Category: เศรษฐกิจ

  • คลัง ออกโรงแจง “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 แบ่งโอน 200 บาท 10 เดือน จริงไหม?

    คลัง ออกโรงแจง “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2 แบ่งโอน 200 บาท 10 เดือน จริงไหม?

    คลังย้ำชัด ไม่เป็นความจริง ข่าวลือ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 แจก 200 บาทต่อเดือน นาน 10 เดือน 

    จากกระแสข่าวที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์เกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ โดยระบุว่าจะมีการโอนเงินช่วยเหลือให้ประชาชนเดือนละ 200 บาท ต่อเนื่องนาน 10 เดือน ล่าสุดกระทรวงการคลังออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังยืนยันว่า ยังไม่มีข้อสรุปใด ๆ ตามที่มีการเผยแพร่ และตัวเลข 200 บาทต่อเดือนนั้น ไม่สอดคล้องกับแนวทางการออกแบบมาตรการช่วยเหลือในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

    โอน 200 บาทต่อเดือน จริงไหม

    คำตอบคือ “ไม่จริง” โดยกระทรวงการคลังระบุชัดว่า ข่าวลือเรื่องการจ่ายเงิน 200 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 10 เดือนนั้น ไม่ใช่ข้อมูลจากภาครัฐ และไม่ใช่รูปแบบมาตรการที่กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้

    เมื่อพิจารณาจากมาตรการในอดีต รัฐบาลเคยให้ความช่วยเหลือในระดับที่สูงกว่า เช่น การสนับสนุนวงเงิน 2,000 บาท ภายในระยะเวลา 2 เดือน ในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่รุนแรงเท่าปัจจุบัน

    ดังนั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น หลักการสำคัญของมาตรการใหม่คือ การช่วยเหลือต้องมีวงเงินที่ “ไม่น้อยกว่าเดิม” เพื่อให้เกิดผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้จริง

    เร่งทำแพ็กเกจใหญ่ “ไทยช่วยไทยพลัส”

    สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบในชื่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยยังไม่มีการสรุปรายละเอียดที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องจำนวนเงิน ระยะเวลา และกลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิ

    หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบงบประมาณและศักยภาพทางการคลังของประเทศ รวมถึงการจัดหาแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ดำเนินโครงการ

    แหล่งข่าวระบุว่า การกำหนดตัวเลขต้องผ่านการประเมินอย่างรอบคอบ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้

    เตรียมเสนอ ครม. ชุดใหม่ทันที

    ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้เตรียมความพร้อมในการเสนอแพ็กเกจ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยคาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมนัดแรกทันทีที่มีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อย

    มาตรการดังกล่าวถูกจับตาว่าจะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังมีความท้าทายสูง

    สรุปชัด ข่าวลือ vs ข้อเท็จจริง

    • ข่าวลือ: แจกเงิน 200 บาทต่อเดือน นาน 10 เดือน
    • ข้อเท็จจริง: กระทรวงการคลังยืนยัน “ไม่เป็นความจริง”
    • แนวทางจริง: เตรียมออกมาตรการใหม่ วงเงินต้องไม่น้อยกว่าเดิม
    • สถานะล่าสุด: อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด ยังไม่เคาะตัวเลข

    ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นทางการ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดจากข่าวลือที่อาจสร้างความสับสน

    แหล่งอ้างอิง

    1. กระทรวงการคลัง: ชี้แจงข่าวลือโครงการคนละครึ่งและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9881694/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hSr1l1uCFAjsSelvB5eSr

  • จับเรือเขมรโอดไทยปิดด่านกระทบหนัก ลอบขนของเถื่อนกลางทะเลหาค่าเทอมลูก | เดลินิวส์

    จับเรือเขมรโอดไทยปิดด่านกระทบหนัก ลอบขนของเถื่อนกลางทะเลหาค่าเทอมลูก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ณ ท่าเทียบเรือคลองใหญ่อเนกประสงค์ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด น.อ.วุฒิฉัตร ราชรัตนารักษ์ รอง ผอ.ศรชล.จว.ตราด พร้อมกำลังทหารนาวิกโยธิน ได้เข้าตรวจสอบเรือประมงสัญชาติกัมพูชาจำนวน 3 ลำ พร้อมลูกเรือรวม 6 คน ภายหลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสามารถสกัดจับได้ในช่วงคืนของวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่เรือลำหนึ่งกำลังลักลอบนำสินค้าเข้ามาส่งให้กับพ่อค้าชาวไทย และอีกสองลำกำลังเตรียมมารับสินค้าจากฝั่งไทยข้ามไปยังฝั่งกัมพูชา

    จากการตรวจสอบเรือประมงขนาด 15 เมตร ลำที่บรรทุกลังโฟม พบของกลางเป็นปูแกะแช่แข็งจำนวน 66 ลัง น้ำหนักแต่ละลังประมาณ 25-35 กิโลกรัม รวมน้ำหนักสินค้าทั้งหมดประมาณ 1,650-1,980 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นหลักฐานพร้อมควบคุมตัวลูกเรือ 2 คน ในขณะที่เรือประมงอีก 2 ลำ ขนาด 45 ตันกรอส พร้อมลูกเรือลำละ 2 คน เป็นเรือที่ขับข้ามแดนเข้ามาตามนัดหมายเพื่อรอรับสินค้าอุปโภคบริโภค บริเวณชายหาดแห่งหนึ่งในตำบลหาดเล็กและตำบลคลองใหญ่ ซึ่งถูกจับกุมได้ในเวลาไล่เลี่ยกันเนื่องจากขับเรือตามกันมา

    ทางด้านนายโซ๊ะ อายุ 48 ปี ชาวจังหวัดเกาะกง ผู้รับจ้างขับเรือขนส่งปูแกะแช่แข็ง ได้ให้การสารภาพว่าเป็นเพียงผู้รับจ้างขับเรือตามคำสั่งโดยได้รับค่าจ้างเที่ยวละ 1,000 บาท ซึ่งจะใช้วิธีนัดแนะผ่านสัญญาณไฟจากฝั่งไทย เมื่อเห็นแสงไฟสัญญาณจึงจะขับเรือเข้าเทียบท่าตามจุดนั้น โดยยอมรับว่าเพิ่งทำเป็นครั้งที่ 2 เพราะมาทำงานแทนคนอื่นและรู้สึกหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา

    ทั้งนี้ยังระบุด้วยความอัดอั้นว่าสาเหตุที่ต้องทำผิดกฎหมายมาจากปัญหาความยากจนและภาระค่าเทอมลูกที่กำลังจะเข้าโรงเรียน จึงตัดสินใจคิดสั้นเพื่อหาเงินให้ลูกเรียนหนังสือโดยไม่ได้คำนึงถึงผลเสียระยะยาว พร้อมยืนยันว่าหากพ้นผิดไปได้จะเลิกทำอย่างเด็ดขาด

    นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความลำบากของคนในพื้นที่ว่าตั้งแต่ปิดด่านชายแดน ทำให้การประกอบอาชีพสุจริตอย่างการรับจ้างยกของทำได้ยากขึ้น จึงอยากให้มีการเปิดด่านตามปกติ เพื่อให้ชาวบ้านกลับมาทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ตามเดิม

    ส่วนนายโนด อายุ 63 ปี ชาวบ้านปากคลอง อำเภอมณฑลเสมา จังหวัดเกาะกง ซึ่งทำหน้าที่เป็นไต๋เรืออีกราย สารภาพว่าตนได้รับว่าจ้างด้วยเงิน 1,000 บาท ให้ขับเรือเปล่ามารับสินค้าตามจุดนัดหมายในช่วงกลางดึก เพื่อพรางตัวจากสายตาเจ้าหน้าที่ โดยติดต่อผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก เมื่อถึงจุดหมายจะมีกลุ่มบุคคลทำการขนถ่ายสินค้าด้วยวิธีการโยนลงเรือ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ก่อสร้างและเครื่องนุ่งห่ม อาทิ นอต เชือก ถังสี และเคมีภัณฑ์ โดยไม่มีสินค้าประเภทอาหารปะปนอยู่ ซึ่งตนยอมรับว่าทำมาแล้วประมาณ 4-5 ครั้ง เนื่องจากไม่มีงานทำและอายุมาก จึงไม่มีใครจ้างงาน

