Category: เศรษฐกิจ

  • ราคาทองวันนี้ 21/04/69 เปิดตลาด ปรับขึ้น 200 บาท  รูปพรรณขายออก 73,800 บาท

    ราคาทองวันนี้ 21/04/69 เปิดตลาด ปรับขึ้น 200 บาท รูปพรรณขายออก 73,800 บาท

    วันที่ 21 เม.ย.69 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทอง วันนี้ (21 เม.ย.2569) ประกาศครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.02 น.ปรับขึ้น 200 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ประกาศครั้งที่ 1

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 72,800.00 บาท

    • ขายออก บาทละ 73,000.00 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 71,342.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 73,800.00 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/142525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LT6AVcVpT7Q3ez9IBGz_1

  • ประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีน ขุมพลังเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีน มุ่งสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในปี 2026-2030

    ประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีน ขุมพลังเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีน มุ่งสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในปี 2026-2030

    ปักกิ่ง, 21 เม.ย. ซินหัว รายงานว่า — หลิวจื้อเฉิง นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาค สังกัดคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ซึ่งเข้าร่วมรายการการประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีนตอนล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว เผยการคาดการณ์ว่าภูมิภาคขุมพลังทางเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีนจะเดินหน้าผลักดันความมั่งคั่งร่วมกันสำหรับประชาชนทุกคน ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

    ภูมิภาคระดับมณฑล 10 แห่งซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีน ได้แก่ กว่างตง (กวางตุ้ง) เจียงซู ซานตง เจ้อเจียง ซื่อชวน (เสฉวน) เหอหนาน หูเป่ย ฝูเจี้ยน เซี่ยงไฮ้ และหูหนาน มีส่วนสนับสนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนรวมกันกว่าร้อยละ 60 โดยหลิวเผยว่าพื้นที่เหล่านี้ได้พัฒนาหลายแนวทางเพื่อมุ่งสู่ความมั่งคั่งร่วมกัน และควรเดินหน้าเป็นแบบอย่างในด้านดังกล่าวต่อไป

    หลิว กล่าวว่า การสร้างความทันสมัยแบบจีนคือการพัฒนาที่สร้างความมั่งคั่งร่วมกันเพื่อประชาชนทุกคน ภูมิภาคดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตระหนักในภาระความรับผิดชอบของตนมากขึ้น และเป็นผู้นำการส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกันเนื่องจากมีพื้นฐานการพัฒนาที่ดีกว่า

    เพื่อผลักดันความมั่งคั่งร่วมกันในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ หลิวกระตุ้นให้พื้นที่เหล่านี้ใช้กลยุทธ์มุ่งให้ความสำคัญกับการจ้างงานเป็นอันดับแรก เพื่อรับรองว่ามีการจ้างงานที่มีคุณภาพสูงและเพียงพอ อีกทั้งเรียกร้องการเดินหน้าเพิ่มรายได้ของประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และเสริมแกร่งผลลัพธ์ความคืบหน้าในภารกิจขจัดความยากจน

    หลิว เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสรรบริการสาธารณะที่ดีขึ้นและระบบประกันสังคมที่เข้มแข็งขึ้น โดยชี้ว่าภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญควรเดินหน้าสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในโครงการด้านความเป็นอยู่ของประชาชน และทำงานเพื่อเสริมสร้างระบบประกันสังคมที่ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/70490&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12IpTBKS_emn2AOPXjmGQq

  • นายกฯ เรียกถก ครม.เศรษฐกิจ 27 เม.ย.นี้ ดัน “ไทยช่วยไทยพลัส”

    นายกฯ เรียกถก ครม.เศรษฐกิจ 27 เม.ย.นี้ ดัน “ไทยช่วยไทยพลัส”

    วันนี้ (21 เม.ย.2569) เวลา 12.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 27 เม.ย.จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และจากนั้นจะประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยเชิญตัวแทนภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ การประชุมนัดแรกจะหารือถึงทุกประเด็น ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา รวมถึงไทยช่วยไทยพลัส

    อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องความชัดเจนของการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

    ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณี พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท มีความชัดเจนเป็นอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า “เดี๋ยวหารือกัน ซึ่งเรื่องนี้ผู้ชี้แจง คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เพราะมีข้อมูลทั้งหมด ซึ่งในหลักการรัฐบาลตั้งใจทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ และนำมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพื่อให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจและประชาชนใช้เม็ดเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยได้

    ผู้สื่อข่าวพยายามถามว่า จะเพิ่มวงเงินจากเดิม 2,400 บาท ในโครงการคนละครึ่งพลัสหรือไม่ หลังสส.หลายพรรคออกมาเรียกร้อง เพราะขณะนี้เศรษฐกิจไม่ดี นายกรัฐมนตรี หันมากล่าวว่า “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” ก่อนที่จะเดินออกจากวงสัมภาษณ์ไปที่ตึกไทยคู่ฟ้า

    อ่านข่าว :

    นายกฯ สั่ง “เอกนิติ-กฤษฎีกา” ศึกษาหากทำ พ.ร.ก.กู้เงิน-ขยายเพดานหนี้

    ครม.​ตั้ง “ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์” เลขาฯ มท.1 “นพดล เภรีฤกษ์” เลขาธิการ​กฤษฎีกา​

