Category: เศรษฐกิจ

  • “ดร.ธนพร” เผยเศรษฐกิจไทยหลังสงกรานต์เผาจริง “รัฐบาล” ต้องขยายหนี้สาธารณะ | TOPNEWS

    “ดร.ธนพร” เผยเศรษฐกิจไทยหลังสงกรานต์เผาจริง “รัฐบาล” ต้องขยายหนี้สาธารณะ | TOPNEWS

    “ดร.ธนพร” เผยเศรษฐกิจไทยหลังสงกรานต์เผาจริง “รัฐบาล” ต้องขยายหนี้สาธารณะ

    • เผยแพร่ : 20/04/2026 13:40

    “ดร.ธนพร” เผยเศรษฐกิจไทยหลังสงกรานต์เผาจริง “รัฐบาล” ต้องขยายหนี้สาธารณะ ชมไทยเครดิตดีตั้งแต่กู้โควิด

    #topnewstv #รัฐบาล #อนุทิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1551897&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kK58C74zeyFeStwtJjIJl

  • 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ นัดถกใหญ่ 22 เม.ย.นี้ ทบทวนงบประมาณ 3.78 ล้านล้าน

    4 หน่วยงานเศรษฐกิจ นัดถกใหญ่ 22 เม.ย.นี้ ทบทวนงบประมาณ 3.78 ล้านล้าน

    4 หน่วยงานเศรษฐกิจ นัดถกใหญ่ 22 เม.ย.นี้ ทบทวนงบประมาณ 3.78 ล้านล้าน

    20 เมษายน 2569 นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 เม.ย.นี้ สำนักงบประมาณจะเสนอการทบทวนข้อเสนอเป้าหมายและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และเสนอให้ที่ประชุมเห็นชอบการทบทวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการปี 2570 ต่อไป

    จากนั้นในวันที่ 22 เม.ย.นี้ 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงบประมาณ จะนัดประชุมเพื่อการทบทวนประมาณการรายได้ กำหนดนโยบาย วงเงินงบประมาณรายจ่าย และโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ก่อนนำมาเสนอครม. ในวันที่ 28 เม.ย.2569 ต่อไป

    “ในการจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณ 2570 หากคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังยืนยันให้ใช้กรอบการคลังระยะปานกลางเดิมก็ไม่จำเป็นต้องจัดประชุมใหม่ เนื่องจากมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับอยู่แล้ว หากมีการยืนยันให้ใช้หลักการเดิมก็สามารถนำมาใช้ดำเนินการได้ทันที” นายอนันต์ กล่าว

    นายอนันต์ กล่าวว่า ส่วนการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อรองรับวิกฤต นั้นขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน เนื่องจากกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากการนำงบประมาณที่ดำเนินการไปแล้วมาใช้ โดยต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และคาดว่า พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จะแล้วเสร็จในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ และน่าจะใช้ได้ในช่วงปลายปีนี้

    นายกฯ มอบนโยบายทำงบ 70 

    อย่างไรก็ดีในวันที่ 20 เม.ย.2569 เวลา 10.00 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

    โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้

    1. เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม

    2. การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

    3. สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส

    4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส

    5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น “ราชการทันใจ” ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส

    นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณ 2570

    ทั้งนี้ กรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนดกฎเหล็ก ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น 

    รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

    อีกทั้ง รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ทั้งนี้ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/657006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Eow5Y2CQK2_I3wAuMJCWT

  • ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำทีมไทยแลนด์ เยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 13 – 17 เม.ย.2569 เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 พร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร และองค์กรเศรษฐกิจชั้นนำ และเจรจาดึงดูดการลงทุนกับบริษัทเป้าหมายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น เพื่อตอบสนองเทคโนโลยี AI

    คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโลกทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2569 เร็วกว่าที่สมาคมเซมิคอนดักเตอร์เคยคาดการณ์ไว้ถึง 4 ปี และถือเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ แย่งชิงการลงทุน เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเทคโนโลยี รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ของประเทศ

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    สหรัฐอเมริกาถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก เป็นผู้กุมหัวใจของเทคโนโลยี และครองส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดชิปโลก การเยือนสหรัฐครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการบีโอไอ จึงได้รุกหารือแผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 3 รายสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเชิญชวนให้ขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของชิปต้นน้ำ ตลอดจนสร้างความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการไทย

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    รายแรกคือ บริษัท Phononic ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูง ประหยัดพลังงาน มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลในยุคปัจจุบัน เนื่องจากความร้อนกลายเป็นหนึ่งในข้อจำกัดหลักของระบบประมวลผลขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI บริษัท Phononic เลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักผ่านการร่วมทุนกับบริษัทในประเทศไทย 3 ราย รวมถึงบริษัทสัญชาติไทย ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา มีการลงทุนแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับระบบประมวลผลของ NVIDIA อย่างเป็นทางการ