    น.อ.วุฒิฉัตร ราชรัตนารักษ์ รอง ผอ.ศรชล.จว.ตราด ได้ระบุเพิ่มเติมว่า ภายหลังการปิดด่านพรมแดนถาวร ศรชล. ได้ยกระดับการเฝ้าตรวจทางทะเลในระยะ 12 ไมล์ทะเลอย่างเข้มข้นตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล มุ่งเน้นสกัดกั้นการขนส่งเสบียงทุกรูปแบบ ทั้งอาหาร น้ำมัน และสิ่งของอุปโภคบริโภคไม่ให้หลุดรอดไปยังฝั่งตรงข้าม ซึ่งการปฏิบัติการครั้งนี้ได้ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ในการล็อกเป้าและติดตามเรือต้องสงสัยจนนำไปสู่การจับกุม สำหรับสถานการณ์การลักลอบน้ำมันในปัจจุบันยังไม่พบการกระทำผิดเนื่องจากมีการคุมเข้มเป็นพิเศษ พร้อมกันนี้ยังได้ฝากขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการเห็นแก่ความมั่นคงของชาติมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน เพราะการสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามอาจส่งผลกระทบย้อนกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้กับคนในชาติเองในที่สุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5743421/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-5-pefJUuY2LAKd8utjH6

  • ศุภชัยแจงปมเบรกร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดใช้กฎหมายซ้ำซ้อนห่วงกระทบเศรษฐกิจ

    ศุภชัยแจงปมเบรกร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดใช้กฎหมายซ้ำซ้อนห่วงกระทบเศรษฐกิจ

    ศุภชัยแจงปมเบรกร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดใช้กฎหมายซ้ำซ้อนห่วงกระทบเศรษฐกิจ

    กังวลกฎหมายซ้ำซ้อนและภาระงบประมาณการตั้งหน่วยงานใหม่
    นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้แสดงทัศนะต่อที่ประชุมสภาเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด โดยระบุว่าเนื้อหาของร่างกฎหมายมีความทับซ้อนกับกฎหมายที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายผังเมือง และกฎหมายจราจร ซึ่งความไม่ชัดเจนในการประสานงานหรือการยกเลิกกฎหมายเดิมอาจสร้างความสับสนอย่างรุนแรงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

    นอกจากนี้ การเสนอให้จัดตั้ง “สำนักงานอากาศสะอาด” ขึ้นมาใหม่นั้น ถือเป็นการสร้างโครงสร้างองค์กรที่ซ้ำซ้อนกับภารกิจของกรมควบคุมมลพิษที่มีบทบาทหน้าที่โดยตรงอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้นโดยไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามที่ควรจะเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน

    ค้านโครงสร้างคณะกรรมการและอำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจค้นไร้หมาย
    ประเด็นต่อมาที่น่ากังวลคือโครงสร้างการบริหารจัดการที่กำหนดให้มีคณะกรรมการหลายชุด ทั้งระดับนโยบาย ระดับวิชาการ และระดับจังหวัด ซึ่งนายศุภชัยมองว่าเป็นการขัดต่อหลักการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่เน้นให้มีหน่วยงานเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

    นอกจากนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวยังให้อำนาจเจ้าพนักงานในระดับที่สูงเกินสมควร เช่น การให้อำนาจตรวจค้น ยึดอายัดทรัพย์สิน หรือสั่งหยุดประกอบกิจการได้ทันทีโดยไม่ต้องมีหมายศาล ทั้งยังตัดสิทธิ์ประชาชนในการเรียกร้องค่าเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการใช้อำนาจโดยมิชอบและการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนภายใต้หลักนิติธรรมที่ควรจะเป็นในสังคมประชาธิปไตย

    หวั่นต้นทุนอุตสาหกรรมพุ่งและระบบค้ามลพิษอาจไม่เหมาะกับไทย
    ในด้านเศรษฐกิจ นายศุภชัยชี้ให้เห็นว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมและระบบประกันความเสี่ยงที่ระบุในร่างกฎหมาย จะกลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่ภาคอุตสาหกรรมต้องแบกรับ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซึ่งอาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยตรง อีกทั้งการนำแนวคิดการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ (Emission Trading) จากยุโรปมาใช้ อาจยังไม่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยในขณะที่ระบบการกำกับดูแลยังไม่มีความเข้มแข็งเพียงพอ

    นอกจากนี้ บทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงและการพิสูจน์ความผิดกรณีมลพิษข้ามพรมแดนยังทำได้ยากในทางปฏิบัติ นายศุภชัยจึงเสนอให้รัฐบาลมุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายเดิมที่มีอยู่ให้จริงจังและปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/740313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ETfriGD5_C6OZzDLyi1jq

  • สะพัด! ‘เอกนิติ’ ดึง ‘สันติธาร’ นั่งผู้ช่วย รมว.คลัง เสริมทัพทีมเศรษฐกิจ รับศึกน้ำมัน

    สะพัด! ‘เอกนิติ’ ดึง ‘สันติธาร’ นั่งผู้ช่วย รมว.คลัง เสริมทัพทีมเศรษฐกิจ รับศึกน้ำมัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เย็นวันนี้( 2 เมษายน 2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เชิญทีมงานที่จะเข้ามาช่วยงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าหารืออย่างเข้มข้นภายในห้องทำงานที่กระทรวงการคลัง จากนั้นได้เดินมาส่ง ดร.สันติธาร เสถียรไทย พร้อมพาชมนิทรรศการภาพวาดสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บริเวณโถงกลาง ชั้น 1 กระทรวงการคลัง

    เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า จะมีการแต่งตั้ง ดร.สันติธาร เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช่หรือไม่ นายเอกนิติได้เพียงยิ้มให้ผู้สื่อข่าว โดยไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด พร้อมกล่าวว่า ในวันเดียวกันมีหลายคนที่เชิญมาหารือเพื่อร่วมทำงานในทีมที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศ และทุกคนต่างมีความตั้งใจที่จะเข้ามาร่วมงาน

    ล่าสุด แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดร.สันติธาร เสถียรไทย อดีตกรรมการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งได้ยื่นลาออกจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้ เตรียมเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง โดยถือเป็นหนึ่งในขุนพลสำคัญของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่

    การดึงตัว ดร.สันติธาร เข้ามาในช่วงเวลานี้ สะท้อนยุทธศาสตร์ของนายเอกนิติที่ต้องการบุคลากรซึ่งสามารถเริ่มงานได้ทันที และมีประสบการณ์ทั้งในเชิงนโยบายและภาคตลาดจริง เพื่อรับมือกับความผันผวนที่ซับซ้อนของเศรษฐกิจโลกและวิกฤตพลังงาน

    สำหรับ ดร.สันติธาร ถือเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์ครอบคลุมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนระดับนานาชาติ โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านนโยบายเศรษฐกิจ และปริญญาโทด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รวมถึงปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics and Political Science (LSE)

    ในเส้นทางอาชีพที่ผ่านมา ดร.สันติธารเคยดำรงตำแหน่งกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และมีบทบาทสำคัญในภาคเอกชนระดับภูมิภาค โดยเคยดำรงตำแหน่ง Group Chief Economist และกรรมการผู้จัดการของ Sea Group บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของอาเซียน รวมถึงเคยเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเอเชียของ Credit Suisse รับผิดชอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจใน 10 ประเทศ

