Category: เศรษฐกิจ

  • คลังตอบแล้ว! ทำไมคนกลุ่มนี้ ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ไม่ได้!

    คลังตอบแล้ว! ทำไมคนกลุ่มนี้ ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ไม่ได้!

    มีเพียง 1 กลุ่มเท่านั้นที่ไม่สามารถลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ชิงเงิน 4,000 บาท ได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะอะไร ล่าสุด คลังเฉลยแล้ว

    หลังจากที่ประชุม ครม. เคาะไฟเขียวโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มาตรการเยียวยาค่าครองชีพครั้งใหญ่ วงเงินสูงสุด 4,000 บาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 43 ล้านคน ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงาน จนกลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่คนตั้งตารอลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

    ล่าสุด นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยถึงเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้มี “ประชาชน 1 กลุ่มใหญ่” ไม่สามารถลงทะเบียนรับเงิน 4,000 บาท ในรอบนี้ได้เหมือนโครงการในอดีต พร้อมแจงเหตุผลไว้ดังนี้

    กลุ่มไหนหมดสิทธิ์ลงทะเบียน “ไทยช่วยไทยพลัส” ?

    ปลัดกระทรวงการคลังระบุชัดเจนว่า กลุ่มที่ไม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ได้ก็คือ “กลุ่มวัยรุ่น/นักศึกษา ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์” (เช่น ผู้ที่มีอายุ 16-17 ปี) > ทำไมรอบนี้เด็กอายุ 16-17 ปีถึงวืดสิทธิ์?

    กระทรวงการคลังชี้แจงว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส ในครั้งนี้ มีการปรับเกณฑ์คุณสมบัติใหม่ โดยกำหนดตัดเกณฑ์อายุที่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเท่านั้น เนื่องจากต้องการอ้างอิงเกณฑ์อายุตาม “ตลาดแรงงาน” เป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากโครงการคนละครึ่งในอดีตบางเฟสที่เคยเปิดโอกาสให้กลุ่มนี้

    คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนแอปฯ “เป๋าตัง” (กลุ่มทั่วไป 30 ล้านคน)

    หากคุณไม่อยู่ในกลุ่มที่ถูกตัดสิทธิ์ ลองมาเช็ก 5 เงื่อนไขหลักก่อนกดลงทะเบียนจริง วันที่ 25 – 29 พ.ค. 2569 นี้:

    1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย

    2. มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน (ยึดตามอายุตลาดแรงงาน)

    3. มีบัตรประจำตัวประชาชน

    4. ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (อ้างอิงฐานข้อมูล ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569)

    5. ไม่เป็นผู้ที่ถูกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืน ในโครงการของรัฐที่ผ่านมา ได้แก่:

      • โครงการคนละครึ่ง เฟส 1 – 5

      • โครงการคนละครึ่ง พลัส

    ล็อกเป้าเฉพาะสินค้าอุปโภค-บริกโภค! สั่งห้าม “ร้านทำผม-นวดสปา” เข้าร่วม

    ไม่ใช่แค่ฝั่งประชาชนเท่านั้น แต่ฝั่งผู้ประกอบการร้านค้าก็มีข้อจำกัดเช่นกัน โดยคลังย้ำว่า ร้านค้ากลุ่มบริการเสริมความงาม เช่น ร้านทำผม, ร้านทำเล็บ, ร้านนวด และร้านสปา “ไม่สามารถ” เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ได้

    เหตุผลคือ: โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อ “บรรเทาภาระค่าครองชีพอย่างเร่งด่วน” จากวิกฤตพลังงาน รัฐบาลจึงต้องการโฟกัสและจำกัดวงเงินให้สะพัดอยู่เฉพาะในกลุ่ม สินค้าอุปโภคบริโภค (ของกิน-ของใช้จำเป็น) และบริการขนส่งสาธารณะเท่านั้น ไม่ใช่โครงการเพื่อเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคบริการฟุ่มเฟือยเหมือนแต่ก่อน

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/951091/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zw7JR3buYmRbR1oTCY6nk

  • UN หั่นคาดการณ์ GDP โลกปีนี้เหลือ 2.5% เตือนผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    UN หั่นคาดการณ์ GDP โลกปีนี้เหลือ 2.5% เตือนผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    องค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยรายงาน “World Economic Situation and Prospects 2026” ฉบับกลางปีในวันอังคาร (19 พ.ค.) โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลง ตลอดจนทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง และทำให้ตลาดการเงินเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น

    นักเศรษฐศาสตร์ของ UN คาดการณ์ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกในปี 2569 จะอยู่ที่ระดับ 2.5% ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ในเดือนม.ค.ที่ระดับ 2.7% พร้อมกับเตือนว่าการเติบโตของ GDP อาจลดลงเหลือเพียง 2.1% “ในกรณีที่สถานการณ์ย่ำแย่ลงอีก”

    ส่วนในปี 2570 นั้น UN คาดการณ์ว่า การขยายตัวของ GDP โลกจะขยับขึ้นเล็กน้อย สู่ระดับ 2.8%

