Category: เศรษฐกิจ

  • ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    ออมสิน ขานรับมติ ครม. ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 1 แสนล้าน ดันเม็ดเงินเสริมสภาพคล่องหมุนเศรษฐกิจ รายย่อย-ผู้ประกอบการ ขอกู้ได้ทุกสถาบันการเงินในโครงการทั้ง 16 แห่ง ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50% ต่อปี

    นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เห็นชอบการออกมาตรการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งในต่างประเทศ โดยมอบหมายให้ธนาคารออมสินเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนมาตรการทางการเงินเพื่อเติมสภาพคล่องผ่าน โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” วงเงิน 100,000 ล้านบาท มุ่งช่วยประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ปรับตัวรับมือวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการดำเนินธุรกิจ พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานทางเลือก โดยความร่วมมือของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 16 แห่ง ในการส่งผ่านเงินทุนดอกเบี้ยต่ำไปยังกลุ่มเป้าหมายให้เร็วที่สุด 

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” วงเงินโครงการรวม 100,000 ล้านบาท ธนาคารออมสินให้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมากแก่สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non – Bank) ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ทุกรายนำวงเงินสินเชื่อนั้นไปปล่อยกู้ต่อให้กับลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ ในอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก ไม่เกิน 3.50% ต่อปี โดยเป็นไปตามโปรแกรมและเงื่อนไขที่แต่ละธนาคารกำหนด (*ยกเว้นการกู้ซื้อรถ EV) ใน 3 วัตถุประสงค์หลัก คือ 1) สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง 2) สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ ในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และ 3) สินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน โดยมีรายละเอียดสินเชื่อในกรณีต่าง ๆ ของโครงการฯ ดังนี้

    สำหรับผู้ประกอบการ สามารถกู้ผ่านธนาคารออมสิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจและธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการ

    สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง (Mitigation)

    เพื่อเสริมสภาพคล่อง / ลดภาระดอกเบี้ยลูกค้าเดิม / ลงทุน / รีไฟแนนซ์ สำหรับลูกค้าธุรกิจท่องเที่ยว ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ข้อพิพาทชายแดน มาตรการภาษี การแข่งขันทางการค้า รวมถึง Supply Chain วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท 

    สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ 

    • กรณีสร้างพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย (Reinvent Thailand) วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท 
    • กรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (Transformation) วงเงินโครงการ 25,000 ล้านบาท
    • กรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึง Supply Chain วงเงินโครงการ 10,000 ล้านบาท

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถกู้ผ่านสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non – Bank) ที่เข้าร่วมโครงการ

    สินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน 

    • เพื่อปรับตัวเข้าสู่การดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน อาทิ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (Electronic Vehicle: EV) และ การปรับปรุงที่พักอาศัย/อาคาร วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท 

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจแห่งใดก็ได้ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ธนาคารยูโอบี ธนาคารทิสโก้ ธนาคารไทยเครดิต ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารออมสิน รวมถึงผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non – Bank) ที่เข้าร่วมโครงการฯ 

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976338&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Nr6Gl3q7H_L4VwxpzDSk1

  • เอกนิติ ถก 3 สถาบันเครดิต เร่งแจงพื้นฐานเศรษฐกิจยังแกร่ง รับมือโลกผันผวนได้ | เดลินิวส์

    เอกนิติ ถก 3 สถาบันเครดิต เร่งแจงพื้นฐานเศรษฐกิจยังแกร่ง รับมือโลกผันผวนได้ | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ได้หารือกับผู้บริหารของสถาบันจัดอันดับเครดิต 3 แห่ง ประกอบด้วย ฟิทช์ เรทติ้งส์ , เอส แอนด์ พี โกลบอล เรทติ้งส์ , และ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ในระหว่างการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 69 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยได้เน้นย้ำกับทั้ง 3 สถาบันว่า เศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพโดยรวมที่ดี และสามารถรองรับความผันผวนจากภายนอกได้

    “โดยเฉพาะโครงสร้างหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมดกว่า 99% เป็นหนี้ภายในประเทศ จึงมีความเสี่ยงต่ำมากจากภาวะความผันผวนของการเงินโลก นอกจากนี้ ไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงเกือบ 2.5 เท่า และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกันชนสำคัญต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก”

    นายเอกนิติกล่าวว่า ที่สำคัญประเทศไทยยังมีนโยบายยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง โดยมุ่งรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ควบคู่กับการคงความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนจากภายนอก โดยมีแนวทางสำคัญคือการใช้มาตรการการคลังแบบมุ่งเป้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ และการใช้นโยบายการคลังในระยะข้างหน้าจะมุ่งเน้นการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดลดการพึ่งพาน้ำมัน รวมถึงการปฎิรูปเศรษฐกิจสู่การเติบโตระยะยาว ซึ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5796784/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c5dgnZoIby1a24_sRfX7j

  • ผ่าวิกฤตพลังงานเมษาฯ เดือด! เมื่อสงครามทำน้ำมันพุ่ง ทุบเศรษฐกิจไทยขยับตัวยาก

    ผ่าวิกฤตพลังงานเมษาฯ เดือด! เมื่อสงครามทำน้ำมันพุ่ง ทุบเศรษฐกิจไทยขยับตัวยาก

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ได้เผยแพร่บทความวิชาการ “วิเคราะห์วิกฤตพลังงานและตลาดแรงงาน” โดยสะท้อนภาพสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ

    บทความระบุว่า ภายหลังช่วงสงกรานต์ ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนจากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากการเจรจาในช่วงสั้น แต่สถานการณ์กลับตึงเครียดอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดนิวยอร์ก (WTI) ปรับเพิ่มขึ้นจาก 83.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 88.81 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายในวันเดียว หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6–7

    ในขณะที่ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นในประเทศไทยยังทรงตัว แต่โครงสร้างราคายังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะค่าการกลั่น (GRM) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานโดยรวมยังคงกดดันภาคเศรษฐกิจ