    นอกจากนี้ ยังเป็นนักเศรษฐศาสตร์เอเชียเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลพยากรณ์เศรษฐกิจยอดเยี่ยมระดับโลกจาก Consensus Economics ติดต่อกัน 3 ปี และเคยได้รับการจัดอันดับเป็นนักวิเคราะห์เศรษฐกิจอันดับหนึ่งของไทยจาก Asia Money อีกทั้งยังมีบทบาทในมิติด้านนโยบายสาธารณะหลายด้าน อาทิ การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 การผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล และการเป็นที่ปรึกษาด้าน Future Economy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/823555&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw282n1JxGTyCvf8VxZ3KAPk

  • สภาเดือด “คริส” นำสส.พรรคเศรษฐกิจ แถลงโดน สส.พรรคส้ม ข่มขู่ คุกคาม จ่อเอาผิดจริยธรรม | TOPNEWS

    สภาเดือด “คริส” นำสส.พรรคเศรษฐกิจ แถลงโดน สส.พรรคส้ม ข่มขู่ คุกคาม จ่อเอาผิดจริยธรรม | TOPNEWS

    สภาเดือด “คริส” นำสส.พรรคเศรษฐกิจ แถลงโดน สส.พรรคส้ม ข่มขู่ คุกคาม จ่อเอาผิดจริยธรรม

    • เผยแพร่ : 02/04/2026 22:19

    สภาเดือด “คริส” นำสส.พรรคเศรษฐกิจ แถลงโดน “สส.พรรคส้ม” ปรี่ชี้หน้า ข่มขู่ คุกคาม จ่อเอาผิดจริยธรรม

    #topnewstv #คริสโปตระนันทน์ #พรรคส้ม

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1535695&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06QjnvGBYdtC3geyKvoKg0

  • เช็กลิสต์สินค้าขึ้นราคา ดีเซลนิวไฮเขย่าเศรษฐกิจ ผวาทะลุ 60 บาทต่อลิตร

    เช็กลิสต์สินค้าขึ้นราคา ดีเซลนิวไฮเขย่าเศรษฐกิจ ผวาทะลุ 60 บาทต่อลิตร

    เช็กลิสต์สินค้าขึ้นราคา ดีเซลนิวไฮเขย่าเศรษฐกิจ ผวาทะลุ 60 บาทต่อลิตร

    เศรษฐกิจไทยต้นปี 2569 กำลังเผชิญแรงกระแทกครั้งใหม่จากภาวะช็อกพลังงาน หลังราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นรวดเดียว 3.50 บาทต่อลิตร แตะ 44.24 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่ 2 เมษายน 2569 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กลายเป็นตัวเร่ง ให้ต้นทุนทั้งระบบไหลขึ้นเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ไปจนถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

    การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลำพัง หากแต่เป็นผลพวงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันโลก ประกอบกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในประเทศ เมื่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบสะสมกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท (ณ วันที่ 2 เม.ย. 2569) ทำให้รัฐต้องลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน ส่งผ่านภาระสู่ราคาหน้าปั๊มโดยตรง ขณะเดียวกันโครงสร้างราคาน้ำมันไทยยังถูกวิจารณ์ว่า “ขึ้นง่าย-ลงยาก” เพราะช่วงราคาลด รัฐเลือกเก็บเงินเข้ากองทุนแทนการลดราคาทันที

    โดมิโนต้นทุน : จากน้ำมันสู่ค่าครองชีพ

    แรงกระแทกแรกเกิดขึ้นในภาคขนส่ง โดยสหพันธ์การขนส่งทางบกฯ ประกาศขึ้นค่าขนส่ง 10% ตั้งแต่ 1 เมษายน และมีโอกาสขยับถึง 30% ตามราคาน้ำมัน ส่วนเรือด่วนเจ้าพระยา ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาทจากอัตราเดิม มีผลตั้งแต่ 7 เมษายน 2569  ขณะที่กรมการขนส่งทางบกเตรียมปรับค่าโดยสารรถบัสเพิ่ม 5 บาทต่อ 100 กิโลเมตร(กม.) และรถตู้เพิ่ม 2 บาทต่อ 100 กม. เริ่ม 20 เมษายน หลังสงกรานต์ ส่วนไปรษณีย์ไทยเตรียมขยับค่า EMS อีก 3 บาท

    ต้นทุนพลังงานยังลามไปสู่ค่าไฟฟ้า งวดใหม่ในเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 ที่มี 3 ฉากทัศน์ ตั้งแต่ 3.95-4.59 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 2-18% ซึ่งหากเกิดกรณีสูงสุด จะกลายเป็น “ดับเบิลช็อก” ซ้ำเติมทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ(ล่าสุด กกพ.เคาะค่าไฟฟ้างวดใหม่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย แต่ยังไม่นิ่ง ยังต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อ)

    เช็คลิสต์สินค้า-บริการ “ขึ้นแล้ว-กำลังจะขึ้น”

    ภาพการปรับราคาสินค้าเริ่มชัดตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน และจะเร่งตัวหลังสงกรานต์ โดยมีรายการสำคัญ ได้แก่

    • ค่าขนส่งสินค้า: ปรับขึ้นแล้ว 10% (1 เม.ย.) และอาจแตะ 20-30% ภายในไตรมาส 2
    • ค่าโดยสารสาธารณะ: รถบัส +5 บาท/100 กม. รถตู้ +2 บาท/100 กม. (เริ่ม 20 เม.ย.)
    • ไปรษณีย์ EMS: เตรียมขึ้น +3 บาท (หลังสงกรานต์)
    • สินค้าอุปโภคบริโภค: เริ่มทยอยแจ้งขึ้นราคาเฉลี่ย 8-10% ช่วงปลาย เม.ย. เป็นต้นไป
    • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ปรับขึ้นแล้วบางส่วนตั้งแต่กลางมีนาคม

    ขณะที่กรมการค้าภายในยังขอความร่วมมือผู้ผลิตตรึงราคาสินค้าจำเป็น 59 รายการถึงสิ้นเดือนเมษายน เพื่อประคองค่าครองชีพช่วงเทศกาล

    6 กลุ่มสินค้าเสี่ยง “ขึ้นรอบใหญ่” หลังสงกรานต์

    ขณะที่สัญญาณจากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น สหพัฒน์ เนสท์เล่ และยูนิลีเวอร์ สะท้อนตรงกันว่า “แบกรับต้นทุนไม่ไหว” โดยเฉพาะต้นทุนโลจิสติกส์ที่พุ่งขึ้น 20-25% และเม็ดพลาสติกที่เพิ่ม 50-70% ส่งผลให้ 6 กลุ่มสินค้าหลักเสี่ยงปรับขึ้น ได้แก่

    1. เครื่องดื่มและนม
    2. น้ำมันพืช
    3. วัสดุก่อสร้าง
    4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    5. สินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์/สี
    6. กระดาษชำระและผงซักฟอก

    นอกจากนี้ ค่าระวางเรือที่พุ่งจาก 1,200 ดอลลาร์สหรัฐเป็นกว่า 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ และปัญหาซัพพลายเชน ยังเป็นตัวเร่งให้ต้นทุนฝังลึก ในราคาสินค้า

    ขึ้นราคาไม่ได้อิสระ: กลไกคุมเข้มรัฐ

    แม้แรงกดดันต้นทุนสูง แต่การขึ้นราคาสินค้าในไทยยังอยู่ภายใต้การกำกับ โดยเฉพาะสินค้าควบคุม 66 รายการ(ปรับเพิ่มจาก 59 รายการ เพิ่มอีก 7 รายการ เมื่อ 25 มี.ค. 2569) เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช ผู้ประกอบการต้องยื่นโครงสร้างต้นทุนจริงต่อกรมการค้าภายใน เพื่อพิจารณาอนุมัติ หากพบฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินควร อาจถูกปฏิเสธหรือถูกดำเนินคดีได้

