Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจสีน้ำเงินโตเเรง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ไทยเร่งวางโครงสร้างสู่ความยั่งยืน

    เศรษฐกิจสีน้ำเงินโตเเรง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ไทยเร่งวางโครงสร้างสู่ความยั่งยืน

    วันที่ 22 เมษายน 2569 เศรษฐกิจสีน้ำเงินได้กลายเป็นหนึ่งในแนวหน้าที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21 มหาสมุทรซึ่งครอบคลุมมากกว่า 70% ของพื้นผิวโลก ไม่เพียงเป็นแหล่งอาหาร พลังงาน และการดำรงชีวิต แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ

    อย่างไรก็ตาม แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นกำลังคุกคามสุขภาพของระบบนิเวศทางทะเลและชุมชนที่พึ่งพิงทรัพยากรเหล่านี้

    ขณะที่ความขัดแย้งล่าสุดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียได้เปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญด้านความมั่นคงพลังงาน พลังงานลมนอกชายฝั่งอาจได้รับแรงสนับสนุนมากขึ้น เนื่องจากประเทศต่าง ๆ แสวงหาความเป็นอิสระจากการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ในช่วงเวลาสำคัญนี้ ความเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับภาคส่วนและนโยบายที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจสีน้ำเงินจึงมีความจำเป็น เพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างครอบคลุมและยั่งยืน

    แม้คำว่า “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” จะถูกบัญญัติขึ้นครั้งแรกโดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวเบลเยียม Gunter Pauli ในปี 2010 เพื่ออธิบายรูปแบบธุรกิจที่ปราศจากของเสียซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ แต่คำดังกล่าวได้รับการนิยามใหม่อย่างมีนัยสำคัญในบริบทของมหาสมุทรในระหว่างการประชุม Rio+20 ปี 2012 การตีความใหม่นี้ซึ่งได้รับการผลักดันโดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นหมู่เกาะขนาดเล็ก ได้เปลี่ยนจุดเน้นไปสู่ “การเติบโตสีน้ำเงิน” โดยสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนให้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของความเท่าเทียมและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในประเทศชายฝั่ง

    คำนี้ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องและถูกใช้ในความหมายที่เกี่ยวข้องแต่แตกต่างกันเล็กน้อย ธนาคารโลกให้คำนิยามเศรษฐกิจสีน้ำเงินว่าเป็นการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ การยกระดับความเป็นอยู่และการจ้างงาน รวมถึงการรักษาสุขภาพของระบบนิเวศทางทะเล

    ขณะที่ Conservation International ได้รวมประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถซื้อขายในตลาด เช่น การกักเก็บคาร์บอน การป้องกันชายฝั่ง คุณค่าทางวัฒนธรรม และความหลากหลายทางชีวภาพไว้ในคำนิยามด้วย

    โดยภาพรวม เศรษฐกิจสีน้ำเงินครอบคลุมกิจกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับมหาสมุทร โดยมุ่งเน้นความยั่งยืน ความเท่าเทียมทางสังคม และการรับประกันว่าระบบนิเวศทางทะเลจะไม่ถูกเสื่อมโทรมจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งในภาคส่วนดั้งเดิม ภาคส่วนใหม่ และภาคส่วนสนับสนุน

    เศรษฐกิจสีน้ำเงินและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติข้อที่ 14 (ชีวิตใต้น้ำ) มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากเศรษฐกิจสีน้ำเงินสนับสนุนเป้าหมายด้านการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน การลดมลพิษ การบริหารจัดการประมง และการปกป้องระบบนิเวศทางทะเลเพื่อเศรษฐกิจมหาสมุทรที่มีสุขภาพดี โดยสรุป เศรษฐกิจสีน้ำเงินคือ “วิธีการ” ที่ช่วยให้บรรลุ “เป้าหมาย” ด้านสุขภาพของมหาสมุทรตาม SDG 14

    การวัดความยั่งยืน

    มหาสมุทรยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์เข้าใจได้อย่างจำกัด ตั้งแต่ความลึกที่ยังไม่ได้ทำแผนที่ สายพันธุ์ที่ยังไม่ถูกค้นพบ ไปจนถึงบทบาทที่ซับซ้อนในการควบคุมสภาพภูมิอากาศ แม้ว่านักวิจัยจะเข้าใจภัยคุกคามที่มหาสมุทรเผชิญ เช่น การทำประมงเกินขนาด มลพิษ และการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย แต่ผลกระทบสะสมและผลกระทบเชิงเสริมของภัยเหล่านี้ยังคงยากต่อการวัดและบูรณาการเข้าสู่แบบจำลองทางเศรษฐกิจ