    บทความชี้ว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคขนส่ง ซึ่งเป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน แม้ภาครัฐจะมีมาตรการช่วยเหลือ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการแบกรับต้นทุนจริง ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาค่าขนส่ง และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

    ผลกระทบดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านกำลังซื้อของประชาชนที่ชะลอตัว หลังช่วงสงกรานต์บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยค่อนข้างเงียบเหงา โดยมีการประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 อาจลดลงเหลือร้อยละ 1.5 จากเดิมที่คาดไว้ร้อยละ 2.0–2.5

    สำหรับตลาดแรงงาน บทความระบุว่ายังไม่เห็นผลกระทบชัดเจนในระยะสั้น เนื่องจากยังมีปัจจัยพยุง เช่น การส่งออกที่ขยายตัวสูง โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมและอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวของการจ้างงานในระบบประกันสังคม โดยจำนวนผู้ประกันตนลดลงกว่า 112,800 คนในช่วง 2 เดือนแรกของปี

    ทั้งนี้ ภาคการส่งออกและนำเข้ายังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและการจ้างงาน โดยการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์ขยายตัวเกือบร้อยละ 17 ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

    ดร.ธนิต เตือนว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทยอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง

    ทั้งนี้บทความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ยังต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้า และความจำเป็นในการติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/gdp-business-oil&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KwvLGfd_sruOunW_omRUS

  • IMF หั่น GDP โลกปี 2026 รับมือ ‘ของแพง-เศรษฐกิจฝืด’ ขณะที่อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด GDP ไทยโตต่ำเพียง 1.4% ชี้โจทย์หิน Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยสวนทางตลาด หากเงินเฟ้อสงครามไม่จบ

    IMF หั่น GDP โลกปี 2026 รับมือ ‘ของแพง-เศรษฐกิจฝืด’ ขณะที่อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด GDP ไทยโตต่ำเพียง 1.4% ชี้โจทย์หิน Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยสวนทางตลาด หากเงินเฟ้อสงครามไม่จบ

    ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง แม้การเจรจาในช่วงสุดสัปดาห์ก่อนการเจรจายังไม่สามารถหาข้อสรุปกันได้ แต่สหรัฐฯ และอิหร่านมีข้อตกลงในหลักการที่จะเดินหน้าเจรจาต่อและอาจขยายระยะเวลาการหยุดยิงออกไป รวมถึงจะมีการเจรจารอบ 2 โดย ปธน. ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับหลายสื่อว่าสงครามที่ยืดเยื้อเกือบ 7 สัปดาห์ใกล้จะยุติแล้ว พร้อมกันนี้ยังเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร และระบุว่าจีนตกลงจะไม่ส่งอาวุธให้อิหร่าน หนุนดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ระหว่างสัปดาห์

    ด้านตัวเลขเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ เดือน มี.ค. +3.3%YoY ตามตลาดคาด และสูงสุดตั้งแต่ พ.ค. 2024 ตามราคาพลังงาน ด้าน PPI ขยายตัว +4.0%YoY จาก +3.4% เดือนก่อน

    ด้าน IMF (เม.ย. 2026) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงสู่ 3.1% จาก 3.3% ในประมาณการครั้งก่อน ในเดือน ม.ค. 2026 และปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสู่ 4.4% จาก 3.8% ฉุดโดยสงครามในตะวันออกกลาง

    ด้านผลประกอบการ TSMC ที่ดีกว่าคาดช่วยหนุนกลุ่มเทคฯ ปรับขึ้นได้ 6.2% WoW ขณะที่แรงหนุนบางส่วนยังมาจากการลงทุนด้าน AI และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ

    ด้านตลาดหุ้น EM ปรับตัวขึ้นเช่นกัน +4.4% WoW โดย GDP จีน 1Q26 ขยายตัว 5.0%YoY เร่งขึ้นจาก 4Q25 และสูงกว่าตลาดคาด ด้านตัวเลขเศรษฐกิจเดือน มี.ค. ส่งสัญญาณผสม โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5.7%YoY สูงกว่าคาด แต่ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้นเพียง 1.7%YoY ต่ำกว่าคาดและชะลอลงจากเดือนก่อน การลงทุนสินทรัพย์ถาวร (YTD) เพิ่มขึ้น 1.7%YoY ต่ำกว่าคาด ด้านการส่งออก ขยายตัว +2.5%YoY ลดลงจากเดือนก่อน และต่ำกว่าตลาดคาด

    ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับลดลง 1% จากแรงกดดันจากหุ้น DELTA ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายระดับที่ 1 (Cash Balance) ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลง 3.9% WoW

    เศรษฐกิจโลกเปิดโหมด ‘Stagflation’ สงครามฉุด GDP แต่ดันเงินเฟ้อ

    บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า สถานการณ์สหรัฐฯ และอิหร่านมีข้อตกลงในหลักการที่จะเจรจาต่อและอาจขยายการหยุดยิง บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดในระยะสั้น คือการต่ออายุหยุดยิงชั่วคราวหรือข้อตกลงบางส่วน ซึ่งจะเป็นก้าวแรกสู่การเจรจาที่ครอบคลุมกว่าในระยะต่อไป

    IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงสู่ 3.1% (เดิม 3.3%) และเงินเฟ้อโลกคาดเพิ่มขึ้น 4.4% (เดิม 3.8%) สะท้อนผลกระทบจากสงครามสร้าง disruption เชิงโครงสร้างต่อตลาดพลังงาน

    สำหรับไทย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมิน GDP ปี 2026 หลังสงครามยืดเยื้อที่ 1.4% ต่ำกว่า IMF ที่ 1.5% เล็กน้อย โดยคาดว่าแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและส่งออกจะชะลอลง ขณะที่ต้นทุนพลังงานนำเข้ากดดันภาคการผลิตและ ธปท. อาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้แม้เศรษฐกิจชะลอ

