Category: เศรษฐกิจ

  • แรงงานซัมซุงเตรียมนัดหยุดงาน 48,000 คน ส่อกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้-ซัพพลายชิปโลก

    แรงงานซัมซุงเตรียมนัดหยุดงาน 48,000 คน ส่อกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้-ซัพพลายชิปโลก

    สหภาพแรงงานของบริษัทซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ของเกาหลีใต้ ประกาศเดินหน้าแผนการนัดหยุดงานประท้วงในวันที่ 21 พ.ค. นี้ หลังจากความพยายามในการบรรลุข้อตกลงเรื่องโบนัสตามผลงานร่วมกับฝ่ายบริหารล้มเหลว โดยคาดว่าจะมีพนักงานเกือบ 48,000 คนพร้อมใจกันผละงานเป็นเวลา 18 วัน ท่ามกลางความกังวลว่าอาจกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้และห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก

    นายชเว ซึงโฮ ผู้นำสหภาพแรงงาน แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ฝ่ายสหภาพได้ยอมรับข้อเสนอสุดท้ายจากตัวกลางของภาครัฐแล้ว แต่ความขัดแย้งยังคงไม่สามารถหาข้อยุติได้เนื่องจากฝ่ายบริหารปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว “เราขอแสดงความเสียใจและผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ทางสหภาพยืนยันที่จะเดินหน้านัดหยุดงานประท้วงตามกรอบของกฎหมายอย่างแน่นอน”

    ข้อพิพาทระหว่างกลุ่มแรงงานและฝ่ายบริหารยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยมีจุดชนวนสำคัญมาจากเรื่อง “โบนัสตามผลงาน” ที่เชื่อมโยงกับรายได้ของธุรกิจชิปประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางวัฏจักรขาขึ้นของตลาดหน่วยความจำโลก

    แม้ว่ารายงานระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุความเข้าใจร่วมกันในเรื่อง “การยกเลิกเพดานการจ่ายโบนัสเดิม” ซึ่งปัจจุบันจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 50% ของเงินเดือนประจำปีได้แล้ว แต่ประเด็นที่เป็นข้อติดขัดสำคัญคือโครงสร้างและสัดส่วนการกระจายเงินโบนัส

    โดยข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ต้องการให้จัดสรรเงินโบนัสในอัตราคงที่คิดเป็น 15% ของกำไรจากการดำเนินงานของแผนกเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมยกเลิกเพดานการจ่ายเงิน และต้องการให้ข้อตกลงนี้ถูกบรรจุเป็นระเบียบขององค์กรอย่างเป็นทางการในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ปีเดียว รวมถึงเรียกร้องโบนัสให้กับหน่วยธุรกิจที่ยังประสบภาวะขาดทุนด้วย

    ส่วนข้อเสนอของฝ่ายบริหารเสนอให้คงระบบสิ่งจูงใจจากกำไรส่วนเกินแบบเดิม แต่ปรับให้คำนวณโบนัสจาก 10% ของกำไรจากการดำเนินงาน และเสนอให้มีระบบค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติมเพื่อให้มีความยืดหยุ่น

    ด้านแถลงการณ์ของซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ระบุถึง “ความเสียใจอย่างสุดซึ้ง” โดยชี้ว่าบริษัทได้พยายามโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องของสหภาพไปมากแล้ว แต่ทางสหภาพยังคงยืนกรานข้อเรียกร้องที่สูงเกินไป โดยเฉพาะการเรียกร้องค่าตอบแทนจำนวนมหาศาลให้กับหน่วยธุรกิจที่ยังขาดทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้เนื่องจากขัดต่อหลักการบริหารจัดการพื้นฐานของบริษัท

    หลังจากการประกาศล้มโต๊ะเจรจาดังกล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้นของซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ดิ่งลงทันทีประมาณ 3%

    การประท้วงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น สร้างความกังวลอย่างมากต่อรัฐบาลเกาหลีใต้ เนื่องจาก ซัมซุง ถือเป็นฟันเฟืองหลักที่แบกรับสัดส่วนการส่งออกเกือบ 1 ใน 4 หรือ 25% ของประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่คิดเป็น 35% ของยอดส่งออกรวมทั้งหมด ซึ่งหากการประท้วงยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของเกาหลีใต้

    นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกที่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานชิปจากเกาหลีใต้ต่างแสดงความกังวลเช่นกัน เพราะซัมซุงคือผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดในโลก การหยุดชะงักของสายการผลิตอาจทำให้ปัญหาชิปขาดแคลนในยุค AI บูมทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

    ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ขู่ว่าจะใช้มาตรการ “อนุญาโตตุลาการฉุกเฉิน” ซึ่งเป็นกฎหมายที่แทบไม่เคยนำมาใช้ เพื่อสั่งระงับการประท้วงชั่วคราวเป็นเวลา 30 วันและบังคับให้กลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในวันพุธนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลระบุว่า การใช้มาตรการดังกล่าวยังเร็วเกินไป และเชื่อว่ายังพอมีเวลาสำหรับการพูดคุย โดยนายพัค ซูคึน ประธานคณะกรรมการแรงงานที่เป็นตัวกลางระบุว่า รัฐบาลพร้อมที่จะเปิดกระบวนการไกล่เกลี่ยใหม่อีกครั้ง “ได้ทุกเมื่อ” หากทั้งสองฝ่ายพร้อมเผชิญหน้ากันอีกครั้ง.