    ขณะนี้กำลังเตรียมย้ายฐานการผลิตวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำจากสหรัฐฯ มายังไทยเพิ่มเติมภายในปี 2570 ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตครบวงจรตั้งแต่วัสดุต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของบริษัท อีกทั้งยังมีโอกาสสูงที่บริษัทจะนำกิจกรรมวิจัยและพัฒนาที่สนับสนุนส่วนต้นน้ำมาดำเนินการในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ด้วย

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    GlobalFoundries ผู้ผลิตชิปอันดับ 5 ของโลก มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตชิปเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับระบบสื่อสารไร้สาย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI Data Center โดยบริษัทมองว่าประเทศไทยมีความพร้อมหลายด้าน รวมทั้งการเป็นฐานที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ชิปจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center โดยรองนายกฯ ได้เชิญชวนให้บริษัทพิจารณาลงทุนสร้างโรงงานชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งต่อไปในไทย จากเดิมที่มีอยู่แล้วใน 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสิงคโปร์

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    Teradyne ผู้ผลิตเครื่องจักร และอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติ (ATE) อันดับ 1 ของโลก รวมทั้งเป็นผู้นำด้านระบบออโตเมชั่น และหุ่นยนต์ ครองส่วนแบ่งตลาดการทดสอบชิปประมวลผลขั้นสูงกว่า 50% มีลูกค้าหลัก เช่น Intel, Qualcomm, Texas Instruments, ADI, IBM และ Samsung ขณะนี้มีสำนักงานภูมิภาค และศูนย์บริการลูกค้าในประเทศไทย และมีแผนว่าจ้างผู้ผลิต และใช้ชิ้นส่วนในไทยเพิ่มเติม

    ในการหารือครั้งนี้ ผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้สะท้อนมุมมองต่อจุดแข็งของประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งคุณภาพของบุคลากรไทย และซัปพลายเชนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สั่งสมมานาน อุตสาหกรรมปลายน้ำที่เข้มแข็ง ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด การเมืองที่มีเสถียรภาพในปัจจุบัน ตลอดจนการให้บริการ และอำนวยความสะดวกอย่างดีของบีโอไอ

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังแสดงความสนใจ และให้ข้อแนะนำในการพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อเป็นช่องทางระดมทุนสำหรับการขยายการลงทุนในอนาคต ซึ่งรองนายกฯ ได้ยืนยันถึงความพร้อมของระบบการเงินที่มีสภาพคล่องสูง และพร้อมสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำให้ใช้ไทยเป็นฐานการระดมทุนเพื่อขยายกิจการในอนาคต

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    นอกจากการพบปะรายบริษัทแล้ว คณะยังได้พบหารือกับ “สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก (SEMI)” ซึ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิป มีสมาชิกกว่า 4,000 บริษัททั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบาย และกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และเป็นผู้จัดงาน SEMICON ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นงานที่รวมตัวผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด

    ทั้งนี้ บีโอไอได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก SEMI เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ได้หารือแนวทางการร่วมมือเพื่อใช้เครือข่ายของ SEMI ในการเข้าถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รวมถึงการร่วมจัดงาน SEMICON ในประเทศไทยในอนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก

    นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าหารือกับหอการค้าสหรัฐ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) โดยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ อาทิ Dow Chemical, Chevron, Netflix, PepsiCo, Visa และ IBM ซึ่งต่างมีฐานการดำเนินงานในประเทศไทย การหารือครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงนโยบาย ภาคเอกชนสหรัฐ ยืนยันตรงกันว่า ไทยมิใช่เป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออกกลับสหรัฐ แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาค

    สะท้อนความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในห่วงโซ่มูลค่าของบริษัทอเมริกันในเอเชีย โดยรองนายกฯ ได้นำเสนอวาระปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคการลงทุน การพัฒนาระบบศุลกากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนผ่านมาตรการของบีโอไอ

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    “อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเป็นตัวกำหนดอนาคตเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันประเทศต่างๆ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ การเดินทางครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเชื่อมประเทศไทยเข้ากับสหรัฐ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยี และผู้เล่นหลักของโลก เพื่อเปิดทางไปสู่การลงทุน และสร้างเครื่องยนต์ใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต การดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ประเทศไทย จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานคุณภาพสูง และมีค่าตอบแทนสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรออกแบบชิป วิศวกรกระบวนการผลิต และช่างเทคนิคในโรงงานผลิตชิป การต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมสนับสนุน และบริการที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ เช่น กิจการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตวัตถุดิบ บริการด้านวิศวกรรม และบริการด้านเครื่องจักร ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทชั้นนำระดับโลก และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

