Category: เศรษฐกิจ

  • “สุวัจน์”ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ-หนี้พุ่ง แนะรัฐ-เอกชนร่วมรับ 4 เมกะเทรนด์โลก

    “สุวัจน์”ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ-หนี้พุ่ง แนะรัฐ-เอกชนร่วมรับ 4 เมกะเทรนด์โลก

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษามูลนิธิเพื่อการพัฒนาการประกอบการธุรกิจและอุตสาหกรรม (IBID) เป็นประธานในพิธีปฐมนิเทศหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงด้านการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและการลงทุน” (วธอ.11) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ ห้องปลาวาฬ บอลรูม โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ วานา นาวา รีสอร์ท หัวหิน โดยมีผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และนักศึกษา วธอ.11 เข้าร่วม 125 คน

                                สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีปฐมนิเทศหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงด้านการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและการลงทุน” (วธอ.11)

    สำหรับ วธอ.11 ได้รับความสนใจจากผู้สมัครสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 360 คน ก่อนผ่านการคัดเลือกเหลือ 125 คน สะท้อนถึงความสนใจของผู้บริหารและผู้ประกอบการ ที่ต้องการยกระดับความรู้และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลก

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้เผชิญเพียงการแข่งขันทางการตลาดแบบเดิม แต่ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หรือ Technology Disruption ตลอดจนความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนทั้งภายในและภายนอกประเทศ

    ดังนั้น การออกแบบหลักสูตร วธอ.11 จึงมุ่งเน้นการ Re-skill และ Up-skill ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ให้สามารถประเมินความเสี่ยงและมองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    4 เมกะเทรนด์เขย่าโลกธุรกิจ

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจอย่างจริงจัง คือ เมกะเทรนด์สำคัญของโลก ซึ่งจะเข้ามามีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะ AI สังคมผู้สูงวัย โลกร้อน และ ภูมิรัฐศาสตร์

    หลักสูตร วธอ.11 จึงครอบคลุมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์ การใช้ AI การตลาดยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Big Data การบริหารความเสี่ยงองค์กร การวางยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัท รวมถึงทิศทางพลังงานของประเทศไทย

                                     สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีปฐมนิเทศหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงด้านการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและการลงทุน” (วธอ.11)

    “นักธุรกิจจะต้องเข้าใจปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ และปรับตัวให้ทันกับเมกะเทรนด์ของธุรกิจโลก” 

    1. AI เปลี่ยนเกมธุรกิจ

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดคือ AI ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจตั้งแต่กระบวนการผลิต การตลาด การบริหารจัดการ ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจขององค์กร 

    ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถมอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีเสริม แต่ต้องเรียนรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการรูปแบบใหม่ได้อย่างไร โดยเฉพาะ SME ที่ต้องเร่งยกระดับศักยภาพเพื่อแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่และผู้ประกอบการจากต่างประเทศ

    2. ภูมิรัฐศาสตร์-สงครามการค้าป่วนซัพพลายเชน

    ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจโลกและการแบ่งขั้วของมหาอำนาจ กำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามการค้าและมาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งไม่ได้กระทบเฉพาะการส่งออกและนำเข้า แต่ยังส่งผลต่อการลงทุนและห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ของภาคธุรกิจ 

    นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามในหลายพื้นที่ยังเพิ่มความไม่แน่นอนด้านพลังงาน การขนส่ง และ ต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้ภาคธุรกิจต้องวางแผนบริหารความเสี่ยงมากขึ้น และไม่สามารถพึ่งพาตลาดหรือแหล่งผลิตเพียงแห่งเดียวได้เหมือนในอดีต

                                   สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีปฐมนิเทศหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงด้านการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและการลงทุน” (วธอ.11)

    3. โลกร้อนเพิ่มต้นทุนธุรกิจ

    ปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นทุนการผลิต พลังงาน การขนส่ง และมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ

    ภาคธุรกิจจึงต้องเตรียมพร้อมต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น รวมถึงการปรับกระบวนการผลิตและการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับทิศทางของโลก

    4. สังคมสูงวัยกระทบทั้งตลาดและแรงงาน

    อีกโจทย์สำคัญ คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของโลก ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสวัสดิการหรือสาธารณสุข แต่จะส่งผลต่อโครงสร้างแรงงาน กำลังซื้อ รูปแบบสินค้าและบริการ ตลอดจนต้นทุนของภาคธุรกิจ

    ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมองการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรเป็นทั้งความท้าทาย และโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้สูงวัย

                            สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีปฐมนิเทศหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงด้านการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและการลงทุน” (วธอ.11)

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำ-หนี้พุ่งโจทย์ใหญ่ประเทศ

    นายสุวัจน์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญจากการที่ GDP ไม่เติบโตในระดับที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาหนี้สินในระดับสูง ทั้งหนี้ภาครัฐและหนี้ภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ที่จำเป็นต้องร่วมกันแก้ไข

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถพึ่งพาภาครัฐ หรือ ภาคเอกชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ แต่จำเป็นต้องเกิดความร่วมมือระหว่างสองภาคส่วน ทั้งในด้านนโยบาย การลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการปรับตัวของธุรกิจ

    นายสุวัจน์ มองว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนโยบายที่แข็งแกร่งและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็ต้องเร่งปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารความเสี่ยง หรือการมองหาโอกาสจากตลาดใหม่

                                    สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานในพิธีปฐมนิเทศหลักสูตร “นักบริหารระดับสูงด้านการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและการลงทุน” (วธอ.11)