    ดังนั้น การประเมินตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีน้ำเงินจึงเป็นเรื่องท้าทาย ความยั่งยืนสามารถประเมินได้ผ่านตัวชี้วัดหลายมิติ เนื่องจากตัวชี้วัดเพียงตัวเดียวไม่สามารถสะท้อนกระแสเศรษฐกิจ บริการของระบบนิเวศ หรือระดับความเสื่อมโทรมได้ กรอบความยั่งยืนของเศรษฐกิจสีน้ำเงินของคณะกรรมาธิการยุโรป (BESF) ได้กำหนดเกณฑ์ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อประเมินว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับมหาสมุทรมีความยั่งยืนอย่างแท้จริงหรือไม่

    เกณฑ์เหล่านี้ช่วยแปลงเป้าหมายความยั่งยืนในภาพกว้างให้เป็นผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้ ตัวอย่างเช่น ตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับมลพิษทางทะเล ใช้ติดตามว่าอุตสาหกรรมสามารถลดผลกระทบต่อระบบนิเวศได้หรือไม่

    ขณะที่ตัวชี้วัดทางสังคม เช่น ความครอบคลุม ความปลอดภัย และสุขภาพ ช่วยให้มั่นใจว่าการจ้างงานมีความเป็นธรรมและปลอดภัย โดยรวมแล้ว เกณฑ์เหล่านี้สร้างแนวทางเชิงโครงสร้างในการประเมินและรวบรวมผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในเศรษฐกิจสีน้ำเงิน

    บัญชีมหาสมุทร ซึ่งเป็นกรอบการทำงานแบบครอบคลุมที่จัดระบบข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางทะเล กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสภาพสังคม ยังช่วยประเมินความยั่งยืนของเศรษฐกิจสีน้ำเงินผ่านระบบการวัดที่เป็นมาตรฐาน โดยติดตามทั้งปริมาณและกระแสของทุนธรรมชาติ เช่น ปลา แร่ธาตุ และบริการของระบบนิเวศ และบูรณาการข้อมูลเหล่านี้เข้ากับข้อมูลทางเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์

    กรอบนโยบายและแนวทางดำเนินการ

    กรอบนโยบายที่ส่งเสริมเศรษฐกิจสีน้ำเงินอย่างยั่งยืนมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ เช่น ความเชื่อมโยง ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจหมุนเวียน และธรรมาภิบาลแบบครอบคลุม

    กรอบการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินของธนาคารโลกมอบเครื่องมือให้ประเทศต่าง ๆ สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล การปฏิรูปนโยบาย และการลงทุนในภาคการเดินเรือที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อช่วยออกแบบแผนงานสำหรับประมงยั่งยืนและพลังงานนอกชายฝั่ง

    ขณะเดียวกัน โครงการ Blue Economy in Cities and Regions ของ OECD สนับสนุนรัฐบาลทุกระดับในการบูรณาการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสีน้ำเงินเข้ากับการวางผังเมืองและภูมิภาค การดำเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพยังช่วยให้เกิดการจ้างงานในภาคประมง การท่องเที่ยว และการขนส่งทางทะเล โดยไม่กระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล

    ประเทศต่าง ๆ ยังได้พัฒนาแนวทางเฉพาะเพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิต

    เคนยา

    เศรษฐกิจสีน้ำเงินเป็นหนึ่งในเสาหลักของวิสัยทัศน์ 2030 โดยมุ่งเน้นปลาทูน่า การเพาะเลี้ยงสาหร่าย ท่าเรือ และการท่องเที่ยว กลยุทธ์สำคัญคือการพัฒนาแผนการใช้พื้นที่ทางทะเลเพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการเขตทางทะเลและสร้างความครอบคลุมให้กับชุมชน

    อินเดีย

    ได้บูรณาการเศรษฐกิจสีน้ำเงินเข้ากับยุทธศาสตร์ระดับชาติผ่านร่างกรอบนโยบายที่ให้ความสำคัญกับบัญชีมหาสมุทร โครงการสำคัญ เช่น Sagarmala และ Pradhan Mantri Matsya Sampada Yojana สนับสนุนการปรับปรุงท่าเรือ การพัฒนาชุมชนชายฝั่ง และการประมงอย่างยั่งยืน