    รายงานของ UN ระบุว่า ภาวะช็อกที่เกิดจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อภาคพลังงานเป็นหลัก โดยทำให้อุปทานพลังงานอยู่ในภาวะตึงตัว ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น อีกทั้งทำให้ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งส่งผลกระทบลุกลามไปยังห่วงโซ่อุปทานและทำให้ต้นทุนการผลิตทั่วโลกสูงขึ้น โดยแม้ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้บริษัทพลังงานมีกำไรจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจทั่วโลก

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รายงานของ UN บ่งชี้ว่า สิ่งที่เป็นข้อกังวลมากเป็นพิเศษคือราคาอาหาร เนื่องจากอุปทานปุ๋ยได้หยุดชะงักลงและผลักดันให้ต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และสร้างแรงกดดันให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้น

    รายงานระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ทำให้แนวโน้มการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2566 ต้องหยุดชะงักลง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2.9% ในปี 2569 จากระดับ 2.6% ในปี 2568 และคาดว่าเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 5.2% จากระดับ 4.2%

    ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง อุปสงค์ของผู้บริโภคที่มีความยืดหยุ่น รวมถึงการค้าและการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ก็ไม่น่าจะช่วยชดเชยผลกระทบเชิงลบที่ลุกลามเป็นวงกว้างได้ทั้งหมด โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องนำเข้าเชื้อเพลิงและอาหารมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความท้าทายมากที่สุด

    นอกจากนี้ รายงานของ UN ยังแสดงให้เห็นว่า ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไม่เสมอภาคกัน โดยความเสียหายรุนแรงที่สุดกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันตก ซึ่งคาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้จะลดลงเหลือเพียง 1.4% ในปี 2569 จากระดับ 3.6% ในปี 2568 โดยสาเหตุนั้นไม่เพียงเกิดจากผลกระทบด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสียหายโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการหยุดชะงักอย่างรุนแรงของการผลิตน้ำมัน การค้า และการท่องเที่ยว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/594599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eoqKA5GkDkVBjzzicOW8h

  • สหภาพแรงงานซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์เริ่มนัดหยุดงานหลังเจรจาโบนัสไม่สำเร็จ

    สหภาพแรงงานซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์เริ่มนัดหยุดงานหลังเจรจาโบนัสไม่สำเร็จ

    สหภาพแรงงานซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ชิปเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้ประกาศเริ่มนัดหยุดงานตามแผนหลังการเจรจาเรื่องการจ่ายโบนัสไม่สำเร็จ โดยการหยุดงานครั้งนี้จะเริ่มในวันพฤหัสบดีนี้ และคาดว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าการนัดหยุดงานเมื่อปี 2024 ที่มีแรงงานประมาณ 6,000 คนเข้าร่วม

    ทนายความของสหภาพแรงงานเปิดเผยว่าแรงงานประมาณ 50,500 คนจะหยุดงานออกจากสายการผลิตเป็นเวลา 18 วันตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้ หลังจากการเจรจากับฝ่ายบริหารล้มเหลว สหภาพแรงงานระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพุธว่า “เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. วันที่ 19 พฤษภาคม สหภาพแรงงานตกลงรับข้อเสนอการไกล่เกลี่ยจากคณะกรรมการความสัมพันธ์แรงงานแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารแสดงการปฏิเสธ”

    ข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน

    สหภาพแรงงานเรียกร้องให้ซัมซุงยกเลิกเพดานโบนัสที่กำหนดไว้ที่ 50% ของเงินเดือนประจำปี และจัดสรร 15% ของกำไรจากการดำเนินงานประจำปีเป็นโบนัส ซัมซุงรายงานผลกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสแรกที่เพิ่มขึ้นประมาณ 750% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่มูลค่าตลาดของบริษัทแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม จากความคึกคักของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ทำให้แรงงานเรียกร้องให้บริษัทแบ่งปันกำไรสถิติใหม่ส่วนหนึ่งเป็นโบนัสแก่พวกเขา

    ฝ่ายบริหารของซัมซุงตอบโต้ว่า การเจรจาล้มเหลวเนื่องจาก “การยอมรับข้อเรียกร้องที่มากเกินไปของสหภาพแรงงานจะเสี่ยงต่อการบั่นทอนหลักการพื้นฐานของการบริหารจัดการของบริษัท”

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้

    ข้อพิพาทนี้ทำให้เกิดความกังวลในเกาหลีใต้ เนื่องจากเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นประมาณ 35% ของการส่งออกและเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจ

    สำนักงานประธานาธิบดีได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความล้มเหลวของการเจรจาในครั้งก่อน และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการเจรจาต่อ เนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการประท้วงหยุดงาน

    ประธานาธิบดี อีแจ-มยอง ยังกล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การดำเนินการร่วมกันของแรงงานควรอยู่ภายใน “ขอบเขตที่เหมาะสม”

    ผู้เชี่ยวชาญบางคนระบุว่า แม้แต่การหยุดดำเนินงานของซัมซุงบางส่วนก็อาจก่อให้เกิดความเสียหาย แม้ว่าสหภาพแรงงานจะโต้แย้งว่า การหยุดการผลิตเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตเพื่อเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงรักษาและการตรวจสอบอุปกรณ์

