Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจมาเลเซียโต 6% ไตรมาสที่สอง สูงกว่าคาด แรงหนุนส่งออก-เอไอ | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจมาเลเซียโต 6% ไตรมาสที่สอง สูงกว่าคาด แรงหนุนส่งออก-เอไอ | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ว่าเศรษฐกิจมาเลเซียขยายตัว 6% เมื่อไตรมาสที่สอง ของปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่รัฐบาลประเมินไว้เบื้องต้นที่ 5.8% และเพิ่มขึ้นจาก 5.4% ในไตรมาสแรก

    การเติบโตดังกล่าวยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ที่ 5.8% โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง การใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ยังคงมีเสถียรภาพ และการลงทุนที่ขยายตัวต่อเนื่อง

    ข้อมูลจากสำนักงานสถิติมาเลเซียและธนาคารกลางมาเลเซียระบุว่า ภาคเศรษฐกิจส่วนใหญ่ขยายตัวดีขึ้นในไตรมาสดังกล่าว ยกเว้นภาคเกษตรกรรม

    ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตได้รับแรงหนุนสำคัญ จากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะความต้องการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) ขณะที่ภาคบริการได้แรงหนุนจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล

    ด้านนายอับดุล ราชิด กัฟฟูร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซีย กล่าวว่า เศรษฐกิจมาเลเซียมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 5% ในปีนี้ ซึ่งอยู่บริเวณกรอบบนของประมาณการเดิมที่ 4-5%

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจมาเลเซียได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางค่อนข้างจำกัด เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศ การลงทุน และการส่งออกยังคงแข็งแกร่ง

    นอกจากนี้ ธนาคารกลางมาเลเซียยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมเป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกัน ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

    อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางมาเลเซียเตือนด้วยว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี แม้รัฐบาลยังมีมาตรการอุดหนุนราคาพลังงาน และช่วยเหลือประชาชนเพื่อบรรเทาผลกระทบก็ตาม.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6112770/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xI0OtI0qzq4C0i2Co1FQ7

  • วิเคราะห์ทางเลือกสหรัฐ ‘โดดเดี่ยวเศรษฐกิจอิหร่าน’ เสี่ยงกระทบโลก-เศรษฐกิจอเมริกันเอง

    วิเคราะห์ทางเลือกสหรัฐ ‘โดดเดี่ยวเศรษฐกิจอิหร่าน’ เสี่ยงกระทบโลก-เศรษฐกิจอเมริกันเอง

    บลูมเบิร์กวิเคราะห์ทางเลือกสหรัฐ หากต้องการ ‘โดดเดี่ยวเศรษฐกิจอิหร่าน’ ทางเลือกที่มีอาจเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของอเมริกันเอง

    สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐกำลังเตรียมแช่แข็งอิหร่านด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้างที่นักวิจารณ์ยังคงมีข้อกังขา เนื่องจากอิหร่านอยู่ภายใต้การปิดล้อมทางทะเล และเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรอยู่แล้ว

    บลูมเบิร์กรายงานว่า ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ไม่บอกว่ากำลังวางแผนทำอะไร แต่นักวิเคราะห์มองว่า ยังมีทางเลือกอื่นที่กระทรวงการคลังของเบสเซนต์สามารถใช้กดดันอิหร่านได้

    วิเคราะห์ทางเลือกสหรัฐ ‘โดดเดี่ยวเศรษฐกิจอิหร่าน’ เสี่ยงกระทบโลก-เศรษฐกิจอเมริกันเอง

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักคือ การหันไปใช้ทางเลือกที่เหลืออยู่นั้น อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐเอง

    คริส เคนเนดี นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Economics กล่าวว่า “ถ้าประธานาธิบดีไม่ตัดสินใจให้ความสำคัญกับการจัดการกับภัยคุกคามจากอิหร่านเหนือประเด็นอื่นๆ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับจีน การดำเนินการต่างๆ อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของอิหร่านได้อย่างมีนัยสำคัญ”

    แม้ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลทรัมป์จะใช้มาตรการใดบ้าง แต่บลูมเบิร์กได้คาดการณ์ถึงทางเลือกที่เป็นไปได้ที่สหรัฐอาจใช้ ซึ่งทางการสหรัฐอาจผสมผสานมาตรการหลายอย่างต่อไปนี้เข้าด้วยกัน หรือเลือกใช้วิธีอื่นที่ไม่ใช่ทางเลือกเหล่านี้

    เล่นงานจีน เสี่ยงกระทบสัมพันธ์

    จีนซื้อน้ำมันอิหร่านมากกว่า 90% การคว่ำบาตรหน่วยงานที่อำนวยความสะดวกในการซื้อขายน้ำมันระหว่างจีนและอิหร่านอาจลดรายได้จากการจำหน่ายน้ำมันของเตหะรานได้โดยตรง

    ที่ผ่านมา วอชิงตันได้คว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็กและบริษัทของจีนบางแห่งไปแล้วตั้งแต่สหรัฐเริ่มสงครามกับอิหร่านในปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่จนถึงขณะนี้ สหรัฐยังไม่ได้กำหนดเป้าหมายไปที่ธนาคารขนาดใหญ่ของจีนที่ให้เงินทุนสนับสนุนการค้าดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม การดำเนินการข้างต้นมีความเสี่ยง เนื่องจากการโจมตีบริษัทหรือสถาบันการเงินของจีนอาจทำให้ความตึงเครียดกับปักกิ่งรุนแรงขึ้นก่อนการประชุมที่วางแผนไว้ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน

    นอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วย โดยหากลดปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดิบจากอิหร่าน จะทำให้น้ำมันดิบราคาถูกในตลาดโลกหายไป และอาจทำให้ราคาน้ำมันที่สูงอยู่แล้วพุ่งสูงขึ้นไปอีก