    การเคลื่อนไหวล่าสุดพบว่า ผู้ผลิตรายใหญ่ 5 ราย ได้แจ้งคู่ค้าล่วงหน้าเพื่อเตรียมปรับราคา สะท้อนว่าการขึ้นราคาหลังเมษายนคงหลีกเลี่ยงได้ยาก

    เศรษฐกิจเสี่ยง “Stagflation” SME เปราะบางสุด

    นักวิเคราะห์ประเมินว่า ไทยกำลังเผชิญภาวะ “เงินเฟ้อสูง-เศรษฐกิจชะลอ” หรือ Stagflation โดย GDP ปี 2569 อาจโตเพียง 1.6-1.7% ขณะที่กำลังซื้ออ่อนแรงลงชัดเจน โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือ SME เนื่องจากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่ เสี่ยงลดการผลิต ปลดแรงงาน หรือปิดกิจการ

    ฉากทัศน์ “ดีเซล 60 บาท” ไกลแค่ไหน

    สำหรับคำถามสำคัญคือ ราคาดีเซลมีโอกาสพุ่งถึง 60 บาทต่อลิตรหรือไม่ นักวิเคราะห์ระบุว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจริง ภายใต้ 3 เงื่อนไขหลัก

    1. รัฐหยุดอุดหนุน: หากรัฐเลิกใช้กองทุนน้ำมัน ราคาจะสะท้อนต้นทุนจริงทันที
    2. กองทุนติดลบหนัก: หนี้สะสม 4.2 หมื่นล้านบาท อาจบีบให้ลดการอุดหนุนเพิ่ม
    3. ราคาน้ำมันโลกพุ่ง: หากแตะ 120-200 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความขัดแย้งรุนแรง

    ปัจจุบันราคาดีเซล 44.24 บาท ยังมีการอุดหนุนราว 17.78 บาทต่อลิตร หากตัดส่วนนี้ออก ราคามีโอกาสขยับเข้าใกล้ 60 บาททันที อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าระดับ 50 บาท จะเป็นจุดวิกฤต หากทะลุจะกระทบกำลังซื้ออย่างรุนแรง และอาจฉุด GDP หดตัวถึง 0.5%

    บทสรุปวิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงวัฏจักรระยะสั้น แต่กำลังสะท้อน “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจไทย ที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลสูง และมีข้อจำกัดด้านกลไกราคา ในระยะสั้น รัฐต้องประคองไม่ให้ต้นทุนกระทบประชาชนรุนแรงเกินไป ขณะที่ระยะยาวจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก และลดความเปราะบางจากราคาน้ำมันโลก

    ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ปี 2569 จึงอาจเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยต้อง “แลก” ระหว่างเสถียรภาพราคา กับภาระการคลัง และคำถามใหญ่ยังคงอยู่ที่ประเทศไทยจะรับมือกับ “น้ำมันแพงยุคใหม่” ได้นานแค่ไหน หากดีเซลกำลังไต่ระดับเข้าใกล้ 60 บาทต่อลิตรจริงในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655622&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ONeMBHAr2fIRLDdNnMGW8

  • สื่อนอกวิเคราะห์สถานการณ์ ถ้า ทรัมป์ ถอนตัวจาก สงครามอิหร่าน กะทันหัน โลกจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

    สื่อนอกวิเคราะห์สถานการณ์ ถ้า ทรัมป์ ถอนตัวจาก สงครามอิหร่าน กะทันหัน โลกจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

    วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.10 น.

    2 เมษายน 2569 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น สื่อยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์ หาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าเขาอาจถอนตัวออกจากสงครามอิหร่าน โดยถอนตัวฝ่ายเดียวโดยไม่โค่นล้มสาธารณรัฐอิสลาม เปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือ บรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อยุติการโจมตีสหรัฐฯ และพันธมิตร ซึ่งหาก ‘ทรัมป์’ ตัดสินใจแบบนั้นจริง จะทำให้เกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง ทั้งทำให้อิหร่านแกร่งขึ้น เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน ตะวันออกกลางขาดเสถียรภาพ และสงครามจะยังไม่จบ

    ‘ทรัมป์’ กล่าวปราศรัยต่อประชาชนว่า “คืนนี้ ผมยินดีที่จะกล่าวว่าเป้าหมายเชิงกลยุทธ์หลักเหล่านี้ใกล้จะสำเร็จแล้ว” โดยอ้างถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงการขีปนาวุธ กองทัพเรือ กองทัพบก และกลุ่มพันธมิตรของประเทศ

    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “ส่วนที่ยากที่สุดผ่านพ้นไปแล้ว” และมองโลกในแง่ดีว่าการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและพลังงานในอ่าวเปอร์เซียของอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก

    แต่อิหร่านยืนยันว่าตนจะเป็นผู้เลือกเวลาสิ้นสุดสงคราม และไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้จนกว่าสหรัฐฯ จะยอมรับข้อเรียกร้องของตน นายอับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านปฏิเสธเส้นตาย และพร้อมที่จะต่อสู้ต่อไปอย่างน้อยหกเดือน 

    ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไมช่วงที่ยากลำบากที่สุดของสงครามอาจยังไม่จบลง

    1. ระบอบการปกครองของอิหร่านที่ฮึกเหิมขึ้น

    ทรัมป์ประกาศเมื่อวันอังคาร (31 มี.ค.) ว่าเป้าหมายเดียวของเขาในการป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ได้บรรลุผลลัพธ์แล้ว สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านหลายแห่ง แต่ยังหายูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงกว่า 400 กิโลกรัมที่สามารถนำไปใช้สร้างระเบิดได้ไม่พบ 

    แม้ว่า ‘ทรัมป์’ จะออกมายืนยันว่า ผู้ปกครองอิหร่านในปัจจุบันนั้น “มีเหตุผลมากกว่าเดิม” แต่ผู้เชี่ยวชาญก็มีเหตุผลที่จะเชื่อว่า อิหร่านมีแนวโน้มที่จะแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าก่อนสงคราม

    ผู้นำสูงสุดของอิหร่านอย่าง ‘อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี’ ซึ่งสั่งห้ามการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตามข้อตกลง ได้ถูกสังหารโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้กลุ่มหัวรุนแรงในประเทศกำลังเรียกร้องให้มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

    เมื่อสหรัฐฯ ล้มเหลวในการโค่นล้มสาธารณรัฐอิสลาม เท่ากับจะปล่อยให้ระบอบการปกครองที่แข็งกร้าวมากขึ้นเข้ามาแทนที่ โดยที่ผู้นำพลเรือนกำลังถูกแทรกแซงโดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามมีแนวโน้มที่จะทำให้อิหร่านปิดตัวลงมากขึ้น และจะปราบปรามเสรีภาพและการต่อต้านอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น

    2.ความโกลาหลทางเศรษฐกิจโลกยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกใช้เป็นอาวุธ

    การถอนตัวออกจากสงครามอิหร่านก่อนกำหนดจะเท่ากับเป็นการยอมรับความล้มเหลวของวอชิงตันในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซผ่านแรงกดดันทางการทูตหรือทางทหาร 

    ‘ทรัมป์’ กล่าวว่า ราคาน้ำมันจะร่วงลง หลังจากการถอนตัวของสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากสหรัฐฯ นำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างน้อย การรักษาความปลอดภัยของเส้นทางน้ำจึงควรเป็นหน้าที่ของประเทศอื่นที่ได้รับผลกระทบ