    ผนึกกำลังรัฐ-เอกชนสร้างเศรษฐกิจใหม่

    หัวใจสำคัญของหลักสูตร วธอ.11 จึงไม่ได้อยู่เพียงการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้บริหาร แต่ยังมุ่งสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างผู้บริหารจากภาคธุรกิจและภาครัฐ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองและนำองค์ความรู้ไปต่อยอดในทางปฏิบัติ 

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า การรับมือกับความผันผวนของโลกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยต้องร่วมกันกำหนดและผลักดันนโยบายที่มีความแข็งแกร่งเพียงพอในการรองรับการเปลี่ยนแปลง

    โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำ ภาระหนี้สูง และแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศจึงต้องเริ่มตั้งแต่การพัฒนาคน พัฒนาธุรกิจ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

    “เป้าหมายสูงสุดของหลักสูตรนี้ คือการสร้างนักธุรกิจที่แหลมคม มีความรู้ทันสมัย และเกิดการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกคนนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ธุรกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน” นายสุวัจน์ กล่าว

    ทั้งนี้ พิธีปฐมนิเทศ วธอ.11 มี รศ.ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตร วธอ. นายชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ประธานมูลนิธิฯ ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ผู้อำนวยการสถาบัน วธอ. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายสุภาพ คลี่ขจาย วธอ. รุ่นที่ 1 พร้อมด้วยนักศึกษา วธอ.11 เข้าร่วมงาน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/666524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LTmSBWeRPkOwU7n6SDtkz

  • ลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินีโรงแรม-วิลลา พบคนไทยเอื้อทุนต่างชาติเลี่ยงกฎหมาย

    ลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินีโรงแรม-วิลลา พบคนไทยเอื้อทุนต่างชาติเลี่ยงกฎหมาย

    วันนี้ (15 ส.ค.2569) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทีมปราบนอมินี ร่วมกับกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ลงพื้นที่บูรณาการความร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในจ.สุราษฎร์ธานี อ.เกาะพะงัน ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยง ใช้นอมินีอำพรางการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมาย

    โดยมีเป้าหมาย 4 จุด คือ 1.โรงแรมรีสอร์ทขนาดใหญ่ บนที่ดินกว่า 25 ไร่ พบกรรมการคนไทยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ เมื่อตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม มีชื่อถือหุ้นอยู่หลายบริษัท โดยมีชาวต่างชาติร่วมลงทุนด้วย ซึ่งมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยไม่สามารถตอบคำถามการประกอบธุรกิจ หรือการลงทุนได้ครบถ้วน และเมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ผู้ถือหุ้นคนไทยรายนี้เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่อีกหลายบริษัท

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    2. วิลลาให้เช่า สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ พบนักท่องเที่ยวอิสราเอลกำลังเข้าพัก ให้ข้อมูลว่าเช่าพักคืนละหลายหมื่นบาท โดยจ่ายผ่านออนไลน์ ไม่ได้จ่ายค่าเช่าเป็นเงินบาทไทยตั้งแต่ต้นทางที่ประเทศอิสราเอล ซึ่งอาจเข้าข่ายเลี่ยงภาษี พบข้อมูลผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่หลายบริษัท

    3.ร้านค้ากัญชา เปิดเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้น มีทั้งหมด 4 สาขา ในพื้นที่พะงัน สมุย ภูเก็ต และ กทม. และจำหน่ายใบสั่งจ่ายสมุนไพรควบคุม (แบบ ภ.ท.33) ในราคาใบละ 300 บาท สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการ รวมถึงการขายสินค้าเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับกัญชามากมาย

    จากการตรวจสอบงบการเงินล่าสุดพบว่า มีรายได้มากถึง 15 ล้านบาท พบข้อมูลผู้ถือหุ้นชาวไทยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอยู่หลายบริษัท ซึ่งมีข้อสงสัยหลายประการที่จะต้องตรวจสอบเชิงลึกต่อไป

    ลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินีโรงแรม-วิลลา   พบคนไทยเอื้อทุนต่างชาติเลี่ยงกฎหมาย

    ลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินีโรงแรม-วิลลา พบคนไทยเอื้อทุนต่างชาติเลี่ยงกฎหมาย

    และ 4.วิลลาหรู ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงเชิงเขา เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบวิลลาดังกล่าวพบปิดเงียบ ไม่พบบุคคลใดที่จะสามารถให้ข้อมูลใดๆ ได้เลย แต่พบว่าโฉนดออกในนามของบุคคลธรรมดา ซึ่งจะต้องตรวจสอบการถือครองที่ดิน และรายละเอียดของการประกอบธุรกิจต่อไป

    ปัจจุบันจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีนิติบุคคลอยู่จำนวน 25,603 ราย ซึ่งนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย มีข้อสั่งการกรณีที่มี นิติบุคคล 104 ราย ถือครองที่ดิน 124 แปลง ให้กรมที่ดินดำเนินการต่อผ่านอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อประชุมและบังคับจำหน่ายทันที และในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้ตรวจสอบเรื่องนอมินีและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

    ลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินีโรงแรม-วิลลา   พบคนไทยเอื้อทุนต่างชาติเลี่ยงกฎหมาย

    ลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินีโรงแรม-วิลลา พบคนไทยเอื้อทุนต่างชาติเลี่ยงกฎหมาย

    ทั้งนี้ หากพบว่าคนไทยรายใด มีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ยอมรับเงินหรือผลประโยชน์ โดยยินยอมเป็นนอมินีอำพรางให้ต่างชาติ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 36 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน

    โดยที่ผ่านมามีต่างชาติเข้ามาลงทุน หรือประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยถูกต้องตามกฎหมายอยู่จำนวนมาก ซึ่งอยากฝากถึงผู้ประกอบการชาวต่างชาติ ที่ประสงค์จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย หรือผู้ให้คำแนะนำการลงทุนทั้งหลาย ให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยกรมฯ พร้อมอำนวยความสะดวก และอยากฝากถึงคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินี อยากให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

    อ่านข่าว:

    ลุยค้น 15 จุดหัวหิน ทลายเครือข่ายนอมินี ออกหมายจับต่างชาติ 45 ราย เสียหาย 300 ล้าน

    ตร.บุก “พูลวิลล่า” หัวหิน ใช้นิมินีถือครองอสังหาฯ แทนชาวต่างชาติ

    “พาณิชย์” ลุยปราบนอมินีห้วยขวาง แฉเครือข่ายจัดตั้งบริษัท-หาคนไทยถือหุ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19VtGh1hDcwBFG8uErTIUy

  • “ก.ท่องเที่ยว” เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย ดันรายได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก

    “ก.ท่องเที่ยว” เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย ดันรายได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก

    “ก.ท่องเที่ยว” เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย ดันรายได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก

    ณ ห้องประชุมสุวรรณวิจิตร กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อรับทราบความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์การดำเนินงาน ตลอดจนร่วมกันพิจารณาปัญหา อุปสรรค และแนวทางเร่งรัดการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ

    นางศุภจีฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญต่อการติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนแผนงานฯ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในฐานะเจ้าภาพหลัก ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

    1. การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานทุนวัฒนธรรม 
    2. การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและส่งเสริมความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว และ 3. การพัฒนาและส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวคุณภาพสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับผลการดำเนินงาน ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวสะสม 2.12 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปี 3.5 ล้านล้านบาท โดยตลาดต่างประเทศยังมีความท้าทาย ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย 156 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้ 9.16 แสนล้านบาท
    ที่ประชุมจึงมอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้าย โดยเฉพาะการขยายตลาดศักยภาพ กระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ เพิ่มรายได้ต่อคนต่อทริป และการกระจายรายได้ไปยังเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) และชุมชน เพื่อผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยวให้เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด

    ในส่วนของการใช้จ่ายงบประมาณ ภาพรวม ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มีผลการใช้จ่ายแล้ว 5,173.27 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 94.11 สูงกว่าเป้าหมายที่ภาครัฐกำหนดไว้ร้อยละ 87 อย่างไรก็ตาม ยังมีโครงการที่ต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายและก่อหนี้ผูกพัน ซึ่งที่ประชุมได้กำชับให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเร่งดำเนินการภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อประชาชนเป็นสำคัญ

    นางศุภจีฯ ยังได้เน้นย้ำว่า แม้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จะไม่มีแผนงานบูรณาการด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบดังกล่าวแล้ว แต่ทุกหน่วยงานควรร่วมกันถอดบทเรียนจากการดำเนินงาน ทั้งในด้านผลสำเร็จ ปัญหา และอุปสรรค เพื่อนำไปใช้ประกอบการวางแผนและจัดทำคำของบประมาณในอนาคตให้มีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/77358&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XlAoQmNu9mqpE0GPY_MDH

  • ราคาทองวันนี้ 15/08/69 เปิดตลาด พุ่ง 400 บาท รูปพรรณขายออก 69,550 บาท

    ราคาทองวันนี้ 15/08/69 เปิดตลาด พุ่ง 400 บาท รูปพรรณขายออก 69,550 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/167715&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iF8utM2L5VYVxdIvl64t4

  • นบข.เดินหน้าช่วยชาวนา ลดต้นทุนการผลิต-ดูแลราคาข้าว

    นบข.เดินหน้าช่วยชาวนา ลดต้นทุนการผลิต-ดูแลราคาข้าว

    วันนี้ (15 ส.ค.2569) นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการ นบข. ด้านการผลิต (อนุผลิต นบข.) โดยมี รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน และมีอธิบดีกรมการข้าว เป็นเลขานุการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติม ทั้งการช่วยเหลือค่าบริหารจัดการ การลดต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

    นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน

    นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน

    โดยจะพิจารณาให้สอดคล้องกับมาตรการที่ นบข. ได้อนุมัติไว้แล้ว เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุด เหมาะสมกับสถานการณ์ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง คาดว่าจะได้ข้อสรุปและเสนอคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาในเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการ นบข. ด้านการผลิต มี รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน และอธิบดีกรมการข้าวเป็นเลขานุการ

    การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามข้อสั่งการของนบข. ที่มอบหมายให้อนุผลิต นบข. ศึกษาข้อเสนอของเกษตรกรเกี่ยวกับค่าบริหารจัดการ การลดต้นทุน และการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ให้นำมาตรการที่ นบข. อนุมัติไว้แล้วมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ เชื่อมโยงกันและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ

    นบข.เดินหน้าช่วยชาวนา  ลดต้นทุนการผลิต-ดูแลราคาข้าว

    นบข.เดินหน้าช่วยชาวนา ลดต้นทุนการผลิต-ดูแลราคาข้าว

    สำหรับมาตรการที่ดำเนินการอยู่ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2569 ที่ประชุม นบข. ได้เห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้กรอบแนวคิด ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต (New Rice Economy) จำนวน 5 โครงการ เป้าหมายรวม 11.50 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินจ่ายขาด 10,192.58 ล้านบาท