    เมื่อเดือนพฤษภาคม จีนได้สั่งให้บริษัทในประเทศไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐที่กำหนดต่อโรงกลั่นน้ำมัน 5 แห่ง ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของจีนกำลังเผชิญทางแยก ระหว่างปฏิบัติตามคำสั่งของปักกิ่ง หรือเสี่ยงสูญเสียการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐ

    ตัดช่องทางแลกเปลี่ยนเงินตรา

    มีบริษัทแลกเปลี่ยนเงินตราหลายแห่งในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ช่วยอิหร่านส่งเงินกลับประเทศ

    เมื่ออิหร่านจำหน่ายน้ำมันได้แล้ว อิหร่านยังคงต้องการบริษัทแลกเปลี่ยนเงินตราและตัวกลางในการแปลงเงินที่ได้รับ เพื่อแปลงเป็นสกุลเงินที่เตหะรานสามารถใช้ได้จริง ซึ่งเตหะรานมักใช้เป็นเงินหยวนของจีน

    กระทรวงการคลังสหรัฐได้แสดงให้เห็นแล้วว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นจุดอ่อน จึงออกมาตรการลงโทษบริษัทแลกเปลี่ยนเงินตราของอิหร่านบางแห่งที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยฟอกเงินตราต่างประเทศหลายพันล้านดอลลาร์ โดยการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายใต้แคมเปญ “Economic Fury” ของเบสเซนต์

    แคมเปญนี้จะทำให้อิหร่านไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนจำนวนมากได้ แต่อิหร่านได้ใช้เวลาหลายปีในการสร้างช่องทางทางเลือกเพื่อเคลื่อนย้ายเงินออกนอกระบบการเงินอย่างเป็นทางการ แต่การตัดขาดการทำธุรกรรมกับสำนักแลกเปลี่ยนเงินตราแต่ละแห่ง มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนการทำธุรกรรมของอิหร่านไปสู่การดำเนินการผ่านตัวกลางใหม่ การแลกเปลี่ยนสกุลเงินหรือสินทรัพย์ดิจิทัล มากกว่าเลือกยุติธุรกรรมทั้งหมด

    คว่ำบาตรพันธมิตรอิหร่าน

    สหรัฐอาจขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางอ้อมกับทุกหน่วยงานที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน แม้ทำธุรกิจร่วมกันอย่างจำกัดก็ตาม นี่เป็นแนวทางที่คล้ายกับวิธีที่ทรัมป์ใช้กับเกาหลีเหนือในปี 2017 โดยอาจบังคับให้บริษัทและธนาคารต่างชาติเลือกระหว่างการทำธุรกิจกับอิหร่านและการรักษาการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐ 

    มาตรการนี้อาจขยายอำนาจต่อรองของวอชิงตันเกินกว่าการคว่ำบาตรหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้าขายน้ำมันของเตหะราน

    มาตรการเหล่านี้อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อรัสเซียและจีน รวมถึงบริษัทและสถาบันการเงินในประเทศรอบชายแดนอิหร่าน ซึ่งรวมถึงพันธมิตรของสหรัฐเอง เช่น ตุรกี ที่มีความสัมพันธ์ทางการค้าที่สำคัญกับเตหะรานด้วย

    ทรัมป์เคยเสนอแนวทางนี้มาก่อนแล้ว โดยขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษี 25% จากประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน แต่จนถึงขณะนี้เขายังไม่ได้ดำเนินการใดๆ

    ยึดทรัพย์สินอิหร่านมากกว่าแค่อายัด

    สหรัฐอาจดำเนินการมากกว่าแค่การอายัดทรัพย์สินของรัฐบาลอิหร่าน และอาจพยายามยึดทรัพย์สินที่อยู่ในเขตอำนาจศาลของสหรัฐอยู่แล้ว โดยอ้างอิงถึงมาตรการที่รัฐบาลบุชเคยใช้หลังการรุกรานอิรักในปี 2546

    อย่างไรก็ตาม ทรัพย์สินของรัฐอิหร่านที่อยู่ในอำนาจศาลของสหรัฐอาจมีอยู่จำกัด และการยึดทรัพย์สินเหล่านั้นจะมีความซับซ้อนทางกฎหมายและทางการทูตมากกว่าการอายัดเพียงอย่างเดียว

    อนึ่ง ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของอิหร่านในต่างประเทศอยู่ในประเทศที่สาม และวอชิงตันจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลต่างประเทศเพื่อยึดทรัพย์สินเหล่านั้น หากพวกเขาต้องการใช้วิธีนี้

    ขยายการคว่ำบาตรทางทะเล

    แม้การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐจะช่วยลดปริมาณการจราจรทางทะเลไปยังท่าเรือของอิหร่านได้ แต่สหรัฐอาจพิจารณาใช้มาตรการที่ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งอาจไม่เพียงแต่กำหนดเป้าหมายไปที่เรือแต่ละลำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบริษัท ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่อำนวยความสะดวกในการขนส่งเหล่านั้นด้วย ซึ่งสหรัฐได้คว่ำบาตรเรือและหน่วยงานบางแห่งที่เกี่ยวข้องกับกองเรือที่เรียกว่า “กองเรือเงา” ไปแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1247620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1H9LQZ4_hK40EXj_DGY3n_

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (16 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (16 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (16 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (16 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 85 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.83 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.78 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.84 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.47 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.84 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.54 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.54 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (16 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/666537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jQ6u8k3M_3UPqgfPfjNuQ

  • “อนุทิน-เนวิน” ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด กินร้านริมทาง ปลื้มคนชมไทยช่วยไทยพลัส

