Category: เศรษฐกิจ

  • กกร.หนุนรัฐใช้’นโยบายมุ่งเป้า’พร้อมเร่งลงทุนเศรษฐกิจใหม่

    กกร.หนุนรัฐใช้’นโยบายมุ่งเป้า’พร้อมเร่งลงทุนเศรษฐกิจใหม่

    กกร. ชี้ต่างชาติยังเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย สนับสนุนรัฐใช้นโยบายแบบ ‘Targeted Policy’ เพิ่มประสิทธิภาพการคลัง พร้อมเร่งลงทุนเศรษฐกิจใหม่

    21 เม.ย. 2569 -คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าจากที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ”  และคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ Baa1 ภายหลังได้หารือร่วมกับ นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และได้รับฟังแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ในช่วงการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับ วัตถุประสงค์และประสิทธิภาพในการใช้เงิน” ในการขับเคลื่อนและรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านการคลังยังคงมีอยู่สูงมาก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ รวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเพิ่มภาระงบประมาณและกดดันรายได้ภาครัฐในอนาคต ดังนั้น กกร. เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการดำเนินนโยบายภาครัฐที่มุ่งเน้น “ประสิทธิภาพสูงสุด” ผ่านนโยบายแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Policy) ที่สามารถวัดผลได้ และตอบโจทย์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว แทนการอุดหนุนในวงกว้าง เห็นได้จากแผนที่จะเร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งจะลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในอนาคตได้อย่างยั่งยืน สร้างความยืดหยุ่น ควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะ สร้างงานใหม่ เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก โดยใช้จุดแข็งด้านความเป็นกลาง มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และมีเสถียรภาพและความมั่นคงสูง ผ่านการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคม หน่วยงาน Think Tank และเครือข่ายพันธมิตรต่างๆ ทั้งนี้ สอดคล้องกับมุมมองของ IMF ที่ล่าสุดเผยว่าประเทศต่างๆ ควรหลีกเลี่ยงมาตรการอุดหนุนที่บิดเบือนกลไกตลาด และควรหันมาใช้มาตรการแบบเฉพาะกลุ่มและชั่วคราวแทน

    ภาคเอกชนไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินนโยบายของภาครัฐอย่างเต็มที่ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง พร้อมกับสร้างเครื่องยนต์เพื่อยกระดับการเติบโต (New growth engine) และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ซึ่งสอดคล้องกับกรอบแนวทางของ “Reinvent Thailand” ที่มุ่งเน้นการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ผ่านการเชื่อมโยงนโยบาย การลงทุน และข้อมูล (Connect the Dots) เพื่อสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง มีคุณภาพ และเตรียมพร้อมสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตอย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/983498/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O-sKd6PqrWOK8fTE0X6as

  • สนง.สลากฯ เปิดโครงการ “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ปี 8” เดินหน้าพัฒนา 14 ชุมชนทั่วประเทศ หนุนยกระดับเศรษฐกิจรากฐาน สู่ความยั่งยืน | TOPNEWS

    สนง.สลากฯ เปิดโครงการ “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ปี 8” เดินหน้าพัฒนา 14 ชุมชนทั่วประเทศ หนุนยกระดับเศรษฐกิจรากฐาน สู่ความยั่งยืน | TOPNEWS

    สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดโครงการ “สลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน ปี 8” เดินหน้าพัฒนา 14 ชุมชนทั่วประเทศ ชูแนวคิด “ต้นไม้แห่งคุณค่า” ใช้ AI หนุนการตลาด-สร้างแบรนด์ มุ่งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

    พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานฯ ดำเนินโครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชนมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เป็นการต่อยอดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ในการส่งเสริม ยกระดับ สร้างคุณค่า พัฒนาอาชีพ และเชื่อมต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่น ให้กับชุมชน สู่การสร้างรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชนและเศรษฐกิจ ของประเทศ โดยชุมชนที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10–20% ต่อปี และหลายชุมชนสามารถพัฒนาเป็นต้นแบบความเข้มแข็งที่ได้รับการยอมรับจากสังคม