    พร้อมอนุมัติเงินเพิ่มเติม สำหรับโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หรือ ไร่ละ 1,000 บาท ปีการผลิต 2568/69 วงเงิน 1,846.96 ล้านบาท รวมวงเงินที่ นบข. อนุมัติทั้งสิ้น 12,039.54 ล้านบาท

    โดยมาตรการดังกล่าว ครอบคลุม 5 โครงการ ประกอบด้วย 1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก ให้สินเชื่อแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อชะลอการขาย โดยเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง มีค่าฝากเก็บ 1,500 บาทต่อตัน กรณีเก็บที่สหกรณ์ แบ่งเป็นสหกรณ์ 900 บาท และเกษตรกร 600 บาทต่อตัน 2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโดยสถาบันเกษตรกร เป้าหมาย 1.5 ล้านตันข้าวเปลือก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้สถาบันเกษตรกรรวบรวมและรับซื้อข้าว รัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3.50

    นบข.เดินหน้าช่วยชาวนา  ลดต้นทุนการผลิต-ดูแลราคาข้าว

    นบข.เดินหน้าช่วยชาวนา ลดต้นทุนการผลิต-ดูแลราคาข้าว

    ส่วนโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการโรงสีในการเก็บสต็อก เป้าหมาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก สนับสนุนให้โรงสีเก็บสต็อกข้าวเป็นระยะเวลา 2–6 เดือน โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 4. โครงการดูดซับข้าวเปลือก เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) ผ่านโรงสี รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคานำตลาด 300 บาทต่อตัน และ 5. โครงการข้าวประณีต ระยะที่ 2 เป้าหมาย 266 กลุ่มเกษตรกร สนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับพัฒนาการผลิต กลุ่มละ 300,000 บาท

    สำหรับ มาตรการทั้ง 5 โครงการ จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยดูดซับผลผลิต ชะลอข้าวออกสู่ตลาดในช่วงที่ผลผลิตออกมาก เพิ่มสภาพคล่องให้สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ ตลอดจนยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาข้าว และดูแลรายได้ของเกษตรกร ขณะที่แนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา จะเน้นให้สอดคล้องกับมาตรการเดิมและตอบโจทย์การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนาในระยะยาว

    อ่านข่าว:

    ไร่ละ 1,000 บาท เงินถึงมือชาวนา 4.5 ล้านครัวเรือนลดต้นทุนต่อยอดข้าวไทย

    วอนปรับเงื่อนไขไร่ละพันบาทพัฒนาลำไยเยียวยาชาวสวน

    ชาวนา ยังไม่ได้รับเงินไร่ละพัน เร่งตรวจสอบสิทธิก่อน 30 ก.ย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13toxpBHvEaYVoz9_0zR-E

  • เปิดภารกิจ “แบงก์ชาติ” เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยน เผย ต้องปรับตัว ลุยแก้ 4 ปัญหาโจทย์การเงิน

    เปิดภารกิจ “แบงก์ชาติ” เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยน เผย ต้องปรับตัว ลุยแก้ 4 ปัญหาโจทย์การเงิน

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยแนวคิดเกี่ยวกับภารกิจของ ธปท. ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า ธปท. ยังคงมีภารกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค หรือ Core Mandate ซึ่งเป็นภารกิจที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

    อย่างไรก็ตาม นายวิทัย ระบุว่า ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพราคาและระบบการเงินของไทยในปัจจุบันลดลงอย่างมากโดยก่อนเกิดสงคราม อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำจนติดลบ ขณะที่ภาคธนาคารมีผลประกอบการและเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง และอาจอยู่ในระดับสูงมากเกินไปด้วยซ้ำ

    ขณะที่โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกลับอยู่ที่ อัตราการเติบโตและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงต่อเนื่อง จากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน

    นายวิทัย มองว่า หากภาคส่วนต่าง ๆ มุ่งเพียงวิเคราะห์ปัญหาหรือวิพากษ์วิจารณ์ โดยไม่ลงมือแก้ไข เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตช้าลงต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้ของภาคธุรกิจและประชาชนลดลงจนไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้เสีย (NPL) ซึ่งจะย้อนกลับมากระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคในที่สุด

    “จะมีประโยชน์อะไร หาก ธปท. บรรลุเป้าหมายด้านเสถียรภาพ แต่เศรษฐกิจกลับแย่ลงเรื่อย ๆ ธุรกิจปิดตัว และมีประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับรายได้ที่ลดลง” 

    ธปท.เดินหน้า 4 ภารกิจ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการเงิน

    นิกจากนี้ ยังย้ำว่า ภารกิจหลักของ ธปท. ยังคงเป็น “การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค” เช่นเดิม แต่จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและโลกในปัจจุบัน ธปท.จำเป็นต้องปรับแนวทางการทำงาน โดยมุ่งลงมือแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน

    โดยกำหนดประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

    1. การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน 
    2. Financial Inclusion เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม
    3. สร้างความเป็นธรรมด้านต้นทุนบริการทางการเงิน สำหรับประชาชนรายย่อยและ SMEs ทั้งในด้านค่าธรรมเนียมและอัตราดอกเบี้ย
    4. ป้องกันการใช้ช่องทางทางการเงินเป็นช่องทางสนับสนุนทุนเทาและการทุจริตคอร์รัปชัน 