    “อนุทิน-เนวิน” ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด กินร้านริมทาง ปลื้มคนชมไทยช่วยไทยพลัส

    “อนุทิน” ควง “เนวิน” กินอาหารร้านริมทางที่บุรีรัมย์ ปลื้มคนชม “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยค่าใช้จ่าย-ร้านค้าในพื้นที่ขายของได้มากขึ้น บอกอะไรช่วยได้พร้อมสานต่อ หามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    วันที่ 16 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ใช้เวลาช่วงวันหยุดพักผ่อนแวะไปที่ จ.บุรีรัมย์ โดยได้พบกับ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และแวะรับประทานอาหารร้านริมทางง่ายๆ พร้อมกับ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี 

    ทั้งนี้ นายอนุทิน ถือโอกาสถามแม่ค้าและชาวบ้านว่าช่วงนี้ค้าขายเป็นอย่างไร ปากท้องดีขึ้นไหม ซึ่งแม่ค้าและชาวบ้านตอบกลับมาว่า “ชอบไทยช่วยไทยพลัส 60:40” เพราะช่วยทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย และทำให้ร้านค้าในพื้นที่ขายของได้มากขึ้น เงินหมุนเวียนในชุมชน  ซึ่งนายกรัฐมนตรีฟังแล้วอมยิ้ม พร้อมกล่าวย้ำว่า อะไรที่ช่วยประชาชนได้จริงก็พร้อมสานต่อ และจะเดินหน้าหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก วันหยุดแบบบ้านๆ กินข้าวไป คุยไป ฟังเสียงชาวบ้านไป อย่างไรก็ตาม บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทยอยมาขอถ่ายภาพกับนายอนุทิน และนายเนวิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2953192&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20rgM7hNMS1A9SIvKlwbBk

  • ไทยรุกเปิดตลาด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ สู่ ‘หุ้นส่วนเศรษฐกิจ’ ลุ้นฟื้นเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์

    ไทยรุกเปิดตลาด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ สู่ ‘หุ้นส่วนเศรษฐกิจ’ ลุ้นฟื้นเที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-โอ๊คแลนด์

    75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต นายกฯ นำทีมเยือนออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ 17-22 ส.ค. รุกเจรจาการค้าใหม่สู่ ‘หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์’ พร้อมเปิดตลาด ดึงลงทุน อุตสาหกรรมไฮเทค

    รายงานข่าวระบุว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย มีกำหนดเดินทางเยือนเครือรัฐออสเตรเลีย 17-20 ส.ค. 69

    โดยนับเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการของนายกฯ ไทยครั้งแรกในรอบ 14 ปี ก่อนครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน ความมั่นคง พลังงานสะอาด วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-ออสเตรเลีย ค.ศ. 2026-2029

    จากนั้น นายกฯ จะเดินทางเยือนนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ 20-22 ส.ค. 69 ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกในรอบ 13 ปี และตรงกับวาระครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต โดยเตรียมยกระดับความสัมพันธ์สู่ ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์’ อย่างเป็นทางการ

    พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงผลักดันการกลับมาเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-นครโอ๊คแลนด์ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว การศึกษา การติดต่อธุรกิจ และการเดินทางระหว่างประชาชน

    ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการอนุมัติร่างปฏิญญาร่วม ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ ที่จะเพิ่มความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ยกระดับความสัมพันธ์ใน 4 เสาหลัก

    ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน และความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี

    ส่วนในมิติทางเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้เป็น 3 เท่า ภายในปี พ.ศ. 2588 (ค.ศ. 2045)

    ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตร นวัตกรรมดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน

    รวมถึงการต่อยอดจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าและสนับสนุนกลุ่ม SMEs

    พร้อมผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดนิวซีแลนด์มากขึ้น ทั้งสินค้าเกษตร อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจค้าปลีก และดึงดูดการลงทุนจากนิวซีแลนด์ โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือกับบริษัทที่สนใจลงทุนในไทย

    อาทิ Skyline Enterprises ในธุรกิจท่องเที่ยว และ Fisher & Paykel ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนไทยสร้างเครือข่ายและจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการแบบ One-on-One เพื่อเปลี่ยนความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลให้เป็นคำสั่งซื้อ การลงทุน และโอกาสทางธุรกิจของภาคเอกชน

    นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ถือว่าเป็นประเทศสำคัญที่มีจุดแข็งในด้านทรัพยากรและเทคโนโลยี ที่จะมาช่วยเติมเต็มศักยภาพของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

    ออสเตรเลีย เป็นผู้นำในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัล พลังงาน เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) และการเกษตรสมัยใหม่

    ขณะที่นิวซีแลนด์ก็เป็นประเทศสำคัญที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่ที่สุดในระดับโลก มีจุดแข็งทั้งในด้านการเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งจุดแข็งเหล่านี้สามารถมาช่วยต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี

    ด้านโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความท้าทายจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งความตกลงการค้าเสรี (FTA) ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง โอกาสทางการค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทย

    ผลสรุปในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน 2569) การค้าระหว่างไทยกับประเทศคู่ FTA 18 ประเทศ

    ได้แก่ อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย เปรู และชิลี มีมูลค่า 243,669 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 21.8%

    จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วน 57.3% ของการค้าไทยกับโลก

    โดยไทยส่งออกไปประเทศคู่ FTA มูลค่า 105,494 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.6%

    ไทยนำเข้าจากประเทศคู่ FTA มูลค่า 138,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 30.0%

    โดยกว่าครึ่งหนึ่งของการค้าไทยเป็นการค้ากับประเทศที่มี FTA ด้วย ซึ่งช่วยลดอุปสรรคทางการค้า สร้างความได้เปรียบด้านภาษี และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาด

    ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นคู่ค้า FTA สำคัญอันดับหนึ่งของไทย มูลค่าการค้ารวม 91,513 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 37.6% ของการค้ากับประเทศคู่ FTA ทั้งหมด

    รองลงมา ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญและมีบทบาทเป็นฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของประเทศ

    โชติมา ระบุอีกว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 กรมจะเดินหน้าขยายและยกระดับ FTA โดยเร่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ไทย-เกาหลีใต้ และอาเซียน-แคนาดา ให้มีความคืบหน้าตามกรอบที่กำหนด ควบคู่กับการยกระดับความตกลงที่มีอยู่

    อาทิ ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย

    รวมถึงผลักดัน FTA ไทย-เปรู ฉบับสมบูรณ์ไปสู่การลงนาม พร้อมติดตามสถานการณ์การค้าโลกและมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด

    ภาพ : Shutterstock / Maxim Studio

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-australia-new-zealand-economic-partnership/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w6GFfy8eiRb8COe8ACQ9w

  • อนาคตรถไฟไทย: ต้องก้าวให้พ้นแค่ คมนาคม สู่พัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ

    อนาคตรถไฟไทย: ต้องก้าวให้พ้นแค่ คมนาคม สู่พัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-282&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oNefnjWY1IRw_uru5dbY1

  • BOI ร่วมทีมนายกฯ บินออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เจรจาบิ๊กเอกชนดึงเกษตรสมัยใหม่ พลังงาน ดิจิทัล ลงทุนไทย : อินโฟเควสท์

    BOI ร่วมทีมนายกฯ บินออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เจรจาบิ๊กเอกชนดึงเกษตรสมัยใหม่ พลังงาน ดิจิทัล ลงทุนไทย : อินโฟเควสท์

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงการเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 17 – 22 ส.ค. ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ว่า ในครั้งนี้บีโอไอได้รับโอกาสในการร่วมคณะของนายกรัฐมนตรีในการเดินทางด้วย เพื่อจัดกิจกรรมในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการเปิดประตูการลงทุนครั้งสำคัญของประเทศไทย

    ทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ถือว่าเป็นประเทศสำคัญที่มีจุดแข็งในด้านทรัพยากรและเทคโนโลยี ที่จะมาช่วยเติมเต็มศักยภาพของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ออสเตรเลียนั้น ถือว่าเป็นผู้นำในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัล พลังงาน เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) และการเกษตรสมัยใหม่ ขณะที่นิวซีแลนด์ก็เป็นประเทศสำคัญที่เป็นผู้ผลิต และส่งออกผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่ที่สุดในระดับโลก มีจุดแข็งทั้งในด้านการเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งจุดแข็งเหล่านี้สามารถมาช่วยต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี

    “ในการเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี จะได้พบปะหารือกับนักธุรกิจ และผู้บริหารบริษัทชั้นนำแบบ One-on-One ของทั้งสองประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะมาลงทุนในประเทศไทย อุตสาหกรรมเหล่านี้ จะมาช่วยต่อยอดฐานอุตสาหกรรมของประเทศในหลายด้าน ทั้งการเกษตร การท่องเที่ยว และด้านดิจิทัล” นายนฤตม์ กล่าว

    นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม Investment Networking กับทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่นายกรัฐมนตรีจะได้สื่อสารโดยตรงกับนักธุรกิจชั้นนำของทั้งสองประเทศ รวมทั้งจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับนักธุรกิจไทย ที่เดินทางร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีมากกว่า 10 บริษัท รวมถึงบริษัทไทยบางส่วนที่มีการลงทุนในออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อยู่แล้ว ได้มาร่วมกันทำความรู้จักและสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ ในอนาคตให้มากยิ่งขึ้น

    “กิจกรรมในครั้งนี้จะเห็นว่าเป็นมิติที่มากกว่าการทูต แต่เป็นโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่จะสร้างโอกาสในการดึงการลงทุน องค์ความรู้ และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามายังประเทศไทย เพื่อมาช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้เติบโตมากขึ้นในเวทีโลก” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/632203&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XKK9CBsLiQwIiqRiZL5Eu

  • ‘หมอเปรม’ เปิดสถิติ 20 ปี ภัยพิบัติถล่มไทย เศรษฐกิจสูญกว่า 2.2 ล้านล้านบาท

    ‘หมอเปรม’ เปิดสถิติ 20 ปี ภัยพิบัติถล่มไทย เศรษฐกิจสูญกว่า 2.2 ล้านล้านบาท

    หมอเปรม เปิดสถิติ20 ปี ภัยพิบัติถล่มไทย เศรษฐกิจสูญกว่า 2.2 ล้านล้านบาท ดับ 10,549 ชีวิต “เปรมศักดิ์” ชี้ถึงเวลารื้อระบบรับมือภัย ดันกองทุนผู้ประสบภัย พร้อมผ่าตัดโครงสร้างการเงิน EMS ก่อนวิกฤตหนักกว่าเดิม

    16 สิงหาคม 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินโดยเทคโนโลยีดิจิทัล ในคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยผลการประชุมคณะทำงาน ครั้งที่ 6 ซึ่งได้พิจารณาสถานการณ์งบประมาณ การบริหารจัดการภาวะวิกฤต และระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อประกอบการศึกษาเรื่อง “การปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเทคโนโลยีดิจิทัล”

    นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่นำเข้าสู่ที่ประชุมสะท้อนสถานการณ์น่ากังวลว่า ตลอด 20 ปี ระหว่าง พ.ศ.2547-2567 ประเทศไทยเผชิญภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 68 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตถึง 10,549 คน ขณะที่ความรุนแรงและความซับซ้อนของภัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนเพื่อสร้างระบบรับมือในอนาคตยังไม่เพียงพอ

