Category: เศรษฐกิจ

  • ‘กองทัพเรือ’ เดินหน้า ‘โครงการเรือฟริเกต’ หนุนสร้างเรือรบในประเทศ | เดลินิวส์

    ‘กองทัพเรือ’ เดินหน้า ‘โครงการเรือฟริเกต’ หนุนสร้างเรือรบในประเทศ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (20 เม.ย.69) พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือจัดการประชุมแนวทางการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกตภายใต้กลไกการชดเชยทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset Policy) ร่วมกับสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย (TSBA) ผู้ประกอบการอู่ต่อเรือในประเทศ โดยมี สวทช. ร่วมให้ข้อมูลในหลักการและวิธีการคำนวณ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกัน

    โครงการนี้นอกจากการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจำนวน 1 ลำ ยังมีเป้าหมายเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการผลักดันอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ซื้อ” ไปสู่ “ผู้สร้าง” อย่างเป็นรูปธรรม

    กองทัพเรือกำหนดกรอบการดำเนินงานผ่าน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การลงทุนในประเทศ การวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมบุคลากร การร่วมผลิต และการใช้ทรัพยากรภายในประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมในทุกระดับของอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ ได้วางแผนเป็น “บันได 3 ขั้น” เพื่อมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองในระยะยาว เริ่มจากการเรียนรู้จากผู้สร้างต่างประเทศ สู่การผลิตในประเทศบางส่วน และต่อยอดไปสู่การสร้างเรือได้เองทั้งระบบในอนาคต

    ในด้านหลักเกณฑ์การพิจารณา กองทัพเรือยืนยันแนวทางเปิดกว้าง โดยมุ่งให้เกิดข้อเสนอที่ดีที่สุด ไม่กำหนดเพดานบนของการดำเนินการ Offset พร้อมทั้งให้ข้อมูลในหลักการและวิธีการคำนวณค่าผลลัพธ์ที่วัดได้จริงของกรอบการชดเชยด้านต่าง ๆ ผู้เสนอที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้สูง ทั้งในด้านการต่อเรือในประเทศ การใช้ทรัพยากรในประเทศ และการพัฒนาเทคโนโลยี จะได้รับการพิจารณาในระดับที่สูงขึ้นตามลำดับ

    การพิจารณาการชดเชยฯ จะยึดหลักการวัดผลจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง (Outcome-Based) ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบถ้วน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยสามารถซ่อมบำรุง พัฒนา และต่อยอดได้ด้วยตนเองในอนาคต นอกจากนี้ กองทัพเรือยังได้เปิดรับฟังข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนในประเด็นต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐานการประเมิน และความพร้อมด้านการลงทุน โดยยืนยันว่าจะนำข้อเสนอแนะทั้งหมดไปใช้ในการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดต่อประเทศ ควบคู่ไปการได้เรือฟริเกตที่ตรงกับความต้องการทางยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือ

    โฆษกกองทัพเรือย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการจัดหาเรือรบ แต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สร้างงาน พัฒนาเทคโนโลยี และเสริมสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยจะดำเนินการภายใต้หลักความโปร่งใส เป็นธรรม และการแข่งขันอย่างแท้จริง เพื่อให้ประเทศไทยได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุดทั้งในมิติเศรษฐกิจและความมั่นคงเพื่อให้สามารถพี่งพาตนเองได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5797736/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hHqNGzvmejModuDZBOpj3

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทยในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) สมัยที่ 82 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทยในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) สมัยที่ 82 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทยในการอภิปรายทั่วไปของการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) สมัยที่ 82

    วันที่นำเข้าข้อมูล 21 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 21 เม.ย. 2569

    | 24 view

    เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมคณะของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกล่าวปาฐกถาพิเศษในช่วงพิธีเปิดการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) สมัยที่ 82 ภายใต้หัวข้อหลัก “Leaving no one behind: advancing a society for all ages in Asia and the Pacific” ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยนายกรัฐมนตรีย้ำความสำคัญของการสร้างสังคมที่ให้คุณค่ากับทุกช่วงวัยและแนวทางการพัฒนาของไทยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต การส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ การสนับสนุนงานที่มีคุณค่า และการเสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมที่ทั่วถึง

    รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทยในการอภิปรายทั่วไปภายใต้หัวข้อ “Opportunities and solutions for a sustainable future” โดยเน้นว่า ความไม่แน่นอนและความท้าทายจากวิกฤตต่าง ๆ ของโลกยังเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งเสริมสร้างความต้านทานและการลงทุนเพื่ออนาคต ไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสีเขียวอย่างครอบคลุม การส่งเสริมการเงินที่ยั่งยืน การพัฒนาตลาดคาร์บอน และการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ทั้งนี้ การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกระดับรวมถึงความร่วมมือใต้-ใต้ และไตรภาคี

    นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้แทนพิเศษของรองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Resilience and Cooperation in Asia and the Pacific” ในช่วงการหารือระหว่างอาหารกลางวัน ที่มีเลขาธิการบริหารเอสแคปเป็นเจ้าภาพ โดยย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างความต้านทานของภาคส่วนต่าง ๆ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเอสแคป และการเสริมสร้างความร่วมมือใต้-ใต้และไตรภาคี โดยไทยพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคและแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีกับประเทศต่าง ๆ ขณะที่นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร ผู้แทนพิเศษของรองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวต้อนรับผู้แทนระดับสูงและผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ในนามรัฐบาลไทย ในการหารือระหว่างอาหารค่ำ ที่ร่วมจัดโดยรัฐบาลไทย รัฐบาลอาเซอร์ไบจาน และเอสแคป ภายในงาน มีการจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยม และกิจกรรม AI Photo สร้างภาพจำลองการสวมใส่ชุดไทยพระราชนิยม


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/dpm-fm-escap-82-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a906&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Dzi6VIv6lshF1MvfQ1EP5

  • เศรษฐกิจไทยไปต่อ Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองไทยมีเสถียรภาพ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อนโยบายรัฐ

    เศรษฐกิจไทยไปต่อ Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองไทยมีเสถียรภาพ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อนโยบายรัฐ

    วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.34 น.

    21 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก ดร.รัชดา ธนาดิเรก – Rachada Dhnadirek ถึงกรณีสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก Moody’s ปรับสถานะความน่าเชื่อถือของประเทศไทยล่าสุด ระบุว่า

    Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากระดับ “เชิงลบ” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับ

    ความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นนโยบายเศรษฐกิจ

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/959840&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fjL__2tQOmsA1E2bcO1EW

  • ประเทศไหนบ้างที่ไม่มี KFC? แม้แต่สาขาเดียว เจาะลึกเหตุผลเบื้องหลัง

    ประเทศไหนบ้างที่ไม่มี KFC? แม้แต่สาขาเดียว เจาะลึกเหตุผลเบื้องหลัง

    ส่องรายชื่อประเทศที่ไม่มี KFC ทั่วโลก เผยเหตุผลเบื้องหลังที่แบรนด์ไก่ทอดดังระดับโลกยังเจาะไม่เข้า

    แม้ว่า KFC จะเป็นเครือข่ายร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีสาขาแพร่หลายไปมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก แต่ในความเป็นจริงยังมีอีกหลายประเทศที่ยังไม่มีสาขาของ KFC ตั้งอยู่ โดยสาเหตุมีตั้งแต่ปัจจัยด้านการเมือง เศรษฐกิจ ไปจนถึงการขาดผู้ร่วมลงทุนในท้องถิ่นที่เหมาะสม

    ประเทศที่ไม่มีสาขาของ KFC ในปัจจุบัน

    จากการรวบรวมข้อมูลรายชื่อประเทศและเขตการปกครองต่างๆ ทั่วโลก พบว่าประเทศที่ไม่มีร้าน KFC ให้บริการ สามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้:

    1. ประเทศในทวีปแอฟริกา

    แม้แอฟริกาใต้จะเป็นตลาดใหญ่ของ KFC แต่ในหลายประเทศของทวีปนี้ยังไม่มีแบรนด์ดังกล่าวเข้าไปทำตลาด เช่น:

    • แอลจีเรีย
    • เอริเทรีย
    • เอธิโอเปีย
    • มาลี
    • ไนเจอร์
    • โซมาเลีย
    • ซูดาน และ ซูดานใต้

    2. ประเทศในทวีปเอเชีย

    ในภูมิภาคเอเชีย ยังมีบางประเทศที่ KFC ไม่ได้เข้าไปดำเนินกิจการ หรือเคยเข้าไปแล้วแต่ต้องถอนตัวออกไป เช่น:

    • เกาหลีเหนือ: เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและนโยบายภายในประเทศ
    • อัฟกานิสถาน: ด้วยเหตุผลด้านความไม่สงบและความปลอดภัย
    • ลาว: เป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยเพียงประเทศเดียวในอาเซียนที่ยังไม่มี KFC (แม้จะมีแบรนด์ท้องถิ่นหรือแบรนด์อื่นที่คล้ายคลึงกัน)
    • ภูฏาน: มีนโยบายที่เข้มงวดในการรักษาวัฒนธรรมและจำกัดการเข้ามาของแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดต่างชาติ
    • ตุรกีเมนิสถาน: หนึ่งในประเทศที่เข้าถึงได้ยากที่สุดในโลก

    3. ประเทศในทวีปยุโรปและอเมริกา

    ในฝั่งตะวันตก มีบางประเทศที่ไม่มีสาขาด้วยเหตุผลที่น่าสนใจ เช่น:

    • นครรัฐวาติกัน: เนื่องจากพื้นที่ที่จำกัดและนโยบายด้านผังเมือง
    • นอร์เวย์: แม้จะเป็นประเทศที่มั่งคั่ง แต่ด้วยมาตรการควบคุมด้านโภชนาการที่เข้มงวดและต้นทุนแรงงานที่สูง ทำให้ KFC ยังไม่สามารถเจาะตลาดได้สำเร็จ
    • ไอซ์แลนด์: เคยมีสาขาให้บริการแต่ปัจจุบันไม่มีสาขาของ KFC ตั้งอยู่

    iStockphoto

    ทำไมบางประเทศถึงไม่มี KFC?

    ปัจจัยหลักที่ทำให้แบรนด์ระดับโลกอย่าง KFC ไม่สามารถเปิดสาขาในบางพื้นที่ได้ ประกอบด้วย:

    • เสถียรภาพทางการเมือง: ประเทศที่มีสงครามกลางเมืองหรือมีความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศมักจะไม่อยู่ในแผนการลงทุน
    • กฎระเบียบของรัฐบาล: บางประเทศมีนโยบายสนับสนุนอาหารท้องถิ่นและต่อต้านวัฒนธรรมอาหารตะวันตก
    • ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: ในบางประเทศที่มีกำลังซื้อต่ำ หรือมีปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง การนำเข้าวัตถุดิบตามมาตรฐานของ KFC อาจทำให้ราคาไก่ทอดสูงเกินกว่าที่คนท้องถิ่นจะจ่ายไหว
    • ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain): มาตรฐานของ KFC กำหนดว่าไก่ต้องสดและมีคุณภาพ หากประเทศนั้นไม่มีฟาร์มไก่ที่ได้มาตรฐานหรือระบบขนส่งที่เย็นเพียงพอ แบรนด์จะไม่ยินยอมให้เปิดสาขา

    แหล่งอ้างอิง

    1. Wikipedia
    2. The Street Food Guy

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9884846/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vd4xMSPH5JabM7AnvejNM

  • Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook)

    Moody’s ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook)

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (วันที่ 21 เมษายน 2569) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1

    โดยการปรับมุมมองในครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย

    กระทรวงการคลัง
    ายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง Moody’s ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป

    2. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค

    นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทยและอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)

    3. การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา

    โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย 

    4. หนี้ภาครัฐบาลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 และ 62 ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 ตามลำดับ อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี

    โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความลึก สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้ ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 6 ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน

    5. นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือนมีนาคม 2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน

    ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 45 ถึง 50 ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    6. ปัจจัยสำคัญที่ Moody’s จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล

    จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตรการทางการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ในระยะต่อไป บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือในครั้งนี้สะท้อนว่า พื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง และแนวทางนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้นมาถูกทาง โดยเรามุ่งดูแลเศรษฐกิจและประชาชนในระยะสั้นอย่างมุ่งเป้าควบคู่กับการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่องและทำให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/273767&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EjN4TsqNCR9bn3GgB9v0j