    สำหรับ ปีนี้ได้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘ต้นไม้แห่งคุณค่า’ มุ่งเน้นการวางรากฐานที่แข็งแรงให้กับชุมชน ควบคู่กับการต่อยอดการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ชุมชนสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว โดยสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG (Environment, Social, Governance) ตลอดจนการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทั้งในด้านการตลาด การสื่อสาร การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และการบริหารจัดการ เพื่อให้ชุมชนสามารถก้าวข้ามข้อจำกัด และเพิ่มขีดความสามารถได้อย่างแท้จริง

    ทั้งนี้ สำนักงานฯ ได้ เตรียมเดินหน้าพัฒนาชุมชนผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

    1. การยกระดับและสร้างแบรนด์ให้ชุมชน ทั้งด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการพัฒนาอาหารและโภชนาการให้ได้มาตรฐาน ถูกสุขลักษณะ พร้อมสนับสนุนช่องทางตลาด โดยจะมีวิทยากร ที่ปรึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิลงพื้นที่ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

    2. การสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทั่วประเทศรู้จักชุมชนมากขึ้น ผ่านการประชาสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยสนับสนุน รวมถึงการใช้สื่อดิจิทัล อินฟลูเอนเซอร์ และบุคคลมีชื่อเสียงร่วมแนะนำชุมชน

    3. การเพิ่มช่องทางการตลาดให้ชุมชนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้สะดวกขึ้น ทั้งผ่านช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์ของสำนักงานสลากฯ และการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามาจำหน่ายและนำเสนอสินค้า รวมถึงอัตลักษณ์ของชุมชนภายในสำนักงานสลากฯ ด้วย

    ทั้งนี้ โครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชนปี 8 มีชุมชนเข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 14 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนใหม่ จำนวน 10 ชุมชน อาทิ 1) ชุมชนไทกวนบ้านนาถ่อน จ.นครพนม, 2) กลุ่มโฮมสเตย์บ้านสีกาย จ.หนองคาย, 3) ชุมชนสะพานหิน จ.เพชรบุรี, 4) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ จ.นครศรีธรรมราช, 5) ชุมชนบ้านช่องฟืน จ.พัทลุง และชุมชนต้นแบบจากปีที่ 1–7 จำนวน 4 ชุมชน ที่จะได้รับการพัฒนาต่อยอด อาทิ 1) วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะเกร็ด ศิลปะ วัฒนธรรม เกษตร และนวัตกรรม จ.นนทบุรี, 2) วิสาหกิจชุมชนฮักเกษตรคลองลานบ้านเฮา จ.กำแพงเพชร

    พันโทหนุน กล่าวอีกว่า ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการพัฒนาจากทีมที่ปรึกษาของโครงการฯ ทั้ง 4 ด้านประกอบด้วย ด้านการพัฒนาชุมชนด้านกลยุทธ์การตลาด ด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ตลอดจนการจัดแสดงนิทรรศการและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน การจัดทำ E-Catalog นำเสนอผลิตภัณฑ์/บริการเด่นของชุมชนที่เข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่ปี 1-8 และการพัฒนาป้ายสำคัญในชุมชนและเอกสารแนะนำชุมชน รวมถึงการประชาสัมพันธ์ชุมชนให้เป็นที่รู้จักเพื่อเพิ่มรายได้ ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 1-8 มีจำนวนชุมชนที่ได้รับการพัฒนาแล้วทั้งหมด 77 ชุมชน

    อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการสลากสรรค์สร้างเพื่อชุมชน เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบ พร้อมสร้างคุณค่าร่วมเพื่อสังคมที่ยั่งยืน ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนไทย ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1553295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K7D8Xt-xMDOJXSZHUpllm

  • มูดี้ส์ ปรับเพิ่ม Outlook ไทย สะท้อนเสถียรภาพรัฐบาล-พื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    มูดี้ส์ ปรับเพิ่ม Outlook ไทย สะท้อนเสถียรภาพรัฐบาล-พื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 โดยการปรับมุมมองในครั้งนี้ สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ

