1 แสนล้านบาท จากงบฯ กลางปี 69 และบางส่วนจากงบประมาณปี 70 โดยจะจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท

    หลักการและรูปแบบของโครงการ ยังคงเงื่อนไขเดิม แต่อาจปรับเพิ่มอายุผู้มีสิทธิจากเดิม 16 ปี เป็นอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งมีอยู่ประมาณ 50 ล้านคน ทั้งผู้ที่เสียภาษีและไม่เสียภาษี รัฐจะให้เงินคนละ 2,000 บาท ผ่านแอปเป๋าตังและทยอยโอนให้เดือนละ 200 บาท มีระยะเวลาการใช้จ่าย 10 เดือน คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ และยาวไปจนถึงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2570

    ทั้งนี้ ผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินของโครงการ จะต้องลงทะเบียน แบบใครมาก่อนได้ก่อน และหากใช้ไม่หมดใน 9 เดือนแรก สามารถทบวงเงินไปใช้ในเดือนสุดท้ายได้ แต่ถ้ายังใช้ไม่หมดจะถูกตัดโดยอัตโนมัติ

    กระทรวงการคลังกำลังสรุปรายละเอียดที่ชัดเจน เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 6 เมษายนนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/460311&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30cT_mf0TBf70yPNBsrEOo

  • IMF ชี้สงครามสะเทือนเศรษฐกิจโลก ดันเงินเฟ้อ-พลังงานแพง

    IMF ชี้สงครามสะเทือนเศรษฐกิจโลก ดันเงินเฟ้อ-พลังงานแพง

    IMF ชี้สงครามสะเทือนเศรษฐกิจโลก ดันเงินเฟ้อ-พลังงานแพง

    สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นแรงกระแทกสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอีกระลอก ท่ามกลางช่วงเวลาที่หลายประเทศเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตที่ผ่านมา โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า สงครามครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะประเทศในพื้นที่ แต่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังระบบเศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และตลาดการเงิน 

    รายงานของ IMF ระบุว่า ราคาพลังงานเป็นกลไกส่งผ่านผลกระทบที่ชัดเจนที่สุด เนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางการขนส่งพลังงานของโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันราว 25-30% ของโลก และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ส่งผลให้การหยุดชะงักของเส้นทางดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานในทันที

    ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะในเอเชียและยุโรป จึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เพียงดันต้นทุนการผลิต แต่ยังบีบกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่หลายประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันด้านดุลการค้าและค่าเงินจากต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น

    ในอีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก โดยการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมัน ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และประกันภัยเพิ่มขึ้น รวมถึงระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ การขนส่งวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ย ซึ่งมีสัดส่วนการขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวสูงถึงประมาณหนึ่งในสามของโลก ยังถูกกระทบ ส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรและอาหารในระยะถัดไป

    IMF ประเมินว่า ไม่ว่าสงครามจะดำเนินไปในทิศทางใด ผลลัพธ์หลักจะนำไปสู่ “ราคาที่สูงขึ้น และการเติบโตที่ชะลอลง” โดยในกรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาพลังงานมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่เงินเฟ้อทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นและกดดันเศรษฐกิจในวงกว้าง

    แรงกดดันดังกล่าวมีผลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยประเทศรายได้ต่ำและประเทศที่มีฐานะการคลังจำกัด จะได้รับผลกระทบรุนแรงมากกว่า เนื่องจากประชาชนมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านอาหารและพลังงานสูง ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศผู้ส่งออกพลังงานบางแห่งอาจสามารถรับมือได้ดีกว่า

    ในส่วนของตลาดการเงินโลก สงครามยังสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์ทั่วโลก โดยราคาหุ้นปรับลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับเพิ่มขึ้น และต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบลดลง และเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินของทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ

    IMF เตือนว่า ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่เพียงระดับราคาพลังงานหรือเงินเฟ้อในปัจจุบัน แต่รวมถึง “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” ของประชาชนและภาคธุรกิจ หากมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้การควบคุมเงินเฟ้อในระยะต่อไปทำได้ยากขึ้น และจำเป็นต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งอาจแลกมากับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

    รายงานยังชี้ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกมากขึ้น เนื่องจากหลายประเทศมีระดับหนี้สาธารณะสูงอยู่แล้ว ทำให้พื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบมีจำกัด

    IMF ระบุว่า การรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีทุนสำรองจำกัดและฐานะการคลังเปราะบาง จำเป็นต้องดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังมากขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    สถานการณ์ครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้โลกจะเผชิญวิกฤตมาแล้วหลายระลอก แต่ความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สามารถเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจโลกได้อย่างรวดเร็ว และทำให้เส้นทางการฟื้นตัวมีความไม่แน่นอนสูงกว่าที่คาดการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/655663&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06qlXtmlOUJoKX7liCa6n4

  • หนุนงานวิจัยแพทย์ต่อยอดเชิงธุรกิจสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

    หนุนงานวิจัยแพทย์ต่อยอดเชิงธุรกิจสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ


    กองทุนววน. หนุนงานวิจัยและนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพสู่ เชิงพาณิชย์ ดึง SME จับคู่นวัตกรรมใหม่สร้างผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ยกระดับคุณภาพชีวิต

    ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Lab to Life: ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมเพื่อคนไทยสุขภาพดี”ในงาน “Healthspan Festival 2026”  ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้างด้านสุขภาพ ทั้งสังคมสูงวัย โรค NCDs และภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสำคัญเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงความท้าทายเชิงสุขภาพ แต่คือ “โจทย์เชิงโครงสร้างของประเทศ” ที่ส่งผลกระทบทั้งคุณภาพชีวิต และความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว ประเด็นคำถามสำคัญที่ตามมา คือ “จะทำอย่างไร ให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาว…และมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง” ซึ่งคำตอบของโจทย์นี้ต้องอาศัย “การเปลี่ยนผ่านทั้งระบบ” และพลังสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบนี้ คือ วิทยาศาสตร์ การวิจัย และนวัตกรรม

    ทั้งนี้ประเทศไทยมีอัตราการเกิดต่ำซึ่งสวนทางกับอัตราการเสียชีวิต ดังนั้นประชากรวัยแรงงานจำเป็นต้องอยู่อย่างมีสุขภาพที่ดี เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ซึ่งภาพเหล่านี้สะท้อนชัดว่าประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนด้านการแพทย์และสุขภาพ เพราะ “สุขภาพ คือ ความมั่นคงของประเทศ” ที่ผ่านมา กองทุน ววน. ได้จัดสรรงบประมาณด้านการแพทย์และสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งการลงทุนด้านการแพทย์และสุขภาพจะช่วยสร้างทั้งความมั่นคงและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ

    นอกจากนี้ “ระบบ ววน.” ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน “ระบบสุขภาพ” ในทุกมิติ ตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้ การสร้างกำลังคน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ การเชื่อมโยงพันธมิตร ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ การสร้างระบบนิเวศเพื่อธุรกิจนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ ไปจนถึงการร่วมขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพจากฐานงานวิจัย

    อย่างไรก็ดีตัวอย่างความสำเร็จในการผลักดันนวัตกรรมให้ไปถึงประชาชน ได้แก่ การผลักดันนวัตกรรมเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เช่น ถุงทวารเทียม หรือ AI เพื่อการวินิจฉัยโรค ซึ่งทำให้นวัตกรรมที่พัฒนาในประเทศสามารถเข้าถึงประชาชนได้ในวงกว้าง อีกทั้งระบบ ววน. ยังมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที โดยมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงหน่วยบริการสุขภาพทั่วประเทศครอบคลุมกว่า 7,000 แห่ง ครอบคลุมประชาชนกว่า 5 ล้านคน

    “Lab to Life คือ การเปลี่ยนงานวิจัยให้ไปอยู่ในชีวิตจริงของประชาชน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ยากเกินความสามารถ หากเราเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมได้สำเร็จ และร่วมมือขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ประเทศไทยของเราก็จะเป็นประเทศที่สุขภาพดี มีนวัตกรรมที่ประชาชนเข้าถึง และคนไทยทุกคนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอายุที่ยืนยาว”

    ด้าน ศ. ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า การผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง จำเป็นต้องมีกลไกเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างภาควิจัย ภาคธุรกิจ และผู้ใช้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศตั้งแต่ต้นทาง พร้อมระบุว่า สกสว. มุ่งออกแบบและขับเคลื่อนระบบสนับสนุนตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาองค์ความรู้ การทดสอบและรับรอง ไปจนถึงการผลักดันสู่ตลาด เพื่อเร่งให้ผลงานวิจัยสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการได้จริง ซึ่ง “หัวใจสำคัญ คือ การลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้งานจริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม”

    ด้าน ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)  กล่าวว่า สสว. มีแนวทางในการนำ SME ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจหรือ ค้าขายเป็นอยู่แล้ว มาจับคู่กับนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เช่น ค่าพลังงานหรือค่าขนส่ง และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องมือแพทย์และนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศ  มีกลไกที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ภายใต้การสนับสนุนทั้ง ทุนด้าน IDE ทุนสำหรับ ผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัพ

    “การนำ Ecosystem มาใช้เพื่อให้ SME ซึ่งเป็นกลุ่มหลักถึง 99.5% ของประเทศ ได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึง สสว. ร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ๆ เช่น สกสว. เพื่อช่วยให้ SME สามารถเข้าถึงระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตและการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและระดับสากล อีกทั้งการสร้างเวทีเชื่อมโยง อย่างงาน Healthspan Festival 2026 เป็นเวทีให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยได้มาพบกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการเจรจาธุรกิจ และการซื้อขาย ต่อยอดเทคโนโลยี”

    น.ส. อรนุช เลิศสุวรรณกิจ Co-founder & CEO Techsauce Media กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่ภาคเอกชนจะได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อน Healthspan ซึ่งไม่ใช่แค่การทำอย่างไรให้อายุยืนยาว แต่จะต้องเป็นช่วงที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ยาวนานที่สุด โดยจะใช้เครือข่ายที่มีทั้งนักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกและในประเทศไทย เพื่อสร้างโอกาสให้นักลงทุนและนักวิจัยได้ทำงานร่วมกัน โดยพัฒนากลไกการเตรียมความพร้อมตั้งแต่กลางน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัปและผู้ประกอบการในกลุ่ม IDE (Innovation-Driven Enterprise) ให้สามารถนำนวัตกรรมไปสร้างรายได้และอาชีพได้จริง

    สำหรับงาน Healthspan Festival 2026 นอกจากเป็นเวทีนวัตกรรมเพื่อสุขภาพครบวงจร ครั้งแรก ที่รวมทุกภาคส่วนในระบบนิเวศสุขภาพ (Health Ecosystem) มาไว้ในที่เดียวแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ และนักวิจัยได้เจรจาธุรกิจ และเป็นช่องทางในการต่อยอด และซื้อขายผลงานนวัตกรรม ซึ่งเป็นการดึงเอาระบบนิเวศอุตสาหกรรมของไทยเข้าสู่ระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/41637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3P9KH3Z3d8ROEwcf8l0dvs