    ที่มา Yonhap / Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2934036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sSF9zu7dZHjsVEtNhZAuf

  • นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.มาครง พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก

    นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.มาครง พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก

    นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.มาครง พร้อมเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก

    วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

    นายกฯ บินฝรั่งเศสพรุ่งนี้ เตรียมถก ปธน.ฝรั่งเศส องค์การระหว่างประเทศ ภาคเอกชนไทย-ฝรั่งเศส ทีมประเทศไทย เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก สนับสนุนความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่สายตานานาประเทศ

    เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 21-27 พ.ค.2569 

    โฆษกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสการเยือนในครั้งนี้พบหารือกับผู้นำและบุคคลสำคัญจากหลายภาคส่วน ได้แก่

    1. ระดับผู้นำ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการพบกับนายเอมานูว์แอล มาครง (H.E. Mr. Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ (working dinner) ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้หารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส มุ่งสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างกัน พร้อมทั้งผลักดันความร่วมมือที่สำคัญ โดยเฉพาะด้านการค้าการลงทุน พลังงาน คมนาคม การทหาร และอากาศยาน

    2. องค์การระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับผู้อำนวยการองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency – IEA) เพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน พร้อมทั้งพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ซึ่งจะเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือที่ได้หารือร่วมกันเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา และผลักดันบทบาทวัฒนธรรมไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในปลายปีนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ทั้งด้านแฟชั่น งานหัตถกรรม การท่องเที่ยว และซอฟต์พาวเวอร์ไทยในระดับนานาชาติ

    3. ภาคเอกชนฝรั่งเศส นายกรัฐมนตรีจะพบหารือกับคณะนักธุรกิจฝรั่งเศสภายใต้สมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) พร้อมทั้งพบปะภาคเอกชนฝรั่งเศสในสาขาต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นโอกาสในการเชิญชวนภาคเอกชนฝรั่งเศสให้เข้ามาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของไทย โดยเฉพาะในสาขาที่ฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญ เช่น อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    4. ทีมประเทศไทย ภาคเอกชนไทย และชุมชนไทยในฝรั่งเศส โดยนายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมและแลกเปลี่ยนความเห็นในการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป พร้อมทั้งพบปะชุมชนไทยในฝรั่งเศส ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรม เอกลักษณ์ความเป็นไทย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฝรั่งเศส รวมถึงภาคเอกชนไทยในฝรั่งเศส ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างชื่อเสียงและมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์ไทยในระดับสากล

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/965731&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R_cf9FYVndj1pOUj7KNBe

  • ห้ามเผาภาคเกษตรไม่ได้ผล เมื่อแรงจูงใจยังไม่ตอบโจทย์

    ห้ามเผาภาคเกษตรไม่ได้ผล เมื่อแรงจูงใจยังไม่ตอบโจทย์

    Loading…

    ห้ามเผาภาคเกษตรไม่ได้ผล เมื่อแรงจูงใจยังไม่ตอบโจทย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/agriculture-63&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cxj6513A2xMQaCXLew0d8

  • จับตาเศรษฐกิจยูเออีครึ่งเดือนแรก พ.ค. 2569 : การลงทุน การค้า และพลังงานขยายตัวต่อเนื่อง

    จับตาเศรษฐกิจยูเออีครึ่งเดือนแรก พ.ค. 2569 : การลงทุน การค้า และพลังงานขยายตัวต่อเนื่อง

    ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 เศรษฐกิจสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ยังคงแสดงสัญญาณเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการเติบโตของ GDP การขยายตัวของการค้า การเสริมความแข็งแกร่งของระบบการเงิน และการยกระดับนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐ โดยภาพรวมสะท้อนว่ายูเออี กำลังเดินหน้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลายและทนทานต่อความผันผวนจากภายนอกมากขึ้น

    รายงานข่าวฉบับนี้สรุปภายใต้ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ แนวโน้มเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน การส่งผ่านของการเติบโตทางการค้าไปสู่ภาคโลจิสติกส์และท่าเรือ และผลของนโยบายอุตสาหกรรมต่อการจ้างงานและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยอ้างอิงจากข่าวเศรษฐกิจสำคัญ พอสรุปได้ดังนี้

    แนวโน้มเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน

    ประเด็นราคาพลังงานยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะสั้น เนื่องจากยูเออีปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงประจำเดือนพฤษภาคม 2569 โดย Super 98 อยู่ที่ 0.99 เหรียญสหรัฐฯ ต่อลิตร Special 95 อยู่ที่ 0.97 ต่อลิตร และ E-Plus 91 อยู่ที่ 0.95 เหรียญสหรัฐฯ ต่อลิตร ขณะที่ดีเซลทรงตัวที่ 1.28 เหรียญสหรัฐฯต่อลิตร การปรับขึ้นครั้งนี้สะท้อนภาวะราคาน้ำมันโลกที่ยังผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและสถานการณ์ด้านอุปทานพลังงาน

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์ราคาพลังงานที่สูงขึ้นมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังต้นทุนขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภท โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ใช้ระบบกระจายสินค้าหนักหรือใช้เชื้อเพลิงสูง ซึ่งอาจทำให้แรงกดดันด้านค่าครองชีพในเขตเมืองสำคัญ เช่น ดูไบ อาบูดาบี และชาร์จาห์ เพิ่มขึ้นบางส่วน

     อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อเงินเฟ้อของยูเออี มีแนวโน้มได้รับการบรรเทาผลกระทบจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความเข้มแข็ง การเติบโตของภาคนอกน้ำมัน (Non-oil)  และระบบธนาคารที่มีสภาพคล่องสูง โดยสินทรัพย์รวมของระบบธนาคารอยู่ที่มากกว่า 1.49 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และเงินฝากอยู่ที่ 928 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งช่วยสนับสนุนเสถียรภาพทางการเงินและการส่งผ่านนโยบายเศรษฐกิจได้ดีขึ้น

    ในภาพรวม ราคาพลังงานน่าจะเป็นปัจจัยดันเงินเฟ้อระยะสั้นมากกว่าจะกลายเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้าง หากราคาน้ำมันโลกเริ่มทรงตัวและต้นทุนโลจิสติกส์ได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อภายในประเทศก็น่าจะอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้