    ซามัว

    ดำเนินแนวทางเศรษฐกิจสีน้ำเงินบนพื้นฐานของ Samoa Ocean Strategy ซึ่งเป็นกรอบนโยบายระดับชาติที่มุ่งปกป้องพื้นที่มหาสมุทร 30% และคุ้มครองคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมผ่านกลไกธรรมาภิบาล การติดตามผล การเงินด้านมหาสมุทร การวิจัย และการพัฒนาศักยภาพ

    ในปี 2025 เศรษฐกิจสีน้ำเงินมีมูลค่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะสะท้อนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่แรงกดดันต่อมหาสมุทรและทรัพยากรจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และความสำเร็จในระยะยาวขึ้นอยู่กับการดำเนินแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนเพื่อปกป้องสุขภาพของมหาสมุทร

    เศรษฐกิจสีน้ำเงินของไทย 

    ไทยมีชายฝั่งยาวกว่า 3,150 กิโลเมตร ครอบคลุมทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญของเศรษฐกิจสีน้ำเงิน โดยได้นำแนวคิดเศรษฐกิจสีน้ำเงินบูรณาการในแผนพัฒนาประเทศ เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (ปี 2023–2027) และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แนวทางดังกล่าวเชื่อมโยงกับ SDG 14 เพื่อการอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน

    จากรายงาน National State of Oceans and Coasts ของไทย (ข้อมูลหลักปี 2015) มูลค่าทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (เช่น ปะการัง ป่าชายเลน หญ้าทะเล) ประเมินราว 36,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ภาคเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การท่องเที่ยวทางทะเล ท่าเรือและการขนส่ง พลังงานนอกชายฝั่ง

    นโยบายและเครื่องมือสำคัญ (อัปเดตล่าสุด)

    1. Marine Spatial Planning (MSP) ไทยอยู่ระหว่างพัฒนากรอบ MSP ระดับชาติ เพื่อจัดสรรพื้นที่ทะเลและลดความขัดแย้งระหว่างภาคเศรษฐกิจ (รายงาน World Bank, 2025) เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงินอย่างยั่งยืน

    2. การเงินสีน้ำเงิน (Blue Finance) ไทยอยู่ระหว่างพัฒนา blue bond ระดับประเทศ เพื่อระดมทุนโครงการอนุรักษ์และท่องเที่ยวยั่งยืน (World Bank, 2025) มีฐานจาก Sustainable Financing Framework ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2020

    3. การอนุรักษ์และพื้นที่คุ้มครอง พื้นที่คุ้มครองทางทะเลของไทยครอบคลุมประมาณ 18,136 ตารางกิโลเมตร หรือ 5.6% ของพื้นที่ทางทะเล (PEMSEA, 2018 อ้างในรายงานล่าสุด)

    อย่างไรก็ตาม ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Blue Ready Nation” ที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (ASEAN Blue Economy Snapshot, 2025) การฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น ป่าชายเลนและแนวปะการัง มีศักยภาพต่อยอดสู่ตลาด blue carbon และการลงทุน ESG การจัดการทรัพยากรแบบบูรณาการกำลังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น World Bank และ UNESCO (ปี 2025)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/657187&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DgPPRNgAL2caTroElixPY

  • อนุทิน ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ทำงบฯ70 ยืนกรอบงบฯเดิม 3.788 ล้านล้าน

    อนุทิน ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ทำงบฯ70 ยืนกรอบงบฯเดิม 3.788 ล้านล้าน

    วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมพิจารณาพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ร่วมกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง (กค.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมการพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 24 เพื่อเป็นการกำหนดนโยบายงบประมาณประจำปี ประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย และวิธีการเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โครงสร้างงบประมาณ รวมทั้งการกำหนดกรอบประมาณการรายจ่าย ประมาณการรายรับ และฐานะการคลังรัฐบาล เป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามปี

    การพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณในวันนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ท่ามกลางการสู้รบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงาน และเศรษฐกิจทั่วโลก ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในทรัพยากรที่น้อยลง

    ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณฯ มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ดังนั้น เพื่อให้การเปิดประชุมจัดทำงบประมาณรายจ่าย ยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง จะต้องมีการตัดลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด รวมถึงแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

    โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ไว้ตามกรอบวงเงินเดิม ตามมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นจำนวน 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยมีประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ จำนวน 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 79,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.7 และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4 ซึ่งสอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง  (ปีงบประมาณ 2570 -2573) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 และมีสัดส่วนทางการคลังต่าง ๆ เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ

    ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ที่ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อความมั่นคงทางพลังงานและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั่วโลก โดยให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณมาดำเนินภารกิจของหน่วยรับงบประมาณเป็นลำดับแรก และพิจารณาแหล่งเงินอื่นเพื่อดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ เช่น เงินกู้ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย เพื่อลดภาระงบประมาณในภาพรวมของประเทศ 

    สำนักงบประมาณ จะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569

    ย้ำว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” ยึดหลักความคุ้มค่า และZero-based Budgeting พิจารณาความจำเป็น เร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน รวมทั้งให้พิจารณาถึงความครอบคลุมของทุกแหล่งเงิน  

    “โดยมีหลักปฏิบัติว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น” นายกรัฐมนตรีย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OdThqdeOhZjYHAVu86HMS

  • นายกฯ สั่ง 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ทบทวน งบปี 70 เข้มข้น รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    นายกฯ สั่ง 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ทบทวน งบปี 70 เข้มข้น รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    วันนี้ (22 เมษายน) เวลา 10.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 ระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดงบประมาณประจำปี การประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย วิธีชดเชยการขาดดุลงบประมาณ รวมทั้งการกำหนดกรอบประมาณการรายจ่าย ประมาณการรายรับ และฐานะการคลังของรัฐบาลล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยการทบทวนวงเงินงบประมาณในครั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทย

    ดังนั้น ภาครัฐมีความจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยลง ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก และเพื่อให้การจัดทำงบประมาณยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และเสริมความเข้มแข็งด้านการคลัง จึงจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง โดยก่อนหน้านี้ได้มอบนโยบายให้ส่วนราชการต่าง ๆ รับทราบแนวทางการจัดทำงบประมาณปี 2570 แล้ว

    “ขอให้ทุกหน่วยงานพิจารณาทบทวนวงเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับแนวทางที่รัฐบาลได้แจ้งไว้ และให้การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบเวลาที่สำนักงบประมาณกำหนด เพื่อให้สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และผ่านกฎหมายเพื่อนำมาใช้ได้ภายในวันแรกของปีงบประมาณ 2570” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-economy-budget-2027-review/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fNm0epwaTRqMdYADqCVD3

  • “

    “Moody’s มั่นใจเศรษฐกิจไทย ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ Baa1”


    22/04/2569 | 67 |

    “Moody’s มั่นใจเศรษฐกิจไทย ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ Baa1”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (วันที่ 21 เมษายน 2569) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 โดยการปรับมุมมองในครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง Moody’s ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป

    2. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทยและอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)

    3. การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย

    4. หนี้ภาครัฐบาลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 และ 62 ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 ตามลำดับ อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความลึก สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้ ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 6 ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน

    5. นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือนมีนาคม 2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 45 ถึง 50 ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    6. ปัจจัยสำคัญที่ Moody’s จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล

    จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตรการทางการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ในระยะต่อไป บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า “การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือในครั้งนี้สะท้อนว่า พื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง และแนวทางนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้นมาถูกทาง โดยเรามุ่งดูแลเศรษฐกิจและประชาชนในระยะสั้นอย่างมุ่งเป้าควบคู่กับการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่องและทำให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

    #กรมประชาสัมพันธ์


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07SKOUk-0gG6uwJR-eh9_0

  • จับตาประชุม ครม. เศรษฐกิจ 27 เม.ย. นี้ ชี้ชะตาแผนกู้เงิน 5 แสนล้านบาท

    จับตาประชุม ครม. เศรษฐกิจ 27 เม.ย. นี้ ชี้ชะตาแผนกู้เงิน 5 แสนล้านบาท

    เส้นทางจัดสรรงบประมาณและการกู้เงิน

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจในวันที่ 27 เมษายน 2569 ถือเป็น “จุดตัดสำคัญ” ของรัฐบาลอนุทิน2 ในการวางรากฐานการคลัง โดยมีวาระสำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญของแหล่งเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งพิจารณาตัดลดงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ในส่วนที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงาน การเดินทาง และการก่อสร้างอาคารใหม่ เพื่อนำเม็ดเงินมาหมุนเวียนช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ประเมินวงเงินจากการโอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 เพื่อสรุปตัวเลขที่ชัดเจนก่อนพิจารณาทางเลือกอื่น