  • BBL กำไรหด 12.9% NIM หดตามดอกเบี้ย ตั้งสำรองสูง รับเศรษฐกิจโลกผันผวน

    BBL กำไรหด 12.9% NIM หดตามดอกเบี้ย ตั้งสำรองสูง รับเศรษฐกิจโลกผันผวน

    BBL กำไรหด 12.9% NIM หดตามดอกเบี้ย ตั้งสำรองสูง รับเศรษฐกิจโลกผันผวน

    ธนาคารกรุงเทพ(มหาชน) หรือ BBL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง

    รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.3% ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 2.49% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 6.6% จากกำไรเงินลงทุนและค่าธรรมเนียมสินเชื่อที่ชะลอตัว

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี โดยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 12.0% ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 44.7% สะท้อนการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

    ในด้านการบริหารความเสี่ยง ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) สูงถึง 9,003 ล้านบาท เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยยังคงยึดแนวทางระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง

    คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 3.1% ขณะที่ Coverage ratio อยู่ในระดับสูงถึง 318.1% สะท้อนความแข็งแกร่งของกันชนความเสี่ยง

    ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

    ขณะที่สินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.66 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปีก่อน จากการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ ขณะที่เงินรับฝากอยู่ที่ 3.22 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9%

    ฐานะเงินกองทุนยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม 20.9% สูงกว่าเกณฑ์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย อย่างมีนัยสำคัญ

    ธนาคารระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้น และข้อจำกัดด้านการคลัง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะตลาดจีน

    ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารยังคงเน้นบทบาท “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพคล่องลูกค้า และสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถดำเนินต่อได้ท่ามกลางความผันผวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/657163&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tjParf4ORhrmy6NFypVIK

  • การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 21 เมษายน 2569 | เดลินิวส์

    การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 21 เมษายน 2569 | เดลินิวส์

    อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5795394/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QUrPRjnC_Ps7jBOWesu2h

  • ศุลกากรสกัดจับรถบรรทุกปริศนา ขนน้ำมัน 1.6 หมื่นลิตรมุ่งหน้าชายแดน | เดลินิวส์

    ศุลกากรสกัดจับรถบรรทุกปริศนา ขนน้ำมัน 1.6 หมื่นลิตรมุ่งหน้าชายแดน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 21 เม.ย. มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแม่สอด และส่วนสืบสวนปราบปราม 3 กองสืบสวนและปราบปราม ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจค้นรถบรรทุกขนาด 22 ล้อ หมายเลขทะเบียน 81-2079 ตาก ได้ที่บริเวณท่าข้ามช่องทางธรรมชาติ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

    จากการตรวจสอบพบว่า ภายในรถบรรทุกมีการลักลอบขนน้ำมันดีเซลปริมาณประมาณ 16,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่ากว่า 700,000 บาท โดยไม่ได้ผ่านพิธีการทางศุลกากรอย่างถูกต้อง

    ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะมีการขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5798525/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cvIL2XkQVx9T4P3fDm3IG

  • “อนุทิน” เผย “หวัง อี้” เยือนไทยเตรียมขอให้ซื้อของเพิ่ม

    “อนุทิน” เผย “หวัง อี้” เยือนไทยเตรียมขอให้ซื้อของเพิ่ม

    “อนุทิน” เผย “หวัง อี้” เยือนไทยเตรียมขอให้ซื้อของเพิ่ม เตรียมประชุม ครม.เศรษฐกิจนัดแรก จันทร์ที่ 27 เมษายนนี้ โยน “เอกนิติ” ตอบปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท

    เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน จะเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการช่วงปลายเดือน เมษายนนี้ว่า การเดินทางมาครั้งนี้ถือว่ามี 2 ภารกิจ ซึ่งเป็นภารกิจส่วนตัว และจะเข้ามาหารือเพราะเราคุ้นเคยกันดี ประเด็นระหว่างไทยกับจีนมีแต่เรื่องความร่วมมือกัน เราอาจขอให้พิจารณาซื้อสินค้าเกษตรจากเราเพิ่ม ทั้งข้าวและผลไม้ รวมถึงมาลงทุนเพิ่ม และสนับสนุนทางเทคโนโลยีเพิ่ม โดยเป็นการหารือแบบเปิด