    เร่งตามปม “เจ้าอาวาสวัดสนามไชย” หายตัวปริศนา 1 เดือน พบพิรุธรถยนต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504878&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SKsD0vuK-xJZsYcErIjM9

  • “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าครม.เศรษฐกิจนัดแรก 27 เม.ย.นี้ : อินโฟเควสท์

    “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้าครม.เศรษฐกิจนัดแรก 27 เม.ย.นี้ : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า เตรียมประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดแรก ในวันจันทร์ที่ 27 เม.ย.นี้ มีวาระสำคัญ คือ เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเดินหน้าตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา รวมถึง โครงการไทยช่วยไทยพลัสด้วย

    นายอนุทิน กล่าวว่า จากนี้จะมีการประชุมครม.เศรษฐกิจทุกวันจันทร์ ซึ่งจะมีการนำเสนอประเด็นต่าง ๆ เข้ามาและมีการเชิญคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้ามาหารือด้วย

    ส่วนพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้ให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียด เพราะมีข้อมูลทั้งหมด แต่ในหลักการคือ เรื่องใดที่มีประโยชน์และสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ และประชาชนสามารถใช้เม็ดเงินไปจับจ่ายใช้สอยได้ รัฐบาลก็มีความตั้งใจที่จะดำเนินการอยู่แล้ว

    ส่วนกรณีการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 10% นายกรัฐมนตรี ปฎิเสธตอบคำถาม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/586632&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hmnc5K7yJ2LGbJ_o7kxes

  • คนละครึ่งพลัส รถเก่าแลกรถใหม่ ยังไม่เข้า ครม. สัปดาห์นี้ เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ

    คนละครึ่งพลัส รถเก่าแลกรถใหม่ ยังไม่เข้า ครม. สัปดาห์นี้ เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ

    คนละครึ่งพลัส รถเก่าแลกรถใหม่ ยังไม่เข้า ครม. สัปดาห์นี้ เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ

    วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.47 น.

    “ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้า ครม. สัปดาห์นี้ เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพราะ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องติดงานต่างประเทศ ยืนยันมีงบนำมาใช้แน่นอน มั่นใจรัฐบาลบริหารจัดการได้

    วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานสะอาด คาดว่าจะเข้าที่ประชุม ครม. วันนี้หรือไม่ว่า ยังไม่มี เนื่องจากกระทรวงการคลังกำลังดูรายละเอียดในเรื่องนี้อยู่

    ส่วนการดูแลค่าไฟให้กับกลุ่มเปราะบาง จะมีการพิจารณาหรือไม่นั้น นายภราดร เผยว่า ความจริงในเรื่องนี้จะมีการจัดทำเป็นขั้นบันได ซึ่งผู้ที่ใช้ไฟน้อยปกติจ่ายอยู่ที่ราว 2 บาทกว่าต่อหน่วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะมีการปรับเกณฑ์บันไดค่าไฟใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดือนมิถุนายนนี้ เพราะมาตรการเดิมจะสิ้นสุดในเดือนพฤษภา 

    พร้อมกันนี้ นายภราดร ยังชี้แจงกรณีโครงการคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันนี้ เนื่องจากยังไม่ได้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพราะ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ จึงมีการขยับการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ออกไป ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวว่างบประมาณมีไม่มี รัฐบริหารจัดการได้ เพราะมีหลายช่องทางที่สามารถทำได้ ทั้งการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ ซึ่งจะดำเนินการอย่างแน่นอน รวมถึงงบกลางฉุกเฉินบางส่วน ก็ยังนำไปใช้ได้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/959622&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pzaKXyIGndZitGARTIxES

  • “ปกรณ์” เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน แจงแค่อธิบายข้อกฎหมาย รอทีมเศรษฐกิจเคาะ

    “ปกรณ์” เคลียร์ปม พ.ร.ก.กู้เงิน แจงแค่อธิบายข้อกฎหมาย รอทีมเศรษฐกิจเคาะ

    วันนี้ (21 เม.ย.2569) นายปกรณ์​ นิลประพันธ์​ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงกรณีรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้​ 5 แสนล้านบาท​ ว่า​ ตนขอเคลียร์ก่อน เรื่องการให้สัมภาษณ์วานนี้ 20 เม.ย.2569 ที่ถามตนว่าถ้ารัฐบาลจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน​ ได้หรือไม่ ซึ่งตนก็ตอบไปว่าทำได้ ตามมาตรา 172 ตามรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งอธิบายว่าทำอย่างไรได้บ้างและถ้ามีการกู้เงินเพื่ออุดหนุนกองทุนน้ำมันทำได้หรือไม่​

    ซึ่งสิ่งที่พูดเป็นการอธิบายตามหลักกฎหมาย ส่วนเรื่องของบ้านเมืองเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันด้วยเหตุผล บางคนเอาไปตัดตอนแล้วพาดหัวข่าว เพื่อให้เป็นประเด็น ซึ่งมองว่าไม่ดีกับบ้านเมือง ยืนยันว่าไม่ได้แก้ตัวเพียงแต่เป็นการพูดข้อเท็จจริงในการให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้

    พร้อมทั้งยืนยันว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ไม่มีประเด็นการกู้เงิน เพราะต้องมีการพูดคุยกันก่อน ที่นายภราดร​ ปริศนานันทกุล​ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าต้องไปคุยกันก่อนก็ถูกต้อง​