    นายวิทัย ระบุว่า ทั้ง 4 ประเด็นอยู่ภายใต้ขอบเขตหน้าที่ของ ธปท. ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ และที่ผ่านมา ธปท. ได้ดำเนินงานในทั้ง 4 ด้านอยู่แล้วในระดับหนึ่ง

    เตรียมกำกับ Non-bank ทั้ง Lending และ Payment มากขึ้น

    สำหรับแนวทางจากนี้ ธปท.จะเพิ่มการกำกับดูแล Non-bank ทั้งในด้านธุรกิจสินเชื่อ (Lending) และระบบการชำระเงิน (Payment) มากขึ้น เนื่องจากเห็นความเสี่ยงที่ประชาชนอาจถูกเอาเปรียบ รวมถึงความเสี่ยงที่ช่องทางทางการเงินอาจถูกใช้เป็นทางผ่านของธุรกรรมที่ไม่ปกติเพิ่มขึ้น

    นายวิทัย ระบุด้วยว่า เมื่อรูปแบบความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงไป ธปท.ก็จำเป็นต้องปรับตัวตาม หากไม่ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน อาจทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้การไม่เปลี่ยนแปลงจะเป็นแนวทางที่ง่ายและสะดวกกว่า

    ขณะเดียวกันมองว่า ธปท.เป็นองค์กรที่สามารถปรับตัวร่วมกันได้ และมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีพลังในการทำงาน และมีความตั้งใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง

    นายวิทัย ทิ้งท้ายว่า ไม่ควรยึดติดกับแนวทางการทำงานแบบเดิมที่เน้นการวิพากษ์วิจารณ์หรือสร้างภาพ แต่ควรมุ่งเน้นการ “ลงมือทำจริง” เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/281583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HPAMkJ3mKqrGEv4rOYkKG

  • เงินเฟ้อ ‘อิหร่าน’ เฉียด 80% ค่าเงินดิ่งเกือบ 30% ปชช. ต้องผ่อนค่าอาหาร หลัง ‘ทรัมป์’ บีบเศรษฐกิจเพิ่ม

    เงินเฟ้อ ‘อิหร่าน’ เฉียด 80% ค่าเงินดิ่งเกือบ 30% ปชช. ต้องผ่อนค่าอาหาร หลัง ‘ทรัมป์’ บีบเศรษฐกิจเพิ่ม

    สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประชาชนในกรุงเตหะรานและทั่วประเทศอิหร่าน กำลังเผชิญกับวิกฤติค่าครองชีพที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี หลังการสู้รบและมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเฉียด 80% และค่าเงินเรียลดิ่งลงเกือบ 30% ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกำลังซื้อของประชาชน จนทำให้ระบบการซื้อก่อนจ่ายทีหลังและการผ่อนชำระขยายตัวจากการซื้อสินค้าคงทน ลุกลามมาสู่การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารในชีวิตประจำวันเป็นครั้งแรก

    นาซานีน เจ้าของธุรกิจวัย 56 ปี ในกรุงเตหะราน ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่าสิบปีและเคยผ่านทั้งมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ วิกฤติค่าเงิน และสงครามมาแล้วหลายครั้ง เปิดเผยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เธอจำเป็นต้องใช้ระบบสินเชื่อในการซื้ออาหารและของใช้ประจำสัปดาห์ หลังจากต้องปลดพนักงานและตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งหมดเพื่อรับมือกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากบางวันเธอไม่มีเงินสดติดตัวเลย

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวแพร่กระจายไปทั่วกรุงเตหะราน ร้านค้าต่างติดป้ายโฆษณาระบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy-Now-Pay-Later หรือ BNPL) และข้อเสนอผ่อนชำระแบบไม่มีดอกเบี้ยกันอย่างแพร่หลาย จากเดิมที่ระบบสินเชื่อลักษณะนี้เคยนิยมใช้เฉพาะกับสินค้าคงทน เช่น เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ความรุนแรงของวิกฤติเศรษฐกิจนับตั้งแต่เกิดสงครามทำให้ผู้ค้าต้องขยายข้อเสนอนี้ครอบคลุมมาถึงอาหารและสินค้าจำเป็นพื้นฐาน

    ฮาดี คาฮาลซาเดห์ นักวิจัยจากสถาบันควินซี ในกรุงวอชิงตัน ประเมินว่า ประชาชนที่ยากจนและเปราะบางมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของประชากรทั้งหมดในอิหร่าน การผ่อนชำระค่าอาหารและสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันเป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดว่า อัตราเงินเฟ้อได้กลายสภาพจากปัญหามหภาค เข้าไปแทรกซึมอยู่ในโครงสร้างการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนเรียบร้อยแล้ว

    ความเดือดร้อนของประชาชนระลอกล่าสุดปะทุขึ้นหลังจากสหรัฐและอิสราเอลเริ่มเปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หันมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล ตรวจสอบการเข้าออกของเรือ ณ ท่าเรือหลักของอิหร่านมานานหลายเดือน เพื่อใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจสยบอิหร่าน ในขณะที่การเจรจาเรื่องการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในภาวะทางตัน

    แม้เศรษฐกิจของประเทศที่มีประชากรราว 90 ล้านคนแห่งนี้ จะถูกกดดันจากมาตรการคว่ำบาตร ปัญหาการทุจริต และการบริหารจัดการที่ผิดพลาดมานานหลายทศวรรษ แต่การโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอลได้เข้าไปทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพิ่มเติม รัฐบาลอิหร่านประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจในช่วง 6 สัปดาห์แรกของสงครามสูงถึง 2.7 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอิหร่านจะหดตัวลง 6.1% ในปีนี้ ซึ่งเป็นการถดถอยที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นแตะระดับสถิติใหม่ที่ 70%

