Category: เศรษฐกิจ

  • ผนึกกำลังเปิดตัวโครงการ “วิ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3 สมุทร 8 ริ้ว Night Run” กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงกีฬา เชื่อมพลังเศรษฐกิจสองจังหวัด | TOPNEWS

    ผนึกกำลังเปิดตัวโครงการ “วิ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3 สมุทร 8 ริ้ว Night Run” กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงกีฬา เชื่อมพลังเศรษฐกิจสองจังหวัด | TOPNEWS

    วันที่ 20 เมษายน 2569 ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานเปิดโครงการ “วิ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3 สมุทร 8 ริ้ว Night Run” กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงกีฬา เชื่อมพลังเศรษฐกิจสองจังหวัด พร้อมด้วย นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางปวีณวรรณ นิลกำแหง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาววิภาวี คมคาย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรปราการ นางขวัญกมล ฉายแสง นายกเทศมนตรีจังหวัดฉะเชิงเทรา
    นายยุทธนา มาตเจือ ประธานหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา และส่วนราชการ สื่อมวลชน เข้าร่วมฯ

    โดย โครงการดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิดการส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism)เป็น โครงการภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและ กีฬา โดยมุ่งสร้างสีสันทางการท่องเที่ยว เพิ่มแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่ และ ต่อยอดรายได้สู่ภาคธุรกิจและชุมชุน ผ่านกิจกรรมการแข่งขันวิ่งกลางคืนที่เชื่อมโยงอัต
    ลักษณ์ และศักยภาพของจังหวัด สมุทรปราการ และ ฉะเชิงเทรา เข้าด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์

    สำหรับกิจกรรมหลักของโครงการ จะจัดการแข่งขันวิ่งจำนวน 2 สนาม ได้แก่ สนามที่ 1 วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ณ สถานตากอากาศบางปู
    จังหวัดสมุทรปราการ และ สนามที่ 2 วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเปิดการแข่งขันใน 2 ระยะ คือ 3.5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร รองรับนักวิ่ง สนามละ 800 คน รวมทั้งสิ้น 1,600 คน

    งานแถลงข่าวครั้งนี้มีผู้ร่วมแถลงข่าวจากหลายภาคส่วน ทั้งฝ่ายบริหารจังหวัด หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและกีฬา องค์กรปกครองส่วนท้อง
    ถิ่น ภาคเอกชน และฝ่ายประชาสัมพันธ์ เพื่อร่วมสะท้อนภาพรวมของโครงการ ความสำคัญเชิง
    ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ความพร้อมของพื้นที่จัดกิจกรรม การมีส่วนร่วมของ ท้องถิ่น ตลอดจนผลเชิงบวกทางเศรษฐกิจและการสื่อสารสู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง

    นอกจากการเป็นกิจกรรมกีฬา โครงการนี้ยังเป็น อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างการรับรู้ใหม่ให้กับพื้นที่ กระตุ้นการเดินทาง กระจายรายได้สู่ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการท้องถิ่นพร้อมทั้งสร้างบรรยากาศความร่วมมือระหว่าง
    ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อยกระดับจังหวัดสมุทรปราการ และฉะเชิงเทราให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในเขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตชายฝั่งอ่าวไทย

    ดังนั้น โครงการ “วิ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3 สมุทร
    8 ริ้ว Night Run” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมการแข่งขันวิ่ง แต่เป็นเวทีสำคัญของการนำกีฬา การเดินทาง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาผสานเข้า ด้วยกัน เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับพื้นที่และสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีชีวิตชีวาให้กับนักวิ่ง นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไป อย่างแท้จริง


    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1552509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Bk2HgJd6HIZQ_GPdI3f0h

  • ‘เอกนิติ’ ถก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง

    ‘เอกนิติ’ ถก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง

    ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้หารือกับผู้บริหารของสถาบันจัดอันดับเครดิต 3 แห่ง ประกอบด้วย Fitch Ratings, S&P Global Ratings, และ Moody’s Investors Service ในระหว่างการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ในการนี้ รองนายกฯ เอกนิติ ได้เน้นย้ำกับทั้ง 3 สถาบันว่า เศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพโดยรวมที่ดีและสามารถรองรับความผันผวนจากภายนอกได้ โดยโครงสร้างหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมด (กว่าร้อยละ 99) เป็นหนี้ภายในประเทศ จึงมีความเสี่ยงต่ำมากจากภาวะความผันผวนของการเงินโลก อีกทั้งไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 280 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงเกือบ 2.5 เท่า และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกันชนสำคัญต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    'เอกนิติ' ถก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง 'เอกนิติ' ถก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง  

    ในด้านนโยบาย ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) โดยมุ่งรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ควบคู่กับการคงความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนจากภายนอก โดยมีแนวทางสำคัญคือการใช้มาตรการการคลังแบบ “มุ่งเป้า” (Target) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ และการใช้นโยบายการคลังในระยะข้างหน้าจะมุ่งเน้นการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดลดการพึ่งพาน้ำมัน (Transition) รวมถึง การปฎิรูปเศรษฐกิจสู่การเติบโตระยะยาว (Transform) โดยเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KhsNO7U3efglo91flciMk