    แต่ตลาดไม่ได้ทำงานแบบนั้น ราคาที่ชาวอเมริกันจ่ายที่ปั๊มน้ำมันนั้นถูกกำหนดโดยตลาดโลก โดยไม่คำนึงถึงแหล่งที่มาของเชื้อเพลิง และหากไม่ได้รับการแก้ไข การขาดแคลนอุปทานก็จะยังคงผลักดันให้ราคาสูงขึ้นในสหรัฐฯ

    การถอนตัวโดยไม่มีข้อตกลงในการเปิดช่องแคบอีกครั้ง จะเท่ากับเป็นการมอบชัยชนะให้แก่อิหร่านในการประกาศอำนาจอธิปไตยเหนือเส้นทางน้ำ ทำให้มีอำนาจต่อรองมหาศาลต่อเศรษฐกิจโลกและมีอำนาจมากกว่าที่เคยมีมาก่อน

    การตรวจสอบเรือที่ผ่านช่องแคบของอิหร่านและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็นเงินไทยราว 65 ล้านบาท) ต่อลำนั้น อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่สร้างรายได้ใหม่ให้กับเตหะราน ทำให้พวกเขาทำสงครามต่อไปได้

    การรวมอำนาจควบคุมของอิหร่านอาจทำให้มีน้ำมันไหลเวียนมากขึ้น หากมีประเทศอื่น ๆ เลือกที่จะขออนุญาตจากเตหะรานเพื่อผ่านช่องแคบ ซึ่งจะช่วยบรรเทาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้บ้าง แต่การกระทำดังกล่าวจะเป็นการสร้างแบบอย่างที่ไม่มีพื้นฐานในกฎหมายระหว่างประเทศ และก่อให้เกิดคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระเบียบการเดินเรือที่ยึดหลักกฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า แม้ว่าปริมาณน้ำมันจะกลับมา แต่ก็อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน กว่าราคาน้ำมันจะลดลงจนถึงระดับที่ปั๊มน้ำมัน

    3.ปัญหาความไม่มั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

    ในระหว่างสงคราม อิหร่านได้ละเมิดข้อห้าม 2 ประการกับประเทศเพื่อนบ้านอาหรับในอ่าวเปอร์เซียระหว่างสงคราม คือการโจมตีดินแดนของพวกเขาโดยตรงเป็นครั้งแรก เพื่อลงโทษพวกเขาสำหรับการกระทำของพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ให้ส่งน้ำมันไปยังประเทศเหล่านั้น ทำให้พวกเขาขาดเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

    ประเทศในอ่าวเปอร์เซียมองว่าทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และการถอนตัวออกจากสงครามอย่างรวดเร็วของสหรัฐฯ โดยไม่มีข้อตกลงอาจทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อการถูกโจมตีซ้ำอีกในอีกหลายปีข้างหน้า

    นอกจากนี้ยังจะทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองเหนือพวกเขาอย่างมาก โดยสามารถกำหนดเงื่อนไขในการส่งออกน้ำมันได้ ในขณะเดียวกันก็ยังคงคุกคามด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อเมืองต่าง ๆ หากพวกเขาไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอ

    ไม่เพียงเท่านั้น ยังอาจทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับข้อตกลงโดยนัยที่เชื่อมโยงการลงทุนและการวางแนวทางยุทธศาสตร์ของประเทศในอ่าวเปอร์เซียกับการคุ้มครองจากสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

    เมื่อทรัมป์เยือนกาตาร์หลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เขาประกาศว่า “เราจะปกป้องคุณ” ในขณะที่รัฐในอ่าวเปอร์เซียให้คำมั่นว่าจะลงทุนในสหรัฐฯ หลายล้านล้านดอลลาร์ การถอนตัวอย่างเร่งรีบโดยปล่อยให้รัฐในอ่าวต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตนเอง อาจถูกมองว่าเป็นการทรยศต่อคำมั่นสัญญานั้น

    4.อิสราเอลอาจโจมตีอิหร่านและเลบานอนต่อไป

    การถอนตัวอย่างเร่งรีบของสหรัฐฯ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่ออิสราเอล ทั้งใน เลบานอน และฉนวนกาซา อิสราเอลยังคงโจมตีฝ่ายตรงข้ามหลังจากตกลงหยุดยิงแล้ว โดยอ้างว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลง

    อิสราเอลส่งสัญญาณตั้งแต่เนิ่น ๆ ในความขัดแย้งกับอิหร่านครั้งล่าสุดว่า  อิสราเอลส่งสัญญาณตั้งแต่เนิ่นๆ ว่ากำลังพยายามที่จะบั่นทอน หรือแม้กระทั่งโค่นล้ม ระบอบการปกครองของอิหร่าน และการถอนตัวของสหรัฐฯ โดยที่สาธารณรัฐอิสลามยังคงอยู่ อาจทำให้อิสราเอลมองว่าเป็นภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น

    แต่ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยแสดงให้เห็นแล้วว่า สามารถควบคุมอิสราเอลได้เมื่อต้องการ ในช่วงสงครามอิสราเอล-อิหร่านครั้งล่าสุดในเดือน มิ.ย. 2025 เมื่อทรัมป์ดำเนินการเพื่อยุติความขัดแย้ง เขาบอกว่าเขาบังคับให้อิสราเอลเรียกเครื่องบินรบที่กำลังเดินทางไปโจมตีอิหร่านกลับได้

    และถึงแม้ว่าอิสราเอลจะหยุดการโจมตีอิหร่านแล้ว ก็ไม่มีการรับประกันว่าอิหร่านจะตอบโต้เช่นกัน หลังจากถูกอิสราเอลโจมตีถึง 2 ครั้งภายใน 1 ปี อิหร่านจึงมีแนวโน้มที่จะต้องการคำรับรองว่าจะไม่ถูกโจมตีอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นได้หากไม่มีการเจรจาเพื่อยุติสงครามอย่างเป็นทางการ

    อิหร่านยืนกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงข้อตกลงที่ครอบคลุมซึ่งจะยุติการสู้รบในเลบานอน การถอนกำลังของสหรัฐฯ ไม่น่าจะแก้ปัญหาในแนวรบนั้นได้ อิสราเอลได้เพิ่มความรุนแรงในการรุกคืบในเลบานอนหลังจากการโจมตีของฮิซบอลเลาะห์เพื่อสนับสนุนอิหร่าน และวางแผนที่จะทำลายและยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศจนกว่าจะแน่ใจว่าภัยคุกคามจากฮิซบอลเลาะห์หมดไปแล้ว

    ขอบคุณข้อมูล : CNN

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/956511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gXzrDKrKQsBQj3QaLBjgw

  • 4 เรื่องที่ “ภาษีทรัมป์” เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกในวาระครบหนึ่งปี  – BBC News ไทย

    4 เรื่องที่ “ภาษีทรัมป์” เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกในวาระครบหนึ่งปี – BBC News ไทย

    หนึ่งปีผ่านไป “ภาษีทรัมป์” เปลี่ยนเศรษฐกิจโลกไปอย่างไรบ้าง

    US President Donald Trump in a dark coat and red ties holds up a poster board outlining new reciprocal tariff rates on Liberation Day in the Rose Garden of the White House in Washington, DC, USA, 02 April 2025.

    ที่มาของภาพ, EPA-EFE/Rex/Shutterstock

      • Author, นาตาลี เชอร์แมน
      • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
    • เวลาอ่าน: 10 นาที

    เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เริ่มสงครามการค้าเมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว เขาให้คำมั่นว่าจะพาอเมริกาไปสู่ยุคใหม่ โดยประกาศว่าจะฟื้นฟูภาคการผลิต หารายได้ให้กับรัฐบาล และเปิดตลาดใหม่ ๆ

    ผ่านไปแล้วหนึ่งปี อัตราภาษีศุลกากรในสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบทศวรรษ โดยมีอัตราที่บังคับใช้อยู่เฉลี่ย 10% ขึ้นมาจากเดิมที่เคยอยู่ราว ๆ 2.5%

    นี่คือ 4 ประเด็นที่การบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรของทรัมป์ได้เปลี่ยนแปลงการค้าโลก

    1. สัมพันธ์แตกหักระหว่างสหรัฐฯ – จีนรุนแรงขึ้น

    US President Donald Trump (L) and China's President Xi Jinping, noth in dark suits, size each other up with heads cocked, as they arrive for talks at the Gimhae Air Base, located next to the Gimhae International Airport in Busan on October 30, 2025.