    แรงกดดันทางเศรษฐกิจได้สร้างความตึงเครียดทางการเมืองอย่างรุนแรง โดยก่อนหน้าที่การโจมตีจะเริ่มขึ้น วิกฤติค่าเงินเรียลเคยจุดชนวนให้เกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศจนนำไปสู่การปราบปรามอย่างหนัก ซึ่งรายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า มีผู้ถูกประหารชีวิตที่เชื่อมโยงกับการชุมนุมไปแล้วอย่างน้อย 27 รายนับตั้งแต่เดือนมีนาคม

    ในฝั่งการเมือง กลุ่มสายแข็ง (Hardliners) ยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อการเจรจากับสหรัฐ เช่น อยาตอลเลาะห์ อาลี อาราฟี ผู้นำศาสนาระดับสูงที่เคยก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดชั่วคราว ได้กล่าวเตือนเจ้าหน้าที่รัฐบาลอย่างเปิดเผยว่า ห้ามใช้ปัญหาเศรษฐกิจหรือความกลัวต่อต้นทุนสงครามมาเป็นข้ออ้างในการฟื้นฟูการเจรจาทางการทูตกับสหรัฐอย่างเด็ดขาด

    อิหร่านปรับตัวเพื่อรับมือกับการถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ โดยพยายามหันไปหาตลาดเอเชียและพึ่งพาจีนในการส่งออกน้ำมันตลอดช่วงที่ผ่านมา มูฮัมหมัด เรซา ฟาร์ซาเนแกน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฟิลิปปส์ ระบุว่า ภาคธุรกิจและรัฐบาลอิหร่านได้พยายามหาช่องทางชำระเงินและเส้นทางขนส่งทางเลือกมาโดยตลอด ทว่านับตั้งแต่ทรัมป์กลับมารับตำแหน่ง ตัวเลขการส่งออกน้ำมันก็ร่วงลงเหลือเพียงส่วนเสี้ยวของระดับเดิม

    ขณะเดียวกัน มาจิด เรซา ฮาริรี ประธานหอการค้าอิหร่าน-จีน ในเตหะราน เตือนว่า มาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐสร้างความเสียหายร้ายแรงยิ่งกว่าตัวสงคราม เนื่องจากการขนส่งทางบกและทางรถไฟไม่สามารถทดแทนการค้าทางทะเลที่ขาดหายไปได้ พร้อมย้ำว่า รัฐบาลไม่ควรรอให้เศรษฐกิจปรับตัวเข้ากับการปิดล้อมเหมือนที่เคยทำกับมาตรการคว่ำบาตรในอดีต

    ด้านคาฮาลซาเดห์ชี้ว่า หากรัฐบาลอิหร่านจัดสรรงบประมาณไปเน้นย้ำด้านการทหารมากขึ้น ภาระทั้งหมดจะถูกผลักไปที่ประชาชน แม้กลไกการแทรกแซงของรัฐและการค้านอกระบบจะช่วยป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจล่มสลายลงในทันที แต่ก็ก่อให้เกิดอัตราเงินเฟ้อ การว่างงาน และความยากจนสะสม ซึ่งเปรียบเสมือน “กับดักความแข็งแกร่ง” (Resilience trap) ที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำในระยะยาว โดยปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจของอิหร่านได้ถูกประเทศเพื่อนบ้านอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แซงหน้าไปแล้ว

    สถานการณ์ปัจจุบันกำลังผลักดันให้อิหร่านเสี่ยงที่จะต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่นโยบาย “เศรษฐกิจยามสงคราม” (Wartime economy) เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามกับอิรักในปี 1980 โดยฟาร์ซาเนแกนประเมินว่า หากมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐยังคงยืดเยื้อต่อไป จะส่งผลให้ประเทศต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง ยารักษาโรค วัตถุดิบภาคอุตสาหกรรม และเงินตราต่างประเทศอย่างรุนแรง ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะบีบให้รัฐบาลอิหร่านต้องนำมาตรการปันส่วนสินค้า และการควบคุมราคามาบังคับใช้อย่างเข้มงวดในท้ายที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1247552&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2y8nVYAA0VWQ2EQvhZrEnR

  • เตือนธุรกิจรับแรงกระแทกตะวันออกกลาง สนค.เตือนลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ

    เตือนธุรกิจรับแรงกระแทกตะวันออกกลาง สนค.เตือนลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ

    วันนี้ (15 ส.ค.2569) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิหร่านรอบใหม่ จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากยืดเยื้อ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลกและภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ

    ดังนั้นภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในระยะต่อไป ควรพิจารณาปรับเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น รวมถึงศึกษาการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ห่วงโซ่การผลิต

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์

    นายนันทพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับภาคประชาชน อาจพิจารณาเลือกอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการ ในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า ควบคู่กับการวางแผนการเงินอย่างระมัดระวัง ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว

    นายนันทพงษ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผลกระทบจากการปะทะในรอบแรก ทำให้หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันและภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระดับเงินเฟ้อ แตกต่างกันตามโครงสร้างการพึ่งพาพลังงาน และนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงานของแต่ละประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่า 90% จากตะวันออกกลาง