    “การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ สะท้อนว่าพื้นฐานเศรษฐกิจ และเสถียรภาพของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง และแนวทางนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้นมาถูกทาง โดยเรามุ่งดูแลเศรษฐกิจ และประชาชนในระยะสั้นอย่างมุ่งเป้า ควบคู่กับการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว สิ่งสำคัญต่อจากนี้ คือการเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่อง และทำให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นายเอกนิติ ระบุ

    โดย Moody’s ได้ชี้แจงเหตุผล และปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้

    1. เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่น และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขัน และส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป

    2. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทย เกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค

    นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทย และอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าว ยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)

    3. การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมา ถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย

    4. หนี้ภาครัฐบาลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% และ 62% ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 ตามลำดับ อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความลึก สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้

    ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ 6% ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน

    5. นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือนมีนาคม 2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 45-50% ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    6. ปัจจัยสำคัญที่ Moody’s จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล

    ทั้งนี้ จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตรการทางการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ในระยะต่อไป บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ จะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/586834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z9jTxqEhs7E0AQInU9ITV

  • “BDE”หวั่นสงคราม “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ยืดเยื้อถึงสิ้นปี 69 หั่นเศรษฐกิจดิจิทัลวูบ 1.44 แสนล้านบาท | เดลินิวส์

    “BDE”หวั่นสงคราม “สหรัฐฯ-อิหร่าน” ยืดเยื้อถึงสิ้นปี 69 หั่นเศรษฐกิจดิจิทัลวูบ 1.44 แสนล้านบาท | เดลินิวส์

    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  หรือ BDE (บีดีอี)  เปิดเผยว่า บีดีอี  ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจดิจิทัล  โดยกรณีที่ 1 สงครามจบเร็วภายในเดือน มิ.ย. 69 และราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 85 – 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งและพลังงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว จะส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 20,000 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 0.3 % ของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 69  ส่วนกรณีที่ 2  กรณีสงครามยืดเยื้อถึงเดือน ก.ย. 69 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัล 87,000 ล้านบาท  และ กรณีที่ 3 กรณีเลวร้ายยกระดับความรุนแรงและขยายวงกว้างถึงสิ้นปี 69  จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัล 144,000 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ประเมินว่าผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเป็นตัวเร่งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้ง AI มากยิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและใช้ชีวิต เช่นเดียวกับช่วงวิกฤต Covid 19  ซึ่งส่งผลให้เหตุการณ์สงครามนี้ กระทบกับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจำกัด

    นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า ในส่วนช่องทางการส่งผ่านต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยที่สำคัญคือ  1.ผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อาทิ การผลิตฮาร์ดแวร์ สินค้าดิจิทัล และอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาพลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิต และผ่านต้นทุนค่าขนส่งที่จะมีผลทำให้ราคาสินค้าที่จำหน่ายในประเทศและเพื่อการส่งออก มีต้นทุนสูงขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับการลงทุนด้านดิจิทัล เช่น Data Center ที่เป็นการตัดสินใจระยะปานกลางถึงระยะยาวจะยังได้รับผลกระทบไม่มาก 2. ผ่านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    สำหรับปี 69 ประเมินว่า กรณีสงครามจบเร็ว เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital GDP (ราคาที่แท้จริง หรือ CVM) จะขยายตัวที่ร้อยละ 3.9 จากเดิมคาดว่าขยายตัวที่ร้อยละ  4.2 หรือลดลงร้อยละ 0.3 จากผลกระทบของสงคราม ในขณะที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินกรณีสงครามจบเร็วในเดือนมิถุนายน 2569 เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะได้รับผลกระทบลดลงร้อยละ 0.6 หรือเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ ร้อยละ 1.4 จากเดิมที่ประมาณการไว้ที่ร้อยละ 2.0 

    สำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แบ่งเป็น 3 กรณี คือ 

    1.กรณีสงครามจบเร็วในเดือน มิ.ย. 2569 โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไม่เสียหายเพิ่มเติม การขนส่ง ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบระยะสั้น 

    2.กรณีสงครามยืดเยื้อถึงเดือน ก.ย. 2569 สงครามขยายวง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายเพิ่มเติม การขนส่งผ่ายช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อ