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    ทรัมป์สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกเมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้วในวันที่เรียกว่า “วันแห่งการปลดปล่อย” (Liberation Day) ซึ่งเขาประกาศอัตราภาษีขั้นต่ำ 10% สำหรับสินค้าจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยมุ่งเป้าไปที่สินค้าจากบางประเทศ เช่น จีน ด้วยการกำหนดอัตราภาษีที่สูงขึ้นอย่างมาก

    เมื่อจีนตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีศุลกากรคืน การโต้ตอบแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทำให้อัตราภาษีศุลกากรพุ่งไปถึงตัวเลขสามหลัก และทำให้การค้าระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่หยุดชะงักลงเป็นเวลาสองสามสัปดาห์

    ความตึงเครียดดังกล่าวผ่อนคลายลงในท้ายที่สุด โดยเมื่อช่วงสิ้นปี 2025 สินค้าจากจีนเผชิญอัตราภาษีศุลกากรหรือภาษีชายแดน ที่สูงกว่าเมื่อต้นปีอยู่ราว 20%

    แต่การค้าขายระหว่างสองประเทศก็ยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนัก

    มูลค่าการนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐฯ ลดลงราว 30% ในปีที่แล้ว ในขณะที่การขนส่งสินค้าจากสหรัฐฯ ไปยังจีนก็ลดลงเช่นกัน โดยลดลงไปกว่า 25%

    กระทั่งถึงช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา สินค้าจากจีนมีสัดส่วนน้อยกว่า 10% ของการนำเข้าทั้งหมดของอเมริกา เทียบได้กับระดับที่เคยเกิดขึ้นในปี 2000 และลดลงจากมากกว่า 20% ในปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่ทรัมป์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยแรก

    การที่สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากเวียดนามและเม็กซิโกเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งสองเป็นประเทศที่บริษัทจีนได้เข้าไปเพิ่มการลงทุนนั้นบ่งชี้ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังไม่ถูกตัดขาดโดยสมบูรณ์

    แต่ตัวเลขก็สะท้อนว่าการแยกตัวออกจากห่วงโซ่อุปทาน (decoupling) ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ในขณะที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีในสมัยแรก ในวันนี้มันได้เกิดขึ้นจริงแล้ว เดวิน ชอร์ ศาสตราจารย์และประธานฝ่ายโลกาภิวัตน์แห่งวิทยาลัยธุรกิจทัค มหาวิทยาลัยดาร์ตมัธ กล่าว

    เขาบอกว่าเมื่อพูดถึงการขนส่งสินค้าโดยตรงนั้น “มันรุนแรงมากและเด็ดขาดมาก”

    ศาสตราจารย์ชอร์กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วบ่งชี้ว่าบริษัทต่าง ๆ ได้ดำเนินการตามแผนการที่มีการวางไว้ระยะหนึ่งแล้ว และแม้ว่าสุดท้ายทรัมป์จะกลับไปใช้อัตราภาษีในระดับที่รุนแรงที่สุด แต่ก็บ่งชี้ว่าการยุติสายสัมพันธ์จะยังคงอยู่

    “ผมไม่คิดว่าจะมีการกลับมาทำธุรกิจกันในแบบที่เคยทำตามปกติได้” เขาระบุ

    2. พันธมิตรทางการค้ามองหาทางเลือกอื่น

    Canadian Prime Minister Mark Carney walks up to President of China Xi Jinping at the Great Hall of the People in Beijing, China on Friday, Jan. 16, 2026. Both men have their hands outstretched in preparation for a shake.

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, การขึ้นภาษีศุลกากรทำให้พันธมิตรทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างแคนาดา มองไปทางอื่นที่ไกลว่าสหรัฐฯ

    การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ไปไกลเกินกว่าแค่การประกาศในวันแห่งการปลดปล่อย เพราะเขายังได้เพิ่มอัตราภาษีสำหรับสินค้าบางประเภทเป็นการเฉพาะ เช่น เหล็ก ไม้ และรถยนต์ นอกจากนี้ยังเลิกใช้กฎระเบียบที่เคยอนุญาตให้การขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26,000 บาท) เข้าประเทศ และยังกำหนดมาตรการอื่น ๆ อีกด้วย

    แม้จะมีอัตราภาษีใหม่ แต่สถิติการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ กลับเพิ่มขึ้นกว่า 4% ในปีที่แล้ว ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นช้ากว่าในปี 2024 แต่ก็ไม่ได้สะท้อนว่าสหรัฐฯ จะมุ่งสู่การโดดเดี่ยวตัวเองออกจากประเทศอื่น

    กระนั้น มาตรการภาษีก็ผลักให้หลายบริษัทในประเทศอื่น ๆ มองหาผู้ซื้อที่นอกเหนือจากสหรัฐฯ โดยผู้นำทางการเมืองหลายคนต่างแข่งขันกันกระชับความสัมพันธ์ทางค้ากับประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สหรัฐฯ

    กรณีเช่นนี้ยังรวมถึงสหราชอาณาจักรซึ่งเผชิญกับอัตราภาษีศุลกากรที่ค่อนข้างต่ำเพียง 10%

    แม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของสินค้าจากสหราชอาณาจักรในปี 2025 แต่สัดส่วนการส่งออกไปยังอเมริกากลับลดลง ในขณะที่เยอรมนี ฝรั่งเศส และโปแลนด์ กลับมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น

    “บางคนอาจประหลาดใจ แต่การค้าโลกในภาพรวม… ถือว่าไปได้ค่อนข้างดี” จุน ดู ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแอสตันกล่าว แต่เธอก็เสริมว่า “มีการสร้างสายสัมพันธ์ใหม่ ๆ มากมาย”

    สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้บางประเทศยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการค้าที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจของสหรัฐฯ ให้สามารถขายสินค้าหรือผลผลิตในต่างประเทศได้ เช่น ภาคการเกษตร

    แต่การผลักดันของทรัมป์ก็ทำให้พันธมิตรห่างเหินออกไปเช่นกันซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ขัดกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เช่นกรณีของแคนาดา ที่แม้ว่าในท้ายที่สุดทรัมป์จะยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าส่วนใหญ่โดยอ้างถึงสนธิสัญญาการค้าเสรีอเมริกาเหนือแล้วก็ตาม

    แคนาดาเพิ่งตกลงที่จะลดอัตราภาษีศุลกากรกับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนหลายพันคัน จาก 100% เหลือประมาณ 6.1% เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นการหันหน้าออกจากสหรัฐฯ ไปหาจีนอย่างรวดเร็ว และเป็นสิ่งที่บริษัทรถยนต์ในอเมริกา ซึ่งครองตลาดแคนาดามาอย่างยาวนาน ไม่ปรารถนาอย่างยิ่ง

    สิ่งที่กำลังเป็นสัญญาณเตือน “ไม่ใช่แค่เรื่องของระดับภาษี แต่เป็นเรื่องของลัทธิเอกภาคีนิยมอันหมายถึงการตัดสินใจโดยฝ่ายเดียวที่มีน้ำหนักมากกว่า” เปโตรส มาฟรอยดิส ศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยกฎหมายโคลัมเบีย ระบุ