    นายปกรณ์​ ยังยืนยันว่า​ ตนไม่ได้โมโหแต่อยากเคลียร์เพราะไม่อยากให้สังคมสับสนวุ่นวาย และบอกว่าสิ่งที่จะต้องทำในอนาคต คือประคองบ้านเมืองให้ไปข้างหน้า ในสถานการณ์ที่เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ซึ่งเป็น New Normal ของโลกนี้ ซึ่งเราต้องอยู่ร่วมกันในอนาคต และจะส่งต่อเรื่องเหล่านี้ให้คนรุ่นใหม่ในอนาคตต่อไปได้อย่างไร​ ดี

    ส่วนนายกรัฐมนตรีจะตำหนิอะไรหรือไม่นั้น นายปกรณ์​ กล่าวว่า​ ตนเพียงแต่เล่าข้อกฎหมายให้ฟัง​ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เข้าใจ พร้อมย้ำว่า ตนทำงานไม่ได้เน้นการเมือง แต่ถ้าต้องการความรู้ด้านกฎหมายก็พร้อมจะอธิบาย แต่ถ้าถามเรื่องการเมือง เรื่องที่คาดหมาย ตนตอบไม่ได้ เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีจะต้องมาพูดคุยกัน ที่ประกอบด้วยพรรคร่วม รัฐบาลซึ่งต้องให้เกียรติและวางแผนร่วมกัน​

    ทั้งนี้ นายปกรณ์​ กล่าวว่า​ เรื่องเศรษฐกิจจะต้องวางแผนกันในระยะยาว การจะกู้เงินต้องคิดหน้าคิดหลัง เรื่องกำลังจ่าย รวมถึงปัญหาที่จะรองรับในระยะยาวที่รัฐบาลต้องพิจารณา เพราะต้องดูแลประชาชนกว่า 65 ล้านคน ต้องมีการคิดและวางแผน

    “แต่เรื่องการให้ความรู้เรื่องข้อกฎหมาย หากเป็นเช่นนี้ เหมือนเราไม่พยายามทำให้สังคมเข้าใจ ในสิ่งที่ถูกต้อง ไปเน้นเป็นประเด็นการเมืองกันหมด ตนไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ ตนไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ ตนเข้ามาเพราะตั้งใจทำในสิ่งที่อยากให้เกิดความสำเร็จ และที่อยู่ในมือของตนพร้อมโชว์ข้อมือที่สวมริสแบนด์สีเหลืองที่เราเขียนว่า​ Better Regulation for Better Life แปลว่า​การมีกฎหมายที่ดีทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น​ ซึ่งบอกตนอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องทำอะไรให้กับชาวบ้าน แต่ขอร้องตนไม่เอาการเมือง”

    อ่านข่าว :

    “ปกรณ์” รับรัฐบาลจ่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

    “ภราดร” เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” เฟสแรกรัฐบาลควักงบกลาง 2 หมื่นล้าน เริ่ม พ.ค.นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504864&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23qrAhAxq36xMEd5342FrB

  • D

    D

    DITP ขยับหมากเศรษฐกิจ – การค้า หนุนปั้นผู้ส่งออก 3 ธุรกิจศักยภาพสูง ‘อาหาร–ศิลปะ–ไลฟ์สไตล์ไทย’ สร้างแต้มต่อใหม่ พร้อมหนุนเพิ่มดีมานด์ในตลาดโลก ชูแคมเปญเรือธง THINK THAILAND: NEXT LEVEL ปิดการขายตลาดต่างประเทศ

    นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้กล่าวถึงบทบาทในการผลักดันการค้าระหว่างประเทศของไทย ผ่านแคมเปญ THINK THAILAND: Next Level โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2567 เพื่อเชื่อมผู้ประกอบการไทยกับตลาดโลก ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม ไปจนถึงการหาคู่ค้าและปิดการขาย เสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยในทุกมิติ ทั้งด้านการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาดโลก การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การวางกลยุทธ์การตลาด การสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่โดดเด่น ช่วยเปิดประตูสู่โอกาสทางการค้าใหม่ ๆ ในต่างประเทศ ถือเป็นแคมเปญเชิงยุทธศาสตร์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ด้วยการทำงานขับเคลื่อนกลไกยกระดับความสามารถแข่งขันของสินค้าและบริการไทย ใน 3 มิติที่ทำงานพร้อมกัน คือ ด้านภาพลักษณ์ประเทศ บ่มเพาะความพร้อมผู้ประกอบการ ไปสู่การปิดการขายในตลาดต่างประเทศ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

    กลไกสำคัญของ DITP ในการขยายตลาดภายใต้แคมเปญนี้ เริ่มตั้งแต่แนวคิด Thai to Global, From Local Value to Global Vision การชูจุดเด่นสินค้าไทย เล่าประเทศไทยในเวอร์ชันใหม่ จากภาพจำแบบดั้งเดิมไปสู่ความร่วมสมัย สร้างสรรค์ และมีเรื่องเล่า ภายใต้ THINK THAILAND : NEXT LEVEL ได้มีการกำหนดกรอบการสื่อสารสินค้าและบริการไทยให้เป็นระบบมากขึ้น เพื่อให้การ ประชาสัมพันธ์และการผลักดันสู่ตลาดต่างประเทศดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน โดยแบ่งสินค้าและบริการออกเป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่ Food & Fruit (อาหารและผลไม้ไทย) Art & Fashion (ศิลปะและแฟชั่น) และ Lifestyle (ไลฟ์สไตล์) ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าเกษตรและอาหารที่มีศักยภาพ งานสร้างสรรค์และงานออกแบบที่ต่อยอดทุนวัฒนธรรม ไปจนถึงสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่