    ทั้งนี้ โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดเหตุการณ์หนึ่ง คือ คลื่นสึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ซึ่งถล่มชายฝั่งอันดามัน มีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวม 8,345 คน บาดเจ็บ 8,457 คน ความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 55,700 ล้านบาท ขณะที่มหาอุทกภัยปี 2554 สร้างความเสียหายมหาศาลถึง 1.87 ล้านล้านบาท โดยเมื่อวิเคราะห์ภัยพิบัติสำคัญ 95 เหตุการณ์ในรอบ 20 ปี พบว่า ร้อยละ 67 เป็นอุทกภัยและภัยแล้ง โดยภัยแล้งมีตัวเลขประชาชนได้รับผลกระทบสะสมจากการนับซ้ำในแต่ละวาระถึง 151 ล้านคน หรือเกือบ 42 ล้านครัวเรือน

    นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ตัวเลขทั้งหมดเป็นสัญญาณเตือนว่า ภัยพิบัติไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจบ แต่เป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ที่พร้อมกลับมาสร้างความสูญเสียได้ตลอดเวลา หากประเทศไทยยังไม่ลงทุนสร้างความพร้อมและปฏิรูปโครงสร้างการเงินการคลังอย่างจริงจัง ความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจอาจยิ่งรุนแรงขึ้นในอนาคต

    นอกจากน้้น คณะทำงานยังให้ความสำคัญกับการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ พร้อมเดินหน้าแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 เพื่อสร้างกลไกทางการเงินที่มีความคล่องตัวและยั่งยืน เนื่องจากกฎหมายเดิมใช้มานานกว่า 18 ปี ขณะที่รูปแบบภัยพิบัติเปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งถี่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น และรุนแรงขึ้น การพึ่งพางบประมาณรายจ่ายงบกลางเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ทันต่อสถานการณ์

    สำหรับ ข้อมูลตั้งแต่ปี 2546-2569 พบว่า รัฐจัดสรรงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวม 123,667 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 5,300 ล้านบาทต่อปี ส่วนปีงบประมาณ 2569 ตั้งงบกลางสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยไว้ 25,099 ล้านบาท แนวทางปฏิรูปจึงต้องเปลี่ยนจากการเยียวยาแบบ “ปีต่อปี” ไปสู่การสร้าง “หลักประกันทางการคลัง” มีแหล่งเงินเฉพาะ ลดขั้นตอนเบิกจ่าย และทำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้รับการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว เท่าเทียม และเป็นธรรม

    นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า อีกวิกฤตที่น่าเป็นห่วงคือสถานะทางการเงินของ กองทุนการแพทย์ฉุกเฉิน เพราะปริมาณภารกิจสวนทางกับงบประมาณ โดยจำนวนปฏิบัติการฉุกเฉินเพิ่มจาก 1,794,605 ครั้งในปี 2562 เป็น 2,316,345 ครั้งในปี 2568 เพิ่มถึง 521,740 ครั้ง หรือ 29.07% ที่ผ่านมา งบประมาณกองทุนอยู่เฉลี่ยประมาณ 1,050-1,090 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นงบพัฒนาระบบประมาณ 80 ล้านบาท และค่าชดเชยการปฏิบัติการประมาณ 960-1,012 ล้านบาท แต่ปีงบประมาณ 2570 กลับถูกปรับลดเหลือเพียง 825.79 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาเงินไม่พอยังนำไปสู่การ “ค้างจ่ายค่าชดเชย” หน่วยปฏิบัติการ จนสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ต้องขอรับการจัดสรรงบกลางกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นรวม 651.67 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าชดเชยค้างจ่ายสะสมจากปี 2568 จำนวน 258.92 ล้านบาท และภาระที่คาดว่าจะขาดแคลนในปี 2569 อีก 392.75 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องเร่งปรับค่าชดเชยให้สะท้อนต้นทุนจริง เพื่อไม่ให้ระบบ EMS ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับ “นาทีชีวิต” ของประชาชนต้องสะดุดเพราะปัญหางบประมาณ

    สำหรับ แนวทางปฏิรูปของ สพฉ. ตั้งเป้าเปลี่ยนระบบจาก Reactive หรือรอให้เกิดเหตุแล้วจึงเข้าไปช่วยเหลือ เป็น Proactive หรือป้องกันและเตรียมพร้อมก่อนเกิดวิกฤต ผ่าน 5 ภารกิจหลัก ได้แก่ สร้าง Community First Responder ขยายหน่วยปฏิบัติการระดับตำบลและพัฒนาอาสาสมัครฉุกเฉินชุมชน ให้ประชาชนเข้าถึงการช่วยเหลือตั้งแต่นาทีแรก เดินหน้า Digital Transformation ผ่านระบบ NDEMS ซึ่งมีการใช้งานแล้วกว่า 45,419 ครั้ง ระหว่างเดือนตุลาคม 2568-มิถุนายน 2569 สามารถระบุพิกัดผู้ป่วย ใช้วิดีโอคอลสอน CPR และบริหารทรัพยากรผ่านสายด่วน 1669

    นอกจากนั้น ต้องเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติและสาธารณภัย พัฒนาบุคลากรและซ้อมแผนระดับชาติ ทั้ง C-MEX, MOBEX, SAREX และระบบบัญชาการเหตุการณ์ หรือ ICS ต้องยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยวผ่าน T-MAC พัฒนาระบบแพทย์ฉุกเฉินทางน้ำและทะเล พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รองรับพื้นที่ EEC เชื่อมระบบ EMS กับพื้นที่อุตสาหกรรม พัฒนาการส่งต่อเฉพาะทาง และเตรียมรับอุบัติภัยสารเคมีและอุตสาหกรรม