    3. ความตึงเครียดกับชาติพันธมิตรก่อตัวขึ้น

    Demonstrators hold signs saying stop tariffs and roll back the tariffs, with Donald Trump's picture, during a protest against US President Donald Trump's 50% tariffs on India, in New Delhi India, on Saturday, Aug. 30, 2025

    ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ความตึงเครียดที่เกิดจากภาษีศุลกากร ได้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ

    ความตึงเครียดที่เกิดจากภาษีศุลกากรลุกลามไปยังพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ทางการค้าด้วย

    ชาวแคนาดาเดินทางมาท่องเที่ยวในสหรัฐฯ ลดลง 20% ในปีที่แล้ว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 1.3 แสนล้านบาท) จากการประเมินของสมาคมการท่องเที่ยวสหรัฐฯ

    มาฟรอยดิสยังมองว่า การบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรดังกล่าวยังทำให้ความพยายามของสหรัฐฯ ในการระดมการสนับสนุนเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ต้องเผชิญกับความซับซ้อนมากขึ้น ตั้งแต่เรื่องสงครามในอิหร่าน ไปจนถึงการขยายระยะเวลาการห้ามเก็บภาษีศุลกากรสำหรับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การสตรีมมิง ซึ่งบังคับใช้มาแล้ว 28 ปี

    “คุณจะร้องขอพฤติกรรมร่วมมือร่วมใจได้อย่างไร ในเมื่อคุณทำลายพวกเขาแล้วในทางการค้า” เขากล่าว “คุณสูญเสียอำนาจอ่อน ( soft power) ของคุณ ซึ่งเคยเป็นข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ไปแล้ว ทั้งหมดนี้มันหายไปแล้วและคุณจะสร้างมันกลับมาอย่างไร”

    แม้การตอบโต้ทางการค้าโดยตรงกับสหรัฐฯ จะยังคงเกิดขึ้นอย่างจำกัด แต่ไมเคิล เพียร์ซ นักเศรษฐศาสตร์จากออกซ์ฟอร์ดอีโคโนมิกส์ มองว่าไม่มีอะไรที่จะรับประกันว่าสถานการณ์นี้จะเป็นเช่นนี้ต่อไป โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่าท่าทีของทรัมป์ทำให้ประเทศอื่น ๆ หันไปสำรวจนโยบายปกป้องทางการค้าแก่ประเทศตัวเองมากขึ้น

    “นั่นคือความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป เราก็เริ่มได้เห็นการตอบโต้ในรูปแบบอื่น ๆ” เขากล่าว “นั่นคือวิธีที่ทำให้ความเสียหายจากสงครามการค้าขยายวงกว้าง”

    A sailboat sails past a container ship at the Port of Oakland in Oakland, California, USA, 14 July 2025.

    ที่มาของภาพ, EPA/Shutterstock

    อัตราภาษีศุลกากรที่ทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บในวันแห่งการปลดปล่อยและสร้างความตื่นตระหนกนั้น ในที่สุดก็ปรับลดลงหลังทรัมป์ประกาศยกเว้นให้กับสินค้าจำนวนมาก และทำข้อตกลงกับประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับการเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า

    ในขณะที่คำมั่นสัญญาครั้งใหญ่ที่เขาให้ไว้ก็ไม่เป็นไปตามนั้น

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลของรัฐบาลโดยมูลนิธิภาษี (Tax Foundation) พบว่าภาคการผลิตหดตัวลงเสียเป็นส่วนใหญ่ในปีที่แล้ว ในขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศในสหรัฐฯ ก็ลดลงเช่นกัน แม้จะมีการประกาศจากบางบริษัท เช่น บริษัทผู้ผลิตยาว่าจะเพิ่มการใช้จ่าย

    และในเดือน ก.พ. ที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ สั่งยกเลิกอัตราภาษีที่ประกาศในวันแห่งการปลดปล่อย ทั้งยังตั้งคำถามถึงรายได้จากภาษีศุลกากรของรัฐบาลที่เพิ่มมากขึ้นในปีที่แล้ว ตอนนี้สหรัฐฯ กำลังจะต้องคืนเงินมากกว่าครึ่งของจำนวน 2.6 แสนล้านดอลลาร์ (กว่า 8.5 ล้านล้านบาท) ที่พวกเขาได้เก็บไป

    ทำเนียบขาวระบุว่าการดำเนินนโยบายของรัฐบาลจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งจึงจะเห็นผล โดยชี้ให้เห็นถึงคำมั่นสัญญาที่บริษัทและประเทศต่าง ๆ ระบุว่าจะมีการลงทุนขนาดใหญ่

    แต่สำหรับตอนนี้ ผลกระทบหลักจากภาษีศุลกากรในสหรัฐฯ คือความตึงเครียดทางธุรกิจและราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นสำหรับผู้บริโภค

    จากการประเมินของโกลด์แมน แซคส์ ในเดือน ต.ค. ราว 55% ของการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม ถูกส่งต่อไปให้ผู้บริโภคต้องเป็นผู้รับภาระในปีที่แล้ว

    เพียร์ซกล่าวว่านี่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมาพุ่งขึ้นราว 0.5% ไปอยู่ที่ประมาณ 3% เมื่อเทียบกับอัตราที่ควรจะเป็นหากไม่เผชิญกำแพงภาษี

    เมื่อเรื่องค่าครองชีพคือสิ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ปัญหานี้จึงทำให้การหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. ของพรรครีพับลิกัน เผชิญกับความยุ่งยากมากขึ้น

    แม้ภาษีศุลกากรจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและกิจกรรมทางธุรกิจ แต่เศรษฐกิจก็ยังเติบโต 2.1% ในขณะที่อัตราคนว่างงานในเดือน ธ.ค. คงที่อยู่ที่ 4.4%

    “มันสร้างความวุ่นวายอย่างมาก แต่ผมคิดว่าก็ยังยากที่จะพูดได้ว่ามันส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญมาก ๆ ต่อเศรษฐกิจมหภาค” เพียร์ซระบุ

    ทำเนียบขาวให้คำมั่นไว้ภายหลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยออกมาว่าพวกเขาจะฟื้นนโยบายภาษีขึ้นมาโดยใช้กฎหมายฉบับอื่น ซึ่งยังต้องรอดูว่าทรัมป์จะผลักดันเรื่องนี้มากแค่ไหนในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

    “ฉันไม่คิดว่ามันจะกลับไปถึงระดับที่มีการประกาศในวันแห่งการปลดปล่อยอีกแล้ว” เอริกา ยอร์ก รองประธานฝ่ายนโยบายภาษีของรัฐบาลกลางแห่งมูลนิธิภาษี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c99540dxdzpo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw134jnbsTsd8oO6W4L-2tHI

  • ม.หอการค้าไทยเผย สงกรานต์69 ไม่คึกคัก เงินสะพัดแค่1.2 แสนล้านบาทต่ำสุดใน4ปี  สงคราม-น้ำมันแพง ฉุดการใช้จ่ายประชาชน

    ม.หอการค้าไทยเผย สงกรานต์69 ไม่คึกคัก เงินสะพัดแค่1.2 แสนล้านบาทต่ำสุดใน4ปี สงคราม-น้ำมันแพง ฉุดการใช้จ่ายประชาชน

    วันนี้, 16:55น.