    “ในกลุ่มสินค้า Food & Fruit มุ่งยกระดับการนำเสนอวัตถุดิบ อาหาร และผลไม้ไทยให้มีความร่วมสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย ผ่านการชูจุดแข็งของประเทศไทยในฐานะแหล่งกำเนิดวัตถุดิบคุณภาพ สู่รสชาติที่มีเอกลักษณ์ และต่อยอดด้วยนวัตกรรมอาหาร ด้วยการผลักดันผู้ประกอบการด้านวัตถุดิบและอาหารไทย อาทิ โครงการ “Thai Food Thai Farm” เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอาหารไทย ยกระดับสินค้าด้วยดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงตลาดโลก ที่มีทั้งการบรรยายให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรมเวิร์กชอป ตลอดจนการรับรองตราสัญลักษณ์ Thai SE-LECT เพื่อรับรองร้านอาหารไทยและผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่สะท้อนรสชาติไทยแท้ ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายร้านและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองในหลายประเทศทั่วโลก

    ขณะที่ กลุ่มสินค้า Art & Fashion การผลักดันทุนทางวัฒนธรรม งานออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ของไทยให้เป็นสากล ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแหล่งงานศิลปกรรมและหัตถศิลป์ที่มีรากฐานเข้มแข็ง ทั้งงานช่าง 10 หมู่ งานทอผ้า งานเครื่องประดับ และงานฝีมือเชิงช่างต่าง ๆ โดยสนับสนุนให้คงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ ควบคู่การพัฒนาแนวคิดและการออกแบบให้ร่วมสมัย เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างของแบรนด์ในตลาดโลก

    ส่วนกลุ่มสินค้า Lifestyle เน้นศักยภาพสินค้าและบริการไทยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต สุขภาพ และความงาม สามารถยกระดับเป็น “ประสบการณ์” ที่ได้มาตรฐานสากล สะท้อนรสนิยมและตัวตนของผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านการผสานจุดแข็งด้านดีไซน์ คุณภาพ วัสดุท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์ของไทยเข้าไว้ด้วยกัน อาทิ สินค้าของตกแต่งบ้าน ของใช้ ของขวัญ งานคราฟต์ หรือผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและความสวยงาม”

    นอกจากสินค้าใน 3 หมวดหมู่ข้างต้นแล้ว แนวทางการขับเคลื่อนภายใต้แคมเปญดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเมกะเทรนด์สำคัญของตลาดโลก เพื่อสนับสนุนความเป็น “NEXT LEVEL” อย่างยั่งยืน ได้แก่ Sustainability (สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม), Wellness (สุขภาพกาย–ใจ) และ Aging Consumers (สินค้าและบริการรองรับสังคมสูงวัย) เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรม สื่อสารได้ตรงกลุ่ม และแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลกอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://gotomanager.com/content/144444/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PxdWM_Id84uOfLtCHkU52

  • ‘ทรัมป์’ ลั่น กำลัง ‘ชนะสงคราม’ การปิดล้อมทำเศรษฐกิจอิหร่านเสียหาย 500 ล้านดอลล์/วัน

    ‘ทรัมป์’ ลั่น กำลัง ‘ชนะสงคราม’ การปิดล้อมทำเศรษฐกิจอิหร่านเสียหาย 500 ล้านดอลล์/วัน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลั่น ตนกำลัง ‘ชนะสงคราม’ ชี้ อย่าเชื่อสื่อใหญ่ปล่อยเฟกนิวส์ว่าอิหร่านจะชนะ เพราะไม่มีทาง และการปิดล้อมทำเศรษฐกิจอิหร่านเสียหายไปแล้ว 500 ล้านดอลล์ลาร์ต่อวัน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐโพสต์ในโซเชียลมีเดียเมื่อวันจันทร์ (20 เม.ย.) ช่วงบ่ายตามเวลาสหรัฐหรือราวตี 1 ของวันอังคารที่ 21 เม.ย. ตามเวลาไทยอยู่หลายโพสต์ โดยมีโพสต์หนึ่งระบุว่า ตนกำลังชนะสงคราม ไม่ควรเชื่อข่าวเฟกนิวส์ที่รายงานว่าอิหร่านจะชนะสงคราม เพราะนั่นจะไม่เกิดขึ้น