    สำหรับภาพรวมการลงทุนจากสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (พ.ศ.2564–2568) นักลงทุนจากสหรัฐอเมริกายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 232 โครงการ มูลค่ากว่า 220,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งนี้ เฉพาะปี 2568 มีจำนวน 60 โครงการ มูลค่ารวม 32,774 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญจากบริษัทชั้นนำ เช่น Lumentum, Microchip Technologies และ Fabrinet สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐ ต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูงของภูมิภาค

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230270&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XEFK_NtgBYTcuuGI6LWjy

  • จีนเผยยอดใช้ไฟฟ้า Q1/2569 เพิ่ม 5.2% สะท้อนเศรษฐกิจโตแกร่ง : อินโฟเควสท์

    จีนเผยยอดใช้ไฟฟ้า Q1/2569 เพิ่ม 5.2% สะท้อนเศรษฐกิจโตแกร่ง : อินโฟเควสท์

    สำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติจีน (NEA) เปิดเผยวันนี้ (20 เม.ย.) ว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของจีน ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบรายปี ในไตรมาสแรกของปี 2569 แตะที่ระดับกว่า 2.51 ล้านล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

    เมื่อพิจารณารายละเอียดของข้อมูลพบการเติบโตที่แข็งแกร่งในหลายภาคส่วน โดยอุตสาหกรรมปฐมภูมิมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 7.1% ส่งผลให้มียอดการใช้ไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 3.36 หมื่นล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

    ขณะที่อุตสาหกรรมทุติยภูมิใช้ไฟฟ้าไปประมาณ 1.6 ล้านล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 4.7% จากเมื่อปีก่อนหน้า โดยอุตสาหกรรมไฮเทคและการผลิตอุปกรณ์มีการเติบโตที่โดดเด่นเป็นพิเศษในภาคส่วนนี้ ด้วยยอดการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 8.6% เมื่อเทียบรายปี

    อุตสาหกรรมตติยภูมิมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 8.1% รวมเป็น 4.833 แสนล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง โดยภาคบริการชาร์จและสลับแบตเตอรี่มีการใช้ไฟฟ้า 3.76 หมื่นล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง พุ่งสูงขึ้นถึง 53.8% ส่วนภาคบริการข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตใช้ไฟฟ้าไป 2.29 หมื่นล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 44%

    เฉพาะในเดือนมี.ค. เพียงเดือนเดียว ปริมาณการใช้ไฟฟ้าแตะระดับ 8.595 แสนล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบรายปี

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจของจีนขยายตัว 5% ในไตรมาสแรก ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของสถาบันต่างชาติบางแห่ง และเป็นการตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะพลังขับเคลื่อนที่สร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/586271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yMnT5-9DwHZgzgyutzaPf

  • 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ นัดใหญ่ 22 เม.ย. ทบทวนงบประมาณ 2570 เคาะแผนการคลังฯฉบับใหม่  

    4 หน่วยงานเศรษฐกิจ นัดใหญ่ 22 เม.ย. ทบทวนงบประมาณ 2570 เคาะแผนการคลังฯฉบับใหม่  

    วันนี้ (20 เม.ย.) นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 เม.ย.นี้ สำนักงบประมาณจะเสนอการทบทวนข้อเสนอเป้าหมายและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

    และเสนอให้ที่ประชุมเห็นชอบการทบทวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการปี 2570 ต่อไป

    จากนั้นในวันที่ 22 เม.ย.นี้ 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงบประมาณ จะนัดประชุมเพื่อการทบทวนประมาณการรายได้ กำหนดนโยบาย วงเงินงบประมาณรายจ่าย และโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ก่อนนำมาเสนอครม. ในวันที่ 28 เม.ย.2569 ต่อไป

    “ในการจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณ 2570 หากคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังยืนยันให้ใช้กรอบการคลังระยะปานกลางเดิมก็ไม่จำเป็นต้องจัดประชุมใหม่ เนื่องจากมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับอยู่แล้ว หากมีการยืนยันให้ใช้หลักการเดิมก็สามารถนำมาใช้ดำเนินการได้ทันที” นายอนันต์ กล่าว

    นายอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนการออกพ.ร.บ. การโอนงบประมาณขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน เนื่องจากกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากการนำงบประมาณที่ดำเนินการไปแล้วมาใช้

    โดยต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และคาดว่า พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จะแล้วเสร็จในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ และน่าจะใช้ได้หลังจากนั้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230322&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dDgwpakIt3QshWLhKHQAq