    ประธานคณะทำงานฯ กล่าวอีกว่า คณะทำงานยังพิจารณายุทธศาสตร์ 5 มาตรการ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินของระบบ เริ่มจากปรับชุดสิทธิประโยชน์โดยใช้เทคโนโลยี ทั้ง GPS Tracking บนรถพยาบาล, Telemedicine, Teleconsultation และระบบส่งข้อมูลผู้ป่วยจากรถพยาบาลไปยังห้องฉุกเฉินล่วงหน้า มาตรการที่ 2 ปรับอัตราและหลักเกณฑ์ค่าชดเชยตามระเบียบฉบับใหม่ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุมระดับ CLS, ALS และ BLS รวมถึงระดับความรุนแรงของผู้ป่วย โดยปฏิบัติการทางบกที่อยู่ห่างโรงพยาบาลเกิน 10 กิโลเมตร ได้เพิ่มกิโลเมตรละ 10 บาท และตั้งแต่ 20 กิโลเมตรขึ้นไปเพิ่ม 100 บาท ส่วนการระดมหน่วยออกนอกพื้นที่จ่ายค่าเดินทางกิโลเมตรละ 4 บาท รถขับเคลื่อน 4 ล้อเพิ่ม 100 บาทต่อครั้ง และรถ 6 ล้อขึ้นไปเพิ่ม 400 บาทต่อครั้ง

    มาตรการที่ 3 เดินหน้าสู่ Value-Based Payment หรือการจ่ายเงินที่มุ่งคุณภาพ โดยคำนวณต้นทุนจริงทั้งระบบ พบว่าปฏิบัติการทางบกระดับ BLS มีต้นทุนเฉลี่ย 4,699.04 บาทต่อครั้ง และ ALS อยู่ที่ 8,688.73 บาทต่อครั้ง จึงเสนอค่าบริการ 4,699 บาท และ 8,689 บาทตามลำดับ ส่วนระบบทางน้ำมีต้นทุน BLS ตั้งแต่ 4,280-62,680 บาท ขณะที่ ALS หรือผู้ป่วยสีแดงอยู่ที่ 12,204.05-70,604.05 บาทต่อครั้ง ยิ่งการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศยิ่งมีต้นทุนสูง โดยเฮลิคอปเตอร์ EC135 อยู่ที่ 57,384.20 บาทต่อเคส, EC725/H225 อยู่ที่ 251,976.20 บาท, เครื่องบิน King Air 350 อยู่ที่ 130,016.79 บาท และ C130 สูงถึง 507,616.79 บาทต่อเคส ขณะที่ค่าดำเนินกิจการของ สพฉ. อยู่ที่ทางบกและทางน้ำ 260 บาทต่อเคส และทางอากาศ 5,260 บาทต่อเคส

    มาตรการที่ 4 และ 5 คือการบูรณาการแหล่งเงินจากกองทุนสุขภาพและรายได้ภายนอก ทั้ง สปสช. ประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว รวมถึงเงินตามกฎหมายคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประกันชีวิต และประกันวินาศภัย เพื่อลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงช่องทางเดียว

    นพ.เปรมศักดิ์ ย้ำว่า หัวใจของการปฏิรูปต้องเปลี่ยนจาก “จ่ายงบเยียวยาหลังเกิดเหตุ” เป็น “ลงทุนสร้างความพร้อมก่อนเกิดวิกฤต” เพราะการแพทย์ฉุกเฉินไม่ใช่เพียงเรื่องรถพยาบาล แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงของประเทศ” ที่ทุกนาทีหมายถึงชีวิตประชาชน อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสุดท้ายคือสร้างระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่มีเงินเพียงพอ โปร่งใส มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อให้คนไทยทุกพื้นที่ได้รับบริการ “รวดเร็ว ปลอดภัย เข้าถึงได้ มีมาตรฐาน และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในนาทีวิกฤต”

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/1051025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07FyMfC2RBg_r2wTL7kQrM

  • กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : คลื่นลูกแรก – มติชนสุดสัปดาห์

    กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : คลื่นลูกแรก – มติชนสุดสัปดาห์

    วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com

    ว่าด้วยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใหม่ เข้าถึง และขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว ในมิติกว้างขวางกว่าที่คิด

    เกี่ยวกับสัมพันธ์ที่ว่าในบางภาพ เป็นชิ้นๆ ผมเคยนำเสนอมาบ้าง (ในมติชนสุดสัปดาห์) ตั้งแต่เมื่อปี 2560 (ซีรีส์ 4 ตอน เรื่อง “จีน” กับสังคมธุรกิจไทย) และติดตามต่อมา ว่าด้วยเรื่องอิทธิพลค้าปลีกออนไลน์จีนในประเทศไทย (มติชนสุดสัปดาห์ กันยายน 2562)

    คราวนี้ ตั้งใจให้ภาพพัฒนาการอันต่อเนื่อง และคลี่คลาย เป็นไทม์ไลน์ ในนั้นมีความพยายามย้อนรอยกลับไปมองให้ไกลมากจากจุดตั้งต้นที่สำคัญๆ

    เท่าที่ติดตาม สำรวจ ธุรกิจจีนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาสู่สังคมไทยในยุคแรกๆ เป็นช่วงคาบเกี่ยววิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ตั้งใจเข้าสู่ธุรกิจพื้นฐานซึ่งทรงอิทธิพลในสังคมไทย แม้อยู่ในท่ามกลางผู้ยึดครองอย่างเหนียวแน่น