    โพสต์ดังกล่าวระบุไว้ดังนี้

    “ผมกำลังชนะสงคราม ชนะอย่างขาดลอย ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี กองทัพของเรายอดเยี่ยมมาก และถ้าคุณอ่านข่าวปลอม อย่างหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ที่กำลังตกต่ำ วอลล์สตรีทเจอร์นัลที่แย่และน่ารังเกียจอย่างยิ่ง หรือวอชิงตันโพสต์ที่ตอนนี้แทบจะล่มสลายไปแล้ว (โชคดีที่ยังไม่ล่ม) คุณจะคิดว่าเรากำลังแพ้สงคราม ศัตรูก็กำลังสับสน เพราะพวกเขาได้รับ “รายงาน” จากสื่อเหล่านี้เหมือนกัน แต่พวกเขากลับยังไม่รู้ว่ากองทัพเรือของพวกเขาถูกทำลายไปหมดแล้ว กองทัพอากาศของพวกเขาต้องปฏิบัติบนรันเวย์ที่มืดมิด พวกเขาไม่มีอุปกรณ์ต่อต้านขีปนาวุธหรือเครื่องบิน อดีตผู้นำเก่าๆ ของพวกเขาส่วนใหญ่หายไปแล้ว (นี่คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง!) และที่สำคัญที่สุด การปิดล้อม ที่เราจะไม่ยกเลิกจนกว่าจะมี “ข้อตกลง” ได้ทำลายอิหร่านอย่างสิ้นเชิง พวกเขากำลังสูญเสียเงิน 500 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สามารถปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้อีกนาน แม้ในระยะสั้นก็ตาม สื่อปลอมที่ต่อต้านอเมริกาต่างเชียร์ให้อิหร่านชนะ แต่เรื่องนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น เพราะผมเป็นผู้ควบคุม! เช่นเดียวกับที่คนไร้ความรักชาติที่ใช้กำลังทั้งหมดที่มีต่อสู้กับผมในการเลือกตั้ง พวกเขาก็ยังคงทำเช่นนั้นกับอิหร่าน ผลลัพธ์จะเหมือนเดิม — และมันก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว!”

    ในขณะที่อีกโพสต์ทรัมป์บอกว่า ข้อตกลงที่กำลังทำกับอิหร่านในขณะนี้ ดีกว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ที่รัฐบาลอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และอดีตปธน.โจ ไบเดน ทำกับอิหร่านเสียอีก

    โพสต์ดังกล่าวทรัมป์ระบุว่า

    “ข้อตกลงที่เรากำลังทำกับอิหร่านจะดีกว่าข้อตกลง JCPOA ที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน” ซึ่งร่างโดยบารัก ฮุสเซน โอบามา และโจ ไบเดน จอมง่วง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่เลวร้ายที่สุดต่อความมั่นคงของประเทศเราเท่าที่เคยมีมา มันเป็นเส้นทางที่รับประกันการนำไปสู่การมีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งจะไม่เกิดขึ้น และไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยข้อตกลงที่เรากำลังดำเนินการอยู่ พวกเขาให้เงิน “แบงก์เขียว” จำนวน 1.7 พันล้านดอลลาร์ ใส่ในเครื่องบินโบอิ้ง 757 และบินไปยังอิหร่านเพื่อให้ผู้นำอิหร่านใช้จ่ายตามที่เห็นสมควร เขาถอนเงินสดทั้งหมดออกจากธนาคารในวอชิงตัน ดี.ซี. เวอร์จิเนีย และแมริแลนด์ บรรดาผู้บริหารธนาคารกล่าวว่าพวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน นอกจากนี้ ยังมีการจ่ายเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ให้กับอิหร่าน หากผมไม่ยกเลิก “ข้อตกลง” นั้น อาวุธนิวเคลียร์จะถูกนำไปใช้กับอิสราเอลและทั่วตะวันออกกลาง รวมถึงฐานทัพทหารสหรัฐ อันเป็นที่รักของเราด้วย ข่าวปลอม เช่น เดวิด อิกเนเชียส “นักข่าว” ที่ไร้ฝีมือจากวอชิงตันโพสต์ ชอบพูดถึงข้อตกลง JCPOA ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันอันตรายและเป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างยิ่งสำหรับประเทศของเรา หากข้อตกลงเกิดขึ้นภายใต้การนำของ “ทรัมป์” มันจะรับประกันสันติภาพ ความมั่นคง และความปลอดภัย ไม่เพียงแต่สำหรับอิสราเอลและตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงยุโรป อเมริกา และที่อื่นๆ ด้วย มันจะเป็นสิ่งที่ทั้งโลกจะภาคภูมิใจ แทนที่จะเป็นความอับอายและความเสื่อมเสียเกียรติที่เราต้องทนทุกข์ทรมานมาหลายปีเนื่องจากการนำที่ไร้ความสามารถและขี้ขลาด!”

    ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าการเจรจาที่คาดว่าจะมีขึ้นในกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานนั้นในวันอังคารจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่อัลจาซีรารายงานว่า ทีมเจรจาสหรัฐกำลังเดินทางไป โดยรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ จะออกเดินทางในวันอังคารเช้าตามเวลาสหรัฐ ในขณะที่ฝ่ายอิหร่านยังไม่เปิดเผยว่าจะเจรจาหรือไม่ หรือส่งใครไปเจรจา

    ส่วนเส้นตายข้อตกลงหยุดยิงก่อนหน้านี้กำลังจะสิ้นสุดแล้วในวันพุธ (22 เม.ย.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1230430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_YYIDJFzklJpBvGpO3z1y

  • ‘ชิป’ สมรภูมิใหม่เศรษฐกิจโลก ไทยดึง 3 ผู้ผลิตสหรัฐปักธงผลิต

    ‘ชิป’ สมรภูมิใหม่เศรษฐกิจโลก ไทยดึง 3 ผู้ผลิตสหรัฐปักธงผลิต

    การลงทุนจากสหรัฐในไทยยังเติบโตต่อเนื่องโดย 5 ปี ที่ผ่านมา (2564-2568) นักลงทุนสหรัฐขอรับการส่งเสริมการลงทุน 232 โครงการ มูลค่า 220,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล การแปรรูปอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ 

    เฉพาะปี 2568 มีจำนวน 60 โครงการ มูลค่า 32,774 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญจากบริษัทชั้นนำ เช่น Lumentum, Microchip Technologies และ Fabrinet สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนสหรัฐต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูงของภูมิภาค

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำทีมไทยแลนด์ เยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐ ระหว่างวันที่ 13-17 เม.ย.2569 เพื่อร่วมประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 พร้อมขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    รวมทั้งเจรจาดึงการลงทุนกับบริษัทอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ที่เติบโตเร็วจากความต้องการสูงขึ้นเพื่อตอบสนองเทคโนโลยี AI คาดว่ามูลค่าตลาดโลกทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2569 เร็วกว่าสมาคมเซมิคอนดักเตอร์คาดการณ์ 4 ปี 

    อีกทั้งถือเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่หลายประเทศแย่งการลงทุน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเทคโนโลยี โดยสหรัฐเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกที่กุมหัวใจเทคโนโลยีและครองส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดชิปโลก 

    จีบ3บิ๊กเทคสหรัฐขยายลงทุนไทยเพิ่ม

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การเยือนสหรัฐได้หารือแผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 3 ราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นขยายลงทุนในไทยโดยเฉพาะชิปต้นน้ำ ตลอดจนสร้างความร่วมมือพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการไทย ประกอบด้วย

    1.บริษัท Phononic ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) เป็นเทคโนโลยีที่แม่นยำสูง ประหยัดพลังงาน มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลปัจจุบัน เพราะความร้อนเป็นหนึ่งในข้อจำกัดหลักของระบบประมวลผลขั้นสูงโดยเฉพาะเทคโนโลยี AI 

    สำหรับบริษัท Phononic เลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักผ่านการร่วมทุนกับบริษัทในไทย 3 ราย รวมถึงบริษัทสัญชาติไทยในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ลงทุนแล้ว 3,000 ล้านบาท โดยได้รับเลือกเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนระบบประมวลผลของ NVIDIA

    ขณะนี้กำลังเตรียมย้ายฐานการผลิตวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำจากสหรัฐมาไทยเพิ่มเติมภายในปี 2570 ซึ่งทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตครบวงจรตั้งแต่วัสดุต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของบริษัท อีกทั้งมีโอกาสสูงที่จะวิจัยและพัฒนาส่วนต้นน้ำมาดำเนินการในไทย

    ยันไทยพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรับลงทุน

    2.GlobalFoundries ผู้ผลิตชิปอันดับ 5 ของโลกที่เชี่ยวชาญการผลิตชิปเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับระบบสื่อสารไร้สาย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI Data Center 

    ทั้งนี้ มองว่าไทยพร้อมหลายด้าน รวมทั้งการเป็นฐานที่ตั้งอุตสาหกรรมที่ใช้ชิปจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center 

    นอกจากนี้ นายเอกนิติ เชิญชวนให้พิจารณาลงทุนสร้างโรงงานชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งต่อไปในไทยจากเดิมที่ใน 3 ประเทศ คือ สหรัฐ เยอรมนีและสิงคโปร์ 

    3.Teradyne ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติ (ATE) อันดับ 1 ของโลก รวมทั้งเป็นผู้นำระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ ครองส่วนแบ่งตลาดการทดสอบชิปประมวลผลขั้นสูง 50% มีลูกค้าหลัก เช่น Intel, Qualcomm, Texas Instruments, ADI, IBM และ Samsung 

    ขณะนี้ มีสำนักงานภูมิภาคและศูนย์บริการลูกค้าในไทย และมีแผนว่าจ้างผู้ผลิตและใช้ชิ้นส่วนในไทยเพิ่มเติม 

    “เอกนิติ”ย้ำระบบการเงินไทยพร้อม

    สำหรับการหารือครั้งนี้ผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สะท้อนมุมมองต่อจุดแข็งของไทยหลายมิติ ทั้งคุณภาพบุคลากรไทยและซัพพลายเชนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำเข้มแข็ง ศักยภาพพลังงานสะอาด การเมืองมีเสถียรภาพในปัจจุบัน

    รวมทั้งนักลงทุนสนใจและให้ข้อแนะนำการพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อเป็นช่องทางระดมทุนสำหรับการขยายการลงทุน ซึ่งได้ยืนยันถึงความพร้อมระบบการเงินที่มีสภาพคล่องสูง และพร้อมสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีใช้ไทยเป็นฐานระดมทุนเพื่อขยายกิจการ

    นอกจากนี้ ได้หารือ “สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก (SEMI)” ซึ่งเชื่อมผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิปมีสมาชิก 4,000 บริษัททั่วโลก มีบทบาทสำคัญผลักดันนโยบายและกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และเป็นผู้จัดงาน SEMICON หลายประเทศทั่วโลกที่เป็นงานรวมตัวผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ใหญ่ที่สุด 

    ทั้งนี้ บีโอไอร่วมเป็นสมาชิก SEMI เมื่อเดือน มี.ค.2569 โดยครั้งนี้ได้หารือแนวทางการร่วมมือเพื่อใช้เครือข่ายของ SEMI ในการเข้าถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รวมถึงการร่วมจัดงาน SEMICON ในไทย

    ปั้นไทยศูนย์กลางธุรกิจระดับภูมิภาค

    นอกจากนี้ คณะได้หารือหอการค้าสหรัฐ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) อาทิ Dow Chemical, Chevron, Netflix, PepsiCo, Visa และ IBM ซึ่งงมีฐานการดำเนินงานในไทย การหารือครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงนโยบาย ภาคเอกชนสหรัฐยืนยันตรงกันว่าไทยไม่ใช่แค่ฐานการผลิตเพื่อส่งออกกลับสหรัฐ แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาค

    นายเอกนิติ เสนอวาระปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคการลงทุน การพัฒนาระบบศุลกากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนผ่านมาตรการของบีโอไอ

    สำหรับการดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มาไทยจะสร้างงานคุณภาพสูงและมีค่าตอบแทนสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น วิศวกรออกแบบชิป วิศวกรกระบวนการผลิต ช่างเทคนิคในโรงงานผลิตชิป 

    รวมทั้งต่อยอดไปอุตสาหกรรมสนับสนุนและบริการในประเทศ เช่น กิจการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตวัตถุดิบ บริการด้านวิศวกรรมและบริการด้านเครื่องจักร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230375&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L_-6Mj0n9k5CuXVMuphfy

  • ฮ่องกงเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่จากภาวะสงครามตะวันออกกลาง

    ฮ่องกงเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่จากภาวะสงครามตะวันออกกลาง

    นักวิเคราะห์เตือนว่า ความไม่แน่นอนจากวิกฤตน้ำมันซึ่งเชื่อมโยงกับสงครามในตะวันออกกลางที่ต่อเนื่องจะส่งผลกระทบเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อโดยหลายอุตสาหกรรมในฮ่องกงกำลังเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่สูงที่สุดในโลก นักเศรษฐศาสตร์และผู้นำธุรกิจหลายคนคาดการณ์ว่า วิกฤตน้ำมันที่เกิดจากสงครามจะนำไปสู่เงินเฟ้อที่มาจากการนำเข้าสินค้าต่างๆ ทำให้ราคาสินค้าตั้งแต่กระดาษชำระ บริการซักรีด ไปจนถึงยางมะตอยปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบต่อเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นทันทีและมากกว่าผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยบางฝ่ายคาดว่าผลกระทบจะเริ่มชัดเจนในไตรมาสที่สามและสี่ของปีนี้ ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงอาจกระทบต่อโครงการพัฒนา Northern Metropolis และผลักดันให้ชาวฮ่องกงจำนวนมากหันไปจับจ่ายใช้สอยในจีนแผ่นดินใหญ่แทน

    Ms. Adrienne Lui นักเศรษฐศาสตร์ประจำ Greater China และ Mongolia และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกของ Citigroup Global Markets Asia ได้คาดการณ์ GDP         ที่แท้จริงของฮ่องกงในปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 3.2 โดยระบุว่าผลกระทบจากราคาพลังงานมีแนวโน้มจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อมากกว่าที่จะสร้างความเสียหายต่อการเติบโต ทีมวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เฉลี่ยปี 2569 ขึ้น 0.3 จุด เป็นร้อยละ 1.9 ต่อปี จากสภาวะต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นราวสามเดือนที่ผ่านมา ค่าไฟฟ้าซึ่งคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของ CPI ในฮ่องกง จะถูกปรับเพิ่มผ่านการปรับค่าเชื้อเพลิงรายเดือน แม้จะมีความล่าช้าอยู่บ้างแต่สุดท้ายจะสะท้อนค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

    รัฐบาลฮ่องกงระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์จะดำเนินต่อไปหรือทวีความรุนแรง โดยก่อนหน้าการโจมตีอิหร่านของสหรัฐและอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ รัฐบาลได้เผยแพร่ผลการคาดการณ์ดำเนินเศรษฐกิจปี 2568 รัฐบาลได้ออกมาตรการระยะสั้น เช่น เงินอุดหนุนดีเซลและลดค่าธรรมเนียมทางด่วนสำหรับภาคขนส่ง พร้อมตั้งคณะทำงานติดตามราคาน้ำมันเพื่อประเมินสถานการณ์และจัดทำแผนสำรอง

    image.png

    Mr. Peter Shiu Ka-fai สมาชิกสภาด้านค้าปลีกและค้าส่ง เตือนว่าผลกระทบจะส่งต่อไปยังสินค้าบริโภคทั่วไป โดยเฉพาะสินค้าขนาดใหญ่เช่น กระดาษชำระที่อ่อนไหวต่อค่าขนส่ง และผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม เช่น วัสดุกันน้ำและยางมะตอย บริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มีทุนและวิธีรับมือมากกว่า แต่ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสปรับตัวจำกัดและอาจต้องแบกรับต้นทุนเอง

    Mr. Paul Chan Mo-po เลขาธิการการคลังกล่าวในว่า เศรษฐกิจท้องถิ่นยังคงขยายตัว และเงินเฟ้อปีนี้คาดว่าจะสูงกว่าปี 2568 เล็กน้อย โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 1.7 และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 1.8 พร้อมคาดการณ์ GDP ขยายตัวที่ร้อยละ 2.5–3.5 ต่อปี ขณะที่ Bloomberg กับนักวิเคราะห์ 29 รายคาดการณ์การเติบโตเฉลี่ยของ GDP ปี 2569 จะอยู่ที่ร้อยละ 2.9 