              ม.หอการค้าไทย เผย เทศกาลสงกรานต์ปี2569 ไม่คึกคัก เงินสะพัดแค่ 1.29 แสนล้าน วูบ 3.7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เซ่นพิษน้ำมันแพง-ของแพง ฉุดใช้จ่ายประชาชน เฉลี่ยปีนี้ใช้จ่าย 8,056 บาทต่อคน เน้นเที่ยวต่างจังหวัดของตนเอง

              รศ.ดร ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทยกล่าวว่า สงกรานต์ปีนี้คนจะชะลอการใช้จ่าย รัดเข็มขัดกันมากขึ้น เนื่องจากน้ำมันแพง สินค้าแพงซึ่งเป็นผลกระทบมาจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง จะเห็นชัดเจนว่าคนใช้จ่ายลดลง ออกไปท่องเที่ยวน้อยลง

              สงกรานต์ปีนี้จะเงียบเหงากว่าปีก่อน คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบ 129,649 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 3.7% ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ4ปี นับจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เนื่องจากน้ำมันแพ  อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าจะเข้ามาเที่ยวไทยในช่วงสงกรานต์มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจาก มาเลเซีย จีน และยุโรป

              ด้านนางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้  ว่า คนส่วนใหญ่ 58.2% ไม่เล่นน้ำสงกรานต์ และ41.8% เล่นน้ำสงกรานต์  โดย56.6%  เน้นเที่ยวในจังหวัดของตัวเอง และ 5.5% เที่ยวในประเทศ และ 4.2% กลับบ้านและวางแผนเที่ยว ส่วนเที่ยวต่างประเทศ 0.7% โดยคนที่วางแผนท่องเที่ยวในประเทศจะใช้จ่ายเฉลี่ย 8,056 บาท/คน ส่วนต่างประเทศเฉลี่ย 37,083 บาท/คน

              ส่วนแผนการใช้จ่าย คนส่วนใหญ่42.7% ตอบว่าใช้จ่ายเท่าเดิม 36.5% ตอบว่าใช้จ่ายลดลงซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และ20.8% ตอบว่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น  สาเหตุที่ใช้จ่ายลดลงเนื่องจากน้ำมันมีราคาแพง สินค้าและบริการราคาแพง ค่าครองชีพสูง ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง มีหนี้เพิ่มขึ้น และต้องการฉลองแบบประหยัดเป็นต้น โดยส่วนใหญ่ 54.9% นำเงินเดือนออกมาใช้จ่าย รองลงมาคือ เงินออม เงินจากผู้ปกครอง เงินกู้ และโบนัส

              นางอุมากลมกล่าวว่าบรรยากาศของสงกรานต์ปีนี้คนส่วนใหญ่51.8% มองว่าสนุกสนามเหมือนเดิม แต่สัดส่วนคนที่มองว่าสนุกสนานลดลง มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อนคือปรับจาก 4% เป็น 33% ส่วนที่ตอบว่าสนุกสนานมากขึ้นมีสัดส่วน15.1 %

              อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจชี้ว่าคนไทยมีปัญหาความกังวลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยปัญหาที่กังวลมากที่สุดคือ ราคาน้ำมันแพง ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น การจราจรติดขัด และการลวนลามทางเพศ

    #สงกรานต์69

    #ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ

    Cr:UTCC Today

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160450&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pC7FhgbnfwI6vZDz6vglm

  • ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

    ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

    วันนี้ (2 เม.ย.2569) นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย จากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลว่า สงครามตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น ดันให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 48% จากลิตรละ 29.94 บาท มาอยู่ที่ 44.24 บาท รวมถึงเกิดปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติก และ ปัญหาปุ๋ยยูเรียที่ตึงตัว

    นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    โดยการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ทุก 1 บาท จะฉุดจีดีพีลดลง 0.04 %และ มีผลต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.32% ดังนั้นในภาพรวมขณะนี้ น้ำมันดีเซลปรับราคาขึ้นไปแล้ว 14.30 บาท/ลิตร จะฉุดให้จีดีพีของไทย ลดลงแล้ว 0.56% และดันเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นพุ่งขึ้น 4.56% รวมทั้งยังทำให้ การบริโภคภาคเอกชนลดลงราว 97,500 ล้านบาท อีกด้วย

    สำหรับ 10 ธุรกิจ 10 ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม/การขนส่งทางทะเล/การขนส่งทางชายฝั่งและทางน้ำภายในประเทศ/การขนส่งทางอากาศ/การขนส่งทางรถไฟ/การขนส่งทางบก/ การทำเหมืองแร่ดีบุก /การทำประมงในทะเลและชายฝั่ง /การขนส่งสินค้าทางบก และการผลิตยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี ทั้งนี้จะเห็นว่าสาขาขนส่ง ครอง 5 ใน 10 อันดับต้น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล

    ภาพประกอบข่าว ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดทำการประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ไว้ 3 กรณี ตามระยะเวลาของความขัดแย้ง ดังนี้กรณีที่ 1 ความขัดแย้งระยะปานกลาง ระยะเวลา 3 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 1.91% ฉุด จีดีพี ลดลง 1.07%

    กรณีที่ 2 ความขัดแย้งยืดเยื้อ ระยะเวลา 6 เดือน โอกาสเกิด 45% คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน จะเพิ่มขึ้น 2.82% ฉุดจีดีพีลดลง 2.31% และกรณีที่ 3 ความขัดแย้งไม่มีกำหนดยุติ ระยะเวลาครอบคลุมช่วงที่เหลือของปีนี้ โอกาสเกิด 10% อัตราเงินเฟ้อ เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 3.67% ฉุดจีดีพีลดลง 3.24%

    ภาพประกอบข่าว ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง จบได้ภายใน 3 เดือน เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 1% ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2% แต่หากสงครามจบใน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยจะโตติดลบ 0.3% และกรณีเลวร้าย สงครามลากยาวถึงสิ้นปี เศรษฐกิจไทยอาจจะโตติดลบ 1.6%

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก

    ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่า เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflationนั้น ยืนยันว่า ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะStagflation แต่เป็นภาวะที่มีแรงกดดันเสี่ยงทำให้เกิด Stagflation เนื่องจากเกิด Stagflation จะต้องเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 4 ข้อ คือ เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ราว1-2%, เงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมายต่อเนื่อง, อัตราการว่างงานสูง แต่ไทยยังถือว่าต่ำ และเหตุการณ์ข้างต้นจะต้องเกิดพร้อมกันติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ไตรมาส โดยขณะนี้เศรษฐกิจไทยเข้าเกณฑ์เพียเงื่อนไขเดียวเท่านั้นคือจีดีพีโต 1.5% ซึ่งต่ำกว่าระดับศักยภาพ

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 4 ด้าน  ด้านน้ำมัน รัฐบาลควรช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง เช่น การจ่ายเงินอุดหนุนตามเที่ยววิ่งรถจริง, ลดปริมาณลดวิ่งเปล่า ด้วย Matching Platform ผ่านกรมการขนส่งทางบก  ด้านไฟฟ้า เร่งฟื้นโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 600 เมกะวัตต์, เลือก scenario 3 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อสกัด FT ไม่ให้สร้างต้นทุนรอบสอง

    ภาพประกอบข่าว ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อ หวั่นเศรษฐกิจไทยโตติดลบ

    ด้านเม็ดพลาสติก จัดหาแนฟทา, โพรเพนจากสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก หรืออินโดนีเซีย, จัดหา Priority Use List เช่น ยา น้ำเกลือ ถุงมือแพทย์ อาหารบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า  และปุ๋ย ล็อกสัญญาล่วงหน้าก่อนที่ตลาดโลกจะแย่งซื้อ, ตรึงราคาไม่เกิน 20% จากก่อนวิกฤติ โดยรัฐเข้ามาชดเชยส่วนต่าง, ใส่ปุ๋ยในอัตรา 1/4 ของปกติ เป็นต้น

    อ่านข่าว:

    วิกฤต พลังงาน-ค่าครองชีพพุ่ง กกร.หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ1.2–1.6%

    หอการค้าไทย จี้ รัฐดูแลราคาน้ำมัน แนะควรรอบคอบก่อนออกประกาศ

    พณ.แจงไร้อำนาจคุมราคาน้ำมัน “ศุภจี” ยันจะดูแลราคาสินค้าให้ดีที่สุด  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504183&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gq4CoyLSCa7eSjtUGw-Os