  • คอลัมน์การเมือง – IMFเตือนเศรษฐกิจโลกถดถอย

    คอลัมน์การเมือง – IMFเตือนเศรษฐกิจโลกถดถอย

    บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แนวหน้าหลายฉบับที่ผ่านมาได้หยิบยกคำเตือนคำแนะนำจากนักวิชาการของไทยหลายๆท่าน เกี่ยวกับภาวะน้ำมันแพงเพราะเหตุการณ์ในตะวันออกกลางได้ปะทุดุเดือด นักวิชาการบางท่านคาดว่าราคาข้าวราดแกงอาจพุ่งถึงจานละ 120 บาท

    ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund -IMF) ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจะตกไปอยู่ในภาวะถดถอย(recession) หากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับราคาพลังงานที่คงตัวในระดับสูง

    ในรายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก(World Economic Outlook) ไอเอ็มเอฟระบุว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งราคาน้ำมัน ก๊าซ และอาหารพุ่งสูงขึ้น และยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งปีนี้และปีหน้า เศรษฐกิจโลกอาจหดตัวลงต่ำกว่า 2% ในปี 2026 นี่จะหมายถึงสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกเกือบเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเกิดขึ้นเพียงสี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา ครั้งล่าสุดเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19

    ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่ที่สงครามเปิดฉากเมื่อกว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญถูกปิดลงในทางปฏิบัติ และการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็เพิ่งล่มไป

    ไอเอ็มเอฟระบุว่า “เป็นอีกครั้งที่เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกเส้นทาง ครั้งนี้จากการปะทุขึ้นของสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2026”

    รายงานชี้ว่า ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปแตะค่าเฉลี่ย 110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้ และตัวเลขอาจสูงถึง 125 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2027 จากสมมุติฐานข้างต้น ไอเอ็มเอฟกล่าวว่าอัตราเงินเฟ้ออาจสูงถึง 6% ในปีนี้ สถานการณ์นี้อาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอให้ราคาสินค้าต่างๆ ลดลงมา

    ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งไอเอ็มเอฟ บอกกับบีบีซีว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนานออกไปจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งไม่หยุด นั่นจะส่งผลให้ตัวเลขอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อไปยังความมั่นคงทางอาหารในบางประเทศ

    ขณะที่รัฐบาลต่างๆ กำลังพิจารณาปล่อยมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็มเอฟเตือนว่า มาตรการต่างๆ ต้องเน้นระยะสั้นและตรงจุดเท่านั้น

    “รัฐบาลต่างๆ ควรระมัดระวังอย่างยิ่งเพราะตอนนี้แทบไม่มีพื้นที่ทางการคลังเหลือให้ไปช่วยอุดหนุนครัวเรือนมากนัก มันจะกลายเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง และมาตรการนั้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ”

    เข้าใจว่าบรรดากุนซือรัฐบาลนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล คงอ่านบทความนี้และวิเคราะห์กันปรุโปร่งเกี่ยวกับการหาทางรับมือแก้ไขปัญหา อย่าลืมว่า ไอเอ็มเอฟ มีหน้าที่ปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ หรือด้อยพัฒนา ซึ่งท่าทีของไอเอ็มเอฟหนนี้หลายคนมองว่าคงเคาะหาลูกค้าที่พอจะเข้าใจได้ สำหรับประเทศไทยสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นต้องไปเข้าโปรแกรมไอเอ็มเอฟ เหมือนรัฐบาลก่อนหน้าโน้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jmdXmsCkiz4LdDOo8eY7f

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    1. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    – ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนน้ำมันในช่วงภาวะสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Winston Peters ยืนยันการเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยร่วมกันประเทศพันธมิตรอื่นๆรวมกว่า 34 ประเทศ (ยกเว้นสหรัฐอเมริกา) โดยมีอังกฤษเป็นผู้นำการประชุมในการทำงานร่วมกันทั้งทางการทูตและความเป็นไปได้ทางการเมืองเพื่อฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

    – นิวซีแลนด์กำหนดมาตรการเงินช่วยเหลือมูลค่า 373 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงวิกฤตน้ำมันภายใต้โครงการ Working for Families scheme เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ-ปานกลางประมาณ 150,000 ครัวเรือน เริ่มมีผลตั้งแต่ 7 เมษายน 2569 สำหรับครัวเรือนที่ได้รับรายได้ต่อสัปดาห์ และ 14 เมษายน 2569 สำหรับครัวเรือนที่ได้รับรายได้ทุก 2 สัปดาห์ โดยต้องมีบุตรอย่างน้อย 1 คนและไม่ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการอื่นใดจะได้รับเงิน 50 เหรียญนิวซีแลนด์ต่อสัปดาห์เป็นเวลา 1 ปี หรือจนกว่าราคาน้ำมันจะลดลงที่ 3 เหรียญนิวซีแลนด์ต่อลิตร 4 สัปดาห์ขึ้นไป

    2. สถานการณ์การค้าภาพรวมของนิวซีแลนด์ [1]