    การส่งผ่านการเติบโตทางการค้าสู่ภาคโลจิสติกส์และท่าเรือ

    การค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญของเศรษฐกิจยูเออี โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าต่างประเทศอยู่ที่ 1.64 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน ขณะที่มูลค่าการค้าสินค้านอกภาคน้ำมันขยายตัว 27% เป็น 1.04 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สะท้อนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจมิได้จำกัดอยู่เพียงภาคการเงินและบริการ แต่ได้ส่งผ่านแรงขับเคลื่อนไปสู่ภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และท่าเรืออย่างชัดเจน

    ข้อมูลจาก DP World ระบุว่า ผู้บริหารภาคการค้าในยูเออีกว่าเกือบสองในสามคาดว่าการเติบโตทางการค้าในปี 2569 จะทรงตัวหรือขยายตัวสูงกว่าปี 2568 โดยมองว่าคลังสินค้า ศูนย์โลจิสติกส์ และระบบศุลกากรเป็นกลไกสำคัญของห่วงโซ่อุปทานใหม่ที่เชื่อมโยงเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา

    การขยายตัวดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อภาคท่าเรือ เขตโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้า โดยยูเออียังได้รับแรงสนับสนุนจากความเชื่อมโยงทางการค้ากับอินเดีย จีน และญี่ปุ่น ตลอดจนการเปิดตลาดใหม่ผ่านความตกลง CEPA และเครือข่ายการค้าใน Jebel Ali Free Zone ซึ่งช่วยเสริมบทบาทของนครดูไบในฐานะศูนย์กลางการค้าโลก

    ในเชิงโครงสร้างภาคการค้าและโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญต่อการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของยูเออี และเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อน GDP สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในด้านคลังสินค้าท่าเรือและระบบขนส่งอัจฉริยะ

    โดยสรุปการเติบโตทางการค้าของยูเออีกำลังส่งผ่านไปสู่ความต้องการ ด้านโลจิสติกส์ ท่าเรือ ระบบศุลกากร และเทคโนโลยีบริหารห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

    ผลของนโยบายอุตสาหกรรมต่อการจ้างงานและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

    นโยบายอุตสาหกรรมเป็นอีกหนึ่งแกนหลักที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ยูเออี ในปี 2026 โดยรัฐบาลเปิดตัวแพลตฟอร์ม “Make it in the Emirates 2026” เพื่อเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรม เสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน และดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง

    พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังอนุมัติกองทุนความยืดหยุ่นทางอุตสาหกรรม (National Industrial Resilience Fund) มูลค่าประมาณ 272 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการผลิตในประเทศ เพิ่มความมั่นคงของสินค้ายุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยา อุปกรณ์การแพทย์ อาหาร และเทคโนโลยีขั้นสูง เร่งการใช้ AI                  ในกระบวนการผลิตและการดำเนินงาน นโยบายดังกล่าวสะท้อนทิศทางที่ชัดเจนว่ารัฐต้องการยกระดับจากการเป็นศูนย์กลางการค้า ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมด้วย

    ผลต่อการจ้างงานคาดว่าจะเกิดในสองมิติ ได้แก่ การจ้างงานโดยตรงในภาคอุตสาหกรรม การผลิต     โลจิสติกส์ และเทคโนโลยี และการจ้างงานทางอ้อมในบริการสนับสนุน เช่น วิศวกรรม ซ่อมบำรุง ซัพพลายเชน         และบริการธุรกิจ โดยเมื่อบริษัทจดทะเบียนในประเทศเพิ่มขึ้นเกิน 1.4–1.45 ล้านราย ย่อมสะท้อนถึงฐานธุรกิจที่ขยายตัวและความต้องการแรงงานที่หลากหลายมากขึ้น

    ในด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยูเออียังคงมีความน่าสนใจต่อผู้ลงทุนทั่วโลก เนื่องจาก  มีฐานการค้าขนาดใหญ่ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปิดกว้าง และนโยบายภาครัฐที่ผลักดันการเชื่อมโยงกับผู้ผลิต และนักลงทุนต่างประเทศโดยตรง รายงานของหนังสือพิมพ์ The National ระบุว่า FDI ของ ยูเออี ในปีก่อนอยู่ที่ 45.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 49% และทำให้ ยูเออี อยู่ในอันดับ 10 ของโลก ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    โดยภาพรวม เศรษฐกิจ ยูเออี อยู่ในจังหวะการเติบโตที่เข้มแข็งและมีฐานสนับสนุนกว้าง ทั้งจากภาคนอกน้ำมัน การค้า ระบบธนาคาร และการลงทุนอุตสาหกรรม แม้ราคาพลังงานจะกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้น แต่แรงส่งจากการค้าระหว่างประเทศและนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐยังมีแนวโน้มช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเสริมความสามารถแข่งขันของประเทศต่อเนื่อง

    ในเชิงนโยบายการขยายตัวของการลงทุนอุตสาหกรรมควบคู่กับความสามารถด้านการค้าและโลจิสติกส์ จะช่วยให้ยูเออี สร้างฐานการผลิตภายในประเทศมากขึ้น ลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าบางประเภท และเพิ่มมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับความต้องการแรงงานฝีมือและแรงงานเทคนิค ซึ่งเป็นผลเชิงบวกต่อการจ้างงานในระยะกลางถึงระยะยาว

    ผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้ามีแนวโน้มเป็นบวก โดยเศรษฐกิจยูเออีที่ยังขยายตัวและการค้าระหว่างประเทศที่เติบโตช่วยหนุนความต้องการสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น สินค้ากลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม วัตถุดิบอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศที่ยังแข็งแรง  ส่วนนโยบายอุตสาหกรรม “Make it in the Emirates 2026” และกองทุนอุตสาหกรรม 272 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อาจเพิ่มความต้องการนำเข้าเครื่องจักร ชิ้นส่วน และวัตถุดิบจากต่างประเทศ รวมถึงไทย อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนขนส่งและต้นทุนกระจายสินค้าปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจึงควรบริหารราคาและเส้นทางโลจิสติกส์อย่างรอบคอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/joluo01ir0mt7lx9lqntoqc7&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZL9K48YNBUlBi6xs39lBz

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.53 น.