    รัฐบาลสามารถใช้อำนาจการไกล่เกลี่ยฉุกเฉินเพื่อยุติการประท้วงและเริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ยหากเห็นว่าเป็นการคุกคามเศรษฐกิจของประเทศ

    ปัญญาประดิษฐ์บูมและความสำคัญของซัมซุง

    ซัมซุงเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่ใช้ในทุกอย่างตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค บริษัทแถลงในปีนี้ว่า ได้เริ่มการผลิตขนาดใหญ่ของชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรุ่นใหม่ HBM4 ซึ่งถือเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการขยายศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/samsung-electronics-union-strike-bonus-dispute&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o5u4Uob7ay2hDJyrMKxRo

  • “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกสูงสุด 4,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกสูงสุด 4,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกสูงสุด 4,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    รายละเอียด วิธีการลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” รัฐบาล ช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ผ่านแอปเป๋าตัง ใช้ได้ทั้งร้านค้าและฟู้ดเดลิเวอรี เริ่มใช้สิทธิ มิ.ย.–ก.ย. 2569

    รัฐบาลเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยรัฐจะร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% สำหรับการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”

    ประชาชนจะได้รับสิทธิช่วยจ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน หรือรวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน โดยสิทธิที่ใช้ไม่หมดในแต่ละเดือนจะไม่สามารถสะสมไปเดือนถัดไปได้

    โครงการเปิดลงทะเบียนประชาชนตั้งแต่วันที่ 25–29 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน ขณะที่ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วมได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2569

    สำหรับการใช้จ่าย จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 และรองรับการใช้บริการ Food Delivery ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนเป็นต้นไป

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ามีรายได้จากการขายสินค้าและบริการเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง  

    “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกสูงสุด 4,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ระยะเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

             1 เปิดรับลงทะเบียนร้านค้า

                   1) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเพื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569

                   2) กรณีเป็นผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569

    2 เปิดรับลงทะเบียนประชาชน ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 29 พฤษภาคม 2569 (เวลา 06.00 – 22.00 น.) จนกว่าจะครบจำนวน 30 ล้านคน หรือถึงปิดลงทะเบียนวันสุดท้ายในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 แล้วแต่เกณฑ์ใดจะถึงก่อน

    3 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 – 23.00 น.) โดยสามารถซื้ออาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) สำหรับการซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 (เวลา 06.00 – 21.00 น.)

    “ไทยช่วยไทย พลัส” แจกสูงสุด 4,000 บาท กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    กลุ่มเป้าหมาย ประชาชนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านคน โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้

    1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย

    2) มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

    3) มีบัตรประจำตัวประชาชน

    4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่งในอดีต ได้แก่

    (1) โครงการคนละครึ่ง

    (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2

    (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3

    (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4

    (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 และ

    (6) โครงการคนละครึ่ง พลัส

    และ 5) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569

    ซึ่งภาครัฐจะสนับสนุนเงินร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในอัตราร้อยละ 60 แต่ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2569 (4 เดือน) ทั้งนี้ กรณีมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะไม่ทบสิทธิไปในเดือนถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/742692&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17RH5riHUXBJPz26cKpv-N

  • Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ-เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25%

    Speed Economy เร่งเกมเศรษฐกิจไทย จำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ-เดลิเวอรี่ เฉลี่ยเติบโต 25%

    เศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ ‘ยุคความเร็ว’ อย่างชัดเจน เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคปรับจาก ‘ค้นหา-เปรียบเทียบ’ ไปสู่ ‘ดู-เชื่อ-ซื้อ’ ในเวลาไม่กี่วินาที ส่งผลให้กลไกการแข่งขันในอีคอมเมิร์ซ การตลาดและการสร้างรายได้ของคนทำงานยุคใหม่ ต้องขับเคลื่อนด้วยความเร็วควบคู่กับความเชื่อมั่น อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ‘เคทีซี’ ร่วมกับ สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย จัดเวทีเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 24 ภายใต้หัวข้อ ‘Speed Economy: โอกาสและความท้าทายของอีคอมเมิร์ซ และคนทำคอนเทนต์’ เพื่อสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัลที่เกิดขึ้นจริงในระบบ

    20 พ.ค. 2569 – นางสาวกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดเผยว่า วันนี้เราอยู่ในยุคของ ‘Speed Economy’ ที่ความเร็วไม่ได้หมายถึงแค่การจัดส่งสินค้า แต่หมายถึง ‘ความเร็วในการตัดสินใจ ความเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค และความเร็วในการปรับตัวของธุรกิจ อีคอมเมิร์ซจึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางการขายอีกต่อไป แต่กลายเป็น Economic Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ผู้ประกอบการ SME ครีเอเตอร์ / KOL แพลตฟอร์ม โลจิสติกส์ และภาคบริการดิจิทัลเข้าด้วยกันทั้งระบบ ข้อมูลจาก Priceza ระบุว่า ตลาด E-Commerce ไทยในปี 2026 จะมีมูลค่ากว่า 1.6 ล้านล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยราว 10–20% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจดิจิทัลยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย ส่วนในระดับสากล United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (UNESCAP) มองว่า Asia-Pacific เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดด้าน E-Commerce/ Digital Trade และ Cross-border E-Commerce โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

    สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือสมาคมอีคอมเมิร์ซแห่งประเทศไทย (Thai e-Commerce Association: THECA) จึงอยากเห็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการสร้างแคมเปญ ‘ไทยช่วยไทย ไทยช้อปไทย’ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย ขณะเดียวกัน สมาคมฯ มีแผนผลักดันผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่องให้ขยายตลาดสู่ต่างประเทศมากขึ้นในปีนี้ โดยมุ่งเน้นตลาดศักยภาพใน Southeast Asia ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง รวมถึงจีน ในช่วงปลายปี สมาคมฯ ยังเตรียมนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน Global AIE Expo 2026 ที่ประเทศจีน มาเก๊าและจูไห่ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้าน Innovation, AI และ Future of Commerce รวมถึงสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจและคู่ค้าระดับนานาชาติ เพราะวันนี้การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ยอดขาย แต่คือ ความสามารถ ‘Double AI‘ ในการเรียนรู้ ปรับตัว และนำเทคโนโลยีใหม่มาพัฒนาธุรกิจได้เร็วกว่า”

    สมาคมครีเอเตอร์ยกระดับ “Trust Economy” สู่มาตรฐานอาชีพ

    นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพ สมาคมคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ไทย และ CEO บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบัน Creator Economy กำลังเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญกับ ‘การมองเห็น’ เพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับ ‘ความน่าเชื่อถือ’ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคมากขึ้น ครีเอเตอร์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างคอนเทนต์ แต่มีบทบาทในการเชื่อมโยงข้อมูล ประสบการณ์ และความไว้วางใจกับการตัดสินใจของผู้บริโภคในโลกดิจิทัล”

    “สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยมีเป้าหมายในการร่วมผลักดันมาตรฐานวิชาชีพของอุตสาหกรรม ทั้งด้านจริยธรรม ความโปร่งใสในการสื่อสาร ความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการสนับสนุนแนวทางการทำงานที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับคนทำงานใน Ecosystem นี้ ขณะเดียวกัน แนวโน้มของอุตสาหกรรมยังสะท้อนให้เห็นว่า ไมโครครีเอเตอร์ที่มีฐานผู้ติดตามเฉพาะกลุ่ม แม้อาจมี Reach ไม่สูงเท่าครีเอเตอร์ขนาดใหญ่ แต่ในหลายกรณีกลับสามารถสร้าง Engagement ที่ใกล้ชิดและต่อเนื่องได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่ม Beauty, Food, Gadget และ Personal Finance ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูล แต่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ที่รู้สึกเชื่อมโยงได้”

    อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือ ครีเอเตอร์ไทยจำนวนมาก เริ่มต่อยอดจากการสร้างคอนเทนต์ไปสู่การสร้างธุรกิจและแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น สะท้อนการเติบโตของ Creator Economy ที่เริ่มเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลในมิติที่หลากหลายขึ้น ท้ายที่สุด ทุกวันนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ‘Trust’ มากขึ้นเรื่อยๆ และครีเอเตอร์ที่สามารถรักษาความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์กับผู้ชมได้อย่างต่อเนื่อง จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว”

     เคทีซีชี้คนไทย “ซื้อบ่อยขึ้น” ธุรกรรมโตเร็วกว่ายอดใช้จ่าย

    นายณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี”กล่าวว่า “ข้อมูลสมาชิกเคทีซีสะท้อนชัดว่า คนไทยมีพฤติกรรมในการซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่ แพลตฟอร์ม ‘ซื้อบ่อยขึ้น’ และใช้ชีวิตบนดิจิทัลมากขึ้น ข้อมูลของเคทีซีพบว่าจำนวนรายการอีคอมเมิร์ซ – เดลิเวอรี่เติบโตเฉลี่ย 25% สะท้อนการเติบโตของ Micro spending หรือการใช้จ่ายย่อยระหว่างวัน ที่ไม่ได้แค่ซื้อของออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังใช้ชีวิตผ่านการใช้จ่ายออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดยเคทีซีทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มสำคัญ เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop และบริการฟู้ดดิลิเวอรี่ เช่น Grab, LINE MAN, ShopeeFood, Robinhood เป็นต้น ด้วยการสร้างแคมเปญต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อความครอบคลุมและคุ้มค่าในการใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซี กระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้กับผู้ขายและครีเอเตอร์”

    ในยุคที่ผู้บริโภคใช้จ่ายเร็วขึ้น เรื่องความปลอดภัยคือเงื่อนไขสำคัญของการเติบโต เคทีซีมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่อเนื่อง ทั้งการออกบัตรเครดิตเคทีซี-ดิจิทัลที่ไม่มีเลขหน้าบัตร ระบบการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ในทุกการใช้จ่าย  การควบคุมการใช้จ่ายออนไลน์ด้วยตัวเอง ผ่านแอป KTC Mobile และการยกระดับการ Fraud monitoring อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้จ่ายผ่านบัตร “เร็ว สะดวกและมั่นใจ” ในทุกครั้งที่หยิบบัตร KTC ขึ้นมาใช้ 