  • “ภราดร” เผยพ.ร.ก.กู้เงินยังไม่เข้าครม.เร็วๆ นี้ อยู่ในขั้นตอนรอครม.เศรษฐกิจกลั่นกรอง : อินโฟเควสท์

    “ภราดร” เผยพ.ร.ก.กู้เงินยังไม่เข้าครม.เร็วๆ นี้ อยู่ในขั้นตอนรอครม.เศรษฐกิจกลั่นกรอง : อินโฟเควสท์

    ภราดร ปริศนานันทกุล (ภาพ: Thaigov)

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงการออกพ.ร.ก.กำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินหลายแสนล้านบาทเพื่อรองรับวิกฤตพลังงานว่า ยังต้องมีการหารือว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ซึ่งตอนนี้ภาพใหญ่ของรัฐบาลในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่มีการหารือในเรื่องนี้ แต่ถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถทำได้ โดยจะต้องมีการประชุมครม.เศรษฐกิจก่อน ซึ่งรัฐบาลได้วางแผนว่า จะมีการประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะต้องมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีก่อน เพื่อเป็นการกลั่นกรองเรื่องราวต่างๆ ก่อนประชุมครม.ชุดใหญ่ ดังนั้นเรื่องนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้

    ส่วนความคืบหน้าการออกโอนงบประมาณของรัฐบาล นายภราดร กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่สามารถออกได้ทันที ต้องรอให้งบประมาณปี 2570 เข้าสู่ที่ประชุมครม.ก่อน ซึ่งคาดว่าจะเข้าในเดือนมิ.ย.นี้ โดยภารกิจแรกคือ ต้องชดเชยเงินคงคลังที่ติดหนี้ไว้ก่อน ซึ่งขณะนี้ติดหนี้อยู่ 70,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 67-68

    “ถ้าทำพ..ร.บ.โอนงบประมาณในขณะนี้ เงินที่โอนมาทั้งหมด 7 หมื่นล้านต้องไปใช้หนี้ก่อน”นายภราดร กล่าว

    ส่วนจะต้องใช้หนี้ทั้ง 70,000 ล้านบาท หรือ ชำระเพียงบางส่วนนั้น นายภราดร กล่าวว่า ยังถือเป็นข้อกฎหมายที่กำลังพิจารณากันอยู่ แต่เชื่อว่า เป้าหมายการโอนงบประมาณมาใช้เพื่อภารกิจไทยช่วยไทยไม่สามารถทำได้ เพราะต้องนำไปใช้ชดเชยเงินคงคลังก่อน

    “ไทยช่วยไทย” เฟสแรก พ.ค.นี้ คาดใช้งบกลาง 2 หมื่นลบ.

    ส่วนโครงการไทยช่วยไทย ยังคงมีงบกลางอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท จะสามารถทำโครงการนี้ได้ในเฟสแรกในเดือนพ.ค.นี้ได้ ซึ่งจะสามารถช่วยประชาชนได้มากพอสมควร คาดว่าจะเกิน 10 ล้านคน และพอเดือนมิ.ย.พ.ร.บ.โอนงบประมาณอาจจะมาแล้ว ซึ่งอยู่ที่การบริหารงบประมาณ และเชื่อว่ายังสามารถบริหารจัดการได้อยู่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/586200&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DjcB7QF6abAVjbS-Ho8co

  •  ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”

     ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้าง โดยมีจังหวะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จนทดสอบโซนแนวรับ 31.75 บาทต่อดอลลาร์ เพียงช่วงระยะเวลาไม่นาน (แกว่งตัวในกรอบ 31.73-32.14 บาทต่อดอลลาร์) ตามกระแสทางการอิหร่านกลับมาเปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง ทำให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง (พร้อมกับจังหวะปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ) ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง และแกว่งตัวเหนือโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำปรับตัวลงสู่โซน 4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น จากท่าทีของทางการอิหร่านที่กลับมาปิดช่องแคบ Hormuz อีกครั้ง จนกว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทำให้ล่าสุด ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาขู่ผ่าน Truthsocial ว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะโจมตีทุกโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่าน หากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน และทางการอิหร่านไม่ยอมรับข้อเสนอจากฝั่งสหรัฐฯ

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินเปิดรับความเสี่ยงตอบรับความหวัง สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลง และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ดีกว่าคาด

    สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจประเทศเศรษฐกิจหลัก และรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนมีนาคม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนเมษายน ซึ่งจะสะท้อนผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง จากท่าทีการเปิดช่องแคบ Hormuz ของฝั่งอิหร่านที่เปลี่ยนแปลงไปมา ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลง โดยในฝั่งของผู้เล่นในตลาดพนัน มองว่า มีโอกาสราว 81% ที่ช่องแคบ Hormuz จะกลับมามีการเดินเรือในระดับปกติ ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน นี้ (โอกาสดังกล่าวเคยสูงสุดถึง 91% ตอบรับความหวังการเจรจาหยุดยิงรอบแรก)