    ประกอบกับการอ่อนค่าต่อเนื่องของค่าเงินเปโซ ประชาชนในฟิลิปปินส์จึงมีภาระค่าน้ำมันค่อนข้างสูง ขณะที่มาเลเซีย เป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ นำรายได้จากการขายน้ำมันมาอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ส่งผลให้ราคาสินค้าเชื้อเพลิง ในดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก

    เตือนธุรกิจรับแรงกระแทกตะวันออกกลาง สนค.เตือนลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ

    เตือนธุรกิจรับแรงกระแทกตะวันออกกลาง สนค.เตือนลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ

    ผอ.สนค.กล่าวว่า ส่วนของไทย ราคาพลังงานสูงขึ้นจากความขัดแย้งรอบก่อน มีส่วนทำให้ต้นทุนฝั่งต้นน้ำของไทยสูงขึ้นชัดเจนในไตรมาสที่ 2 ของปี โดยดัชนีราคาผู้ผลิต สูงขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน (RFTI) ปรับตัวสูงขึ้น 11.1% แต่ด้วยนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงาน มีส่วนช่วยให้ราคาพลังงานขายปลีกไม่ผันผวนรุนแรงจนกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสดังกล่าวสูงขึ้น 2.70% และภาพรวมเงินเฟ้อของไทยช่วงครึ่งปีแรกสูงขึ้นไม่มากที่ 1.08% โดยกลุ่มพลังงานสูงขึ้น 4.92%

    แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป แต่สำหรับไทยที่มีกลไกการกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพที่มีประสิทธิภาพ

    เตือนธุรกิจรับแรงกระแทกตะวันออกกลาง สนค.เตือนลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ

    เตือนธุรกิจรับแรงกระแทกตะวันออกกลาง สนค.เตือนลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ

    สะท้อนได้จากอัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรก อยู่ภายในกรอบเป้าหมายที่ 1–3% ประกอบกับการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ในการดูแลการจำหน่ายสินค้าและบริการให้เป็นธรรม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าเกินควร รวมถึงมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจ และบรรเทาค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพจนน่ากังวล

    ผอ.สนค.กล่าวอีกว่า ความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศระหว่างเข้าร่วมประชุมองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 ว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ ลงนามร่วมกับอิหร่าน เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ได้สิ้นสุดลงแล้ว

    หลังจากทั้ง 2 ฝ่าย เปิดฉากโจมตีทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความขัดแย้งที่ยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า หากไม่สามารถหาข้อยุติได้โดยเร็ว ภาวะอุปทานพลังงานตึงตัวอาจเป็นปัจจัยหนุน ให้หลายประเทศเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออีกครั้ง

    อ่านข่าว:

    สหรัฐฯ เล็งปิดล้อมอิหร่านไร้กำหนด เตรียมส่งเรือรบลำใหม่สับเปลี่ยน

    “อิหร่าน” ยึดเรือ ที่ทอดสมอนอกชายฝั่ง UAE

    สงครามคลี่คลายดันตลาดหุ้นโลกฟื้น กรุงไทยฯ แนะเน้นกระจายความเสี่ยง สะสมทองคำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/509458&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OOlfiWVKX-ox-SgUvEF8h

  • พิพัฒน์ กางแผนคมนาคม ลุยดันลงทุน 262 โครงการใหญ่ปี 70 เชื่อม บก-ราง-น้ำ-อากาศ

    พิพัฒน์ กางแผนคมนาคม ลุยดันลงทุน 262 โครงการใหญ่ปี 70 เชื่อม บก-ราง-น้ำ-อากาศ

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ แผนพัฒนาด้านคมนาคมของประเทศไทย แก่ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (ปรม.) รุ่นที่ 25 ณ ห้องประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า โดยถ่ายทอดแนวคิดการบริหารและทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ตั้งแต่ระดับนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ระบบคมนาคมเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนาคมนาคมในวันนี้ไม่สามารถมองเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นรายโครงการ แต่ต้องมองเป็น ระบบเดียวกันทั้งประเทศ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง กระทรวงคมนาคมจึงกำหนดเป้าหมายให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเดินทางและขนส่งสินค้าได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว ตรงเวลา ราคาสมเหตุผล เข้าถึงง่าย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยบูรณาการการทำงานของ 23 หน่วยงาน ครอบคลุมการเดินทางและขนส่งทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ

    นายพิพัฒน์ เน้นว่า กระทรวงฯ ปรับแนวคิดจากการพัฒนาแบบแยกส่วน ไปสู่การเชื่อม บกรางน้ำอากาศ ให้เป็นระบบเดียวกัน โดยวางระบบรางเป็นโครงข่ายหลัก และใช้ระบบถนนและขนส่งสาธารณะเป็น Feeder เชื่อมประชาชนจากชุมชนเข้าสู่ระบบหลัก พร้อมยกระดับการขนส่งทางน้ำและทางอากาศ เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางด้านคมนาคมในภูมิภาค และเพื่อให้วิสัยทัศน์ดังกล่าวเกิดผลในทางปฏิบัติ

    โดยกระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันโครงการลงทุนสำคัญในปี 2570 จำนวน 262 โครงการ และในช่วงปี 25712573 มีแผนพัฒนาโครงการใหม่อีก 51 โครงการ เป็นต้น