    3. กรณีเลวร้ายยกระดับความรุนแรงและขยายวงกว้างถึงสิ้นปี 2569 สงครามขยายวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายหนัก การขนส่งผ่ายช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อ การผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติตลอดจนวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อื่นไม่สามารถฟื้นตัวหลังสงคราม โดยผลการวิเคราะห์สรุปได้ดังนี้

    ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินหลายมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง อาทิ การตรึงราคาสินค้า การตรึงราคาน้ำมัน การป้องกันปราบปรามการกักตุนน้ำมัน รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงาน ในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้ดำเนินหลายมาตรการ เช่น ไทยช่วยไทยส่งสินค้าราคาถูกถึงมือคนไทย การให้หน่วยงานรัฐใช้ e-office และ บริการ cloud และ Saas (Software as a service) หลายบริการ ใช้งานฟรีผ่านระบบคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC  เป็นต้น     

    นายเวทางค์  กล่าวอีกว่า BDE มีความเห็นเช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ที่อยากเห็นสงครามจบเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม BDE ก็ได้เตรียมตัวรองรับกรณีเลวร้ายไว้แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5800430/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00Z-YxwfhUGsVmw_tvQ2uD

  • สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจดิจิทัลร้ายแรงสุดวูบแสนล้าน

    สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจดิจิทัลร้ายแรงสุดวูบแสนล้าน

    สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจดิจิทัลร้ายแรงสุดวูบแสนล้าน

    BDE ประเมิน สงครามตะวันออกกลางกระทบต่อเศรษฐกิจดิจิทัล กรณีสงครามจบใน มิ.ย.เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 20,000 ล้านบาท หากยืดเยื้อถึงสิ้นปี ลดลง 1.44 แสนล้านบาท

    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE หรือ National Board of Digital Economy and Society) เปิดเผยว่า BDE ได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจดิจิทัล เป็น 3 กรณี คือ

    กรณีที่ 1 : สงครามจบเร็วในเดือน มิ.ย. 2569 กรณีที่ 2 : กรณีสงครามยืดเยื้อถึงเดือน ก.ย. 2569 และกรณีที่ 3 : กรณีเลวร้ายยกระดับความรุนแรงและขยายวงกว้างถึงสิ้นปี 2569

    กรณีที่ 1 สงครามจบเร็วภายในเดือน มิ.ย. 2569 และราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 85 – 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งและพลังงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว รวมถึงส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 20,000 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 0.3 % ของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2569

    กรณีที่ 2 สงครามจบในเดือน ก.ย. 2569 และราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 105-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งและพลังงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว รวมถึงส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 87,000 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 1.2 % ของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2569

    กรณีที่ 3 สงครามจบสิ้นปี 2569 และราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 135-145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งและพลังงานเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว รวมถึงส่งผลให้เศรษฐกิจดิจิทัลลดลง 144,000 ล้านบาท คิดเป็นการลดลง 2.1 % ของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2569

    ทั้งนี้ ประเมินว่าผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางเป็นตัวเร่งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้ง AI มากยิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและใช้ชีวิต เช่นเดียวกับช่วงวิกฤต Covid 19 ซึ่งส่งผลให้เหตุการณ์สงครามนี้ กระทบกับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจำกัด

    ในส่วนช่องทางการส่งผ่านต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยที่สำคัญคือ 

    1) ผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น อาทิ การผลิตฮาร์ดแวร์ สินค้าดิจิทัล และอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาพลังงานไฟฟ้าในกระบวนการผลิต และผ่านต้นทุนค่าขนส่งที่จะมีผลทำให้ราคาสินค้าที่จำหน่ายในประเทศและเพื่อการส่งออก มีต้นทุนสูงขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับการลงทุนด้านดิจิทัล เช่น Data Center ที่เป็นการตัดสินใจระยะปานกลางถึงระยะยาวจะยังได้รับผลกระทบไม่มาก 

    2) ผ่านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    สำหรับปี 2569 ประเมินว่า กรณีสงครามจบเร็ว เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital GDP (ราคาที่แท้จริง หรือ CVM) จะขยายตัวที่ร้อยละ 3.9 จากเดิมคาดว่าขยายตัวที่ร้อยละ  4.2 หรือลดลงร้อยละ 0.3 จากผลกระทบของสงคราม