    ▪ ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษ ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมีนาคม รวมถึงข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนเมษายนของทั้งอังกฤษและยูโรโซน รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนเมษายน และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 53% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE มีโอกาสราว 92% ในการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนเมษายน อัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึงยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนมีนาคม โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้ง ในปีนี้ ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.75% ตามเดิม ท่ามกลางแรงกดดันต่อเงินรูเปียะห์ (IDR) จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกันกับฝั่ง ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ที่จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.25% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    ▪ ฝั่งไทย – เราประเมินว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง จะสะท้อนผ่าน ดุลการค้า (Trade Balance) เดือนมีนาคม ที่อาจขาดดุลมากขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับแนวโน้มการขยายตัวสูงของยอดการนำเข้า (Imports) ตามราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แม้ว่ายอดการส่งออก (Exports) อาจยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท แม้ โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลง ทว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ที่กว้าง (โดยเฉพาะกรอบการเคลื่อนไหวรายวัน) โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ และ แนวรับสำคัญ 31.50 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์)

    ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่า ควรจับตา รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำได้ พร้อมกันนั้น ควรติดตาม โฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกและผู้เล่นที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ ในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน นอกจากนี้ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้บรรดานักลงทุนต่างชาติจะเริ่มทยอยเข้ามากดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ ในช่วงปลายเดือนเมษายนและต้นพฤษภาคม (จากงานวิจัยและบทวิเคราะห์ต่างๆ โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลราว 1 แสนล้านบาท อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า 1%-4%) ทำให้ เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมาทยอยคลี่คลายลง ส่วน บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อนึ่ง เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

    ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ได้เริ่มเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากแนวโน้มอ่อนค่า เป็นแข็งค่า หลังเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เงินบาทอาจมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เป็นอย่างน้อย หรือมีโอกาสทยอยแข็งค่าในลักษณะ Sideways Down มากขึ้น

    ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมามีความไม่แน่นอนสูงอีกครั้ง จากสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดมีความหวังว่าสถานการณ์อาจทยอยคลี่คลายลงได้

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.50-32.50 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.85-32.15 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1013201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0B6lZJNF6XYk4K7ErkPKQb

  • “ปกรณ์” รับรัฐบาลจ่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

    “ปกรณ์” รับรัฐบาลจ่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ

    วันนี้ (20 เม.ย.2569) นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมด้านข้อกฎหมายของรัฐบาล เพื่อหาแหล่งเงินทุนมารองรับวิกฤตเศรษฐกิจ ว่า เบื้องต้นเตรียมการพิจารณาข้อกฎหมายแล้วว่า หากมีความจำเป็นต้องกู้เงิน จะสามารถดำเนินการได้อย่างไรบ้าง โดยการออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินนั้น สามารถทำได้ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงินได้ รัฐบาลจะต้องดำเนินการตามกฎหมายว่า ด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐเสียก่อน โดยเฉพาะการขยายเพดานหนี้สาธารณะของประเทศขึ้นไปรองรับ เนื่องจากในขณะนี้สถานการณ์ทางการคลังของประเทศค่อนข้างตึงตัว และใกล้จะชนเพดานหนี้แล้ว ซึ่งในอดีตก็เคยมีการดำเนินการขยายเพดานหนี้ในลักษณะนี้มาแล้ว เมื่อครั้งวิกฤตโควิด-19 โดยวงเงินกู้ในครั้งนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่า จะขยายเพดานหนี้สาธารณะไปเป็นเท่าใด

    ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า จะขยายเป็น 75% หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่แน่ใจ หากขยายมากเกินไป อาจจะไม่ค่อยดี ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับเกือบ 67% และยืนยันว่าการขยายเพดานหนี้ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการตั้งกรอบวงเงินกู้ 500,000 ล้านบาท

    การขออนุมัติกู้เงินจะเป็นลักษณะของการตั้งกรอบวงเงินกู้ไว้ สมมติว่าตั้งไว้ 500,000 ล้านบาท เวลาไปกู้จริงอาจจะไม่ถึงกรอบที่ตั้งไว้ก็ได้ แต่เวลาขยายวงเงินก็ต้องขยายตามวงเงินกู้ให้สอดคล้องกัน และหลังจากออก พ.ร.ก.เรียบร้อยแล้ว ก็จะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ในโอกาสแรกที่สามารถทำได้

    นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากแนวทางการออก พ.ร.ก.กู้เงินแล้ว รัฐบาลยังมีอีกหนึ่งช่องทาง คือการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยจะเป็นการรวบรวมเงินงบประมาณในส่วนที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย หรือยังไม่ได้ผูกพันสัญญาในโครงการต่าง ๆ นำมารวมกันเพื่อใช้ประโยชน์ก่อน ซึ่งขั้นตอนนี้น่าจะใช้เวลามากกว่า เนื่องจากต้องทำเป็น พ.ร.บ. และต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ รวมไปถึงอาจจะต้องพิจารณาตรวจสอบ “เงินนอกงบประมาณ” ว่าปัจจุบันมีเหลืออยู่เท่าใด และจะสามารถดึงมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง

    รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สาเหตุความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเตรียมการกู้เงิน เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันถือว่าไม่ปกติอย่างมาก และเงินที่อยู่ในคลังก็ค่อนข้างน้อย รัฐบาลจึงต้องเตรียมเงินทุนเพื่อนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจจากภาวะวิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น

    รวมถึงต้องเตรียมการรองรับวิกฤตการณ์อื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและไม่สามารถคาดเดาได้ เช่น ปัญหาซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้ ที่แม้ฝนอาจจะไม่ตก แต่จะเกิดภัยแล้งและส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของสถานการณ์สงครามที่ผันผวน และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ที่อาจต้องเปลี่ยนจากการใช้ก๊าซไปใช้น้ำมันหรือลิกไนต์แทน

    เมื่อกู้เงินมาแล้ว ซึ่งถือเป็นหนี้สาธารณะของทุกคน รัฐบาลจะต้องวางแผนการใช้จ่ายเงินให้พุ่งเป้าและตรงประเด็นมากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อว่าทางกระทรวงการคลังเตรียมพร้อมล่วงหน้าแล้วว่า จะนำเงินไปใช้ผลักดันผ่านโครงการใดบ้าง เพราะคงไม่มีใครกู้เงินมาเปล่า ๆ โดยที่ยังไม่ได้คิดแผนรองรับ

    ส่วนของปัญหากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่แบกรับภาระหนี้จากการอุดหนุนราคาพลังงานนั้น รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงว่า “กองทุนน้ำมันฯ มีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือรักษาเสถียรภาพ เพื่อรองรับแรงเหวี่ยงของราคาในระยะเวลาชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งเดิมทีกำหนดกรอบวงเงินไว้เพียงหลักหมื่นล้านบาท การที่รัฐบาลนำเงินกองทุนฯ ไปใช้อุ้มราคาพลังงานเป็นเวลานานจนเกิดหนี้บานเบอะหลักแสนล้านบาท ถือเป็นเรื่องที่ผิดวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ อย่างยิ่ง”

    การที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ เป็นการส่งสัญญาณเตือนประชาชนแล้วว่า ขณะนี้สถานการณ์ไม่ปกติ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จะต้องปรับตัวรับมือกับสถานการณ์

    อ่านข่าว :

    “นายกฯ” มอบนโยบายงบฯ ปี 70 วงเงิน 3.78 ล้านล้าน เน้นลงทุนรับวิกฤตโลก-ดัน EV

    ​”ยศชนัน” พร้อมดึงงบฯ ทำห้องปลอดฝุ่น ยัน อว.หนุนทุกมิติแก้ปัญหา

    “ประเสริฐ” ถกปอเนาะ-ตาดีกา 29 เม.ย.หารือแนวทางทำงานร่วมกันในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504817&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw098AXQegaRcYY8u3z7Owjg

  • วิกฤตโลก: รัฐบาลเดินหน้าออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท พร้อมปรับเพดานหนี้

    วิกฤตโลก: รัฐบาลเดินหน้าออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท พร้อมปรับเพดานหนี้

    วันนี้, 12:06น.

               รัฐบาลกับการกู้เงิน 5 แสนล้านบาท นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

              ทั้งนี้ การออก พ.ร.ก.เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลสามารถทำได้เพื่อรองรับวิกฤต ซึ่งตามมาตรา 172 ระบุว่าการออก พ.ร.ก.สำหรับกรณีฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วน สามารถดำเนินได้เพื่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจ

              อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนทางกฎหมายระบุว่า เมื่อรัฐบาลดำเนินการออก พ.ร.ก. เสร็จสิ้นแล้ว ตามกฎหมายมีหน้าที่ต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในโอกาสแรกที่สามารถทำได้ทันที

              ส่วนเหตุผลทางกฎหมายที่ต้องเลือกใช้ออกเป็น พ.ร.ก.นั้น นายปกรณ์ชี้แจงว่า เป็นเพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนและเป็นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อย และมีความตึงตัว

              ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก ทั้งสถานการณ์สงครามและวิกฤตสภาพแวดล้อมอย่างปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเศรษฐกิจในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องมีงบประมาณสำรองเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเหล่านี้

              ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณนั้น สามารถดำเนินการควบคู่กันไปด้วยได้ เพื่อให้รัฐบาลมีแหล่งเงินรองรับวิกฤตที่จะเกิดขึ้น

              สำหรับการออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้จะต้องดำเนินการ หลังจากขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันหนี้อยู่ที่ประมาณ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมีความจำเป็นต้องขยายเพดานขึ้นไป ส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้นกระทรวงการคลังจะสรุปเพดานอีกที เพื่อรองรับวงเงินกู้ใหม่ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ในปัจจุบันเริ่มมีจำกัด

              ด้านข้อมูลถึงสถานะทางกฎหมายของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งในเรื่องข้อเสนอเรื่องการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันวงเงิน 1.5 แสนล้านบาทนั้น ยังมีการพิจารณาถึงความจำเป็นอยู่ โดยระบุว่าตามวัตถุประสงค์เดิม กองทุนฯ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพ (Stabilization) เพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงานในระยะชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งตามหลักการควรมีวงเงินหมุนเวียนอยู่เพียง 20,000 – 40,000 ล้านบาท

              อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการใช้เงินกองทุนเพื่ออุดหนุนราคาเป็นเวลานานจนผิดวัตถุประสงค์เดิม ส่งผลให้เกิดหนี้สะสมกว่าแสนล้านบาท หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม รัฐบาลจะต้องพิจารณาข้อกฎหมายและสถานการณ์ของกองทุนน้ำมันอีกครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่อาจเพิ่มสูงขึ้นได้ในอนาคต

    #สงครามตะวันออกกลาง 

    #วิกฤตเศรษฐกิจ

    #ไทยออกพระราชกำหนดเงินกู้ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160862&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LqDt_zrcB79RbE0cx4ph7

  • ร้อนแล้ง เศรษฐกิจทรุด กุ้งก้ามกรามขายไม่ออกลดราคา กก.ละ 200 บาท กระทบหนักรอบ 20 ปี

    ร้อนแล้ง เศรษฐกิจทรุด กุ้งก้ามกรามขายไม่ออกลดราคา กก.ละ 200 บาท กระทบหนักรอบ 20 ปี

    วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.35 น.

    กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ที่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ โอดครวญระงมทุ่ง เหตุกุ้งก้ามกรามช่วงเทศกาลสงกรานต์ต่อเนื่องถึงวันนี้ยังขายไม่ได้  กุ้งไซส์ขนาดใหญ่ 12-20 ตัวต่อ กก.ที่ตุนไว้จำหน่ายรายละ 2-3 ตันยังตกค้างในบ่อ  จำเป็นต้องย้ายขึ้นจากบ่อมาตั้งร้านขายริมถนน  ลดราคากระหน่ำต่ำสุดในรอบ 20 ปี กก.ละ 200 บาท เพราะต้องเร่งระบายกุ้งออก ลดความแออัด และสภาพอากาศร้อนจัด เผยหากปล่อยไปแบบนี้ กุ้งน็อคตายยกบ่อแน่  คนเลี้ยงตายแน่ วอนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขสถานการณ์

    วันที่ 20 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการจับหน่ายกุ้งก้ามกราม สัตว์เศรษฐกิจอันดับหนึ่งของ จ.กาฬสินธุ์ มีพื้นที่เลี้ยงกันมามากในเขต ต.บัวบาน ต.นาเชือก ต.เขาพระนอน ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด และ ต.ลำพาน ต.ลำคลอง อ.เมืองกาฬสินธุ์ โดยใช้น้ำจากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวหรือเขื่อนลำปาว

    ซึ่งการค้าขายกุ้งก้ามกรามสดจากบ่อจะขายดีมาก ราคากุ้งสดปากบ่อ กก.ละ 250 บาท ขายส่งราคากก.ละ 280-500 บาท ตามระยะทาง สร้างรายได้มวลรวมเข้าจังหวัดปีละกว่าพันล้านบาท แต่กับภาพการค้าขายที่เกิดขึ้นในเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาถึงวันนี้  บรรยากาศการซื้อขายยังเงียบเหงา ผิดปกติมาก

    นางสาวสงกรานต์ ภูทะวัง อายุ 53 ปี แม่ค้าขายกุ้งก้ามกราม บ้านตูม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตลาดซื้อขายกุ้งก้ามกราม ซึ่งเป็นกุ้งสดจากบ่อก็ประคองตัวมาเรื่อยๆ ปกติจะขายดีมากในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ หรือจะมีออร์เดอร์จากร้านตามย่านท่องเที่ยว และศูนย์จำหน่ายสินค้าทั่วไป ในช่วงวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ หรือวันหยุดยาว สร้างอาชีพและรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเป็นอย่างดี ถึงแม้จะมีผู้เลี้ยงในกลุ่มแปลงใหญ่และเกษตรกรรายย่อยรวมกว่า 1,500 ราย การค้าขายที่ผ่านมาก็เป็นไปตามปกติ โดยจะมีทั้งพ่อค้าคนกลาง พ่อค้าขาประจำ และพ่อค้าเร่ เข้ามารับกุ้งสดจาดบ่อไม่ขาดระยะ