    ประชุมครม.เศรษฐกิจจันทร์นี้

    นายกรัฐมนตรี ยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ในวันจันทร์ที่ 27 เมษายนนี้จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ จะประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะเชิญตัวแทนภาคเอกชน 3 สถาบัน ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การประชุมนัดแรกจะหารือถึงทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เมื่อถามว่าโดยเฉพาะเรื่องไทยช่วยไทยพลัสใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ใช่ เรื่องไทยช่วยไทยพลัส เมื่อถามความชัดเจนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม นายอนุทิน ฟังคำถามแต่ไม่ตอบคำถามดังกล่าว

    เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ความชัดเจนเป็นอย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “เดี๋ยวหารือกัน เรื่องแบบนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจงเพราะมีข้อมูลทั้งหมด” ในหลักการอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์และสามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ให้มีเม็ดเงินไหลเข้าไปในระบบเศรษฐกิจและประชาชนใช้เม็ดเงินเหล่านั้นไปจับจ่ายใช้สอยได้ รัฐบาลก็มีความตั้งใจที่ทำให้อยู่แล้ว

    ไม่ได้รับรายงาน ธงชาติ หาย

    ส่วนกรณีธงชาติไทย สูญหายจากเสาธงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงสั้นๆว่า  ยังไม่ได้รับรายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2927915&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HuhPXUe4rUEAj28adVPdD

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจเช็กแบบคาดไม่ถึง

    ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเปลี่ยนเศรษฐกิจเช็กแบบคาดไม่ถึง

    เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2026 รัฐบาลได้มีการอภิปรายร่างกฎหมายฉุกเฉินเกี่ยวกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากความผันผวนอย่างต่อเนื่องของตลาดที่เชื่อมโยงกับความไม่มั่นคงในตะวันออกกลาง ร่างกฎหมายดังกล่าวจะอนุญาตให้รัฐเข้าแทรกแซงราคาน้ำมันโดยตรงมากขึ้นหากความผันผวนยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้กำลังส่งผลกระทบต่อนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นอย่างมาก ตามผลสำรวจของหอการค้าเช็ก ซึ่งจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคม 2026 ถึง 6 เมษายน 2026 ในกลุ่มบริษัท 388 แห่งจากหลากหลายภาคส่วนและภูมิภาค พบว่าร้อยละ 93 ของบริษัทได้รับผลกระทบในเชิงลบจากสถานการณ์ดังกล่าว แรงกดดันที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงภาคการผลิต การขนส่งและโลจิสติกส์ การก่อสร้าง การค้าปลีก และบริการ ในอุตสาหกรรมเหล่านี้ บริษัทต่างๆ รายงานถึงความท้าทายหลักสองประการ ได้แก่ ต้นทุนพลังงานและเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ร้อยละ 73 และราคาวัสดุและส่วนประกอบที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 54 ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานทางธุรกิจในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขนส่งและการจัดส่งสูงขึ้น และผลักดันต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมในห่วงโซ่อุปทานให้สูงขึ้น หากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป โดยทั่วไปแล้วจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าของผู้บริโภคในภายหลัง เนื่องจากธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวให้เข้ากับแรงกดดันที่ยืดเยื้อ ดังนั้น ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ในตะวันออกกลาง แต่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงเศรษฐกิจในยุโรปกลางอย่างสาธารณรัฐเช็กในด้านต่างๆ ดังนี้

    1. ราคาน้ำมันและต้นทุนการขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลต่อการเดินทางของประชาชนโดยตรง ซึ่งการเดินทางไปทำงานในแต่ละวันกำลังกลายเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นทั่วประเทศ ผู้ขับขี่ในสาธารณรัฐเช็กตอบสนองด้วยความระมัดระวังในทันที โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในวงกว้างมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และกำลังสร้างความตึงเครียดให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศที่กำลังรองรับปริมาณผู้โดยสารที่ล้นเกิน โดยเฉพาะเส้นทางชานเมืองที่ความจุในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยต่อการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญ

    2. อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.18 ในเดือนเมษายน 2026 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2022 ตามข้อมูลของ Swiss Life Hypoindex โดยสถาบันการเงินต่าง ๆ เริ่มนำความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์มาพิจารณาในแบบจำลองความเสี่ยงระยะยาวมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหมายความว่าความขัดแย้งในต่างประเทศกำลังส่งผลต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยภายในประเทศในตลาดที่ตึงตัวอยู่แล้ว