    ในขณะที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินกรณีสงครามจบเร็วในเดือนมิ.ย. 2569 เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะได้รับผลกระทบลดลงร้อยละ 0.6 หรือเศรษฐกิจจะขยายตัวที่ ร้อยละ 1.4 จากเดิมที่ประมาณการไว้ที่ร้อยละ 2.0 

    สำหรับการวิเคราะห์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แบ่งเป็น 3 กรณี คือ 

    1) กรณีสงครามจบเร็วในเดือน มิ.ย. 2569 โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไม่เสียหายเพิ่มเติม การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบระยะสั้น 

    2) กรณีสงครามยืดเยื้อถึงเดือน ก.ย. 2569 สงครามขยายวง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายเพิ่มเติม การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อ

    3) กรณีเลวร้ายยกระดับความรุนแรงและขยายวงกว้างถึงสิ้นปี 2569 สงครามขยายวงกว้าง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเสียหายหนัก การขนส่งผ่ายช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทะเลแดงได้รับผลกระทบยืดเยื้อ การผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติตลอดจนวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อื่นไม่สามารถฟื้นตัวหลังสงคราม โดยผลการวิเคราะห์สรุปได้ดังนี้

    สงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจดิจิทัลร้ายแรงสุดวูบแสนล้าน

    ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินหลายมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง อาทิ การตรึงราคาสินค้า การตรึงราคาน้ำมัน การป้องกันปราบปรามการกักตุนน้ำมัน รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงาน ในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้ดำเนินหลายมาตรการ เช่น ไทยช่วยไทยส่งสินค้าราคาถูกถึงมือคนไทย การให้หน่วยงานรัฐใช้ e-office และ บริการ cloud และ Saas (Software as a service) หลายบริการ ใช้งานฟรีผ่านระบบคลาวด์กลางภาครัฐ GDCC  เป็นต้น     

    นายเวทางค์ กล่าวในตอนท้ายว่า BDE มีความเห็นเช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ที่อยากเห็นสงครามจบเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม BDE ก็ได้เตรียมตัวรองรับกรณีเลวร้ายไว้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y37KN5S7li5HYy3WvchhL

  • อนุทิน นัดถก ครม.ศก. 27 เม.ย.นี้! ดึง 3 สถาบันเอกชน กระตุ้นเศรษฐกิจ-ขับเคลื่อนนโยบาย

    อนุทิน นัดถก ครม.ศก. 27 เม.ย.นี้! ดึง 3 สถาบันเอกชน กระตุ้นเศรษฐกิจ-ขับเคลื่อนนโยบาย

    วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.30 น.

    ”อนุทิน“ เตรียมประชุมครม.ศก. 27 เมย.นี้ เชิญ 3 สถาบัน กระตุ้นเศรษฐกิจ-ขับเคลื่อนนโยบาย

    วันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 12.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า วันที่ 27 เม.ย. จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยเราจะประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะเชิญตัวแทนภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยการประชุมนัดแรกจะหารือถึงทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา 

    เมื่อถามว่าโดยเฉพาะเรื่องไทยช่วยไทยพลัสใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ใช่ เรื่องไทยช่วยไทยพลัส 

    เมื่อถามความชัดเจนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม นายอนุทิน ฟังคำถามแต่ไม่ตอบคำถามดังกล่าว เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ความชัดเจนเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวหารือกัน โดยเรื่องแบบนี้จะให้นายเอกนิติ นิติทันฑ์ประภาส รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจงเพราะมีข้อมูลทั้งหมด ในหลักการอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์และสามารถนำมากระตุ้นเศษฐกิจได้ให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจและประชาชนใช้เม็ดเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยได้รัฐบาลก็มีความตั้งใจที่ทำให้พวกเขาอยู่แล้ว“ 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/959674&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Xm0d8RpRxR9pYcjda5TUd