    Speed Economy เปลี่ยนทั้งระบบ และ “Trust” คือสินทรัพย์ใหม่

    ผู้ร่วมเสวนาทั้งสามภาคส่วนจากเคทีซี สมาคมอีคอมเมิร์ซฯ และสมาคมครีเอเตอร์ฯ เห็นตรงกันว่า Speed Economy ไม่ได้เปลี่ยนแค่ “ความเร็วของการซื้อขาย” แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในทุกมิติ ตั้งแต่พฤติกรรมผู้บริโภค วิธีแข่งขันของธุรกิจ โมเดลรายได้และบทบาทของคอนเทนต์และระบบการเงิน ในโลกที่ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วขึ้นทุกวัน และ“Trust” (ความเชื่อมั่น) กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัล และผู้ชนะในเศรษฐกิจแห่งความเร็ว (Speed Economy) อาจไม่ใช่คนที่เร็วที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/999853/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OJJXMkFvGnwUCTyOUpCr4

  • เอกชนหวังไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจคึกคัก หลังเชื่อมั่นภาคอุตฯ ยังหงอย | เดลินิวส์

    เอกชนหวังไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจคึกคัก หลังเชื่อมั่นภาคอุตฯ ยังหงอย | เดลินิวส์

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนเม.ย. จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,354 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของส.อ.ท.ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนภายในประเทศให้ขยายตัวมากขึ้น ส่วนจะกระตุ้นได้เท่าไร อย่างไร จะมีการประเมินหลังมาตรการเริ่มใช้อย่างเป็นทางการอีกครั้ง

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 85.3 ลดลงจากระดับ 88.6 ในเดือนมี.ค. เนื่องจากภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว จากจำนวนวันทำงานลดลงในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ราคาน้ำมันโลก ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยในเดือนเม.ย. 69 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยอยู่ที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 45.32 บาทต่อลิตร เพิ่มขึ้น 33.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

    นอกจากนี้ต้นทุนวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น เช่น เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง เป็นผลจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันค่าระวางเรือในเส้นทางการค้าสำคัญปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันตก ที่เพิ่มขึ้น 5.7% เทียบกับเดือนก่อนหน้า รวมถึงมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และค่าประกันภัยการขนส่งจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการส่งออกของผู้ประกอบการสูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณด้านการลงทุนของภาครัฐยังคงล่าช้า ส่งผลให้เงินหมุนเวียนเงินในระบบล่าช้า

    ทั้งนี้ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 84.6% เศรษฐกิจโลก 80.6% เศรษฐกิจภายในประเทศ 74.2% นโยบายภาครัฐ 39.4% อัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก 46.5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 34.1% และการเข้าถึงสินเชื่อ 32.6% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 92.8 ปรับตัวลดลงจากระดับ 95.9

    “ต้นทุนสินค้ายังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้า และสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 69 ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ยังคงกดดันราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยวปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

    สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ  ขอให้ส่งเสริมภาครัฐในการขับเคลื่อนกลไกการประชุม กรอ. ส่วนกลางและ กรอ. พลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ , เสนอภาครัฐจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการทบทวน ยกเลิก หรือรวมใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อนให้เหลือใบอนุญาตหลัก เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระเอกสาร ระยะเวลา และต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5876646/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SMeuU-d4KLcsoPLqUCVFo

  • อินโดฯ ตั้งเป้าเศรษฐกิจปี 70 โตสูงสุด 6.5% คุมขาดดุลงบต่ำกว่า 2.4% : อินโฟเควสท์

    อินโดฯ ตั้งเป้าเศรษฐกิจปี 70 โตสูงสุด 6.5% คุมขาดดุลงบต่ำกว่า 2.4% : อินโฟเควสท์

    ปราโบโว ซูเบียนโต (ภาพ: thaigov.go.th)

    ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำอินโดนีเซีย เปิดเผยกรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและเป้าหมายการคลังสำหรับปี 2570 โดยตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุด 6.5% พร้อมรักษาระดับการขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 2.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

    ปราโบโวกล่าวต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า รัฐบาลตั้งเป้าควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบ 1.5-3.5% และรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูเปียห์ให้อยู่ที่ประมาณ 16,800-17,500 รูเปียห์/ดอลลาร์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลคาดว่าจะอยู่ในช่วง 6.5-7.3%

    ผู้นำอินโดนีเซียระบุว่า การขาดดุลงบประมาณในปี 2570 จะถูกควบคุมให้อยู่ในช่วง 1.8-2.4% ของ GDP พร้อมย้ำว่า นโยบายการคลังและการเงินจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของสกุลเงินรูเปียห์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำหรับภาคพลังงาน รัฐบาลประเมินราคาน้ำมันดิบปี 2570 ไว้ที่ 70-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    นอกจากนี้ ผู้นำอินโดนีเซียยังเสริมว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยรัฐบาลตั้งเป้าลดอัตราความยากจนลงสู่ระดับ 6-6.5% และลดอัตราว่างงานลงสู่ระดับ 4.3-4.8% ภายในปี 2570 พร้อมย้ำว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องสะท้อนผ่านการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/594743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rO_1ZXICXBrVlQC2iSJD1