    อย่างไรก็ตาม Ms. Adrienne Lui เตือนว่าความไม่แน่นอนจากวิกฤตน้ำมันจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวมยังคงต่ำ แต่ต้นทุนพลังงานที่สูงจะส่งผ่านไปยังสินค้าและบริการมากขึ้น เช่น ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น และความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นค่าโดยสารสาธารณะ ราคาน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงทำให้ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงของตั๋วเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจกระทบต่อการเดินทางระยะไกล แม้จะมีแรงกดดันที่เพิ่มมากขึ้น แต่ฮ่องกงยังคงเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่ดึงดูดเงินทุนปลอดภัยท่ามกลางสภาวะความไม่มั่นคงที่เกิดขึ้นซึ่งอาจเป็นผลดีต่อสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับจีน

    Mr. Ray Wong Wing-wai สมาชิกสภาอุตสาหกรรม ระบุว่าราคาดีเซลที่พุ่งสูงทำให้ต้นทุนพลังงานของธุรกิจซักรีดเชิงพาณิชย์เพิ่มจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 15 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทำให้กำไรที่ปกติต่ำกว่า ร้อยละ 10 อยู่แล้วหายไปอีก ซึ่งธุรกิจซักรีดไม่สามารถย้ายการผลิตไปจีนแผ่นดินใหญ่ได้ เนื่องจากมีข้อห้ามจำกัดหลังการระบาดของโควิด-19

    Mr. Joseph Chan รองผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมและผู้ประกอบการมหาวิทยาลัยฮ่องกง เตือนว่าต้นทุนที่สูงขึ้นจะผลักดันให้ประชาชนหันไปหาทางเลือกที่ถูกกว่าในจีนแผ่นดินใหญ่ เช่น การเดินทางไปเซินเจิ้น เพื่อรับประทานอาหารและช้อปปิ้ง หรือไปญี่ปุ่นเพื่อใช้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน แม้ฮ่องกงจะพึ่งพาการนำเข้าสูง แต่ผู้เชี่ยวชาญยังคงระบุว่าฮ่องกงมีความมั่นคงด้านการจัดหาสินค้าและพลังงานจากจีนแผ่นดินใหญ่

    image.png

    Ms. Adrienne Lui เชื่อว่าโครงการ Northern Metropolis และแผนพัฒนา Greater Bay Area จะไม่มีอุปสรรค แต่สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีแผนเชิงกลยุทธ์สำรอง ทั้งนี้ Mr. Paul Chan Mo-po เตือนว่าหากวิกฤตยืดเยื้อ รัฐบาลอาจต้องลดการใช้จ่ายโครงการและอาจส่งผลกระทบต่อโครงการดังกล่าวได้เช่นกัน วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณเตือนให้ฮ่องกงเร่งการเปลี่ยนผ่านพัฒนาพลังงานสีเขียว Ms. Adrienne Lui ระบุว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวที่นำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 50–60 มีความจำเป็นที่ต้องทบทวนเป้าหมายใหม่ในปี 2578 ที่ตั้งไว้ให้พลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ร้อยละ 7.5–10 ของการใช้พลังงานทั้งหมด เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระด้านพลังงาน ขณะที่ Mr. Paul Chan Mo-po เรียกร้องให้มีนโยบายพลังงานท้องถิ่นที่สอดคล้องกับกรอบนโยบายระดับชาติ พร้อมผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน

    ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

    จากสถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนที่เชื่อมโยงกับสงครามในตะวันออกกลาง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจฮ่องกงอย่างมากและปรากฏชัดในรูปแบบของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมากกว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการขนส่งและบริการที่มีต้นทุนพลังงานสูง ซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น กระดาษชำระ บริการซักรีด และวัสดุก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม เพิ่มสูงขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมแผนรับมือกับต้นทุนการขนส่งและพลังงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีน้ำหนักมากหรือมีความอ่อนไหวต่อค่าขนส่ง เช่น อาหารแปรรูปและสินค้าอุปโภค ควรพิจารณาการปรับราคาที่เหมาะสมหรือหาทางเลือกด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ปรับเปลี่ยนการบริหารต้นทุนและราคาให้เหมาะสม แม้ฮ่องกงจะเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่สินค้าคุณภาพจากไทยยังคงได้รับการยอมรับในตลาด ผู้ประกอบการควรเน้นการสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและภาพลักษณ์สินค้า ใช้โอกาสจากความนิยมสินค้าไทย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าผู้บริโภคฮ่องกงจะหันไปจับจ่ายในจีนแผ่นดินใหญ่หรือประเทศอื่นที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่า ผู้ประกอบการไทยควรติดตามพฤติกรรมนี้อย่างใกล้ชิด และพิจารณาการขยายช่องทางจำหน่ายทั้งในฮ่องกงและตลาดใกล้เคียง เช่น เซินเจิ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้า

    วิกฤตครั้งนี้เป็นสัญญาณให้ธุรกิจในฮ่องกงเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ผู้ประกอบการไทยควรสนใจและติดตามนโยบายและมาตรการภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันรัฐบาลฮ่องกงได้ออกมาตรการระยะสั้น เช่น เงินอุดหนุนดีเซลและลดค่าธรรมเนียมทางด่วน ผู้ประกอบการควรติดตามมาตรการเหล่านี้เพื่อใช้ประโยชน์ในการลดต้นทุนและปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ แม้ว่าฮ่องกงเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ แต่ยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับสินค้าไทย การปรับตัวเชิงกลยุทธ์ การรักษาคุณภาพ และการใช้โอกาสจากแนวโน้มพลังงานสีเขียว จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/mwt4p44ba7tvg6psfh6n31os&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IozsOTHDYxs6u0B2_Nmzg