    ปี 2569 มกราคม-กุมภาพันธ์ สถานการณ์การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ มีมูลค่า 7,484 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 5.52) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 35.05) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 17.48) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 5.30) ทองคำยังไม่ขึ้นรูป (ร้อยละ 3.74) และ อาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก (ร้อยละ 3.56) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 14 (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค เยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือเยื่อไม้ซัลเฟต เคซีอินและไม้ที่ยังไม่แปรรูป)

    ปี 2569 มกราคม-กุมภาพันธ์ การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ มีมูลค่า 7,598 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 11.90) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 14.31) น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 12.77) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 10.31) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 9.98) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ร้อยละ 3.61) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้และญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ขาดดุลการค้า 114 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ มีมูลค่า 268.31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 9.80(รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับ เปลี่ยน และการส่งหรือการสร้างเสียง ภาพ รวมถึงอุปกรณ์ตัดต่อสัญญาณและจัดเส้นทาง โพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐม และทูน่ากระป๋อง) โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 127.19  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,070 ล้านบาท) 

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 3,585.45 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 6.13) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 38.01) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 17.91) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 4.21) ทองคำยังไม่ขึ้นรูป (ร้อยละ 4.14) อาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก (ร้อยละ 3.40) โดยประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13  (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น เยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือซัลเฟต ทองคำยังไม่ขึ้นรูป เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค และเคซีอิน)

    การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 5.75โดยเป็นการนำเข้าเครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 15.68)  ปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 13.11) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 10.41) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 9.93) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ร้อยละ 3.86) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและญี่ปุ่น ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นิวซีแลนด์ขาดดุลการค้า 114.55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ไทย เป็นคู่ค้าอันดับ 8 (รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับ เปลี่ยน และการส่งหรือการสร้างเสียง ภาพ รวมถึงอุปกรณ์ตัดต่อสัญญาณและจัดเส้นทาง ทูน่ากระป๋องและโพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐม)   

    3. สรุปสถานการณ์การค้าไทย-นิวซีแลนด์ [2] 

    เป้าหมายส่งออก

    มูลค่าการค้ารวม (ล้าน US$)

    มูลค่าการส่งออก (ล้าน US$)

    มูลค่าการนำเข้า (ล้าน US$)

    ปี 2025

    (%)

    ปี 2026

    (%)

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ม.ค.– ธ.ค.

    ม.ค.– ก.พ.

    +/- (%)

    ม.ค. – ธ.ค.

    ม.ค.– ก.พ.

    +/- (%)

    ม.ค. – ธ.ค.

    ม.ค.– ก.พ. 

    +/- (%)

    0.0

    (-0.88)

    1.0

    2,504.7 

    (1.23)

    453.45

    15.27

    1,577.23

    -0.88

    296.07

    45.76

    927.47 

    (5.04)

    157.38

    -17.28


    [1] Source: Global Trade Atlas

    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    4. การค้าระหว่างไทยและนิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569[2]

    • การส่งออกสินค้าไทยไปนิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 มีมูลค่า 169.16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (5,413 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 58.52 เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ เหล็กเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิวและเม็ดพลาสติก แต่การส่งออกผลิตภัณฑ์ยางและอาหารทะเลกระป๋องลดลง      

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากนิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 มีมูลค่า 78.16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (2,501 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 10.62 เป็นการลดลงของสินค้าเยื่อกระดาษ ผัก ผลไม้และเคมีภัณฑ์ แต่การนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ไม้ซุงและไม้แปรรูป สินแร่โลหะอื่นๆ ด้ายและเส้นใย สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์และสัตว์น้ำสด แช่เย็นแช่แข็งเพิ่มขึ้น    

      ……………………………………………………………………………..

      สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/k50ewtfoyaxcznh0bf4bqezc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X_gJxSDKkYWO0QScceZ2z

  • เปลี่ยนขวดเป็นรอยยิ้ม! ซีพี ออลล์ ผนึกกำลัง น้ำแร่ธรรมชาติมิเนเร่ ยกระดับจุดรับคืนขวด PET ผ่าน “ตู้ Drop Point” รับวันคุ้มครองโลก 2569 สร้างสุขอนามัยที่ดีแก่เยาวชน – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เปลี่ยนขวดเป็นรอยยิ้ม! ซีพี ออลล์ ผนึกกำลัง น้ำแร่ธรรมชาติมิเนเร่ ยกระดับจุดรับคืนขวด PET ผ่าน “ตู้ Drop Point” รับวันคุ้มครองโลก 2569 สร้างสุขอนามัยที่ดีแก่เยาวชน – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ผนึกกำลังกับ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำแร่ธรรมชาติมิเนเร่ และน้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ด้านความยั่งยืนระดับโลก เดินหน้ายกระดับความร่วมมือโครงการ “ตู้ Drop Point 7-Eleven x Mineré” เนื่องในวันคุ้มครองโลก ปี 2569 นำร่องขยายจุดรับคืนขวดพลาสติก PET ผ่านตู้ Drop Point ที่หน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่นกว่า 300 สาขา ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้การรีไซเคิลเป็นเรื่องง่าย ใกล้ตัว และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน พร้อมเปลี่ยนขวดพลาสติกเป็น “แต้มบุญ” สมทบโครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง”