  • BWG ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก “ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ – วัดจากแดง”  สานต่อโครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” เปลี่ยนยูนิฟอร์มเก่าสู่พลังงานทดแทน

    BWG ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก “ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ – วัดจากแดง” สานต่อโครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” เปลี่ยนยูนิฟอร์มเก่าสู่พลังงานทดแทน

    BWG ชูโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ผนึก “ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ – วัดจากแดง” สานต่อโครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” เปลี่ยนยูนิฟอร์มเก่าสู่พลังงานทดแทน


    20/05/2569 | 43 |

    บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ผู้ให้บริการบริหารและจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ร่วมกับ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) และ วัดจากแดง เดินหน้าขับเคลื่อนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “ส่งขยะกลับบ้าน” โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการขยะกำพร้าที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ตามปกติ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

    ล่าสุด โครงการฯ ได้ดำเนินการรวบรวมชุดยูนิฟอร์มพนักงานที่เสื่อมสภาพและไม่สามารถนำไปใช้งานต่อได้ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มขยะกำพร้า ปริมาณรวมทั้งสิ้น 681 กิโลกรัม จากบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพันธมิตรในภารกิจรักษ์โลก โดยมีวัดจากแดงเป็นจุดศูนย์กลางในการรวบรวมและนำส่งขยะกำพร้าเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปและนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในรูปแบบพลังงานทดแทน (Refuse Derived Fuel: RDF) สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม

    ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการการทำงานระหว่างภาคธุรกิจและภาคสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนขยะกำพร้าให้เป็นพลังงาน ไม่เพียงแต่เป็นการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปสู่กระบวนการฝังกลบ (Zero Waste to Landfill) แต่ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน พร้อมเดินหน้าส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/504700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kuB6evKNwmhE4lahu9Y4N

  • ประธานาธิบดีอิหร่านยอมรับต้องเจรจากับสหรัฐฯ เพราะสภาพเศรษฐกิจบีบบังคับ

    ประธานาธิบดีอิหร่านยอมรับต้องเจรจากับสหรัฐฯ เพราะสภาพเศรษฐกิจบีบบังคับ

    เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีอิหร่านได้ปกป้องการเจรจากับสหรัฐฯ โดยยอมรับถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การขาดแคลนเชื้อเพลิง และความเสียหายจากสงครามที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ พร้อมทั้งโต้แย้งกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่คัดค้านการเจรจาต่อ

    ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเกียน เผยในการปราศรัยที่งานแห่งหนึ่งในกรุงเตหะรานว่า “สำหรับผู้ที่ตะโกนว่าเราไม่ควรเจรจา ถ้าเราไม่เจรจา แล้วเราควรทำอย่างไร สู้จนถึงที่สุดหรือ เราเจรจาอย่างมีศักดิ์ศรี”

    “มันไม่สมเหตุสมผลที่จะบอกว่าเราจะไม่เจรจา” เปเซชเกียนเผย “เราสามารถปกป้องสิทธิของชาติได้ด้วยการสนับสนุนจากประชาชน เราต้องพูดคุยอย่างมีเหตุผลและได้รับการตอบกลับอย่างมีเหตุผล”

    คำกล่าวของประธานาธิบดีอิหร่านเกิดขึ้นท่ามกลางการหยุดยิงที่เปราะบางในสงคราม 6 สัปดาห์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยความพยายามในการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายที่นำโดยปากีสถานไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะมีการแลกเปลี่ยนข้อเสนอระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านแล้วก็ตาม

    บุคคลสำคัญในกลุ่มฮาร์ดคอร์คัดค้านการเจรจาเพิ่มเติมหากสหรัฐฯ ไม่ยอมอ่อนข้ออย่างมาก โมฮัมหมัด อาลี จาฟารี อดีตผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) เผยเมื่อวันจันทร์ว่า ไม่ควรมีการเจรจาเพิ่มเติมใดๆ นอกจากว่าเงื่อนไขของอิหร่านจะได้รับการยอมรับ

    อาลาเอ็ดดิน โบรุเจอร์ดี รองหัวหน้าคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน เผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า การเจรจาจะไร้ประโยชน์หากไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้

    เปเซชเกียนเชื่อมโยงการผลักดันการเจรจากับสหรัฐฯ เข้ากับการเรียกร้องให้เกิดความสามัคคีในชาติ โดยเตือนว่า ศัตรูของอิหร่านอาจใช้ประโยชน์จากความแตกแยกภายในได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการโจมตีทางทหาร

    “เรายืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรีต่อต้านชาวต่างชาติ เราเจรจา และเราจะปกป้องสิทธิของชาติ” เปเซชเกียนเผย