    นางสาวสงกรานต์ กล่าวอีกว่า สำหรับปีนี้ตั้งแต่เกิดวิกฤติน้ำมันขาดแคลน ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการซื้อขายกุ้งก้ามกรามเป็นอย่างมาก และอย่างเห็นชัดตั้งแต่ก่อนเทศกาลสงกรานต์ถึงวันนี้ เพราะลูกค้าทุกสาขาอาชีพได้รับผลกระทบจากภาวะค่าน้ำมัน ทำให้การการเดินทาง การจับจ่ายซื้อสินค้า รวมทั้งกุ้งก้ามกรามลดลง

    ทั้งนี้ ในช่วงสงกรานต์ของทุกปี ตนเคยขายกุ้งสดได้ประมาณ 500 กก. แต่ปีนี้ขายได้ไม่ถึง 200 กก.เลย ทั้งๆที่จำหน่ายราคาเท่าเดิม ไซส์เล็กราคาปากบ่อ เท่าเดิม คือ กก.ละ 250 บาท หรือหากมีการคัดแยกไซส์ ก็จะอัพราคาขึ้นอีกตามความเหมาะสม และขายในราคาที่เป็นธรรม ลูกค้าพอใจ อย่างไรก็ตามก็อยากจะให้รัฐบาลได้เร่งแก้ไขภาวะน้ำมันวิกฤติ ให้ราคาลดลงอีก และขอให้ทางภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้รีบเร่งกอบกู้สายสถานการณ์กุ้งก้ามกรามขายไม่ออกด้วย

    ด้านนายสมทรัพย์ ภูนาสูง อายุ 65 ปี ซึ่งเป็นทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแปลงใหญ่ และจำหน่ายกุ้งก้ามกราม-อาหารกุ้ง บ้านตูม ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีนี้เตรียมกุ้งก้ามกรามไซส์ใหญ่ไว้ในบ่อ ขนาด 12-20 ตัวต่อ กก.ไว้ประมาณ 3 ตัน แต่กลับเกิดปัญหาขายไม่ได้ ขายได้แต่ 5% เท่านั้น เพราะไม่มีออร์เดอร์เจ้ามาเลย เมื่อกุ้งโต ได้อายุจับจำหน่าย ขายไม่ได้ ประกอบกับสภาพอากาศร้อนที่ร้อนจัด บางบ่อกุ้งเริ่มเริ่มทยอยตายลงเรื่อยๆ

    นอกจากนี้ราวปลายเดือน เม.ย.นี้ ทางเขื่อนลำปาวก็จะปิดการส่งน้ำ ตามปฏิทินปฏิบัติเพื่อซ่อมแซมคูคลอง  หากบรรยากาศการค้าขายกุ้งยังเงียบเหงาซบเซาแบบนี้  มีหวังกุ้งน็อคตายยกบ่อแน่ และคนเลี้ยงกุ้งจะต้องตายแน่ๆ เพราะแทนที่จะได้ขายกุ้งมีกำไร แต่กลับต้องขาดทุนไปหลายแสนบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    นายสมทรัพย์กล่าวอีกว่า ในช่วงที่รอออเดอร์จับกุ้งจำหน่าย เกษตรกรก็จะต้องสิ้นเปลืองอาหารที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งมีการปรับขึ้นราคาตามกลไกค่าขนส่ง จึงเป็นการสิ้นเปลืองต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น เพื่อลดทุนค่าอาหารและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จึงได้จับกุ้งมาพักขายที่ร้านริมถนน  ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าถึงได้สะดวก ทั้งนี้ หวังขายไห้ลูกค้าทั่วไปและกำลังที่จะเดินทางกลับไปทำงาน  โดยจำเป็นต้องลดราคาลงจากภาวะปกติ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า เริ่มต้นตั้งแต่ราคา กก.ละ 200-280 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดในรอบ 20 ปี 

    จึงขอเชิญชวนมาอุดหนุนซื้อกุ้งไซส์ใหญ่ ราคาถูก ที่ร้านตาสมทรัพย์บ้านตูม อย่างไรก็ตาม ก็อยากให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางจังหวัด ประมง พาณิชย์ ได้หามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามด้วย ก่อนที่เขื่อนจะปิดน้ำและกุ้งอาจจะน็อคตายยกบ่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/473169&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KDzThrKMDb6kcr_8SuwWk