    ด้านเงินเฟ้อสหรัฐฯเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า ในส่วนของนโยบายการเงิน Fed อาจเผชิญการตัดสินใจที่ยากลำบากมากขึ้นว่าจะ ‘มองผ่าน’ (look through) แรงกระแทกพลังงานชั่วคราวนี้ หรือจะระมัดระวังมากขึ้นหากการส่งผ่านราคาสู่ core inflation เริ่มปรากฏในเดือนถัดๆ ไป โดยมองว่า Fed อาจมีเหตุผลเพียงพอที่จะอดทนรอได้จากตลาดแรงงานและยอดค้าปลีกที่ยังแข็งแกร่ง

    อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ จะทำให้ราคาน้ำมันอยู่สูงยาวนานขึ้น และทำให้เงินเฟ้อส่งผ่านและทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อสูงขึ้น จนทำให้ Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    ด้านจีน GDP 1Q26 ได้แรงหนุนจากภาคการผลิตตามการส่งออก แต่มีแนวโน้มชะลอลงในไตรมาส 2 จากผลกระทบของสงคราม ซ้ำเติมอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอต่อเนื่อง

    กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย

    นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ (มองบวกต่อการเจรจา): ให้ปรับพอร์ตตามกรอบเวลาและความผันผวน ดังนี้

    • ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์): เล่นเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันปรับฐานและ Supply Chain ฟื้น อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า (GPSC BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL ERW MINT) รพ. (BH BDMS) ยานยนต์ (AH SAT) รวมทั้งหุ้น SET50 ที่เป็นเป้า Short Covering ได้แก่ BTS LH MINT AWC BDMS HMPRO OR CPALL
    • ระยะกลาง (3-6 เดือน): สะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือเงินเฟ้อ (ADVANC TRUE BDMS BH CHG BCH CPALL CPAXT BJC CPN)
    • ระยะยาว (6-12 เดือน+): ลงทุนกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมฯ ตามเทรนด์ลดการพึ่งพาฟอสซิล (GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHA AMATA)
    • นักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำ (กังวลเจรจาล้มเหลว): เน้นถือเงินสด/ตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบ Bond Yield พุ่งและรอจังหวะซื้อเมื่อสถานการณ์ชัดเจน รวมทั้งทำ Strategic Hedging ในหุ้นน้ำมัน (PTTEP PTTGC) และหุ้น High Dividend (Yield > 5%) ก่อน XD เม.ย.-พ.ค. นี้ (KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI)
    • Trading Idea : หุ้น Rebound Play ซึ่งคาดหากสงครามจบ ราคาหุ้นจะฟื้นตัวเร็วหลังปรับลงแรงตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลาง ได้แก่ TIDLOR SAWAD CBG OSP และหุ้น Summer Play ที่ได้ประโยชน์จากความต้องการซื้อสินค้าคลายร้อนสูงขึ้น (เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มทำความเย็น) ได้แก่ ICHI HTC CPALL HMPRO GLOBAL

    “ช่วงสั้นมอง SET จะเข้าสู่โหมดผันผวน โดยทิศทางดัชนีขึ้นอยู่กับผลเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านเป็นหลัก หากการเจรจามีพัฒนาการเชิงบวกก่อนเส้นตายหยุดยิงจะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่หนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้น โดยคาด SET จะปรับตัวทะลุแนวต้านที่ 1,530-1,550 จุด จาก Fund Flow ที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาด EM หลังคลายกังวลอุปทานน้ำมันชะงักงัน แต่หากการเจรจาล้มเหลวจนนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร จะส่งผลให้ตลาดปรับลดลง คาด SET จะปรับฐานลงแรงไปทดสอบแนวรับที่ 1,400-1,450 จุด จาก Fund Flow ที่ไหลออกตามความกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะฉุดเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้น” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์

    ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้

    • ความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพรอบสองหระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และสถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
    • การประกาศงบ 1Q26 ของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ อาทิ Tesla (TSLA) และ Alphabet (GOOGL)
    • ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ มี.ค. ของไทย, ยอดค้าปลีก มี.ค. และ PMI เบื้องต้นภาคผลิตและบริการ เม.ย. ของสหรัฐฯ

    หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: CPN – กำไรยังแกร่ง ท่ามกลางสงคราม

    แนะนำ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้

    • เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกรายใหญ่สุดในไทย โดยมีการผสมผสานทั้งส่วนค้าปลีก ที่อยู่อาศัย สำนักงาน และโรงแรมเข้าด้วยกัน อีกทั้งมีการใช้ประโยชน์จาก The 1 ซึ่งเป็น loyalty platform ของกลุ่มเซ็นทรัลที่มีฐานสมาชิกกว่า 20 ล้านราย ทำให้มีความได้เปรียบในการใช้ข้อมูลต่อยอดทางธุรกิจ
    • 1Q26 คาดกำไรโตดี YoY แรงหนุนจากฐานต่ำของธุรกิจที่อยู่อาศัยและแนวโน้มที่เป็นบวกของธุรกิจค้าปลีก ขณะที่การเติบโต QoQ จะมาจากค่าใช้จ่ายที่ลดลงตามฤดูกาล ส่วนปี 2026 คาดกำไรปกติเติบโต 9.6%YoY ซึ่งยังมี Upside risk จากขายสินทรัพย์ให้ CPNREIT ใน 2H26 และโอน Dusit Residences เร็วกว่าคาด
    • ผลการดำเนินงานแกร่งและได้รับผลกระทบจำกัดท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง สะท้อนได้จากจำนวนผู้ใช้บริการและยอดขายร้านค้าที่ยังเติบโตดี YTD ขณะที่ Valuation ยังไม่แพง โดยปัจจุบันซื้อขาย PER 26F ที่ 15.7 เท่า (-1SD.)
    • เราประเมินราคาเป้าหมายที่หุ้นละ 79 บาท อิงวิธี DCF และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2026 หุ้นละ 2.53 บาท คิดเป็น Div. Yield ราวปีละ 4%

    ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก

    ผลประกอบการ 1Q26 ของกลุ่มธนาคารใหญ่สหรัฐฯ มีกำไรสุทธิเติบโตแกร่ง และดีกว่าคาด หนุนโดยรายได้ตลาดทุนเป็นหลัก ขณะที่ NII ยังมีความทนทาน แม้ NIM จะมีทิศทางผสมผสาน ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีเสถียรภาพ เรายังมองบวกต่อกลุ่มที่มีรายได้ตลาดทุนสูงอย่าง JPM GS MS