    ด้านระบบราง กระทรวงฯ วางเป้าหมายให้เป็นแกนหลักของการเดินทางและขนส่งในอนาคต ทั้งการพัฒนารถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รถไฟทางคู่ทั่วประเทศ รถไฟสายใหม่เชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน และรถไฟความเร็วสูง ขณะเดียวกันต้องพัฒนาระบบ Feeder ควบคู่กัน ทั้งรถโดยสารประจำทาง เรือโดยสาร และระบบขนส่งอื่น พร้อมเปลี่ยนรถโดยสาร ขสมก. สู่ EV Bus พัฒนา EV Boat และ Smart Pier ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม อีกทั้งรถไฟทางคู่เพิ่มความตรงต่อเวลาและประสิทธิภาพในการขนส่ง

    ขณะที่เส้นทางใหม่ เด่นชัยเชียงรายเชียงของ และ บ้านไผ่มุกดาหารนครพนม จะขยายโครงข่ายไปสู่ สปป.ลาว และเชื่อมโยงต่อไปยังจีนในอนาคตให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายเศรษฐกิจระดับภูมิภาค

    ด้านถนน มุ่งสร้างโครงข่ายมอเตอร์เวย์ ทางด่วน และถนนสายหลักสายรอง ให้เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ ทั้งโครงการพระราม 2, M6 กรุงเทพฯนครราชสีมา, M8 นครปฐมปากท่อ, M5 รังสิตบางปะอิน ตลอดจนการแก้ปัญหาจุดเชื่อมต่อ M6 และ M9 บริเวณบางปะอิน เพื่อแก้คอขวดและลดเวลาการเดินทางในระยะยาว ยังมีการวางโครงข่าย MR-Map อาทิ MR1 นครสวรรค์สุพรรณบุรีนครปฐมสมุทรสาคร และ MR10 วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร รอบที่ 3 เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองและการขนส่งในอนาคต

    ด้านการขนส่งทางน้ำ เร่งพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าจาก 11.10 ล้าน TEU เป็น 18.10 ล้าน TEU ต่อปี พร้อมพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อภายนอกท่าเรือให้รองรับการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ

    สำหรับแนวคิดพัฒนาท่าเรือฝั่งตะวันตกเพื่อเชื่อมโยง BIMSTEC นายพิพัฒน์ย้ำหลักสำคัญของการบริหารโครงการขนาดใหญ่ว่า ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศกับผลกระทบต่อชุมชน ให้การพัฒนาเกิดประโยชน์ร่วมกันและได้รับการยอมรับจากพื้นที่

    ด้านการขนส่งทางอากาศ สนามบินสำคัญหลายแห่งเริ่มมีความแออัดในช่วงเวลา Peak Hour ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ โดยแผนสำคัญประกอบด้วยการขยายสนามบินสุวรรณภูมิจาก 60 ล้านคน เป็น 70 ล้านคนต่อปี และในระยะต่อไปให้รองรับประมาณ 120130 ล้านคนต่อปี พัฒนาสนามบินดอนเมือง ระยะที่ 3 รวมถึงขยายสนามบินภูเก็ตจาก 12.5 ล้านคนเป็น 18 ล้านคนต่อปี และสนามบินเชียงใหม่จาก 8 ล้านคนเป็น 20 ล้านคนต่อปี พร้อมวางแผนสนามบินแห่งใหม่ ได้แก่ สนามบินอันดามันและสนามบินล้านนา เพื่อรองรับความต้องการในระยะยาว

    ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การลงทุนด้านคมนาคมต้องวัดจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนว่า สามารถลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ เชื่อมเมืองกับภูมิภาค และทำให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการของรัฐได้ดีขึ้น นั่นคือผลลัพธ์ที่การลงทุนภาครัฐต้องส่งมอบให้ประชาชน

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq/12837211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LzWKGrhZHWhpiq230LQDC

  • ‘ท่องเที่ยว’ เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย ดันรายได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก

    ‘ท่องเที่ยว’ เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย ดันรายได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก

    โดยตลาดต่างประเทศยังมีความท้าทาย ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย 156 ล้านคน-ครั้ง และสร้างรายได้ 9.16 แสนล้านบาท

    ที่ประชุมจึงมอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานในช่วงไตรมาสสุดท้าย โดยเฉพาะการขยายตลาดศักยภาพ กระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ เพิ่มรายได้ต่อคนต่อทริป และการกระจายรายได้ไปยังเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) และชุมชน เพื่อผลักดันรายได้จากการท่องเที่ยวให้เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด

    ในส่วนของการใช้จ่ายงบประมาณ ภาพรวม ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มีผลการใช้จ่ายแล้ว 5,173.27 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 94.11 สูงกว่าเป้าหมายที่ภาครัฐกำหนดไว้ร้อยละ 87 อย่างไรก็ตาม ยังมีโครงการที่ต้องเร่งรัด การเบิกจ่ายและก่อหนี้ผูกพัน ซึ่งที่ประชุมได้กำชับให้หน่วยงานเจ้าของโครงการเร่งดำเนินการภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อประชาชนเป็นสำคัญ

    นางศุภจีฯ ยังได้เน้นย้ำว่า แม้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จะไม่มีแผนงานบูรณาการด้านการท่องเที่ยว ในรูปแบบดังกล่าวแล้ว แต่ทุกหน่วยงานควรร่วมกันถอดบทเรียนจากการดำเนินงาน ทั้งในด้านผลสำเร็จ ปัญหา และอุปสรรค เพื่อนำไปใช้ประกอบการวางแผนและจัดทำคำของบประมาณในอนาคตให้มีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป 

    'ท่องเที่ยว' เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย ดันรายได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก

    'ท่องเที่ยว' เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย ดันรายได้กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378981721&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bwMO8LYK0TX62MDr24KiX