    3. ผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินเพิ่มขึ้นร้อยละ 90 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อาทิ เส้นทางปรากไปบาร์เซโลนา ค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น จาก 13 ยูโร เป็น 26 ยูโรต่อตั๋ว ตามข้อมูลจาก Smartwings สำหรับเที่ยวบินระยะไกล ค่าธรรมเนียมจะสูงกว่านี้มาก ตั๋วเครื่องบินไปกลับชั้นประหยัดมีราคาแพงขึ้นประมาณ 2,000 – 3,000 เช็กคราวน์ ตามข้อมูลจาก Letuška.cz นอกจากนี้ การปิดน่านฟ้าเหนือตะวันออกกลางยังบังคับให้สายการบินในเส้นทางเอเชียต้องบินในเส้นทางที่ยาวขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้นตามไปด้วย รวมถึงราคาแพ็กเกจทัวร์คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 – 8  สำหรับการจองใหม่

    4. ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกทำให้ชาวเช็กเริ่มประหยัดเงินและชะลอการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือย เนื่องจากกังวลเรื่องค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้นในอนาคต โดยการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงจะค่อยๆ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเริ่มจากต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ จากนั้นจะส่งผลต่อราคาสินค้าบนชั้นวาง โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ขนมปังและน้ำดื่มบรรจุขวดเป็นสินค้ากลุ่มแรกๆ ที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีปริมาณการขายสูงและต้องพึ่งพาการขนส่ง นอกจากนี้ ต้นทุนปุ๋ยและพลังงานที่สูงขึ้นเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มแรงกดดันต่อราคาอาหาร นอกเหนือจากต้นทุนโลจิสติกส์เพียงอย่างเดียว ร้านค้าปลีกต่างๆ เช่น Lidl, Penny Market และ Tesco กล่าวว่าพวกเขากำลังติดตามสถานการณ์ แต่ยังไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนแปลงราคาในทันที

    5. ค่าเงินเช็กคราวน์ (CZK) อ่อนค่าลง ในช่วงวิกฤตความขัดแย้ง นักลงทุนมักจะเทขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่หรือสกุลเงินที่มีความเสี่ยง แล้วย้ายไปถือเงินสกุลหลักเช่น ดอลลาร์สหรัฐ หรือทองคำ ทำให้ค่าเงินเช็กอ่อนค่าลง ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้นและซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อ

    6. ตามการวิเคราะห์ของสมาคมผู้นำด้านบริการทางธุรกิจ (The Association of Business Service Leaders: ABSL) กล่าวว่าแม้ว่าความขัดแย้งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ก็อาจกำลังส่งเสริมสาธารณรัฐเช็กในฐานะศูนย์กลางระดับภูมิภาคสำหรับบริการทางธุรกิจ สมาคมดังกล่าวประเมินว่าสาธารณรัฐเช็กซึ่งปัจจุบันมีศูนย์บริการทางธุรกิจเกือบ 500 แห่งและพนักงานประมาณ 200,000 คน อาจไต่ขึ้นอันดับความน่าดึงดูดในการลงทุนจากทั่วโลก เนื่องจากบริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากกว่าต้นทุน นอกจากนี้ สมาคม ABSL ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่าประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกากำลังมีความน่าดึงดูดน้อยลงสำหรับศูนย์กลางบริการระหว่างประเทศและการดำเนินงานด้านเทคโนโลยี เนื่องจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้น

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    จากสถานการณ์ที่กล่าวข้างต้นแม้ว่าผู้บริโภคเช็กจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มอาหารและสินค้าพื้นฐานยังคงเป็นที่ต้องการ จึงเป็นโอกาสสำหรับกลุ่มสินค้าดังกล่าว อาทิ สินค้าอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง หรือวัตถุดิบอาหารที่มีอายุการเก็บรักษานาน โดยเน้นจุดขายเรื่อง “ความคุ้มค่า” (Value for Money) นอกจากนี้ เช็กกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาก๊าซหรือน้ำมันจากภูมิภาคที่มีความขัดแย้ง จึงเป็นโอกาสสำหรับสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ ส่วนประกอบแบตเตอรี่ หรือผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานอื่นๆ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fuuek1wsfxwt9ra92h78erw2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3svMXDD-RBKNYOWTKc4jhT