    • ผลประกอบการธนาคารใหญ่สหรัฐฯ (JPM, BAC, C , GS, MS , WFC) เติบโตแกร่งหนุนโดยรายได้ตลาดทุน: กำไรสุทธิได้รับแรงส่งหลักจากการฟื้นตัวอย่างโดดเด่นของธุรกิจ Investment Banking และรายได้ Trading ที่ทำสถิติใหม่ นำโดย GS และ MS ขณะที่ NII ยังมีความทนทาน แม้ NIM จะมีทิศทางผสมผสาน ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะพอร์ตอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (CRE) ที่เริ่มทรงตัว
    • การผ่อนปรนเกณฑ์เงินกองทุน: ข้อเสนอปรับลดระดับเงินกองทุนขั้นต่ำ (CET1) ถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ (G-SIBs) ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสในการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืน (Share Repurchase) เพื่อยกระดับ ROE ในระยะยาว
    • ความเสี่ยงจากภาค Private Credit ยังอยู่ในวงจำกัด: แม้เกิดภาวะตึงตัวด้านสภาพคล่อง (Liquidity Mismatch) ในกลุ่ม Private Credit จากการระงับการไถ่ถอนเงิน แต่ประเมินว่ายังไม่เป็นความเสี่ยงเชิงระบบต่อธนาคารใหญ่ เนื่องจากมีสัดส่วนการปล่อยกู้ที่ต่ำ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องระมัดระวัง WFC ที่มีสัดส่วนความเกี่ยวข้องในพอร์ตนี้สูงกว่ากลุ่ม
    • แนวโน้ม 2Q26 และกลยุทธ์การลงทุน: คาดกำไรขยายตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของดีล M&A และความผันผวนที่สูงภายใต้นโยบายรัฐบาลทรัมป์หนุนรายได้การเทรด ด้วยเหตุนี้ เรามองบวกในหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ตลาดทุนสูง ได้แก่ JPM, GS และ MS เนื่องจากมีปริมาณดีลในมือ (Backlog) ระดับสูง และได้รับประโยชน์จากความผันผวนของตลาดที่เอื้อต่อรายได้ Trading
    • ความเสี่ยงขาลง ได้แก่ เศรษฐกิจชะลอตัว, การชะลอตัวของการไหลเข้าของเงินทุน, การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด และภาวะตลาดที่ซบเซา

    มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO

    เงินสด / สภาพคล่อง

    ได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน และสงครามในตะวันออกกลาง สถานการณ์ล่าสุดบนช่องแคบฮอร์มุซค่อนข้างสับสน โดยอิหร่านบังคับใช้ข้อจํากัดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลัง Trump ยังยืนยันการปิดล้อมท่าเรือ จนกว่าอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ รวมถึงโครงการนิวเคลียร์

    ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว

    UST Yield และ TH Bond Yield มีโอกาสทรงตัวถึงปรับลดลง จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีพัฒนาการเชิงบวก ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ แม้คาดธนาคารกลางอาจชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ทั้งนี้ แนะนำลงทุนพันธบัตรระยะสั้น-กลาง เพื่อจำกัดความเสี่ยงบน Duration

    U.S. Treasury & IG

    แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ระยะสั้น หลังผู้ว่าการ Fed ส่งสัญญาณว่าหากสงครามอิหร่านยุติได้เร็ว Fed อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ แม้เงินเฟ้อจะเสี่ยงพุ่งขึ้นในระยะสั้นก็ตาม ในขณะที่ ควรหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว จากความกังวลวินัยการคลังสหรัฐฯ และความเสี่ยงการแทรกแซงความเป็นอิสระของ Fed

    High Yield Bond

    ความเสี่ยงที่ HY Credit Spread จะกว้างขึ้นยังมีอยู่ จากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจกดดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้รมว.คลังสหรัฐฯ จะคาด GDP สหรัฐฯ ปีนี้โตสูงถึง 3.0-3.5% ก็ตาม ทั้งนี้ เราคาดการณ์ความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างผู้ออกตราสารที่มีคุณภาพ Credit แข็งแกร่ง และอ่อนแอ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

    สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs

    กองทุนสินทรัพย์ผสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่น ตามภาวะเศรษฐกิจ และ ความเสี่ยง

    Asia REITs

    REITs ในเอเชีย มีโอกาสฟื้นตัว ตามความกังวลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มลดลง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการเชิงบวก ทั้งนี้ เรายังมีมุมมองบวกต่อ SG REITs โดยได้อานิสงส์จากแนวโน้มต้นทุนกู้ยืมที่ลดลง P/BV ที่ยังน่าสนใจ และ DPU ที่ยังเติบโต ขณะที่ TH REITs ยังมี Dividend Yield ในระดับที่สูง

    Global Infrastructure

    โครงสร้างพื้นฐานเป็นแรงขับเคลื่อนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและอุปสงค์ที่เร่งตัวขึ้นจาก AI จะเป็นปัจจัยหนุนการลงทุนในพลังงานทางเลือกและระบบสายส่งไฟฟ้า นอกจากนี้ คุณสมบัติของโครงสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ ยังช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงในระยะยาว

    Private Asset *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น

    Private Credit ได้รับแรงกดดันด้านสภาพคล่อง การผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น นักลงทุนบางส่วนถอนเงินลงทุน แนะนำคัดเลือกกองทุนที่ปล่อยสินเชื่อให้บริษัทใหญ่ ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกร้องหลักประกันเป็นลำดับแรก / Private Equity ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของ IPO และ M&A คัดเลือกกองทุนที่กระจายความเสี่ยง และยืดหยุ่นสภาพคล่อง

    หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว

    หุ้นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์หลักจากพัฒนาการด้านเทคฯ และกำไรที่ยังขยายตัวดี / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และ ECB ที่อาจไม่รีบเร่งขึ้นดอกเบี้ย / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากการปฏิรูปบรรษัทภิบาล และเสถียรภาพรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น แม้ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง อาจยังสร้างความผันผวนระยะสั้น