    นายทัพพ์เทพ จีระอดิศวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซีพี ออลล์ขับเคลื่อนการดูแลสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับแนวทาง “7 Go Green” เพื่อสิ่งแวดล้อม 24 ชั่วโมง โดยมีนโยบาย “2 ลด” คือ ลดการใช้พลาสติก และลดการใช้พลังงาน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว

    “ความร่วมมือกับเนสท์เล่ครั้งนี้ จึงเป็นการต่อยอดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของซีพี ออลล์ ผ่านการนำร่องติดตั้งตู้ Drop Point บริเวณหน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จำนวน 300 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งร้านเซเว่นฯ อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนและสังคม จึงเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแยกพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิลได้อย่างสะดวก และช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน เพียงนำขวดพลาสติกใช้แล้วมาหย่อนที่ตู้ ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้อง พร้อมร่วมสร้างพฤติกรรมการคัดแยกขยะอย่างยั่งยืน”

    โดยขวดพลาสติกที่รวบรวมได้จากตู้ Drop Point จะนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และแปลงเป็น “แต้มบุญ” สมทบทุนโครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” ภายใต้บุญนิธิแสตมป์เซเว่นฯ นำไปต่อยอดเป็นโอกาสทางการศึกษาและสุขอนามัยที่ดีให้กับเด็กไทย ผ่านการปรับปรุงห้องน้ำที่ชำรุดทรุดโทรมให้ถูกสุขลักษณะในโรงเรียนที่ขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ สอดคล้องกับปณิธานองค์กร Giving and Sharing

    ด้าน นายไชยงค์ สกุลบริรักษ์ ผู้อำนวยการบริหารหน่วยธุรกิจน้ำดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “มิเนเร่มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับเซเว่น อีเลฟเว่น ในการส่งเสริมการคัดแยกขยะพลาสติกเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทความเป็นผู้นำของมิเนเร่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และตอกย้ำการเป็นผู้ริเริ่มนำขวดพลาสติก rPET มาใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำแร่ธรรมชาติในประเทศไทย ทั้งนี้ เนสท์เล่มีเป้าหมายระดับโลกในการลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่หนึ่งในสาม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 และเรารู้ดีว่า บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เราจึงมุ่งสนับสนุนให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการจัดการขยะพลาสติกเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลก ด้วยการเชิญชวนผู้บริโภคให้นำขวดน้ำดื่มมาทิ้ง ณ ตู้ Drop Point หน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น พร้อมกับบิดขวดน้ำดื่มก่อนทิ้ง เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บและจำนวนขวดให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากขึ้น เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน นำมาผลิตเป็นขวดน้ำ rPETใหม่ได้อย่างไม่จำกัด”

    การร่วมมือกันระหว่าง ซีพี ออลล์ และ เนสท์เล่ ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ให้การรีไซเคิลเป็นเรื่องง่ายในชีวิตประจำวันของผู้คน และตอกย้ำบทบาทของภาคธุรกิจในการร่วมขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/pet-drop-point/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HtftnOBY_dfyB7_Wdi2jP

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    1. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    – รัฐบาลออสเตรเลียเร่งกำหนดมาตรการควบคุมการใช้น้ำมันในประเทศ หลายประการ เช่น การปล่อยน้ำมันสำรองร้อยละ 20 เพื่อนำมาใช้ในช่วงขาดแคลน การผ่อนปรนมาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราวเป็นเวลา 60 วันเพื่อนำน้ำมันที่มีกำมะถันสูงที่ต้องส่งออกกลับมาใช้ในประเทศชดเชยการขาดแคลนน้ำมันในภูมิภาค (โดยเฉพาะดีเซล) การลดหย่อนบิลค่าไฟฟ้าร้อยละ 10 เริ่ม 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อช่วยบรรเทาความกดดันด้านค่าครองชีพ (Energy rebate bill สิ้นสุดลง) และประกาศลดภาษีน้ำมันเพื่อให้ราคาน้ำมันทั่วประเทศลดลง 26.3 เซ็นต์ต่อลิตร ยกเลิกค่าธรรมเนียมการใช้ถนนสำหรับรถบรรทุก 32.4 เซ็นต์ต่อลิตรและคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (GST) แก่ผู้ขับขี่ยานยนต์เป็นเวลา 3 เดือน อีกทั้ง นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเดินทางเยือนประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ สิงคโปร์และมาเลเซีย เพื่อลงนามในข้อตกลงซื้อขายน้ำมันและก๊าซ LNG ระหว่างกันพร้อมยืนยันการส่งมอบน้ำมัน 100 ล้านลิตรจากบรูไนและเกาหลีใต้

    ธนาคารกลางประกาศยกเลิกการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิตเป็นเวลา 6 เดือนเพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแก่ภาคครัวเรือนประมาณ 1.6 ล้านต่อปี เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการร้านค้าปลีก คาเฟ่และร้านอาหารมีแผนจะผลักภาระค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตไปยังผู้บริโภคโดยการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการแทน ซึ่งจะทำให้เป็นกลไกกระตุ้นภาวะเงินเฟ้อในตลาดเพิ่มมากขึ้น

    2. สถานการณ์การค้าภาพรวมของออสเตรเลีย [1] 