    ส่วนของกระแสข่าวการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ชี้แจงข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่าสามารถทำได้หากมีกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ออกมาปฏิเสธว่ายังไม่มีมติดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นเพียงการอธิบายในเชิงหลักการกฎหมายเท่านั้น ซึ่งที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจครั้งนี้ จะเป็นเวทีตัดสินใจว่ารัฐบาลจะเลือกใช้ช่องทางใดในการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังน้อยที่สุด

    มุมมองและข้อกังวลต่อเพดานหนี้

    ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องวินัยการเงินการคลัง หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าหากมีการกู้เงินเพิ่ม 5 แสนล้านบาท อาจส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งชนเพดานเดิมที่ 70% ของ GDP ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายเพดานหนี้เป็น 75% หรือ 80% ในอนาคต ฝ่ายคัดค้านมองว่าการออก พ.ร.ก. เป็นการเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร ต่างจากกระบวนการของ พ.ร.บ. งบประมาณปกติ

    ขณะที่ ดร.รุ่งเรือง ทิพยศิริ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ให้ความเห็นว่า “การขยายเพดานหนี้อาจเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่รัฐบาลควรเน้นการสนับสนุนภาคการผลิตและการสร้างงาน มากกว่าการใช้จ่ายผ่านนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว”

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 10% ที่ตกเป็นที่สนใจ โดยข้อเท็จจริงระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงผลการศึกษาของกรรมาธิการวุฒิสภาเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเสนอของรัฐบาลแต่อย่างใด ความหลากหลายของมุมมองนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ในการชั่งน้ำหนักระหว่างความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับภาระหนี้สาธารณะที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ จะเป็นกุญแจสำคัญที่บ่งชี้ว่า รัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือการเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน หากรัฐบาลตัดสินใจใช้การกู้เงิน จะต้องเผชิญกับโจทย์หินเรื่องความเชื่อมั่นต่อวินัยการคลัง และการตีความความจำเป็นเร่งด่วนตามเงื่อนไขกฎหมาย ในทางกลับกัน หากเน้นการบริหารจัดการงบประมาณปกติ ก็อาจต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเม็ดเงินลงทุน

    แนวโน้มในอนาคตจึงขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณปี 2569 และ 2570 ที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ หากรัฐบาลสามารถนำเสนอแผนการใช้เงินที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transition) เช่น การลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลได้สำเร็จ ย่อมจะลดแรงต้านจากภาคสังคมและสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวได้มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/741279&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DzEHWMaCR3ocP8D7herCN

  • อนุทิน‘ ปลื้ม ’Moody’s’ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยมีเสถีรภาพ ขยับไทยเข้า Top25 ประเทศน่าลงทุน

    อนุทิน‘ ปลื้ม ’Moody’s’ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยมีเสถีรภาพ ขยับไทยเข้า Top25 ประเทศน่าลงทุน

    อนุทิน‘ ปลื้ม ’Moody’s’ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยเป็น ’มีเสถียรภาพ‘ พร้อมคงอันดับเรตติ้ง Baa1 เผยไทยกลับเข้าสู่ Top 25 ประเทศน่าลงทุน (Top25 FDICI) อีกครั้งในรอบ 2 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยเพิ่มขึ้น

    วันนี้ (วันพุธที่ 22 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความยินดีต่อกรณีที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับมุมมองดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายช่วยลดความไม่แน่นอน และเอื้อต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

    นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการส่งเสริมของรัฐบาล อาทิ Thailand Fast Pass ซึ่งช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโตในอนาคต แม้ระดับหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และไม่กระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม อีกทั้งประเทศไทยยังมีฐานะการเงินระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง และมีเงินสำรองเพียงพอรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก

    ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประจำปี 2569 (The 2026 Kearney FDI Confidence Index: FDICI) ระบุว่า ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกได้อีกครั้ง หลังจากไม่ติดอันดับต่อเนื่อง 2 ปี (2567–2568) นับจากปี 2566 สะท้อนว่าประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ

    ทั้งนี้ เป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลที่มุ่งเป้าอย่างชัดเจน ผ่านการขยายสิทธิประโยชน์ของ BOI ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

    การที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” ควบคู่กับการที่ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกในดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) สะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของเสถียรภาพเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนใหม่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

    นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดในระยะปัจจุบัน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเร่งวางรากฐานเพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ มุ่งสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230636&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BMJN78AfbL0UUS7S1RpSq

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : หวั่นเศรษฐกิจไทยเดินเข้าสู่ภาวะ

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : หวั่นเศรษฐกิจไทยเดินเข้าสู่ภาวะ

    ** สงครามระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อเกินคาดกำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง KKP Research ประเมินว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือภาวะ “Stagflation” หรือสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อที่พุ่งสูง คล้ายกับวิกฤตการณ์ในช่วงทศวรรษ 1970 ในฐานะที่ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และพึ่งพารายได้จากภาคท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง ไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าหลายประเทศ KKP Research จึงปรับลดประมาณการ GDP ปี 2569 ในกรณีฐานลงเหลือ 1.3% จากเดิม 1.8% และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปเป็น 3.0% จากเดิม 0.2% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยที่ 92.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    KKP Research ประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบจากสงคราม ดังนี้ 1.กรณีฐาน (Base Case): คาดสงครามคลี่คลายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 92.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนจะปรับลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์/บาร์เรลภายในสิ้นปี 2570  2.กรณีคลี่คลายเร็ว (โอกาสเกิดน้อย): ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยที่ 77.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะมีไม่มากและใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้  3.กรณีรุนแรง : ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจสูงถึง 130 ดอลลาร์/บาร์เรล และพุ่งทะลุจุดสูงสุดเกิน 150 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวรุนแรงและมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ ภาวะถดถอย (Recession)

    ทั้งนี้ ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซ LNG เพราะเส้นทางขนส่งตะวันออกกลางยังมีผลต่อ การขาดแคลนปุ๋ย (กระทบผลผลิตการเกษตร), วัตถุดิบปิโตรเคมี (กระทบภาคอุตสาหกรรมพลาสติกและสิ่งทอ) และ ฮีเลียม (จำเป็นต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของโลก)

    เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงหลังโควิดปี 2565 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปี 2565 ยังมีอุปสงค์คงค้าง (Pent-up demand) เป็นตัวรองรับ วันนี้พื้นฐานทางการเงินของครัวเรือนอ่อนแอลงมาก และต้องรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงผ่าน 4 ช่องทางพร้อมกัน: 1.ภาคการท่องเที่ยวซบเซา: ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นที่ลดลง ทำให้ KKP Research ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ลงเหลือ 31.2 ล้านคน (จากเดิม 35.1 ล้านคน) ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และการขนส่ง

    2.  การส่งออกเผชิญแรงกดดัน: จากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น, อุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอลงในตลาดคู่ค้าหลัก (สหรัฐฯ จีน ยุโรป ญี่ปุ่น) และความเสี่ยงจากการสอบสวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ  3 กำลังซื้อครัวเรือนหดตัว: ราคาพลังงาน (คิดเป็น 14% ของตะกร้าการบริโภค) ที่พุ่งสูงขึ้นจากการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล จะกดดันกำลังซื้ออย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย 4.หนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน: รัฐบาลมีพื้นที่ทางนโยบายการคลังจำกัด การเติบโตของ GDP ที่ต่ำลงและการอุดหนุนเพื่อลดภาระประชาชน อาจดันให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ทะลุเพดาน 70% เร็วขึ้น

    แม้ในภาวะ Stagflation ธนาคารกลางทั่วโลกมักตัดสินใจลำบาก แต่ KKP Research ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดำเนินนโยบายไปในทางผ่อนคลายมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากบริบทเงินเฟ้อของไทยเพิ่งพ้นจากภาวะติดลบ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อพุ่งสูงต่อเนื่องมีน้อยกว่าในปี 2565  คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และมีโอกาส ปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมลงสู่ระดับ 0.75% ในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2569 เพื่อพยุงกำลังซื้อที่อ่อนแอ ก่อนจะปรับขึ้นกลับสู่ 1.0% ในปี 2570

    ** KKP Research **

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/66152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w2t_njyBlqtj1cyBrAKSU

  • ‘เอกนิติ’ แจ้งข่าวดี ‘มูดี้ส์’ ขยับOutlookไทย ชี้การเมืองนิ่ง-ปลดล็อกภาษีสหรัฐฯหนุน!