    หุ้นสหรัฐฯ

    ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มได้แรงหนุนจาก 1) สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย 2) ผลประกอบการของบจ.ที่แข็งแกร่ง โดยกำไรกลุ่มธนาคารใน 1Q2569 ยังเติบโตโดดเด่น และ 3) หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ล่าสุด Meta ขยายข้อตกลงสั่งซื้อชิปปรับแต่งพิเศษ กับ Broadcom เพื่อรองรับการขยายตัวของ AI

    หุ้นยุโรป

    ดัชนีหุ้นยุโรปมีโอกาสฟื้นตัวตามความเสี่ยงขาลงของ EPS ที่ลดลง หากวิกฤตพลังงานคลี่คลาย ตามพัฒนาการเชิงบวกในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ การที่ราคาพลังงานปรับลดลง หลังการหยุดยิงและตัวเลขเงินเฟ้อไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน ยังช่วยลดความจำเป็นที่ ECB จะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน เม.ย.นี้

    หุ้นญี่ปุ่น

    ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นจากแรงขับเคลื่อนในหุ้นกลุ่มเทคฯ และเซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก ทว่า แนวโน้มกำไรของบจ. ญี่ปุ่นในระยะสั้นมีความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แต่ในระยะยาวยังได้แรงหนุนจาก 1) มาตรการกระตุ้นการคลังภายใต้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และ 2) การปฏิรูปธรรมาภิบาลหนุน ROE และ P/BV ผ่านการซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผล

    หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่

    ตลาดหุ้น EM เอเชีย ระยะสั้นอาจผันผวนตามพัฒนาการความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน–สหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอยู่สูง อย่างไรก็ดี ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของกำไรที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเอเชียเหนือ (เกาหลี–ไต้หวัน) จากอุปสงค์ด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ด้าน Valuation น่าสนใจเมื่อเทียบกับอดีตและภูมิภาค

    หุ้นอินเดีย

    ดัชนีหุ้นอินเดียยังเผชิญผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีต่อแนวโน้ม EPS อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ารัฐบาลจะออกมาตรการทางการคลัง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ในขณะที่ RBI ยังมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน หลังอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนล่าสุด เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 3.4%YoY

    หุ้นไทย

    ดัชนีหุ้นไทย ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ทำให้เผชิญแรงกดดันจากสงครามจำกัดกว่าตลาดหุ้นเอเชียอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ผลลบต่อเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ โดยคาดว่า กนง.ยังมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในปีนี้ ด้านกำไรของดัชนี SET ยังมีแนวโน้มเติบโต ต่ำกว่ากลุ่มประเทศเกิดใหม่โดยรวม และ ตลาดหุ้นโลก

    หุ้นจีน All-Share

    ดัชนีหุ้นจีนได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่เน้นพัฒนาเทคโนโลยี โดยล่าสุด CSRC ออกแนวทางการปฏิรูปตลาด ChiNext เพื่อหนุนการจดทะเบียนในบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะที่ ผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อจีนยังจำกัด สะท้อนจาก GDP ใน 1Q2569 ที่เติบโต 5%YoY แข็งแกร่งกว่าที่คาด

    หุ้นเกาหลีใต้

    ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของกำไรที่แข็งแกร่ง (นำโดยกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ จากอุปสงค์ AI) และกำไรที่กว้างมากขึ้น สะท้อนคุณภาพของ Earnings cycle Valuation อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีตและภูมิภาค Fund Flow ต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อสุทธิ นอกจากนี้ ความคืบหน้าการปฏิรูปธรรมาภิบาลยังเป็นแรงหนุนในระยะกลาง-ยาว

    สินค้าโภคภัณฑ์ – ทองคำ

    ราคาทองคำ เผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจาก US Bond Yield ที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามคาดการณ์ว่า Fed จะยังคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ขณะที่ระยะกลาง-ยาว ยังได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และแรงซื้อของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก แนะนำทยอยลงทุนในกองทุนทองคำ เพื่อใช้กระจายความเสี่ยงของพอร์ต

    ทองคำ

    ราคาทองคำยังคงผันผวน ตามพัฒนาการสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอนบนการเจรจา ซึ่งจะส่งผลต่อคาดการณ์เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยนโยบาย และ Bond Yield อย่างไรก็ดี ตลาดได้ปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed ไปบ้างแล้ว เรามองหากสถานการณ์ขัดแย้งคลี่คลาย ทองคำมีแนวโน้มฟื้นตัว แนะนำทยอยลงทุนเมื่อย่อตัว

    หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน

    หุ้นกลุ่มพลังงานยั่งยืน ได้รับแรงหนุนจากการเป็นทางเลือกในภาวะวิกฤตพลังงาน แผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อความมั่นคงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะจีน และ อุปสงค์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น ความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล Data Center และการจัดหาพลังงานให้โรงงานผลิตชิป ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการเติบโตของกำไร

    หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

    หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ยังเติบโตสอดคล้องกับกระแสการลงทุนด้าน AI และ Data Center สะท้อนได้จาก ผลประกอบการใน 1Q2569 ของ ASML และ TSMC เติบโตดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และ ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ตามอุปสงค์บนชิปหน่วยความจำที่ยังสูงกว่าอุปทาน ซึ่งช่วยหนุนอัตราทำกำไรของกลุ่มฯ ยังคงดีต่อเนื่อง

    หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก

    การปรับประมาณการ การเติบโตกำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงโดดเด่น ถูกขับเคลื่อนจากธีมโครงสร้างระยะยาว เช่น AI และ Data Center ทั้งนี้ นักลงทุนเริ่มเจาะลึกและคัดกรองบริษัทมากขึ้น แนะนำลงทุนในกลุ่มฯ โดยเน้นกลยุทธ์แบบ Active เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพเติบโต ได้เปรียบเชิงโครงสร้าง และไม่ถูก Disrupt จาก AI อย่างชัดเจน

    หุ้นตลาดเกิดใหม่ เอเชีย (ไม่รวมจีน)

    เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งได้อานิสงส์จากการเติบโตบนห่วงโซ่อุปทานด้าน AI นอกจากนี้ ยังมีบางประเทศ อาทิ บราซิล ที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางคลี่คลายขึ้น หลังมีการเจรจากันอย่างเป็นทางการ แม้ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้

    ภาพ: Billion Photos / Shutterstock

    • 20 เม.ย. 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-gdp-thailand-inflation-fed-rates/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LiYGu6x2R2jHrA9aSS0um

  • เอกนิติ ถก 3 เครดิตโลก ย้ำศก.ไทยแกร่ง เงินสำรองสูงกว่าหนี้ตปท..2.5 เท่า

    เอกนิติ ถก 3 เครดิตโลก ย้ำศก.ไทยแกร่ง เงินสำรองสูงกว่าหนี้ตปท..2.5 เท่า

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้หารือกับผู้บริหารของสถาบันจัดอันดับเครดิต 3 แห่ง ประกอบด้วย Fitch Ratings, S&P Global Ratings, และ Moody’s Investors Service ในระหว่างการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ในการนี้ รองนายกฯ เอกนิติ ได้เน้นย้ำกับทั้ง 3 สถาบันว่า เศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพโดยรวมที่ดีและสามารถรองรับความผันผวนจากภายนอกได้ โดยโครงสร้างหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมด (กว่า 99%) เป็นหนี้ภายในประเทศ จึงมีความเสี่ยงต่ำมากจากภาวะความผันผวนของการเงินโลก อีกทั้งไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 280 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงเกือบ 2.5 เท่า และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกันชนสำคัญต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ในด้านนโยบาย ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) โดยมุ่งรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ควบคู่กับการคงความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนจากภายนอก โดยมีแนวทางสำคัญคือการใช้มาตรการการคลังแบบ “มุ่งเป้า” (Target) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ และการใช้นโยบายการคลังในระยะข้างหน้าจะมุ่งเน้นการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดลดการพึ่งพาน้ำมัน (Transition) รวมถึง การปฎิรูปเศรษฐกิจสู่การเติบโตระยะยาว(Transform) โดยเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741179&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27tlhHZf1FeH0nHcIobVBf

  • 4 หน่วยงานเศรษฐกิจนัดประชุมทบทวนกรอบงบรายจ่ายปี 70 วันที่ 22 เม.ย.นี้ : อินโฟเควสท์

    4 หน่วยงานเศรษฐกิจนัดประชุมทบทวนกรอบงบรายจ่ายปี 70 วันที่ 22 เม.ย.นี้ : อินโฟเควสท์

    อนันต์ แก้วกำเนิด (ภาพ:Thaigov)

    นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2570 เพื่อเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (21 เม.ย.)

    อย่างไรก็ดี ยืนยันว่า ที่ประชุมวันนี้ ยังไม่ได้มีการหารือเกี่ยวกับการจัดทำ พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เนื่องจากขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการหารือในรายละเอียดส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่

    ขณะที่ในวันที่ 22 เม.ย.69 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล จะมีการประชุม 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ เพื่อทบทวนกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2570

    “การประชุม 4 หน่วยงาน เป็นการประชุมเพื่อทบทวนกรอบงบประมาณปี 2570 ซึ่งหากที่ประชุมมีข้อสรุปว่าจะใช้กรอบงบประมาณตามเดิม ก็จะได้เดินหน้าตามกรอบเดิมได้เลย แต่หากว่ามีการปรับ ก็ต้องมาดูความเหมาะสม และความจำเป็นกันต่อไป และจะต้องมีการเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้พิจารณาต่อไป” นายอนันต์ กล่าว

    โดยก่อนหน้านี้ ที่ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบการจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. 2570 ที่วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4 พันล้านบาทจากปีก่อน หรือคิดเป็น 0.2% ส่วนการจัดทำงบขาดดุล อยู่ที่ 7.88 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.9% ของ GDP ขณะที่ได้มีการประมาณการจัดเก็บรายได้รวมของรัฐบาลไว้ที่ 3.58 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อหักรายจ่ายอื่น ๆ เช่น การหักคืนภาษีของกรมสรรพากร อากรถอนคืนกรมศุลกากร การจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะคงเหลือรายได้สุทธิ 3 ล้านล้านบาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/586400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VEH_SC4g54WbApSd8j7VV

  • นายกฯ มอบนโยบายทำงบฯ ปี 2570  ต้องตรงเป้า-แม่นยำ  ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น คุมงบเพิ่มไม่เกิน 20%

    นายกฯ มอบนโยบายทำงบฯ ปี 2570 ต้องตรงเป้า-แม่นยำ ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น คุมงบเพิ่มไม่เกิน 20%

    วันนี้, 15:11น.

               10.00 น. (20เม.ย.69) ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

               โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด

               การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง ‘ตรงเป้า แม่นยำ และตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส’ เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

              1. เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม

              2. การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

              3. สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส

              4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส

              5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น “ราชการทันใจ” ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส

               ทั้งนี้ กรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

               นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนด “กฎเหล็ก” ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น

                นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว

                อีกทั้ง รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ทั้งนี้ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

                 โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ

    #งบประมาณปี2570

    #จัดทำงบประมาณปี2570

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160867&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WlbUJmuGVL3w33Pz1L3t6

  • ‘ซูเลียน’ สวนวิกฤตเศรษฐกิจโลก เดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่อง ปักหมุดภาคเหนือ ตอกย้ำความแข็งแกร่งเครือข่ายไทย

    ‘ซูเลียน’ สวนวิกฤตเศรษฐกิจโลก เดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่อง ปักหมุดภาคเหนือ ตอกย้ำความแข็งแกร่งเครือข่ายไทย

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค ซูเลียน (ประเทศไทย) ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพและความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจเครือข่ายที่สามารถเติบโตได้แม้ในช่วงเวลาที่ท้าทาย ล่าสุด เปิดตัว ‘ซูเลียนนครพิงค์ เอเจนซี่ (CMG)’ อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นศูนย์กลางโอกาสทางธุรกิจแห่งใหม่ของภาคเหนือ