    กลยุทธ์: รอย่อทยอยซื้อ
    ราคาซื้อ: $4,350 = 68,500
    แนวต้าน: $4,650 = 71,100

    FOMC–อิหร่าน–จีน–รัสเซีย กำลังกำหนดทิศทางทองคำอย่างไร? นักลงทุนควรวางกลยุทธ์แบบไหนในช่วงตลาดผันผวน

    .
    ทำไมการประชุม FOMC ความขัดแย้งอิหร่าน–สหรัฐฯ และความร่วมมือจีน–รัสเซีย จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาทองคำ และนักลงทุนควรวางกลยุทธ์อย่างไรในช่วงที่ตลาดยังผันผวนสูง? ราคาทองคำในช่วงนี้ถูกขับเคลื่อนโดยทั้งปัจจัยดอกเบี้ยสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หาก Fed ยังใช้นโยบายการเงินเข้มงวด ทองคำอาจถูกกดดันต่อ แต่หากมีสัญญาณผ่อนคลาย หรือความตึงเครียดโลกยกระดับขึ้น ทองคำมีโอกาสกลับมารีบาวด์ได้อีกครั้ง นักลงทุนจึงควรเน้นรอจังหวะสะสมใกล้แนวรับมากกว่าการไล่ราคา

    .
    ตลาดยังจับตาการประชุม FOMC อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวกำหนดทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และส่งผลโดยตรงต่อราคาทองคำ หาก Fed ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Hawkish) Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าต่อ กดดันทองคำในระยะสั้น แต่หาก Fed เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายหรือเปิดทางลดดอกเบี้ย ทองคำก็มีโอกาสกลับมารีบาวด์ได้อีกครั้ง

    .

    ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน–สหรัฐฯ รวมถึงความร่วมมือที่ใกล้ชิดมากขึ้นของจีน–รัสเซีย ยังคงเพิ่มความไม่แน่นอนให้เศรษฐกิจโลก และเป็นปัจจัยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย นักลงทุนจึงยังต้องติดตามประเด็นภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพราะสามารถสร้างแรงเหวี่ยงให้ตลาดได้ตลอดเวลา

    .

    ด้านเทคนิค ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงพักฐานและแกว่งผันผวน โดยแนวรับสำคัญอยู่บริเวณ $4,350 หากหลุดมีโอกาสลงทดสอบ $4,200–4,100 ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ $4,650 หากกลับไปยืนเหนือโซนนี้ได้ จะเริ่มเป็นสัญญาณว่าฝั่งซื้อกลับมาคุมตลาดมากขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์ช่วงนี้ยังเน้น “รอสะสมใกล้แนวรับ” มากกว่าการไล่ราคา

    .

    ทำไมดอกเบี้ยของ Fed ถึงมีผลต่อราคาทองคำ? เพราะทองคำไม่มีดอกเบี้ยในตัวเอง เมื่อดอกเบี้ยสูง นักลงทุนมักย้ายเงินไปสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน เช่น พันธบัตร ทำให้ทองคำถูกกดดัน แต่เมื่อดอกเบี้ยลด ทองคำมักกลับมาน่าสนใจมากขึ้น
    ทองคำยังเป็น Safe Haven ที่ดีในปี 2026 หรือไม่? ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยสำคัญ เพราะนักลงทุนทั่วโลกยังใช้ทองคำป้องกันความเสี่ยงจากสงคราม เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจผันผวน
    นักลงทุนควรไล่ราคาทองคำช่วงนี้หรือไม่? ไม่ควรไล่ราคาในช่วงตลาดผันผวนสูง ควรรอสะสมใกล้แนวรับ แบ่งไม้ลงทุน และติดตามข่าวเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-20-5-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27ao18A_FG4vsWJoaUoUWp

  • แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านเสี่ยง “แท้ง” ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ ศึกษา 90 วันชี้ชะตา

    แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านเสี่ยง “แท้ง” ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ ศึกษา 90 วันชี้ชะตา

    แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านเสี่ยง “แท้ง” ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ ศึกษา 90 วันชี้ชะตา

    กระแสถกเถียงโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ “แลนด์บริดจ์” กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังรัฐบาลตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการภายในกรอบเวลา 90 วัน เพื่อประเมินความคุ้มค่าและผลกระทบทุกมิติ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า โครงการเมกะโปรเจ็กต์มูลค่า 1-1.4 ล้านล้านบาทนี้ จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ หรือกลายเป็นโครงการที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

    แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านเสี่ยง “แท้ง” ไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ ศึกษา 90 วันชี้ชะตา

    โครงการแลนด์บริดจ์มีแนวคิดเชื่อมการขนส่งระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ผ่านแนวคิด “ท่าเรือเดียว สองฝั่ง” เชื่อมระหว่างแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง กับแหลมริ่ว อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ระยะทางประมาณ 90-109 กิโลเมตร ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึก รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ 6 ช่องจราจร และระบบท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยรัฐบาลมองว่าจะช่วยลดเวลาขนส่งผ่านช่องแคบมะละกาได้ 4-5 วัน ลดต้นทุนได้ราว 15% และเพิ่มจีดีพีไทยในระยะยาว

    มีโอกาสสูงไม่ได้ไปต่อ-หลากปัจจัยรุม

    อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยประเมินว่าโครงการนี้มีโอกาสสูงที่จะ “แท้ง” หรือไปต่อไม่ได้ เว้นแต่รัฐบาลจะเดินหน้าชนกระแสคัดค้านอย่างเต็มตัว ซึ่งจะเผชิญแรงต้านมหาศาลจากประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวระนองที่ต้องการรักษาวิถีชีวิตแบบ Slow Life และเศรษฐกิจฐานธรรมชาติเอาไว้มากกว่า