    ‘เอกนิติ’ แจ้งข่าวดี ‘มูดี้ส์’ ขยับOutlookไทย ชี้การเมืองนิ่ง-ปลดล็อกภาษีสหรัฐฯหนุน!

    ไทยคืนฟอร์ม! ‘เอกนิติ’ แจ้งข่าวดีบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ‘มูดี้ส์’ ขยับ Outlook ไทยเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ จากระดับเดิมที่ ‘เชิงลบ’ ชี้รัฐบาลมีเสถียรภาพช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง การันตีความต่อเนื่องของนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ชมเปาะไทยปลดล็อกเจรจาภาษีสหรัฐฯ ฉลุยหนุน พร้อมมองวิกฤติพลังงานโลกกดดันเศรษฐกิจแต่ยังอยู่ในกรอบ

    21 เม.ย. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ‘มูดี้ส์ (Moody’s)’ ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ ‘เชิงลบ (Negative Outlook)’ เป็นระดับ ‘มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)’ และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 โดยการปรับมุมมองในครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    โดย มูดี้ส์ มองว่า เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป

    ทั้งนี้ การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทยและอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)

    ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย 

    สำหรับหนี้ภาครัฐบาลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในปีงบประมาณ 2569 และ 62% ในปีงบประมาณ 2571 อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความลึก สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้ ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ 6% ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือน มี.ค. 2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 45% ถึง 50% ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญที่ มูดี้ส์จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล

    “จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตรการทางการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว และในระยะต่อไป บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต” นายเอกนิติ ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/983496/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PwSQW7V72FOKoMzSusQTY

  • ‘ภราดร’เผยคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้า ครม. เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ

    ‘ภราดร’เผยคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้า ครม. เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ

    “ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้า ครม. สัปดาห์นี้ เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพราะ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องติดงานต่างประเทศ ยืนยันมีงบนำมาใช้แน่นอน มั่นใจรัฐบาลบริหารจัดการได้

    วันที่ 21 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานสะอาด คาดว่าจะเข้าที่ประชุม ครม. วันนี้หรือไม่ว่า ยังไม่มี เนื่องจากกระทรวงการคลังกำลังดูรายละเอียดในเรื่องนี้อยู่

    ส่วนการดูแลค่าไฟ ให้กับกลุ่มเปราะบาง จะมีการพิจารณาหรือไม่ไม่นั้น นายภราดร เผยว่า ความจริงในเรื่องนี้จะมีการจัดทำเป็นขั้นบันได ซึ่งผู้ที่ใช้ไฟน้อยปกติจ่ายอยู่ที่ราว 2 บาทกว่าต่อหน่วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะมีการปรับเกณฑ์บันไดค่าไฟใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดือนมิถุนายนนี้ เพราะมาตรการเดิมจะสิ้นสุดในเดือนพฤษภา 

    พร้อมกันนี้ นายภราดร ยังชี้แจงกรณีโครงการ คนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันนี้ เนื่องจากยังไม่ได้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพราะ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ จึงมีการขยับการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ออกไป

    ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวว่างบประมาณมีไม่มี รัฐบริหารจัดการได้ เพราะมีหลายช่องทางที่สามารถทำได้ ทั้งการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ ซึ่งจะดำเนินการอย่างแน่นอน รวมถึงงบกลางฉุกเฉินบางส่วน ก็ยังนำไปใช้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1230464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x6mIPaeTfOHF-HH9Enf5h

  • ตลาดนัดทักษะและโอกาสงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    ตลาดนัดทักษะและโอกาสงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    ตลาดนัดทักษะและโอกาสงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล


    22/04/2569 | 56 |

    ในห้วงเดือนเมษายนของทุกปี นอกจากจะเป็นช่วงเวลาแห่งเทศกาลและการเฉลิมฉลองแล้ว ยังถือเป็นหมุดหมายสำคัญของกลุ่ม “First Jobber” หรือบัณฑิตจบใหม่จำนวนมหาศาลที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างเต็มตัว ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Economy) การสร้างความพร้อมทางทักษะและการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงไม่ใช่เพียงภารกิจของภาคการศึกษา แต่เป็นพันธกิจร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม

    1. บริบทใหม่ของตลาดแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    ปัจจุบันตลาดแรงงานโลกเผชิญกับปรากฏการณ์ “Digital Transformation” อย่างรวดเร็ว ข้อมูลจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่าภายในปี 2025 ทักษะกว่า 50% ของแรงงานทั่วโลกจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาใหม่ (Reskilling) เนื่องจากการเข้ามาของระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านนี้ส่งผลให้โครงสร้างอาชีพเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายจาก “Skill Gap” หรือช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรียนมากับความต้องการจริงของภาคธุรกิจ

    2. Summer Skills: การยกระดับทักษะเพื่อความพร้อมสู่โลกการทำงาน

    แนวคิด “Summer Skills” ในช่วงรอยต่อของการจบศึกษา คือการใช้ช่วงเวลานี้ในการบ่มเพาะทักษะที่จำเป็น (Essential Skills) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก:

    • Hard Digital Skills: การมีความเข้าใจในเครื่องมือดิจิทัลพื้นฐานจนถึงระดับสูง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics), การทำการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) และความเข้าใจในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

    • Human Skills (Soft Skills): แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำ แต่ทักษะที่หุ่นยนต์ยังเลียนแบบได้ยากกลับมีความสำคัญมากขึ้น ได้แก่ การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking), การยืดหยุ่นและการปรับตัว (Adaptability) และการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication)

    3. กลไกการมีส่วนร่วม: พลังของทุกภาคส่วนเพื่อเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง

    การสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งต้องอาศัยกลไกการมีส่วนร่วมแบบพหุภาคี (Multi-stakeholder Collaboration) เพื่อรองรับคนรุ่นใหม่ ดังนี้:

    • ภาครัฐ: ต้องทำหน้าที่เป็น “Facilitator” หรือผู้สนับสนุน ผ่านนโยบายอุดหนุนการจ้างงานเด็กจบใหม่ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายในระดับภูมิภาค

    • ภาคเอกชน: การเปิดพื้นที่ “Internship” หรือ “Apprenticeship” ที่มีคุณภาพ รวมถึงการเป็น Mentor ให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานจริง

    • ภาคสังคมและชุมชน: การสร้าง “Community Skill Marketplace” หรือตลาดนัดทักษะชุมชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถนำความรู้มาพัฒนาบ้านเกิด เกิดเป็นเศรษฐกิจฐานรากที่ทันสมัย

    4. การสร้างโอกาสและงาน: การกระจายตัวของเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค

    หัวใจสำคัญของการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล คือการทำลายข้อจำกัดเรื่อง “สถานที่” (Geography) เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้เกิดรูปแบบการทำงานแบบ Remote Work หรือ Gig Economy ซึ่งหากรัฐและท้องถิ่นร่วมมือกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน (เช่น Co-working Space ในต่างจังหวัด) จะช่วยลดปัญหาการกระจุกตัวของแรงงานในเมืองหลวง และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่กลับไปสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในพื้นที่ของตนเอง

    บทสรุป (Summary)

    การเตรียมความพร้อมให้กับ First Jobber ผ่านแนวคิด “Summer Skills” ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ไม่ได้หมายถึงเพียงการฝึกทักษะด้านไอทีเท่านั้น แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน (Public-Private-People Partnership) เพื่อเปลี่ยนจาก “ผู้รับโอกาส” ให้กลายเป็น “ผู้สร้างโอกาส” เมื่อคนรุ่นใหม่มีทักษะที่ตอบโจทย์และมีพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ เศรษฐกิจของประเทศจะเกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนจากฐานรากสู่ระดับมหภาค

    แหล่งอ้างอิงและข้อมูลสนับสนุน

    • World Economic Forum (WEF): The Future of Jobs Report – วิเคราะห์แนวโน้มทักษะแรงงานในอนาคต

    • สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI): การศึกษาเรื่องการปรับตัวของแรงงานไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

    • กระทรวงแรงงาน: รายงานสถิติการจ้างงานและทักษะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ (S-Curve Industries)

    • สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa): แผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและกำลังคนดิจิทัลของประเทศไทย


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/494898&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WhAWkfkC00riSFua23q1N