     ปี 2569 เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ สถานการณ์การส่งออกสินค้าของออสเตรเลีย มีมูลค่า 57,659 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 14.76) เป็นการส่งออกสินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 26.83) ถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ 25.04) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 17.35) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 4.78) และข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 3.50) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 12 (ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป ทองแดงบริสุทธิ์ ข้าวสาลีและเมสลิน และน้ำมันปิโตรเลียมดิบ)

    ปี 2569 เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ การนำเข้าสินค้าของออสเตรเลีย มีมูลค่า 54,230 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 21.29) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 13.58) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 11.14) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 10.75) น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 10.28) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 8.59) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา ไทย เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ปี 2569 เดือนมกราคมกุมภาพันธ์ ออสเตรเลียได้ดุลการค้า 3,429 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 มีมูลค่า 2,929 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 81.08(สินค้านำเข้าหลักจากไทย 5 อันดับแรกได้แก่ รถยนต์ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป เครื่องปรับอากาศ เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ และยางรถยนต์ใหม่) และ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 7,807 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (242,017 ล้านบาท) 

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าของออสเตรเลียในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 29,471 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 21.68) โดยเป็นผลมาจากการส่งออกสินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 23.96) ถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ23.04) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 19.52) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 5.80) ข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 3.40) และ ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 (ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป ทองแดงบริสุทธิ์ เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค และน้ำมันปิโตรเลียมดิบ)

    สำหรับการนำเข้าสินค้าของออสเตรเลียในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 25,777 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 19.93) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 12.88) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือสำหรับเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 11.74) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 11.60) น้ำมันปิโตรเลียมที่ได้จากแร่ บิทูมินัส (ดีเซล) (ร้อยละ 10.16) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 8.08) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ออสเตรเลียได้ดุลการค้าที่ 3,694 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 6 (รถยนต์ เครื่องจักรสำหรับการรับการเปลี่ยนและการส่ง หรือการสร้างเสียง ภาพหรือข้อมูลอื่นๆ เครื่องปรับอากาศ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป และยางรถยนต์ใหม่) 

    3. สรุปสถานการณ์การค้าไทย-ออสเตรเลีย [2] 

    เป้าหมายส่งออก

    มูลค่าการค้ารวม (ล้าน US$)

    มูลค่าการส่งออก (ล้าน US$)

    มูลค่าการนำเข้า (ล้าน US$)

    ปี 2025 

    (%)

    ปี 2026

    (%)

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ม.ค-ก.พ.

    +/- (%)

    ม.ค-ก.พ.

    +/- (%)

    ม.ค-ก.พ.

    +/- (%)

    0.0

    (-2.5)

    1.0

    17,364.37

     (-2.59)

    4,321.49

    58.92

    12,041.35  

    (-2.5)

    2,815.96

    51.32

    5,323.02

     (-2.79)

    1,505.52

    75.39


    [1] Source: Global Trade Atlas

    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    4. การค้าระหว่างไทยและออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569[2]

    • การส่งออกสินค้าไทยไปออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 มีมูลค่า 1,054.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (33,747 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.52 เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋อง เม็ดพลาสติก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป และสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับแต่การส่งออกเครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบและเครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิวลดลง

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 มีมูลค่า 917.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (29,363 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 113.79 เป็นการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าเครื่องเพชรพลอย อัญมณี สินแร่โลหะอื่นๆ ถ่านหิน เนื้อสัตว์สำหรับการ
       


    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vvjcjdk32ifwrlk7fzr0vwy5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a7uAdu56fbaUCSATaKQMX

  • มท.2 พลพีร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ยกระดับ OTOP สู่สากล

    มท.2 พลพีร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ยกระดับ OTOP สู่สากล

    มท.2 พลพีร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ยกระดับ OTOP สู่สากล


    20/04/2569 | 41 | |

    มท.2 พลพีร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ยกระดับ OTOP สู่สากล

    วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุม 3003 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการมอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและสร้างชุมชนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำการทำงานที่ต้องเห็นผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ในโอกาสนี้มีนายสยาม ศิริมงคล คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน ให้การต้อนรับและรับมอบนโยบายอย่างพร้อมเพรียง ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 5,204 คน

    การขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญครั้งนี้ ประกอบด้วย 4 นโยบายหลักที่สำคัญ ดังนี้:

    1. ขับเคลื่อนภารกิจด้วยงบประมาณที่เน้นผลสัมฤทธิ์ มุ่งเน้นการบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล 10 พลัส โดยทุกโครงการต้องสามารถวัดผลสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรมและตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

    2. พัฒนาเครือข่ายและใช้ข้อมูลพัฒนางาน พัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยในการทำงานได้อย่างรวดเร็ว และบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการกองทุน ลดหนี้ค้างชำระอย่างเป็นระบบ และพัฒนาเครื่องมือช่วยลดภาระในการติดตามหนี้