    โดยจุดอ่อนสำคัญของแลนด์บริดจ์อยู่ที่ผลกระทบต่ออัตลักษณ์ของระนอง ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขา ป่าไม้ แม่น้ำ และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างเกาะพยาม รวมถึงปะการังชายฝั่ง การก่อสร้างต้องใช้หินจำนวนมหาศาลจากการทุบภูเขาเพื่อนำไปถมทะเล ส่งผลให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงถาวร ขณะที่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีดั้งเดิมของเมืองระนองอาจสูญหายไป

    นอกจากนี้ พื้นที่ฝั่งระนองยังเป็นพื้นที่เปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม มีทั้งป่าชายเลนที่อยู่ระหว่างผลักดันขึ้นทะเบียนมรดกโลก พื้นที่สงวนชีวมณฑล และอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง ข้อมูลจากภาควิชาการยังตั้งข้อสังเกตว่า การถมทะเลกว่า 7,000 ไร่ และการขุดลอกร่องน้ำจะกระทบระบบนิเวศ โดยเฉพาะสัตว์หน้าดินซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญของชุมชนประมงพื้นบ้าน

    รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ระบุว่าพบสัตว์หน้าดินเฉลี่ย 47.57 ตัวต่อตารางเมตร แต่ภาคีนักวิชาการสำรวจพบสูงถึง 1,685 ตัวต่อตารางเมตร หากคำนวณตามพื้นที่ผลกระทบกว่า 32 ล้านตารางเมตร อาจเกิดความสูญเสียสัตว์หน้าดินมากกว่า 53,953 ล้านตัว ขณะที่ชุมชนยังวิตกเรื่องมลพิษ น้ำเสีย คราบน้ำมัน และเสียงจากนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

    ดร.อัทธ์กล่าวว่า คนระนองไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่ต้องการการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ ปัจจุบันจังหวัดมีการค้าชายแดนกับเมียนมาและเชื่อมการค้ากับอินเดียผ่านกรอบ BIMSTEC อยู่แล้ว สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากกว่าคือรถไฟรางคู่เชื่อมระนองกับโครงข่ายรถไฟสายหลัก เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

    ในมุมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มองว่า กลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนคือ นักเก็งกำไรที่ดินและบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ที่รอรับงานระดับแสนล้านบาท ขณะที่ชาวบ้านทั่วไป โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพประมงและท่องเที่ยวชุมชน กลับแทบไม่ได้ประโยชน์โดยตรง จึงกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนกับวิถีชีวิตชุมชนในพื้นที่

    อีกประเด็นสำคัญคือข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แม้หน่วยงานรัฐระบุว่าโครงการมีอัตราผลตอบแทนภายใน หรือ IRR สูงถึง 17.43% และคืนทุนภายใน 24 ปี แต่ผลศึกษาหลายสำนักกลับให้ภาพตรงกันข้าม โดยเฉพาะข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯ ที่ระบุค่า BC Ratio เพียง 0.22 ต่ำกว่า 1 มาก สะท้อนว่าต้นทุนสูงกว่าผลประโยชน์

    ชี้เร่งรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 4 ประเทศคุ้มค่ากว่า

    ดร.อัทธ์ ระบุว่า ยังไม่มีผลศึกษาจากสถาบันใดที่ยืนยันชัดว่าโครงการคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นผลศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ญี่ปุ่น หรือสถาบันยูโซฟ อิสซัค ของสิงคโปร์ ขณะที่จุดอ่อนสำคัญทางโลจิสติกส์คือปัญหา Double Handling หรือการยกตู้สินค้าขึ้นลงหลายรอบ ซึ่งทำให้ต้นทุนและเวลาสูงกว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา

    ปัจจุบันท่าเรือระนองรองรับตู้สินค้าเพียงประมาณ 6,000 ตู้ต่อปี แต่โครงการตั้งเป้าสูงถึง 20 ล้านตู้ต่อปี ใกล้เคียงกับท่าเรือสิงคโปร์และพอร์ตกลางของมาเลเซีย จึงถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ในระยะยาว

    ดร.อัทธ์ เสนอว่า ทางเลือกที่เหมาะสมกว่าคือการเร่งพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน-ลาว-ไทย-มาเลเซีย เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมสินค้าจากจีนสู่เอเชียใต้และยุโรป พร้อมยกระดับท่าเรือระนองในระดับเหมาะสมรองรับระบบราง ซึ่งใช้งบประมาณต่ำกว่าและกระทบสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

    ขณะที่แหล่งข่าวจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่า รัฐบาลต้องพิจารณาโครงการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผลตอบแทนที่แท้จริง เนื่องจากข้อมูลเชิงสถิติของแต่ละฝ่ายยังแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะประเด็นระยะเวลาขนส่งและต้นทุนที่ภาครัฐกับภาคเอกชนประเมินไม่ตรงกัน พร้อมมองว่าผลศึกษาของคณะกรรมการ 90 วันจะเป็นตัวชี้ชะตาสำคัญว่าแลนด์บริดจ์จะแจ้งเกิดหรือกลายเป็นอีกหนึ่งเมกะโปรเจ็กต์ที่ต้องพับแผนในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/659499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mpUViAjZjYP19KBqYTF9z

  • สภาพัฒน์ เปิด 5 กลุ่มเศรษฐกิจแจ๊กพอตแตก เจอพิษสงครามตะวันออกกลาง

    สภาพัฒน์ เปิด 5 กลุ่มเศรษฐกิจแจ๊กพอตแตก เจอพิษสงครามตะวันออกกลาง

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 และแนวโน้มปี 2569 เรื่องผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย โดยประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากความขัดแย้งดังกล่าว หากยังคงยืดเยื้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคง ทางพลังงาน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง 