    “เราจะต่อต้านการรุกรานใดๆ ด้วยความสามัคคีและความเป็นหนึ่งเดียวกัน” เปเซชเกียนเผย “พวกเขาไม่สามารถยึดครองประเทศด้วยขีปนาวุธและระเบิดได้ แต่พวกเขาสามารถทำได้ด้วยความแตกแยกและความขัดแย้ง เราต้องพยายามทำให้แน่ใจว่าความสามัคคีและความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้จะไม่แตกสลาย”

    นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น มีรายงานเกี่ยวกับความแตกแยกในหมู่เจ้าหน้าที่ของอิหร่านปรากฏขึ้นหลายครั้ง เมื่อวันที่ 28 มีนาคม มีรายงานชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างเปเซชเกียนและอาหมัด วาฮิดี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งปัจจุบันกล่าวกันว่าเป็นบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดในกองกำลัง

    แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือบอกกับสำนักข่าว Iran International ในเวลานั้นว่า ความขัดแย้งเกิดจาก “การจัดการสงครามและผลกระทบที่ทำลายล้างต่อความเป็นอยู่ของผู้คนและเศรษฐกิจของประเทศ”

    3 วันต่อมา Iran International ได้รับรายงานว่า เปเซชเกียนรู้สึกผิดหวังที่ถูกวางอยู่ใน “ทางตันทางการเมืองอย่างสมบูรณ์” และเขายังถูกถอดถอนอำนาจในการแต่งตั้งผู้แทนสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่เสียชีวิตในระหว่างสงครามด้วย

    ยอมรับความเสียหายและความยากลำบากหลังสงคราม

    เปเซชเกียนกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ต้องซื่อสัตย์เกี่ยวกับแรงกดดันที่อิหร่านเผชิญ และไม่ควรอ้างว่าประเทศรอดพ้นจากอันตราย “ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้รับความเสียหาย”

    เปเซชเกียนเผยอีกว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและอุตสาหกรรมของอิหร่านเสียหายหลังการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลและสหรัฐฯ

    “เราต้องเตรียมพร้อมรับมือสงคราม” เปเซชเกียนกล่าว “พวกเขาโจมตีแหล่งก๊าซของเรา 230 ล้านลูกบาศก์เมตร พวกเขาโจมตีโรงไฟฟ้า โรงงานปิโตรเคมี และโรงงานเหล็กโมบาราเกห์”

    เปเซชเกียนเผยว่าอิหร่านจะไม่ยอมถอย แต่ต้องบริหารประเทศอย่างรอบคอบ

    “ไม่มีใครบอกได้ว่าศัตรูกำลังถูกทำลายและเรากำลังเจริญรุ่งเรือง” เขากล่าว “พวกเขามีปัญหาและเราก็มีปัญหาเช่นกัน เราจะไม่ยอมก้มหัวให้เราอย่างเด็ดขาด”

    การยอมรับดังกล่าวขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของอิหร่านหลังการหยุดยิง แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเสียหายอย่างหนัก ราคาสินค้าสูงขึ้น และโรงงาน โรงไฟฟ้า ทางรถไฟ สนามบิน และสะพานถูกทำลายไปมากมายก็ตาม

    การส่งออกน้ำมันถูกจำกัดเนื่องจากภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงรุนแรงขึ้น

    เปเซชเกียนกล่าวว่า อิหร่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยการส่งออกน้ำมันถูกจำกัด

    “พวกเขาปิดเส้นทาง และเราก็ไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้เช่นกัน” เขากล่าว “เราไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ง่ายๆ การบอกว่าเราไม่พบปัญหาใดๆ นั้นเป็นหนึ่งในคำกล่าวอ้างเหล่านั้น”

    เปเซชเกียนบอกอีกว่า การโจมตีโรงงานผลิตน้ำมันเบนซินของอิหร่านทำให้ภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงของประเทศรุนแรงขึ้น โดยผลผลิตรายวันอยู่ที่ 100 ล้านลิตร ในขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 150 ล้านลิตร

    “กำลังการผลิตน้ำมันเบนซินของเราลดลง พวกเขาโจมตีมัน” เปเซชเกียนกล่าว

    สำนักข่าว Reuters รายงานว่า การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่าน ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงมากกว่า 80% ในช่วงวันที่ 13-25 เมษายน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในเดือนมีนาคม ทำให้มีน้ำมันดิบจำนวนมากติดค้างอยู่บนเรือบรรทุกน้ำมัน

    ก่อนที่กองทัพสหรัฐฯ จะเริ่มปิดกั้นการขนส่งสินค้าเข้าและออกจากท่าเรืออิหร่าน อิหร่านส่งออกน้ำมันดิบ 1.84 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม

    Photo by – / IRANIAN PRESIDENCY / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/iran-president-negotiations-with-us-economic-pressure&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WifYQDnm_yGBvAw5eXbR5

  • แรงงานซัมซุงเตรียมนัดหยุดงาน 48,000 คน ส่อกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้-ซัพพลายชิปโลก

    แรงงานซัมซุงเตรียมนัดหยุดงาน 48,000 คน ส่อกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้-ซัพพลายชิปโลก

    สหภาพแรงงานของบริษัทซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ของเกาหลีใต้ ประกาศเดินหน้าแผนการนัดหยุดงานประท้วงในวันที่ 21 พ.ค. นี้ หลังจากความพยายามในการบรรลุข้อตกลงเรื่องโบนัสตามผลงานร่วมกับฝ่ายบริหารล้มเหลว โดยคาดว่าจะมีพนักงานเกือบ 48,000 คนพร้อมใจกันผละงานเป็นเวลา 18 วัน ท่ามกลางความกังวลว่าอาจกระทบเศรษฐกิจเกาหลีใต้และห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก

    นายชเว ซึงโฮ ผู้นำสหภาพแรงงาน แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ฝ่ายสหภาพได้ยอมรับข้อเสนอสุดท้ายจากตัวกลางของภาครัฐแล้ว แต่ความขัดแย้งยังคงไม่สามารถหาข้อยุติได้เนื่องจากฝ่ายบริหารปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว “เราขอแสดงความเสียใจและผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ทางสหภาพยืนยันที่จะเดินหน้านัดหยุดงานประท้วงตามกรอบของกฎหมายอย่างแน่นอน”

    ข้อพิพาทระหว่างกลุ่มแรงงานและฝ่ายบริหารยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยมีจุดชนวนสำคัญมาจากเรื่อง “โบนัสตามผลงาน” ที่เชื่อมโยงกับรายได้ของธุรกิจชิปประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางวัฏจักรขาขึ้นของตลาดหน่วยความจำโลก

    แม้ว่ารายงานระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุความเข้าใจร่วมกันในเรื่อง “การยกเลิกเพดานการจ่ายโบนัสเดิม” ซึ่งปัจจุบันจำกัดไว้ที่ไม่เกิน 50% ของเงินเดือนประจำปีได้แล้ว แต่ประเด็นที่เป็นข้อติดขัดสำคัญคือโครงสร้างและสัดส่วนการกระจายเงินโบนัส

    โดยข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ต้องการให้จัดสรรเงินโบนัสในอัตราคงที่คิดเป็น 15% ของกำไรจากการดำเนินงานของแผนกเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมยกเลิกเพดานการจ่ายเงิน และต้องการให้ข้อตกลงนี้ถูกบรรจุเป็นระเบียบขององค์กรอย่างเป็นทางการในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ปีเดียว รวมถึงเรียกร้องโบนัสให้กับหน่วยธุรกิจที่ยังประสบภาวะขาดทุนด้วย

    ส่วนข้อเสนอของฝ่ายบริหารเสนอให้คงระบบสิ่งจูงใจจากกำไรส่วนเกินแบบเดิม แต่ปรับให้คำนวณโบนัสจาก 10% ของกำไรจากการดำเนินงาน และเสนอให้มีระบบค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มเติมเพื่อให้มีความยืดหยุ่น

    ด้านแถลงการณ์ของซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ระบุถึง “ความเสียใจอย่างสุดซึ้ง” โดยชี้ว่าบริษัทได้พยายามโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องของสหภาพไปมากแล้ว แต่ทางสหภาพยังคงยืนกรานข้อเรียกร้องที่สูงเกินไป โดยเฉพาะการเรียกร้องค่าตอบแทนจำนวนมหาศาลให้กับหน่วยธุรกิจที่ยังขาดทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้เนื่องจากขัดต่อหลักการบริหารจัดการพื้นฐานของบริษัท

    หลังจากการประกาศล้มโต๊ะเจรจาดังกล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้นของซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ ดิ่งลงทันทีประมาณ 3%

    การประท้วงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น สร้างความกังวลอย่างมากต่อรัฐบาลเกาหลีใต้ เนื่องจาก ซัมซุง ถือเป็นฟันเฟืองหลักที่แบกรับสัดส่วนการส่งออกเกือบ 1 ใน 4 หรือ 25% ของประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ที่คิดเป็น 35% ของยอดส่งออกรวมทั้งหมด ซึ่งหากการประท้วงยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของเกาหลีใต้

    นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกที่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานชิปจากเกาหลีใต้ต่างแสดงความกังวลเช่นกัน เพราะซัมซุงคือผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ที่สุดในโลก การหยุดชะงักของสายการผลิตอาจทำให้ปัญหาชิปขาดแคลนในยุค AI บูมทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

    ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ขู่ว่าจะใช้มาตรการ “อนุญาโตตุลาการฉุกเฉิน” ซึ่งเป็นกฎหมายที่แทบไม่เคยนำมาใช้ เพื่อสั่งระงับการประท้วงชั่วคราวเป็นเวลา 30 วันและบังคับให้กลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในวันพุธนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลระบุว่า การใช้มาตรการดังกล่าวยังเร็วเกินไป และเชื่อว่ายังพอมีเวลาสำหรับการพูดคุย โดยนายพัค ซูคึน ประธานคณะกรรมการแรงงานที่เป็นตัวกลางระบุว่า รัฐบาลพร้อมที่จะเปิดกระบวนการไกล่เกลี่ยใหม่อีกครั้ง “ได้ทุกเมื่อ” หากทั้งสองฝ่ายพร้อมเผชิญหน้ากันอีกครั้ง.

    ที่มา Yonhap / Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2934036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sSF9zu7dZHjsVEtNhZAuf