    3. ยกระดับ OTOP ครบวงจรสู่สากล มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ใน 4 มิติให้ดียิ่งขึ้น ได้แก่ การผลิต การตลาด การบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี และการบริหารการเงิน โดยเร่งส่งเสริมการเติบโตของตลาดออนไลน์และโมเดิร์นเทรด ปรับภาพลักษณ์ (Rebranding)ให้ทันสมัย และบูรณาการความร่วมมือ: ประสานงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยกระดับสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และขอให้มีผลิตภัณฑ์ OTOP เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย

    4. เพิ่มสมรรถนะและขวัญกำลังใจบุคลากร กำลังใจของผู้ทำงานเป็นสิ่งสำคัญ พัฒนาบุคลากรและเครือข่ายการพัฒนาชุมชน การ Reskill Upskill เนื้อหาการอบรมให้เป็นมิติที่หลากหลาย

    นายพลพีร์ระบุทิ้งท้ายว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เข้าร่วมการประชุมในวันนี้ ที่พร้อมจะขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้กรมการพัฒนาชุมชนสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและสร้างความมั่นคงมั่งคั่งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศได้อย่างยั่งยืน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/352159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yo7CnzeTuUisg4E4-9Kjp

  • TTB-KKP โชว์กำไร Q1/69 แกร่ง ตั้งสำรองรับมือความเสี่ยงตะวันออกกลาง

    TTB-KKP โชว์กำไร Q1/69 แกร่ง ตั้งสำรองรับมือความเสี่ยงตะวันออกกลาง

    การประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ของธนาคารพาณิชย์ไทย สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและการวางกลยุทธ์ที่รอบคอบ โดยเฉพาะ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ที่ต่างโชว์ศักยภาพในการทำกำไรและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างโดดเด่น แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ

    TTB เน้นเสถียรภาพ คุณภาพสินทรัพย์ และการคืนกำไรแก่ผู้ถือหุ้น

    TTB รายงานกำไรสุทธิที่ 5,170 ล้านบาท เติบโตขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) แม้จะลดลงเล็กน้อย 1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) หัวใจสำคัญของความสำเร็จในไตรมาสนี้คือการใช้ กลยุทธ์การเติบโตสินเชื่อกลุ่มรายย่อยที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง และการยกระดับด้านดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

    • คุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง: TTB สามารถควบคุมหนี้เสีย (NPL) ให้อยู่ที่ 2.9% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่เกิน 3.2% โดยตัวเลขหนี้เสียทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 39,000 ล้านบาท ต่อเนื่องมาถึง 6 ไตรมาส
    • การปรับพอร์ตสินเชื่อและเงินฝาก: แม้สินเชื่อรวมจะลดลง 2.2% QoQ จากการชำระคืนหนี้ แต่กลุ่มเป้าหมายอย่าง สินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อเล่มแลกเงิน และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังคงเติบโตได้ดี ขณะที่เงินฝากมีการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อเน้นสภาพคล่องและคุมต้นทุนทางการเงิน
    • การเพิ่มมูลค่าผู้ถือหุ้น: สิ่งที่เป็นไฮไลต์สำคัญคือการเตรียมขออนุมัติขยายโครงการซื้อหุ้นคืนเป็น 35,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 4 ปี (2568-2571) เพื่อเพิ่ม EPS และ ROE รวมถึงลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดหุ้น
    • พันธกิจ Social Banking: TTB ยังคงเดินหน้าโครงการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เช่น “รวบหนี้” และ “ผ่อนดี ได้ดี” ซึ่งเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่นำ Risk-based Pricing มาใช้คิดดอกเบี้ยตามวินัยทางการเงินของลูกค้า

    KKP กำไรพุ่งทะยาน 84.2% จากแรงหนุนธุรกิจที่มิใช่ดอกเบี้ย

    ด้าน KKP โชว์ผลงานด้วยกำไรสุทธิ 1,955 ล้านบาท พุ่งขึ้นถึง 84.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการกระจายรายได้ที่มีประสิทธิภาพและการฟื้นตัวของภาคส่วนสำคัญ

    • รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเป็นหัวหอก: รายได้ส่วนนี้เติบโตถึง 64.7% YoY โดยมีแรงขับเคลื่อนจาก ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management), ธุรกิจดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน Dime! และรายได้ค่านายหน้าขายประกัน นอกจากนี้ บล.เกียรตินาคินภัทร ยังครองตำแหน่งอันดับ 1 ในตลาดนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง
    • สถานการณ์รถยึดดีขึ้น: KKP รายงานผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์ตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น, แม้ว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณราคาเขยื้อนเล็กน้อยในช่วงปลายไตรมาสจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็ตาม
    • คุณภาพสินเชื่อปรับตัวดี: อัตราส่วน NPL ลดลงมาอยู่ที่ 4.1% โดยธนาคารยังคงเน้นการปล่อยสินเชื่อคุณภาพสูงที่มีผลตอบแทนเหมาะสม ส่งผลให้สินเชื่อโดยรวมขยายตัว 1.5% จากสิ้นปี 2568

    “Management Overlay” รับมือความเสี่ยงตะวันออกกลาง

    ทั้ง TTB และ KKP ต่างมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 1/2569, เนื่องจากอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และคุณภาพสินทรัพย์ในระยะถัดไป