    เปิดฉากด้วยธนาคารเก่าแก่ของจีน Bank of China (BOC) ก่อตั้งมากว่าศตวรรษในยุคสมัยก่อนคอมมิวมิสต์ (ก่อตั้งโดย ดร.ซุน ยัตเซ็น) นับเป็นธนาคารที่เปิดดำเนินกิจการยาวนานที่สุดในประเทศจีน ปัจจุบันเป็นหนึ่งในสี่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดของรัฐบาลจีน เคยมีฐานะเป็นธนาคารกลางในช่วงแรก

    ต่อมาในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน BOC เป็นธนาคารผู้ผูกขาดการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศ และดูแลการชำระเงินระหว่างประเทศ

    ในยุคสมัยใหม่ (ตั้งแต่ปี 2537) มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ให้กลายเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐอย่างเต็มตัว (รัฐบาลถือหุ้นข้างมาก) ก่อนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ ในปีเดียวกัน (2543)

    ในปีนั้นเอง (2537) BOC ได้เข้ามาเปิดสำนักงานตัวแทนในประเทศไทย เข้ากับจังหวะรัฐไทยมีความมั่นใจอย่างมาก กับนโยบายเปิดเสรีทางการเงิน (2536) ให้เป็นศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) แห่งภูมิภาค

    ดูตั้งใจแข่งกับฮ่องกงและสิงคโปร์ ตามแผนการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งไทยและต่างประเทศสามารถกู้ยืมเงินตราต่างประเทศจากนอกประเทศ แล้วนำมาปล่อยกู้ต่อได้สะดวกขึ้น ที่เรียกว่า BIBF (Bangkok International Banking Facilities) หรือ “กิจการวิเทศธนกิจ”

    BIBF มีส่วนให้ไทยเผชิญวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะธุรกิจในจีนโดยรวมกำลังตั้งหลัก เริ่มต้นแผนการขยายเครือข่ายออกนอกประเทศ

    ในช่วงคาบเกี่ยว (ปี 2540) นั้น BOC ได้ยกระดับขึ้นเป็น ธนาคารแห่งประเทศจีน จำกัด สาขากรุงเทพฯ สามารถให้บริการทางการเงินเต็มรูปแบบ

    ความเป็นไปสัมพันธ์กับธุรกิจจีนในไทยอย่างแยกไม่ออก เมื่อกระแสคลื่นลูกใหญ่ถาโถม BOC จึงยกระดับขึ้นขั้นใหญ่ (ปี 2557) เปลี่ยนสถานะเป็นธนาคารลูก (Subsidiary) ภายใต้ชื่อ ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน) จากวิเทศธนกิจ และบริการการเงินกว้างขึ้นแต่จำกัดเพียงสาขาเดียว สู่บริการรายย่อย (Retail Banking) อย่างเต็มตัว

    ปัจจุบัน BOC มีเครือข่ายสาขาถึง 7 แห่งแล้ว อยู่ในกรุงเทพฯ 3 แห่ง ที่เหลือกระจายไปปักหลักในภูมิภาคสำคัญๆ รวมทั้งเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    ตามมาอีกรายในช่วงสังคมไทยวุ่นวายสับสน จากแรงกระเพื่อมและผลพวงวิกฤตเศรษฐกิจ คือ Huawei Technologies เครือข่ายธุรกิจจีนซึ่งมีโครงสร้างกิจการที่แตกต่าง

    ก่อตั้งขึ้นราวทศวรรษเดียว (2530) ก่อนจะมาถึงไทย (2542) โดยอดีตวิศวกรกองทัพปลดแอกประชาชนจีน จากบริษัทห้องแถวเล็กๆ ในเมืองเซินเจิ้น-เขตเศรษฐกิจพิเศษ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลก

    เป็นธุรกิจเอกชนอย่างแท้จริงในจีน ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นเพียงเท่านั้น แต่นำเสนอรายงานประจำปีในวงกว้างอย่างเคร่งครัด ด้วยเชื่อว่าเป็นความสัมพันธ์ที่จำเป็นกับพันธมิตรธุรกิจระดับโลก

    ในช่วงเวลาธุรกิจจีนตั้งหลัก และขยายออกนอกประเทศ (ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา) Huawei เดินแผนสู่ตลาดตามชนบทและเมืองรองของจีนที่คู่แข่ง โดยเฉพาะเครือข่ายธุรกิจต่างชาติมองข้าม เช่นเดียวกับแผนการขยายไปสู่ตลาดโลก เริ่มจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อย่างทวีปแอฟริกาและอาเซียน รวมถึงประเทศไทย

    Huawei เปิดฉากสำนักงานในกรุงเทพฯ ด้วยการจัดหาอุปกรณ์เครือข่ายและระบบสื่อสาร โดยเฉพาะให้แก่ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สาย ที่ว่าไปเป็นธุรกิจหนึ่งซึ่งแทบไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะอยู่ท่ามกลางคู่แข่ง ผู้ยึดครองตลาดในเวลานั้น ที่มาจากยุโรป อย่าง Ericsson Nokia และ Siemens เป็นช่วงที่เป็นโอกาส ในจังหวะเวลาโครงสร้างธุรกิจขยับขยายครั้งใหญ่ มีเครือข่ายธุรกิจระดับโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง (Telenor เข้ามาถือหุ้น DTAC) ขณะมีรายใหญ่รายใหม่ (เครือซีพี) ร่วมวง

    บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งอย่างเป็นทางการ (ปี 2545) ตามแผนขยายการลงทุน อ้างอิงช่วงเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานระบบ 2G และ 3G

    จากนั้นใช้เวลาพักหนึ่ง (จนถึงปี 2554) จึงบุกตลาดสมาร์ตโฟน ราคาประหยัด ด้วยระบบปฏิบัติการ Android ภายใต้แบรนด์ Huawei เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างจริงจัง