  • ‘อนุทิน’ เผยถก ครม.เศรษฐกิจนัดแรก 27 เม.ย.เล็งดึง ‘เม็ดเงิน’ เข้าระบบ | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’ เผยถก ครม.เศรษฐกิจนัดแรก 27 เม.ย.เล็งดึง ‘เม็ดเงิน’ เข้าระบบ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 เม.ย. จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ โดยเราจะประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะเชิญตัวแทนภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยการประชุมนัดแรกจะหารือถึงทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา 

    เมื่อถามว่าโดยเฉพาะเรื่องไทยช่วยไทยพลัสใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ เรื่องไทยช่วยไทยพลัส 

    เมื่อถามถึงความชัดเจนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม นายอนุทิน ฟังคำถาม แต่ไม่ตอบคำถามดังกล่าว เมื่อถามต่อว่ามีการตั้งคำถามเกี่ยวกับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ความชัดเจนเป็นอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวหารือกัน โดยเรื่องแบบนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง จะเป็นผู้ชี้แจง เพราะมีข้อมูลทั้งหมดในหลักการที่เป็นประโยชน์และสามารถนำมากระตุ้นเศษฐกิจได้ให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งประชาชนจะใช้เม็ดเงินเหล่านี้ไปจับจ่ายใช้สอยได้ โดยรัฐบาลมีความตั้งใจที่ทำให้พวกเขาอยู่แล้ว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5799014/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AW8sEs79F_nkSFeBEd38E

  • กรมทางหลวงชนบท เดินหน้าสร้างถนนสายแยก ชม.3029 – แยก ทล.1006 จังหวัดเชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 2571 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่ง – ท่องเที่ยว รองรับการขยายตัวของประชากรแถบภาคเหนือตอนบน

    กรมทางหลวงชนบท เดินหน้าสร้างถนนสายแยก ชม.3029 – แยก ทล.1006 จังหวัดเชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 2571 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่ง – ท่องเที่ยว รองรับการขยายตัวของประชากรแถบภาคเหนือตอนบน

    กรมทางหลวงชนบท เดินหน้าสร้างถนนสายแยก ชม.3029 – แยก ทล.1006 จังหวัดเชียงใหม่ คาดแล้วเสร็จปี 2571 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการคมนาคมขนส่ง – ท่องเที่ยว รองรับการขยายตัวของประชากรแถบภาคเหนือตอนบน


    21/04/2569 | 123 |

    กรมทางหลวงชนบท (ทช.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าโครงการก่อสร้างถนนสายแยก ชม.3029 – แยก ทล.1006 อำเภอเมืองเชียงใหม่ – สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ (ตอนที่ 1) ระยะทาง 3.365 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินงานเสาเข็มเจาะ งานถางป่า ขุดตอ งานปรับเกลี่ย และบดอัดดินเดิม คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2571 เนื่องจากการเจริญเติบโตของเมืองในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ถนนสายหลัก ทล.1006 ทล.121 และ ชม.4039 มีปริมาณการจราจรที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เพื่อเป็นการรองรับการเจริญเติบโตของเมืองและการเพิ่มขึ้นของประชากรในจังหวัด ซึ่งนำไปสู่การขยายตัวในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ และอำเภอสันกำแพง ประกอบกับช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ช่วยแบ่งเบาการจราจรบนถนนสายหลักให้ผู้ใช้ทางสามารถสัญจรได้อย่างสะดวกรวดเร็วปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทช. จึงได้ดำเนินโครงการฯ ใช้งบประมาณ 768.497 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย การก่อสร้างถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ขนาด 6 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร มีทางเท้า/ทางจักรยาน กว้าง 4.9 เมตร พร้อมระบบระบายน้ำ ไฟฟ้าแสงสว่าง รวมถึงการจัดภูมิทัศน์บริเวณโครงการฯ และก่อสร้างทางลอด (อุโมงค์) ขนาด 4 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.5 เมตร ไหล่ทางกว้าง 1.8 เมตร ความสูงช่องลอดสุทธิไม่น้อยกว่า 5.5 เมตร พร้อมระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบระบายน้ำ ความยาวทางลอด 660.435 เมตร นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง ทช. จะทำการรดน้ำบริเวณพื้นที่โครงการฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และผู้ใช้ทาง