    20 เม.ย. 2569 – นายปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสสำหรับผู้ที่มองเห็นและกล้าลงมือทำ บริษัทได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ธุรกิจเครือข่ายที่มีระบบสนับสนุนที่แข็งแกร่ง สามารถสร้างรายได้และความมั่นคงให้กับผู้คนได้จริง แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว การเปิด ‘ซูเลียนนครพิงค์ เอเจนซี่ (CMG)’ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการกระจายโอกาสสู่ภูมิภาค และสร้างนักธุรกิจคุณภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    “ซูเลียนนครพิงค์ เอเจนซี่ (CMG)” ดำเนินงานภายใต้การบริหารของ Pro RCM ธนกร แสงฟ้า และ CDM ศิริพร ธิดา สองผู้นำที่มีประสบการณ์และความเข้าใจตลาดในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง พร้อมขับเคลื่อนเครือข่ายด้วยกลยุทธ์เชิงรุก มุ่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตในระยะยาว

    การเปิด “ซูเลียนนครพิงค์ เอเจนซี่ (CMG)” ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการขยายพื้นที่ทางธุรกิจ แต่ยังสะท้อนภาพรวมของบริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง ปรับตัวได้รวดเร็ว และพร้อมเติบโตในทุกสถานการณ์ ตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ในฐานะผู้นำธุรกิจเครือข่าย ที่สามารถสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างความมั่นคงให้กับคนไทยได้อย่างแท้จริง

    อย่างไรก็ดี บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยพลังของนักธุรกิจซูเลียน และเครือข่ายพันธมิตรจากหลากหลายพื้นที่ที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อแบรนด์และระบบธุรกิจของบริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ที่ยังคงเติบโตอย่างมั่นคงในทุกสภาวะเศรษฐกิจ ภายในงานมีกิจกรรมที่ช่วยจุดประกายความคิดและสร้างแรงบันดาลใจ ทั้งการแบ่งปันประสบการณ์จากนักธุรกิจตัวจริง การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงกิจกรรมพิเศษที่สร้างสีสันและความประทับใจ สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่เน้น “พลังบวก” และ “การเติบโตไปด้วยกัน”

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/982617/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vkOu–zj14_vnxnHaiySl

  • ‘บอยคอตปั๊ม’ สะท้อนทางเลือก ปชช. สำหรับกดดัน ‘ผู้มีอำนาจ’ ส่งสัญญาณ ‘ไม่เอาผลประโยชน์ทับซ้อน’ – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ‘บอยคอตปั๊ม’ สะท้อนทางเลือก ปชช. สำหรับกดดัน ‘ผู้มีอำนาจ’ ส่งสัญญาณ ‘ไม่เอาผลประโยชน์ทับซ้อน’ – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ชี้ กระแสบอยคอตปั๊มแห่งหนึ่ง สะท้อนถึงทางเลือกของ ปชช. พร้อมแนะ ควรคำนึงถึงผลกระทบที่ไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อย พร้อมออกแบบวิธีช่วยเหลือควบคู่ไปด้วย

         นักวิชาการธรรมศาสตร์ชี้ กระแสบอยคอตปั๊มแห่งหนึ่ง สะท้อนถึงทางเลือกของ ปชช. สำหรับกดดันผู้มีอำนาจที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน ให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม-นโยบาย โดยไม่ใช้ความรุนแรง พร้อมแนะ ควรคำนึงถึงผลกระทบที่ไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อย พร้อมออกแบบวิธีช่วยเหลือควบคู่ไปด้วย

         ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงกระแสบอยคอตปั๊มน้ำมันแบรนด์หนึ่ง และร้านเครื่องดื่มในเครือว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการสะท้อนให้ประชาชน ซึ่งอยู่ในฐานะผู้บริโภคด้วยได้เห็นถึงทางเลือกในการแสดงความไม่พอใจ ไม่ยอมจำนน และกดดันผู้มีอำนาจในทางการเมืองหรือเศรษฐกิจที่ประชาชนเห็นว่าไม่ชอบธรรมจนถึงอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือนโยบายโดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง ภายใต้สภาวะที่หลายคนรู้สึกว่าบริบททางการเมืองปัจจุบันแทบไม่มีช่องทางให้ประชาชนแสดงออกถึงอำนาจของตัวเอง และสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เลย

         “การบอยคอตทางเศรษฐกิจถือเป็นปฏิบัติการไร้ความรุนแรง (Nonviolence Action) รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น กรณีการบอยคอตบริษัทรถเมล์ในเมืองมอนต์โกเมอรี (Montgomery Bus Boycott) ของสหรัฐอเมริกาช่วง ค.ศ. 1955 – 1956 ที่ประสบความสำเร็จ และเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง หรือกรณีการแบนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่แบรนด์หนึ่งที่มีการปลดพนักงานขับรถส่งอาหารที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมชุมนุมทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในไทยช่วงปี พ.ศ. 2564 การบอยคอตทางเศรษฐกิจถือเป็นกลไกทางเลือกที่ประชาชน ซึ่งก็มีสถานะเป็นผู้บริโภคด้วย สามารถนำไปใช้ได้ เพื่อมุ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรือความรุนแรง” ดร.ชญานิษฐ์ กล่าว

         อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะใช้วิธีการเหล่านี้จำเป็นต้องคำนึงถึงอย่างน้อย 2 เรื่องสำคัญไปพร้อมกันด้วย คือ 1. ผลกระทบที่ขยายวงไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ผู้มีอำนาจที่เป็นเป้าหมายโดยตรงของการบอยคอตทางเศรษฐกิจ เพราะแม้วิธีการนี้จะไม่ใช่การใช้ความรุนแรงก็ตาม แต่ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีการบอยคอตปั๊มน้ำมันแบรนด์หนึ่งในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเจ้าของปั๊มแฟรนไชส์ หรือผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงพนักงานในปั๊ม หรือพนักงานร้านกาแฟก็ได้รับผลกระทบด้วย