    • TTB ได้ตั้งสำรองฯ พิเศษ (Management Overlay) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสำรองฯ เพิ่มขึ้น 10% QoQ อยู่ที่ 3,994 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) สูงถึง 154%
    • KKP ดำเนินการในทิศทางเดียวกันโดยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตรวม 961 ล้านบาท ซึ่งรวม Management Overlay เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศและราคาน้ำมันที่อาจกระทบต่อราคารถยนต์ใช้แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/741170&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CQsylpoP4dnkEZImu4cAH

  • คะแนนนิยม “ทรัมป์” ดิ่งทุบสถิติ ไม่พอใจเศรษฐกิจ-สงครามอิหร่าน

    คะแนนนิยม “ทรัมป์” ดิ่งทุบสถิติ ไม่พอใจเศรษฐกิจ-สงครามอิหร่าน

    คะแนนนิยม “ทรัมป์” ดิ่งทุบสถิติ ไม่พอใจเศรษฐกิจ-สงครามอิหร่าน

    ผลสำรวจคะแนนนิยมของ “ทรัมป์” โดย NBC News พบว่า ชาวอเมริกันเพียง 37% เห็นชอบกับการทำงานของทรัมป์ ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    ผลสำรวจความคิดเห็นของ NBC News Decision Desk ที่ดำเนินการโดย SurveyMonkey ระบุว่า คะแนนความนิยมในการทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากชาวอเมริกันแสดงความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นและสงครามกับอิหร่าน

    โดยรวมแล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 37% เห็นชอบกับการทำงานของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดี ขณะที่ 63% ไม่เห็นด้วย ในจำนวนนี้มีถึง 50% ที่กล่าวว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

    Reuters/Nathan Howard
    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามยังไม่เห็นด้วยกับการจัดการภาวะเงินเฟ้อและความขัดแย้งกับอิหร่านของทรัมป์ด้วย

    แม้ว่าประธานาธิบดีจะยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากฐานเสียงของเขา แต่การสนับสนุนจากผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันลดลงเมื่อเทียบกับการสำรวจของ Decision Desk ครั้งล่าสุดที่จัดทำขึ้นในปลายเดือน ม.ค. และต้นเดือน ก.พ.

    ในการสำรวจครั้งใหม่นี้ 83% ของผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันให้คะแนนความนิยมในเชิงบวกแก่ทรัมป์ ลดลง 4% จากต้นปีนี้ และสัดส่วนของสมาชิกพรรครีพับลิกันที่เห็นชอบอย่างยิ่งต่อการทำงานของทรัมป์ลดลง 6% จาก 58% เหลือ 52%

    โดยรวมแล้ว ชาวอเมริกัน 1 ใน 3 เชื่อว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ขณะที่ 2 ใน 3 เชื่อว่ากำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด

    เศรษฐกิจยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับชาวอเมริกัน โดย 29% กล่าวว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาในขณะนี้ ขณะที่ 24% กล่าวว่าภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย 12% กล่าวว่าการดูแลสุขภาพ และ 10% กล่าวว่าอาชญากรรมและความปลอดภัย

    และเมื่อถามว่าประเด็นทางเศรษฐกิจใดสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาในขณะนี้ ภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นผู้ชนะอย่างขาดลอย โดย 45% เลือกตัวเลือกนั้น ซึ่งสูงกว่าตัวเลือกอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

    มีชาวอเมริกันเพียง 32% เท่านั้นที่กล่าวว่าเห็นด้วยกับการจัดการภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพของทรัมป์ เทียบกับ 68% ที่ไม่เห็นด้วย

    สัดส่วนของชาวอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเพิ่มขึ้น 7% นับตั้งแต่ฤดูร้อนปีที่แล้ว ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่แบบสำรวจของ Decision Desk ถามคำถามนี้ และเปอร์เซ็นต์ของผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันที่กล่าวว่าเห็นด้วยกับการจัดการภาวะเงินเฟ้อของทรัมป์อยู่ที่ 73% ซึ่งต่ำกว่าในแบบสำรวจครั้งก่อน 10%

    และเกือบ 2 ใน 3 ของชาวอเมริกันกล่าวว่า ราคาน้ำมันเป็นปัญหาสำหรับพวกเขาและครอบครัว โดย 29% เรียกมันว่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรง และ 36% เรียกมันว่าเป็นปัญหาที่ค่อนข้างร้ายแรง ในขณะที่ 29% กล่าวว่า ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรงนัก และ 9% กล่าวว่าไม่ใช่ปัญหาเลย

    ผลสำรวจล่าสุดยังพบว่า 2 ใน 3 ของชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับการจัดการสงครามกับอิหร่านของทรัมป์ โดยมี 1 ใน 3 ที่เห็นด้วย

    มุมมองของชาวอเมริกันต่อการจัดการสงครามของทรัมป์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญหลังจากที่เขาประกาศหยุดยิงชั่วคราวเมื่อวันที่ 7 เม.ย. โดยประมาณ 1 ใน 3 ของชาวอเมริกันเห็นด้วยกับการจัดการสงครามของเขาในวันต่อมาหลังจากนั้น