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานของโครงการฯ สอดคล้องกับความต้องการและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่มากที่สุด ก่อนดำเนินการก่อสร้าง ทช. ได้จัดประชุมการมีส่วนร่วมภาคประชาชนและลงนามบันทึกความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่าง ทช. ผู้รับจ้าง และผู้แทนประชาชนแล้ว ซึ่งได้มีการนำเสนอความเป็นมา ลักษณะของโครงการ ขั้นตอนการดำเนินงาน พร้อมทั้งได้มีการรับฟังข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นจากผู้นำชุมชน ประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163226


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/496215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GPBPJEKyoX-fDfmcAmxlo

  • ราคาทองวันนี้ 21/04/69 เปิดตลาด ปรับขึ้น 200 บาท  รูปพรรณขายออก 73,800 บาท

    ราคาทองวันนี้ 21/04/69 เปิดตลาด ปรับขึ้น 200 บาท รูปพรรณขายออก 73,800 บาท

    วันที่ 21 เม.ย.69 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทอง วันนี้ (21 เม.ย.2569) ประกาศครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.02 น.ปรับขึ้น 200 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ประกาศครั้งที่ 1

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 72,800.00 บาท

    • ขายออก บาทละ 73,000.00 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 71,342.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 73,800.00 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/142525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LT6AVcVpT7Q3ez9IBGz_1

  • ประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีน ขุมพลังเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีน มุ่งสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในปี 2026-2030

    ประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีน ขุมพลังเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีน มุ่งสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในปี 2026-2030

    ปักกิ่ง, 21 เม.ย. ซินหัว รายงานว่า — หลิวจื้อเฉิง นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์มหภาค สังกัดคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ซึ่งเข้าร่วมรายการการประชุมโต๊ะกลมเศรษฐกิจจีนตอนล่าสุดของสำนักข่าวซินหัว เผยการคาดการณ์ว่าภูมิภาคขุมพลังทางเศรษฐกิจระดับมณฑลของจีนจะเดินหน้าผลักดันความมั่งคั่งร่วมกันสำหรับประชาชนทุกคน ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030)

    ภูมิภาคระดับมณฑล 10 แห่งซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีน ได้แก่ กว่างตง (กวางตุ้ง) เจียงซู ซานตง เจ้อเจียง ซื่อชวน (เสฉวน) เหอหนาน หูเป่ย ฝูเจี้ยน เซี่ยงไฮ้ และหูหนาน มีส่วนสนับสนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนรวมกันกว่าร้อยละ 60 โดยหลิวเผยว่าพื้นที่เหล่านี้ได้พัฒนาหลายแนวทางเพื่อมุ่งสู่ความมั่งคั่งร่วมกัน และควรเดินหน้าเป็นแบบอย่างในด้านดังกล่าวต่อไป

    หลิว กล่าวว่า การสร้างความทันสมัยแบบจีนคือการพัฒนาที่สร้างความมั่งคั่งร่วมกันเพื่อประชาชนทุกคน ภูมิภาคดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตระหนักในภาระความรับผิดชอบของตนมากขึ้น และเป็นผู้นำการส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกันเนื่องจากมีพื้นฐานการพัฒนาที่ดีกว่า

    เพื่อผลักดันความมั่งคั่งร่วมกันในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ หลิวกระตุ้นให้พื้นที่เหล่านี้ใช้กลยุทธ์มุ่งให้ความสำคัญกับการจ้างงานเป็นอันดับแรก เพื่อรับรองว่ามีการจ้างงานที่มีคุณภาพสูงและเพียงพอ อีกทั้งเรียกร้องการเดินหน้าเพิ่มรายได้ของประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และเสริมแกร่งผลลัพธ์ความคืบหน้าในภารกิจขจัดความยากจน

    หลิว เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดสรรบริการสาธารณะที่ดีขึ้นและระบบประกันสังคมที่เข้มแข็งขึ้น โดยชี้ว่าภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญควรเดินหน้าสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในโครงการด้านความเป็นอยู่ของประชาชน และทำงานเพื่อเสริมสร้างระบบประกันสังคมที่ยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/70490&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12IpTBKS_emn2AOPXjmGQq