         2. ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับการบอยคอต หรือแบนธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง โดยท่ามกลางกระแสบอยคอตที่กำลังดำเนินการไป หลายคนออกมาประกาศตัวว่าพร้อมจะสนับสนุนธุรกิจเหล่านั้นต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจ และยอมรับได้ เพราะทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการใช้วิจารณญาณของตัวเอง ฉะนั้น สิ่งที่กลุ่มผู้บอยคอตควรกระทำไปพร้อม ๆ กันคือการทำความเข้าใจกับสังคมวงกว้างว่าเพราะเหตุใดจึงมีความจำเป็นต้องบอยคอตธุรกิจดังกล่าว

         นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะทำควบคู่ไปด้วยกันคือ ผู้ที่จะร่วมบอยคอต หรือใช้วิธีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจควรต้องออกแบบ หรือหาวิธีการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนตัวเล็กตัวน้อยที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น การที่ผู้ประกอบการอื่น ๆ อาจเสนองานให้แก่พนักงานปั๊มน้ำมัน หรือพนักงานร้านกาแฟที่อาจได้รับผลกระทบจากการบอยคอต หรือการช่วยสนับสนุนอาหาร หรือน้ำดื่มให้กับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการบอยคอต เหมือนเช่นครั้งที่ผู้ร่วมบอยคอตแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่เคยร่วมมือกันอย่างแข็งขันในปี พ.ศ. 2564

         นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รวมถึงทางผู้ประกอบการรายย่อยเอง อาจจำเป็นต้องหาวิธีสื่อสารกับผู้บริโภคว่าธุรกิจของตัวเองไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เป็นเป้าหมายของการบอยคอตดังกล่าว หรือกระทั่งการร่วมเป็นช่องทาง หรือกระบอกเสียงเพื่อช่วยเรียกร้องด้วยอีกส่วนถ้าสามารถทำได้ เหมือนกรณีของที่ร้านค้าของคนผิวขาว หรือหอการค้าท้องถิ่นในประเทศแอฟริกาใต้เคยร่วมเป็นกระบอกเสียงให้กับคนผิวดำเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงระบอบการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) ในช่วง ค.ศ. 1980 ภายหลังโดนคนผิวดำแบนร้านค้าจนยอดขายลดลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu01200469/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_qkDL7sf-qJAE-U4kmlM9

  • ภารดร ยัน พ.ร.ก.กู้เงินยังไม่เข้า ครม.เร็วๆนี้ รอหารือใน ครม.เศรษฐกิจ

    ภารดร ยัน พ.ร.ก.กู้เงินยังไม่เข้า ครม.เร็วๆนี้ รอหารือใน ครม.เศรษฐกิจ

    “ภราดร” เผยยังไม่มีนำ พ.ร.ก.กู้เงิน เข้าหารือในที่ประชุม ครม.เร็วๆนี้  ระบุ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ   หารือในช่วงเดือนมิถุนายน    พร้อมกับร่าง พ.ร.บ.งบปี 70 ย้ำ  โครงการไทยช่วยไทยเฟสแรกใช้งบ 20,000 ล้านบาทก่อน เริ่ม พ.ค.นี้

    วันนี้  ( 20 เม.ย.)  นายภราดร ปริศรานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินหลายแสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤตพลังงาน ว่าในเรื่องนี้ยังต้องมีการหารือว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ซึ่งตอนนี้ภาพใหญ่ของรัฐบาลยังไม่ได้มีการหารือกัน  แต่ยอมรับว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถทำได้ ยืนยันว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (21 เม.ย.) จะยังไม่มีการหารือในเรื่องนี้ โดยจะต้องมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก่อนซึ่งรัฐบาลมีแนวคิดจะฟื้นการประชุมนี้เพื่อหารือในประเด็นเศรษฐกิจที่จำเป็น

    ดังนั้นเรื่องนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางแผนว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะต้องมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีก่อน  ซึ่งการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ถือเป็นการกลั่นกรองเรื่องราวต่างๆ ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่  

    ส่วนความคืบหน้าการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณของรัฐบาล นายภราดร กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่สามารถออกได้ทันที ต้องรอให้งบประมาณปี 2570 เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อน  ซึ่งคาดการณ์จะเข้าในเดือนมิถุนายนนี้

    เพราะตามรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ว่า เงินชดเชยเงินคงคลัง จะต้องชดเชยในโอกาสแรก ในการจัดทำงบประมาณ  ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ หรืองบประมาณกลางปี ก็จะต้องทำงบประมาณโอนงบเข้ามาเพื่อจัดทำเป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังที่ติดหนี้ไว้ก่อน ซึ่งขณะนี้ติดหนี้อยู่ 70,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2567-2568 ดังนั้น ถ้าทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ จะต้องนำเงินไปชำระหนี้ก่อน

    ส่วนจะต้องนำไปชำระหนี้ที่ติดอยู่ 70,000 ล้านบาทหรือไม่  ยังถือเป็นข้อกฎหมายที่จะต้องหารือว่าจะชำระหนี้ทั้งหมด หรือจะชำระบางส่วน

    ดังนั้น เชื่อว่า หากมีการโอนงบประมาณวงเงินจะไม่ถึง 70,000 ล้านบาท เป้าหมายของการโอนงบประมาณที่จะมาใช้ในภารกิจไทยช่วยไทย ยังไม่สามารถทำได้  เพราะต้องนำไปชดใช้เงินคงคลังก่อน ซึ่งการพิจารณางบประมาณปี 70 จะต้องตั้งเรื่องนี้ เพื่อที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยตามปฏิทินจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเดือนมิถุนายนนี้ 

    ส่วนโครงการไทยช่วยไทย (โครงการคนละครึ่ง)  ยังคงมีงบกลางอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ก็จะสามารถทำโครงการนี้ได้ในเฟสแรก  ซึ่งจะสามารถช่วยประชาชนได้มากพอสมควร คาดว่าจะเกิน 10 ล้านคน  ซึ่งอาจจะนำมาใช้ในเดือนพฤษภาคมนี้  และหลังจากนี้ รัฐบาลจะบริหารจัดการเงินจาก พ.ร.บ.โอนงบฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rh6mXR2A8PwaaRqQgRilE