    ส่งผลให้ราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ ปุ๋ย และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและพลาสติกในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี ซึ่งความผันผวนดังกล่าวได้กลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และเป็นปัจจัยเร่งให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ จะส่งผ่านกลุ่มต่าง ๆ ที่สำคัญ ประกอบด้วย 1. ด้านอุปทานและราคาพลังงาน 2. ด้านห่วงโซ่การผลิต 3. ด้านการค้าระหว่างประเทศ 4. ด้านการท่องเที่ยว และ 5. ด้านตลาดเงินตลาดทุน สรุปได้ดังนี้

    ผลกระทบต่ออุปทาน-ราคาพลังงาน

    ผลกระทบด้านพลังงานของแต่ละประเทศ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง โดยพบว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง โดยประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึง 46.8% ในปี 2568 โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบ 59% และก๊าซธรรมชาติ 24.3% ต่อการนำเข้าทั้งหมด

    ขณะที่การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อระดับราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทย แม้ว่าในช่วงแรกรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะตรึงราคาพลังงานภายในประเทศเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ตาม โดยการเพิ่มขึ้นของระดับราคาพลังงานมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภาคครัวเรือนของไทยมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เนื่องจากตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภคของไทยก็มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายพลังงานประมาณ 14% สูงสุดในภูมิภาค 

    อีกทั้งเศรษฐกิจยังได้รับผลกระทบที่ส่งผ่านจากต้นทุนในสาขาการผลิตที่มีต้นทุนน้ำมันในสัดส่วนที่สูง ได้แก่ ประมง การทำเหมืองแร่และเหมืองหิน อุตสาหกรรมเคมี การไฟฟ้าและการประปาและการผลิตโลหะขั้นมูลฐาน เช่นเดียวกับภาคการผลิต เช่น การผลิตปุ๋ยเคมี การก่อสร้าง การค้าส่ง และการผลิตผลิตภัณฑ์ คอนกรีตและซีเมนต์ เป็นต้น ทำให้เผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและมีแนวโน้มที่จะส่งผ่านต้นทุนมาสู่ผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการต่อไป

    ผลกระทบห่วงโซ่อุปทานการผลิต

    สถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังส่งผลกระทบต่อวัตถุดิบอื่นที่ไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ แนฟทา ซึ่งนำเข้า 90.20% ของการนำเข้าทั้งหมด รวมทั้งโพรเพน เอทิลีน โพรพิลีน และก๊าซฮีเลียม ซึ่งการขาดแคลนวัตถุดิบดังกล่าวจะ ส่งผลอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยทั้งภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบโดยตรงรุนแรงที่สุด ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบปิโตรเลียมและปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบหลัก

    ผลกระทบภาคการเกษตร

    สำหรับภาคการเกษตรได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงของการขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตปุ๋ยเคมี รวมถึงระดับราคา ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชที่เพิ่มสูงขึ้น โดยประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากประเทศในตะวันออกกลางถึง 71.4% ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยยูเรียทั้งหมด ประกอบกับประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชสูงถึง 40.84%

    ขณะที่ข้อมูลสต็อกปุ๋ยยูเรียคงคลัง ณ กลางเดือนมี.ค. 2569 ประมาณ 6.5 ล้านกระสอบ (0.32 ล้านตัน) 

    ประกอบกับที่มีการนำเข้าเพิ่มเติมในเดือนเม.ย.2569 อีก ประมาณ 2.0 ล้านกระสอบ (0.10 ล้านตัน) จึงทำให้มีปริมาณสต็อกคงเหลือ 8.5 ล้านกระสอบ (0.42 ล้านตัน) คาดว่าจะเพียงพอใช้งานถึงสิ้นเดือนส.ค. 2569 เท่านั้น 

    ผลกระทบการค้าระหว่างประเทศ

    การส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 339,635 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 3.7% ของการส่งออกของไทยทั้งหมด โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ในเดือนมีนาคม 2569 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ สัดส่วนสูงสุด 35.4% รองลงมาคือ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ 

    ส่วนการนำเข้าของไทยจากตะวันออกกลาง มีมูลค่ารวม 344,943 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 8.1% ของการนำเข้าทั้งหมด โดยมีสินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น เครื่องเพชรพลอย อัญมณีเงินแท่งและทองคำ น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น หากสถานการณ์ยังยึดเยื้อจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าไทยได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อในตลาดส่งออกที่ลดลง 

    ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว

    นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลางในปี 2568 มีสัดส่วน 3.7% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวในระดับสูง แต่เดือนมี.ค.-เม.ย. 2569 นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าวลดลง เหลือ 32,815 คน และ 45,990 คน ตามลำดับ

    ด้านรายได้จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 0.176 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.87% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และลดลง 6.4%

    ผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุน

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนผันผวนและทำให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น

    ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ปรับลดลงเนื่องจากเป็นสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yields) ยังปรับเพิ่มสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่จะทำให้ช่องว่างในการดำเนินนโยบายการคลังของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทยลดลง 

    ขณะเดียวกันแรงกดดันเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจนส่งผลให้ธนาคารกลางสำคัญ ๆ อาจมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นหรือคงดอกเบี้ยในระดับสูงไว้นานกว่าเดิม แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนในระยะต่อไปมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อนักลงทุนสูง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่อาจเผชิญกับทั้งปัญหาค่าเงินอ่อนค่า เงินทุนไหลออก และต้นทุนกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น

    ด้วยเหตุนี้ในการดำเนินนโยบายเพื่อรับมือผลกระทบหากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ โดยประเทศที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรง คือ ประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รวมถึงมีช่องว่างการดำเนินนโยบายการคลังน้อย โดยประเทศที่มีเสถียรภาพระหว่างประเทศอ่อนแอมีความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุนจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนได้ อาทิ มาเลเซียและเวียดนาม ขณะที่ประเทศที่มีช่องว่างทางการคลังในระดับต่ำจะเผชิญกับข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายเพื่อรองรับผลกระทบ ทั้งไทย มาเลเซียและฟิลิปปินส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/659495&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3e_iBGnQPzj4P9jXtlTDbs