    กิจการเป็นไปด้วยดี จึงปักหลักตั้งสำนักงานในไทย (2559) ให้เป็นศูนย์กลาง (Hub) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ตามมาอย่างกระชั้นด้วยแผนการขยายธุรกิจให้หลากหลาย เป็นผู้ให้บริการคลาวด์ และลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ไปจนถึงบุกตลาดพลังงานสะอาด ในนาม Huawei Digital Power นำเสนออุปกรณ์สำคัญในระบบโซลาร์เซลล์ และระบบชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ที่กำลังมาแรง

    มีอีกราย อยู่ในข่ายยุคบุกเบิก ก้าวเข้าสู่ตลาดซึ่งถูกยึดครองอย่างมั่นคงราวครึ่งศตวรรษ โดยเครือข่ายธุรกิจญี่ปุ่น

    เรื่องราวโรงงานตู้เย็นชิงเต่า (Qingdao Refrigerator Factory) ที่เกือบเจ๊ง (ปี 2527) กลายเป็นเครือข่ายธุรกิจจีนที่เติบโตอย่างมหัศจรรย์ ราวทศวรรษเดียว ด้วยความร่วมมือกับธุรกิจเยอรมนี และเมื่อเปลี่ยนชื่อเป็น Haier

    ฉากที่สำคัญคือการเข้าตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (A-Share) ในปี 2536 การบุกเบิกตลาดสหรัฐอเมริกา (ปี 2542) และอีก 2 ทศวรรษถัดมา กลายเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับต้นๆ ของโลก

    ปี 2545 Haier ชิมลางตลาดประเทศไทยเป็นครั้งแรก ผ่านกิจการร่วมทุนกับ บริษัท ไดสตาร์ อิเลคทริก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อาศัยโรงงานและเครือข่ายการจัดจำหน่ายของไดสตาร์ ด้วยนำชิ้นส่วนโทรทัศน์และเครื่องปรับอากาศจากจีนเข้ามาประกอบและวางจำหน่ายในไทยในแบรนด์ Haier ผ่านมาไม่กี่ปี (2550) จึงตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง แม้ถือว่าตั้งหลักได้ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเชีย และมาเลเซีย

    จุดเปลี่ยนสำคัญในไทยในปี 2550 นั้น มาจากเข้าซื้อโรงงานผลิตตู้เย็นของ Sanyo ที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ต่อมาพัฒนาเป็นฐานการผลิตตู้เย็นและเครื่องซักผ้าที่ใหญ่ที่สุดของ Haier ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    และถือเป็นจังหวะสำคัญสัมพันธ์กับดีลใหญ่ในเวลาต่อมา (2554) ด้วยการเข้าซื้อกิจการเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านแบรนด์ Sanyo ทั้งในญี่ปุ่นและอาเซียน

    ตามมาจังหวะก้าวต่อเนื่อง สู่ดีลใหญ่ยิ่งขึ้น ที่สำคัญๆ ได้แก่ ซื้อกิจการ Fisher & Paykel แห่งนิวซีแลนด์ (2555) GE Appliances – สหรัฐอเมริกา (2559) เป็นดีลประวัติศาสตร์ที่สั่นสะเทือนวงการ ทุ่มเงินกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อกิจการแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของ GE กลายเป็นผู้นำตลาดอเมริกาเหนือ รวมทั้งแบรนด์ Candy แห่งอิตาลี (2561) เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดยุโรป ในจังหวะเดียวกับการเข้าตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ( 2561) และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (2563)

    ปัจจุบัน Haier ในไทย ครองส่วนแบ่งการตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างน่าสนใจ ไล่บี้แบรนด์ญี่ปุ่นอย่างตื่นเต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_906976&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rh4XCGT6nihQsUU-ht21p

  • ‘ผึ้งหลวง’ เคาะเอกฉันท์! ส่ง ‘นฤพนธ์’ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ชิงนายก อบจ.นนทบุรี | เดลินิวส์

    ‘ผึ้งหลวง’ เคาะเอกฉันท์! ส่ง ‘นฤพนธ์’ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ชิงนายก อบจ.นนทบุรี | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ศาลา 5 วัดสะพานสูง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นนทบุรี และอดีต ส.อบจ.นนทบุรี กลุ่มผึ้งหลวง รวมทั้งอดีตสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) ประมาณ 30 คน ได้ประชุมกันเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อสรรหาตัวผู้สมัครนายก อบจ.นนทบุรี แทน พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี ที่ถูกนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี หลายสมัย ยิงเสียชีวิต

    โดยที่ประชุมเสนอชื่อ นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ เป็นผู้สมัครลง นายก อบจ.นนทบุรี ให้ที่ประชุมพิจารณาอีกครั้ง ผลปรากฏว่าสมาชิกกลุ่มผึ้งหลวง มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ส่งนายนฤพนธ์ ลงสมัครนายก อบจ.นนทบุรี

    น.ส.วิภาวัลย์ วรวรรณปรีชา อดีตเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติตามเดิม คือส่งนายนายนฤพนธ์ ลงสมัคร นายก อบจ.นนทบุรี โดยที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ส่งนายนฤพนธ์ ลงสมัคร

    โดยที่ประชุมมี ส.อบจ. อดีต ส.อบจ. อดีต สจ. ประมาณ 30 คน เมื่อได้มติดังนี้แล้ว ทางกลุ่มแจ้งมติกับทางท้องถิ่นต่างๆ ทราบ ซึ่งของท้องถิ่นต่างๆ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร โดยใช้เวลาประชุมนานเกือบประมาณ 1 ชั่วโมง เปิดให้ทุกคนเสนอความคิดเห็นอย่างเต็มที่ จนกระทั่งท้ายที่สุด ที่ประชุมก็มีมติเป็นเอกฉันท์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6110973/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DU9Bm7CF8C2dPDcIDP6jf