    ผู้ทำแบบสำรวจที่อายุมากกว่า 30 ปีส่วนใหญ่ (61%) กล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ควรดำเนินการทางทหารใด ๆ เพิ่มเติมในอิหร่าน ขณะที่ 23% กล่าวว่าสหรัฐฯ ควรพิจารณาทางเลือกทั้งหมด รวมถึงการใช้กำลังภาคพื้นดิน และ 16% กล่าวว่าปฏิบัติการทางทหารควรดำเนินต่อไป แต่ควรใช้การโจมตีทางอากาศเท่านั้น

    เปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่านั้นในกลุ่มชาวอเมริกันที่อายุน้อยกว่า 30 ปี ต้องการให้สงครามยุติลง โดย 74% กล่าวว่าสหรัฐฯ ไม่ควรดำเนินการทางทหารใด ๆ เพิ่มเติมในอิหร่าน

    ทรัมป์ประสบกับคะแนนนิยมที่ลดลงอย่างมากในประเด็นการเข้าเมือง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 ของเขา หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง (ICE) ยิงและสังหารพลเมืองสหรัฐฯ 2 คนในรัฐมินนิโซตา

    นับตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลทรัมป์พยายามส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ โดยปลด คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ และถอด เกรกอรี โบวิโน ผู้บัญชาการหน่วยลาดตระเวนชายแดน ออกจากตำแหน่ง

    นับตั้งแต่เดือน ก.พ. จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวโดย ICE และจำนวนการจับกุมโดย ICE ลดลง แต่ยังมีผู้คนมากกว่า 60,000 คนที่ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่

    ผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่าทรัมป์มีผลงานที่ดีขึ้นในประเด็นนี้ แม้ว่าคะแนนนิยมของเขายังคงต่ำกว่าเกณฑ์โดยรวม แต่ชาวอเมริกัน 44% เห็นชอบกับการจัดการด้านความมั่นคงชายแดนและการเข้าเมืองของเขา เพิ่มขึ้น 4% จากปลายเดือน ม.ค. และต้นเดือน ก.พ. ขณะที่ 56% กล่าวว่าไม่เห็นด้วย

    เรียบเรียงจาก NBC News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/273621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UaioSy7_zM7a-FhLjRNuU

  • ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    ออมสิน ขานรับมติ ครม. ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 1 แสนล้าน ดันเม็ดเงินเสริมสภาพคล่องหมุนเศรษฐกิจ รายย่อย-ผู้ประกอบการ ขอกู้ได้ทุกสถาบันการเงินในโครงการทั้ง 16 แห่ง ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50% ต่อปี

    นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เห็นชอบการออกมาตรการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งในต่างประเทศ โดยมอบหมายให้ธนาคารออมสินเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนมาตรการทางการเงินเพื่อเติมสภาพคล่องผ่าน โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” วงเงิน 100,000 ล้านบาท มุ่งช่วยประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ปรับตัวรับมือวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการดำเนินธุรกิจ พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานทางเลือก โดยความร่วมมือของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 16 แห่ง ในการส่งผ่านเงินทุนดอกเบี้ยต่ำไปยังกลุ่มเป้าหมายให้เร็วที่สุด 

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” วงเงินโครงการรวม 100,000 ล้านบาท ธนาคารออมสินให้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมากแก่สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non – Bank) ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ทุกรายนำวงเงินสินเชื่อนั้นไปปล่อยกู้ต่อให้กับลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ ในอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก ไม่เกิน 3.50% ต่อปี โดยเป็นไปตามโปรแกรมและเงื่อนไขที่แต่ละธนาคารกำหนด (*ยกเว้นการกู้ซื้อรถ EV) ใน 3 วัตถุประสงค์หลัก คือ 1) สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง 2) สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ ในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และ 3) สินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน โดยมีรายละเอียดสินเชื่อในกรณีต่าง ๆ ของโครงการฯ ดังนี้

    สำหรับผู้ประกอบการ สามารถกู้ผ่านธนาคารออมสิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจและธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการ

    สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง (Mitigation)

    เพื่อเสริมสภาพคล่อง / ลดภาระดอกเบี้ยลูกค้าเดิม / ลงทุน / รีไฟแนนซ์ สำหรับลูกค้าธุรกิจท่องเที่ยว ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ข้อพิพาทชายแดน มาตรการภาษี การแข่งขันทางการค้า รวมถึง Supply Chain วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท 

    สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ 

    • กรณีสร้างพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย (Reinvent Thailand) วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท 
    • กรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (Transformation) วงเงินโครงการ 25,000 ล้านบาท
    • กรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึง Supply Chain วงเงินโครงการ 10,000 ล้านบาท

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถกู้ผ่านสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non – Bank) ที่เข้าร่วมโครงการ

    สินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน 

    • เพื่อปรับตัวเข้าสู่การดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน อาทิ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (Electronic Vehicle: EV) และ การปรับปรุงที่พักอาศัย/อาคาร วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท 

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจแห่งใดก็ได้ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ธนาคารยูโอบี ธนาคารทิสโก้ ธนาคารไทยเครดิต ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารออมสิน รวมถึงผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non – Bank) ที่เข้าร่วมโครงการฯ 

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976338&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Nr6Gl3q7H_L4VwxpzDSk1