  • “ยศชนัน” เล็งปรับโมเดล “เฟรเซอร์สกิล” รับเทคโนโลยี-ภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยน

    “ยศชนัน” เล็งปรับโมเดล “เฟรเซอร์สกิล” รับเทคโนโลยี-ภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยน

    “ยศชนัน” เล็งปรับโมเดล “เฟรเซอร์สกิล” รับเทคโนโลยี-ภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยน ยืนยัน ไร้ปัญหา-เตรียมเสนอ ครม. อีกรอบ เผย บินฝรั่งเศสพร้อมนายกฯ ยกระดับวิจัย-เทคโนโลยีไทย กระชับความสัมพันธ์

    เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีถึงเรื่อง “เฟรเซอร์สกิล” (Fraser Skill – แหล่งเรียนรู้ออนไลน์พัฒนาทักษะ) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ยังไงประเทศไทยก็ต้องทำ และโครงการนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่จากการศึกษามาระยะเวลากว่า 2 ปี โดยคณะกรรมการหลายท่าน พบว่า ปัจจุบันมีความหลากหลายทางเทคโนโลยีมากขึ้น รวมถึงต้องนำเรื่องงบประมาณและภาวะเศรษฐกิจมาพิจารณาเพื่อปรับรูปแบบให้เหมาะสม ก่อนจะนำเสนอ ครม. อีกครั้งหนึ่ง

    นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหา เพราะเป็นการปรับเปลี่ยนตามบริบท และมีรูปแบบของ BOT (Build-Operate-Transfer) เอกชน รวมถึงภาครัฐต่างๆที่จะต้องมาดูความเหมาะสม

    นอกจากนี้ นายยศชนัน ยังได้กล่าวถึงการร่วมคณะเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสกับนายกรัฐมนตรี ว่า ไปดูเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งเพิ่งมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับประเทศฝรั่งเศสไปจำนวน 20 ฉบับ เกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ของหลายมหาวิทยาลัย โดยสิ่งที่ฝรั่งเศสทำได้ดีคือเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy Transition) รวมถึงยังมีเรื่องเกี่ยวกับ Station F (สถานีเอฟ) ซึ่งเป็นศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพที่ดัดแปลงมาจากสถานีรถไฟเก่า ทำให้หลากหลายบริษัทเข้ามาตั้งอยู่ จุดนี้จะช่วยให้ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ยังมีเรื่องวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม (Heritage Science) เช่น สุโขทัย และอยุธยา ซึ่งการที่เรานำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จะทำให้เราเห็นเรื่องราวต่างๆ สามารถทำวิจัยเชิงลึก และใช้สินทรัพย์ (Asset) ที่มีอยู่มาทำวิจัยเชิงลึก ซึ่งเป็นจุดที่เราจะร่วมมือกันพัฒนาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2933936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24thNz688rthVrXy1PkaH3

  • ส่งออกไทยไตรมาสแรกปี 2569 โตแรง แต่เศรษฐกิจยังเปราะบาง

    ส่งออกไทยไตรมาสแรกปี 2569 โตแรง แต่เศรษฐกิจยังเปราะบาง

    ข้อมูลจาก ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า การส่งออกไทยในเดือนมีนาคม 2569 ขยายตัวสูงถึง 18.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ภาพรวมไตรมาสแรกของปี การส่งออกโตถึง 17.6% ถือว่าแข็งแกร่งกว่าที่คาด อย่างไรก็ตามการเติบโตดังกล่าวยังไม่สามารถกระจายไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นได้ชัดเจน โดยภาคการผลิตในประเทศขยายตัวเพียง 0.6% สะท้อนว่าเศรษฐกิจจริงยังฟื้นตัวแบบกระจุก ไม่ได้ดีขึ้นทั้งระบบ ในช่วงเดียวกันการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นแรงถึง 35.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสูงกว่าการส่งออกมาก ทำให้ไทยยังคงขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกขาดดุลรวมกว่า 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ส่งออกไทยไตรมาสแรกปี 2569 โตแรง แต่เศรษฐกิจยังเปราะบาง

    แม้การนำเข้าส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าสินค้าทุน เพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลดีต่อศักยภาพเศรษฐกิจในระยะกลาง แต่ในระยะสั้นกลับทำให้แรงหนุนจากการส่งออกต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังมีจำกัด นอกจากนี้ยังต้องติดตาม การส่งออกผ่านประเทศที่สาม ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขการค้าดูเติบโตดี แต่ไม่ได้สะท้อนการผลิตจริงในประเทศทั้งหมด

    ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายด้านที่สะสมมานาน และเริ่มเห็นผลชัดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน ได้แก่

    · ระดับหนี้สาธารณะสูง ทำให้ภาครัฐมีข้อจำกัดในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    · หนี้ครัวเรือนสูง กดดันกำลังซื้อในประเทศ

    · เศรษฐกิจพึ่งพาภาคต่างประเทศมาก ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศยังอ่อนแอ

    ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค และมีความยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกจากภายนอกค่อนข้างต่ำ

    ต้นทุนพลังงานสูง กดดันค่าครองชีพและธุรกิจ

    ราคาพลังงานในประเทศ โดยเฉพาะ ดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น กำลังก่อให้เกิดแรงกดดันด้านต้นทุนในวงกว้าง ทั้งค่าขนส่ง อาหาร และสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเร็ว และบั่นทอนกำลังซื้อของครัวเรือนมากขึ้น ในฝั่งภาคธุรกิจต้นทุนที่สูงขึ้นในขณะที่ความต้องการซื้อยังไม่แข็งแรง ทำให้หลายธุรกิจไม่สามารถปรับราคาขายขึ้นได้เต็มที่ ส่งผลให้กำไรลดลง และเพิ่มความเสี่ยงที่ภาคเอกชนจะชะลอการลงทุนในระยะสั้น

    ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวก็อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะไกล

    ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจปี 2569

    ภายใต้สมมติฐานที่ราคาดีเซลยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องราว 2 เดือน ทีม Wealth Research ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจเติบโตเพียง 1.4% โดยแรงกดดันหลักมาจากการชะลอตัวของการใช้จ่ายภายในประเทศ

    ประมาณการการเติบโตของการบริโภคในประเทศจึงถูกปรับลดลงเหลือ 1.8% จากเดิมที่เคยคาดไว้ 2.6% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังขาดแรงขับเคลื่อนจากกำลังซื้อภายใน

    มาตรการรัฐช่วยได้บางส่วน แต่ไม่ทั้งหมด

    แม้ภาครัฐจะมีมาตรการช่วยลดภาระค่าครองชีพ เช่น โครงการช่วยเหลือประชาชน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณและระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ทำให้มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาผลกระทบได้เพียงบางส่วน และไม่สามารถชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานได้ทั้งหมด

    ยังมีแรงพยุงจากการลงทุนต่างชาติ

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแรงพยุงจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะยังไหลเข้าต่อเนื่อง และช่วยประคองเศรษฐกิจในระยะกลาง ผ่านการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรม

    ที่มา : บทวิเคราะห์ Cross Asset Strategy ฉบับเดือนพฤษภาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/editorial/1234773&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28pS9lfK9ExRoVFnJK99tn

  • ดีเซลไทยโต 5.7% หลังตะวันออกกลางป่วน หนุนประชาชนเร่งเติมก่อนขึ้นราคา

    ดีเซลไทยโต 5.7% หลังตะวันออกกลางป่วน หนุนประชาชนเร่งเติมก่อนขึ้นราคา

    นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ปริมาณการใช้อยู่ที่ 166.77 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยน้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 14% น้ำมันกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.4 น้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มขึ้น 5.7% 

    น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้น 4.3% และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพิ่มขึ้น 3.7% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลง 14.3% โดยมีรายละเอียดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ประกอบด้วย

    ใช้เบนซินเพิ่ม 6.4%

    ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 33.21 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 6.4% โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21.12 ล้านลิตร/วัน สาเหตุมาจากส่วนต่างราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งในเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 31.80 บาท/ลิตร 

    ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 33.82 บาท/ลิตร มีส่วนต่างอยู่ที่ 2.02 บาท/ลิตร จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.13 บาท/ลิตร เนื่องมาจากการปรับส่วนต่างราคาน้ำมันและการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ E20 ให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้สัดส่วนน้ำมันเบนซินพื้นฐานและเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตในประเทศ รวมทั้งน้ำมันเบนซินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.39 ล้านลิตร/วัน ขณะที่การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ลดลงมาอยู่ที่ 6.53 ล้านลิตร/วัน และ 0.04 ล้านลิตร/วัน  

    ข้อมูลสถานการณ์การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเดือนมกราคม-มีนาคม 2569

    ดีเซลใช้เพิ่ม 5.7%

    ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 5.7% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่ 72.33 ล้านลิตร/วัน ขยายตัวจากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่สร้างความไม่แน่นอนต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้ในเดือนมีนาคมมีการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 5 ครั้ง รวม 10.80 บาท/ลิตร ความต้องการใช้น้ำมันจึงขยับตัวสูงขึ้นก่อนการปรับราคาในแต่ละรอบ 

    ดังนั้นปริมาณการจำหน่ายในภาพรวมจึงเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวตามกลไกการปรับตัวของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันสำคัญ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงสามารถรักษาระดับการขยายตัวได้สอดคล้องกับการประมาณการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ระบุว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังคงฟื้นตัวและขยายตัวที่ 1.61% ขณะที่ปริมาณการใช้ดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.003 ล้านลิตร/วัน 

    ซึ่งเป็นการกลับมาจำหน่ายหลังจากมีการชะลอการจำหน่ายไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2568 อันเป็นผลจากการบริหารจัดการภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล ที่มุ่งเพิ่มความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้รถที่รองรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ควบคู่ไปกับเป้าหมายในการควบคุมต้นทุนด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาภาระของภาคประชาชนและผู้ประกอบการ

    ใช้  Jet A1 เพิ่ม 4.3%

    ปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 20.04 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 4.3% ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน จากปริมาณจำนวนเที่ยวบินเดือนมกราคม-มีนาคม เฉลี่ยอยู่ที่ 83,043 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 5.80%  

    ประกอบกับการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8.94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    แต่ยังคงมีปัจจัยท้าทายจากสถานการณ์ด้านราคาพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนในการบริการและการดำเนินงาน โดยวิทยุการบินแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินยังคงมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้การเติบโตจะต่ำกว่าแนวโน้มเดิมก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง

    ปริมาณการใช้น้ำมันเตา เฉลี่ยอยู่ที่ 6.03 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 14% ซึ่งเป็นการขยายตัวจากปริมาณการใช้น้ำมันเตาสำหรับเรือเดินสมุทร สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกของไทยในภาพรวม 3 เดือนแรก ปี 2569 ที่ขยายตัว 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักขับเคลื่อนการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ปริมาณการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.84 ล้านกก./วัน เพิ่มขึ้น 3.7% ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.34 ล้านกก./วัน ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.10 ล้านกก./วัน ขณะที่ภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.27 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมลดลงมาอยู่ที่ 2.129 ล้านกก./วัน

    ปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.16 ล้านกก./วัน ลดลง 14.3% โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลง 19.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,042,838 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 78,261 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีการนำเข้าอยู่ที่ 1,011,340 บาร์เรล/วัน ลดลง 2.9% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 76,137 ล้านบาท/เดือน ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 31,498 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้น 33.7% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,124 ล้านบาท/เดือน 

    ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 126,711 บาร์เรล/วัน ลดลง 16% โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 11,511 ล้านบาท/เดือน โดยปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมาตรการระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/659394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rW5g8RnvMs-NKZv8UllN_